Au Fic Sengoku Basara : ยักษ์กับท่านหญิงน้อย

ตอนที่ 3 : 02 นางผู้กลับมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    7 ก.พ. 62

บทที่ 2

นางผู้กลับมา



               สมัยที่เขายังเด็ก ท่านพ่อได้พาเด็กคนหนึ่งกลับมาที่ปราสาท วันนั้นเหล่าข้าราชบริพารพากันวิ่งวุ่นเมื่อนายท่านของปราสาทต้องการสิ่งต่างๆมาดูแลเด็กคนนั้นที่สลบไสลไม่ได้สติ ซึ่งตัวเขาวัยเด็กที่อยากรู้อยากเห็นก็อยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน



เด็กผู้ชาย…”



เด็กผู้หญิงต่างหากเล่า โมโตจิกะ



บิดาของเด็กชายในชุดเช่นเด็กผู้หญิงกล่าวติอย่างไม่จริงจัง ขณะที่เด็กชายเจ้าของคำถามเอาแต่จับจ้องร่างน้อยที่นอนอยู่บนฟูกนอนด้วยสายตาและสีหน้ายากจะเชื่อ



ผมสั้น สวมเสื้อผ้าคล้ายชุดจินเบเช่นนี้น่ะหรือ เด็กผู้หญิง?!



“…..”



เด็กชายโมโตจิกะยังคงมองเด็กคนนั้นด้วยสีหน้าดังเดิมจนผู้เป็นบิดาลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดูก่อนกล่าวต่อไปว่า



จากนี้ไปนางจะอยู่กับเรา



อยู่กับเรา--- หมายถึง เป็นครอบครัวเดียวกันเด็กชายเอ่ยย้ำ เงยหน้าสบตาคมผู้เป็นบิดาที่กำลังมองมาเช่นเดียวกัน ในดวงตาของบิดาไม่มีเศษเสี้ยวความลังเลเลยแม้แต่น้อย ท่านเชื่อมั่นว่าเด็กที่ท่านนำพามานั้นไม่ใช่ศัตรูที่ไหน...



ใช่แล้ว



“…..”



เด็กชายโมโตจิกะก้มมองเด็กคนนั้นอีกครั้ง



นางจะเป็นน้องสาวเจ้า หากเจ้าต้องการ



...ขอรับ!”



ตัวเขาในวัยเด็กรับคำบิดาไปอย่างนั้นโดยไม่คิดอะไร เขาเพียงสนใจแค่ว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยสิ่งแปลกตาและมีบางอย่างที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้เท่านั้น



ทว่าในใจก็ให้รู้สึกยินดีนักที่จะได้มีน้อง...



นับจากวันนั้น วันเวลาก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี นี่เป็นปีที่เท่าไรกันแล้วนะที่เขามีน้องสาว เขาก็แทบจะจำไม่ได้



ณ สวนของปราสาทโอโกะในเขตนางาโอกะ แคว้นโทสะ ---



ข้าพูดความจริงนะเจ้าคะ ท่านโจโซคาเบะ!



โจโซคาเบะ โมโตจิกะ แทบเลิกใส่ใจไปแล้วด้วยซ้ำว่านางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เป็นใครมาจากไหน เพราะทุกอย่างที่นางเคยเล่าจนบัดนี้ เขาคิดว่ามันอาจเป็นแค่จินตนาการของเด็ก



เสียงนั้นเป็นของเด็กหญิงในชุดยูกาตะลายดอกอุเมะสีชมพูอ่อน ซึ่งเอ่ยกับเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกชายของไดเมียวโจโซคาเบะที่กำลังหวดดาบขึ้นลงอยู่ไม่ไกล หลังเล่าเรื่องของตนจบเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ หากแต่อีกฝ่ายยังคงไม่มีท่าทีใดๆตอบกลับ



นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกเมิน



นี่ท่าน!”



อ่า ข้าเข้าใจแล้ว



เสียงที่ยังไม่แตกหนุ่มดีเอ่ยเรียบๆ ขณะที่คนฟังแทบทำปากยื่นปากยาวอย่างงอนๆ



ที่ว่าเข้าใจแล้วของอีกฝ่ายน่ะเชื่อถือได้จริงๆหรือเปล่าน่ะ หรือแค่ตอบส่งๆเพื่อให้นางเลิกพูดกันแน่ ดวงตาสีเขียวอ่อนหรี่มองแผ่นหลังร่างโปร่งเบื้องหน้าอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง



ก่อนจับพิรุธบางอย่างได้



ระยะนี้ท่านโจโซคาเบะดูเครียดๆ มีอะไรหรือเปล่านะ?



เด็กหญิงคิด ก่อนจะตัดสินใจเรียกอีกฝ่าย



ท่านโจโซคาเบะ---



“…..”



นี่ ท่านโจโซคาเบะ---



มีอะไร?



*ตุบ*



นัยน์ตาสีฟ้ามองตามร่างบางที่ขยับตัวลงจากระเบียงลุกขึ้นยืนและวิ่งเข้ามาหาด้วยความสงสัย ดาบไม้ในมือลดลงที่ข้างตัว นางต้องการสิ่งใด?



*เพี๊ยะ*



โอ๊ย! ทำอะไรของเจ้า มันเจ็บนะ!”



แหม ร้องซะดังเชียว นี่ท่านโจโซคาเบะ เดี๋ยวนี้ท่านดูเหม่อๆและเครียดไปนะ รู้ตัวหรือเปล่า?เด็กหญิงเอ่ยและไม่คิดแม้แต่จะปลอบคนตัวโตกว่าที่เอาแต่ลูบหน้าผากป้อยๆเลยสักนิด



หา? ข้าเนี่ยนะ



ไม่พูดเปล่า นิ้วยังชี้ที่ตัวเอง



เจ้าค่ะ เด็กหญิงพยักหน้ายืนยัน



“…..”



ตอนนั้นเองที่โจโซคาเบะหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก เงียบจนกระทั่งค่อยๆถอดถอนหายใจออกมาเมื่อไม่อาจหาทางปฏิเสธสิ่งที่มันชัดอยู่แล้วได้



เฮ้อ ถูกของเจ้า



เด็กหนุ่มเบือนหน้ามองตรงไปสุดสายตาก่อนที่จะเริ่มพูดต่อไปอย่างช้าๆ



ข้าต้องขยันฝึกให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น แล้วสักวันข้าก็จะได้เป็นนักรบที่เก่งกาจเหมือนกับท่านพ่อ ช่วยท่านต่อสู้กับพวกศัตรู



เด็กหญิงนิ่งฟังพลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพียงลมสายหนึ่งพัดผ่าน จึงตัดสินใจพูดมันออกมา...



ท่านต้องเป็นได้แน่นอน



?!”



ท่านทั้งกล้าและห้าวหาญออกขนาดนี้ ถึงบางครั้งจะบ้าดีเดือดไปหน่อยก็เถอะ



“…..”



ดวงตาสีฟ้าจ้องมองคนตรงหน้านิ่ง ปกติเด็กคนนี้มักจะมีคำพูดเกินวัยเป็นปกติมาตั้งเมื่อก่อนแล้ว จนทำให้รู้สึกติดใจและแปลกประหลาดมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าหนนี้กลับให้ความรู้สึกที่ต่างกัน เมื่อมันเรียกอาการขัดเขินมาเสียแทน



นางรู้ตัวหรือไม่ว่าพูดสิ่งใดออกมา



โจโซคาเบะหนุ่มหันกลับมา และผลุบตาลงมองร่างบางตรงหน้า



คิสึนะ



เจ้าคะ?



ขอบใจ



เด็กหญิงชะงักนิ่งไป รู้สึกไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนแบบนั้นของอีกฝ่ายเอาเสียเลย ไม่ใช่ว่าตามปกติเขาไม่ดี แต่หนนี้นางรู้สึกว่า ในน้ำเสียงนั้นมันมีความพิเศษที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ซ่อนอยู่...



อีกอย่าง---



?




ข้าเคยบอกแล้วไง เมื่ออยู่กันตามลำพังให้เรียกชื่อข้าน่ะ

.


.



.


เอ่อ จะดีหรอคะ?



ข้าอนุญาต



อืม เข้าใจแล้วค่ะ...ท่านโมโตจิกะ



กลับมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน บัดนั้นเด็กสาวผู้มีทุกอย่างเหมือนกับนาง กำลังนั่งเผชิอญหน้ากับชายหนุ่มผู้ที่เธอเพิ่งมารู้ภายหลังว่า เขาคือ โจโซคาเบะ โมโตจิกะ ไดเมียวแห่งโทสะหรือบุรุษผู้ครอบครองเกาะชิโกกุ ตามที่เคยได้เรียนในชั่วโมงประวัติศาสตร์



ครึ่งหนึ่งในใจเด็กสาวบอกว่าเธอไม่เชื่อสิ่งที่ตนกำลังประสบ ทว่าหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน มันได้บอกอะไรหลายๆอย่างและเตือนให้ตนเองยิ่งต้องมีสติ



เมื่อลองแอบหยิกตัวเองเพื่อยืนยันจึงรู้ว่า มันไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน



“…..”



ร่างบางมีสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะกับชายหนุ่มตรงหน้าที่เพิ่งจะเคยเจอกัน ถึงแม้ว่าเขาและพวกของเขาจะมีท่าทีว่ารู้จักเธอมาก่อนก็ตามที



ทว่าสำหรับเธอนั้น...



อันที่จริง หากบอกว่า ไม่ คงเป็นการโกหก



ความจริงมันค่อนข้างก่ำกึ่ง ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจจุดนี้นัก



คือว่า ท่านพอจะบอกฉันได้หรือเปล่าคะว่า ที่นี่คือที่ไหน? มันเป็นอีกครั้งที่หล่อนคิดว่านี่คือคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ แต่จะมีสิ่งใดยืนยันได้มากกว่านี้อีกนอกจากการถามจากปากผู้ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า ณ เวลานี้



ที่นี่คือ ชิโกกุ ในแคว้นโทสะและสถานที่เจ้าอยู่ตอนนี้คือปราสาทชั่วคราวบนป้อมฟุงากุของข้าโมโตจิกะตอบ ทุกคำที่พูด หวังเพียงนิดว่าจะสะกิดใจคนตรงหน้าทำให้ความทรงจำฟื้นกลับมาได้บ้าง แม้สุดท้ายมันอาจเป็นได้แค่การหวังลมๆแล้งๆ เมื่อนางยังคงมองตนด้วยใบหน้าว่างเปล่า ไร้เยื่อใยใดๆ



ชิโกกุ...



เด็กสาวเอ่ยทบทวนกับตัวเอง



วินาทีนั้น ร่างบางเอี้ยวตัวกลับไปมองเบื้องหลังตน พลันลมระลอกหนึ่งพัดเข้าปะทะใบหน้า ผมยาวสีน้ำตาลเทาลู่ไหวไปตามทางลมพัด หลับตาลงซึบซับมันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเปิดตาขึ้น ภาพที่สะท้อนเข้ามาสลักแน่นในความจำคือท้องฟ้าและทะเลอันกว้างใหญ่สุดขอบฟ้า



เป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าจะได้พบเห็นในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้



แคว้นโทสะ...ถ้าจำไม่ผิด ปัจจุบันคือจังหวัดโคจิ แต่ว่า เมื่อกี้ฉันได้ยินเขาพูดว่าโทสะไม่มีผิดแน่!’



ดวงตากลมโตดุจแมวหรี่ลงฉับพลัน



ชิโกกุอย่างงั้นหรอจะกลับบ้านได้ยังไงกัน? ไม่สิ! นี่มันไม่ใช่--- ไม่ใช่ชิโกกุ ไม่มีทาง เธอเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว และเธอก็ได้พิสูจน์ขั้นพื้นฐานแล้วว่ามันไม่ใช่ฝัน ทั้งตนเองก็ยังมีชีวิตอยู่ตรงหนี้



พร่ำเพ้อและดูบ้าสิ้นดี หรือเธอแค่สับสน...?



*ตึง*


*เคร้ง*



เสียงของหนักและโซ่ตกกระแทกพื้นดังขึ้นประหนึ่งเป็นการเรียกสติ



ทันทีที่ร่างบางเงยหน้าขึ้นก็พบกับร่างสูงใหญ่ของไดเมียวหนุ่ม โจโซคาเบะ เดินมาทรุดตัวลงชันเข่าตรงหน้า หอกที่มีรูปร่างคล้ายสมอเรือซึ่งถือติดตัวไว้ตลอดนั้นจนถึงก่อนหน้านี้ได้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง



เจ้า....อยู่ที่นี่เสียสิ



เสียงห้าวเอ่ยอย่างนุ่มนวล



ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ยิ่งทำให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวอ่อนนั่นชัดยิ่งขึ้น หลากหลายอารมณ์ผสมปนกันอยู่ภายในนั้นจนไม่อาจแยกออก หากไม่ใช่เพราะว่าเพิ่งเจอกัน เธอคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังอ้อนวอนขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรสุดท้ายเธอก็ต้องหาทางกลับบ้านให้ได้...



ฉันอยู่ที่นี่ได้อย่างงั้นหรอคะ?เธอรีบถามกลับไปโดยไม่รู้ตัว



เจ้าอยู่ได้ ข้าอยากให้เจ้าอยู่



พอได้ยินคำพูดที่แสนจะตรงไปตรงมาแบบนั้น มันก็ทำให้เธอรู้สึกประหม่าและเขินไปหมด ไม่ว่าจะจากคำพูดของเขาและสิ่งที่ตนเองแสดงออกไปเมื่อครู่ เช่นเดียวกับฝ่ายโมโตจิกะที่เลี่ยงสบตา เบือนไปทางอื่นอย่างกลบเกลื่อน



ฉันดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะคะ เอ่อ แต่ว่าฉันอาจจะเป็นภาระหรือสร้างปัญหาให้พวกคุณก็ได้นะคะเด็กสาวเอ่ยเตือนถึงผลที่ตามมา



*ครืด*



?!



พลันประตูกระดาษเปิดโพล่ง เรียกความสนใจจากคนทั้งสอง



ไม่เป็นไรหรอกขอรับคุณหนู!!


ใช่แล้วขอรับ! อย่ากังวลไปเลย ปัญหาหนักแค่ไหนพวกเราก็พร้อมจะเผชิญทั้งนั้นแหละขอรับ


มีลูกพี่อยู่ด้วยทั้งคน ไม่ว่าจะมีศัตรูหน้าไหนเข้ามาระราน คุณหนูจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน!!”



เสียงของเหล่าชายฉกรรจ์(ที่ดูเหมือนโจรในความคิดเด็กสาว)ที่พากันตะโกนบอกด้วยความบริสุทธิ์ใจมันทำให้เธอรู้สึกตื้นตันอย่างที่สุด ที่สำคัญหัวใจเธอก็เต้นรัวอย่างมีความสุขราวกับตอบรับคำพูดเหล่านั้นแทนรอยยิ้มที่ไม่ได้มอบให้



ก่อนกระตุกวาบยามมือแกร่งใต้ถุงมือสีม่วงยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับสุ้มเสียงที่อ่อนโยนของเขา



ยื่นมือมาสิ คิสึนะ ข้าจะพาเจ้าเดินเอง



“…..”



ร่างบางไม่ได้ตอบรับการเชื้อเชิญในทันที เธอผลุบตามองมือข้างนั้นสลับกับเจ้าของอย่างชั่งใจ ริมฝีปากบางเม้มจนเป็นเส้นตรงราวกับสับสน ก่อจะค่อยๆเอื้อมมือไปวางลงบนมือแกร่งที่รอรับ



ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ดวงตาคมมองสำรวจคนตรงหน้าที่ลุกขึ้นยืนตามตนขณะที่มือยังกอบกุมมือบางเอาไว้อย่างขบขันระคนเอ็นดู



แต่ก่อนไปเราคงต้องจัดการอะไรสักอย่างกับชุดของเจ้าเสียก่อน



เด็กสาวมองตามสายตาอีกฝ่ายและก็ให้นึกทั้งอายทั้งโกรธตัวเองที่ไม่ยอมเปลี่ยนชุดตามที่เขาบอกแต่แรก มารู้สำนึกตอนนี้ว่า เสื้อเชิ้ตที่สวมนั้นค่อนข้างบาง ก็เห็นจะช้าไปหน่อย แม้มันจะเริ่มแห้งบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะมองทะลุไม่ได้



นี่ไม่รู้ว่าเห็นกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วหรือเปล่าน่ะ?









ปรับสํานวนเรียบร้อย และเปลี่ยนอะไรเล็กๆน้อยๆ

ไม่มีผลกระทบต่อตอนถัดไป

........

*สาเหตุที่โจโซคาเบะตอนเด็กใส่ชุดคล้ายผู้หญิง เราดึงจากเรื่องจริงที่ว่า เมื่อสมัยเด็กนั้น เขามีฉายาว่า วาโกะฮิเมะ

*ชุดจิเบ(Jinbei)  ผู้ชายญี่ปุ่นในสมัยก่อนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะนิยมใส่อยู่บ้าน หรือใส่ออกไปเดินเล่นงานเทศกาลประจำปี ส่วนมากจะใส่ในฤดูร้อนกัน เพราะชุดจะออกแบบมาให้ผ้าระบายอากาศได้ดี ชุดประกอบไปด้วย เสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น เสื้อเป็นคอวี ชายผ้าฝั่งซ้ายทับฝั่งขวา มีเชือกผูกข้างเอวแบบ 2 ชั้น

Cr. yukatabynari.com



THE★FARRY
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 01:48
    คิสึนะเอ๋ย~ไม่รู้ตัวเลย555555+//หัวเราะอย่างชอบใจ//สวัสดีค่ะเราบุนโกะฮิเมะหรือกัสค่ะ เป็นนักเขียนเรื่องSengoku Basara:ดวงใจสงครามเซ็นโกคุ เราเคยอ่านของคุณพี่ก่อนรีไรท์มาแล้ว ตอนนั้นก็อยากกดติดตามมากแต่เห็นไม่ได้ต่อเลยไม่ พอมารีบอกคำเดียวติดเลย*^*//ตาวาว//ยังรอตอนต่อไปอยู่นะคะ>[]<!!!!
    #6
    1
    • #6-1 Tsuki Makoto (@lion4748) (จากตอนที่ 3)
      24 ตุลาคม 2560 / 13:07
      จ้า ยินดีที่ได้รู้จักนะ ก็เคยไปแวบๆอ่านอยู่นะ ชอบซีนของโมโตนาริ กร๊าวใจดี555 คือต้องบอกว่าฟิคนี้รีมาหลายครั้งแล้วแหละ แล้วเนื้อหาที่เอามารีใหม่นี่ บางส่วนก็เป็นเวอร์ชั่นรีไรท์ที่เก็บๆเอาไว้เนี่ยแหละ เพราะพอชั่งดูแล้วมันมีความเข้ากันได้ก็หยิบมาต่อเติมแก้บ้างอะไรบ้าง ไม่ต้องไปนั่งนับหนึ่งใหม่ เพราะจะอีกกี่รีคือพล็อตมันก็แบบนี้แหละ อยู่ที่จะเริ่มต้นยังไง // แต่หลังจากตอนสองเป็นต้นไปก็ต้องแต่งใหม่นั่นแหละ lol

      ป.ล ดีใจที่ชอบนะ วุ่นกับงานช่วงสอบบ้างก็จะแบ่งเวลามา

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 ตุลาคม 2560 / 13:08
      #6-1