ม่านม่านชิงหลัว

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,707
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    4 ก.ค. 53

.

คำแปลกกลอนภาษาจีนและเชิงอรรถทั้งหมด รออ่านในเล่มนะคะ

 

บทที่ 1

 

 

เมื่อลืมตาขึ้น เฉิงชิ่งก็หลับตาลงทันที ค่อยลืมตาขึ้น แล้วหลับตาลงอีกครั้ง หลังจากที่ทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้หลายรอบ หญิงสาวก็ตัดสินได้ว่า ตัวเองไม่ได้ฝันไปอย่างเด็ดขาด ไม่ได้กำลังนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน แต่มาอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นตาแห่งหนึ่ง

เธอขยับมือเท้า แขนขาแข็งแรงสมบูรณ์ดีไม่มีเสียหาย โยกศีรษะไปมา ค่อนข้างจะเบา ยังสติแจ่มใสดีอยู่ เธอลุกขึ้นนั่ง ไม่มีปัญหา

หญิงสาวนั่งเหม่ออยู่บนเตียง ใครกันที่ย้ายเธอจากบ้านมาที่นี่ตอนดึกดื่นเที่ยงคืนแบบเงียบกริบ? ถึงขนาดไม่ทำให้เธอตกใจตื่นเสียด้วย

หญิงสาวเป็นคนนอนไวมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะเวลาที่พ่อแม่ไปดูงานที่อื่น เหลือเธอเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว ประสาทหูของเธอจะดีมากจนเหลือเชื่อ หนูคลานเข้าไปคุ้ยถังขยะในครัว ขามันเพิ่งจะแตะถูกฝาถังขยะ หญิงสาวก็กระโดดลงจากเตียงวิ่งเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับเงื้อไม้เทนนิสเหวี่ยงลงใส่เป็นที่เรียบร้อย

หนูแก่ที่ยึดครองครัวมานานสะดุ้งโหยงจนตัวลอย เผ่นหนีจากไปอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น ตอนที่มุดออกทางช่องพัดลมระบายอากาศมันหยุดชะงัก เอี้ยวตัวกลับมามองหญิงสาวอย่างดูแคลนด้วยดวงตาขนาดถั่วเม็ดจิ๋ว เหมือนกำลังพูดว่า ก็แค่คุ้ยขยะเท่านั้น ต้องทำกันขนาดนี้เชียว?

คืนนี้ เฉิงชิ่งไล่หนูไปอย่างเป็นฟืนเป็นไฟแล้ว ก็ขึ้นเตียงไปนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใดมารบกวนเธออีก หญิงสาวหลับสนิทดีมาก ไม่แม้แต่จะฝัน ครั้นตื่นนอนและลืมตาขึ้น ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

หันหน้าไปมองรอบๆ ตัว ห้องไม่ใหญ่นัก สิบกว่าตารางเมตร บนผนังที่ทาสีจนขาวโพลนแขวนภาพทิวทัศน์หนึ่งภาพและภาพกลอนคู่หนึ่งภาพ เขียนว่า 随风和璧月清明,听涛青竹雨无意ดูมีรสนิยมมากทีเดียว

กวาดมองไปอีกที่ ฝ้าเพดานทำจากแผ่นไม้ประกอบกันทีละแผ่นๆ  พื้นปูด้วยอิฐเขียวก้อนใหญ่ ริมหน้าต่างมีโต๊ะยาวแกะสลักตั้งอยู่ บนโต๊ะวางพิณไว้คันหนึ่ง แล้วยังมีกระถางกล้วยไม้หนึ่งกระถาง จัดวางอย่างเรียบง่ายมีรสนิยม

หญิงสาวรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวนิดๆ ขึ้นมาอย่างปุบปับ เมื่อลูบดู เตียงไม้กระดาน คนที่นอนเตียงนอนนุ่มของซิมมอนส์จนชินมานอนเตียงแบบนี้มันก็ต้องปวดเมื่อยแน่อยู่แล้ว หันมาดูเตียงนี้ เป็นแบบโบราณ เหมือนเครื่องเรือนสไตล์โบราณที่เลียนแบบเครื่องเรือนสมัยหมิงชิง มีกรอบประตูกับแผงกั้นรอบเตียง แถมยัง用的是四合如意纹加十字纹构件进行榫卯连缀 ฝีมือละเอียดประณีต รอบด้านห้อยผ้าม่านแพรบางสีเหลืองอ่อนมีลายในเนื้อผ้า

เฉิงชิ่งคิดว่า เตียงนี้สวยมากจริงๆ  เลียนแบบได้สวยประณีตขนาดนี้ ราคาคงไม่ใช่น้อยแน่นอน

หมอนเป็นแบบยาว ข้างบนมีลวดลาย หญิงสาวลองลูบดู เมื่อจับถูกเม็ดเล็กๆ ข้างในก็ยิ้มออกมา ที่แท้ ในหมอนปักลายคือถุงแกลบ ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!

รอบด้านเงียบสงัดอย่างมาก เมื่อหญิงสาวตื่นแล้ว ก็ไม่คิดจะแช่อยู่บนเตียงต่อ เธอคิดจะดูว่าที่นี่คือที่ไหน ใครเป็นคนพาเธอมา หญิงสาวเหยียดขาออกไปคิดจะสวมรองเท้า ครั้นเห็นขาที่เหยียดออก ก็ตกตะลึง ตามด้วยยกมือขึ้นดูตรงหน้า แล้วตกตะลึงอีกครั้ง ก้มลงดูตัวเอง ลูบดูอย่างรวดเร็ว

เฉิงชิ่งร้อนใจแทบบ้า ในหัวขาวเปลี่ยนเป็นโพลนทันควัน ได้ยินแต่เสียงหัวใจเต้นโครมครามดังสนั่น น้ำตาเอ่อคลอ

ร...ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ! เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็ไม่ใช่เสื้อผ้ายุคปัจจุบันด้วย

หญิงสาวหอบหายใจโดยแรง อ้าปากร้องตะโกนออกมาด้วยสัญชาตญาณ

แม่!”

ได้ยินเสียงประตูถูกผลักเปิดออก หญิงสาววัยประมาณยี่สิบต้นๆ เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน

ลูกสาม เหนียงอยู่นี่ ฝันร้ายหรือลูก?

เฉิงชิ่งตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง

เหนียง?

หญิงสาวตรงหน้าเดินเข้ามากอดเธออย่างอ่อนโยน

ลูกสาม โอ๋ๆ...มีเหนียงอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัวนะลูก เจ้าฝันร้ายหรือ? ดูสิเหงื่อออกเต็มหน้าเชียว!” พูดพลางใช้ผ้าแพรบางในมือเช็ดเหงื่อให้เธอเบาๆ

กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา เฉิงชิ่งตกใจจนตัวสั่นสะท้าน

นี่ไม่ใช่ฝันจริงๆ ด้วย!

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกได้ถึงอาการตัวสั่นของเธอ จึงค่อยๆ อุ้มเธออย่างเบามือขึ้นมานั่งบนตัก โอบตัวเธอไว้พลางตบหลังให้เบาๆ  พูดปลอบโยนว่า

เหนียงอยู่ด้วยนะ ลูกสามเด็กดี ไม่ต้องกลัวไปนะ!”

เวลานี้เฉิงชิ่งตกอยู่ในสภาพตกใจมากเกินไปจนช็อค แข็งทื่อไปทั้งตัว แม้แต่จะพูดก็ยังพูดไม่ออก หญิงสาวตรงหน้าเพิ่งจะพบเห็นอาการผิดปกติก็ตอนนี้ จึงเริ่มเขย่าตัวเธอ

ลูกสาม เป็นอะไรไปหรือ? ใครก็ได้มานี่ซิ!”

คนอีกสองคนวิ่งเข้าประตูมา คนหนึ่งแต่งตัวแบบสาวใช้ อีกคนแต่งตัวแบบป้าแก่ๆ ถามเสียงตกใจว่า

ฟูเหรินเจ็ด คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?

เสียงของหญิงสาวแฝงความกราดเกรี้ยวและคับแค้นใจ

คุณหนูกลัวการนอนคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร กระทั่งพวกเจ้าเองก็พลอยไม่เห็นพวกข้าสองแม่ลูกอยู่ในสายตาด้วยงั้นรึ? ถึงได้เชือนแชเช่นนี้?

ผู้มาใหม่ทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้นดัง ตึง!” หน้าถอดสีในทันที หญิงที่สูงวัยกว่าออกจะใจกล้ากว่า เอ่ยปากพูดว่า

ฟูเหรินเจ็ด เหล่าหนูเห็นว่าฟ้าสว่างมากแล้ว เวลาไม่เช้าแล้ว จึงไปนำเสื้อผ้าก่อนสอบไตรมาสมาให้คุณหนู นึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะเกิดฝันร้ายน่ะเจ้าค่ะ!”

สาวใช้ที่ยังเด็กพูดเสียงเครือ

วันนี้คุณหนูนอนจนสาย เสี่ยวอวี้เรียกไปสองครั้งเห็นคุณหนูขานรับ จึงรีบไปเตรียมน้ำร้อนเจ้าค่ะ เสี่ยวอวี้นึกว่าคุณหนูตื่นแล้ว ฟูเหรินยกโทษให้เสี่ยวอวี้เถิดเจ้าค่ะ ต่อไปถ้าคุณหนูยังไม่ตื่น เสี่ยวอวี้ไม่กล้าไปไหนอีกแล้ว!”

ฟูเหรินเจ็ดเห็นสาวใช้ทั้งสองตื่นตระหนกลนลานกันปานนี้ก็ถอนหายใจเบาๆ พูดว่า

ยังไม่รีบไปตระเตรียมอีก วันนี้จะสะเพร่าไม่ได้เด็ดขาด!”

จางมากับเสี่ยวอวี้มองฟูเหรินเจ็ดอย่างขอบคุณ โขกศีรษะคำนับแล้วรีบออกไปทันที

ฟูเหรินเจ็ดพูดปลอบเฉิงชิ่งเบาๆ

ลูกสาม จางมากับเสี่ยวอวี้ต่างเป็นคนที่เหนียงเลือกอยู่นาน ในใจของพวกนางต่างหวังดีต่อเจ้าทั้งสิ้น

ฟันของเฉิงชิ่งยังคงสั่นกระทบกัน หญิงสาวยังไม่เข้าใจดีนักว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พยักหน้ารับอย่างเผลอตัว ส่วนปากก็เค้นเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุงออกมาในที่สุดว่า

อื้อ

ฟูเหรินเจ็ดประคองดวงหน้าเฉิงชิ่งเชยขึ้น น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลปานนั้น

ลูกสาม เหนียงรู้ว่าเจ้ากลัวการสอบไตรมาสในวันนี้มาก แต่ว่าเหนียงมีลูกก็แค่เจ้าคนเดียว หากเจ้าดื้อแพ่งจนเลยเวลาสอบไตรมาส ต้องขายหน้านั้นถือว่าเรื่องเล็ก แต่จะให้เหนียงทนยอมให้เจ้าถูกตีได้อย่างไรนี่สิ แบบนี้ต่อไป วันเวลาในคฤหาสน์อัครสนาบดีของเราแม่ลูกจะยิ่งยากลำบากกว่าเดิมเป็นแน่ ระหว่างที่พูด สีหน้าได้ทอประกายเจ็บแค้นขมขื่น

จังหวะนี้จางมาได้ประคองถือเสื้อผ้าตั้งหนึ่ง เสี่ยวอวี้ยกอ่างทองเหลืองใบหนึ่งเดินเข้ามา

ฟูเหรินเจ็ดวางเฉิงชิ่งในอ้อมแขนลง จูงมือเล็กๆ ของเธอพลางพูดว่า

มาเถอะ วันนี้เหนียงจะหวีผมให้เจ้า

จางมาคลี่สะบัดกระโปรงสีเขียวอ่อนตัวหนึ่งออกผูกตรงเอวของเฉิงชิ่ง สวมเสื้อแขนทรงกระบอกชายสั้นสีม่วงแดงให้ แล้วผูกเชือกข้างซ้ายหนึ่งเส้นข้างขวาหนึ่งเส้นให้เป็นที่เรียบร้อย เฉิงชิ่งกลายเป็นหุ่นให้นางจับหมุนไปทางโน้นทางนี้ตามใจชอบโดยสิ้นเชิง

สวมเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ฟูเหรินเจ็ดก็พาเฉิงชิ่งไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวเห็นดวงหน้าเล็กๆ ที่แปลกหน้าบนกระจกในทันที สองมือจึงยกขึ้นปิดหน้าหวีดร้องออกมาอีกครั้ง

กรี๊ด!”

ฟูเหรินเจ็ดมองฟ้า ในหน้าปรากฏแววร้อนใจ

ลูกสาม เวลาไม่เช้าแล้ว ขืนยังไม่รีบแต่งตัวอีกจะไม่ทันเอานะ แล้วถ้าไปสาย เตียเจ้าเขา...เฮ้อ...จะทำอย่างไรดีล่ะนี่!”

สอบไตรมาส? เตียข้า?

เฉิงชิ่งทิ้งมือลงอย่างแช่มช้า ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในดวงตามีน้ำเอ่อคลออีกครั้ง

นี่คือใครกัน? ทำไมฉันถึงเปลี่ยนเป็นเด็กเล็กขนาดนี้? ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นหน้าตาแบบนี้?

หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ  จ้องมองใบหน้าผอมซูบซีดขาว ดวงตาแดงก่ำของเด็กที่อายุอย่างมากแค่หกขวบในกระจกอย่างเหม่อลอย

เมื่อเห็นเฉิงชิ่งยอมนั่งลงหน้ากระจกอย่างว่าง่าย ฟูหรินเจ็ด จางมา เสี่ยวอวี้ก็รีบแต่งตัวให้เธอ เพียงครู่เดียว ในกระจกก็ปรากฏดวงหน้าเล็กๆ งามประณีตน่ารักของสาวงามตัวน้อยๆ ซึ่งมีดวงตากลมโต ผมม้าเป็นระเบียบเรียบร้อยและมวยผมสองลูก

ฟูเหรินเจ็ดใช้แถบผ้าแพรสองเส้นผูกมวยผมเล็กๆ ของเด็กหญิงอย่างพอใจ เอียงคอมองอย่างชื่นชม ดวงหน้าเผยรอยยิ้มละไม

จางมาพูดอย่างอารมณ์ดีว่า

คุณหนูเหมือนฟูเหรินเปี๊ยบเทียวเจ้าค่ะ โตขึ้นเมื่อไรจะต้องเป็นหญิงงามเหมือนกันเป็นแน่

 

ฟูเหรินเจ็ดจูงมือเฉิงชิ่งเดินออกไปนอกห้อง เมื่อเดินออกจากประตูห้อง หญิงสาวก็เห็นว่านี่คือเรือนหลังหนึ่ง ตรงกลางเรือนเป็นเทียนจิ่ง วางโอ่งเลี้ยงปลาหินขนาดใหญ่สองใบ ตรงกลางเทียนจิ่งมีต้นห่ายถังต้นหนึ่งกำลังออกดอกบานได้ที่ คาดว่าเมื่อเช้าฝนคงตก เทียนจิ่งถึงได้เปียกชุ่ม ดอกห่ายถ่างถูกน้ำฝนย้อมยิ่งดูแดงเฉิดฉายกว่าเดิม แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาชมวิว

ฝีเท้าของฟูเหรินเจ็ดค่อนข้างจะเร่งร้อน รีบไปให้ทันเวลาด้วยกลัวว่าจะสาย

เฉิงชิ่งนึกขึ้นมาได้อย่างปุบปับว่า ฟูเหรินเจ็ดจะพาเธอไปเข้าสอบไตรมาสอะไรนั่น ซึ่งดูเหมือนว่าจะสำคัญมาก ดูเหมือนเมื่อกี้นางจะบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตความเป็นอยู่ในคฤหาสน์อัครเสนาบดีของพวกนางสองแม่ลูกหรือไงนี่แหละ

สองแม่ลูก?

เฉิงชิ่งนึกพรั่นพรึงขึ้นมาอีกครั้ง ฟูเหรินเจ็ดดูแล้วอย่างมากก็อายุแค่ 23-24 ปีเท่านั้น แล้วเรียกนางว่า...เหนียง?

เฉิงชิ่งพยายามตั้งสติให้เยือกเย็น เธออยากรู้ว่าสอบไตรมาสที่กำลังจะไปสอบเดี๋ยวนี้คืออะไร แล้วหลังจากนั้นค่อยมาคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงแสนประหลาดพิสดารนี้กันอีกที หญิงสาวกระตุกมือฟูเหรินเจ็ด เงยหน้าขึ้นถามนางว่า

สอบไตรมาสข้าต้องระวังเรื่องไหนบ้าง?

นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับการสอบไตรมาสคำถามแรกที่ฟูเหรินเจ็ดได้ยินในเช้าวันนี้นับตั้งแต่เฉิงชิ่งตื่นนอนเป็นต้นมา จึงอดชะงักเท้าลงลูบศีรษะเธออย่างรักใคร่สงสารไม่ได้

ลูกสาม เหนียงรู้ดีว่าเจ้าพยายามสุดกำลังแล้ว พยายามสุดกำลังที่จะเรียนพิณหมากล้อมอักษรภาพวาด ร่ายโคลงแต่งกลอนให้ได้ดี แต่ว่าเจ้าไม่ชอบของพวกนั้นจึงย่อมจะเรียนไม่ได้ดีพอ ถึงอย่างนั้น...ลูกสาม...รับปากแม่สิ ไม่ว่าจะตอบคำถามได้ดีหรือไม่ ก็ห้ามร้องไห้ ห้ามยอมขายหน้า!”

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของฟูเหรินเจ็ดทอประกายแค้นใจ

ถึงพวกนั้นจะกลั่นแกล้งพวกเรายังไง พวกเราก็จะไม่ร้องไห้เด็ดขาด! จำไว้นะ ลูกสาม?

เฉิงชิ่งมองแววร้อนรนลึกล้ำในดวงตาของอีกฝ่าย แล้วพยักหน้า

ขอแค่ไม่ร้องไห้เป็นพอ!

หญิงสาวถอนหายใจ นี่มันสภาพแวดล้อมแบบไหนกัน? ร่างกายนี้มีนิสัยแบบไหนกัน? เตียที่มีภรรยาอย่างน้อยเจ็ดคนเป็นคนแบบไหนกัน?

 

ฟูเหรินเจ็ดจูงเฉิงชิ่งเดินเข้าไปในห้องโถงขนาดใหญ่ เสียงกระซิบกระซาบที่ดังอยู่ก่อนหน้านี้หยุดลงทันที เฉิงชิ่งเห็นผู้หญิงประดับหยกไข่มุกเต็มศีรษะห้าคนแยกย้ายกันนั่งอยู่บนเก้าอี้ซูเป้ยที่วางเรียงอยู่สองฟากซ้ายขวาภายในห้องโถง เก้าอี้สองตัวที่อยู่ตรงกลางว่างอยู่ ดูท่าทางคงจะเป็นที่นั่งของเตียคนนั้นกับภรรยาหลวง

ฟูเหรินเจ็ดคลี่ยิ้มบาง ย่อตัวคารวะไปทางซ้ายพร้อมกับร้องเรียกว่า

เม่ยจือมาสาย เจี่ยเจียทั้งหลายโปรดอภัย จากนั้นหันไปย่อตัวคารวะแบบเดียวกันให้ผู้หญิง 2-3 คนทางขวามือ ผู้หญิง 2-3 ที่นั่งอยู่พยักหน้าโดยไม่วิจารณ์อะไร คาดว่าฟูเหรินเจ็ดคงจะชินชากับความเย็นชาของทุกคนมานานแล้ว จึงพาเฉิงชิ่งไปนั่งลงตรงที่นั่งสุดท้ายทางขวาโดยไม่คิดจะรอให้ผู้หญิงพวกนั้นทักทายตอบตามมารยาท

เมื่อเฉิงชิ่งมายืนอยู่ข้างฟูเหรินเจ็ดแล้ว นางจึงค่อยปล่อยมือที่จูงมือเธออยู่ เฉิงชิ่งมองไปฝั่งตรงข้าม คาดว่าผู้หญิงสามคนนั้นคงจะเป็นฟูเหรินสามคนของเตียคนที่ว่า ข้างตัวมีเด็กผู้หญิงสองคนยืนอยู่ คนที่โตกว่าหน่อยอายุประมาณสิบขวบ คนที่เล็กกว่าอายุประมาณ 7-8 ปี

เฉิงชิ่งคิดในใจ ฟูเหรินเจ็ดเรียกเราว่าลูกสาม ดูท่าทางเด็กสองคนนั้นคงจะเป็นพี่สาวเราแน่ๆ

ที่นั่งทางซ้ายถัดไปสองที่ก็มีผู้หญิงนั่งอยู่สองคน แต่ไม่มีเด็ก

หญิงสาวแอบเปรียบเทียบฟูเหรินแต่ละคนกับฟูเหรินเจ็ด ก็เห็นว่าต่างก็สวยกันไปคนละแบบ ฟูเหรินเจ็ดมีดวงหน้าเล็กเรียวงามประณีต ปลายคางเรียวมน ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายใสกระจ่าง รูปร่างเล็กเพรียวอรชรยิ่งขับเน้นให้ดูอ่อนช้อยบอบบาง กลับเป็นคนที่สวยที่สุดในฟูเหรินทั้งหกคน หญิงสาวคิดในใจว่า ต่อไปเวลาเธอโต สงสัยจะเหมือนกับฟูเหรินเจ็ดนี่แหละ

ขณะที่สายตาของเฉิงชิ่งกำลังกวาดมองซอกแซกไปทั่วนั่นเอง หญิงสาวก็เห็นว่าเด็กผู้หญิงสองคนที่ฝั่งตรงข้ามเบะปากมาทางเธอ จากนั้นสะบัดหน้าหนีอย่างดูถูก ท่าทางเย่อหยิ่งอย่างอย่างยิ่ง จึงอดนึกขันอยู่ในใจไม่ได้

เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!

ก่อนจะนึกขึ้นได้กะทันหันว่าตัวเองได้กลายเป็นเด็กที่เล็กยิ่งกว่าเด็กสองคนนั้นเสียอีก จึงให้หดหู่เสียใจเป็นที่สุดจนต้องก้มหน้าลงอย่างเผลอตัว

ในจังหวะนี้ ก็ได้ยินเสียงปิ่นห้อยหยกประดับดังขึ้น ฟูเหรินทุกคนได้ลุกขึ้นยืน พูดเสียงสดใสว่า

น้อมทักทายเหล่าเหยีย เจี่ยเจียเจ้าค่ะ

จากนั้นได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า

ทุกคนนั่งลงเถิด สอบไตรมาสวันนี้ อาเหล่ย อาเฟย อาหลัวเตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง? สอบไตรมาสสามเดือนครั้งในครั้งนี้ไม่รู้ว่าก้าวหน้าขึ้นกันบ้างหรือไม่!”

เฉิงชิ่งเงยหน้าขึ้น ก็เห็นชายวัยประมาณสี่สิบปีในชุดยาวสีน้ำตาลนั่งลงยังที่นั่งเจ้าบ้านตรงกลาง ใบหน้าสี่เหลี่ยมแฝงความทรงอำนาจ ผู้ที่นั่งเก้าอี้ข้างๆ คือผู้หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อแขนทรงกระบอกชายสั้นสีอ่อนกับประโปรงยาวสีม่วงเงิน

หากว่าเรียงตามอายุ ชื่อของเธอก็ต้องเป็น อาหลัว สินะ เฉิงชิ่งพินิจมองเตียผู้แปลกหน้าอย่างละเอียด เตียคนนี้เทียบกับพ่อของเธอแล้ว ดูแวบเดียวก็รู้ว่าต่างเป็นข้าราชการด้วยกันทั้งคู่ เมื่อกี้ดูเหมือนจะได้ยินฟูเหรินเจ็ดพูดว่าที่นี่คือคฤหาสน์อัครเสนาบดี เป็นอัครเสนาบดีของแคว้นนี้ไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว กิริยาท่าทางเข้มงวดเคร่งขรึม ดวงตาเปล่งประกายเฉลียวฉลาด ฟูเหรินนั่นใบหน้าท้วมเล็กน้อย กลมมนดูแล้วอบอุ่นใจดี แต่ในดวงตากลับเผยประกายเจ้าแผนการ

ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งที่นั่งเจ้าบ้านพูดเนิบช้าว่า

อาเหล่ย เข้ามายืนตรงนี้ซิ!”

เฉิงชิ่งเห็นเด็กหญิงวัยสิบขวบคนนั้นออกมาจากแถวหลังได้ยินเสียงเรียก เดินไปถึงกลางห้องโถง สีหน้าสงบนิ่ง แต่กลับเห็นได้อยู่รางๆ ว่ามือทั้งคู่ที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อยาวกำเข้าหากันเป็นหมัดเล็กๆ  หญิงสาวอยากจะหัวเราะ จึงก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มที่ทำท่าจะผุดขึ้นบนเรียวปาก คิดในใจว่า หลงนึกว่าอาเหล่ยไม่กลัวจริงๆ ซะอีก ยังไงก็ยังเป็นแค่เด็กอยู่ดี

ชายวัยกลางคนถามว่า

อาเหล่ย สามเดือนมานี้เจ้าเรียนอะไรได้ดีที่สุด?

อาเหล่ยตอบเสียงใสว่า

ตอบเตีย วิชาพิณเจ้าค่ะ

ชายวัยกลางคนโบกมือ มีบ่าวรับใช้นำโต๊ะมาตั้ง วางพิณลงแล้วถอยออกไป

อาเหล่ยนั่งลงที่ข้างพิณโบราณ กรีดนิ้วดีดสายพิณไปสองครั้งอย่างเยือกเย็นมีสมาธิ ก่อนจะพูดว่า

บัดนี้อาเหล่ยจะดีดเพลง ดอกท้อสามละเล่น เจ้าค่ะ

จากนั้นเสียงพิณก็ดังขึ้น สำเนียงสดใหม่ใสกระจ่างวนเวียนอ้อมห้องโถงไม่จืดจาง วกตลบสามชั้น ใสเสนาะดั่งก้อนน้ำแข็งตกกระทบธารน้ำ

เฉิงชิ่งลอบร้องในใจว่าเยี่ยมมาก ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันหญิงสาวเองก็เคยได้ฟังพิณโบราณบรรเลงเพลงดอกท้อสามละเล่นมาก่อน ซึ่งก็ไม่ต่างจากเสียงพิณนี้นัก เพียงแต่เพิ่งจะเคยได้ฟังการแสดงสดครั้งนี้เป็นครั้งแรก

หญิงสาวพินิจดูอาเหล่ยที่อายุสิบขวบใหม่อีกรอบ สีหน้าสงบนิ่ง ดวงหน้ารูปหัวใจงามหมดจดสาดประกายหยิ่งผยองอยู่รางๆ

เธอคิดในใจว่าอายุแค่สิบขวบก็ดีดพิณได้ยอดเยี่ยมตั้งขนาดนี้แล้ว เก่งชะมัดเลยแฮะ แล้วย้อนนึกไปถึงตัวเองตอนเด็กๆ ที่พ่อแม่ฉุดกระชากลากถูกจะให้เธอเรียนเปียโน แต่หัวเด็ดตีนขาดเธอก็ไม่ยอมเรียน มาตอนนี้ดันกลายเป็นอย่างนี้เสียแล้ว รู้อย่างนี้สู้ขอไปเรียนดีดพิณดีดเจิงเป่าตี๋เป่าเซียวอะไรเทือกนั้นยังจะดีเสียกว่า ถ้ามีวิชาติดตัวตอนนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์ไปแล้ว!

นึกถึงตอนนี้ที่ดันข้ามมิติมาแบบพิลึกสิ้นดี เฉิงชิ่งก็ให้ขมขื่นใจขึ้นมาอีก มือทั้งคู่ขยุ้มชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว

ฟูเหรินเจ็ดสังเกตเห็น จึงตบตัวเธอเบาๆ  ใช้สายตาบอกเธอว่าทำไม่ได้ก็ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก

เฉิงชิ่งรู้สึกขึ้นมาอย่างปุบปับว่าฟูเหรินเจ็ดนี่ดีกับลูกสาวคนนี้จริงๆ  ในใจจึงอุ่นวาบ การที่ต้องกลายมาเป็นแบบนี้แล้วคนแรกที่ได้พบดีกับเธอถึงขนาดนี้นี่ถือว่าโชคดีมากแหละนะ

ตอนนั้นเสียงพิณเสียงสุดท้ายได้พลิ้วดังขึ้น อาเหล่ยหยุดดีด เงยดวงหน้าเล็กๆ ขึ้นมองชายวัยกลางคน

เตียคนนั้นอมยิ้มพลางพยักหน้า

อาเหล่ย ทำไมถึงเลือกเพลงนี้เล่า?

ดวงตาอาเหล่ยทอประกายภูมิใจ พูดเสียงดังฟังชัดว่า

อาเหล่ยเห็นดอกท้อในลานเรือนร่วงจนบางตา ถึงจะเป็นเดือนสองต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่เมื่อย้อนนึกถึงตอนหน้าหนาวที่มันบานสะพรั่งขาวสะอาดหอบตลบ ก็ให้ชมชอบบุคลิกเย้ยหิมะท้าน้ำแข็งของมันนักเจ้าค่ะ

ชายวัยกลางคนลูบเคราที่ใต้คางพลางพูดว่า

ดี บุตรสาวของข้าก็ควรจะมีบุคลิกเช่นดอกท้อ! กลับไปเถิด คืนนี้เตียจะไปสวนท้อชมดูดอกท้อร่วงบางตาที่เจ้าพูด!”

ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา เฉิงชิ่งก็เห็นใบหน้าของฟูเหรินทางฝั่งซ้ายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นแม่ของอาเหล่ยปรากฏแววภาคภูมิใจขึ้นทันควัน แล้วจึงก้มหน้าลงพูดเสียงนุ่มตอบไปว่า

อาเหล่ยยังเล็ก ฝีมือยังไม่เชี่ยวชาญ เหล่าเหยียชมเชยเกินไปแล้วเจ้าค่ะ

สายตาเฉิงชิ่งกวาดมองไปรอบห้องโถงหนึ่งรอบ นอกจากฟูเหรินเจ็ดคนนี้ที่แววตาเฉยสนิทแล้ว แววตาของบรรดาฟูเหรินทุกคนในห้องโถงต่างทอประกายริษยาออกมาไม่มากก็น้อยกันทั้งสิ้น หญิงสาวคิดในใจว่า ฝูงผู้หญิงชิงสามี คนโบราณนี่ชอบหาความบันเทิงแบบนี้อยู่เรื่อย สงสัยไม่มีอะไรจะเล่นแล้ว เลยมาสู้รบตบมือกับคนด้วยกัน สู้กับคนด้วยกันนี่มันบันเทิงไม่รู้จบแหละนะ

อาเหล่ยถอยกลับไปยืนข้างๆ แม่ของตัวเอง อาเฟยออกมาจากแถว เป็นเด็กที่มีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาดำโตทั้งคู่ทอประกายเฉลียวฉลาด อาเฟยไม่ได้สั่น พูดเสียงดังว่า

เตีย ไม่กี่เดือนมานี้อาเฟยเรียนเขียนลายมือพอจะเข้าถึงอยู่เล็กน้อยเจ้าค่ะ

ด้วยเหตุนี้บ่าวรับใช้จึงยกโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งเข้ามาอีกครั้ง วางหมึก พู่กัน กระดาษ จานฝนหมึกเป็นที่เรียบร้อย มีสาวใช้เข้ามาช่วยพับเก็บแขนเสื้อให้อาเฟย อาเฟยเพ่งสมาธิคิดอยู่ชั่วครู่ ทันใดนั้นก็พลันขยับสองมือเขียนกลอนคู่คู่หนึ่งด้วยลายเส้นพู่กันดั่งงูมังกร รวดเดียวเสร็จสิ้น หลังจากพินิจดูชั่วแล่นจึงค่อยวางพู่กันลง พูดเสียงใสว่า

ขอเตียเตียโปรดชี้แนะเจ้าค่ะ

เฉิงชิ่งเห็นรอยหมึกบนกระดาษคล่องแคล่วลื่นไหล ลายมือเยี่ยมมาก! ซ้ายขวาไม่มีเหลื่อมล้ำแตกต่าง เมื่อย้อนนึกถึงลายมือไก่เขี่ยของตัวเองแล้ว หญิงสาวก็ให้เหงื่อตกอยู่ในใจ

ชายวัยกลางคนพินิจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ครู่ใหญ่ ก็พูดกับอาเฟยว่า

ตัวหนังสือนี้ของเฟยเอ๋อร์ก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ  อายุยังน้อยพลังพู่กันยังไม่เพียงพอ ฝึกฝนต่ออีกสักพัก จะต้องเป็นเลิศอย่างแน่นอน!”

คำชมนี้ทำเอาอาเฟยหน้าบาน หันไปยิ้มให้แม่ของตนอย่างขอคำชม กิริยาท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูที่สุด

เฉิงชิ่งคิดในใจว่า อาเหล่ยหมดจด อาเฟยน่ารัก ยังดีที่หน้าเหมือนแม่ตัวเองกันทั้งคู่ โตขึ้นเมื่อไรคงได้เป็นสาวสวยเหมือนกันแหละนะ!

ขณะที่กำลังสังเกตการณ์เพลินๆ ก็ได้ยินชายวัยกลางคนร้องเรียกเสียงดังว่า

อาหลัว มานี่ซิ!”

เฉิงชิ่งงงไปชั่ววูบ ฟูเหรินเจ็ดมองเธออย่างห่วงใย พูดเบาๆ ว่า

ลูกสาม เตียเรียกเจ้าแน่ะ!”

เฉิงชิ่งใจหายวูบ เกือบลืมไปแล้วสิว่าอาหลัวคนนี้ก็ต้องเข้าสอบไตรมาสด้วย เธอดีดพิณไม่เป็น เขียนพู่กันไม่เป็น แล้วเป็นอะไรบ้าง? กระทั่งยุคนี้คือยุคไหน อยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

หญิงสาวแข็งใจเดินออกไปยืนตรงกลางห้องโถง

เตียคนนั้นพูดเสียงเย็นชาว่า

พี่สาวสองคนของเจ้าคนหนึ่งถนัดดีดพิณ คนหนึ่งถนัดเขียนพู่กัน อาหลัว สามเดือนก่อนเจ้าก็ไม่มีการบ้านจะส่งอยู่แล้ว แม่ของเจ้ารับรองให้เจ้าโดยให้ติดการตีสิบไม้เอาไว้ก่อน บอกว่าสามเดือนให้หลังจะต้องทำให้ฝีมือศิลปะของเจ้ามีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน สามเดือนนี้เจ้าเรียนอะไรมารึ?

ตีสิบไม้? ไม่ได้ นี่ยังต้องโดนตีแบบงงๆ อีกรึ ไม่ได้เด็ดขาด! แล้วจะทำอะไรดี? ท่องกลอนโบราณที่ยังพอจะจำได้ก็แล้วกัน กลัวก็แต่คนที่นี่เขาจะรู้กันอยู่แล้วนี่สิ

เฉิงชิ่งยืนปั่นสมองคิดด่วนจี๋อยู่กลางห้องโถง ครั้นเห็นเธอยืนนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่โดยไม่พูดอะไร พวกฟูเหรินนั่นก็พากันแสดงสีหน้าสมน้ำหน้ามากบ้างน้อยบ้าง

เฉิงชิ่งตัดสินใจเด็ดขาด เอาท่องกลอนนี่แหละ ถ้าคนอื่นรู้ว่าใครเป็นคนแต่ง ก็บอกไปว่าเธอชอบ จึงท่องจำไว้ ถ้าไม่มีใครรู้ ก็ถือเสียเป็นฝีมือของเธอเองก็แล้วกัน

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพูดเบาๆ ว่า

ชอบโคลงกลอน ขอท่องให้ฟังหนึ่งบทได้ไหมเจ้าคะ?

ชายวัยกลางคนเบิกตากว้าง จ้องเฉิงชิ่งเขม็งอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฟูเหรินเจ็ดลอบขมวดคิ้ว เตียตรงหน้าพูดยิ้มๆ ว่า

ประเสริฐ...ประเสริฐ...คุณหนูสามของบ้านเรากลับร่ายกลอนเป็นด้วย ลองร่ายมาให้ฟังดูทีรึ

ในห้องโถงมีเสียงแอบหัวเราะคิกคักดังมาแว่วๆ  เฉิงชิ่งหันไปเห็นฟูเหรินเจ็ดหน้าซีดขาว ก็ลอบถอนหายใจอย่างลืมตัว ท่องออกมาเบาๆ ว่า

二月孤庭日日风,春寒未了游人空。海棠不惜胭脂色,独立濛濛细雨中。

นี่คือกลอน วสันต์หนาว ของนักกวีสมัยราชวงศ์ซ่ง เฉินอวี่อี้ เฉิงชิ่งแก้คำในกลอนไป 2-3 คำแล้วท่องออกมาด้วยเสียงแหลมใสอ่อนเยาว์ที่ไม่ใช่เสียงของเธอเองจนจบบท

ครั้นเห็นทุกคนในห้องโถงต่างนิ่งจังงัง สีหน้ามีหมดทั้งตกตะลึงพรึงเพริดไปจนถึงและริษยาตาร้อน ก็คิดในใจว่า ขนาดเราเองฟังเสียงเด็กแบบนี้ท่องกลอนแบบนี้เรายังสะดุ้งโหยงเลย ยังไงก็ไม่ชินจริงๆ นะ กระทั่งเสียงก็ไม่ใช่ของเราเองแล้ว ทั้งที่พูดออกมาจากปากของเราเองชัดๆ  แต่ฟังแล้วเหมือนคนอื่นกำลังพูดอยู่ยังไงยังงั้น

ชายวัยกลางคนนิ่งใคร่ครวญอยู่อึดใจใหญ่ ไปมองทางฟูเหรินเจ็ดอย่างแฝงความนัย เฉิงชิ่งหันกลับไปดูอีกครั้ง ในดวงตาของฟูเหรินเจ็ดได้มีน้ำตารื้นขึ้นมา ในความอ่อนหวานนุ่มนวลแฝงความเจ็บช้ำ

เฉิงชิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าทางคงจะไม่เคยได้ยินกลอนบทนี้มาก่อน ที่นี่ไม่ใช่สมัยซ่ง งั้นลิขสิทธิ์ของกลอนหลังสมัยซ่งเป็นต้นไปก็เป็นของเราทั้งหมดแหละนะ

เตียนั่นหัวเราะหึหึ

ดี...อาหลัวอายุหกขวบก็ร่ายกลอนแบบนี้ได้แล้ว แม่เจ้าช่างตั้งใจนัก เรื่องตียกเว้นไป ไว้วันหลังเตียจะไปที่สวนห่ายถังฟังเจ้าร่ายกลอน!”

ครั้นคำพูดนี้กล่าวออก นัยน์ตาคมกริบนับคู่ไม่ถ้วนภายในห้องโถงพลันจ้องเขม็งมาทันที เฉิงชิ่งก้มหน้าลงใคร่ครวญประโยค แม่เจ้าช่างตั้งใจนัก!” ที่เตียคนนี้ลงเสียงเน้นหนัก แล้วคิดในใจว่า คุณคงคิดว่าฟูเหรินเจ็ดเป็นคนสอนกลอนบทนี้ให้ฉันสินะ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเด็กที่เมื่อสามเดือนก่อนไม่มีปัญญาจะส่งการบ้านจนเกือบจะถูกตีกลับสามารถแต่งกลอนแบบนี้ได้อย่างปุบปับ ไม่ว่าใครมันก็ต้องรู้สึกแปลกๆ ด้วยกันทั้งนั้น ฟูเหรินเจ็ดเองก็เคยบอกไม่ใช่หรือว่าอาหลัวคนนี้ไม่ชอบโคลงกลอน จึงเรียนได้ไม่ดีพอ

เฉิงชิ่งถอนกลับไปยืนนิ่งคิดเงียบๆ อยู่ข้างๆ ฟูเหรินเจ็ด

ฟูเหรินเจ็ดไม่ได้เป็นคนสอนกลอนบทนี้ให้ลูกสาว กลับไปเมื่อไหร่ต้องรีบหาโอกาสลบความสงสัยต่อเรื่องนี้ของฟูเหรินเจ็ดทันทีถึงจะดี

เตียนั่นพูดขึ้นมาอีกว่า

บ้านสกุลหลี่ของพวกเราเองก็กล่าวได้ว่าเป็นตระกูลชั้นสูงของแคว้นหนิง เป็นตระกูลที่มีความรู้มีการศึกษามาทุกชั่วอายุคน นับจากนี้ไปจะต้องยิ่งพากเพียร จึงจะไม่เป็นที่หัวเราะเยาะของคนอื่น!” พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงได้เปลี่ยนเป็นเข้มงวด

ทุกคนในห้องโถงรีบกล่าวรับคำอย่างว่าง่าย แล้วค่อยๆ แยกย้ายกันกลับเรือนของแต่ละคน

 

ฟูเหรินเจ็ดจูงมือเฉิงชิ่งให้ฟูเหรินคนอื่นเดินไปก่อน สุดท้ายจึงค่อยเดินออกจากห้องโถงมุ่งหน้าไปยังสวนสวนห่ายถัง เฉิงชิ่งรู้สึกว่าตอนนี้ฟูเหรินเจ็ดพลุ่งพล่านใจอย่างมาก มือที่กุมมือของเธอบีบแรงยิ่งกว่าตอนขามา ฝีเท้าที่เดินก็เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าทางกลอนบทนั้นคงจะบอกกล่าวความในใจของนางเอกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเสียแล้ว

จากคำพูดทั้งหมดที่ฟูเหรินเจ็ดพูดกับเธอและสิ่งที่ได้เห็นตอนสอบไตรมาสเมื่อกี้ทำให้เฉิงชิ่งได้ข้อสรุปว่า ฟูเหรินเจ็ดต้องไม่เป็นที่โปรดปรานอย่างแน่นอน

นางสวยออกอย่างนี้แต่ไม่เป็นที่โปรดปรานเนี่ยนะ? ต้องมีปัญหาแน่ๆ

แคว้นหนิง? โลกที่ไม่รู้จักงั้นหรือ? พวกฟูเหรินทุกคนที่เป็นอริกับฟูเหรินเจ็ด เตียที่ดูปุ๊บก็ให้อารมณ์ว่าเป็นคนมือถือสากปากถือศีล พี่สาวสองคนที่ค่อนข้างหยิ่งแต่กลับมีฝีมือด้านศิลปะเป็นเลิศ บุญคุณความแค้นในตระกุลใหญ่อีกแล้ว! เราควรจะทำยังไงดีกันล่ะเนี่ย! อ่านนิยายข้ามมิติมาก็ตั้งเยอะแยะ นี่เราจะโบกแขนเสื้อพลิกดินฟ้า หมุนโลกเล่นได้ดั่งใจเหมือนอย่างตัวเอกในนิยายพวกนั้นได้หรือเปล่า? จะตายตั้งแต่อายุยังน้อยหรือเปล่า? พรุ่งนี้พอตื่นขึ้นมาปุ๊บ ก็จะกลับไปโลกเดิมแล้วหรือเปล่า? เฉิงชิ่งคิดในใจ สงสัยเมื่อก่อนอาหลัวคนนี้คงจะเป็นเด็กเก็บกดมาก ไม่ค่อยจะยอมพูด

เก็บกดก็เก็บกดสิ พอดีเราเองก็อยู่คนเดียวดูแลบ้านเอง เจอปัญหาก็เยือกเย็นได้เสมอมาแต่เด็กอยู่แล้ว ถึงไม่ได้กรีดร้องโวยวายแพร่งพรายสถานการณ์ของตัวเราเองในตอนนี้ ไม่งั้นมีหวังกระทั่งเหนียงคนสวยคนนี้ก็คงไม่เหลือไปด้วย อายุแค่หกขวบมิต้องอดตายหรอกรึ? อดตายยังเรื่องเล็ก เสียตัวเรื่องใหญ่ ขืนถูกใครเขาหลอกไปขายเข้าหอนางโลมยุคโบราณละก็ มิต้องหาทางฆ่าตัวตายหรอกหรือ?

เงยหน้าขึ้นดูฟูเหรินเจ็ด สีหน้าของนางได้ฟื้นฟูกลับเป็นปกติ และดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของอาหลัว เฉิงชิ่งคิดในใจว่า ในเมื่อเราโผล่มาที่นี่แบบงงๆ แล้ว แสดงว่าคงจะเป็นพรหมลิขิตอยู่กลายๆ นั่นแหละ ยังดีที่อาหลัวเพิ่งจะแค่หกขวบ ถ้าบังเอิญโตกว่านี้หน่อยนี่ เรามิต้องแกล้งทำเป็นความจำเสื่อมหรอกหรือ?

ระหว่างทางขากลับ หญิงสาวเดินไปพลางกวาดสายตามองดูระเบียงหอเก๋งแบบโบร่ำโบราณรอบบริเวณไปพลาง คิดในใจว่า คฤหาสน์หลังนี้ต้องเป็นคฤหาสน์ของตระกูลใหญ่แน่ๆ  พื้นที่ใหญ่เอาเรื่องเลยทีเดียว เตียคนนั้นต้องปกครองบ้านแบบเข้มงวดแหงๆ  เพราะคนใช้ที่ได้พบเจอเมื่อเห็นฟูเหรินเจ็ดกับเธอ ก็พากันน้อมคำนับ ศีรษะก้มเสียต่ำมาก

ระหว่างมาอยู่ในบ้านคนรวยกับบ้านคนจนนี่ แบบไหนดีกว่ากัน? เฉิงชิ่งคิด อยู่บ้านคนรวยสิดีกว่า ชาวบ้านสมัยโบราณน่ะตายยังไงก็ยังไม่รู้ตัวเลย แถมยังกินไม่อิ่มสวมไม่อุ่น ภาษียิบย่อยเต็มเข่งใหญ่ แถมขืนไปเจอเจ้าของที่ดินโหดเหี้ยมใจดำเข้าให้ ปีที่อดอยากเพาะปลูกไม่ได้ผล ดีไม่ดีจะถูกเอาตัวไปขายอีกต่างหาก

บ้านคนรวยถึงจะมีการวางแผนกลั่นแกล้งแก่งแย่งชิงดีกัน จะดีจะชั่วเธอเองก็มีพ่อแม่ที่เป็นข้าราชการ พอจะเคยได้ยินได้ฟังการแก่งแย่งชิงดีในวงราชการทั้งในที่ลับและที่แจ้งกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่แสนจะสลับซับซ้อนมามากมาย คาดว่าไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนมันก็พอๆ กันนั่นแหละ ที่แข่งกันสู้กันมันก็แค่ใจคนเท่านั้น

ครั้นแล้วจึงจูงมือของฟูเหรินเจ็ด...กลับบ้าน!

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,352 ความคิดเห็น

  1. #2352 ที่หนึ่ง (@666-1993) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 12:12
    ถ้าซื้อเป็นหนังสือจะมีคำแปลในส่วนเนื้อหาภาษาจีนมั้ยคะ
    #2,352
    0
  2. #2140 mymymy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 / 22:05
    คิดถึงอาหลัว  เลยต้องกลับมาอ่านอีกรอบ  เฮ่ออออ
    #2,140
    0
  3. #1189 cherry02 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2553 / 06:50
    นอนไว น่าจะเป็น หูไว มากกว่านะคะ
    #1,189
    0
  4. #629 Darkerisis,The_DeathGod (@NWphoenix) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 13:52
    เหนียงไม่ได้แปลว่าแม่หรือฮะ = ="

    งง.............

    #629
    0
  5. #457 Zozo - Lazy - FoX (@zozo-lazy-fox) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 / 17:01

    เกือบมาไม่ทัน 555+ (ระยะนี้พลาดนาทีทองไปหลายอย่างเลยเรา T_T)

    เย้! อัพสักที ^__^  

    มาลงชื่ออ่านก่อนค่ะ เดี่ยวจะมาใหม่

    #457
    0
  6. #439 - LeSS iS MoRe - (@narawade) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 16:40
    อ่านๆๆ ฝากเม้นด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ...เอิงเงย
    #439
    0
  7. #433 •ami• (@keylynn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 00:07
    แอบมาตอบแทนพี่หลี

    คำว่า เชือนแช มีในพจนานุกรมค่ะ แต่ต้องเปิดหาจากคำว่าแช

    แช ว. เถลไถลไม่ตรงไปตรงมา, มักใช้เข้าคู่กับคํา เชือน เป็น แชเชือน หรือ เชือนแช

    (โดยส่วนตัวแล้วเคยเห็นทั้งสองคำค่ะ)

    ส่วนคำว่าว่าไตรมาสเป็นคำโบราณรึเปล่า...อันนี้ตอบไม่ได้เพราะไม่แน่ใจค่ะ

    แต่คิดว่าน่าจะใช่นะคะ เพราะนึกไปถึงพวก ทศมาส, ทวาทศมาส ฯลฯ น่ะค่ะ

    คงต้องรอพี่หลีมาตอบอีกทีอยู่ดีนั่นแหละ (55+)
    #433
    0
  8. #432 nutty (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 23:52
    มาตามนัดจริงๆ รอเรื่องนี้มาตลอดในที่สุดก็ได้อ่านเรื่องเต็ม
    #432
    0
  9. #430 หลี่หลิง (@nihaoo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 22:48

    ไชโยได้อ่านสมความตั้งใจแล้ว แต่อยากอ่านเป็นรูปเล่มเร็วๆซะแล้วสิ *-* อิอิ

    นิดนึงค่ะ พอดีอ่านแล้วสะดุดุคำ คำว่า "เชือนแช" ปกติจะได้ยินแต่คำว่า "แชเชือน" ซึ่งจากที่ได้ลองหาใน google แล้วก็มีทั้ง 2 คำค่ะ (หาพจนานุกรมไทยไม่เจออ่าค่ะ - -*) แต่คำหลังจะฟังรื่นหูสำหรับเรามากกว่า (อันนี้ให้คุณหลินโหม่วพิจารณาอีกทีค่ะ ^-^)

    อีกคำ คือ คำว่า "ไตรมาส" คำมันฟังดูเหมือนเล่นหุ้น หรือทำธุรกิจยังไงไม่รู้ค่ะ ทั้งๆที่มันเป็นแค่การสอบเท่านั้น อีกอย่างถ้าเป็นสมัยโบราณคำนี้ก็ไม่น่าจะมีนะคะ อาจจะใช้คำว่า ทดสอบความรู้ (ทุก 3 เดือน) ถ้ามีการอธิบายการสอบภายหลังก็อาจจะใช้แค่ทดสอบความรู้ แต่ถ้าไม่มีอธิบายก็เพิ่มทุก 3 เดือนไป

    เพิ่งได้ท้วงติงเป็นครั้งแรก เลยอาจจะอธิบายความคิดได้ไม่กระจ่างเท่าไหร่นะคะ แฮ่ๆ

    แก้ไข: จัดหน้าให้อ่านง่ายขึ้นค่ะ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 กรกฎาคม 2553 / 22:45
    #430
    0
  10. #428 kasia satannia (@kasia) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 22:10
    มาตามคำสัญญาค่ะ อิอิ ตั้งหน้าตั้งตารอคอยเลยนะคะเนี่ย>.<
    #428
    0
  11. #426 GaKaMaLe (@inmy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 21:55

    อิๆๆ ลงแล้วๆๆๆ

    #426
    0
  12. #1 eeeyen (@eeeyen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2552 / 18:59
    หนุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ซาหนุกดี มาอัพเร็วๆน้าาาาาาาาาาาาาา
    #1
    0