The fairy tale ※ อลวน...เทพนิยายพันธุ์พิลึก!!

ตอนที่ 48 : ※ 36 ※ บทย้อนเวลา : เบื้องหลังเทพนิยาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1877
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    26 ส.ค. 55


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com

 

เรื่องราวทุกเรื่องมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ

ขณะเดียวกันก็มีเบื้องหลังที่หลายๆคนต่างลืมเลือนกันไป

.

.

.









 

ตั้งแต่จำความได้เขาและน้องสาวต่างก็ไม่มีชื่อ



 

พวกเขาไม่มีพ่อหรือแม่ แต่บางทีอาจจะมีก็เป็นได้แต่ไม่รู้ว่าอยู่หรือตายแล้วก็เท่านั้น



 

แต่เรื่องนั้นเขาไม่เคยสนใจ



 

พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง...ไม่สิ จะเรียกว่าอยู่ในหมู่บ้านก็ไม่ถูก คำที่ควรใช้คงเป็นอยู่ข้างหมู่บ้านเสียมากกว่า คนในหมู่บ้านนั้นส่วนใหญ่จะมีสีผมและสีตาที่เป็นสีดำสนิทไม่ก็สีน้ำตาลที่บ่งบอกถึงระดับชั้นในสังคมเป็นอย่างดีเพราะแบบนั้นแล้วพวกเขาสองคนพี่น้องจึงแตกต่าง



 

เพราะเขาและน้องสาวมีดวงตาสีส้ม



 

นอกเหนือจากนี้อาหารการกินของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่คืออาหารที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว ผิดกับเขาและน้องสาวที่ไม่จำเป็นต้องกินของดังกล่าว เขาและน้องสาวนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยการดื่มเลือด



 

เพราะแบบนั้นแล้วเราจึงถูกเรียกว่า 'ปีศาจ'



 

แต่คงเป็นแค่ครึ่งเดียวเพราะเรามีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ทุกประการ แปลกแค่สีตาและอาหารการกินเท่านั้น



 

คนในหมู่บ้านนั้นเกลียดและกลัวพวกเขาสองพี่น้อง หลายครั้งที่เด็กๆมักจะมาหาเรื่องเขาและน้องสาวเสมอมา บางทีอาจจะเพราะเด็กยังมีความคิดที่แสนใสซื่อว่าถ้าปราบปีศาจตนเองจะกลายเป็นผู้กล้าเฉกเช่นนิทานจึงชอบมาหาเรื่องเขาและน้องสาว เนื่องจากละแวกนี้คนที่สมควรเรียกว่า 'ปีศาจ' ได้มากที่สุดคือพวกเขาสองพี่น้อง



 

ทว่าพอไล่กลับไปเด็กพวกนั้นก็มักจะทำตัวแบบเด็กๆ...วิ่งจ้าร้องไห้ไปฟ้องผู้ใหญ่ ซึ่งเจ้าพวกนั้นก็เกลียดกลัวเขาอยู่แล้ว มันจึงมาทำร้ายเขาและน้องสาว พอสาแก่ใจก็กลับไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะสู้ แต่ถ้าสู้ไปแล้วมีสิทธิ์ตายมากกว่าสู้โดนแกล้งต่อไปแบบนี้เรื่อยๆแล้วยังสามารถยิ้มอยู่ได้ อย่างไรก็ดีกว่าอยู่แล้ว



 

มีชีวิตอาจจะเป็นทุกข์บ้าง แต่การไม่มีชีวิตไม่สามารถยิ้มได้ในวันพรุ่งนี้คงเป็นทุกข์เสียมากกว่า



 

ว่าไปนั่น...เอาเข้าจริงเขาก็ไม่สามารถยิ้มได้นั่นแหละ



 

หลายครั้งที่ส่องกระจกเขาจะเห็นเพียงเด็กชายที่ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย ไม่ยิ้ม ไม่โกรธ ไม่เศร้า ไม่เจ็บทั้งๆที่ภายในนั้นต่างมีความรู้สึก พวกคนหมู่บ้านที่มักจะทำร้าย เวลาเห็นก็มักจะรังเกียจตีหน้าว่าเขาเป็นพวกปีศาจเลือดเย็น แข็งแกร่งและไม่มีวันเจ็บ



 

เขาแค่แสดงความรู้สึกไม่ได้ต่างหาก



 

ผิดกับน้องสาวของเขา...เขาเรียกเธอว่าคนน้อง



 

คนน้องมีนิสัยร่าเริงออกจะเกินไปด้วยซ้ำ เธอบอกว่าในเมื่อเขาไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ เธอจะแสดงความรู้สึกทั้งหมดแทนเขาเอง และเพื่อปลอบประโลมใจของเขาเธอจะยิ้มอยู่เสมอ ต่อให้ลำบากแค่ไหนเธอก็จะยิ้ม



 

เพราะรอยยิ้มคือตัวแทนของความสุข หนูมีความสุขทุกวันที่อยู่เคียงข้างพี่จ๋านะ”



 

พี่เองก็มีความสุข...ที่ได้อยู่เคียงข้างน้องสาวที่น่ารักเหมือนกัน


 

เขาเกลียดสีส้ม เพราะมันคือสาเหตุที่ทำให้เขากับน้องสาวโดนทำร้าย



 

แต่ขณะเดียวกันเขาก็ชอบสีส้ม เพราะมันคือสีตาของน้องสาวที่แสนร่าเริงและน่ารักเสมอมา



 

จวบจนวินาทีสุดท้าย..เขาก็รับรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกับสีส้มกันแน่...


 

ยามเมื่อทุกอย่างรอบกายนั้นเต็มไปด้วยสีส้มที่เขาทั้งรักและชัง...


 

พี่จ๋า...ไม่เป็นไรนะ...”



 

เสียงเล็กๆของน้องสาวนั้นดังขึ้นมาปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆก่อนจะมองใบหน้าของน้องสาวที่กำลังระบายรอยยิ้มที่แสนงดงาม แม้ว่ารอบกายจะเต็มไปด้วยเปลวเพลงสีส้มก็ตามแต่



 

นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น?


 

ภายในตื่นตระหนกทว่าราวกับคำสาปใบหน้าของเขาไม่แสดงอาการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยแม้แต่น้อย น้องสาวที่น่ารักยิ้มออกมาอย่างอ่อนจาง มือเล็กๆนั่นลูบใบหน้าของเขาเรียกให้สติที่หายไปนั้นค่อยกลับมาจึงได้เห็น...



 

ว่าร่างทั้งร่างของน้องสาวที่เขารักที่สุดกำลังอาบย้อนไปด้วยสีดำสนิท


 

เลือด...ของน้องสาวเขาเอง


 

ทำไม...” เสียงของเขารู้สึกแหบพร่าความรู้สึกและเปลวเพลิงไม่อาจทำให้เขาสนใจได้เท่ากับเด็กน้อยเบื้องหน้านี่ มือของเด็กชายยกขึ้นมาเกลี่ยข้างแก้มของน้องสาวขณะที่เสียงนั้นยังคงเรียบนิ่งอยู่แม้ในใจจะอยากร้องไห้มากแค่ไหนกัน “นี่มันเกิดอะไรขึ้น...”



 

ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือรอยยิ้มของน้องสาวที่เขารักที่สุด


 

ไฟไหม้...” คนพี่เอ่ยออกมาก่อนจะกดเสียงแผ่วเบา “...คนในหมู่บ้านทำอย่างนั้นหรอ?”


 

คนน้องยังคงยิ้ม...แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ


 

ทว่าน้ำตาของเด็กชายกลับไหลออกมา เขากอดร่างของน้องสาวแน่น


 

...เพราะพวกเราแตกต่างอย่างนั้นหรือ เพราะแบบนี้หรือเปล่าเราถึงต้องถูกกำจัดน่ะ...” เขาเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะกอดร่างของน้องสาวแน่น ความร้อนของเปลวไฟไม่อาจทำให้เขาสนใจได้เลยแม้แต่น้อย “...หรือบางทีพระเจ้าอาจจะให้เราเกิดมาเพื่อตายก็เป็นได้...”


 

จึงมอบความแตกต่าง จึงมอบความรังเกียจมาให้กับคนในหมู่บ้าน



 

เขาเคยบอกว่ามีชีวิตอยู่อย่างน้อยก็ได้ยิ้ม...แต่บางทีหัวสมองเขาก็คิดอยู่ว่าอยากจะตาย หลายครั้งที่เขาเคยคิดจะจูงมือของน้องสาวและกระโดดลงไปที่หน้าผา แต่สุดท้าย...เขาก็ไม่กล้า


 

เพราะความขี้ขลาด


 

บางทีพระเจ้าอาจจะเบื่อที่จะรอเขาจึงทำให้ไฟไฟม้บ้านนี้ก็เป็นได้...


 

พี่จ๋าเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่หนูกลับไม่เชื่อในพระเจ้านะพี่จ๋า...” เสียงของน้องสาวเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่มือเล็กๆจะกอดเขาแน่น “หนูไม่รู้ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าท่านให้อะไรกับเราบ้างแต่ชีวิตนี้ในเมื่อเกิดมาแล้วก็อย่าโยนทิ้งไปง่ายๆสิพี่จ๋า...”



 

...”



 

มาพยายามมีชีวิตกันเถอะนะ...”



 

ท้าให้พระเจ้าได้เห็น มนุษย์จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาอันแท้จริงที่พระเจ้าจะเรียกพวกเรากลับไป


 

และเพื่อรอรับ...ชื่อที่แสนน่ารักจากคนที่เราทั้งสองเพิ่งพบพาน


 

นัยน์ตาสีเดียวกันประสานเพียงครู่หนึ่งก่อนที่เสียงแผ่วเบาของคนพี่จะเอ่ยออกมา “แล้วเราจะทำยังไง...”


 

บ้านที่รายล้อมไปด้วยไฟ แต่พวกเขาทั้งสองกลับไม่มีแม้แต่ปัญญาจะใช้เวทเพื่อดับมันเลยแม้แต่น้อย


 

ไม่รู้” เธอกล่าวออกมาก่อนที่จะมองไปรอบกายที่ยังคงเต็มไปด้วยเปลวไฟสีส้ม “แต่ไม่ว่ายังไงหนูก็จะมีชีวิตอยู่ให้ได้...ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไร...”



 

มือของคนพี่กุมมือคนน้องแน่นก่อนที่เขากับน้องสาวจะเดินไปรอบบ้านที่ตอนนี้ถูกเพลิงคลอก บ้านนี้ทำมาจากไม้พื้นที่ในบ้านก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เพราะงั้นเมื่อเดินไปครู่เดียวก็สำรวจบ้านจนหมด จึงทำให้รู้ว่าบ้านทั้งหลังนั้นถูกไฟคลอกกระทั่งตอนนี้ยืนอยู่หน้าประตูหลังบ้าน...บางทีถ้าหากเขาสามารถพังมันได้ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ก็เป็นได้



 

มือของคนพี่บีบมือของน้องสาวแน่น ความสิ้นหวังเริ่มปรากฏที่ในใจของเขาอย่างช้าๆ



 

ทว่านัยน์ตาสีส้มของน้องสาวนั้นกลับมั่นคง


 

เธอมองประตูเบื้องหน้านิ่งก่อนจะมองพี่ชายแล้วยิ้ม “พี่จ๋า หนูรู้แล้วว่าจะทำยังไงถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”



 

นัยน์ตาที่สิ้นหวังของคนพี่เริ่มมีประกายเมื่อน้องสาวเอ่ยออกมา



 

น้องสาวเขาเป็นเด็กฉลาดในเมื่อเธอพูดแบบนี้ออกมาแสดงว่าต้องมีหนทางอย่างแน่นอน ยิ่งมองรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของน้องสาวคนนี้เขาก็รับรู้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นไม่ไกลเกินเอื้อมเลยแม้แต่น้อย



 

พี่จ๋าก่อนอื่นพี่ต้องฟังที่หนูพูดนะ...” เธอเอ่ยออกมาก่อนจะกล่าวต่อ “อันดับแรกพี่ต้องไปยืนอยู่ที่มุมบ้านนี่ จนกว่าหนูจะส่งสัญญาณกรี๊ดพี่ถึงจะเดินมาหาหนูนะ...ตกลงหรือเปล่า?”



 

อืม...” ตัวเขานั้นพยักหน้าอย่างง่ายดาย น่ากลัวว่าต่อให้น้องสาวหลอกไปฆ่าเขาก็คงไม่รู้ตัวอยู่ดี คนพี่เดินไปยังมุมที่น้องสาวบอกมันอยู่ห่างค่อนข้างไกลจากน้องสาวเขาพอสมควร ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง นัยน์ตาจับจ้องมาทางเขานิ่ง



 

นี่ พี่จ๋า...อันที่จริงหนูน่ะ หลายครั้งหนูน่ะรู้สึกรำคาญพี่จ๋ามากเลย...” เธอเอ่ยออกมา “ก็รู้อยู่หรอกว่าพี่จ๋าน่ะมีปัญหาเรื่องการแสดงอารมณ์บนใบหน้า แต่มันอดไม่ได้ที่จะรำคาญจริงๆ พี่จ๋าน่ะมีดีแค่หน้าตาเอาไว้ขู่ชัดๆเลย แถมยังซุ่มซ่ามมากด้วย ปล่อยไปไหนก็ไม่ได้เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตราย...”



 

...” เขารู้สึกอยากจะร้องไห้ พอเข้าใจหรอกว่านี่คือข้อเสียของตัวเอง แต่พอมันออกมาจากปากของน้องสาวแล้ว...รู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆนะ



 

แถมพี่จ๋าน่ะนะยังโง่แล้วก็เซ่ออีกต่างหาก ถ้าหากไม่มีหนูพี่จะอยู่ยังไงนะอาหารก็ทำไม่เป็น แถมยังใสซื่อแบบนี้ต้องโดนคนหลอกแน่ๆเลย มีหวังหนูต้องอยู่กับพี่ไปตลอดชีวิตแหงๆ” เด็กหญิงบ่น “...แต่ต่อให้พี่ข้อเสียเยอะกว่านี้ ซุ่มซ่ามกว่านี้หรือไม่มีดีอะไรเลยสักอย่างเดียว...”


 

...”



 

...หนูก็รักพี่ที่สุด...”


 

...”



 

ต่อจากนี้ไปเมื่อหนูไม่อยู่ พี่ต้องดูแลตัวเองดีๆนะพี่จ๋า”


 

เธอเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม...


 

และวิ่งเอาตัวของเธอไปชนกับประตูหลังบ้านที่เต็มไปด้วยไฟ


 

กรี๊ดด!!”



 

เสียงกรัดร้องดังออกมาจากร่างที่คลอกไปด้วยไฟของน้องสาวเขา ทำให้คนพี่วิ่งไปหา เขาไม่ได้วิ่งไปเพราะสัญญาณแต่วิ่งไปหาน้องสาวที่กำลังดิ้นพร่านเพราะไฟกำลังคร่อกเธอ...


 

น้องสาวเขาเป็นคนฉลาด...


 

น้องจ๋า...น้องจ๋า...”



 

ต่อให้โดนน้องหลอกเขาก็คงไม่รู้



 

กรี๊ดด!! ออกไป ออกไปสิพี่จ๋า...ฮือ...กรี๊ดด!! ร้อน...ร้อน...ออกไปสิพี่จ๋า...ออกไป...”


 

ไม่รู้เลยว่าน้องคิดจะสละชีวิตตัวเองเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป


 

ไม่เอา ไม่เอา!” คนพี่ร้องออกมา มือของเขาจับน้องสาวก่อนจะชักกลับมาอย่างรวดเร็วด้วยความร้อน เขาเม้มปากแน่นแล้วค่อยๆเอื้อมมือไปหาเด็กหญิงอีกรอบหนึ่งแต่คราวนี้คนน้องสะกดกลั้นอารมณ์ทั้งหมดถอยห่างเขาออก


 

กรี๊ดด!! ออกไป...พี่จ๋า...ร้อน....ได้โปรด...ออกไปเถอะ...”


 

ไม่เอา! ทำไมล่ะ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ เราบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือไงกัน” เขาเอ่ยออกมาแล้วค่อยๆคลานไปหาน้องสาวที่คลานถอยห่างไป “เพราะงั้นเราก็อยู่ด้วยกันสิ ได้โปรด...”



 

เด็กหญิงส่ายหน้าไปพร้อมกับถอยห่างเขาไป


 

เฮ้! นั่นไง นั่นไอ้เด็กปีศาจไง!!”


 

จู่ๆเสียงแหลมเล็กของใครบางคนก็ดังขึ้นเรียกให้คนพี่หันไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นกลุ่มเด็กที่เคยแกล้งเขาและน้องสาวไว้ทำให้เขาต้องขยับตัวเพื่อปิดร่างที่โดนไฟคลอกของน้องสาวอย่างรวดเร็ว



 

ไฟไหม้บ้านด้วย ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อก็พูดจริงสิว่าจะกำจัดปีศาจ...”



 

ยะ ยัยเด็กผู้หญิงนั่นไฟกำลังคลอกแหละ...”



 

ทะ ทำยังไงดี...ทำยังไงดี...”



 

เด็กๆนั้นส่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาขณะที่นัยน์ตาสีส้มนั้นฉายแววประสงค์ร้าย เขารู้เพียงแค่วาดถ้าเด็กนั้นเข้ามาทำร้ายน้องสาวเขาเพียงนิดเดียวแล้วแหละก็...



 

เขาจะฆ่าพวกมัน ให้สมกับเป็นดังที่พวกมันเรียกเขาว่าปีศาจเอง


 

น้ำ...เอาน้ำมาดับไฟให้เด็กผู้หญิงกันเถอะ”



 

เด็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาก่อนื่นเด็กอีกหลายคนจะสนับสนุน พวกเขาวิ่งไปยิบสายยางแล้วเดินเข้าไปใกล้น้องสาวของเขา ...ไว้ใจได้หรือเปล่า พวกนี้มันจะเอาน้ำมาดับไฟน้องสาวเขาหรือเปล่า หรือว่าจะเอาน้ำมันมาราดเพิ่มกัน เขาไม่รู้แต่ถ้าน้องสาวเขาตาย



 

พวกมันจะต้องตาย...ตาย...ตายให้หมด...



 

สายน้ำสีใสค่อยๆไหลรินออกมาอย่างช้าๆ ไหลรินปะทะเข้ากับตัวเล็กๆของน้องสาวเขา



 

กรี๊ดด!! เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...”



 

พวกแก!!”



 

มือของคนพี่เอื้อมออกไปหันไปกระชากคอเสื้อคนที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีส้มฉายแววเจิดจ้า ขณะที่เหล่าเด็กๆนั้นต่างสั่นระริกจับจ้องไปที่ 'ปีศาจ' นิ่งด้วยความหวาดกลัว...มันจะฆ่าพวกเขาหรือเปล่า



 

พะ...พี่จ๋า...”



 

แค่เสียงเรียกเพียงแผ่วเบาของน้องสาวก็ทำให้มือกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายอยู่นั้นหลุดออกไป เด็กชายวิ่งเข้าไปทรุดอยู่ไม่ห่างจากร่างของน้องสาวเท่าไหร่นัก ร่างของเธอนั้นตอนนี้กลายเป็นสีดำสนิทจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เด่นขัดที่สุดคงเป็นดวงตาสีส้มคู่งามนั่น...



 

นะ น้องจ๋า...ฮะ...ฮึก...”



 

น้ำสีใสไหลรินออกมาจากใบหน้าของเขาแม้ว่ามันจะเรียบนิ่งก็ตาม เด็กๆที่อยู่รอยกายนั้นถอยห่างไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่เดินไปไหน จับจ้องภาพปีศาจสองตัวเบื้องหน้านิ่ง...



 

ดะ ดีใจ...พี่จ๋ายังมีชีวิตอยู่ด้วย...”


 

...พะ พี่ไม่อยากอยู่โดยไม่มี...น้องจ๋า...”


 

ไม่เอานะ...แบบนี้หนูก็เจ็บเปล่าสิ...” เสียงนั้นค่อยๆแผ่วเบาและอ่อนแรงลงไป “ถ้าพี่รู้สึกผิดแล้วแหละก็...”


 

...”


 

มีชีวิตอยู่แทนหนูได้ไหมคะ...”


 

...”


 

หนูขอโทษที่ทิ้งพี่...แล้วก็...”


 

ช่วยรักษาสัญญาที่หนูกับเขาสัญญากันที...


 

มือเล็กที่แทบไม่มีเรียวแรงนั้นกำลังเอื้อมมาสัมผัสกับหลังมือของเขา มันร้อนเพราะเปลวไฟแต่เขากลับกุมมันแน่น และไม่นึกอยากจะปล่อยมันเลยแม้แต่น้อย...


 

...คราวหน้าอย่าเรียกหนูว่าน้องจ๋านะ...”


 

...”


 

เรียกหนูด้วยชื่อ...เขา...ตั้ง...”


 

...”


 

...คำขอสุดท้ายของหนู...พี่ยิ้มให้หนูได้หรือเปล่าคะ...”



 

อย่าพูดแบบนั้นสิ น้องจ๋าต้องมีชีวิตอยู่นะ น้องจ๋า...” เสียงของเด็กชายสั่นระริกมองดูหยาดน้ำสีใสนั้นไหลรินออกมาอย่างช้าๆจากดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อย ก่อนที่เธอจะค่อยๆหลับตาลงอย่างช้า...พร้อมกับร่างกายที่นิ่งสงบ...


 

หลงเหลือเพียงเขา...ที่ยังคงอยู่...


 

ทำไมล่ะ...ทำไมล่ะ...


 

หนู...ยังไม่ได้ดูพี่จ๋ายิ้มเลยนะ...”



 

น้ำตาไหลรินออกมาจากใบหน้าที่เรียบเฉยของเด็กชายก่อนที่เขาจะกอดร่างเล็กนั่นแน่น มันทั้งร้อนผาวขับให้น้ำตานั้นไหลรินออกมาจากดวงตามากกว่าเก่า เขาไม่รังเกียจมันเพราะมันคือร่าง...ร่างของเด็กหญิงที่เขารักมากที่สุด...



 

ตะ ตายแล้วหรอ...”



 

ปีศาจตายแล้ว...”



 

ปีศาจอย่างงั้นหรอ...



 

อา...ใช่แล้ว...



 

น้องจ๋าของเขาตาย เพราะพวกมัน...พวกมัน...


 

นัยน์ตาสีส้มตวัดไปมองเด็กพวกนนั้นอย่างรวดเร็วเรียกให้เขาต่างสะดุ้งเฮือก ไม่ทันที่สติจะมาสั่งให้วิ่งหนีนั้น 'ปีศาจ' กลับมาประชิดพวกเขาเสียก่อน มือสีขาวคู่นั้นทะลวงผ่านหัวใจของเด็กชายคนหนึ่งไปก่อนจะควักหัวใจมันออกมาเรียกเสียงกรีดร้องให้กับเด็กที่เหลืออยู่อย่างชัดเจน


 

ยังไม่ทันที่เด็กอีกคนจะวิ่งหนีไปได้ มือของคนพี่ก็จัดการกระชากหัวใจของเด็กพวกนั้นเสียก่อน ทว่าเขาไม่เร็วพอที่จะฆ่าอีกสามคนที่เหลือจึงได้แต่ปล่อยให้เด็กสามคนนั้นวิ่งหนีไป


 

...พวกมันคงไปฟ้องพ่อแม่...


 

เขาอยากจะฆ่าให้หมด...แต่ตอนนี้ยังก่อน...


 

เราไม่สามารถฆ่ามันหมดได้อย่างแน่นอน และจะเป็นเราที่ตายเองเสียเปล่าๆ



 

ชีวิตที่น้องสาวมอบให้...ฉันไม่คิดจะให้พวกแกมาพรากง่ายๆหรอกนะ...”



 

แต่พวกแกทั้งหมดจะต้องชดใช้...เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้เท่านั้น


 

เขาคิดกับตัวเองในใจก่อนที่จะเดินไปอุ้มร่างสีดำของน้องสาวขึ้นมาพร้อมกับก้าวเดินออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยความคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมาอีกครั้ง ฆ่าพวกมันให้หมดหรือต่อให้พวกมันหนีหายไปแม้แต่คนเดียว...เขาจะควานหาพวกมันจนทั่ว เอาเลือดของมันมาสังเวยแทนน้องสาวที่รักยิ่งของเขา


 

ราวกับคำสาป ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแสดงความรู้สึกใดๆค่อยๆปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆมันเป็นรอยยิ้มที่แสนน่ากลัว...จนไม่น่าเชื่อว่าเด็กชายคนหนึ่งจะสามารถมีมันได้


 

ดูสิน้องสาวที่รักของพี่...ตอนนี้พี่สามารถยิ้มได้แล้วนะ



 

.

.

.

เพื่อให้เธอได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่เสียใจเลย

.

.





 

ย้อนเวลกลับไปช่วงที่ลูซินโคลว์กำลังคุยกับเฟรอส



 

เด็กคนนั้นไปแล้วสินะ....



 

ลูกหลานของอาโดนิส ไม่สิ บรีเอล อาร์ลันโดต่างหาก...



 

เด็กคนนี้ไปแล้วพร้อมกับความตายที่กำลังเดินมาหาเขา เวลาที่เคยหยุดนิ่งกำลังเดินกลับมาอีกครั้ง ร่างกายที่ก่อนหน้านี้มีแรงแม้แต่ตอกปากตอกคำกับเด็กชายนั้นค่อยๆหายไปกระทั่งกระพริบตาเขายังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่ได้คือการนิ่งเฉยค่อยๆรอให้ร่างกายนั้นแหลกสลายกลายเป็นทรายอย่างช้าๆ...



 

กลับคืนสู่แผ่นดิน เฉกเช่นเพื่อนพ้องที่ตายไปนานแล้ว...



 

เคยมีคำกล่าวว่าเมื่อไหร่ที่ชีวิตกำลังก้าวข้ามสะพานแห่งความตายนั้น อดีตที่เคยมีชีวิตอยู่จะหวนกลับมาหลอกหลอน บ้างบอกว่ามันคือการตอกย้ำความสุขที่เคยมีชีวิตอยู่ก่อนจะลาโลกนี้ไปไกล บ้างก็บอกว่ามันคืออดีตที่ชั่วร้ายตอกย้ำเราว่าวันพรุ่งนี้เราไม่สามารถกระทำสิ่งต่างๆดั่งเช่นอดีตที่ผ่านมาได้



 

และตอนนี้ซิซิฟัสกำลังนึกถึงอดีต...เพียงแค่ชั่ววินาทีเดียวภาพมากมายต่างไหลเข้ามาในหัวสมองของเขา



 

วันที่ได้เดินทางไปพร้อมกับเซเฟอุส ได้หัวเราะและยิ้มไปกับอาโด ได้กวนประสาทเจ้าคนหลงตัวเองอย่างนาร์ซีซัส เอ่ยหยอกล้อปมด้อยเรื่องหน้าตาของแอนโธจ ขโมยไดอารี่ของอิคะเริสไปเผาเล่น...น่าแปลกที่ช่วงวินาทีนั้นเขากลับคิดว่ามันคือวันที่แสนธรรมดา จวบจนวันนี้จึงได้รู้...



 

นั่นคือความสุข....นั่นคือความหมายของชีวิตของเขา...



 

อยากจะเดินร่วมเดินทางไปอีกครั้ง หัวเราะ หยอกล้อและด่าทอกันอย่างสนุกสนาน แต่รู้ดีว่าเวลากลับไม่ไหลย้อนกลับมา ขณะเดียวกันเหล่าคนที่เขาเคยเรียกว่าพวกพ้องเองก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้เฉกเช่นเดียวกัน พวกนั้นจะไปเกิดมาแล้วหรือยังนะ? เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วนี่...



 

ไม่สิ บางทีอาจจะไม่เกิดใหม่ก็ได้ ก็เราไม่รู้นี่ว่าตายแล้วจะเป็นยังไงกันแน่...



 

คิดถึง...คิดถึงเหลือเกิน...



 

ทุกคน...จวบจนวันนี้พวกเรายังสามารถเรียกกันว่าพวกพ้องได้อีกหรือเปล่า...



 

ขอโทษ...”



 

คำที่เขาอยากเอ่ยบอกเจ้ากษัตริย์งี่เง่าและบรรดาดยุคที่กักขังเอาไว้ดังออกมาในลำคออย่างแผ่วเบา ทั้งๆที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงแล้ว น้ำตากลับไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน



 

อยากพบเหลือเกิน...เพื่อนพ้องของข้า...



 

นัยน์ตาสีหางนกยูงค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆพร้อมกับที่ความรู้สึกนั้นกำลังจะห่างหายไป...รับรู้ได้ว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เคยมีนั้นมลสบหายกระทั่งจะลืมตาอีกครั้งมันช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน...



 

ณ ช่วงวินาทีนั้น...



 

หยดน้ำใสได้ล่วงหล่นลงมากระทบกับใบหน้าของเขา พร้อมกับสัมผัสเบาบางที่ข้างแก้ม...ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่ก็อดหวังไม่ได้...



 

หยดน้ำที่ล่วงหล่นมากระทบใบหน้าของข้าคือของเจ้าหรือเปล่าอาโด?



 

ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงแล้วแท้ๆแต่นัยน์ตาสีหางนกยูงนั้นกลับลืมขึ้นมาอย่างยากลำบาก พร้อมกับรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่แสนงดงามที่สุดระบายอยู่บนใบหน้าของเขาเอง



 

ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะ...ซิฟี่...”



 

มันไม่ใช่ความฝันใช่หรือเปล่า...ท่านอยู่ตรงหน้าข้าแล้วใช่หรือเปล่า



 

ใบหน้างดงามที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของเด็กหนุ่มไม่เคยเปลี่ยนไปแม้แต่น้อยในความทรงจำของเขา เรือนผมสีขาวยาว นัยน์ตาสีเงินสวยจับจ้องมาที่เขานิ่งขณะที่ริมฝีปากนั้นระบายรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด...



 

มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหม?...



 

เบื้องหลังของเด็กหนุ่มผมสีขาวนั้นปรากฏร่างโปร่งแสงของคนทั้งสิบสามคนที่เขาคุ้นตาดีที่สุด รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้าของแต่ละคนเหมือนกำลังจะบอกเขาว่า...



 

ต่อจากนี้ไปนายจะไม่ต้องเหงาอีกแล้วนะ...พวกเราน่ะ รอนายอยู่เสมอเลยแหละ



 

เพื่อนพ้องของพวกเรา...



 

ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันคือมายา ภาพหลอนหรือวิญญาณ ทว่านัยน์ตาสีหางนกยูงมองภาพเบื้องหน้าก่อนจะยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้ายและหลับตาลงไป...



 

เพราะตอนนี้...เขาไม่มีอะไรที่ต้องหวาดหวั่นอีกต่อไปแล้ว...



 

ลาก่อน...ซิฟี่...”





 

.

.

.

เพื่อให้ได้พบเจ้าอีกครั้ง

ต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่เสียใจเลย

.

.





 

ย้อนเวลากลับไปช่วงประชุมของอาซิโดเลีย



 

หูของมิคาเอลกำลังฟังข้อเสนอแนะและการโต้เถียงของเหล่าดยุคในที่ประชุมด้วยความนิ่งสงบ



 

การประชุมนี้ยืดเยื้อมาได้ราวๆสองถึงสามชั่วโมงแล้วด้วยหัวข้อที่แสนง่ายดายกับการคิดจะทำอย่างไรกับชายแดนบางส่วนที่เสียหายไปเพราะเจ้าพวกคนนอกกฏหมายที่ถูกเรียกขานว่าโลกมืด มีบางส่วนเสนอให้ไปซ่อมแซมซึ่งในความคิดของที่ประชุมส่วนใหญ่มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ



 

เพราะต้นเหตุจริงๆน่าจะอยู่ที่ราชาแห่งโลกมืดลูซินโคลว์ ลา คัสดูตาเสียมากกว่า




 

ในอดีตลูซินโคลว์เองก็เคยอยู่ในตำแหน่งลูกหลานของพวกเรา” นี่เป็นคำพูดของดยุคแอนโดรเมด้า เสียงของนางค่อนข้างไพเราะสะเนาะหู “ในความคิดของข้า...ข้าคิดว่าเราควรจะเริ่มเจรจากับเขาอย่างจริงๆจังๆเสียที อย่างน้อยถึงคนที่เขาปกครองจะเป็นพวกนอกกฏหมายก็ตาม...”




 

เจรจาหรือ?” เสียงทุ้มของชายเจ้าของใบหน้างดงามราวอิสตรีอดสอดขึ้นมาไม่ได้ เขาหัวเราะขึ้นจมูกเบาๆแล้วกล่าวต่อ “ท่านพูดแบบนั้นได้อย่างไรกันดยุคแอนโดรเมด้า จริงอยู่ที่ว่าลูซินโคลว์นั้นมีที่ดินเป็นของตัวเองขนาดที่มันสามารถเรียกว่าอาณาจักรได้แต่พวกอาณาจักรต่างๆก็ยังคงไม่ยอมรับว่านั่นเป็นอาณาจักรหรอกนะ”



 

การที่เราเจรจาสงบศึกกับพวกนอกกฏหมายของทุกอาณาจักรนั้นข้าเกรงว่าจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี” ดยุคซิซิฟัสกล่าวออกมา “ที่ดินที่ลูซินโคลว์ปกครองส่วนใหญ่...อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ที่ดินที่ถูกกฏหมายเท่าไหร่นักด้วย...”




 

แต่ข้าค่อนข้างเห็นด้วยกับดยุคแอนโดรเมด้าด้วยส่วนหนึ่ง” ดยุคนาร์ซีซัสเอ่ยเอื่อนออกมาแล้วกล่าวเสริม “การที่เราเอาเงินไปซ่อมแซมในความคิดของข้ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ แต่สาเหตุจริงๆของมันทั้งหมดอยู่ที่ราชาแห่งโลกมืดคนนั้น แต่ก็อย่างที่ดยุคซิซิฟัสกล่าวเอาไว้ ถ้าเราไปเจรจายื่นเงื่อนไขกับพวกนอกกฏหมายนั่น อาณาจักรอื่นคงมองว่าอาซิโดเลียยอมเป็นทาสให้กับพวกมัน”




 

แล้วจะเอาอย่างไรเล่า? กำจัดที่ปลายเหตุอย่างนั้นหรือ? งั้นจะให้ไปจัดทัพสูกับลูซินโคลว์หรือไง?!” ดยุคแกนิมิดกล่าวออกมาก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “เสียทั้งเวลาและเสียทั้งแรงคน โอกาสชนะก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่าเช่นเดียวกัน อย่างน้อยๆข้าว่าเจ้าพวกนอกกฏหมายนั่นไม่ได้มีฝีมือห่วยแตกหรือบัดซบหรอกนะ”




 

พวกนอกฏหมายที่ลูซินโคลว์ปกครองอยู่มันเยอะเกินไป” แม่ทัพใหญ่ของอาซิโดเลียเสริม “แต่ก็ใช่ว่าพวกนั้นจะจงรักภักดีกับลูซินโคลว์หมดเช่นเดียวกัน...”




 

หมาบ้าที่ไร้ปลอกคอ...แต่พวกเจ้าอย่าได้ลืมลูซินโคลว์มีพลังแค่ไหนพวกเจ้าทุกคนก็รับรู้เป็นอย่างดีไม่ใช่หรือไงกัน?” ดยุคแอนโดรเมด้าเอ่ยออกมาก่อนจะปลายนัยน์ตาของเธอมองทุกคนในองค์ประชุมแห่งนี้ “แล้วดยุคแคสซีโอเปีย ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างเล่า?”




 

ดยุคแคสซีโอเปียที่ถูกถามสะดุ้งโหยง นัยน์ตาสีชมพูสวยนั้นกรอกไปมาอย่างหวาดหวั่นคล้ายคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยแม้แต่น้อย “...ขะ ข้าว่าถามท่านดยุคอาโดนิสแล้วกัน...”




 

นอกจากไม่มั่นใจในตัวเองแล้วอำนาจของนางยังมีน้อยอย่างน่าใจหายเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ประชุมหญิงวัยกลางคนผู้นี้จะโบ้ยการตัดสินใจของนางมาให้กับเขาเสมอ



 

ข้าสนับสนุนให้จัดการปัญหาที่ปลายเหตุ...” แม้จะถูกโบ้ยมาทว่าดยุคอาโดนิสก็เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ใบหน้าที่โผล่พ้นจากหน้ากากครึ่งหนึ่งนั้นราวกับรูปสลักที่ไร้อารมณ์ “แม้ว่าจะแก้ปัญหาไม่หมดแต่ข้าไม่ขอแนะนำให้ไปเสี่ยงกับลูซินโคลว์...”




 

เจ้าคิดจะปกป้องญาติผู้น้องของตัวเองหรือไงดยุคอาโดนิส สายเลือดอาโดนิสก็เป็นแบบนี้มาทุกรุ่น...” ดยุคแกนิมิดสอดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆก่อนที่ท้ายเสียงจะกดลง “เหมือนกับพ่อของเจ้าที่...”



 

นัยน์ตาเรียบเฉยปรายไปมองชายวัยกลางคนหน้าตางดงามราวอิสตรีแล้วกล่าวเสริม “เท่าที่ข้าจำได้สายเลือดอาโดนิสตอนนี้เหลือเพียงแค่ 'สาม' คนเท่านั้น...บางทีการประชุมอาจจะทำให้ท่านรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปดยุคแกนิมิด”




 

ในเชิงความหมายบางทีเจ้าอาจจะสมองฟ่อ เพราะตอนนี้อาโดนิสมีแค่สาม ไม่ใช่สี่




 

ดยุคคนอื่นต่างยิ้มขำออกมาผิดกับดยุคแกนิมิดที่ตอนนี้ยกพัดขึ้นมาผิดที่มุมปากของตัวเอง มือนั้นสั่นเล็กน้อยดูเหมือนเขากำลังจะระงับความโกรธไม่ให้ตัวเองเผลอไปเหวี่ยงใส่เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่เต็มที่



 

แล้ว...กษัตริย์แห่งอาซิโดเลียมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างคะ?” คราวนี้เป็นเสียงของดยุคแพนโดร่า นางตวัดนัยน์ตาของตัวเองไปมองที่หัวโต๊ะของกษัตริย์ ณ ที่แห่งนั้นมีชายวัยกลางคนใบหน้าหล่อเหลา ผมสีดำ นัยน์ตาสีแดงนั่งอยู่ นิ้วขาวนั้นชี้ไปที่ตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว



 

เออ...ถ้าหากพวกเจ้าคิดอย่างไรก็ทำตามนั้นเถอะนะ” นั่นคือคำพูดของกษัตริย์แห่งอาซิโดเลีย




 

ทั่วทั้งอาซิโดเลียต่างรับรู้เป็นอย่างดีว่ากษัตริย์แห่งอาซิโดเลียเป็นคนโง่ที่สามารถถูกปั่นหัวได้โดยง่าย เขาถูกเรียกขานว่ากษัตริย์หุ่นเชิดของสิบสามดยุคที่เหลือในอาซิโดเลียแห่งนี้ ผิดกับราชินีของอาซิโดเลีย นางเป็นคนฉลาดมีเรื่องเล่าว่าการที่กษัตริย์แห่งอาซิโดเลียยังนั่งอยู่บนบัลลังก์และราชวงศ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเพราะองค์ราชินีล้วนๆ



 

แต่ตอนนี้ราชินีออกไปประพาสที่เซลเรจซองเพราะงั้นที่ประชุมแห่งนี้จึงไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง




 

มิคาเอลมองกษัตริย์หน้าตาซื่อเบื้องหน้าอย่างเย็นเหยียบ นัยน์ตาสีแดงของชายวัยกลางจึงตวัดสายตามามองเขาแล้วทำสีหน้าสลดลง “ว่าแต่อาโดนิส...ข้าได้ยินเรื่องของน้องชายเจ้าแล้ว...”




 

ทั่วทั้งประชุมเงียบกริบ สายตาเหลือบไปมองดูดยุคอาโดนิสที่ใบหน้านั้นยังเรียบเฉยอยู่




 

...คือ แบบว่า” เสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างสั่นๆก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดแล้วถามต่อ “แบบนี้เจ้าก็ไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ใช่หรือเปล่ามิคาเอล ก็พลังแห่งการมองเห็นอนาคตครึ่งหนึ่งมันอยู่ที่น้องของเจ้า...”




 

พวกเขาทั้งหมดไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพลังการมองเห็นอนาคตของชายหนุ่มผู้นี้เลยแม้แต่น้อย กลไกการใช้หรือว่าอะไรก็ตามที มิคาเอลเคยบอกไว้ว่าเขาไม่สามารถควบคุมการมองเห็นอนาคตได้ แน่นอนว่าดยุคทั้งหมดไม่เชื่อเพราะผลการมองเห็นอนาคตนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่เขาต้องการ




 

นอกจากนี้มิคาเอลยังกล่าวเอาไว้ว่าพลังการมองเห็นอนาคตครึ่งหนึ่งของเขาอยู่ที่น้องชาย ไม่ใช่ น้องสาว นอกเหนือจากนั้นแล้วเขาไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเลย แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงน้องชายคนนี้กำลังจะตาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะส่งผลอะไรต่อการมองเห็นอนาคตของเขาหรือเปล่า




 

และถ้าส่งผลจริง...อำนาจของอาโดนิสต้องแย่ลงอย่างแน่นอน การที่มิคาเอลสามารถมาเป็นดยุคอาโดนิสได้โดยอายุน้อยแล้ว เหตุผลหลักๆคือการมองเห็นอนาคตที่ชัดเจนราวกับภาพสะท้อนในน้ำของเขานั่นเอง



 

นัยน์ตาสีทองที่ไม่ถูกหน้ากากปิดนั้นมองกษัตริย์อย่างเรียบเฉยและกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาต่อการมองเห็นอนาคตของข้าอย่างแน่นอน กษัตริย์แห่งอาซิโดเลีย”




 

ดีแล้ว...ดีแล้ว...” กษัตริย์แห่งอาซิโดเลียเอ่ยออกมาก่อนจะทำท่าทางถอนหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าหากว่าเจ้าสูญเสียการมองเห็นอนาคตไป ตำแหน่งของกษัตริย์ของข้าต้องย่ำแย่อย่างแน่นอน...ดีจริงๆ...”




 

ดยุคทั้งสิบสามนั้นเงียบกริบไม่มีใครออกความเห็นกับคำพูดคำจาที่น่ารังเกียจของกษัตริย์เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของมิคาเอลยังคงนิ่งสงบขณะที่กษัตริย์นั้นแย้มยิ้มออกมา นัยน์ตาสีแดงเหลือบไปมองนาฬิกาแล้วกล่าว “จะว่าไปนี่ก็ประชุมกันนานมากแล้ว ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะพักกันเสียที ข้าเองก็เมื่อยเหมือนกันน้า...อืม งั้นเลิกประชุมๆ!”




 

ถ้อยคำนั้นเอ่ยออกมาอย่างเอาแต่ใจก่อนที่ดยุคทั้งหมดนั้นจะลุกขึ้นยืนแล้วโค้งให้กับกษัตริย์แห่งอาซิโดเลียที่ฮัมเพลงออกมาเบาๆ แล้วก้าวเท้าไปยังประตูทางด้านเหนือ ในขณะที่เหล่าดยุคนั้นต้องเดินไปทางออกประตูทิศใต้




 

ดยุคหลายคนยังคงอออยู่ที่หน้าประตูทางด้านใต้แล้วถกเถียงกันเบาๆ การประชุมนี้เหมือนจะไม่ได้สาระเท่าไหร่นักในความคิดของพวกเขา ตอนแรกมิคาเอลเองก็จะเข้าไปถกเถียงด้วยเช่นเดียวกัน แต่แม่ทัพใหญ่ของอาซิโดเลียกลับก้าวมาหาเขาเสียก่อน




 

เจ้าไปเยี่ยมน้องชายของเจ้าก่อนดีกว่ามิคาเอล” ดยุคนาร์ซีซัสเป็นคนเอ่ยออกมาก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนจางแล้วตบบ่าของดยุคหนุ่มที่มองมาอย่างเรียบเฉย “เรื่องงานของเจ้าข้าจะจัดการให้เอง ถือเสียว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้กับลูกชายของข้า เจ้าก็ช่วยข้าทำงานแล้วกัน...”



 

...เรื่องนั้น...” นัยน์ตาสีทองหรี่งเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด



 

อำนาจกับน้องชาย...




 

เขา...




 

การถกเถียงไร้สาระ ถึงแม้จะได้ข้อสรุปแต่สุดท้ายก็ต้องรอผลจากกษัตริย์ที่ไม่ได้ความของเราอยู่ดี” ดยุคซิซิฟัสเดินมาแล้วกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มที่แสนสุภาพ “...ไปเยี่ยมน้องชายของเจ้าสิ รักเขานักไม่ใช่หรือไง หึ...”



 

นัยน์ตาสีทองฉายแววแปลกใจทว่ามิคาเอลนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินจากไปแต่โดยดีเพราะรู้ความหมายที่ดยุคซิซิฟัสต้องการจะสื่อออกมา...การเถียงกันของดยุคพวกนี้เจ้าหาอำนาจไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมันก็แค่เถียงกันทางความคิด ใช้ไม่ได้จริงอยู่ดีเพราะอย่างไรก็ต้องรอการอนุมัติในที่ประชุมครั้งต่อไปของกษัตริย์



 

แทนที่จะเสียเวลา...เอาเวลาไปดูแลน้องชายที่เจ้ารักเสียเถอะ




 

นัยน์ตาสีหางนกยูงนั้นมองไปที่แผ่นหลังของดยุคมิคาเอลที่ตอนนี้หายไปแล้ว เสียงที่ถกเถียงกันเมื่อครู่ค่อยๆเงียบหายไปด้วยเช่นเดียวกัน ดยุคแอนโดรเมด้ายิ้มให้กับทหารยามแล้วบอกให้พวกเขาไปนอนเพราะต่อจากนี้ไป...





 

จะเริ่มการประชุมของจริงเสียที



 

โชคดีที่น้องของเขาเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้นเราคงเสียเวลาสลัดเขาทิ้งนานกว่านี้” ดยุคซิซิฟัสเอ่ยออกมาอย่างเรื่อยๆแล้วฉีกยิ้มกว้าง ขณะที่นัยน์ตาสีฟ้าของดยคนาร์ซีซัสมองมา ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่



 

...แล้วนั่นพวกเจ้าจะยืนอยู่ที่หน้าประตูอีกนานไหม?” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะหัวเราะเบาๆ “การปล่อยให้กษัตริย์แห่งอาซิโดเลียผู้แสนโง่เขลาคนนี้รอนานมันอาจจะทำให้กษัตริย์โง่ประหารพวกเจ้าทิ้งเสียนะ”




 

ถ้าเจ้าทำจริง ระวังจะมีเรื่องทำนองว่าดยุคที่เหลือร่วมกันหาเจ้าชายมาปฏิวัติกษัตริย์โง่แล้วกัน เซเฟอุส” ดยุคซิซิฟัสเอ่ยออกมาก่อนที่ดยุคที่เหลือจะหัวเราะเบาๆในลำคอ แล้วก้าวเข้าไปในห้องประชุม ดยุคแกนิมิดร่ายเวทมนตร์สร้างขอบเขตป้องการประชุมนี้เล็กน้อยก่อนจะกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง




 

ใบหน้าของกษัตริย์ยังเป็นคนเดิมแต่บรรยากาศที่มีนั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่าทางโง่กลายเป็นท่าทางที่พร้อมคุกคามผู้คน ทุกอย่างนั้นดูตรงข้ามกับเมื่อครู่หมดสิ้น น่ากลัวว่าเมื่อมีคนมาพบเห็นคงไม่คิดว่าเขาคือกษัตริย์ผู้โง่เขลาของอาซิโดเลียอย่างแน่นอน



 

แต่นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาที่ถอดหน้ากากออกไป



 

หน้ากากที่เรียกว่า 'บทบาทที่แต่งขึ้นมาเพื่อเขียนในประวัติศาสตร์'



 

หึ แล้วตอนนี้เจ้าคิดว่ามีใครเหมาะสมหรือไงกัน? เจ้าพวกลูกไม่ได้ความของข้าพวกนั้น...” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเบื่อหน่าย “แล้วทำไมรุ่นข้าต้องได้รับบทเป็นกษัตริย์โง่ด้วยนะ? แถมยัยผู้หญิงบ้านนอกที่พวกเจ้าไปสุ่มมาให้ข้าได้รับบทเป็นราชนีที่แสนฉลาด? ยัยนั่นโง่จะตาย แถมวันก่อนยังอ่อยเจ้าด้วยไม่ใช่หรือไงนาร์ซีซัส”



 

คนถูกอ่อยชักสีหน้าเบื่อหน่าย ดยุคนาร์ซีซัสเป็นแม่ทัพใหญ่วัยกลางคนแต่หน้าตาของเขานั้นหล่อเหลาตามสายเลือดของตัวเอง “วันนั้นเจ้าไม่รู้หรอกว่าภรรยาของข้าแทบจะฆ่าข้าทิ้งเสียตรงนั้น! หัดคุมภรรยาของเจ้าเสียบ้างสิ!”



 

...ภรรยาเจ้านี่ถ้าจะไม่ผิดตระกูลแพนโดร่านี่...ไม่แปลก นิสัยของแพนโดร่าขึ้นชื่อเรื่องความรุนแรงอยู่แล้ว” กษัตริย์เอ่ยออกมาก่อนจะโคลงหัวเล็กน้อย “ว่าแต่เจ้าดยุคอาโดนิสรุ่นนี้มันน่าหมั่นไส้จริงๆ...”



 

งั้นให้ข้าฆ่าเขาทิ้งไหมคะ?” ดยุคแอนโดรเมด้าเอ่ยออกมา “ถ้าท่านหมั่นไส้เขาให้ข้าฆ่าเขาทิ้งก็ได้นะ...”



 

เจ้าอย่าพูดว่าเกลียดใครง่ายๆเซเฟอุส” ดยุคซิซิฟัสเอ่ยออกมา “สายเลือดแอนโดรเมด้าจงรักภักดีกับเจ้ายิ่งกว่าอะไร เพราะงั้นแล้ว...ไอ้บทบาทที่จะให้ตระกูลไหนเป็นกบฏถึงไม่มีแอนโดรเมด้ายังไงเล่า...”



 

ให้พวกข้าหันดาบให้ราชวงศ์ สู้พวกข้าตายเสียยังดีกว่า!!” เจ้าของสายเลือดแอนโดรเมด้าเอ่ยออกมา ขณะที่ดยุคซิซิฟัสมองกษัตริย์ของตัวเองทำนองว่า 'เห็นไหม? เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้ามีคนประเภทรักถวายหัวอยู่น่ะเจ้าโง่!'




 

กษัตริย์ถอนหายใจออกมาก่อนจะสางผมดำของตัวเองเล็กน้อย “แอนโดรเมด้าอย่าฆ่าเขาทิ้งเชียว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีพลังการมองเห็นอนาคตอยู่นะ อย่างน้อยยังมีประโยชน์อีกอย่างถ้าเขาตายไปจะให้ใครขึ้นมาเป็นดยุคอาโดนิสแทน?”




 

ถ้าตามลำดับศักดิ์ก็คงเป็นราฟาแอล หลานของข้า” เสียงกังวาลใสของสตรีสาวผู้งดงามที่สุดในดินแดนกล่าวออกมา ใบหน้านั้นราวกับหญิงสาววัยแรกรุ่นทั้งๆที่จริงๆตอนนี้เจ้าตัวอยูในตำแหน่งที่เป็นยายของคนได้แล้วเสียด้วยซ้ำ นางคือดยุคเฮเลนแห่งอาซิโดเลีย การที่ใบหน้าของนางนั้นยังคงซึ่งความเยาววัยเพราะคำสาปที่แฝงในสายเลือดคือความงามอันเป็นนิรันดร์




 

นั่นคือใบหน้าที่ไม่มีวันจะเปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย




 

พูดถึงสืบทอดสายเลือดแล้วเจ้าเองก็เป็นปัญหา เฮเลน” ดยุคอิคะเริสกล่างแล้วขมวดคิ้ว “ถ้าตามลำดับศักดิ์แล้วก็ต้องเป็นบรีเอล...”




 

ข้าชอบเด็กคนนั้นนะ เขาสวยกว่าเจ้าเสียอีกนะเฮเลน มองแล้วเจริญหูเจริญตาดีด้วย ถ้าไม่ติดเป็นผู้ชายข้าอยากให้เขาเป็นราชินีรุ่นต่อไปชะมัด...” กษัตริย์อาซิโดเลียกล่าวแต่ดยุคอิคะเริมเลือกที่จะเมินคำพูดของเจ้ากษัตริย์คนนี้




 

ปัญหาคือเขาเป็นพวกนอกคอกมากๆ...” ดยุคอิคะเริสเอ่ยออกมา “เราควบคุมเขาไม่ได้ พ่อกับแม่ของเขาเกิดจากการทดลองของข้า ซึ่งพวกเขาเกิดมาผิดพลาดแล้วแต่สองคนนั้นเรายังสามารถควบคุมได้ครึ่งหนึ่ง แต่บรีเอลและลูซินโคลว์เกิดมาจากพวกเขาแบบ...”




 

แบบมีปิ๊บๆกันตามปกติของชายหญิงที่พึงมี!”




 

ใครก็ได้เอาไอ้กษัตริย์บ้านี่ไปเก็บทีสิวะ!!” ดยุคอิคะเริสชี้นิ้วไปที่กษัตริย์หนุ่มที่กระพริบตาเล็กน้อย เอียงคอหน่อยๆ



 

เจ้าอย่าหาเรื่องท่านเซเฟอุสนะอิคะเริส! จำเอาไว้ท่านเซเฟอุสน่ะพูดอะไรไม่ผิด!” คนรักเจ้านายยิ่งชีพลุกขึ้นมาเถียง ขณะที่คนโดนให้ท้ายพยักหน้า ก่อนจะแสร้งทำหน้าเศร้าว่า 'เห็นไหม? ข้าไม่ผิดเสียหน่อย ทำไมเจ้าถึงว่าร้ายข้าแบบนั้นกัน'



 

เซเฟอุสทุกคนขึ้นชื่อเรื่องความ...เลวร้ายทางด้านนิสัย!



 

อิคะเริสพยายามท่องให้ตัวเองใจเย็นแล้วกล่าวเสริม “บรีเอลและลูซินโคลว์เกิดจากการตั้งท้องของมารดา ผิดกับพวกเราที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหลอดแก้วโดยใช้เลือด”



 

ฟังแล้วเหมือนพวกเราเป็นมอนสเตอร์ชะมัด คราวหน้าพัฒนาระบบหน่อย เอาแบบไปฝากครรถ์ที่ใครบ้างก็ไม่เลว” (กษัตริย์เซเฟอุส)



 

ฟังดูฉลาดเสริมกับเป็นท่านเซเฟอุสมากเลยแหละค่ะ” (ดยุคแอนโดรเมด้า)



 

ใจเย็นไว้อิคะเริส...



 

สาเหตุที่เราควบคุมสองคนนั้นไม่ได้เพราะเราไม่ได้สร้างเขา ไม่ได้เป็นคนกำหนดลักษณะหน้าตารวมไปถึงนิสัยบางส่วน ไม่ได้ฝังนิสัยที่ต้องรักและภักดีต่ออาซิโดเลียกับเซเฟอุส...” อิคะเริสเอ่ยออกมาแล้วถอนหายใจ “...เรียกได้ว่าเขาไม่มีความรักในอาซิโดเลียแม้เพียงนิด ลูซินโคลว์เราก็พลาดแล้ว ดูอย่างตอนนี้สิเจ้าหมอนั่นยังพร้อมที่จะทำลายอาซิโดเลียได้ทุกเมื่อเลย...”




 

เจ้ากำลังจะบอกให้กำจัดบรีเอลทิ้งสินะ?” ดยุคเฮเลนเอ่ยออกมาอย่างนิ่มๆ ดูนางจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าหลานชายจะถูกฆ่าทิ้งไป “ข้าสนับสนุน...”




 

เพราะเขาสวยกว่าเจ้าสินะ เจ้าถึงสนับสนุนน่ะเฮเลน...” กษัตริย์เอ่ยออกมาเสียงร่าเริง มุมปากของเขาเหยียยิ้มเล็กน้อย “นิสัยของเฮเลนเป็นพวกไม่ชอบให้ใครงามกว่าตัวเองอยู่แล้วนี่...โชคดีจริงๆที่ตอนนี้หลานชายของเจ้าไม่คิดเอาน้องชายที่โตแล้วงามกว่ายายตัวเองให้เจ้าเลี้ยง ไม่อย่างนั้น...อา ซิลเดอเรลล่าชัดๆ”



 

เมื่อโดนจี้ใจดำใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามที่สุดในดินแดนก็เพียงเหยียดยิ้มเล็กน้อย แต่ทุกคนต่างรู้ นางกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเองเต็มที่ เฮเลนจะไม่โวยวายเพราะนั่นคือการกระทำที่ทำให้นางไม่งดงาม



 

แต่ข้าไม่คิดว่าการกำจัดบรีเอลจะดีเท่าไหร่นะ” ดยุคซิซิฟัสยิ้มออกมาเมื่อนัยน์ตาหลายคู่หันมามองทางเขา “ข้อแรก...เราไม่รู้ว่าถ้าเราทำอะไรบรีเอลนั้นลูซินโคลว์จะทำอย่างไรต่ออีกที ถึงแม้ว่าเราจะไม่สร้างเขาขึ้นมาแต่อย่าลืมว่าเขาเป็นพวกมีสายเลือดอาโดนิสที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักครอบครัวมากเลยนะ”



 

...เรื่องนั้น...”



 

ข้อสอง!” นิ้วเรียวของดยุคซิซิฟัสยกขึ้นมาชูสองนิ้วและเหยียดยิ้ม นัยน์ตาสีหางนกยูงนั้นปรายไปมองดยุคเฮเลนแล้วกล่าว “...'เธอ' มายืนอยู่หน้าประตูนานแล้ว และแน่นอนว่า 'เธอ' ได้ยินคำพูดของเจ้าทุกคำด้วยเฮเลน...ต่อจากนี้ไปเจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน...”




 

บานประตูค่อยๆเปิดออกมาอย่างช้าๆราวกับตอบรับคำพูดของชายวัยกลางคนที่แสร้งภาพคนนี้


 

ระวัง 'เธอ' ฆ่าเจ้าทิ้งน่ะ”



 

ขออภัยที่มาช้า...” เสียงใสนั้นดังขึ้นอย่างแผ่วเบาก่อนที่เจ้าของร่างนั้นจะเดินเข้ามาในห้องแห่งนี้ ความเงียบที่ครอบคลุมทำให้เสียงก้าวเท้าแต่ละครั้งของ 'เธอ' ดังก้องในหูของใครหลายคน กระทั่งกษัตริย์แห่งอาซิโดเลียที่ทำตัวเล่นอยู่เมื่อครู่นั้นก็ปรับเปลี่ยนท่าทางเป็นนิ่งสงบ




 

'เธอ' เดินเข้าไปตรงจุดที่ดยุคแคสซีโอเปียนั่งอยู่ สตรีที่นั่งอยู่นั้นรีบลุกแล้วโค้งให้ 'เธอ' ไปนั่งแทนอย่างรวดเร็ว



 

บางทีข้าว่าเจ้าน่าจะเลิกใช้ตัวแทนในการประชุมแล้วทำให้ใครต่อใครคิดว่านั่นคือดยุคแคสซีโอเปียทั้งๆที่มันไม่ใช่ พวกเราไม่อยากหาข้ออ้างให้ดยุคอาโดนิสปลีกตัวออกไปเร็วๆหรอกนะ...” ดยุคแอนโดรเมด้าเอ่ยออกมาก่อนจะมองดู 'เธอ' ที่ปรายนัยน์ตาสีม่วงสัญลักษณ์ของแคสซีโอเปียมามอง “...ข้าเข้าใจเรื่องดยุคอาโดนิสอีกล่ะสิ จะว่าไปเมื่อไหร่ที่เราจะสามารถบอกเขาได้กันทั้งเรื่องการทดลองนี่แล้วก็เรื่อง...เจ้า...เจ้าก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนโง่ ตอนนี้จะรู้ไม่รู้ก็ขึ้นกับเวลาเท่านั้นอีกอย่างข้าว่าเขาคงเริ่มระแคระระคายว่าทำไมพวกเราถึงชอบไล่เขาออกไปเร็วแต่พวกเราออกันอยู่หน้าห้องประชุม...”




 

ดยุคทั้งหมดต่างเงียบแล้วมอง 'เธอ' ทั้งๆที่การตัดสินใจทั้งหมดควรจะเป็นของกษัตริย์แห่งอาซิโดเลีย



 

'เธอ' มองมาอย่างนิ่งเฉยก่อนที่นัยน์ตาจะหรี่ลงเล็กน้อย “ยังก่อน” 'เธอ' กล่าว “เขายังไม่พร้อมในตอนนี้ ในแง่ของอารมณ์ ความคิด ข้ายังไม่อยากฆ่าทิ้งแล้วให้อิคะเริสสร้างขึ้นมาใหม่หรอกนะ”



 

'เธอ' นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “...เฮเลน...”




 

เจ้าของชื่อสะดุ้งเมื่อถูกเรียกแล้วหันไปมองผู้เรียกที่กำลังเหยียดยิ้มอย่างเย็นเหยียบ



 

เมื่อครู่ที่ข้าได้ยิน...เจ้าคิดจะฆ่าบรีเอลอย่างนั้นหรือ? แค่คิดข้าไม่ว่า...” นัยน์ตาค่อยๆหรี่ลงเล็กน้อย “...แต่ถ้าเจ้าทำแล้วทำให้ 'เรื่องที่ข้าเขียน' ทั้งหมดมันพัง ข้าจะฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน ตำแหน่งของเจ้ามันก็ชักจะนานเกินไปแล้วเหมือนกันนะ...”



 

ข้าต้องขออภัย...” ดยุคเฮเลนนั้นก้มใบหน้าลงเล็กน้อยไม่กล้าสบตากับ 'เธอ'




 

แคสซีโอเปีย...” เสียงทุ้มของกษัตริย์แห่งอาซิโดเลียดังขึ้นมาก่อนที่เขาจะฉีกยิ้มเมื่อ 'เธอ' หันมามองเขา “ทำไมเจ้าถึงได้ปกป้องบรีเอลมากขนาดนั้นกันนะ...คงไม่ใช่ว่าเจ้ารักเขาจริงๆหรอกใช่ไหม เพราะอย่างไรเสียชื่อของเขาก็เหมือนกับชื่อของลูก...”




 

เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เซเฟอุส...” 'เธอ' เอ่ยเสียงเรียบแล้วกล่าวต่อ “อย่าฆ่าเขาก็พอ...”




 

ครับๆ พวกข้าเข้าใจแล้ว” กษัตริย์ยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้มองใบหน้าของ 'เธอ' แล้วยิ้มออกมาจางๆ นัยน์ตาสีแดงนั้นฉายแววอ่อนโยนเสมอยามเมื่อมองร่างของ 'เธอ' แม้ว่ามันจะต่างไปจากเมื่อก่อนมากแค่ไหน...




 

แต่ตราบเท่าที่ยังเป็น 'เธอ' ที่เขารักอยู่ แม้จะเผลอสูญเสียไปครั้งหนึ่ง




 

พวกข้าเข้าใจแล้ว...ควีเนเลีย เรจิน่า แคสซีโอเปีย...”




 

...เขาก็จะพยายามที่จะเอา 'เธอ' นั้นกลับมา...



 

.

.

.

ถ้าเพื่อเธอที่อยู่ตรงนี้แล้วแหละก็

ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่เสียใจเลย

.

.






 

ย้อนเวลากลับไปช่วงก่อนที่โครวิสจะออกเดินทางไปบวช



 

...นี่...ยังไม่หลับใช่หรือเปล่า?”




 

เสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาไม่กล้าดังมากจนเกินไปถามเจ้าของห้องผู้ป่วยที่มองกลับมาทางโครวิสนิ่ง คล้ายแปลกใจว่าเจ้าชายจะถามทำไมในเมื่อตัวคนที่เขาถามนั้นกำลังนั่งอยู่บนเตียงมองแสงของดวงจันทร์ที่ตกมากระทบเสี้ยวหน้าของเจ้าชายผู้นี้อยู่




 

เสี้ยวหน้าที่ดูคมคายขึ้นนั้นทำเอาเจ้าของห้องผู้ป่วยขมวดคิ้วเล็กน้อย อันที่จริงไม่ใช่ว่าเขาไม่สังเกตุ ตรงกันข้ามเขาสังเกตุมาตลอดต่างหาก โครวิสและโอดีสซีอุสในตอนนี้ไม่สมควรจะเรียกว่า 'เด็กชาย' อีกต่อไป น่าจะเรียกว่า 'เด็กหนุ่ม' คงถูกเสียกว่า เพราะนอกจากหน้าตาที่ดูคมขึ้นนั้น ส่วนสูง แขนขาก็ยาวตามไปด้วย



 

ยิ่งพอคิดแบบนั้นแล้วมองตัวเอง...บรีเอลยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างดูเป็น 'เด็ก' เสียจริง




 

รอยยิ้มอ่อนจางประดับขึ้นมาบนใบหน้าของเจ้าชายรัชทายาทอันดับที่สองของอาซิโดเลีย “พอมาหานายตอนกลางคืนแบบนี้ทำให้คิดถึงตัวเองตอนสมัยเด็กเลยนะ จะว่าไปเมื่อก่อนฉันเองก็ชอบปีนเข้าห้องคนที่แอบชอบอยู่บ่อยๆเหมือนกัน...” ท้ายเสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “...นานเท่าไหร่กันนะ...สามปีที่แล้วมั้ง หรือสี่ปีกันแน่นะ ฉันจำไม่ได้หรอก...”




 

โกหก...เจ้าของนัยน์ตาสองสีนั้นคิดกับตัวเองในใจขณะมองเพื่อนชายตรงหน้าตนนิ่ง เขารู้โครวิสไม่เคยลืมทุกๆเรื่องๆเมื่อสามปีก่อน เรียกว่าจำทุกรายละเอียดด้วยซ้ำไป ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ...




 

แล้วที่นายมา...มีธุระอะไร?” เด็กชายถามกลับไปเสียงเรียบพร้อมกับไล่ความคิดบางอย่างในหัวออกไป ทว่าดูเหมือนคำถามของเขาจะไม่ได้รับการตอบรับเมื่อเจ้าชายนั้นเลือกที่จะเมินไปเสียดื้อๆแถมยังเปลี่ยนเรื่องอีกต่างหาก



 

ผมน่ะ...ก่อนหน้านี้มันยาวแล้วนายตัดหรือเปล่า? มันดู...เบี้ยวๆบูดๆแปลกๆ...” โครวิสเลือกเบี่ยงประเด็นกลับมาที่ผมของเขาแทน ซึ่งคำตอบของบรีเอลที่ให้กับเจ้าชายตรงหน้าคือความเงียบงัน “...ไว้ผมยาวก็ดีนะ ผมของนายเป็นสีน้ำตาลนี่บางทีถ้าไว้ยาวแล้วแหละก็...”




 

โครวิส...ฉันไม่ใช่ 'รีเบล'...” บรีเอลเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะเน้นเสียงอย่างเรียบเฉย “...โครวิส 'รีเบล' ตายไปแล้ว นายก็รู้...'เธอ' ของนายคนนั้นมันหายไปแล้ว...”



 

...ฉันรู้บรีเอล...” เสียงของเจ้าชายเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “แต่สำหรับฉัน 'รีเบล' ไม่เคยหายไป ไม่มีทาง...”



 

มือของเจ้าชายค่อยๆยกขึ้นมาเกลี่ยใบหน้างดงามของเด็กชายตรงหน้าอย่างแผ่วเบา พร้อมกับมุมปากที่ค่อยๆเหยียดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เหยียดหยาม แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่มีความสุข...เรียกว่าเป็นรอยยิ้มที่บรรยายไม่ได้ของโครวิสเสียมากกว่า



 

มันดู...อ่อนแอ จนไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายคนนี้จะมีรอยยิ้มแบบนั้นออกมาได้



 

เขามั่นใจว่าโครวิสในความทรงจำของเขาและใครหลายคนคงเป็นผู้ชายที่ชอบเหยียดยิ้มออกมาอย่างเหยีดหยาม ท่าทางชั่วร้ายที่ดูไม่มีศีลธรรมในหัวใจ คนไหนที่ล้มอยู่หมอนี่จะไม่มีความคิดที่จะฉุดใครเขาขึ้นมาแต่พร้อมที่จะซ้ำเติม ให้ตกลงในหลุมโคลนของความทุกข์มากกว่าเก่า



 

นั่นคือ...โครวิส ลา เบลดิซิโอเน เซเฟอุสในสายตาของอาซิโดเลีย



 

แต่ไม่ใช่ 'รีเบล'



 

บางทีแล้วในสายตาของรีเบลโครวิสอาจจะเป็นใครอีกคนที่อาซิโดเลียไม่รู้จัก หรือบางทีอาจจะรู้จักแต่เลือกที่จะมองข้ามหรือโครวิสไม่แสดงมันออกมาให้เห็น สำหรับรีเบลโครวิสคือคนอ่อนแอ ทว่าสำหรับโครวิสแล้วรีเบลอาจจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง...ของโครวิสเลยก็เป็นได้



 

นัยน์ตาสองสีหลับตาลงพลางคิดในใจ...ถ้าหากว่าเป็นรีเบลจะทำยังไงกับโครวิสคนนี้กันนะ...



 

บางทีเด็กคนนั้นอาจจะกอดโครวิสแน่นแล้วร้องไห้แทนโครวิส หรือไม่บางทีเด็กคนนั้นอาจจะหยิกแก้มโครวิสเหมือนเป็นการบังคับให้ยิ้มออกมา แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนรีเบลคงปรารถนาให้โครวิสยิ้มออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าตนเอง...แต่บรีเอลไม่ใช่รีเบล ไม่มีทางใช่...



 

โครวิส...” มือเล็กๆของบรีเอลจับที่มือที่กำลังเกลี่ยใบหน้าเขาอยู่ ก่อนจะออกแรงบีบราวกับต้องการย้ำเตือนอีกฝ่าย “...ฉันไม่ใช่รีเบล...”



 

ฉันไม่ใช่คนที่นายเรียกหา...โครวิส



 

รีเบลไปแล้ว...'เธอ' ไปแล้วและจะไม่มีทางกลับมาด้วย



 

แต่ทั้งๆที่ 'เธอ' ไม่อยู่อีกต่อไปแล้วแต่เธอกลับกลายมาเป็นโซ่ที่พันธนาการนายเอาไว้ใช่หรือเปล่าโครวิส?



 

ในตอนนี้สิ่งที่ฉันทำได้คงเป็น...



 

มือที่เคยกุมมือของเจ้าชายแน่นค่อยๆคลายออก พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับอย่างแผ่วเบา เปล่งเสียงเอ่ยวาจาที่แสนหนักแน่นราวกับต้องการย้ำเตือน...




 

รีเบลตายไปแล้ว...และจะไม่มีวันกลับมาหานายอีกโครวิส ไม่มีวัน...”



 

เพราะงั้นตื่นเสียทีเถอะเพื่อนของฉัน...



 

อย่าให้ตัวตนของอดีตพันธนาการนายอีกต่อไปเลย



 

เพราะงั้นเลิกทำตัวแบบนี้เถอะ...มันน่าสมเพช...” ถ้อยคำที่ราบเรียบก่อนหน้านี้มันคงเป็นคำพูดที่เขามักจะเอ่ยปากออกมาตอกราฟาแอลกับโอดีสซีอุสเรียกรอยยิ้มเหยียดๆให้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของโครวิสอย่างอ่อนจาง ดวงตาสีแดงนั้นจับจ้องไปที่เด็กชายนิ่ง



 

นั่นสินะ...” เจ้าชายพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะเสยผมตัวเองขึ้นแล้วหัวเราะออกมาอย่างแกร่นๆ “มันน่าสมเพช...จริงๆนั่นแหละ”



 

นัยน์ตาสองสีนั้นจับจ้องมองแผ่วหลังของเจ้าชายที่ลุกขึ้นยืนอยู่ช้าๆก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปที่หน้าต่าง ใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มเหยียดที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอบนใบหน้าของเขาก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “รู้อะไรไหมครับ ต่อให้คุณตายไปผมก็จะไม่สนใจเลย...หรือแม้แต่ราฟาแอล โอดีสซีอุสตายไปผมก็จะไม่สนใจเหมือนกัน...”



 

...” นัยน์ตาสองสีนั้นมองตอบอย่างเงียบงันขณะที่มุมปากของเจ้าชายกระตุก



 

...ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่...เพราะแบบนั้นผมถึงเกลียดคุณ” เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาทว่าก็ไร้ซึ่งคำตอบจากคนที่ต้องการ “ผิดกับรีเบลเลยนะครับซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ชอบยิ้มออกมาตลอดเวลาไม่ว่าจะทุกข์ สุข หรือเศร้ารีเบลก็จะยิ้มออกมา...”



 

...”



 

และผมก็หลงรักความซื่อตรงนั้นมากด้วย...”



 

...”



 

นัยน์ตาสีแดงนั้นปรือปิดลงเล็กน้อยก่อนจะหันมาเหยียดยิ้มแล้วเอ่ยออกมาแผ่วเบาพร้อมกับเปลี่ยนเรื่อง “ผมจะหายตัวไปสักพักนะครับว่าจะไปออกบวชที่วันตรงเนินเขาตรงนี้ เอาไว้เบื่อเมื่อไหร่ก็คงสึกนั่นแหละ...เพราะงั้น...”



 

...”



 

แล้วพบกันใหม่ครับบรีเอล”



 

เอ่ยออกมาก่อนที่เจ้าตัวนั้นจะปีนออกจากหน้าต่างแล้วหายไปหลงเหลือเอาไว้เพียงเจ้าของห้องผู้ป่วยที่มองลับหลังเจ้าชายอย่างเงียบงัน นัยน์ตาสองสีสั่นไหวเพียงครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าตัวจะปรือตาปิดลงพร้อมกับทิ้งตัวพิงกับหมอนอย่างแผ่วเบา



 

เกลียด...อย่างนั้นหรอ?” พึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา “จะว่าไปตอนประมาณเก้าขวบ...หมอนั่นก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน...”



 





 

ผมเกลียดคุณ!” เสียงของเด็กชายเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับนิ้วชี้ระริกมาที่เขาทำให้คนถูกบอกว่าเกลียดกระพริบตาปริบๆ มองใบหน้าของเพื่อนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อและขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าตนทำอะไรผิดกันนะ



 

เกลียด?...”



 

เกลียด! เกลียด! เกลียด! ผมเกลียดคุณที่สุด!” เจ้าเพื่อนตรงหน้ามันยังคงย้ำคำเดิมด้วยใบหน้าที่แดงก่ำยิ่งพอเห็นคนที่สนทนาด้วยทำหน้าเหมือนคนไม่เข้าใจนั้นก็ทำเอาเจ้าชายต้องขยี้หัวตัวเองก่อนจะประกาศออกมาด้วยหน้าที่ขี้นสีกว่าเดิม “โธ่เว้ย! อะไรกันนักกันหนาวะครับ! หน้าตาของคุณมันแปรผกผันกับสมองหรือไง ฟังให้ดีนะ...”



 

...อืม”



 

ผมเกลียดคุณ!”


 

...”



 

และ...” ใบหน้านั้นค่อยๆขึ้นสีแดงระเรือก่อนที่เจ้าชายจะกระแอ่มไอออกมาอย่างแผ่วเบา



 

...ผมปากไม่ตรงกับใจกับคุณอยู่นะตอนนี้ เข้าใจใช่ไหม? ผมเกลียด โคตรเกลียดคุณเลย!!”



 

รู้ไหม นี่เป็นการสารภาพรักที่ฮาร์ดคอที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย...”



 





 

คำที่ตรงข้ามกับเกลียดนั้นคือ...



 

บางที...ถ้าไม่พบกันเลยอาจจะดีกว่าก็ได้นะโครวิส”



 

เพราะบางที...ฉันอาจจะรู้สึกผิดน้อยกว่านี้ก็เป็นได้



 

.

.

.

ถ้าเพื่อนายที่ฉันเกลียดชังแล้วแหละก็

ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่เสียใจเลย

 

 


 







 


xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

เบื้องหลังส่วนที่ 1/4 บอกแล้วมันดาร์คดราม่า
คนพี่คนน้องบทออกมานิดเดียวแต่เอาใจไปเต็มๆ! คนพี่เป็นซิสค่อนค่ะ แต่ก็นะคนน้องน่ารักชนาดนั้น น่ารัก น่ารักอ่ะ TT^TT เสียดายที่ต้องตัดเธอออกไป (ไรท์เป็นพวกชอบตัวละครตัวไหนมันจะดราม่า)
คนพี่คนน้องเกี่ยวอะไรกับเซเฮล? ส่วนคนพี่จะได้พบกับบรีเอลหรือไม่นั้น? อนาคตอันนานๆก็เฉลยแล้วแหละค่ะ

เบื้องหลังส่วนที่ 2/4 - บอกแล้วว่ามันแฮปปี้
ตอนจบของซิฟิซัสที่ว่าดราม่าเหมือนเป็นแค่ตอนจบแบบหลอกๆเพราะสุดท้ายเขาก็ได้เจอกับคนที่พบแหละนะ!
ซิฟิซัสเห็นร้ายแบบนั้น (?) แต่มีความเป้นเด็กมาเลยนะ น่ารักมากเลย คนแต่งชอบเขามากแต่เขาตายไปแล้วจะให้เหตุผลเบี้ยวๆมาให้เขาปรากฏขึ้นอีกครั้งคงได้เท่านี้แหละนะ...

เบื้องหลังส่วนที่ 3/4 - บอกแล้ว (?) ว่ามันปริศนา
เซเฟอุทุกรุ่นนิสัยเสียจริงๆเลยนะ = =
ควีเนเลียเธอกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนเอลซิคนั้น คาดว่าอีกไม่นาน (?) เขาคงนี้จะออกมาหล่อแล้วแหละค่ะ!

เบื้องหลังเทพนิยาย 4/4 (จบ) - มันเหมือยจะวาย (?) เอ๊ย ไม่ใช่สิ!
คิดว่าหลายคนน่าจะตะหงิกๆมาได้นานแล้วนะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโครวิสกับบรีเอลน่ะ! สองคนนี้มันมีซัมธิงรองกันแหละค่ะ มันเป้นเรื่องเกิดก่อนที่ บลาๆๆๆ (...) เอาเป็นว่ามาติดตามนิทานเรื่องต่อไปในเร็วๆนี้แล้วกันนะคะ

Linea-Lucifer



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3,390 ความคิดเห็น

  1. #2906 s.tiger (@jennyblue) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2555 / 14:18
    ตอนนี้มีหลายอารมณ์เลยนะคะ
    ตอนของคนพี่คนน้อง ก็เศร้ามากจริงๆ เพราะแค่ความแตกต่างจึงเป็นแบบนี้
    ตอนของซิฟี่ ก็ซึ้งอารมณ์มากๆเลยค่ะ
    ตอนของการประชุม ก็ปริศนาเยอะจริงๆค่ะ
    ส่วนตอนของโครวิส มาแบบแปลกๆ แต่ก็แฝงทั้งเรื่องที่ให้คิดต่ออีกอ่ะ
    #2906
    0
  2. #2783 dlky (@plky) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2555 / 19:33
    นิยายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ชื่อนั้นสำคัญฉะไหนนะเอ้อ! ={}=!!
    คนน้อง...ขอให้เธอไปสู่สุขคตินะ...
    ซิซิฟัส...ในที่สุดนายก็ไม่ต้องทนทุกข์แล้วสินะ...สินะ...
    ควีเนเลีย...ขอโทษด้วยที่ฉันลืมเธอไป...เผลอคิดว่าคนที่ทำให้เฮเลนกลัวคือมาดอนน่า...
    รีเบล...เท่าที่เดาเราว่าอาจจะเป็นน้อง พี่ หรือใครก็แล้วแต่ที่ต้องเกี่ยวข้องกะบรีเอลไม่ทางใดก็ต้องทางหนึ่งแน่นอน!! ฟันธง?!
    #2783
    0
  3. #2691 reserection (@deva_dew) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 1 กันยายน 2555 / 14:44
    โครวิส  ติดจะเอิ่ม  นายมันฮาร์ดคอร์มากคับ  แล้วรีเบลคือใครอะ  ความลับความหลังเยอะกันจริงเจ้าพวกนี้
    #2691
    0
  4. #2688 The White Rose of Death (@nali-rabanos) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2555 / 21:32
    โครวิส ไอเมะซึนเอ๊ยยยยยยยยย
    #2688
    0
  5. #2687 Te-amo...Tomo (@te-amo) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2555 / 15:51
    เ่อ่อ... "รีเบล" นี่คือ??
    คงไม่ใช่ว่าบรีเอลเคยแดะปลอมตัวเป็นผู้หญิงจนทำให้โครวิสหลงรักหรอกนะ =[]=
    #2687
    0
  6. #2686 e_noo@beamnoi (@enoobeam) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2555 / 19:33
    รีเบลคือใครนิ
    #2686
    0
  7. #2685 megraylady (@megraylady) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2555 / 17:29
    โครวิสมีมุมเศร้าๆด้วยเหวย น่าสงสารมาก
    #2685
    0
  8. #2684 TONNAM' (@tonnamro) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 18:42
    โครวิสบรีเอ๊ลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล/กู่ร้อง
    โฮฮ เอาไปเลย เอาไป ใจเราเอาไปได้เลย !! ฮือออออออ
    ว่าแล้วว่าคู่นี้มัน ง่าาาา T////////////T !@#$%^&*() /ดีดโอดีสซีอุสทิ้งออกจากสารระบบ#ห็ะ
    ซิซิฟัสน่ารักกก ซึ้งจัง หวังว่าภาพที่เห็นมันจะเป็นเรื่องจริงนะคะ TvT
    ส่วนเรื่องของสิบสามดยุค.... ดยุคพวกนี้นี่ก็มีอะไรตล็อด.....
    เฮียมิคเป็นส่วนเกิน แงง ! ตอนแรกนึกว่ามาดอนน่าซะอีกค่ะ สรุปเป็นควีเนเลีย/ตอนแรกลืมเธอไปแล้ว...
    ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียใจเลย เป็นคำพูดที่ชอบมากเลยค่ะ :D
    #2684
    0
  9. #2683 preaw231 (@preaw231) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 16:51
    รีเบลเป็นใครกัน
    #2683
    0
  10. #2682 ก้อนเมฆ..&..น้ำฝน (@rattanawong) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 11:57
    เป็นการสารภาพรักที่โครตฮาร์ดคอร์=[]=!!!!!เพราะงี้ไงหนูถึงจิ้นโครวิส*บรีเอล=w=b(อยากอ่านฟิคบาปคู่นี้มากค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า)
    #2682
    0
  11. #2681 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 19:36
    พี่จ๋า น้องจ๋า
    เศร้ามากๆน้องจ๋านี่ให้ทถกอย่างแก่พี่เลยจริงๆสินะ...
    พี่จ๋าน่ะต้องตามไปเอาชื่อจากบรีเอลมาให้น้องตามสัญญานะ...
    #2681
    0
  12. #2672 MarshMalloW KinG (@bookachook) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2555 / 21:20
    ชอบการสนทนาของเหล่าดยุคมากเลยฮะ~เหมือนอยู่มาพันปีเอลซิคโผล่มาไวๆสิ *V*
    #2672
    0
  13. #2666 @ P i e r r o t ?™❖ (@black-fantasy) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2555 / 20:35
    ชื่อของลูกควีเนเลียเหมือนกับบรีเอลแน่ๆ งั้นถ้าเกินควีเนเลียมีอำนาจที่สุดในอาซิโดเลียก็แปลว่า
    มาดอนน่านี่ขึ้นจากตำแหน่งต่อจากควีเนเลียรึเปล่าอ่ะ?
    แล้วก็ๆอ่านแล้วมันปวดหัวจริงวุ้ย
    #2666
    0
  14. #2665 e_noo@beamnoi (@enoobeam) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2555 / 19:39
    เอลขา เมื่อไหร่จะออกมาาาาาาาาาาาาาา
    #2665
    0
  15. #2664 e_noo@beamnoi (@enoobeam) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2555 / 19:37
    เอลขา เมื่อไหร่จะออกมาาาาาาาาาาาาาา
    #2664
    0
  16. #2663 CharlotteTear (@goldfish43) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2555 / 09:06
    ซึ้ง... ซึ้งเกินไปแล้ว... คนน้อง...!! // หลบมุมไปร้องไห้ห้านาทีเต็ม
    อา...ดยุคแคสซิโอเปียคือควีเนเลียเหรอ นึกว่ามาดอนน่า ตกใจหมด = ='
    #2663
    0
  17. #2662 reserection (@deva_dew) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 20:00
    ต๊กใจหมดเลยนึกว่าจะเป็นมาดอนน่าซะอีกที่เป็นดยุคแห่งแคสซิโอเปียตัวจริง  แต่เป็นควีนี่ก็ดีนะเนี่ย  แล้วทำไมต้งทำเหมือนมิคกี้เป็นคนเซ่อซ่าด้วยนะ
    #2662
    0
  18. #2660 [SS.]Sweet Sugar (@keaw1542542) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 19:26
    ควีเนเลีย...

    ดยุคช่างโหดร้าย โฮก(?)

    เอลล่ะไปหนายยย!?
    #2660
    0
  19. #2659 pink-plan (@plan-ying) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 19:22
    เห!เซเฟอุสรักควีเนเลีย?แล้วเอลซิคล่ะ   ตกลงใครอายุเท่าไหร่กันแน่คะเนี่ย งง...หรือว่ารักข้ามรุ่น?
    #2659
    0
  20. #2658 megraylady (@megraylady) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 18:26
    ควีเนเลียกลับมาแล้ว
    #2658
    0
  21. #2657 PaNaTa [พานาตา] (@tototo) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 17:12
    บรีเอล...

    สับสนแล้ว โฮก....
    #2657
    0
  22. #2656 The White Rose of Death (@nali-rabanos) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 17:05
    ควีเนเลียมาแล้ว แล้วเอลซิคละ? แล้วทำไมควีนถึงเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ละ?

    เรื่องนี้เหมือนใกล้จะจบแล้ว แต่มันไม่ใช่! เหมือนมันเพิ่งเริ่มต้นใหม่สู่ปริศนาที่ซับซ้อนขึ้นเลยอ่ะ -0-



    #2656
    0
  23. #2648 Chocolate Black (@rattanawong) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 10:01
    ควีเนเลีย.....ควีนกลับมาแล้วโว๊ยยยย!!!!!!(ตะโกนให้ก้องโลก)
    #2648
    0
  24. #2647 Linea-Lucifer (@linea-lucifer) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 09:48
    ในที่สุดก็อัพแล้วนะคะ //
    #2647
    0
  25. #2646 reserection (@deva_dew) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2555 / 21:17
    แล้วพี่จ๋าเป็นไงต่อละค๊าาาาาา  ซิฟี่ก็อ่านะ  แกดราม่าตั้งกะคุยกะบรีเอลแระ  เป็นคนที่รั่วน้อยสุดในเรื่อง  หรือว่าเฮียแกไม่มีโอกาสรั่วหว๋า
    #2646
    0