คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #1 : Episodes I – Prologue
Prologue
- 001 -
เมื่อดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดก็เข้ากลืนกินทุกสิ่งสรรพ
แม้เป็นเวลาของราตรีกาลแต่นครโตเกียวก็ไม่เคยหลับใหล ภายใต้ผืนแผ่นเทาหม่นมองเห็นแสงสีวับแวมจากเบื้องล่าง มันทอระยับมาจากที่ๆอยู่ไกลลิบ ตามท้องถนนเอย ตามอาคารบ้านเรือนเอย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าภายใต้ความงดงามของแสงไฟที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดนั้น... จะมีความน่ากลัวแฝงอยู่....
“แฮ่กๆๆ!!” ลมหายใจหอบถี่ดังต่อเนื่องท่ามกลางความเงียบงัน
บนถนนสายเล็กฝีเท้าคู่หนึ่งดังก้องอยู่ภายในนั้น
ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่ง... วิ่งหนีจากอะไรบางอย่าง....
ชีพจรเต้นระรัว ได้ยินเสียงหัวใจที่ดังระส่ำอยู่ภายในอกคล้ายจะระเบิดเป็นชิ้นเนื้อ ใบหน้าขาวหยวกชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลยาวเป็นทางถึงกลางหลัง สายตาสาดส่องไปมามองหาหนทางที่จะไปต่ออย่างร้อนรน
พยายามพยุงสติของตนจนกว่าจะหลุดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้
เวรเอ้ย! ไอ้ตรอกนี่วกวนเป็นบ้า
“แฮ่กๆ!! ”
ตรงไปข้างหน้า...
“แฮ่ก...!!! ”
ตรงไปอีก.... ทางออกมันจะต้องมีแน่ๆ!
ฝีเท้าก้าวสับอย่างเร่งรีบไม่เป็นจังหวะ เด็กหนุ่มบังคับร่างอันสั่นเทิ้มของตนมุ่งตรงไปตามทางอย่างทุลักทุเล ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเข้าขั้นวิกฤต การประคองสติให้นิ่งถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก เพราะมันพร้อมที่จะแตกกระเจิงออกมาได้ทุกเมื่อ
สวบบบบบบบบบ!!!!!!!!
ไม่ทันได้ตั้งตัว.... ทั้งร่างก็ถูกบางอย่างซัดปลิวไปชนกำแพงดังอั่ก และบางอย่างที่ว่านั่นก็คือถังเหล็กที่ถูกเขวี้ยงปามาจากด้านหลัง แรงอัดเมื่อครู่แทบจะบดขยี้กระดูกของเขาจนแหลกละเอียด
เด็กหนุ่มนอนแผ่บนพื้นอย่างหมดสภาพภายหลังการโจมตีเพียงครั้งเดียวของ ‘มัน’
ราวกับเข็มที่ทิ่มแทงเข้าใส่ เพียงเสี้ยววินาทีความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวลก็แล่นริ้วไปทั่วทุกอนูร่างกาย ในยามที่ความหวาดกลัวเข้ากลืนกินจนถึงขีดสุด เขาก็ได้พบว่า ตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
“คิก คิก เละตุ้มเป๊ะ... คึๆๆ ก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องหนี~ เห็นไหมล่ะฉันบอกแล้วไม่เชื่อ ดูสิ ดูสภาพนายในตอนนี้สิ เละเทะไปหมด... เละไม่ต่างไปจากก้อนขี้ในส้วมเล้ยย!!! ฮ่าๆๆ”
น้ำเสียงแหลมเล็กดังงึมงำจากมุมอับสายตา
โทนเสียงดัดจริตสูงๆต่ำๆที่บีบเค้นจากลำคอผ่านริมฝีปากแดงหยาดเยิ้มฟังคล้ายกับคนเสียสติ
เสียงหัวเราะที่เสียดแหลมท่ามกลางความเงียบงันและจังหวะฝีเท้าที่ย่างใกล้เข้ามากระตุ้นอัตราการหายใจของเหยื่อที่นอนกองบนพื้นอย่างหมดทางหนี
ใกล้เข้ามาแล้ว.... ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ยามที่เรียวขาซีดเซียวก้าวพ้นเขตของความมืดมิด แสงสว่างจากเสาไฟก็สาดกระทบไปยังเรือนร่างโปร่งบางในชุดกระโปรงสีขาวยาวคลุมเข่า
เผยให้เห็นใบหน้านวลเนียนซึ่งปกคลุมไปด้วยเส้นผมรกรุงรังยาวสยายถึงกลางหลัง
และภายใต้ความยุ่งเหยิงนั้น... ปรากฏรอยแสยะอันแสนบิดเบี้ยวที่กำลังยิ้มรับให้กับ ‘เมนูอาหารค่ำ’ เบื้องหน้า นัยน์ตาแดงก่ำกราดมองเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์
พลันเรียวคิ้วทั้งสองก็กระตุกมุ่นเข้าหากัน รอยยิ้มเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
หล่อนกัดฟันกรอดตรงเข้าไปกระชากหัวเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง
“ชิส์! โธ่เว้ย....
โธ่เว้ย! โธ่เว้ย! ทั้งๆที่คิดว่าจะได้ลิ้มรสแกในสภาพที่ดูดีที่สุดแล้วแท้ๆ
แต่แกดันกลายเป็นขยะคลุกฝุ่นไปซะได้ แหวะไร้ค่า! ของแบบนี้ฉันกระเดือกไม่ลงหรอก เหม็นเหงื่อเป็นบ้า! อี๋ น่าหยะแหยง!!!” ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังพร้อมจิกทึ้งร่างกายอีกฝ่ายจนเกิดรอยแผลเหวอะหวะ
เมื่อพายุอารมณ์พัดผ่านไปหญิงสาวดูสงบลงทันตา ใบหน้าที่โงนเงนไปมาของหล่อนปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบอีกครั้ง
“เอาเถอะ~ ยังไงซะสิ่งที่ฉันสนใจมันก็อยู่ในนั้นนี่เนอะ คึๆๆๆ อยากฉีกท้องนั่นเป็นชิ้นๆแล้วยัดเครื่องในใส่ปากจังน๊าา ตับหวานๆ
ปอดนุ่มๆ แล้วก็หัวใจที่กำลังเต้นตุบๆ อ๊าาาา แค่คิดก็แทบจะคุมสติเอาไว้ไม่อยู่แล้ววว~”
“มะ...ไม่นะ...
ปล่อยฉัน... ไปเถอะ...” ทุกความหวาดกลัวกลั่นกรองเป็นถ้อยคำร้องขอชีวิตและหยดน้ำตา
แต่สำหรับเธอผู้หิวโหยแล้ว... มันเปล่าประโยชน์!
“เสียใจด้วยนะคะ ตอนนี้ท้องของฉันมันร้องประท้วงไม่ยอมหยุดเลย เธอเองก็น่าจะได้ยินนี่... ถือซะว่าเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะนะคะ!”
“ขะ----ขอร้องล่ะ…
ได้โปรด... อย่า.... อย่านะ ยะ-------อ๊ากกกกก!!!”
กร๊อบ... กร๊อบ....... แคว่ก.....!!!!
งึมงำ งึมงำ งึมงำ
“…จับสมการหนึ่งมาแทนในสมการสอง จากนั้นก็นำไปลบกับสมการสามบังเกิดเป็นสมการที่สี่ แล้วก็ย้ายเอมาคูณกับบีลบด้วยผลหารของซีและดีจากนั้นก็ถอดรากที่สามออกมา สำเร็จ! ในที่สุดก็ได้คำตอบ” สิ้นสุดเสียงพึมพำของเด็กสาวผมดำตัดสั้นหนังสือคณิตเล่มหนาก็ถูกพับเก็บลงใต้โต๊ะทันที ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆและเสียงบิดขี้เกียจอีกสองสามที
หลังเผชิญโจทย์เลขมหาโหดกว่ายี่สิบข้อ สมองของเธอก็แทบจะแหลกเหลวกลายเป็นวุ้นเละๆ อาจารย์นะอาจารย์! ส่งโจทย์มาแต่ละข้อไม่ดูสารรูปนักเรียนใหม่อย่างฉันเล้ย ฮือออออออ ล้าไปหมดทั้งกายและใจ
“เย่ๆ ทำเสร็จจนได้นะคะ เมกุมิ” เพื่อนสาวผมยาวเอ่ยขึ้นขณะเก็บกวาดรางชอล์กหน้าชั้นเรียน “เอาล่ะ ทางนี้ก็เสร็จแล้วเหมือนกัน!” พูดพลางเดินไปเทฝุ่นผงสีขาวออกจากที่โกย เธอคนนี้มีชื่อว่า ‘มุราตะ คาซึมิ’ แม่พระผู้ใจดีของฉัน ตั้งแต่ที่ย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ก็มีเธอเนี่ยแหละที่คอยช่วยเหลือและแนะนำอะไรหลายๆอย่างให้ พวกเราจึงสนิทสนมกันได้อย่างง่ายดาย
“เยี่ยม! ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านซะที” ว่าพลางจัดแจงข้าวของลงกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ “จะว่าไปตอนนี้กี่โมงแล้วนะ”
“หกโมงเย็นพอดีเลยค่ะ”
“เห!? หกโมงแล้วเหรอเนี่ย คาซึมิจังเรารีบกลับกันเถอะค่ะ” อาการใจเย็นเมื่อครู่อันตรธานหายไปในบัดดล หญิงสาวเปลี่ยนอิริยาบถของตนเป็นการกวาดโกยข้าวของลงกระเป๋าทันที แย่แล้ว... ในข่าวก็ย้ำนักย้ำหนาว่าให้รีบกลับบ้านก่อนมืดค่ำ ให้ตายเถอะยัยเบื๊อกเอ๊ยยย
เมื่อจัดการกับข้าวของทั้งหมดแล้วทั้งสองก็วิ่งแน่บออกจากห้องเรียนทันที
บรรยากาศยามเย็นอาบไล้ด้วยโทนอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่ริบหรี่ลงเรื่อยๆ เงาของคนสองคนทอดยาวไปตามทางเดินที่จวนเจียนจะมืดสลัวลงทุกที ตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผู้คนในย่านนี้ก็ดูจะบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนต่างหลบซ่อนตัว จมปลักอยู่กับความหวาดกลัวในฐานะของเหยื่อที่ถูกล่า
“พอผ่านโค้งนี้ไปเราก็แยกย้ายกันเหมือนเดิมนะคะ” บอกกับคาซึมิทั้งๆที่ยังมองตรงไปข้างหน้า “ฉันว่าเราเลื่อนเวลากลับให้เร็วขึ้นกว่านี้ดีไหมคะ? วันหลังจะได้ไม่ต้องมาวิ่งแบบนี้ ฮะๆ เหนื่อยจะแย่” เเค่นเสียงหัวเราะแห้งๆในลำคอขณะรอคำตอบจากอีกฝ่าย
“......…”
เงียบ... ไม่มีการตอบรับใดๆจากเด็กสาวอีกคน
“คาซึมิ?” เอี้ยวตัวกลับไปมองเพื่อนสาวที่ควรจะวิ่งตามมาติดๆ แต่ทว่า... ไม่พบใคร...
ขาทั้งสองข้างชะงักลงโดยอัตโนมัติ ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวปกคลุมรอบด้าน อะไรกัน... ที่ผ่านมาเราพูดอยู่กับตัวเองงั้นเหรอ หายไปไหนแล้ว? เธอหายไปไหน? คาซึมิ สีหน้าของเด็กสาวผมดำเริ่มไม่สู้ดีนัก เธอยืนนิ่งอยู่กับที่หันขวับไปมามองหาผู้เป็นเพื่อนอย่างร้อนรน
ไม่จริงน่า เมื่อกี้ยังอยู่ด้วยกันแท้ๆ
“อยู่ไหนน่ะคาซึมิจัง รีบออกมาเถอะค่ะ” ฝืนตะโกนออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงขานรับใดๆกลับมา จะมีก็เพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดเข้ามาตามซอยแคบๆราวกับอยู่ในหนังสยองขวัญก็ไม่ปาน แค่คิดก็ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
“มะ มันไม่ตลกเลยนะ หาย...
ไปไหนแล้วล่ะ...” ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดความกดดันก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ไรผมของเธอเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ขาสั่นพั่บๆ
หัวใจเต้นตุบๆ รู้สึกเกลียดตัวเองที่ได้แต่ยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่เเบบนี้
“อย่าเงียบสิ คาซึ---- // เมกุมิ...”
เสียงหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
ในเงามืดมิดปรากฏร่างอันแสนคุ้นตาของเธอคนนั้น
“คะ... คาซึมิ! นั่นเธอจริงๆด้วย
ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?!” ไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปสวมกอดร่างที่สูงกว่าด้วยความโล่งใจ
ถามไถ่อาการสารพัดด้วยความเป็นห่วง แต่ทำไม... เธอยังนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น...
“เป็นอะไรไปน่ะ? ทำไมถึงเงียบไปอย่าง---- อ๊ะ!! (O////O)” ร่างเล็กสะดุ้งรับทันทีที่ฝ่ามือเรียวเข้าลุกล้ำเรือนร่างของเธอ
ลูบไล้ช่วงล่างตั้งแต่โคนขาอ่อนขึ้นมาจนถึงเอวคอด
แรงโอบรัดที่มากขึ้นทำให้เธอเริ่มหายใจไม่ออก
ไม่ว่าจะพยายามผลักหรือว่าดันยังไงก็ไม่สามารถเอาชนะแรงอีกฝ่ายได้เลย
“อึก...จะทำอะไรน่ะ...”
เค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก เนินอกและเรือนร่างที่เบียดชิดเข้ามามันทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
ยิ่งทั้งคู่อยู่ในที่ที่ทั้งมืดและเปลี่ยวจนแทบจะมองไม่เห็นกันแบบนี้ ยิ่งไม่มีทางรู้เลยว่าใบหน้าที่ก้มงุดของอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้าแบบไหน
“อืม...
ช่างเป็นเรือนร่างที่นุ่มนิ่มจริงๆ แถมยังมีกลิ่นหอมจางๆอีกด้วย อาาา น่ากินจังน๊า~
ชักทนไม่ไหวแล้วสิ...” สันจมูกลากไล้ไปทั่วลำคอขาวเนียนอย่างอ้อยอิ่ง ลมหายใจอุ่นพ่นรดเนื้ออ่อนๆอย่างแผ่วเบา สูดดมกลิ่นกายเย้ายวนอย่างพึงพอใจ “นี่ๆ~
เมกุมิจังจะเคยสงสัยมั้ยน๊าว่าทำไมฉันถึงต้องพยายามเข้าหาพวกนักเรียนใหม่อย่างเธอเป็นพิเศษ”
คำถามแปลกๆถูกยิงมาอย่างผิดที่ผิดเวลาประกอบกับน้ำเสียงที่เริ่มเย็นเยียบไร้ความรู้สึกของเธอทำให้ฉันเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
“มะ----หมายความว่ายังไงกันคะ?” การสนทนาของฉันเริ่มติดขัด เนื้อตัวที่ชื้นเหงื่อเริ่มสั่นเทิ้มไปด้วยความกลัว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“แล้วรู้ไหมคะ ว่าทำไมฉันถึงต้องตามประกบเอาอกเอาใจเธอแทบทุกที่ทุกเวลา”
คาซึมิเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง “ก็เพื่อหลอกให้ตายใจแล้วค่อยลากมาเชือดทิ้งยังไงล่ะคะ คุณอาหารของฉัน!!”
ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับกระชากหัวของฉันเข้าไปหาเธอเต็มแรง และวินาทีนั้นเอง...
โลกทั้งใบก็หยุดนิ่งลง
“...!!!!! คะ...... คะ... คา..คาซึ---!!” ราวกับถูกช๊อตด้วยไฟฟ้าจนทั้งร่างกระตุกเกร็ง ดวงตาเบิกโพลง ลมหายใจขาดห้วง
อ้าปากค้างด้วยความช็อกสุดขีด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ
นัยน์ตาสีแดงก่ำที่จ้องเขม็งมาอย่างไม่ลดละ ริมฝีปากซีดเซียวที่ชุ่มโชกด้วยน้ำลายที่ไหลย้อยลงมาไม่ขาดสาย ไม่จริง...
ไม่จริงใช่ไหมคาซึมิ เธอ... เธอเป็นผีดิบ!!!!
กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีโลกทั้งใบก็หมุนติ้วไปหมด
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว ฉันรวบรวมพละกำลังทั้งหมดผลักไสเธอออกไป
ทั้งจิกข่วนและทุบตีหวังว่ามันจะสร้างความเจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายไม่มากก็น้อย
“จิ๊! จะดิ้นแด่วๆอะไรนักหนาวะ พลั่ก!” ดูเหมือนว่าการขัดขืนของฉันคงทำได้เพียงแค่สร้างความรำคาญให้ก็เท่านั้น
คาซึมิเหวี่ยงร่างฉันอัดเข้ากำแพงอย่างไม่ปราณี ปีศาจร้ายในคราบของเพื่อนสาว
คนที่ฉันรักและไว้ใจที่สุดค่อยๆเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ฮิฮิ~ ช่างเป็นค่ำคืนที่งดงาม!” ผู้เป็นเพื่อนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้ขาถีบเข้าที่กลางอกจนเด็กสาวหงายหลังลงไปกองกับพื้น
เสียงร้องครวญครางทำให้ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“อะไรกันๆ
ทำไมต้องทำหน้าตาสิ้นหวังแบบนั้นกันคะ?” เธอแสร้งทำท่าทีเห็นอกเห็นใจ “ไม่รู้สึกดีบ้างรึไงที่จะได้ตายเพื่อฉันน่ะ? ทั้งๆที่ฉันอุตส่าห์ยอมเป็นเพื่อนกับเธอตั้งหลายวันแท้ๆ ไม่คิดจะตอบแทนกันหน่อยเหรอ? จิตใต้สำนึกน่ะมีไหม หื้ม?”
หูของฉันอื้ออึงไปหมด
สายตาก็เริ่มพร่ามัว ทั้งตัวรู้สึกชาจนไม่สามารถขยับไปไหนได้
นี่สินะความรู้สึกของคนที่กำลังจะตาย มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
“คะ..ใครก็ได้... ช่วยที...” ประโยคแหบแห้งเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา น้ำใสๆไหลทะลักออกมาจากตา มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ นี่เราจะต้องมาตายในที่แบบนี้งั้นเหรอ ไม่เอานะ ไม่อยากตาย ความคิดต่างๆนานาประดังประเดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน ทั้งความสิ้นหวัง ทั้งความเจ็บปวด อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
“เธอคงจะเพิ่งเคยเห็นเขี้ยวเล็บผีดิบอย่างฉันเป็นครั้งแรกล่ะสิท่า โอ๋... ไม่เป็นไรนะ ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนรักกัน ฉันจะบรรจงกินเธอเอง จะฉีกกระชากอย่างอ่อนโยนให้เองค่ะ! ฮึๆ ทีนี้ก็...” ผลึกบางเบาก่อตัวรายล้อมท่อนแขนที่เหยียดออก ปรากฏเป็นใบมีดคากุเนะ
“เตรียมตัวตายได้แล้ว!!!” สิ้นสุดประโยคผีดิบผู้หิวโหยก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็ว
ง้างอาวุธสังหารขึ้นสูงและ...
ฉัวะ!!!!!
t a l k .
เป็นพลอตมั่วที่เนรมิตขึ้นมาเพื่อสนองนีทล้วนๆ
หวังว่าจะสนุกกันนะคะ ขอให้ชอบ ขอให้โดน 5555
กำหนดการไม่มีค่ะ ถ้ามีไอเดียจะมาลงต่อแน่นอน!
** อย่าลืมคอมเมนท์ให้กำลังใจกันด้วยนะ <3
*002 Loading..
ความคิดเห็น