เสน่หาซาตานร้อยเล่ห์ [ฉบับรีไรต์ 2015]

ตอนที่ 2 : พี่ชายของตะวัน (ฉบับปรังปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    4 ก.ค. 58

1

 

เขาใหญ่ สิบปีที่แล้ว

บ้านไม้หลังใหญ่ขนาดสี่ห้องนอนตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาลูกเล็ก ตัวเรือนทำด้วยไม้สักงดงาม ด้านหลังของบ้านมีทะเลสาบย่อมๆ และเฉลียงสำหรับนั่งเล่น  ประมาณราคาคร่าวๆ ของบ้านนี้ ผู้เป็นเศรษฐีเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง

ชวพล ชิดชมพูและครอบครัว ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้มีบ้านสองหลัง หลังแรกอยู่ในกรุงเทพฯ มหานครแห่งธุรกิจที่เขาประกอบกิจการอยู่ อีกหลังหนึ่งที่เขาเพิ่งซื้อมาเมื่อไม่นานนี้ ก็คือเรือนไม้หลังที่กำลังพำนักอยู่นี่เอง

ขณะที่เศรษฐกิจบ้านเมืองตกต่ำ แต่กิจการส่งออกเสื้อผ้าของชวพลกลับรุ่งเรืองทำกำไรให้เขาอย่างมหาศาล เขาตัดสินใจซื้อบ้านบนเขาใหญ่เพื่อจะใช้เป็นที่พักผ่อนในวันหยุด หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง สามพ่อแม่ลูก ชวพล ภัทราและเด็กหญิงพิมตะวัน  ชิดชมพูผู้เป็นลูกสาวคนเดียวของเขาชื่นชอบการมาพักผ่อนที่บ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลูกสาวที่ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้มาวิ่งเล่นที่นี่

ในละแวกใกล้เคียงกันนี้มีบ้านไม้สามหลังปลูกอยู่  ขนาดไม่ใหญ่โตเท่ากับบ้านชิดชมพู แต่ก็ดูน่ารักอบอุ่นไปอีกแบบ หลังแรกเป็นของนายช่างอายุสี่สิบปลายๆ ผู้สร้างบ้านไม้ที่ชวพลซื้อมานั่นเอง นายช่างและครอบครัวรับหน้าที่ดูแลบ้านหลังนี้ตลอดเวลาที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ทุกคนในครอบครัวจึงพร้อมใจกันเรียกชวพลว่า นาย ด้วยความเคยชิน ส่วนหลังที่สองและสามนั้นชวพลไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เพราะเหล่าเจ้าของบ้านก็ซื้อไว้เพื่อมาพักผ่อนเช่นเดียวกัน จึงไม่ค่อยพบเจอและทำความรู้จักกัน

 

เด็กหญิงพิมตะวัน ชิดชมพู วัยเก้าขวบกระโดดโลดเต้นเพียงลำพังอยู่ใต้ต้นลีลาวดี นึกสนุกยื่นมือขึ้นไปหวังจะเด็ดดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมมาให้ได้ แต่เพราะขาสั้นป้อมของเธอทำให้สะดุดล้ม ลูกบอลยางใบโปรดที่วางนิ่งอยู่ใกล้ตัวก็กลิ้งหลุนๆ ลงไปตามพื้นหญ้า ก่อนจะตกลงไปในทะเลสาบจนได้ เด็กหญิงวิ่งไล่ตามลูกบอลไป แต่ทางที่ลาดชันทำให้เธอเบรกเท้าไม่อยู่ จนกระทั่ง...

ตู้ม!

ร่างของเด็กหญิงตกลงไปในน้ำที่ไม่ได้ลึกมาก แต่ความสูงของเด็กน้อยเพียงร้อยเซนติเมตรนิดๆ ทำให้ร่างเธอจมมิดน้ำไปทันที เด็กหญิงที่เพิ่งจะฝึกว่ายน้ำได้เพียงไม่กี่ครั้งพยายามตีน้ำ ดีดขา ลอยคอ ตะโกนขอความช่วยเหลือ ปากก็สำลักน้ำไป ตะโกนไป

ช่วยด้วย! ช่วยตะวันด้วย แค่กๆ ตะวันจมน้ำ ใครก็ได้ช่วยด้วย เธอตะโกนสุดเสียง เริ่มมีอาการเหนื่อยอ่อนจากการใช้พละกำลังมากไป หากไม่มีใครมาช่วยในอีกหนึ่งนาทีนี้ เธอต้องจมน้ำไปแบบไม่มีใครเห็นเป็นแน่

ตู้ม...

เสียงน้ำที่กระจายอยู่ใกล้ตัวและความรู้สึกถึงบางสิ่งเคลื่อนลงน้ำทำให้เด็กหญิงมีความหวัง บางสิ่งที่ว่านั้นคือใครคนหนึ่ง ที่ตะเกียกตะกายคว้าตัวเธอไว้แล้วลากขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

เด็กหญิงสำลักน้ำ นอนนิ่งราบไปบนผืนหญ้า หายใจหอบอยู่หลายนาทีด้วยความโล่งใจ

น้องครับ น้องไม่เป็นไรแล้วนะครับ ไม่จมน้ำแล้วเสียงเด็กชายผู้ช่วยชีวิตพูดเรียกสติ พิมตะวันลืมตาขึ้น เห็นผู้ช่วยชีวิตก้มมองอยู่ ผมสั้นรองทรงสูงมีน้ำหยดลงเป็นระยะ เธอกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะกระเถิบตัวลุกขึ้นมองเขาเต็มตา

“พี่ชายช่วยตะวันไว้ ขอบคุณค่ะ ไม่อย่างนั้นตะวันจมน้ำไปแล้วแน่ เด็กหญิงยิ้มพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณผู้ช่วยชีวิต

ไม่เป็นไรหรอก พี่น่ะเป็นนักว่ายน้ำของโรงเรียน เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก แล้วน้องทำไมถึงตกน้ำล่ะ

ตะวันจะไปเก็บลูกบอล แต่ตกลงไปซะก่อนเธอยิ้มแหยๆ สารภาพผิด เด็กชายอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกึ่งหัวเราะกับสภาพเปียกปอนของเธอ

แล้วพี่ชายชื่ออะไรคะ ตะวันจะได้เรียกถูกเด็กหญิงแก้มยุ้ยเอียงคอถาม

แล้วเราล่ะ ชื่อตะวันใช่ไหมเขาถามกลับ คนถูกถามพยักหน้า

คุณแม่ชอบเรียกว่าตะวัน แม่บอกว่าตะวันเหมือนดวงตะวันของแม่เธออธิบายเจื้อยแจ้ว ใบหน้าที่ซีดจากการจมน้ำเริ่มเรื่อสีขึ้นมาบ้าง

พี่ชื่อคี... เอ่อ พัตติยะครับ เรียกว่าพัตดีกว่า เด็กชายวัยสิบห้าปีโกหก แอบอ้างชื่อเพื่อนคนหนึ่งของเขาแทน เนื่องมาจากคำสั่งห้ามของบิดา ที่ไม่ให้มาเดินเล่นคนเดียวในละแวกนี้ เพราะโกรธเคืองที่ถูกตัดหน้าซื้อบ้านหลังนี้ไปก่อน บิดาประกาศจะไม่ขอทำความรู้จักกับเจ้าของบ้านหลังใหญ่ตลอดไป คีตภัทรที่ชอบขัดคำสั่งท่านด้วยการมาเดินเล่นที่ทะเลสาบนี้เป็นประจำ จึงต้องอำพรางตัวตามวิสัยคนฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขามาแล้วพบว่ามีคนอยู่ เพราะปกติแล้วทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบไร้ผู้คน เขาจึงชอบมาว่ายน้ำหาความสงบอยู่ที่นี่โดยไม่มีใครรู้เสมอๆ

เปียกอย่างนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหมเขาถาม คนที่เรียกตัวเองว่าตะวันส่ายหน้าดุ๊กดิ๊ก

ไม่กลับ คุณแม่ต้องรู้แน่เลยว่าตะวันตกน้ำป๋อมแป๋ม ตะวันกลัวว่าจะไม่ได้มาที่นี่อีก

แล้วอย่างนั้นจะทำยังไงล่ะเขาเลิกคิ้ว สังเกตได้ว่าเด็กหญิงตัวเล็กนี้ช่างพูดช่างคิดดีจริง

ทำไมตัวเปียกแล้วต้องเป็นหวัดด้วยล่ะออกปากถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น

เพราะว่าตัวเปียกแล้วจะทำให้ตะวันหนาว พอตะวันหนาวก็จะฮัดชิ้วไง คีตภัทรอธิบายง่ายๆ เพราะถ้าอธิบายตามหลักความเป็นจริงอย่างที่เขาเคยเรียนมา เกรงว่าเด็กหญิงจะต้องตั้งคำถามอีกล้านแปดแน่ๆ

ถ้าอย่างนั้นตะวันยืนตากแดดอย่างนี้ ก็จะไม่หนาว แล้วก็ไม่เป็นหวัดใช่ไหม?” เธอยืนขึ้น กางแขนออก เงยหน้าหลับตา ราวกับจะรับพลังจากแสงอาทิตย์

ไม่เป็นหวัด แต่จะไข้ขึ้นน่ะสิ คนฟังยิ้มขำ

เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปเอาผ้าขนหนูมาให้ ตะวันรออยู่ตรงนี้ได้ไหมพูดพลางยืนขึ้น ทว่าคนฟังจับแขนรั้งเขาไว้

ไม่เอา ตะวันไม่อยากอยู่คนเดียว ตะวันกลัว ให้ตะวันไปด้วยนะ นะนะ

ก็ได้ แต่เดินไกลหน่อยนะเด็กชายจำยอมกับท่าทีขี้อ้อนของเธอ ก่อนจะตัดสินใจเดินนำเด็กหญิงพิมตะวันกลับมาบ้านของตัวเอง

รออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี่ยวพี่มาเด็กชายเดินเข้าบ้าน แล้วออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูลายการ์ตูนผืนใหญ่ เด็กหญิงรับไปหุ้มตัวไว้

นี่บ้านพี่ชายเหรอคะ น่ารักจังถามพลางมองไปรอบๆ บริเวณบ้านไม้สักหลังงามอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอมากนักอย่างสนใจใคร่รู้

ใช่ แต่ตอนนี้เราออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อมาเห็นเข้าเหตุผลอะไรเด็กหญิงไม่จำเป็นต้องรู้ ดังนั้นก่อนจะมีคำถาม เขาก็เร่งจูงมือเธอเดินลัดทะเลสาบมายังที่เดิม

ดีจังที่มีพี่ชายเป็นเพื่อนด้วย ตะวันไม่ค่อยมีเพื่อนเวลาอยู่ที่นี่ เพราะไม่ได้มาบ่อย แล้วพี่ชายล่ะ อยู่ที่นี่เหรอคะ

เปล่าหรอก พี่อยู่ที่กรุงเทพฯ น่ะ มาไม่บ่อยเหมือนกัน

เรื่องของเขาและบ้านหลังนี้นั้นเกิดจาก ก่อนที่แม่จะเสียชีวิต พ่อเคยตั้งใจว่าจะซื้อบ้านหลังใหญ่นั้นไว้เป็นบ้านพักของแม่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพราะเธอเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย แต่บ้านที่หมายตานั้นกลับถูกเศรษฐีใหม่อย่างชวพลชิงตัดหน้าซื้อไปเสียก่อน ทำให้พ่อของเขาผิดหวังอย่างมาก ถึงกับออกปากว่าไม่ให้คีตภัทรเข้าใกล้บ้านหลังนั้นอีกเป็นอันขาด

หลังจากนั้นจึงซื้อบ้านหลังหนึ่งในละแวกใกล้เคียงแทน แต่เพื่อมาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ธุรกิจที่กำลังวิกฤติเพราะสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวงเช่นคนอื่นๆ

เหมือนกันเลย ถ้าอย่างนั้นเมื่อไรที่พี่มา พี่มาหาตะวันที่นี่ได้ไหม มาเล่นกับตะวันนะ ตะวันอยากมีเพื่อนเล่น ให้ตะวันเรียกว่าพี่ชายได้ไหม เธอเกาะแขนคนที่เรียกว่าพี่ชายอย่างน่าเอ็นดู

ได้สิ น้องตะวันของพี่ชายอาจเป็นเพราะคีตภัทรเองก็เป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องสาว จึงรับเธอไว้เป็นน้องสาวอย่างเต็มใจ เอาอย่างนี้ ถ้าเรามาที่นี่เมื่อไร เรามาเจอกันตรงนี้นะ เขาชี้ไปที่ระเบียงไม้ที่ยื่นลงไปในน้ำ ที่ซึ่งเด็กชายได้ช่วยชีวิตเด็กหญิงขึ้นมา คนฟังพยักหน้าหงึกหงักพร้อมยิ้มกว้างดีใจ

หลังจากพบกันครั้งนั้น คีตภัทรและพิมตะวันก็พบกันอีกทุกครั้งที่ได้มาพักผ่อนที่เขาใหญ่ในเวลาที่ตรงกัน พูดคุยกันสนุกสนาน บางครั้งเมื่อเธอมาที่ท่าน้ำแห่งนี้แล้วไม่พบเขา เธอก็มักจะผูกผ้าเช็ดหน้าไว้ที่เสาไม้ของท่าน้ำบอกเขาเสมอ หากสามสี่เดือนที่ผ่านมานี่พิมตะวันไม่ได้เจอเขาอีกเลย จำนวนผ้าเช็ดหน้าเริ่มจะเยอะขึ้น พิมตะวันเริ่มงอแงพานคิดไปว่าเขาเบื่อเขาใหญ่และไม่อยากมาอีกแล้ว เด็กหญิงมักจะนั่งร้องไห้อยู่ที่ท่าน้ำอยู่เป็นประจำ

ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้สิคนสวยเสียงคุ้นเคยที่ดังจากด้านหลังทำให้เธอหันไปมองในบ่ายวันหนึ่ง เธอเช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วลุกขึ้นยืนพลัน

ตะวันโกรธพี่ชายแล้ว พี่ไม่ยอมมาหาตะวันตั้งนานแน่ะ!” เธอตัดพ้อ เชิดหน้าไปอีกทางด้วยความงอน

วันนี้พี่มาแล้วไง เห็นนี่ไหม พี่เอาตุ๊กตาหมีที่น้องตะวันชอบมาฝากด้วยบอกเสียงอ่อยพร้อมกับยื่นตุ๊กตาหมีขนปุยขนาดใหญ่กว่ามือมาให้เธอ สาวน้อยปาดน้ำตาแล้วรับตุ๊กตาอย่างง่ายดาย เด็กชายที่ตอนนี้พ้นสิบห้าปีกลายเป็นชายหนุ่มแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาซับน้ำตาให้เธออีกที

นี่มันผ้าเช็ดหน้าของตะวันนี่ พี่ชายเก็บมันไว้ด้วยเหรอคะ

พี่เก็บมันไว้ทุกผืนจ้า แต่ที่เห็นผูกอยู่นี่น่ะ คือไม่ได้มาหาจริงๆว่าพลางบุ้ยใบ้ไปทางเสาที่ตอนนี้มีผ้าเช็ดหน้าสามสี่ผืนผูกอยู่

พี่ไม่คิดถึงตะวันแล้วใช่ไหม ถึงไม่ยอมมาหาเธอตัดพ้อราวกับเด็กแก่แดด คนฟังได้แต่ยิ้ม ไม่ได้ปริปากพูดอะไร

ธุรกิจของตระกูลวาทวงศ์ที่ซวนเซมานาน วันนี้ถึงเวลาล่มสลายแล้ว บิดาของคีตภัทรถูกฟ้องล้มละลายหลังจากธุรกิจปิดตัวไป จึงเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว คีตภัทรที่ยังอยู่ในวัยเรียนไม่สามารถจะช่วยเขาได้ดีไปกว่าการให้กำลังใจผู้เป็นบิดา

โชคยังดีที่บิดามีเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่ง นายนอร์เบิร์ต ลูเธอร์ เคนซิงตันรับปากจะช่วยเหลือในสิ่งที่ทำได้กับเพื่อนที่เคยเป็นคู่ค้าทางธุรกิจมายาวนาน เขาเสนอที่จะรับบุตรชายคนเดียวไปเลี้ยงดู ซึ่งบิดาของคีตภัทรก็เต็มใจยกให้ทันที

ช่วงมรสุมชีวิตที่ผ่านมาทำให้คีตภัทรไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้มาพักผ่อนที่เขาใหญ่อย่างที่เคยมาเป็นประจำ เพราะเขาต้องเตรียมตัวเดินทางไปอยู่ประเทศอังกฤษเป็นการถาวร วันนี้บิดาของเขากลับมาที่เขาใหญ่เพื่อจะขายบ้านที่มีอยู่ทอดตลาด เพราะจำเป็นต้องใช้เงิน บ้านพักตากอากาศจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เด็กชายรบเร้าขอมาด้วยเพราะอยากมาอำลาสาวน้อยเพื่อนเล่นเป็นครั้งสุดท้าย

ถ้าพี่ไม่อยู่แล้ว น้องตะวันจะเล่นกับใครเขาพึมพำขึ้นมาในความเงียบ เสียงที่ไม่เบานักทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

แล้วพี่ชายจะไปไหนเหรอเด็กหญิงถามอย่างไร้เดียงสา มือยังกอดตุ๊กตาหมีไว้แน่น

พี่ต้องไปนู่น ไปไกลมากเลย คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว

ไม่จริงอะ พี่ชายไม่มีวันทิ้งตะวันไปไหนหรอกพิมตะวันเริ่มเบ้หน้า

พี่ไปจริงๆ พี่จะไปเรียนที่ต่างประเทศ นั่งเครื่องบินไป หนีกลับมาไม่ได้หรอกเขาอธิบายอย่างใจเย็น

แล้วทำไมต้องไปเรียนต่างประเทศด้วยล่ะ

เอาอย่างนี้นะ พี่สัญญาถ้าเรียนจบแล้ว พี่จะกลับมาหาน้องตะวันเขาบอกพลางลูบศีรษะตุ๊กตาหมี

พี่ไปไม่นานหรอก ตะวันรอพี่ได้ไหม

แต่ตะวันไม่อยากให้พี่ไปเธอบอกเสียงสั่นเครือ มือน้อยๆ ยกขึ้นปาดน้ำตา จากนั้นก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง ถ้าพี่ไปแล้วตะวันจะเล่นกับใคร

เอาเป็นว่า ถ้าตะวันคิดถึงพี่ก็พูดกับเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็แล้วกัน คิดซะว่ามันเป็นตัวแทนของพี่ จะได้อยู่ใกล้ๆ ตะวันตลอดไงเขาปลอบ ไม่นานเธอก็เงียบเสียง เพราะร้องไห้จนเหนื่อยและหลับไปนั่นเอง

เด็กชายช้อนศีรษะของคนหลับมาหนุนตัก เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มาเล่นและพูดคุยกับเด็กหญิง อนาคตไม่รู้ว่าเขาจะได้กลับมาหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเขาจะได้เจอเธออีกไหม คิดๆ แล้วก็ใจหาย คล้ายกับรู้สึกผูกพันกับเธอคนนี้ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเด็กหญิงตื่นเพราะเสียงเรียกของมารดาที่ดังใกล้เข้ามา เธอรีบลุกแล้วหันไปจะกลับบ้าน

คุณแม่มาตามแล้วพี่ชาย ตะวันไปก่อนนะ ตะวันจะคิดถึงพี่ชาย ถึงเราจะไม่เจอกันแต่ตะวันจะคุยกับเจ้าตุ๊กตานี่ทุกวันเลย พี่ชายไม่ต้องห่วง โชคดีค่ะ บ๊ายบาย ท่าทีที่ตื่นขึ้นมาอย่างสดใสและคำพูดที่ดูเข้มแข็งทำให้เขาอุ่นใจ ชายหนุ่มตอบรับได้ครึ่งคำแล้วก็ได้แต่จ้องมองเด็กหญิงวิ่งกลับเข้าบ้านไปด้วยหัวใจที่รู้สึกเจ็บแปลบ

พี่ก็จะคิดถึงตะวัน

 

ห้าเดือนต่อมา

เด็กหญิงพิมตะวันอายุสิบขวบนั่งเล่นอยู่ที่ท่าน้ำในบรรยากาศที่เคยชิน ห้าเดือนแล้วหลังจากพี่พัตติยะของเธอเอ่ยปากลา คิดถึงเขาทีไรเธอก็มักจะมานั่งตรงนี้อยู่เสมอ ดีที่กรุงเทพฯ กับเขาใหญ่ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไร เธอจึงรบเร้ามารดาให้มาพักผ่อนที่นี่อยู่เสมอๆ

มานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวอีกแล้ว ตะวันของแม่เสียงมารดาปลุกเธอจากภวังค์ เด็กสาววิ่งเข้าไปกอด

แม่จ๋า ตอนที่พ่อไปฝรั่งเศส แม่คิดถึงพ่อไหมคะ?” เธอถาม

คิดถึงสิลูก แต่คิดถึงก็โทรหา เอ๊ะ พูดอย่างนี้ คิดถึงใครอยู่เหรอมารดาตอบ

ตะวันคิดถึงเพื่อนที่นี่ค่ะ เขาไม่อยู่แล้ว ตะวันไม่รู้จะเล่นกับใคร อย่าว่าแต่โทรศัพท์ไปเลย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไปอยู่ที่ไหน

เพื่อนๆ ตะวันที่กรุงเทพฯ มีตั้งเยอะแยะ ถ้าเหงาหนูก็ไปเล่นกับวีวี่ก็ได้นี่ ไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้

หนูคงไม่มาอีกแล้วค่ะ จนกว่า...เอ่ยพลางสบตามารดา จนกว่าพี่พัตจะกลับมา เธอบอกตัวเองในใจ มารดาได้แต่เลิกคิ้วสงสัย

จนกว่าตะวันจะเบื่อกรุงเทพฯ ที่สุดนั่นละค่ะเด็กหญิงบ่ายเบี่ยงแล้วหัวเราะคิกคัก

ตะวันของแม่ แม่มีเรื่องจะบอกหนูคนพูดโอบลูกสาวไว้ เด็กหญิงทำหน้ามุ่ยเพราะสีหน้าของมารดาดูจริงจังขึ้นมา

ต่อไปนี้ ลูกต้องเรียกแทนตัวเองว่าพิม แทนคำว่าตะวันอย่างที่เคยนะจ๊ะ ทั้งกับแม่และกับคนอื่น

ทำไมล่ะจ๊ะแม่ ตะวันไม่ใช่ดวงตะวันของแม่แล้วเหรอจ๊ะเด็กน้อยขี้สงสัยถาม มารดาอึกอักไม่รู้จะตอบคำถามลูกสาวอย่างไร

หลังจากเธอรู้มาว่าสามีกำลังแอบนอกใจเธอไปมีภรรยาน้อยคนหนึ่ง เธอรู้เรื่องจากคนขับรถของเขาที่เป็นห่วงและจงรักภักดีกับครอบครัวชิดชมพูมาตลอดทนไม่ได้ที่นายใหญ่มีพฤติกรรมเช่นนี้

ผู้หญิงคนนั้นชื่อ ปานตะวัน  ใช่! ตะวันที่เธอได้ยินเขาคุยทางโทรศัพท์บ่อยๆ ไม่ใช่ลูกสาวของชวพล แต่เป็นภรรยาน้อยที่เขาแอบมีมาเป็นเวลานาน

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลูก แต่เพราะว่า...เอ่อ...เพราะว่าชื่อพิมน่ะ น่ารักกว่าชื่อตะวันตั้งเยอะ สั้นกว่าด้วย แล้วก็ยังมีคนชื่อพิมน้อยกว่าชื่อตะวันซะอีก มารดาหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง แท้จริงแล้วเธอไม่ต้องการให้ลูกสาวรู้ นางเกลียดทุกครั้งที่เรียกชื่อตะวัน เกลียดถึงขนาดต้องเปลี่ยนแปลงชื่อลูกสาวของตัวเอง ลูกสาวของเธอจะต้องชื่อไม่เหมือนกับภรรยาน้อยข้างถนนนั่น!

แล้วคุณแม่กับทุกๆ คนก็จะเรียกตะวันว่าพิมตั้งแต่ตอนนี้ไปใช่ไหมคะสาวน้อยถาม

จ้า น้องพิมมารดาตอบ

ว้า ไม่ชินเลย แต่ก็ตกลงค่ะ คุณแม่เรียกตะวัน เอ๊ย เรียกพิมว่าอะไร พิมก็ยังเป็นลูกคุณแม่อยู่ดีเด็กหญิงบอกพร้อมรอยยิ้มแก้มบุ๋ม

พิม พิมตะวัน ชิดชมพูคนได้ชื่อใหม่เอ่ยเจื้อยแจ้วอารมณ์ดี ไม่เห็นว่าการเปลี่ยนชื่อจะมาเปลี่ยนความรู้สึกเธอได้อย่างไร

 

สามวันหลังจากกลับจากเขาใหญ่ พิมตะวันที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นเรียนประถมได้รับข่าวร้ายจากคนขับรถของบิดาที่มาส่งข่าวเธอถึงหน้าประตูห้องเรียน

คุณหนูตะวัน ทำใจดีๆ ตั้งใจฟังที่ลุงจะพูดให้ดีนะลุงเอกเกริ่น

เรื่องอะไรเหรอคะ

คือคุณพ่อกับคุณแม่หนู...ท่านทั้งสอง เสียชีวิตแล้วครับ

หนึ่งนาทีนานเหมือนชั่วกัลป์ กว่าข้อมูลจากลุงเอกจะซึมเข้าสมองของพิมตะวัน

ลุงเอกว่ายังไงนะคะ พ่อกับแม่ อะไรนะคะเด็กหญิงถามย้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าความจริงมันไม่ใช่อย่างที่เธอได้ยินและเข้าใจ

ท่านเสียชีวิตแล้วครับ เพราะอุบัติเหตุรถชน เมื่อตอนเที่ยงนี้ครับ คนขับรถทวนรายงาน รายละเอียดนั้นไม่ได้แจงให้เด็กหญิงวัยสิบขวบทราบ

ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่จากที่คนเห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟัง เอกรัตน์ก็พอจะนึกออกว่ามูลเหตุของอุบัติเหตุนี้คืออะไร คุณผู้หญิงชิดชมพูเข้าบริษัทมาก่อนเที่ยง อ้างว่าจะไปทานข้าวกับคุณผู้ชาย โดยที่ให้คุณผู้ชายขับรถเอง แต่พอไปได้ไม่ไกลนักก็เกิดอุบัติเหตุรถวิ่งชนเสาไฟฟ้าแล้วเหวี่ยงกระเด็นตกไปข้างทาง เป็นเหตุให้คนในรถเสียชีวิตทันที

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่ารถเบนซ์คันหรูส่ายไปส่ายมาอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้า เอกรัตน์เดาว่าคุณผู้หญิงคงทะเลาะกับคุณผู้ชายเรื่องภรรยาน้อย จึงเกิดการแย่งพวงมาลัยกันจนเป็นเรื่อง เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเพราะว่าเขาเองเป็นคนบอกคุณผู้หญิงเรื่องภรรยาน้อย ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

เด็กหญิงพิมตะวันช็อกมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น มันเร็วเกินไปจนเธอตั้งรับไม่ทัน น้ำตาแห่งความเสียใจและสูญเสียไหลออกมาเป็นทาง

ไม่จริงใช่ไหม ลุงเอกบอกตะวันสิว่ามันไม่จริง พ่อกับแม่ยังไม่ตาย พ่อกับแม่ยังตายไม่ได้! ลุงเอกบอกตะวันสิ ฮือๆๆมือน้อยเขย่าแขนคนขับรถ พร่ำภาวนาให้ข่าวร้ายนี้เป็นแค่ความฝัน ที่พอตื่นขึ้นมาแล้วจะเจอความจริงที่ไม่โหดร้าย เอกรัตน์โอบตัวคุณหนูของเขาไว้ คุณหนูที่น่าสงสาร ชีวิตน้อยๆ ที่ต้องเสียบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัย

 

หลังงานศพของบิดาและมารดาจบลงด้วยความร่วมมือของบริษัทที่ชวพลเป็นประธาน และชินดนัยพี่ชายคนเดียวของเขา พิมตะวันก็ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของผู้เป็นลุง ซึ่งบัดนี้เป็นผู้สืบทอดกิจการของชวพลไปโดยปริยาย

ชินดนัย ชิดชมพูเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของพิมตะวัน เขาอาสาเลี้ยงดูเด็กน้อย ตอบแทนการได้เป็นประธานบริษัทของผู้เป็นน้อง หลังจากนั่งตำแหน่งรองประธานมายาวนาน

การจากไปอย่างกะทันหันของบิดาและมารดาทำให้ทั้งคู่ไม่ทันได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ ตามกฎหมายระบุไว้ว่าสมบัติของบุพการีจะตกเป็นของบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยตรงแต่เพียงผู้เดียว แต่สมบัติจะอยู่ในการดูแลของผู้ปกครองจนกว่าทายาทที่กล่าวถึงจะมีอายุครบยี่สิบปี จึงจะได้ทรัพย์สินทั้งหมดไว้ในครอบครอง

เหตุผลหนึ่งที่ชินดนัยรับเลี้ยงหลานสาวคนนี้ เพราะต้องการให้สมบัติอยู่ในสายตาไม่หลุดลอยไปไหน เมื่อเด็กหญิงพิมตะวันอายุครบยี่สิบเมื่อไร เขาจะเป็นคนหาวิธีฮุบสมบัตินั้นไว้ด้วยตัวเอง

ผู้เป็นลุงโอบหลานสาวที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นไว้ไปอยู่กับลุงนะ ลุงจะดูแลหนูเองเขาบอกหลานสาว เด็กหญิงทำตามอย่างว่าง่าย

แม่สอนให้พิมเข้มแข็ง พิมต้องเข้มแข็งเพื่อแม่ ต่อไปนี้ตะวันจะเรียกตัวเองว่าพิมอย่างที่แม่อยากให้เรียก พิมจะคิดถึงแม่และพ่อตลอดไป



____________________

หนูตะวันเปลี่ยนชื่อ งานนี้จะมีกี่คนที่จำได้คะเนี่ย? อิอิ

ฝากนิยายเรื่องนี้ไว้อีกครั้งนะคะ ^-^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1,094 ความคิดเห็น

  1. #984 love-you-4ever (@chananthan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 / 01:43

    พิมน่าสงสารอ่ะ

    #984
    0
  2. #914 อนัญญา (@ananyaa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 / 08:49
      แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ทั้งคู่จะรู้ความจริงน้า...
    #914
    0
  3. #840 จารุพร (@percia2535) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2553 / 18:39
    จะอ่านให้จบเลย จ๊ะ ชอบอะ
    #840
    0
  4. #773 jaywaa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2553 / 20:00
    อ่านไปแล้วม่ะคืนนี้ วันนี้อ่านต่อจนถึงตอนล่าสุด.. ติดมากมายหยุดอ่านไม่ได้จนต้องกลับมาอ่านซ้ำ เศร้าอ่ะตอนนี้
    #773
    0
  5. #485 Chayada (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2553 / 06:41
    เศร้าอ่ะ ต่างใช้คนละชื่อคนหนึ่งยืมเพื่อนมา อีกคนก็ก็เปลี่ยนชื่อเรียกแทนตัวเอง ดีนะที่มีของแทนใจ
    #485
    0
  6. #235 ชิมดุงกิ (@mintun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2553 / 14:28
    แง

    ทำไมมันเศร้าจังเลยอ่ะเนี้ย

    พระอเกเป็นคีตภัทรเนี้ยเองล่ะ
    #235
    0
  7. #201 nunpanu (@nuntapun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2553 / 13:32
    โอ๋ สาวพิม คุณหนูที่จะโดนฮุบสมบัติ โลกกลมนะ พี่ชายที่แสนดี แต่คนละชื่อ
    #201
    0
  8. #124 Ma_Prang-ka (@maprang-ka) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2553 / 13:22
    ไงเป็นนี่
    มิน่า
    นางเอกถึงได้เสียตัวเร็วจัง
    แต่ก็สู้ๆๆๆน่ะไรต์เตอร์
    #124
    0
  9. #118 ตะบองเพชรจิ๋ว (@sayaung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2553 / 15:36
    ถึงว่าพระเอกเราคุ้นๆ
    #118
    0
  10. #84 Khun Nong (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 15:11
    โอ้ว ตอนนี้แน่นดีนะ บรรยายภูมิหลังซะละเอียดเลย



    พี่ชายยยยยย autumn ปะเนี้ย

    สู้เค้าๆๆๆ
    #84
    0
  11. #55 คุณเจ้ (@koonja-jaa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 / 16:02
    ภูมิหลังมันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง
    #55
    0
  12. #31 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 / 19:19
    ก็พี่ชายบอกอีกชื่อก็คงจำไม่ได้หรอก
    #31
    0
  13. #22 ~รตา~ (@tichila) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 23:58

    อืม...เป็นงั้นไปซะได้
    กว่าจะรู้ว่าพี่ชายเป็นใคร น้องตะวันเป็นใคร ทั้งสองคงต้องผ่านอะไรๆ เยอะแยะมากมายแน่ๆ
    ลุ้นค่ะ ขออย่าเศร้ามากนะ พอดีว่าเป็นคนบ่อน้ำตาตื้นค่ะ แหะๆๆ
    #22
    0
  14. #18 ponpim (@ponpim) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 / 20:31

    พี่ชาย  ก็บอกชื่อคนอื่น  ดังนั้น ตะวันไม่มีทางที่จะได้รู้ว่าพี่ชาย ตัวจริงคือใคร
    ข้าง ตะวัน เองก็กลายเป็นหนูพิม  ถ้าไม่ได้มาตากอากาศ หรือเจอพี่หมี ( ซึ่งผ่านมาขนาดนี้  พี่หมีกลายร่างแล้วหรือยังก็ไม่รู้ )

    มันเป็นอดีต  ที่ไม่น่าจะบรรจบกันได้จริงๆ 
    มันเป็นปริศนา  ที่คนอ่านต้องตามอ่านเอาเอง
    ว่าจะเจอกันได้ยังไง ^_____^

    OK เรื่องไม่เศร้าขนาดที่เดาไว้
    ดังนั้น  จะแวะมาเรื่อยๆ เหมือนเดิม ( ได้รึเปล่าอีกเรื่องนึงนะ )

    ยังไงก็  สู้ๆ เป็นกำลังใจให้เหมือนเดิม
    ถึงจะไม่ได้ตามถี่เท่า  เหลี่ยมรัก กะรัตเพชร ....  แต่เป็นกำลังใจเสมอเน้อ ~

    #18
    0
  15. #4 รัตนรัตน์ (@yodnamkang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 / 11:13

    มะต้องบอกปีพศ หรอกมั้ง

    #4
    0
  16. #1 flowercamellia (@whitecanation) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 / 20:08
    อัพต่อไวๆ


    #1
    0