Tale of the falling angel : เปิดตำนานนางฟ้าตกสวรรค์

ตอนที่ 8 : นี่หรือภารกิจแทรกซึม reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    27 ม.ค. 58

ตอนที่ 8

นี่หรือภารกิจแทรกซึม

 

ปังปังปังปัง !!!

เสียงของอาวุธปืนดังก้องไปมาในอาคารหลังหนึ่ง พร้อมๆกับแสงไฟจากการยิงปืนที่ลอดออกมาจากกระจกบริเวณทางเดิน ที่เห็นเด่นในเวลากลางคืนออกมาเป็นระยะๆ ผู้ชายในชุดดำจำนวนมากตั้งขบวนปืนยิงเข้าใส่ผู้บุกรุกอย่างไม่ยั้ง แต่กลุ่มผู้บุกรุกที่ดูไร้พิษสงก็ยังเดินเข้าไปเรื่อยๆ

“ถะ...ถอยเร็วเข้า แบบนี้จะไปสู้ได้ยังไงกัน

พวกเขาต้องพวกร่นอย่างไม่เป็นท่าอีกครั้ง เนื่องจากจากฝ่ายที่ถือเคียวขนาดใหญ่น่ากลัวเดินเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่กลัวเกรง แทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่ถือมันอยู่จะเป็นสาวสวยที่ไม่เหมาะกับอาวุธในมือแม้แต่น้อย

 

“เห็นไหมครับ ว่าพวกเราไม่ต้องฆ่าเขาก็ได้ แค่ขู่ให้กลัวก็พอแล้ว”

เชสที่เป็นคนวางแผนในครั้งนี้ พูดกับนางฟ้าสาวที่ทำการข่มขู่ศัตรูด้วยเคียวในมือ ขณะที่เดินไปยังส่วนเก็บข้อมูลองค์กร เพื่อทำงานส่วนแรกให้เรียบร้อย ในที่แคบแบบนี้อสูรสงครามที่มีร่างกายใหญ่โตจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่แปลกนักที่อีกฝ่ายจะส่งมนุษย์ธรรมดามารับมือพวกเขา

“เข้าใจแล้ว หลีกเลี่ยงการฆ่าโดยไม่จำเป็น”

ลิลินพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่ปีศาจหนุ่มพูด เธอประเมินกลุ่มชายชุดดำตรงหน้าว่าไม่มีอันตรายกับเธอเลย การทำให้อีกฝ่ายถอยไปโดยไม่ต้องฆ่านั้นมีประโยชน์มากกว่ามาก นอกจากจะทำภารกิจได้อย่างราบลื่นแล้ว เธอยังไม่ต้องทำผิดกฏของเผ่าเทพว่าด้วยการทำร้ายมนุษย์อีกด้วย

“แต่น่าสงสารคุณบลัดนะครับ ที่รถเขาแหลกไปแบบนั้น”

วินดี้พูดถึงพนักงานขับคนที่ไม่ได้ตามมาด้วย โดยก่อนจะถึงอาคารแห่งนี้รถแท็กซี่ที่พวกเขานั่งมา ได้ถูกระเบิดจากใต้ดินในระยะประชิด อันเป็นผลให้รถทั้งคันแหลกไปในพริบตา แต่จากเวทมนตร์ป้องกันของลิลินที่ร่ายเอาไว้ ทำให้คนที่โดยสารอยู่ในรถไม่เป็นอะไรเลย ส่วนตอนนี้บลัดได้ขอตัวแยกออกไปเพื่อหาที่ปลอดภัยอยู่เรียบร้อยแล้ว

“เอ่อ...ปกติข้างหน้าห้องเก็บข้อมูลจะมีอสูรเฝ้าอยู่นะคะ ขอให้ระวังด้วย”

ชาร์ล็อตที่เป็นคนนำทางรู้ว่าทางข้างหน้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้อสูรสงครามสามารถขยับได้สะดวก เตือนทุกคนในกลุ่มถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ แม้ว่าจริงๆแล้วนางฟ้าสาวที่เดินนำหน้าอยู่นี้จะน่ากลัวกว่าอสูรพวกนั้นหลายเท่าก็ตาม

เมื่อถึงสุดทางเดิน เหล่าชายชุดดำก็ล่าถอยไปไกลแล้ว สิ่งที่รอพวกเขาต้องการคือล่อให้อีกฝ่ายมาติดกับดักที่วางเอาไว้ นั้นก็คืออสูรสงครามที่ใช้ประโยชน์จากห้องส่วนนี้ที่กว้างกว่าทางเดินในการซ่อนตัว เมื่อเป้าหมายปรากฏตัวอสูรทั้งสองก็เหวี่ยงค้อนขนาดใหญ่เข้าใส่กลุ่มคนที่เพิ่งออกมาอย่างแรง

“แกตาย !!!

อสูรสงครามที่มีหัวเป็นม้ามีตัวเป็นคนขนาดใหญ่ตะโกนแรงดัง ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้ไม่ว่าอสูรหรือปีศาจตนไหนโดนเข้า ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน แต่โชคร้ายของพวกเขา ที่คนที่เดินนำมาเป็นนางฟ้าสาวที่แม้จะมีร่างกายบอบบางอ้อนแอ้น แต่กลับน่ากลัวกว่าอสูรร่างยักษ์อย่างพวกเขานัก

ค้อนขนาดใหญ่เข้าปะทะกับกำแพงแสงที่เข้มขึ้นในเสี้ยววินาทีก่อนการกระแทก อันเกิดจากผู้ใช้ใส่พลังเวทมนตร์ลงไปเพิ่มที่ทำให้เหมือนกับเหวี่ยงค้อนเข้าใส่กำแพงเหล็กขนาดใหญ่ ทำให้แรงทำลายสะท้อนกลับไปหาผู้ใช้จนอาวุธเกือบหลุดมือแต่อสูรทั้งสองก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย พวกมันพุ่งเข้ามาหมายจะใช้มือเปล่าโจมตีใส่เธออีกครั้ง

“คุณลิลินคะ อสูรพวกนี้ถูกฝึกมาให้ไม่มีความกลัว ขู่ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ”

ชาร์ล็อตอธิบายขณะเตรียมตัวช่วยลิลินที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดด้วยเวทมนตร์ของเธอ อสูรที่ไม่มีความกลัวนี้จัดว่าเป็นอาวุธสุดยอดของอาร์มันนี่ก็ว่าได้ เพราะมันพร้อมที่จะใช้ชีวิตของตัวเองเข้าแลกกับศัตรูได้อย่างไม่เสียดาย

เมื่อเลี่ยงการฆ่าไม่ได้ก็ต้องฆ่า นางฟ้าสาวผลักกำแพงเวทมนตร์ของเธอเข้าใส่อสูรสงครามทั้งสอง ส่งผลให้พวกมันกระเด็นออกไปจากปากทางนี้ไปแออัดยังปากทางอีกฝั่งอย่างช่วยไม่ได้

เพียงแค่พริบตาต่อมาร่างบางก็ไปปรากฏอยู่หน้าอสูรม้าที่ขยับไม่ได้ คมเคียวที่ถูกง้างไปด้านหลังสุดแขนวาดเป็นวงกว้างในอากาศ ตัดผ่านกำแพงและลำคอของพวกมันราวกับเป็นแค่อากาศ เปลวไฟสีขาวที่เกิดขึ้นบนรอยตัดเรียบสนิท ลุกลามอย่างรวดเร็วจนร่างไร้วิญญาณกลายเป็นธุลีหายไป

“เอาล่ะ คุณลิลินเฝ้าทางเข้าเอาไว้นะครับ ผมจะไปจัดการกับข้อมูลด้านใน”

เชสเข้าไปในห้องควบคุมที่อยู่ตรงกลางของกำแพงห้องขนาดใหญ่นี้อย่างรวดเร็ว และทำงานของเขาในการคัดลอกข้อมูลในทันที โดยมีวินดี้ที่มีประสาทรับรู้ไวอยู่กับเขาด้านในด้วย ส่วนชาร์ล็อตยืนอยู่ข้างนอกกับนางฟ้าสาว

“เอ่อ...เป็นอะไรเหรอค่ะ คุณลิลิน”

แม่มดตัวน้อยถามอีกฝ่ายที่ยืนมองฝ่ามือของตัวเองอยู่ เนื่องจากลิลินไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเลย ทำให้เธอเกิดความสงสัยไม่น้อย

“การไม่ฆ่า...ยากกว่าการฆ่ามาก แต่เรากลับคิดว่าควรไม่ฆ่ามากกว่า”

นางฟ้าสาวตอบด้วยเสียงนิ่งสนิท หนังสือที่เธอเคยอ่านนั้นเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าให้ฆ่าศัตรูทันที และถ้าเป็นไปได้ให้ทำลายศพของศัตรูไปด้วยเลยแบบที่เธอทำกับอสูรสงครามทั้งสองตัว

แต่ทว่าหลังจากที่เธอทำตามวิธีของเชส ที่ข่มขวัญศัตรูให้ล่าถอยไปเองแล้ว เธอกลับชอบวิธีของปีศาจหนุ่มมากกว่าถึงมันจะยุ่งยากกว่ามากก็ตาม เป็นเหตุให้ลิลินต้องทบทวนสิ่งที่หนังสือเขียนเอาไว้อีกครั้งว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และอะไรเป็นสิ่งที่เธอควรทำ

ชาร์ล็อตเลิกคิ้วของเธอขึ้นเมื่อได้ยินที่ลิลินพูดด้วยความแปลกใจ เพราะเธอรู้ดีว่าปกติแล้วเผ่าเทพเป็นอย่างไร

“เรื่องนี้ชาร์ล็อตเห็นด้วยนะคะ เพราะพวกเขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นคนเลวขนาดที่ต้องโทษตายก็ได้ ถ้าเลี่ยงไม่ฆ่าพวกเขาได้ก็น่าจะเลี่ยงค่ะ”

แม่มดตัวน้อยตอบหลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ขณะที่เธอทำงานกับอาร์มันนี่เธอได้รู้จักกับลูกน้องของเขาจำนวนมาก ทำให้รู้ว่าบางส่วนทำตามคำสั่งเพราะกลัวอำนาจของเจ้านายหรือทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น แตกต่างจากอสูรสงครามที่ถูกฝึกมาให้แลกชีวิตกับศัตรูเท่านั้น

ในขณะที่นางฟ้าสาวกำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง เชสกับวินดี้ก็เดินออกมาจากห้องพอดี

“ทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เรื่องของคนที่โดนขายไปให้เป็นหน้าที่ขององค์กรครับ ตอนนี้เป้าหมายต่อไปคือการเข้าพบคุณอาร์มันนี่”

เชสเดินออกมาจากห้องเก็บข้อมูล พร้อมกับบอกความคืบหน้าของแผนการที่เป็นไปได้ด้วยดี เมื่อมีชื่อและที่อยู่ของคนที่ประมูลซื้อเผ่าพันธุ์จากต่างภพไปแล้ว การที่องค์กรระหว่างภพจะตามหาและช่วยพวกเขาออกมาก็ไม่ยาก

“เอ๋...ทำไมเร็วจังค่ะ ข้อมูลพวกนั้นน่าจะมีเยอะมากเลยนี่คะ”

ชาร์ล็อตอุทานออกมาด้วยความแปลกใจกับสิ่งที่วินดี้พูด เพราะข้อมูลพวกนี้มีเกือบสามพันรายการ แต่ละรายการก็มีรายละเอียดไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าจะคัดลอกทั้งหมดในเวลาอันสั้นแบบนี้  

 “ก็ไม่เยอะเท่าไหร่นะครับ แล้วโชคดีที่แถวนี้มีสัญญาณโทรศัพท์ด้วย”

ปีศาจหนุ่มยิ้มพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาให้แม่มดสาวดู ด้วยเทคโลโนยีที่มนุษย์คิดขึ้นโลกใบกว้างก็ดูแคบลงถนัดตา

 

หลังจากที่ทุกคนเดินทางไปยังอาคารที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ เสียงประกาศก็ดังขึ้นจากลำโพงบนกำแพง

“ขอให้ลิลินมายังอาคารหมายเลขสาม โดยเร็วที่สุด ไม่งั้นแล้วพวกเราจะฆ่าเผ่าพันธุ์ต่างภพไปเรื่อยๆจนกว่าที่จะยอมมา”

“พี่เชส...พวกเขาใช้แผนจับตัวประกันแล้วครับ”

วินดี้ขมวดคิ้วขณะหยุดวิ่งในทันที ถึงพวกเขาคาดการณ์เอาไว้ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะทำแบบนี้แน่นอน แต่เมื่อเห็นทำจริงๆก็อดรู้สึกแย่มากไม่ได้เช่นกัน

“ผมเชื่อว่าอาร์มันนี่ต้องอยู่ที่นั่นด้วยแน่ครับ พวกเรารีบไปกันเถอะ”

ปีศาจหนุ่มเองก็รู้สึกไม่ดีกับแผนนี้ของอาร์มันนี่เช่นกัน โดยเฉพาะส่วนที่พวกเขาเจาะจงเรียกนางฟ้าสาวไป ที่แสดงว่าเป้าหมายในครั้งนี้ต้องพุ่งไปที่ตัวของลิลินอย่างแน่นอน ก่อนที่จะบอกให้ชาร์ล็อตพาทุกคนไปยังจุดตามประกาศทันที

 

อาคารหมายเลขสามที่อาร์มันนี่บอกนั้น เป็นอาคารที่ใช้สำหรับกักขังเผ่าพันธุ์จากภพอื่นเพื่อรอวันเอาไปขาย ทำให้มันมีลักษณะคล้ายกับเรือนจำขนาดย่อมสีทะมึน เบื้องหน้าของอาคารที่เป็นลานขนาดใหญ่กลางแจ้งนั้น มีร่างของคนจำนวนมากกำลังคุกเข่าเอามือประสานกันไว้ที่หลังศีรษะ โดยมีอสูรสงครามอาวุธครบมือ 8 ตนยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง

ตรงหน้าของพวกเขามีโต๊ะอาหารทรงกลมตัวเล็กที่ใช้สำหรับนั่งแค่สองคน บนโต๊ะนั้นมีเทียนที่ตั้งอยู่บนเชิงเทียนทองคำที่ส่องแสงสลัว ที่ตั้งอยู่ระหว่างอาหารจานหรูสองใบทั้งสองด้านของโต๊ะ ฝั่งหนึ่งมีชายร่างท้วมตัวใหญ่ในชุดสูท ที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่อย่างไม่กลัวเกรง

บริเวณอีกด้านของลานขนาดใหญ่นั้นมีผู้บุกรุกที่ถูกบังคับให้มาบริเวณนี้อย่างช่วยไม่ได้ โดยประกอบไปด้วยปีศาจหนุ่มที่ราวกับจะหายไปในความมืดได้ตลอดเวลา เด็กชายมนุษย์หมาป่าที่มีผมสีฟ้าสดใส แม่มดสาวคือคทาขนาดใหญ่กว่าตัวเอง และสุดท้ายคือสาวสวยที่มีปีกสีขาวอยู่ที่กลางหลัง

“เชิญคุณลิลินนั่งก่อนดีกว่าครับ จะเจรจาอะไรก็ต้องให้ท้องอิ่มก่อนไม่ใช่เหรอ”

สายตาของชายร่างท้วมมองแต่นางฟ้าสาว ที่ความงามของเธอดูเปล่งประกายจนราวกับเปล่งแสงได้ในความมืด ยามที่แสงจันทร์ส่องกระทบกับปีกของเธอนั่นทำให้เขาไม่อาจลืมได้เลย อาร์มันนี่ลุกไปเลื่อนเก้าอี้ตรงข้ามของเขาออก เพื่อเชื้อเชิญให้สาวงามร่วมทางอาหารค่ำกับเขา

“คุณอาร์มันนี่ ปล่อยตัวทุกคนเดี๋ยวนี้เลยนะคะ !!!

ชาร์ล็อตพูดกับอีกฝ่ายเสียงดัง ตอนนี้เธอรู้สึกละอายใจเหลือเกินที่ตัวเองเคยทำงานกับชายร่างท้วมด้วย วิธีการจับตัวประกันแบบนี้มันดูขี้ขลาดอย่างมาก ในขณะที่เธอกำลังเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอาหารนั่นเอง

“หยุดอยู่ตรงนั้น นอกจากลิลินแล้วใครก็ห้ามเข้ามาทั้งนั้น ไม่งั้นแล้วตัวประกันตาย แน่นอนว่าถ้าลิลินไม่เข้ามาพวกมันก็ต้องตายเหมือนกัน”

อาร์มันนี่รีบขู่ทุกคนทันที เพราะกับให้สัญญาณอสูรสงครามของเขาให้เตรียมพร้อมเอาไว้ทุกเมื่อ เป็นผลให้ทุกคนหยุดอยู่ตรงนั้น เหลือแต่ลิลินที่เดินไปทางศัตรูของเธอด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“เอ่อ...คุณลิลิน มันเป็นกับดักนะครับไม่ต้องเข้าไปก็ได้”

เชสทำท่าพยายามห้ามนางฟ้าสาวเอาไว้ ถึงจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยก็ตามที่ปล่อยให้ตัวประกันโดนฆ่า แต่ลิลินมีความสำคัญมากกว่านั้นมาก เพราะเธอคือกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งสงครามระหว่างมหาภพแห่งแสงสว่างและมหาภพแห่งความมืด ซึ่งสงครามครั้งจะทำให้มีคนตายมากกว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้หลายเท่านัก

“ในหนังสือเขียนเอาไว้ว่าไม่ควรปฏิเสธคำเชิญที่สุภาพ”

นางฟ้าตอบก่อนจะหันไปเดินหาอาร์มันนี่ต่อ คำตอบของเธอทำให้คนถามถึงกับมึนไป 3 วินาที เพราะไม่รู้ว่าที่เธอเดินไปหากับดักของศัตรูเองนั้น เป็นเพราะเธอมั่นใจในตัวเองมากหรือเธอไม่รู้เรื่องจริงๆกันแน่

“เชิญนั่งก่อนครับ”

อาร์มันนี่ขยับเก้าอี้ให้กับสาวสวยเพื่อให้เธอนั่งได้โดยสะดวก ก่อนจะยกขวดไวน์ราคาแพงขึ้นมาเทใส่แก้วตรงหน้าของเธอ และเดินกลับไปนั่งยังที่ของเขา เมื่อมองผ่านแล้วเหมือนการกินอาคารค่ำใต้แสงจันทร์ที่ดูโรแมนติกเป็นอย่างยิ่ง แต่นางฟ้าสาวก็ไม่ได้แตะอาหารหรือเครื่องดื่มแต่อย่างไร จนคนจัดขมวดคิ้วของเขาไม่ได้

“อาหารพวกนี้ปลอดภัยครับ ไม่ต้องห่วง”

ชายร่างท้วมทานอาหารตรงหน้าของตัวเองก่อน เพื่อแสดงว่าอาหารสุดหรูตรงหน้านี้ไม่มียาพิษใดๆใส่อยู่ แม้ว่าเขาจะอยากใส่ลงไปก็ตามที แต่กับเผ่าเทพแล้วเขาไม่คิดว่ายาพิษจะใช้ได้ผลอยู่แล้ว แต่ถึงเขาจะโน้มตัวใช้มีดของเขาหั่นอาหารในจานให้ก็ตามที แต่ลิลินก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมทานอาหารอยู่ดี

“คุณต้องการอะไร”

นางฟ้าสาวถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ขณะที่มองชายตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่าที่ดูเหมือนเย็นชา การที่เธอไม่กินอาหารมื้อนี้นั้น เป็นเพราะว่าซิสเตอร์เชอรี่ได้บอกเอาไว้ว่าได้เตรียมอาหารเช้ารอต้อนรับทุกคนอยู่แล้ว

“ง่ายๆครับ ผมต้องการให้คุณมาเป็นของผม ไม่ว่าทางนั้นจ่ายค่าตอบแทนให้คุณเท่าไหร่ ผมจะจ่ายให้คุณมากกว่าสองเท่า...ไม่สิ สิบเท่าเลย”

อาร์มันนี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังดูสบายๆ เนื่องจากคิดว่าตนได้ถือไพ่ที่เหนือกว่าจากชีวิตของตัวประกันเอาไว้ เมื่อดูจากขโมยข้อมูลเมื่อสักครู่นี้ ก็พอตั้งสมมติฐานขึ้นมาได้ว่า คนกลุ่มนี้มาเพื่อช่วยเผ่าพันธุ์จากภพอื่นที่ถูกจับมานั่นเอง สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรที่ไม่สามารถใช้เงินซื้อมาได้

“เราได้รับสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ”

ลิลินตอบอย่างไม่ต้องคิด แม้ครั้งนี้จะมีภารกิจหลายอย่างซ้อนกันก็ตาม แต่หลักๆแล้วคือการคุ้มกันเชส ชาร์ล็อต และวินดี้ให้ปลอดภัย ส่วนสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นเธอได้รับมันมามากพอ ขณะที่อยู่ในโบสถ์ของซิสเตอร์เชอรี่แล้ว

ซึ่งนั่นทำให้ชายร่างท้วมเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะถามเธอต่อ

“คุณพอบอกได้ไหม ว่าพวกเขาจ่ายอะไรให้คุณ ไม่ใช่เงินหรอกเหรอ”

“ไม่ใช่ สิ่งที่เราได้รับมาคือความสุข”

ถึงตัวคนตอบจะไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม ว่าความแท้จริงแล้วความสุขคืออะไร แต่เธอมั่นใจว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดีอย่างแน่นอน ซึ่งคำตอบของเธอทำให้อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ความสุขเหรอครับ ถ้าคุณมาอยู่กับผม ผมจะทำให้คุณรู้เองว่าความสุขที่แท้จริงเป็นยังไง”

อาร์มันนี่มองสาวสวยตรงหน้าด้วยสายตาที่ดูหยาบคายเป็นอย่างยิ่ง รอยยิ้มของเขาทำให้เชสกับชาร์ล็อตเข้าใจได้ทันที ว่าความสุขที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไร เป็นเหตุให้ทั้งสองโมโหจนเกือบวิ่งเข้ามา แต่ก็ต้องหยุดทันทีที่เหล่าอสูรใช้อาวุธจ่อคอของตัวประกันเอาไว้

แต่ลิลินกลับนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง และตอบคำถามด้วยเสียงดังเฉพาะตัวของเธอ ที่เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหุบยิ้มทันที

“คุณไม่มีทางให้ความสุขกับเราได้มากกว่าที่เชสเคยให้หรอก”

เนื่องเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาเธอรู้ว่าเชสเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอพบกับความสุข และเขายังสอนเธออีกด้วยว่ามันคืออะไร และจะสามารถหามาได้จากไหน เธอถึงตอบไปอย่างไม่คิดมาก ต่างจากทุกคนที่เมื่อได้ยินคำตอบนี้แล้ว กลับคิดไปอีกทางอย่างช่วยไม่ได้

คำตอบของสาวสวย ทำให้ทุกคนอดหันไปมองเชสที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความตกใจไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่วินดี้และชาร์ล็อตที่ถอยห่างออกจากปีศาจหนุ่มคนละก้าวเช่นกัน

“อะ...เอ่อ...ผมว่าคุณลิลินคงไม่ได้หมายถึงความสุขอย่างว่ามั้งครับ”

เขาโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ถึงแม้เขาจะรู้สึกหลงใหลเธอไม่น้อยก็ตาม แต่เขาก็ไม่บังอาจไปทำเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน แม้แต่ในบางเวลาการมองเธอขณะที่ไม่รู้ตัว เขาก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ควรเลย แล้วจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง

“อ่า คิดๆดูก็น่าจะจริงนะครับ เพราะถ้าพี่เชสไปทำอะไรพี่ลิลิน มีหวังได้กลายเป็นฝุ่นแน่นอนล่ะครับ”

วินดี้กะพริบตาถี่ๆเพื่อไล่ภาพในหัวของเขาให้หายไปเร็วๆ ถึงทั้งสองคนจะนอนในห้องนอนเดียวกันก็ตาม แต่ดูจากนิสัยอ่อนโยนของปีศาจหนุ่มแล้ว ก็ยากจริงๆที่เขาจะทำเรื่องแบบนั้น และยิ่งเป็นไปได้ยากมากกว่าเดิม เมื่ออีกฝ่ายเป็นนางฟ้าสาวที่เก่งขนาดนี้ ทว่าด้วยความไม่รู้เรื่องของเธอแล้วบางทีก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน

“นะ...นั่นสิคะ ชาร์ล็อตว่าพี่ลิลินคงไม่ได้หมายถึงแบบนั้นแน่นอนค่ะ แล้วพี่เชสก็เป็นคนดีด้วย”

แม่มดตัวน้อยเองก็ค่อยๆตั้งสติได้ เธอเข้าไปจับเสื้อของเชสเอาไว้เพื่อแสดงความขอโทษที่สงสัยเขาเมื่อครู่นี้ ปีศาจหนุ่มที่เอาตัวป้องกันมนุษย์ธรรมดาอย่างซิสเตอร์เชอรี่เอาไว้ จะต้องไม่ใช่คนเลวอย่างแน่นอน

 

การที่เหล่าผู้บุกรุกต่างคุยเล่นกันนี้ ทำให้อาร์มันนี่รู้สึกโกรธมากที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แม้แต่สาวสวยตรงหน้าก็เอาแต่มองอาหารในจานและยกแก้วไวน์ขึ้นมาดม โดยไม่ได้มองหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อย จนลุกขึ้นตบโต๊ะเสียงดัง

“เงียบกันได้แล้ว !!! ไม่ว่ายังไงลิลินก็ต้องเป็นของผม ถ้าปฏิเสธคงรู้สินะว่าจะเป็นยังไง”

“คุณยังไม่ได้บอก เราจึงยังไม่ทราบว่าถ้าปฏิเสธแล้วจะเป็นยังไง”

นางฟ้าสาวเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ ด้วยคำตอบที่ทำให้อาร์มันนี่แทบจะล้มทั้งยืน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าลิลินที่ดูภายนอกเป็นคนเย็นชา จะพูดอะไรที่มันดูยั่วยุเขาได้ขนาดนี้ โดยความจริงแล้วเธอถามจากใจจริงไม่ได้มีจุดประสงค์ยั่วยุเขาแม้แต่น้อย

“หนอย !!! ตัวประกันก็จะตายยังไงล่ะ”

อาร์มันนี่ตอบกลับด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับส่งสัญญาณให้อสูรสงครามทำการขู่อีกฝ่ายด้วยการส่งเสียงร้องข่มขวัญเสียงดัง ที่ทำให้ตัวประกันที่พยายามอยู่เงียบๆมานาน ต่างก็ส่งเสียงด้วยความหวาดกลัว จากนั้นชายร่างท้วมก็หันมาแสยะยิ้มเนื่องจากคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า แต่อีกฝ่ายกลับมองเขาด้วยสายตาเหมือนเดิม

“ถึงตัวประกันจะตาย แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา แต่ถ้าตัวประกันตายพวกคุณก็ต้องตายเหมือนกัน”

ลิลินตอบพร้อมกับยืนขึ้น เพราะเธอรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว ว่าเรียกเธอมาร่วมโต๊ะด้วยทำไม เมื่อไม่มีความเป็นไปได้ที่เธอจะตอบรับ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งฟังอีกฝ่ายอีก และจากท่าทีคุกคามของนางฟ้าสาวนี่เอง ที่ทำให้อสูรสงครามที่กระหายเลือดอยู่แล้ว เหวี่ยงอาวุธของพวกมันในตัวประกันทันที

“คุณลิลิน ช่วยตัวประกันด้วยเถอะครับ พวกเขาไม่ผิดอะไรจะปล่อยให้ตายไม่ได้นะครับ”

เชสตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นว่าตัวประกันกำลังจะถูกฆ่า แม้ว่าเขาจะใช้พลังเต็มที่ก็ตามก็คงช่วยตัวประกันได้ไม่ทัน ด้านวินดี้เองแม้จะคิดว่าอาจจะไปทันก็ตามแต่เด็กหนุ่มก็รู้ตัวว่าไม่อาจหยุดการโจมตีได้ ส่วนชาร์ล็อตที่ต้องอาศัยเวลาในการร่ายเวทมนตร์นั้นเข้าไปช่วยไม่ทันแน่นอน

 

ทว่านางฟ้าสาวกลับไม่ได้ตอบรับคำพูดของเชส ไม่มีใครรู้ว่าสีหน้านิ่งสนิทของเธอนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ตัวประกันที่เป็นเผ่าพันธุ์จากภพอื่นต่างหลับตาด้วยความสิ้นหวัง เนื่องจากคิดว่าพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอรุณของวันรุ่งอีกแล้ว

ตูม !!!

เสียงของการปะทะดังสนั่น แต่กลับไม่มีตัวประกันคนไหนเลยที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้พวกเขาเงยหน้าขึ้นไปมองอสูรสงครามที่ด้านหลัง และพบว่าอาวุธของอสูรเหล่านั้นปะทะเข้ากับกำแพงใสที่ส่องแสงสีขาวจางๆออกมากลางอากาศเสียก่อน ซึ่งแสงสีขาวจางๆนี้เองที่ทำให้พวกเขาหันไปมองคนนางฟ้าสาวทันที

สิ่งที่พวกเขาเห็นหรือปีกสีขาวขนาดใหญ่ที่กางออกกว้าง เปล่งแสงออกมาแข่งกับแสงจันทร์ที่อยู่ด้านหลัง มือเล็กๆของเธอยื่นมาทางพวกเขา อันเป็นเครื่องหมายว่าพวกเธอถูกช่วยเอาไว้โดยเวทมนตร์ของนางฟ้าสาวผู้นี้

“สิ่งแลกเปลี่ยนครั้งนี้ เราขอเก็บกับเชสหลังจากเสร็จภารกิจหลัก”

ลิลินพูดกับปีศาจหนุ่มที่อยู่ด้านหลังของเธอ อีกครั้งแล้วที่เขาทำอะไรไม่เหมือนกับปีศาจที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ การช่วยตัวประกันมีแต่ทำให้ภารกิจต่อจากนี้ยากขึ้นมากเท่านั้น แต่เธอก็เลือกที่จะทำตามคำพูดของเขา เพราะจากที่ผ่านมาอะไรก็ตามที่เขาบอกให้เธอทำ มันมักจะเป็นเรื่องที่เธอคิดว่าสมควรทำในภายหลังเสมอ

“อ่าครับ...ไม่ว่าคุณต้องการอะไรผมจะหาให้คุณให้ได้”

เชสถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะยิ้มกว้างให้กับลิลิน ตอนแรกที่เธอไม่ขานรับเขาคิดว่าเธอจะไม่ช่วยเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าช่วยก็วางใจได้ว่าตัวประกันจะปลอดภัยแน่นอน แต่ก็ยังประมาทไม่ได้เพราะอสูรสงครามพยายามอ้อมกำแพงมาฆ่าตัวประกันอย่างต่อเนื่อง

แต่นั้นเป็นก่อนที่นางฟ้าสาวจะโบกมือไปด้านหน้า ส่งผลกำแพงใสเปลี่ยนรูปเป็นลูกศรขนาดใหญ่สีขาว และพุ่งเข้าใส่อสูรสงครามทั้ง 8 ด้านหน้าในพริบตา ด้วยการโจมตีเข้าจุดตายอย่างแม่นยำของเวทมนตร์ของเธอ ทำให้ร่างไร้ศีรษะของเป้าหมายทรุดลงกับพื้นในพริบตา

“ตอนนี้แหละทุกคน รีบหนีเร็วเข้าครับ”

วินดี้ตะโกนเรียกสติของตัวประกันที่กำลังตะลึงที่อสูรสงครามตายอย่างง่ายดายอยู่ ทำให้พวกเขาต่างวิ่งมาทางเด็กหนุ่มอย่างไม่คิดชีวิต และตอนนั้นเองที่มีคนสังเกตว่าอาร์มันนี่ได้หายตัวไปแล้ว

“อาร์มันนี่หนีไปแล้วคะ คุณลิลิน”

ชาร์ล็อตเตือนสาวสวยที่เคยอยู่ใกล้ชายร่างท้วมมากที่สุด ด้านลิลินก็ส่งสายตาไปทางขวาของเธอ ที่ตรงนั้นมีอาร์มันนี่ที่กำลังวิ่งหนีอย่างอุ้ยอ้ายอยู่ ที่เธอไม่สังหารเขาเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้เป็นคนส่งคำสั่งฆ่ากับอสูรด้วยตัวเอง

ในตอนนั้นเองวินดี้ก็วิ่งตามไปในทันที เพราะถ้าสามารถจับตัวอาร์มันนี่ได้ทุกอย่างก็จะจบลง ด้วยฝีเท้าของมนุษย์หมาป่าอย่างเขาระยะห่างก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเองเชสที่ยืนอยู่ห่างออกไปก็ตะโกนเสียงดัง

“วินดี้ ระวังข้างบน !!!

ปีศาจหนุ่มชี้ไปด้านบนขณะเริ่มออกไปวิ่งไปทางเด็กหนุ่ม บนผนังตึกใกล้ๆกับตรงที่วินดี้อยู่นั้น มีร่างขนาดใหญ่วิ่งอยู่บนกำแพงของตึกด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนที่มันจะกระโจนลงมาจากตึกเข้าใส่ร่างเล็กของเด็กชายที่ไม่ทันระวังตัว

ตูม !!!

พื้นหินที่ร่างขนาดใหญ่ลงพื้นนั้นกลายเป็นหลุมลึกแสดงถึงอำนาจการทำลายของศัตรูที่มาใหม่ได้อย่างดี แต่ภายในหลุมนั่นไม่มีเป้าหมายของมันอยู่แล้ว ตอนนี้วินดี้อยู่ในอ้อมแขนของนางฟ้าสาวที่เข้าไปคว้าเขาและหลบถอยหลังหลบออกมา ในมือขวาของเธอมีลูกพลังสีขาวสว่างที่เตรียมใช้สังหารปีศาจตรงหน้าทันที

แต่ตอนนั้นเองวินดี้ก็จับแขนของลิลินที่กำลังปล่อยลูกพลังเพื่อห้ามเอาไว้ และหันมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ไม่ได้นะครับ นั่น...พ่อของผม...”

 

อสูรตรงหน้าของพวกเขามีลักษณะเป็นมนุษย์หมาป่าตัวใหญ่ประมาณ 2.5 เมตร ขนทั่วทั้งตัวของมันเป็นสีฟ้าหม่นที่ดูสกปรกและยุ่งเหยิง ปกคลุมร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามดูน่าเกรงขาม ปากของหมาป่าขนาดใหญ่ที่ยื่นยาวออกมา มีน้ำลายยืดตลอดเวลาอย่างผิดปกติ ดวงตาสีแดงของสัตว์ป่าเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่ระเบิดออกมาตลอดเวลา

“แฮ่...!!!

ปีศาจหมาป่าคลั่งคำรามใส่ร่างบางตรงหน้าเสียงดัง ก่อนจะกระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง โดยลิลินเลือกที่จะไม่หนีอีกแล้ว เพราะมีความเป็นไปได้ที่มันจะเปลี่ยนไปโจมตีใส่เชสหรือชาร์ล็อตที่ด้านหลัง เธอสลายพลังในมือขวาออก ก่อนจะหลบร่างใหญ่ที่กระโจนเข้าใส่ไปด้านข้าง จากนั้นก็ก้มหลบกำปั้นขนาดใหญ่ที่เหวี่ยงกลับหลังมาอย่างว่องไว

“ทะ...ทำไม พ่อของวินดี้ถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วทำไมถึงโจมตีพวกเราละ”

ชาร์ล็อตที่ไม่เคยเห็นพ่อของวินดี้อยู่ในฐานแห่งนี้มาก่อนกล่าวอย่างตกตะลึง แต่เรื่องที่เธอตกใจมากที่สุดนั่น คือเรื่องที่เขาโจมตีใส่ลูกของตัวเองราวกับจำอีกฝ่ายไม่ได้

“เวทมนตร์ คล้ายกับเวทมนตร์เปลี่ยนความจำ แต่ผลของมันคือการลบจิตสำนึกของผู้ถูกสาป”

ลิลินวิเคราะห์ไอเวทมนตร์ที่ตกค้างอยู่บนตัวของปีศาจหมาป่าตัวใหญ่อย่างรวดเร็ว เธอพบว่ามันคล้ายกับที่ออกมาจากตัวของชาร์ล็อตขณะยังไม่เจอเปลี่ยนความจำอยู่ แต่ความเข้มของพลังนั้นมากกว่ามาก และรูปแบบการโจมตีของศัตรูของเธอก็ดูไม่มีแบบแผนแม้แต่น้อย คล้ายกับเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่ามากกว่า

“แล้วจะมีวิธีช่วยพ่อผมไหมครับ พี่ลิลินอย่าฆ่าเขาเลยนะครับ ผมขอร้อง”

วินดี้ที่อยู่ถูกนางฟ้าสาวแบกหลบการโจมตีไปมาอ้อนวอนเธอทั้งน้ำตา ในที่สุดเขาก็เจอพ่อของเขาที่หายสาบสูญไปกว่า 5 ปีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องช่วยพ่อของเขาให้ได้ ด้านลิลินก็มองเด็กชายตาไม่กะพริบ ก่อนจะตอบเขาออกมาตรงๆ

“ในร่างนั้นไม่มีสติเหลืออยู่อีกแล้ว ไม่มีทางช่วยอีก ทางเดียวที่ทำได้คือการฆ่า”

“มะ...ไม่จริงใช่ไหมครับ พี่ลิลินโกหกผมใช่ไหมครับ”

ถึงเขาจะรู้อยู่แล้วว่าลิลินไม่มีวันพูดโกหก เขาก็ยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่เธอพูดออกมาอยู่ดี ในตอนนั้นเองปีศาจหมาป่าก็เข้ามาใกล้ทั้งสองในพริบตา สองมือที่อ้ากว้างกวาดเข้าหาตัวเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหลบได้ ที่บังคับให้นางฟ้าสาวต้องตอบโต้อย่างช่วยไม่ได้

บนฝ่ามือที่ว่างอยู่ของเธอมีพลังสีขาวเกิดขึ้น ที่เมื่อทาบเข้าใส่ร่างใหญ่ตรงหน้าก็เกิดแรงผลักมหาศาล ที่ส่งร่างของมนุษย์หมาป่าตัวใหญ่กระเด็นไปไกลด้านหลัง ก่อนจะหันไปคุยกับเด็กหนุ่ม

“ถ้าไม่ฆ่า แล้วจะทำยังไง”

“ผะ...ผม...”

วินดี้ตอบด้วยความลังเลใจ ตอนนี้เขาอยากช่วยพ่อของเขามาก แต่เขาไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไงดี และตอนนั้นเองเสียงของเชสก็ดังขึ้น

“สู้สิ นายเชื่อในตัวของพ่อหรือเปล่า ถ้าเชื่อก็ต้องสู้แล้วเอาเขากลับมาด้วยตัวเองให้ได้”

คำพูดของปีศาจหนุ่มที่กำลังช่วยตัวประกันอยู่นี่เอง ที่ทำให้วินดี้คิดได้ว่าวันนี้เขามาที่นี่เพื่ออะไร และครั้งนี้นับว่าเป็นโชคแค่ไหนที่เขามีโอกาสเจอกับพ่อของเขา ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายได้ตายไปแล้วแท้ๆ อันเป็นเหตุให้เด็กน้อยมองตาของนางฟ้าสาวด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะตอบคำถามของเธอ

“ผมจะสู้เองครับ ปล่อยผมลงเถอะ”

“...เข้าใจแล้ว”

เธอพยักหน้าตอบก่อนจะวางหนุ่มน้อยลงกับพื้น ในตอนแรกนั้นเธอจะปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย เนื่องจากมันเสี่ยงเกินไปที่จะให้เขาเผชิญหน้ากับปีศาจร่างยักษ์นั่น แต่เมื่อเห็นสายตาของวินดี้แล้ว เธอกลับคิดว่าแม้โอกาสจะน้อยมากก็ตาม เขาจะต้องสามารถทำอะไรบางอย่างที่เธอเองก็ไม่รู้ได้แน่นอน แต่ยังไงภารกิจที่เธอได้รับมาก็ต้องมาก่อน

“แต่เมื่อไหร่ที่เราเห็นว่ามีอันตรายถึงชีวิต เราจะฆ่าปีศาจตนนั้นทันที”

“ขอบคุณครับ พี่ลิลิน”

วินดี้รับคำของนางฟ้าสาว ก่อนจะแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าด้วยพลังทั้งหมดที่เขามีในร่างเล็กๆนี้ ส่งผลให้ผมสีฟ้าของเขายาวจนถึงกลางหลัง เขี้ยวสีขาวงอกออกมาจากปากด้านซ้ายตาข้างเดียวกันก็กลายเป็นสีแดงฉาน มือและเท้าของเขามีขนปุยๆสีฟ้างอกออกมาปกคลุมเอาไว้ เล็บมือและเท้ายื่นยาวออกเล็กน้อย

“แฮ่...”

ปีศาจหมาป่าคำรามเสียงดังด้วยความฉุนเฉียวจากการถูกผลักไปกระแทกกับตึกที่มันเพิ่งกระโจนลงมา จากนั้นมันก็วิ่งเข้าหานางฟ้าสาวที่โจมตีใส่มันเมื่อครู่ ทว่ากลับมาร่างเล็กยืนขวางมันเอาไว้ ซึ่งนั่นก็คือวินดี้ที่เตรียมพร้อมเต็มที่นั่นเอง

“คุณพ่อ !!! นี่ผมวินดี้จำไม่ได้เหรอครับ”

เด็กหนุ่มตะโกนเสียงดังโดยหวังให้สติของผู้เป็นพ่อกลับมา แต่การที่อีกฝ่ายไม่ชะงักแม้แต่น้อยนั้น ก็เหมือนบอกได้ว่าเสียงของเขาไม่ได้ผล ด้วยความเร็วที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าปีศาจหมาป่า แค่พริบตาเดียวร่างใหญ่ก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว มันพุ่งเข้าชนโดยไม่ได้ลดความเร็วลงเลย

วินดี้ไถลตัวไปด้านข้างอย่างรวดเร็วและชกสวนเข้าที่หน้าของอีกฝ่ายสุดแรง ถ้าเขาหยุดการอาละวาดของพ่อของเขาได้ ด้วยพลังเวทมนตร์ของลิลินและชาร์ล็อตจะต้องทำอะไรได้บ้างแน่นอน ด้วยเล็บเท้าที่จิกลงกับพื้นเป็นหลักอันมั่นคง ทำให้หมัดสวนของเขาครั้งนี้รุนแรงขึ้นเพราะเหมือนกับอีกฝ่ายวิ่งเข้ามาชนหมัดเล็กๆนี้แทน

ตูม !!!

“แฮ่...!!!

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นหลังจากเสียงการปะทะเล็กน้อย บนใบหน้าของปีศาจหมาป่ามีรอยจากการถูกต่อยอย่างแรง มันเหวี่ยงหมัดขนาดใหญ่เข้าใส่วินดี้ที่ถอยฉากออกไปทันที

ด้านเด็กหนุ่มก็ใช้ร่างเล็กของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เข้าก้มหลบการโจมตีลงด้านล่างขณะที่ก้าวเข้าประชิดอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว ไม่ได้มีแต่ปีศาจหมาป่าเท่านั้นที่มีสัญชาตญาณสัตว์ป่า แต่วินดี้เองก็มีเหมือนกัน เลือดเผ่าปีศาจสายพันธุ์นักสู้ที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ทำให้เขาคิดออกในทันทีว่าควรต่อสู้อย่างไร

ถ้าหากเขาต้องการหยุดศัตรูให้ได้ก็ต้องโจมตีเข้าที่จุดอ่อนของศัตรู โดยเป้าหมายของเขาคือศีรษะของปีศาจหมาป่าที่อยู่ด้านบนของเขา ถ้าจะโจมตีให้แรงที่สุดต้องใช้สิ่งที่เขามั่นใจที่สุดเช่นกัน วินดี้ย่อขาของเขาลงจนเกือบสุด ก่อนจะใช้มันส่งตัวเองให้พุ่งขึ้นไปด้านบน ถ้ากำปั้นน้อยๆของเขาสร้างความเสียหายได้ไม่มากพอ ศีรษะแข็งๆของเขานี่แหละที่จะเป็นอาวุธต่อไป

“ไม่เลวนี่ แบบนั้นแหละ”

เชสที่ดูการต่อสู้อยู่เอ่ยปากชมเด็กหนุ่ม หลังจากที่เขากระโดดใช้ศีรษะกระแทกเข้าใส่ปลายคางของอีกฝ่าย ที่ถึงกับทำให้ปีศาจหมาป่าส่ายหัวไปมาอย่างมึนงง ก่อนที่มนุษย์หมาป่าตัวน้อยจะชกเข้าใส่บริเวณต้นขาของอีกฝ่ายถี่หยิบ เพื่อหวังให้ลดความเร็วอันเป็นจุดเด่นของศัตรู

ตอนนั้นเองปีศาจหมาป่าได้ใช้ขาข้างที่ถูกต่อยอยู่เป็นฐาน และขาอีกข้างเตะกวาดมาด้วยความรวดเร็ว

“วินดี้หลบเร็วเข้า”

เสียงร้องเตือนของชาร์ล็อต ทำให้เด็กหนุ่มก้มหลบท่อนขาที่ใหญ่ว่าตัวเขาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นหางของอีกฝ่ายอยู่ตรงหน้าและฟาดเข้าที่กลางลำตัวของเขาอย่างจัง ส่งร่างเล็กกระเด็นไปบริเวณลานกว้าง

“โอ้ย !!!

วินดี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศเอามือกุมท้องของเขาเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเห็นว่าเขาลอยต่ำลงมาจนเกือบถึงพื้นหยาบๆแล้ว เลือดหมาป่าในตัวทำงานอีกครั้ง สั่งให้ร่างเล็กกลิ้งตัวไปบนพื้นเพื่อลดอาการบาดเจ็บลงให้น้อยที่สุด

“คุณเชส วินดี้เขา !!!

ชาร์ล็อตตะโกนด้วยความร้อนใจเมื่อเห็นเพื่อนของเธอบาดเจ็บ ก่อนจะเตรียมวิ่งไปช่วยเขาด้วยความเป็นห่วง แต่ว่าเชสที่ยืนอยู่ด้านหน้ากลับยกมือขึ้นขวางเธอเอาไว้ ก่อนจะชี้ไปทางลิลินที่ยืนห่างออกไปด้านหน้า ทำให้แม่มดตัวน้อยเห็นว่าในมือของนางฟ้าสาวมีลูกพลังสีขาวเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว

ไม่เพียงแต่เชสเท่านั้นที่เห็น วินดี้ที่เหลือบมามองนางฟ้าสาวเป็นระยะเองก็เห็นเช่นกัน ซึ่งนั้นทำให้เขารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อแสดงให้ลิลินเห็นว่าเขายังสู้ไหวอยู่

“ผะ...ผมยังไม่ยอมแพ้หรอกครับ”

มนุษย์หมาป่าตัวน้อยตั้งท่าเตรียมต่อสู้อีกครั้ง ขณะที่ปีศาจหมาป่าตัวใหญ่พุ่งเข้าใส่อีกรอบ แต่ครั้งนี้วินดี้ไม่หนีอีกแล้ว เขาหลบการกรงเล็บขนาดใหญ่ของอีกฝ่ายได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะเข้าประชิดและชกอีกฝ่ายเข้าที่ปลายคางอย่างแรง จากนั้นร่างเล็กก็โยกหลบลูกเตะไปด้านหลังและชกเข้าที่น่องข้างเดียวกับที่เขาชกเมื่อกี้อย่างรวดเร็ว

 

หมาป่าตัวน้อยสามารถคลุกวงในกับปีศาจหมาป่าตัวใหญ่ได้อย่างสูสี แม้สิ่งที่เขามีจะทำความเสียหายได้ไม่มากนักก็ตาม แต่อีกฝ่ายแทบไม่สามารถจับตัวของเขาได้เลย จากการใช้ความว่องไวและร่างกายที่เล็กของเขาเป็นจุดเด่น

“วินดี้เขาเก่งขนาดนี้เลยเหรอคะ”

ชาร์ล็อตถามปีศาจหนุ่มขณะที่เบิกตากว้างมองการต่อสู้ตรงหน้า ฟังจากที่ซิสเตอร์เชอร์รี่เล่าแล้ว วินดี้เป็นคนรักความสงบที่ไม่เคยชกต่อยกับใครเลย จึงไม่น่าจะต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่วขนาดนี้ ซึ่งความจริงแล้วส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณที่อยู่ในสายเลือดของเขา ส่วนที่เหลือนั้นมาจากการ์ตูนที่เต็มไปด้วยฉากต่อสู้ ที่เขาชอบดูนั่นเอง

“ไม่หรอก เขาแค่เลียนแบบเฉยๆ แบบนี้...”

เชสมองวินดี้ด้วยความเป็นห่วง ถึงจะดูเหมือนเด็กหนุ่มจะได้เปรียบอยู่ก็ตาม แต่เขาก็ยังอ่อนประสบการณ์ในการต่อสู้นัก ถึงศัตรูจะเป็นปีศาจหมาป่าที่ไร้สติก็ตามที ทว่าถ้าโจมตีด้วยรูปแบบเดิมซ้ำๆกันล่ะก็ ไม่นานก็ต้องโดนอีกฝ่ายจับจังหวะได้อยู่ดี และนั่นจะเป็นจุดพลิกของการต่อสู้ในครั้งนี้

 

ปีศาจหมาป่าตัวใหญ่โจมตีด้วยแขนทั้งสองข้าง เพื่อปิดทางหนีของเด็กน้อยจนหมด แต่วินดี้ก็กระโดดหลบได้ทันและใช้แขนของศัตรูเป็นฐานเหยียบเพื่อให้กระโดดถึงศีรษะของอีกฝ่ายได้ ทว่าตอนนี้ปีศาจหมาป่าชินกับความเร็วของมนุษย์หมาป่าตัวน้อยแล้ว มันเปลี่ยนจากการโจมตีด้วยชกมาเป็นคว้าจับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

“เหวอ...!!!

วินดี้ร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆโลกของเขาก็หมุนไปมาก่อนจะหยุดลงอย่างรวดเร็ว สัมผัสที่หัวเข่าของเขาทำให้รู้ว่าตอนนี้เขาโดนอีกฝ่ายจับเอาไว้ได้ ภาพทุกอย่างที่กลับหัวลงแสดงว่าตอนนี้เขากำลังโดนห้อยตัวลงอยู่ แรงบีบมหาศาลเกิดขึ้นบริเวณหัวเข่าที่ถูกจับอยู่อย่างกระทันหัน

“ขะ...ขาผม !!!

กร๊อบ !!!

เสียงของกระดูกถูกบดดังออกมาจากมือใหญ่ที่กุมหัวเข่าของเด็กน้อยเอาไว้ พร้อมๆกับเสียงร้องของเจ้าของขาที่ร้องด้วยความเจ็บปวด  กระดูกหน้าแข้ง หัวเข่าและขาของเขาแตกละเอียดจากการโดนบีบอย่างแรง จากนั้นหมาป่าตัวใหญ่ก็โยนร่างเล็กของศัตรูไปกลุ่มของศัตรูที่เหลือ

“วินดี้ !!!

ทั้งเชสและชาร์ล็อตตะโกนขึ้นพร้อมกัน ขณะวิ่งเข้าไปรับร่างของหนุ่มน้อย ที่ลอยอย่างไร้การควบคุมมาทางพวกเขา ขาขวาของหมาป่าน้อยดูบิดเบี้ยวและผิดรูปเป็นอย่างมาก ขาของเขาข้างนั้นแตะพื้นวินดี้ก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง

เชสขมวดคิ้วมองดูขาของเด็กหนุ่ม เขารู้ดีว่าแบบนี้โอกาสกลับมาหายดีนั้นน้อยมาก เพราะเวทมนตร์รักษามันไม่สามารถจัดเรียงกระดูกได้ แม้แต่การแพทย์ของมนุษย์เองก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างสมบูรณ์ กับเผ่าพันธุ์ที่มีความเร็วเป็นหลักอย่างเผ่าหมาป่าแล้ว การเสียขาไปนั้นก็เหมือนกับเสียชีวิตก็ไม่ปาน

“แฮ่...”

ไอน้ำสีขาวออกมาจากปากของปีศาจหมาป่าจากการหายใจอย่างหนัก ขณะเดินไปทางกลุ่มของศัตรูเพื่อเผด็จศึกศัตรูของมันอย่างช้าๆ ขาของมันสั่นเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บที่อีกฝ่ายฝากเอาไว้

ชาร์ล็อตมองปีศาจหมาป่าตรงหน้าอย่างหวาดกลัว ขณะที่กอดร่างของวินดี้ที่ไม่ไหวติงเอาไว้ให้แน่นขึ้น เหงื่อจำนวนมากไหลออกมาจากร่างที่สั่นถี่ๆของเด็กหนุ่ม เมื่อเธอก้มหน้าลงไปดูก็พบว่าคนในอ้อมกอดไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

“พี่เชสคะ วินดี้เขา...”

“ไม่ต้องห่วง แค่สลบไปจากการฝืนใช้แรง และความเจ็บเท่านั้น”

เชสเอามือทาบหน้าผากของวินดี้เบาๆ ก่อนจะหันขึ้นมาตอบ เขาไม่กลัวปีศาจหมาป่าตัวใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาเลยแม้แต่น้อยเพราะมีลิลินอยู่ แต่เขาเป็นห่วงเรื่องสภาพจิตใจของเด็กหนุ่มเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาและพบว่าพ่อของเขาตายแล้วจริงๆมากกว่า ตอนนั้นเองร่างขนาดใหญ่ก็มาบังแสงจันทร์ที่ส่องลงมา ทำให้ปีศาจหนุ่มรู้ว่าศัตรูของเขาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

“คะ...คุณ...พ่อครับ”

วินดี้ส่ายศีรษะไปมาอย่างระส่ำระส่าย เด็กหนุ่มที่กำลังจะได้สติเรียกพ่อของเขาไม่ขาดปาก น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ปนไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ซ้อนทับกัน ทั้งเจ็บปวดและเสียใจที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทั้งความรักที่เขามีต่อพ่อของเขา

แม้ที่ผ่านมาเสียงของเขาจะไม่ไปถึงคนที่เขาต้องการสื่อก็ตาม แต่ครั้งนี้มันกลับต่างออกไป ปีศาจหมาป่าตัวใหญ่กลับชะงักอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ปากที่ยื่นยาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและขาดหายๆ

“วะ...วิน....ดี้”

เสียงเรียกของผู้เป็นพ่อทำให้วินดี้ได้สติขึ้น เขาลืมตาขึ้นมามองพ่อของเขาด้วยความหวัง แต่ทว่าดวงตาของเขากลับเบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว สติที่เลือนรางแจ่มใสขึ้นด้วยความตระหนก เช่นเดียวกับเชสและชาร์ล็อตที่ตะลึงไม่แพ้กัน

“พี่ลิลิน ไม่นะ !!!

สิ่งที่พวกเขาเห็นคือนางฟ้าสาวบินอยู่ด้านหน้าของพ่อของวินดี้ มือขวาของเธอทาบไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย แสงสีขาวสว่างจ้าลอดออกมาจากใต้นิ้วมือเรียวของเธอ

 

“เดี๋ยวก่อนวินดี้อย่าเข้าไป ถ้าลิลินจะฆ่าล่ะก็ ตอนนี้พ่อของนายคงตายไปแล้ว”

เชสจับตัวเด็กหนุ่มที่พยายามลุกขึ้นเอาไว้แน่น พร้อมกับมองไปยังนางฟ้าสาวที่ยังคงใช้เวทมนตร์อะไรบางอย่างกับพ่อของวินดี้ แม้ร่างใหญ่นั้นจะดิ้นทุรนทุรายไปมาก็ตามแต่ก็ไม่อาจหลุดออกจากมือเล็กๆที่จับเอาไว้ได้

“พี่ลิลินกำลังช่วยพ่อนายอยู่ ใจเย็นๆวินดี้ !!!

ชาร์ล็อตหันมาพูดกับเด็กหนุ่มพร้อมกับกุมมือเขาเอาไว้ ขณะมองแสงที่ออกมาจากมือของลิลินไม่กะพริบ ดูเหมือนสาวสวยจะใช้เวทมนตร์แบบเดียวกับที่อาจารย์ของเธอใส่เอาไว้ในลูกแก้ว แต่พลังที่เปล่งออกมานั้นรุนแรงราวกับคลื่นขนาดใหญ่ที่พัดกระแทกเข้าใส่ร่างของปีศาจหมาป่า

หลังจากนั้นไม่นานแสงสีขาวก็หายไป พร้อมกับร่างขนาดใหญ่ที่ถูกวางลงกับพื้นอย่างช้าๆ ก่อนที่ร่างนั้นจะหดลงอย่างรวดเร็วจนปีศาจหมาป่าตัวใหญ่ ได้กลางเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่มีร่างกายกำยำ ผมสีฟ้าและโครงหน้าที่เหมือนวินดี้มากทำให้แน่ใจได้ว่าเป็นพ่อของเขาแน่นอน ทำให้เชสอุ้มวินดี้ไปหาร่างนั้นในทันที

“พ่อครับ พ่อครับ !!!

วินดี้พยายามเขย่าตัวและเรียกพ่อของเขาหลายครั้ง ไม่นานเขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้นและมองร่างกายของตัวเองด้วยความแปลกใจ

“นี่ข้า...กลับมาควบคุมตัวเองได้อีกครั้งแล้ว...เป็นไปไม่ได้...นางฟ้า เจ้าทำได้ยังไง”

ที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าตัวเองทำอะไรมาบ้าง แต่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย โดยทุกๆวันเขาจะถูกลงเวทมนตร์ซ้ำใส่เรื่อยๆเพื่อให้ไม่สามารถแก้เวทมนตร์นี้ออกได้ โดยถึงจะแก้ได้ก็ต้องใช้พลังเวทมนตร์จำนวนมาก เพื่อลบล้างคำสาปที่จับตัวกับหนาราวกับกำแพงหิน

“ไม่ใช่เราที่ท่านควรถาม แต่เป็นวินดี้ ที่ท่านควรถามว่าเขาใช้เวทมนตร์อะไร ถึงทำให้สติของท่านกลับมาได้ ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้”

นางฟ้าสาวหันไปมองเด็กหนุ่มที่กอดพ่อของเขาเอาไว้แน่น ถึงจะเป็นเธอก็ตาม ถ้าหากไปฝืนทำลายคำสาปที่พ่อของวินดี้โดนนั้น คงทำให้จิตใจของเขาแหลกสลายไปพร้อมกัน แต่ในครั้งนี้เธอทำสำเร็จเพราะมีสติส่วนหนึ่งของเขาที่ทะลุผ่านคำสาปนั้นออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ

ซึ่งเมื่อเธอใส่พลังล้างคำสาปใส่ในรอยแยกที่สติส่วนนี้ทะลุออกมา ก็เป็นผลให้คำแพงอันหนาแน่นพังลงในขณะที่เธอคว้าจับสติของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ โดยสาเหตุเดียวที่เธอคิดว่าเป็นไปได้คือวินดี้ ที่เข้าสู้กับพ่อของตัวเองอย่างกล้าหาญ จนเกิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี้เกิดขึ้น

“ผมว่าเรื่องนั้นไว้ก่อนดีกว่าครับ ขาของวินดี้เขา...”

เชสรีบดึงความสนใจของทุกคนให้ไปสนที่มนุษย์หมาป่าตัวน้อยทันที เนื่องจากตอนนี้ขาของเขาผิดรูปร่างไปอย่างมาก โดยเขาคิดว่าแม้จะเป็นไปได้ยากมากก็ตาม แต่บางทีถ้าลิลินรีบรักษาขาที่แตกละเอียดนี่ล่ะก็ อาจจะหายเป็นปกติก็ได้ นั่นทำให้เธอนั่งลงและยื่นมือเข้าไปใกล้ขาของวินดี้ ฝ่ามือของเธอเปล่งแสงสีขาวนวลขึ้นอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะดับไป

“กระดูกภายในแตกละเอียด กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจำนวนมากฉีกมาก ลักษณะโครงสร้างของวินดี้ไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหมด ถ้ารักษาแบบรักษามนุษย์จะทำให้ไม่อาจใช้ขาได้อย่างปีศาจหมาป่าอีก”

ลิลินตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ในขณะที่คนอื่นๆต่างเบิกตากว้างเนื่องจากความตกใจ โดยคนที่ตกใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นพ่อของวินดี้ที่จำได้ดีว่าตัวเองเป็นคนทำร้ายลูกชายของเขาเอง

“ละ...แล้วจะมีทางรักษาวินดี้ได้ไหมค่ะ พี่ลิลิน”

ชาร์ล็อตถามด้วยน้ำเสียงร้องรน เธอคิดว่าเธอเข้าใจคำว่าไม่อาจใช้ขาได้แบบปีศาจหมาป่าดี นั่นแปลว่าวินดี้จะทำได้เพียงเดินและวิ่ง แบบที่มนุษย์ทำได้เท่านั้น เป็นผลให้ในอนาคตถ้าอาจมีอันตรายเกิดขึ้นล่ะก็ โอกาสรอดของเขาจะน้อยลงมาก

“ตัดขาผมไปต่อให้ลูกชายได้ไหม ด้วยพลังเวทมนตร์มหาศาลแบบที่ใช้ช่วยผมเมื่อครู่นี้ ต้องต่อขาได้อย่างสมบูรณ์แน่”

พ่อของวินดี้คิดวิธีที่น่าจะได้ผลออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามทฤษฏีแล้วเป็นไปอย่างที่เขาว่า เนื่องจากการต่อขาก็เหมือนกับการเสียบสายไฟให้ตรงกันเท่านั้น ต่างจากการเรียงกระดูกที่เหมือนกับการต่อตัวต่อชิ้นเล็กๆเข้าด้วยกัน ซึ่งลิลินก็พยักหน้าให้ก่อนจะยื่นมือที่เปล่งแสงสีขาวไปทางขาของเขา

“มะ...ไม่ได้นะครับ พ่อจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะพ่อจะเสียขาไปเลยนะครับ พี่ลิลินไม่ได้บอกสักหน่อยว่าผมจะเดินไม่ได้อีกแล้ว”

แน่นอนว่าวินดี้ค้านอย่างสุดตัวในเรื่องที่พ่อเขาพูดเมื่อสักครู่นี้ เพราะถ้าทำแบบนั้นแปลว่าพ่อของเขาต้องเสียขาอย่างถาวรไปทั้งสองข้าง ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังเถียงกันด้วยความเป็นห่วงกันอยู่นั่นเอง เชสก็คิดอะไรได้บางอย่าง

“ถ้าหากใช้ขาของพ่อวินดี้เป็นแบบ ในการจัดเรียงกระดูกและกล้ามเนื้อ แบบนั้นจะทำให้ขากลับมาเป็นเหมือนเดิมไหมครับ”

ปีศาจหนุ่มเสนอความคิดของตัวเอง เนื่องจากทั้งสองเป็นปีศาจหมาป่าเหมือนกันแล้วกับเป็นพ่อลูกกันอีก ทำให้น่าจะสามารถใช้ร่างกายของพ่ออ้างอิงในการรักษาร่างกายของลูกได้ ซึ่งนางฟ้าสาวก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบ

“เราสามารถทำแบบนั้นได้”

ในที่สุดก็มีข่าวดีสำหรับพ่อลูกหมาป่าคู่นี้ ไม่รอช้าเธอจัดให้ทั้งสองคนนอนอยู่ใกล้กันโดยเว้นพื้นที่ให้เธอสามารถยืนอยู่ตรงกลาง ปีกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่กางออกไปยังด้านหลังเพื่อให้เธอสามารถเปล่งพลังออกมาได้เต็มที่ ก่อนที่ร่างของทั้งสองคนจะลอยขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับมือของเธอ ที่ตอนนี้เปล่งแสงสีขาวออกมาสว่างจ้าจนเชสรู้สึกแสบตา

 

ในระหว่างนั้นเองก็มีร่างเงาสีดำขนาดใหญ่ เดินมาจากทางที่อาร์มันนี่วิ่งหนีไป เมื่อมันเดินออกมาจากความมืดก็ทำให้ทุกคนเห็นร่างขนาดใหญ่ของมันอย่างชัดเจน ทำให้ทั้งเชสและชาร์ล็อตต่างหันกลับมามองลิลินพร้อมกัน

“การรักษาต้องใช้เวลาอีกสิบสามนาที สี่สิบหกวินาที จะให้ถูกขัดขวางไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

เธอตอบด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แสงสีขาวที่ยังสว่างขึ้นอีกแสดงให้เห็นว่าตอนนี้นางฟ้าสาวได้เร่งทำการรักษาที่สุดแล้ว ซึ่งที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้เป็นเพราะอาการบาดเจ็บของวินดี้นั่นร้ายแรงจริงๆ

“ชาร์ล็อต ครั้งนี้คงต้องขอแรงหน่อยแล้วนะครับ”

เชสพูดกับแม่มดตัวน้อยที่กระชับไม้คทาของเธอขึ้นมา ขณะมองไปยังอสูรสงครามข้างหน้าตาไม่กะพริบ มันตัวใหญ่กว่าพ่อของวินดี้ขณะที่เป็นปีศาจหมาป่าคลั่งเสียอีก ดวงตาสีเหลืองขนาดใหญ่เบิกกว้างอยู่บริเวณส่วนที่ควรเป็นดั้งจมูก มันมีผิวสีเทาหยาบกร้านหนา มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ร่างใหญ่ที่มีขาสั้นกว่าปกติมาก แต่มือกับแขนยาวและใหญ่จนดูผิดปกติ ในมือของมันมีไม้กระบองที่ทำจากหินขนาดใหญ่อยู่ด้วย

“ระวังนะคะ มันคือ ไซครอปอสูรสงครามคลั่ง ที่ไม่อาจพูดคุยหรือทำความเข้าใจได จนปกติต้องขังเอาไว้อย่างเดียว”

แม่มดตัวน้อยตอบก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนตร์เพื่อเตรียมโจมตีใส่อสูรตรงหน้า ปกติแล้วอสูรตัวนี้จะมีเอาไว้ใช้ขู่อสูรตัวอื่นที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งเท่านั้น โดยในแต่ละครั้งที่มันหลุดออกมาล้วนแต่สร้างความเสียหายให้กับสถานที่ทุกครั้ง การที่อาร์มันนี่ปล่อยมันออกมานั้นคงเป็นเพราะอีกฝ่ายคงหลังชนฝาจริงๆ แต่ตอนนี้พวกเธอเองก็หลังชนฝาไม่ต่างกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

558 ความคิดเห็น

  1. #262 watch012 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มีนาคม 2556 / 00:30
    น๊านนน.. มันตามมาโกงถึงโบสถ์
    #262
    0
  2. #148 qazz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2555 / 07:59
    ยอดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #148
    0
  3. #85 วนากานต์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2555 / 13:25
     มีแต่คนอยากได้ ลิลิน แหะ
    #85
    0
  4. #84 logan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2555 / 17:32
    ตัวร้ายเพิ่มมาอีกหนึ่ง
    #84
    0
  5. #83 The Memorial (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2555 / 16:59
    หุหุ สงสัยนิดๆกลัวว่าเรื่องที่พระเอกไม่เก่ง หลายเรื่องจะแต่งต่อลำยากนะครับ
    #83
    0
  6. #82 Litter boy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2555 / 17:15
     เห็นด้วยกะความเห็น #3 อาร์มันนี่
    #82
    0
  7. #79 OniTheNext (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2555 / 12:24
     เพิ่งสังเกต อาร์มันนี่อีกแล้วหรอ?
    #79
    0
  8. #78 เอกเองครับ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2555 / 10:49
    แบบนี้จะแฝงตัวยังไงเนี่ย เดินทางลำบากอีกแน่เลย
    #78
    0
  9. #77 logan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2555 / 10:37
    อัพอัพ
    #77
    0