Tale of the falling angel : เปิดตำนานนางฟ้าตกสวรรค์

ตอนที่ 56 : สามสาวแห่งราชวงศ์แห่งความมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 549
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 ต.ค. 56

บทที่ 4

สามสาวแห่งราชวงศ์แห่งความมืด

 

รถไฟขบวนยาวจอดสนิทอยู่ในสถานีรถไฟของมหานครแห่งความมืด ที่ตรงนั้นเองมีคนสองคนเดินลงมา

“น่ะ...นี่เหรอครับมหานครแห่งความมืด...ดูแปลกดีนะครับ”

ซีลอนมองไปรอบๆอย่างสนใจ ที่เมืองทางเชื่อมต่อนั้นส่วนมากเป็นอาคารสูงที่มีลักษณะคล้ายกับเมืองของมนุษย์มาก แต่ในเมืองนี้อาคารแต่ละหลังล้วนแต่มีรูปแบบสร้างขึ้นอย่างแปลกประหลาดและมีเอกลักษณ์ ที่ทำให้ถึงมันจะเป็นเมืองสีดำที่ดูทึมๆก็ตาม แต่กลับดูน่าสนใจเป็นอย่างมาก

“เป็นเพราะเมืองนี้มีทุกเผ่าพันธุ์ของเผ่าแห่งความมืดอาศัยอยู่ยังไงล่ะครับ”

วินดี้อธิบาย มันเป็นนโยบายของราชาแห่งความมืด ที่จะให้ทุกเผ่าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งการจัดสรรที่แบบนี้ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงเรื่องนั้นนั่นเอง

ด้านซีลอนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ในอดีตมหาภพแห่งความมืดมีปัญหาเรื่องศึกภายใน ก่อนที่ปัญหาจะยุติลงเมื่อ 200 ปีก่อน จากนั้นก็ถามถึงคนที่เขาอยากเจอที่สุดในตอนนี้

“ออ ครับ แล้วบ้านของลิลิมุอยู่ตรงไหนเหรอครับ”

“ลิลิมุ อยู่ในปราสาทหลังนั้นครับ”

วินดี้ชี้ไปทางปราสาทสีดำหลังใหญ่ที่อยู่สุดทาง ที่ทำให้ซีลอนมองด้วยความตกใจ

“ปราสาทเหรอครับ หรือว่าคุณลิลิมุจะเป็น”

“ใช่แล้วครับ น้องลิลิมุเป็นองค์หญิงน้อยของราชวงศ์แห่งความมืด ส่วนผมวินดี้ เบโอวูฟ เป็นองครักษ์ของเธอครับ”

“เบโอวูฟ มนุษย์หมาป่าที่เป็นมือขวาของแม่ทัพในสงครามเมื่อสองร้อยปีก่อนคนนั้น...คือพี่วินดี้เหรอครับ”

ซีลอนกล่าวด้วยความตกตะลึง เผ่าแห่งความมืดที่ได้รับการกล่าวขานในสงครามนั้นมีเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ เบโอวูฟ มนุษย์หมาป่าผมสีฟ้าที่สู้เคียงข้างกับแม่ทัพแห่งความมืดทะลวงฝ่ากองหน้าของทัพเทพอย่างง่ายดาย เสียงหอนของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้ทหารเทพกลัวจนหยุดเดิน

“แฮะๆ ใช่แล้วครับ แต่ตอนนั้นผมยังเด็กมากเลยคะนองไปหน่อย”

วินดี้เอามือเกาหัวตัวเองด้วยความเขิน จริงๆแล้วในตอนนั้นเขาแค่วิ่งตามแม่ทัพที่ทะลวงฝ่ากองหน้าของศัตรูไปเท่านั้น ก่อนจะหอนเพื่อส่งสัญญาณให้ทัพหลัง โดยมีแม่ทัพแห่งความมืดกำลังใช้เวทมนตร์ที่แสนน่ากลัวอยู่ด้านหน้าของเขา

“เดี๋ยวนะครับ หรือว่าพี่ชาร์ล็อตจะเป็นอาร์ควิซมือซ้ายของแม่ทัพ”

ซีลอนคิดอะไรออก แม่มดที่เป็นมือซ้ายของแม่ทัพใช้เวทมนตร์สายฟ้าอันทรงพลัง ที่ทำให้เผ่าเทพถึงกลับไม่กล้าบินขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งดูไปก็เหมือนกับที่เวทมนตร์ที่ชาร์ล็อตใช้จัดการพวกเผ่าจักรกล

“นั่นก็ใช่ครับ แหม...ผมก็คิดว่ารู้แล้วซะอีก”

วินนี้ตอบพร้อมกับเกาหัวตัวเองแรงขึ้น ที่ผ่านมาพวกเขาลืมแนะนำตัวเองกับอีกผ่านไปเลย ก่อนจะเดินนำเด็กหนุ่มไปยังปราสาทแห่งความมืด

ในขณะที่เขาเดินสวนกับกองทหารยามที่เดินตรวจตราอยู่รอบเมืองกลุ่มหนึ่ง

ตุบ...!

“ทะ...ท่านซีลอน”

เสียงดังมาจากทหารยามคนหนึ่งที่ทำอาวุธของเขาหลุดมือขณะเห็นใบหน้าของเทพหนุ่ม ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้อย่างตกตะลึง ที่ทำให้ซีลอนเองก็ตกใจไม่แพ้กัน

“อ่ะ...เอ่อ...อะไรครับ”

เทพหนุ่มถามด้วยความตกใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอยู่ดีๆมีเผ่าแห่งความมืดเข้ามาใกล้แบบนี้เขาคงเตรียมตัวต่อสู้ไปแล้ว ทว่าทหารยามตรงหน้าของเขาดูตกใจเสียยิ่งกว่าเขาอีก จึงไม่คิดว่าน่าจะเป็นอันตราย แต่ก็ยังเดินถอยหลังออกมาอยู่ดี

“ปะ...เปล่า ข้าคงจำคนผิด ขออภัยด้วยครับ”

เมื่อมองหน้าอยู่พักหนึ่ง ทหารยามคนนั้นก็กล่าวอย่างตะกุกตะกัก และเดินกลับไปประจำที่ของตัวเอง แต่สายตาของเขาก็ยังมองแต่ซีลอนอยู่เป็นพักๆ

หลังจากนั้นไม่เพียงแต่ทหารคนนี้เท่านั้น คนในเมืองจำนวนไม่น้อยก็ยังจ้องมองมาทางเขาอย่างตกตะลึง ก่อนจะหลบสายตาทันทีเมื่อเขามองกลับไป

“เอ่อ...ลิลิมุไปแจ้งข่าวกับพวกเขาว่ายังไง ทำไมทุกคนถึงมองผมแบบนี้กัน”

ซีลอนหันไปถามวินดี้ หลังจากที่มีคนชี้ให้คนอื่นมองเขาราวกับเขาเป็นตัวประหลาด แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเจอสถานการณ์แบบนี้มาแล้วก็ตาม แต่ครั้งนั้นเขาเจอมองด้วยสายตารังเกียจที่ทำให้รู้สึกแย่มาก ทว่าครั้งนี้กลับทุกคนกลับมองเขาด้วยความตกตะลึง ที่ทำให้เขารู้สึกสงสัยมากกว่ารู้สึกแย่

“แฮะๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ”

วินดี้ได้แต่เกาหัว เนื่องจากไม่รู้จะบอกยังไงเหมือนกัน เรื่องที่ซีลอนคนนี้ดูเหมือนราชาคนสุดท้ายของเผ่าอสูรทุกระเบียบนิ้ว ต่างกันก็ตรงที่เขาอายุน้อยกว่ามากเท่านั้น

 

ไม่นานทั้งสองก็ถึงปราสาทแห่งความมืด ข้างในนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาชมปราสาท ที่ทำให้ซีลอนคิดว่าการป้องกันดูอ่อนมากเหลือเกิน ภายในนี้ตกแต่งอย่างหรูหรา ตามทางเดินมีโคมไฟให้แสงสว่างเป็นระยะๆ ซึ่งวินดี้ก็นำเขาเดินลึกเข้าไปในปราสาท ก่อนจะหยุดที่ประตูบานหนึ่ง

“เดี๋ยวผมเองก็ต้องทำธุระก่อนครับ น้องซีลอนเดินเข้าประตูบานนั้นไปนะครับ”

วินดี้ชี้ไปยังประตูตรงหน้า ก่อนจะเดินหายไปกับทางเดินเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับทราบ

ทางซีลอนที่อยากเจอลิลิมุเร็วๆก็ผลักประตูบานนั้นเข้าไปเข้าที อีกด้านของประตูเป็นสวนขนาดเล็ก ที่รอบๆเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี ข้างในนี้มีแสงสีขาวอ่อนๆส่องลงมาจากหลังคา ที่เมื่อกระทบกับต้นไม้สีเงินที่อยู่ตรงกลางแล้ว ก็ทำให้สวนแห่งนี้สวยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

“ลา...ลา...ล่า...ลา...”

เสียงร้องเพลงทำให้เขามองไปยังต้นเสียงทันที เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่มีเรือนผมสีชมพูสวย แต่งชุดสีชมพูฟูฟ่องกำลังนั่งเก็บดอกไม้อยู่ที่แปลงดอกไม้แปลงหนึ่ง ซึ่งเธอก็รับรู้ถึงการมาของเทพหนุ่มได้ทันที จึงลุกขึ้นยืนและหันมามองเขา

“เอ๋...ใครเหรอค่ะ”

เธอเอียงคอเล็กน้อยและถามด้วยความสงสัย

“อะ...เอ่อ...ผมตามหาลิลิมุอยู่น่ะครับ”

ซีลอนตอบอย่างตะกุกตะกัก นอกจากที่เธอจะมีหน้าตาคล้ายกับลิลิมุมากแล้ว ยังมีลักษณะท่าทางที่ดูสดใสร่าเริงเหมือนกันอีกด้วย ดูจากอายุที่น่าจะน้อยกว่ามากแล้ว เขาคิดเดาว่าเธอน่าจะเป็นน้องสาวของลิลิมุ ดังนั้นก็น่าจะอายุน้อยกว่าเขาด้วย นั่นทำเขาพยายามถามเธออย่างสุภาพ

“น้องรู้ไหมครับว่าเธออยู่ไหน”

“น้อง...เหรอ”

เด็กสาวเบิกตากว้างอย่างแปลกใจเล็กน้อย ที่ยิ่งทำให้เธอดูน่ารักขึ้นมาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานให้อีกฝ่ายและพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อือ รู้สิรู้เรากำลังจะเอาดอกไม้พวกนี้ไปให้ลิลิมุไง แล้วพี่ชื่ออะไรเหรอคะ”

“ผมซีลอนครับ”

ซีลอนยิ้มตอบและแนะนำตัวเองกลับ ในที่สุดเขาก็เจอคนที่ไม่ทำท่าทางตกใจเวลาเจอเขาแล้ว นอกจากนี้ด้วยรอยยิ้มจริงใจที่ดูเหมือนกับลิลิมุก็ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยกับเธอได้อย่างรวดเร็ว

“ค่ะ พี่ซีลอน เราชื่อลิลิธค่ะ ตามมาสิคะ”

ด้านลิลิธก็ตอบเสียงใส ก่อนจะหันหลังเดินนำเทพหนุ่มเข้าไปในประตูบานหนึ่ง และลอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ที่อยู่ๆก็มีเรื่องน่าสนุกเดินมาหาถึงที่แบบนี้

“ขอบคุณมากครับ”

แม้ซีลอนจะรู้สึกว่าชื่อเธอฟังดูคุ้นๆก็ตาม แต่เผ่าเทพมักตั้งชื่อคนในตระกูลให้คล้ายๆกัน ดังนั้นแล้วคงไม่แปลกที่ราชวงศ์แห่งความมืดเองก็จะทำเช่นนี้เหมือนกัน

 

ส่วนในของปราสาทนั้นซับซ้อนกว่าปราสาทชั้นนอกมาก แต่ลิลิธก็เดินนำอีกฝ่ายไปอย่างมั่นใจ ก่อนจะหยุดที่ตู้หลังหนึ่งที่มีลวดลายดูแปลกประหลาด

“นี่ๆ ตามมาทางนี่นะ”

เธอก่อนตู้ใบนั้นออกแล้วจึงกวักมือเรียกเทพหนุ่ม ก่อนจะมุดเข้าไปในตู้ใบนั้นก่อน

“เอ่อ...จะทำอะไรเหรอครับ”

ซีลอนถามด้วยความแปลกใจ แต่ลิลิธก็หายเข้าไปในตู้ไปนั้นแล้ว เมื่อลองก้มลงไปดูสิ่งที่เห็นคือบั้นท้ายเล็กๆของลิลิธ ที่กระโปรงของเธอเลิกขึ้นจนทำให้เด็กหนุ่มหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อสังเกตดูดีๆ เขาก็พบว่าเธอกำลังคลานไปตามทางลับแคบๆ โดยในมือของเธอใช้เวทมนตร์เพื่อให้แสงสว่างสีชมพูอยู่

“ทางลัดไง แล้วอย่าแอบมองก้นลิลิธนะ”

ลิลิธหันกลับไปมองซีลอน ที่ทำให้เทพเผ่าหลบสายตาเธอทันที

“คะ...ครับ ผมไม่มองหรอกครับ”

“อือ ลิลิธเชื่อใจพี่นะคะ”

สาวน้อยยิ้มหวานก่อนจะหันหน้าคลานต่อไป เธอรู้ดีว่ายังไงอีกฝ่ายก็อยู่ในวัยที่กำลังสนใจในร่างกายของหญิงสาว ยิ่งตัวเธอเป็นเผ่าที่คอยหลอกล่อผู้ชายอยู่แล้ว ถึงจะดูเหมือนเด็กแต่ก็น่าจะปั่นหัวอีกฝ่ายได้ไม่ยาก

“ครับ น้องลิลิธเชื่อใจพี่ได้ครับ”

ซีลอนตอบไปอย่างนั้น แม้จะคิดว่ายังไงเขาก็ต้องเห็นอยู่ดี เพราะผ้าผืนน้อยใต้กระโปรงของเธอโชว์หลาอยู่ตรงหน้าของเขา นั่นทำให้เขาก้มหน้าก้มตาคลานตามสาวน้อยไปเรื่อยๆ ทางลับที่ลิลิธพาซีลอนมุดมานั้นซับซ้อนไปมามาก มีทั้งปีนบันใด ไต่หลังคา สไลด์ตัวไปตามทางที่ลาดลงลึก

แต่ส่วนที่ทำให้ซีลอนลำบากใจที่สุด คือลิลิธมักจะหยุดคลานอย่างไร้สาเหตุ ที่ทำให้ใบหน้าของเขาชนกับของข้างหน้า อันเกิดจากเขาก้มหน้าก้มตาคลานไปอย่างเดียว

“เอ่อ...ขอโทษครับ”

เทพหนุ่มรีบถอยหลังไปขอโทษสาวน้อยเป็นการใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องมองมาข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คือสิ่งที่เขาเพิ่งชนนั่นเอง ซึ่งนั่นทำให้ลิลิธที่หันกลับมามองทำแก้มป่องและดุเขาที่ดูยังไงก็น่ารักมากกว่าน่ากลัว

“แง~~~ พี่ซีลอนทะลึ่งอะ ไหนว่าจะไม่มองไง”

“ขอโทษครับ ขอโทษครับ ขอโทษครับ”

“ถ้ามองอีกที ลิลิธจะฟ้องลิลิมุจริงๆด้วย”

ลิลิธคาดโทษอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ก่อนจะหันหน้าคลานต่อไป เมื่อใบหน้าของเธอพ้นจากการมองเห็นของเทพหนุ่มแล้ว สาวน้อยก็เผยสีหน้ายิ้มระรื่นออกมา เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนซื่อที่ทำให้แกล้งสนุกมากๆ

แล้วในที่สุดพวกเขาก็คลานมาถึงทางตัน ที่เมื่อลิลิธผลักมันออกเบาๆก็เห็นว่าแท้จริงแล้วมันคือประตูที่ด้านนอกมีแสงส่องเข้ามา เมื่อสาวน้อยแง้มประตูบานนั้นเพื่อมองออกไป เธอก็หันกลับมาพูดกับเทพหนุ่มด้านหลัง

“นี่ไงๆ ทางออก โอ๊ะ...หยุดก่อนนะ”

“ครับผม”

ซีลอนพยักหน้ารับคำขณะพยายามไม่มองไปข้างหน้า ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอก

“กลุ่มโจรที่เข้ายึดปราสาทในเมืองนีเธอร์เป็นฐานที่มั่น ได้เริ่มออกปล้นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงแล้วค่ะ ท่านเจ้าหญิง”

“ขอบใจมากอู่หลง เราจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

“ถ้าเช่นนั้น ดิฉันขอลา”

ซีลอนเบิกตากว้างเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินเสียงจากภายนอก เพราะหนึ่งในนั้นมีเสียงที่คล้ายลิลิมุมาก แต่นอกจากคนที่พูดน่าจะมีอายุมากกว่าแล้ว น้ำเสียงยังนิ่งสนิทราวกับผืนน้ำที่เงียบสงบอีกด้วย ก่อนที่ลิลิธจะหันมาสะกิดเขาหลังจากที่ได้ยินเสียงปิดประตูเบาๆ แล้วจึงเปิดประตูตรงหน้าออก ซึ่งตรงนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มตัวลงมามองอยู่แล้ว

เมื่อเธอเห็นลิลิธเธอก็ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบทันที

“ท่านแม่ ท่านพาใครมาด้วย”

“อ๋อ เขาว่าเขามาหาลิลิมุน่ะ”

ลิลิธตอบก่อนจะออกมาจากทางลับและฝากดอกไม้เอาไว้กับผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะปัดฝุ่นบนตัวออกเบาๆ ตามมาด้วยซีลอนที่ถึงกับผงะไป

“เอ่อ...คุณคือ...”

เขาถึงเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เมื่อหญิงสาวที่ยืนรอเขาอยู่ด้านนอกนั้นเป็นคนสวยมาก เธอมีใบหน้าหวานที่ดูเหมือนลิลิมุกับลิลิธไม่มีผิด ต่างกันตรงที่มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่อยู่เต็มตัวยิ่งกว่าลิลิมุในร่างแห่งความมืด แต่ต่างกันตรงที่เธอดูเป็นคนใจเย็นมาก ซึ่งขัดกับชุดของเธอที่เปิดเผยร่างกายจนเขาต้องพยายามไม่มอง

แต่ทั้งหมดนั้นดูเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับตอนที่เธอแนะนำว่าเธอเป็นใคร

“เราคือลิลิน แอล ดิ ฟอลเลนแองเจิล เจ้าหญิงและแม่ทัพของอาณาจักรแห่งความมืด เรื่องของคุณลิลิมุได้แจ้งเอาไว้แล้ว”

“นี่ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องบอกเต็มๆแบบนี้ก็ได้”

ลิลิธเข้าไปดึงกระโปรงและเข้าไปแหงนหน้ามองอีกฝ่าย ลิลินมักจะทำให้คนอื่นตกใจอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยนิสัยซื่อตรงจนเกินเหตุแบบนี้บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

“คะ...คุณคือแม่ทัพคนนั้น”

ซีลอนอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เนื่องจากประวัติศาสตร์ของเผ่าเทพได้บันทึกเอาไว้ว่า แม่ทัพของเผ่าแห่งความมืดที่นำกองทัพแห่งความมืดเข้าต่อสู้กับกองทัพเทพนั้น เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เผ่าเทพแพ้ เนื่องจากแม่ทัพคนนั้นมีพลังมหาศาล ที่ไม่ว่ากองทัพเทพจะทำอย่างไรก็ไม่ใช่คู่มือของแม่ทัพคนนั้นเลย

ซึ่งตอนนี้สาเหตุที่อาณาจักรเทพไม่กล้าบุกอีกเนื่องจากแม่ทัพคนนั้นยังคงดูแลอาณาจักรแห่งความมืดอยู่ ทว่าส่วนที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ในตำราเล่มไหนๆ คือแม่ทัพคนนี้เป็นใครมาจากไหน และมีกฏว่าห้ามถามเรื่องนี้อีกด้วย

“ใช่ เราคือ ลิลิน แอล...”

“นี่ๆ แม่ว่าเขาจำได้แล้วล่ะว่าลูกลินลินเป็นอะไร”

อีกครั้งที่ลิลิธดึงกระโปรงของลิลินเพราะรู้ดีว่าสาวสวยกำลังจะพูดอะไร

“แต่คุณ...เป็นผู้หญิงนี่ครับ แล้วยัง...สวยมากด้วย”

ซีลอนพูดออกมาอย่างไม่เข้าใจ เพราะตามที่เขาได้เรียนมา แม่ทัพคนนี้น่าจะเป็นคนที่น่ากลัวและเก่งกาจมาก จึงไม่คิดว่าสาวสวยคนนี้จะเป็นแม่ทัพคนนั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“เราเป็นผู้หญิงใช้คำว่าแม่ทัพเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว ถ้าเราเป็นผู้ชายควรจะเปลี่ยนเป็นคำว่าพ่อทัพจะถูกต้องกว่า”

“ละ...ลิลิน อันนั้นแม่พูดเล่นนะ”

“ท่านแม่บอกว่าให้เชื่อฟังสิ่งที่ท่านแม่สอน และท่านแม่สอนสิ่งนี้เอง”

“ง่า...นั่นก็จริงอยู่นะ”

ลิลิธอ้าปากค้างไปพักหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ อีกเรื่องที่ทำให้เธอกลุ้มใจในตัวลิลินมาก คือเธอไม่สามารถพูดเล่นกับลูกสาวของเธอได้เลย เพราะเธอจะเชื่อว่ามันจริงทั้งหมด แน่นอนว่าลืมเรื่องการประชดไปได้เลย เพราะนางฟ้าสาวไม่เคยคิดอะไรทัน

ในตอนนั้นเองซีลอนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่าง นั่นคือนามสกุล “ดิ ฟอลเลนแองเจิ้ล” ของลิลิน โดยเขาคิดว่ามันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับนามสกุลของเผ่าเทพชั้นสูงที่มักใช้ว่า “ดิ แองเจิ้ล” จากนั้นก็โยงมันเข้ากับปีกสีขาวของลิลิมุที่เขาเห็นตอนเข้ามาในมหาภพแห่งความมืด และดูแล้วลิลินน่าจะเป็นแม่ของลิลิมุแน่ๆ จึงเดาต่อได้ไม่ยาก

“คุณ...เป็นเผ่าเทพเหรอครับ”

“ถ้านับตามร่างกายของเราจริงๆ นั่นถูกเพียงครึ่งเดียว แต่ถ้าพิจารณาจากฐานะของเราในตอนนี้ คงไม่อาจเรียกว่าเผ่าเทพได้อีกแล้ว เราเป็นเผ่าพันธุ์แห่งความมืด”

ลิลินตอบอย่างละเอียด ที่ทำให้ซีลอนถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่อยากเชื่อ

“นี่ๆ ลินลิน ซีลอนเขาไม่เชื่ออะ โชว์หน่อยสิ”

ลิลิธที่มองเทพหนุ่มตะลึงอย่างสนุกสนาน พูดกับลูกสาวของเธอให้อวดของดีให้อีกฝ่ายดู ซึ่งนางฟ้าสาวก็ทำตามอย่างว่าง่าย เธอกางปีกทั้งสองข้างของเธอออก ข้างซ้ายเป็นปีกที่เต็มไปด้วยขนนกสีดำสนิทขนาดใหญ่ ส่วนปีกข้างขวาเป็นปีกสีขาวพิสุทธิ์ที่ยาวประมาณ 1 ศอก นอกจากปีกทั้งสองข้างแล้ว พลังของเธอบางส่วนก็ออกมาด้วย

ตุบ...!

ซีลอนถึงหกล้มไปด้านหลังด้วยความตกใจ เนื่องจากพลังสองขั้วที่ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้ กลับออกมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ลิลินยังมีปีกพิสุทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังมหาศาลอีกด้วย แม้มันจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่เมื่อรวมกับปีกอีกข้างแล้วเขาก็เชื่อหมดใจว่าคงไม่มีเทพคนไหนเอาชนะเธอได้

“พลังแห่งแสงสว่าง กับพลังแห่งความมืด...”

“ใช่แล้ว ลินลินน่ะ มีพลังทั้งสองอย่างเลยนะ ลูกเราเก่งใช่ไหมล่ะ อิอิ”

ลิลิธคุยอวดลูกสาวของเธออย่างภูมิใจ ที่ทำให้ซีลอนเบิกตากว้างขึ้นอีก และพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก

“เอ่อ...พวกคุณเป็น...”

ปึง !

ทว่ายังไม่ทันที่เทพหนุ่มพูดจบก็มีคนเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน ซึ่งคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นคนที่เขากำลังตามหาอยู่ นั่นก็คือลิลิมุนั่นเอง ในตอนนี้เธออยู่ในร่างที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืดที่ทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก

“ท่านแม่ ท่านยาย สวัสดีค่ะ แล้วทำไมซีลอนถึงนั่งอยู่กับพื้นล่ะค่ะ”

เมื่อเดินมาถึงด้านในลิลิมุเข้ามาทักทายสาวทั้งสองคน พร้อมกับเข้าไปดึงซีลอนให้ลุกขึ้นยืน

ด้านของเทพหนุ่มที่ได้ยินสิ่งที่เธอเพิ่งพูดเต็มสองรูหู ก็หันไปมองสาวๆ ทั้งสามตรงหน้าด้วยความมึนงง แม้จะดูไม่ดีสักหน่อยก็ตาม แต่เกรงว่าถ้าไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ละก็คืนนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่นอน

“ขออภัยที่เสียมารยาทนะครับ แต่ใครเป็นท่านยายเหรอครับ”

“โอ้...!!! เราลิลิธเป็นท่านยายของลิลิมุ และแม่ของลิลินจ้า”

“เราลิลิน ลิลิมุเป็นลูกของเรา ลิลิธเป็นแม่ของเขา”

“ส่วนเราลิลิมุ เป็นลูกของแม่ลิลิน และหลานของยายลิลิธ”

ทั้งสามสาวที่ยืนเรียงหน้ากระดานพูดขึ้นพร้อมกัน คำตอบของพวกเธอที่ชวนงงงวยทำให้เทพหนุ่มยืนนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะเริ่มตอบสนอง

“เอ่อ...แปลว่าลิลิธเป็นคุณยาย...ไม่ใช่น้องของลิลิมุเหรอครับ”

ซีลอนพูดขึ้นก่อนจะมองไปทางลิลิธ ที่ถ้าดูจากภายนอกแล้วเธอดูอายุน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความสูง ท่าทาง หน้าตา หรือการแต่งตัว

“ใช่แล้วค่ะ พี่ซีลอน อิอิอิ พี่ซีลอนของคุณยายลิลิธ ลา~~ลา~~...”

ลิลิธหัวเราะขึ้นอย่างสนุกสนานก่อนจะวิ่งไปรอบๆพร้อมล้อเลียนเทพหนุ่มไม่หยุด ที่ทำให้ลิลิมุหัวเราะขึ้นเสียงใส ในขณะที่ลิลินเองก็ยิ้มหวานออกมา

“แฮะๆ...อึก !

เทพหนุ่มได้แต่หัวเราะแห้งๆ ด้วยความเขิน เพราะสามสาวตรงหน้าของเขาเวลานี้ดูน่ารักมาก แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกมึนหัวจนเซไปครึ่งก้าว ซึ่งลิลิมุก็เข้ามาประคองเขาเอาไว้ทันที

“ซีลอน ระวังค่ะ ! ลิลิมุบอกแล้วยังไงคะ ว่าควรกางปีกด้วย”

สาวน้อยดุอีกฝ่ายเบาๆ เพราะเธอจำได้ว่าเคยบอกให้เขากางปีกแล้วครั้งหนึ่งจะได้เคลื่อนไหวได้สะดวก

“ถ้าซีลอนกางปีก จะเป็นที่สังเกตเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ลิลิมุใช้ร่างเผ่าเทพแล้วแบ่งพลังให้เขาดีกว่า”

ลิลินพูดกับลูกสาวของเธอ ถึงทุกคนจะยอมรับว่าเผ่าเทพเป็นเผ่าที่ทรงพลังมากที่สุดก็ตาม แต่ความคิดนั้นเปลี่ยนไปค่อนข้างมากหลังจากสงครามเมื่อ 200 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ซีลอนยังอยู่ในมหาภพแห่งความมืดอีก ทำให้อาจจะมีเผ่าแห่งความมืดบางคนอาจจ้องทำร้ายซีลอนได้

“เข้าใจแล้วค่ะ ท่านแม่”

ลิลิมุรับคำก่อนที่ร่างของเธอจะเปล่งแสงสีขาวออกมาจางๆ แล้วปรากฏการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ย้อนจากหลังมาหน้า เส้นผมของเธอค่อยๆกลายเป็นสีทองจากปลายสู่โคน พลังแห่งความมืดจำนวนมากหายไป และแทนที่ด้วยพลังแห่งแสงสว่างที่มาพร้อมกับบุคคลิกสดใสร่าเริงของเจ้าตัว

ด้านซีลอนก็มองลิลิมุแปลงร่างจนเสร็จก่อนจะถามขึ้น

“เอ่อ...แบ่งพลังนี่...หมายความว่ายังไงเหรอครับ”

“ก็แบบนี้ยังไงล่ะ”

ลิลิมุในร่างเทพตอบพร้อมกับเข้ามาจับมือของซีลอนเอาไว้ ที่ทำให้เทพหนุ่มตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเบิกตาขึ้นกว้าง เพราะพลังของเขาที่หายไปกับการตามลิลิธมาในทางลับ ค่อยๆถูกเติมเต็มด้วยพลังที่ไหลมาจากมือของสาวน้อยตรงหน้าของเขา

“ฮ้าว...! เรื่องต่อจากนี้เอาไว้วันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เราง่วงแล้ว”

ลิลิธเอามือปิดปากหาว เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ก่อนจะจับกระโปรงของลิลินเอาไว้และเงยหน้าขึ้นไปพูดกับอีกฝ่าย

“นี่ๆ ช่วงนี้เชสไม่อยู่ใช่ไหม ให้แม่นอนด้วยได้เปล่า”

“ไม่นะท่านยาย ลิลิมุจะนอนกับท่านแม่”

ลิลิมุใช้มือมือเข้ามาดึงกระโปรงอีกด้านของลิลินเอาไว้ จนกระโปรงของสาวสวยเลิกขึ้นจนเห็นขาอ่อนขาวๆ ที่ทำให้ซีลอนต้องเลี่ยงสายตาไปทางอื่น

“ก็นอนพร้อมกันเลยสิ”

ลิลินสาวตอบเสียงเรียบก่อนจะหันมามองเทพหนุ่ม

“ซีลอนจะนอนกับเราด้วยไหม”

“...”

ซีลอนถึงกับพูดไม่ออกเมื่อโดนสาวสวยอย่างลิลินชวน หนำซ้ำลิลิมุกับลิลิธก็ดูไม่ทุกข์ร้อนกับคำถามนี้เสียด้วย แต่ถึงเขาจะอยากตอบตกลงสักเท่าไหร่ ก็รู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควร

“ไม่ดีกว่าครับ ผมขอนอนห้องรับรองหรือห้องรับแขกดีกว่า”

“ไม่นอนกับพวกเราจริงๆเหรอ”

ลิลิมุเอียงคอถามเทพหนุ่มอย่างน่ารัก ที่ทำให้คนโดนถามอดลังเลขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ แต่ก็ต้องพยักหน้ายืนยันคำตอบไป

“อือ ถ้างั้นราตรีสวัสดิ์นะ ซีลอน เดี๋ยวเธอเดินตามพ่อบ้านไปห้องรับรองก็แล้วกัน”

ลิลิธที่ขยี้ตาถี่ๆ เดินเข้าไปดึงเชือกที่ทำให้เสียงกระดิ่งดังขึ้น ซึ่งแทบจะในทันทีก็มีพ่อบ้านชราคนหนึ่งเดินเข้ามานำทางเทพหนุ่มออกไปอย่างรู้งาน

 

เมื่อซีลอนเดินออกไปแล้วสามสาวก็เดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง ซึ่งระหว่างทางนั่นเอง

(ลูกแม่ รู้สึกยังไงกับซีลอนเหรอ)

ลิลิธที่ให้ลิลินอุ้มเดินกลับห้อง เอามือแตะที่หลังศีรษะของอีกฝ่ายเพื่อพูดคุยกันด้วยกระแสจิต เนื่องจากเธอไม่อยากให้ลิลิมุได้ยินสิ่งที่พวกเธอกำลังคุยกันนี้

(เป็นเผ่าเทพที่มีพลังแข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์ของพลังใกล้เคียงกับราชาอสูรซีลอน)

นางฟ้าสาวอธิบายกลับ เธอรู้สึกได้ตั้งแต่ที่ซีลอนเดินเข้ามาในปราสาทแล้ว ว่าเขามีพลังแบบที่เธอรู้จัก แม้จะมีพลังน้อยกว่าและมีพื้นฐานมาจากพลังแห่งแสงสว่างก็ตาม

ด้านลิลิธเมื่อได้ยินก็พยักหน้าถี่ๆ แบบนี้เธอคงไม่ต้องกังวลมากแล้ว

(อือ แบบนี้เขาคงไม่ใช่คนที่อาณาจักรเทพส่งมาสินะ)

(ยังมีความเป็นไปได้อยู่ ลูกเลยส่งให้เขาไปนอนในห้องรับรองติดกับห้องของวินดี้)

ลิลินคิดต่างออกไป เธอยังไม่ไว้ใจซีลอนนักจึงส่งสัญญาณให้พ่อบ้านพาเข้าไปห้องรับรองที่เตรียมไว้ในกรณีนี้โดยเฉพาะ

ในตอนนั้นลิลิมุก็หันขึ้นมามองทั้งสองคน

“คุยอะไรกันเหรอค่ะ”

สาวน้อยถามขึ้น เธอรู้ดีว่าเวลาที่ท่านยายของเธอเงียบเวลาอยู่กับแม่ของเธอนั่น แปลว่าทั้งสองคนกำลังคุยอะไรกันอยู่ เพราะปกติแล้วลิลิธเป็นคนที่พูดเก่งมาก

“แม่อยากให้ลูกเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เจอซีลอนได้ไหม”

ลิลินยิ้มพร้อมกับถามเรื่องของซีลอนจากลูกสาวของเธอ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ได้สิคะ”

 

ทางด้านของซีลอนที่เพิ่งถึงห้องนอนของเขา ก็สัมผัสได้ว่าเขายังไม่ได้รับความไว้วางใจนัก เพราะห้องนอนของเขาโดนล้อมเอาไว้ด้วยห้องของเผ่าแห่งความมืดที่มีพลังแข็งแกร่ง ซึ่งเขาก็ไม่แปลกใจอะไรเนื่องจากถ้าหากมีเผ่าแห่งความมืดเผลอเข้าไปในมหาภพแห่งแสงละก็ คงโดนฆ่าตั้งแต่แรกเห็นแล้ว

“องค์หญิงน้อยลิลิมุเหรอ...”

เขาพูดออกมาเบาๆ ขณะเหม่อมองมือของตัวเองที่ยังมีไออุ่นจากมือของลิลิมุติดอยู่ พร้อมกับคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนี้ ที่ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย

 

เมื่อตื่นมาตอนเช้า ซีลอนก็พบว่าห้องนอนของเขาถูกล็อกจากภายนอกจึงลองเคาะประตูและส่งเสียงดู

“เอ่อ...มีใครอยู่ไหมครับ”

“โอ้ น้องซีลอนตื่นไวดีนี่ รอหน่อยนะครับ เดี๋ยวถึงเวลาแล้วพี่จะบอก”

เสียงของวินดี้ดังขึ้นจากอีกด้านของประตูที่ทำให้ซีลอนแปลกใจไม่น้อย เพราะมันอาจแปลว่าอีกฝ่ายมายืนเฝ้าเขาอยู่นานแล้ว แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะถ้าเผ่าแห่งความมืดจะฆ่าเขาล่ะก็ คงฆ่าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่ปล่อยให้เขาเจอคนสำคัญอย่าง ลิลิน ลิลิธ และลิลิมุได้เด็ดขาด

ซึ่งหลังจากรออยู่พักใหญ่ประตูก็ถูกเปิดออกโดยชายหนุ่มหัวสีฟ้านั่นเอง

“ขอโทษที่ให้รอนะครับ พอดีมีเรื่องต้องชี้แจงให้ทุกคนทราบก่อนจะได้พบกับน้องซีลอน เลยต้องใช้เวลาหน่อย ตามพี่มาทางนี้เลย แล้วเมื่อคืนนอนสบายไหมครับ”

“สบายดีครับ”

ซีลอนยิ้มก่อนจะเดินตามไปอย่างว่าง่าย เมื่ออยู่ในห้องส่วนตัวเขาก็กางปีกออกได้ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อรวมกับที่นอนอย่างดีและความเหนื่อยในการต่อสู้เมื่อนานแล้ว เขาก็หลับเป็นตายเลยทีเดียว ส่วนตอนนี้เขาเก็บปีกเอาไว้ตามคำเตือนของลิลินเมื่อคืนอยู่

 

ไม่นานทั้งสองคนก็เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ ที่เทพหนุ่มจำได้ว่าเป็นประตูของห้องที่เขาพบกับลิลินเมื่อวานนี้ ที่น่าจะเป็นห้องโถงของปราสาท ก่อนที่วินดี้จะผลักประตูเข้าไป

“สวัสดีครับ ราชองครักษ์วินดี้ พาซีลอนมาแล้ว”

ชายหนุ่มกล่าวทักทายกับทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ นอกจากสามสาวที่นั่งอยู่บนแท่นที่ยกสูงขึ้นไป และชาร์ล็อตที่ยืนอยู่ติดกันแล้ว คนอื่นล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับซีลอนทั้งสิ้น ทว่ากับพวกเขาแล้วมีหลายคนที่รู้จักในหน้าของซีลอนดี

“ทะ...ท่านซีลอน”

เผ่าจระเข้คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแทบแห้ง ที่ทำให้ซีลอนจำได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนเดียวกับที่คุยกับลิลินเมื่อคืนนี้ จระเข้ร่างยักษ์เบิกตากว้างมองเขาอย่างตกตะลึง ก่อนจะเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ แบบเดียวกับชาวเมืองบางคนที่ทำกับเขาแบบนี้ จนเทพหนุ่มคิดว่าอาจจะเป็นวิธีการต้อนรับอะไรบางอย่าง

“อู่หลง ใจเย็นๆ เขาไม่ใช่หรอก”

ในตอนนั้นเองเผ่าแพะที่ยืนอยู่ข้างกันก็เข้ามาจับไหล่เผ่าจระเข้เอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายหันมามองซึ่งเขาก็ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะพาเพื่อนกลับเข้าไปในแถว โดนตัวเองก็มองหน้าของซีลอนเป็นระยะๆเช่นเดียวกัน

“เอาล่ะ อยู่ในความสงบกันหน่อย !!!

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่อยู่ตรงกลางของแท่นที่ยกสูง เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผมสีทอง ที่มองยังไงก็เหมือนเผ่าเทพ

“ข้าราชาแห่งความมืดลูซิเฟอร์ ขอต้อนรับผู้อาณาจักรแห่งความมืด และขอบคุณที่ช่วยหลานสาวของข้าเอาไว้”

ลูซิเฟอร์ที่อุ้มลิลิธเอาไว้ลุกขึ้นยืนขอบคุณอีกฝ่าย ในขณะที่สาวน้อยในอ้อมกอดเองก็ยิ้มและโบกมือให้ซีลอนเช่นเดียวกัน

แม้หลายๆคนจะกำลังตื่นเต้นอยู่ก็ตาม ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ล้วนแต่มีท่าทางสำรวมเพราะอยู่ต่อหน้าราชาและราชวงศ์แห่งความมืด มีเพียงแค่คนเดียวที่ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย

“ซีลอน~~~... ลิลิมุคิดถึงจัง เมื่อคืนบอกแล้วให้นอนด้วยกันก็ไม่เชื่อ”

สาวน้อยวิ่งลงไปจับมือของเทพหนุ่มเอาไว้แน่นและพูดกับเขาอย่างไม่สนใจสายตาของคนอื่น คำว่านอนด้วยกันนั้นทำให้ซีลอนถึงกับหน้าซีด เพราะเกรงว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดกันหมด ทว่ากลับไม่มีใครพูดอะไรเลย เป็นเพราะเข้าใจดีว่าสาวน้อยเป็นอย่างไร

“เราขอถามซีลอนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในมหาภพแห่งแสงได้หรือไม่”

ลิลินที่ยังยืนอยู่ที่เดิมพูดขึ้น ที่เธอเรียกซีลอนเข้ามาส่วนหนึ่งเพราะอยากสอบถามเรื่องนี้ โดยก่อนหน้านี้เธอได้ชี้แจ้งให้ทุกคนทราบแล้วว่าซีลอนอาจจะย้ายมาอยู่ที่นี่อย่างถาวร นอกจากนี้เขายังมีพลังที่คล้ายกับราชาอสูรซีลอนมาก และเป็นเหตุให้น่าเชื่อว่าโดนขับออกจากอาณาจักรเทพจริงๆ เมื่ออ้างอิงจากหลักเกณฑ์ที่ถูกตราขึ้น หลังจากที่เธอตัดสินใจไม่กลับอาณาจักรเทพ

“ดะ...ได้ครับ”

ซีลอนตอบอย่างตะกุกตะกัก เพราะมีลิลิมุกำลังจับมือของเขาอยู่ และดูเหมือนจะมีสายตาอีกไม่น้อยกำลังจ้องมองมาทางเขา ซึ่งเหมือนเขาตอบนางฟ้าสาวก็เริ่มถามทันที

“อาณาจักรเทพ มีแผนจะโจมตีอาณาจักรแห่งความมืดอีกไหม”

“ไม่มีครับ อันนี้ผมสามารถยืนยันได้ เพราะนโยบายหลักที่อาณาจักรเทพใช้ติดต่อกันกว่าสองร้อยปี คือการอยู่อย่างสงบและฟื้นฟูความเสียหายจากสงคราม”

เมื่อได้ยินคำตอบ ลิลินก็หันไปมองชาร์ล็อตที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ ที่ทำให้แม่มดสาวเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหูเธอเบาๆ

“พ่อของซีลอนเป็นคนของสภาสูงค่ะ คิดว่าเป็นคำพูดที่มีน้ำหนัก”

ชาร์ล็อตบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้กับลิลิน สำหรับเธอแล้วไม่ว่าอาณาจักรแห่งแสงสว่างจะมีแผนโจมตีหรือไม่ก็ตาม เธอก็ไม่สนใจเท่าไหร่นัก เป็นเพราะตอนนี้อาณาจักรแห่งความมืดกำลังเข้มแข็งถึงขีดสุด ถ้าหากมาบุกผลของมันก็คงเหมือนเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

“เข้าใจแล้ว ลิลิมุ ลูกพาซีลอนไปรอก่อนนะ”

นางฟ้าสาวพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะโบกมือให้ลิลิมุพาซีลอนไปรอที่ริมกำแพงด้านหนึ่ง แล้วจึงเรียกขุนนางคนอื่นมาสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ประจำวันต่อ

 

“นี่ๆ แล้วซีลอนคิดยังไงกับอาณาจักรแห่งความมืดบ้างเหรอ”

เมื่อเดินมาถึงที่ ลิลิมุก็เปลี่ยนจากจับมือมาเป็นกอดแขนของซีลอนเอาไว้  เมื่อวานเธอไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาหลังจากเข้ามาในมหาภพแห่งความมืดนัก เพราะต้องรีบกลับมาบอกแม่ของเธอเรื่องที่โดนเผ่าเครื่องจักรโจมตี รวมถึงบอกเรื่องที่ซีลอนจะเข้ามาอยู่ในมหาภพแห่งความมืดด้วย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเลยจึงหาเรื่องคุยทันที

“เอ่อ...ผิดจากที่คิดเอาไว้เยอะเลยครับ”

เทพหนุ่มผมแดงยกมือขึ้นเกาที่คางเบาๆขณะตอบ เนื่องจากเขาค่อนข้างรู้สึกผิดที่คิดว่าที่นี่น่าอยู่ยิ่งกว่ามหาภพแห่งแสงบ้านเกิดของเขาเสียอีก

“อิอิ แน่นอนอยู่แล้ว ซีลอนจะอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ได้นะ บ้านของเรามีห้องว่างเยอะเลย”

ลิลิมุหัวเราะขึ้นมาอย่างมีความสุข ที่ในที่สุดเธอก็มีเพื่อนที่มีอายุไล่เลี่ยกันเสียที นอกจากนี้เธอยังรู้สึกว่าถ้าอยู่กับซีลอนจะต้องมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแน่นอน

“ไม่ได้หรอกครับ เพราะผมมีเวลาที่จะอยู่ในมหาภพนี้ได้จำกัด”

ซีลอนได้แต่ยิ้มเศร้าๆ ให้อีกฝ่าย ด้วยพลังที่เขามีคงอยู่ในมหาภพได้ต่อเนื่องกันอย่างมากก็หนึ่งเดือนเท่านั้น ทว่าสาวน้อยกลับไม่คิดแบบนั้น

“ก็ให้เราเพิ่มพลังให้เรื่อยๆก็ได้นี่ เหมือนที่เราเพิ่มให้ท่านแม่ไง”

“แล้วพลังแห่งสว่างของคุณ...จะไม่หมดเหรอครับ”

เทพหนุ่มถามกลับ ในมหาภพแห่งความมืดไม่ได้รับพลังจากกลุ่มก้อนแห่งแสงสว่าง ทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งแสงสว่างไม่สามารถเติมพลังให้ตัวเองได้ ถึงลิลิมุจะมีพลังมหาศาลแค่ไหนเขาก็คิดว่าเธอก็คงมีขีดจำกัดเช่นกัน

“เอ๋...พลังมีหมดด้วยเหรอ”

สาวน้อยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ ที่ทำให้ซีลอนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ

“ปกติแล้วคุณไปมหาภพแห่งเสียงเป็นประจำหรือเปล่าครับ”

“ไม่นี่ ตอนที่เราเจอกับซีลอนเป็นครั้งแรกที่เราไปมหาภพแห่งเสียง ที่นั่นสนุกมากๆเลย”

เธอตอบคำถามพร้อมกับยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงสวนสนุกที่เธอเพิ่งไปเที่ยวมา ทว่ากับซีลอนแล้วนี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก

“คะ...ครั้งแรกเหรอครับ หรือว่าที่ผ่านมาคุณจะอยู่ในมหาภพแห่งความมืดมาตลอด”

ซีลอนถามต่อด้วยความตกตะลึง เป็นไปไม่ได้เลยที่ลิลินจะมีพลังแห่งแสงสว่างมากขนาดนั้น ถ้าหากไม่ได้ซึมซับพลังจากกลุ่มก้อนพลังแห่งแสงสว่าง ซึ่งการที่เธออยู่ในอาณาจักรแห่งความมืดมาตลอด น่าจะแปลว่าเธอมีพลังติดตัวอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

“แล้วคุณไปเอาพลังมาจากไหนกัน...”

สาวน้อยมองคนถามอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก เธอยืนคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะอธิบายให้ฟังอย่างไรดี ก่อนตัดสินใจทำให้เขาดูด้วยการรวบรวมพลังแห่งความมืด ด้วยพลังแห่งความมืดที่หนาแน่น ทำให้พลังถูกรวบแน่นกลายเป็นลูกบอลสีดำที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้

“นี่ไงๆ ดูนี่นะ”

เธอเรียกให้อีกฝ่ายดูอย่างร่าเริง แล้วจึงเปลี่ยนลูกบอลสีดำในมือให้กลายเป็นลูกบอลสีขาวสว่าง ก่อนจะส่งมันให้กับซีลอนที่อ้าปากค้างถือมันเอาไว้

“คุณเปลี่ยนพลังแห่งความมืดเป็นพลังแห่งแสงสว่างได้ เป็นไปไม่ได้”

ไม่ปากของเทพผมแดงจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่หลักฐานว่ามันเป็นไปได้นั้นอยู่ในมือของเขาแล้ว ที่ผ่านมาเขาคิดว่าพลังแสงสว่างกับความมืดเป็นพลังที่อยู่คนละขั้ว จึงไม่น่ามีใครเปลี่ยนมันได้ขนาดนี้

“นี่ๆ เปลี่ยนจากพลังสีขาวเป็นสีดำก็ได้นะ จะให้ทำให้ดูไหม”

เมื่อเห็นซีลอนดูตื่นเต้นมาก ลิลิมุจึงรู้สึกสนุกจนเอาลูกพลังในมือของซีลอนกลับมา ก่อนจะเปลี่ยนมันเป็นสีดำกับสีขาวสลับกันไปมาอย่างคล่องแคล่ว ที่ถึงอีกฝ่ายจะไม่อยากเชื่อก็ตามก็ต้องเชื่อในที่สุด

“คุณทำได้ยังไง”

“ท่านแม่บอกว่า แสงสว่างกับความมืดแต่เดิมเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้นเลยสลับไปมาได้ไง แต่มีแต่เรานะที่ทำได้ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”

ลิลิมุตอบก่อนจะเอียงคอด้วยความสงสัย เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอมีพลังมากกว่าเธอมาก แต่พลังแห่งแสงสว่างในตัวกลับเพิ่มขึ้นช้ามากๆ ซึ่งเธอก็ไม่สามารถเพิ่มพลังให้แม่ของเธอได้ เนื่องจากตัวเองมีพลังน้อยกว่าและมีอุปสรรคที่แม่ของเธอเรียกว่าแรงดันเวทมนตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

“แสงสว่างกับความมืด แต่เดิมเป็นอย่างเดียวกันเหรอครับ”

ซีลอนทวนคำพูดของสาวน้อยอย่างช้าๆ สิ่งนี้ได้ทำลายทุกอย่างที่เขาเคยได้รู้มาก็ว่าได้ เพราะถ้ามันเป็นจริง ก็หมายความว่ามหาภพแห่งแสงสว่างและความมืดนั้นไม่ต่างกัน ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นศัตรูกันแม้แต่น้อย ซึ่งเรื่องที่มันเป็นจริงหรือไม่นั้นเขาต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง
-----------------------------------------------
เห็นคนคอมเม้นต์เยอะๆแล้วอยากอัพอีกเอิ้กๆ ขอบคุณทุกคนจ้า
-----------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

558 ความคิดเห็น

  1. #519 Xeroth (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2556 / 18:45
    คุ้มค่าที่รอคอย ;w;
    #519
    0
  2. #518 The Memorial (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 11:14
    เชสหวงลูกสาวแน่ๆเลยแบบนี้ แต่รู้ไหม ลิลิมุเป็นคนต้องสาป ถ้าใครมาหลงต้องโดนพ่อตาตบก่อนนะครับ อิอิ
    #518
    0
  3. #517 GoZeAria (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2556 / 03:32
    ขอบคุณครับ หนุกมากติดตามตอนต่อไปครับ สู้ๆนะครับ
    #517
    0
  4. #516 Roseamanelle Ouka Barsburg (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 23:13
    จะรออ่านต่อนะคะ อัพต่อเร็วๆนะคะ ^_^
    #516
    0