Tale of the falling angel : เปิดตำนานนางฟ้าตกสวรรค์

ตอนที่ 55 : มหาภพแห่งความมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ต.ค. 56

บทที่ 3

มหาภพแห่งความมืด

 

ด้วยความร่วมมือของทั้งสามคน ใช้เวลาไม่นานเผ่าจักรกลที่ตามพวกเขามาทั้งหมดก็กลายเป็นเศษเหล็กกระจายอยู่เต็มพื้น ไม่เว้นแม้แต่ตู้คอนเทนเนอร์ที่โดนทำลายทิ้งด้วยเหตุผลที่ว่ากันเอาไว้ดีกว่าแก้เช่นกัน โดยมีบลัดกับรถคู่ใจของเขากำลังมองเศษเหล็กอย่างเหยียดหยาม

“หึหึหึ เป็นไงล่ะ คิดหาเรื่องกับพวกข้าสุดท้ายก็เป็นแบบนี้แหละ...เย้ย !!!

ในขณะที่คนขับรถกำลังพยายามทำตัวเท่อยู่นั่นเอง อยู่ก็มีส่วนศีรษะของหุ่นยนต์ตัวหนึ่งลอยมาทางเขา เป็นผลให้วิ่งหนีไปหลบด้านหลังของวินดี้ที่ยืนข้างๆอย่างหมดหมาด

ซึ่งตัวการของเรื่องนี้ ก็คือลิลิมุที่ถือส่วนหัวของหุ่นยนต์วิ่งเข้ามาหาบลัดนั่นเอง

“อิอิอิ คุณบลัดตลกดีจัง พวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ยังกลัว”

ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้เธอหัวเราะออกมาเสียงใส เมื่อครู่นี้หลังจากการออดอ้อนให้ชาร์ล็อตอนุญาตให้เธอสำรวจซากของเผ่าเครื่องจักร เธอก็ไปคุ้ยซากเล่นอย่างสนุกสนาน โดยตั้งใจจะเอาส่วนหัวของหุ่นยนต์ไปเป็นของที่ระลึกนั่นเอง

“โธ่...น้องลิลิมุอย่าเล่นแบบนี้สิครับ พี่เป็นแวมไพร์นะ จะให้สู้กับพวกไม่มีเลือดเนื้ออย่างจักรกลได้ยังไงล่ะจริงไหม”

บลัดอ้างเหตุผลอย่างชาญฉลาด ที่ทำให้สาวน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเขาเป็นผีดูดเลือดแต่หุ่นยนต์พวกนี้ไม่มีเลือดให้ดูดอย่างที่บลัดว่า

เมื่อดูจากเผ่าเครื่องจักรที่กลายเป็นเศษซาก ก็รู้ได้ทันทีว่าการต่อสู้เมื่อครู่นี้ต้องรุนแรงมากแน่นอน ทว่าวินดี้กับชาร์ล็อตกลับไม่มีท่าทางว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ต่างจากซีลอนที่ต้องเอามือค่ำต้นขาเองไว้พร้อมกับหายใจเข้าอย่างแรง ทั้งนี้เป็นเพราะพลังสีแดงของเขากินแรงไม่ใช่เล่น

“แฮ่ก...แฮ่ก...”

“ทำไมถึงไม่เรียกอาวุธออกมาใช้ล่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้”

วินดี้ตบบ่าของเผ่าหนุ่มเบาๆ ก่อนจะถามเขาด้วยความสงสัย ปกติแล้วเผ่าที่มีพลังเวทมนตร์มากๆอย่างเผ่าเทพหรือเผ่าแม่มด จะสามารถใช้พลังของตัวเองควบแน่นเป็นอาวุธประจำตัวได้ ซึ่งเขาเองก็เคยเห็นเผ่าเทพเรียกอาวุธแบบนี้ออกมาหลายครั้ง จึงคิดว่าซีลอนเองก็น่าจะเรียกออกมาได้เช่นกัน

“อาวุธแบบนั้นผมไม่มีหรอกครับ”

ซีลอนตอบเสียงเศร้า การที่เขาเรียกอาวุธออกมาไม่ได้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เขาโดนกล่าวหาว่าไม่เหมือนเทพ เพราะเผ่าที่เรียกอาวุธออกมาไม่ได้ส่วนมากจะเป็นเผ่าที่ใช้พละกำลังเป็นหลัก และเผ่าแบบนั้นส่วนมากเป็นเผ่าพันธุ์แห่งความมืด นั่นทำให้วินดี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย

“งั้นเหรอ ขอโทษที”

“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เพราะยังไงก็ไม่มีอะไรที่พลังนี้ตัดไม่ขาดอยู่แล้ว”

ซีลอนส่ายหน้าไปมา แม้จะกินแรงสักหน่อยแต่พลังนี้ของเขาร้ายกาจมาก เพราะฝ่ามือที่มีพลังนี้ห่อหุ้มเอาไว้จะตัดได้ทุกอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่รังเกียจมันในแง่ของอาวุธแม้แต่น้อย

“เอาล่ะพวกมันคงหมดแล้ว พวกเราไปเมืองทางเชื่อมต่อกันเถอะ”

ชาร์ล็อตที่เพิ่งกลับมาหลังจากเดินสำรวจรอบๆอยู่พักหนึ่งบอกให้ทุกคนเดินทางต่อ ก่อนจะเดินขึ้นรถของบลัดเป็นคนแรก ตามมาด้วยพลขับที่ประจำที่อย่างรวดเร็ว

“...”

ซีลอนยืนนิ่งอยู่กับที่ ถึงเขาจะดีใจมากก็ตามที่จะได้ไปกับลิลิมุก็ตาม แต่เขาเป็นเผ่าเทพและทุกคนกำลังเดินทางไปยังมหาภพแห่งความมืด เขาเลยเกิดความคิดว่าบางทีเขาไม่ควรไปเพราะจะทำให้ทุกคนลำบากเปล่าๆ แต่ในตอนนั้นเองก็มีมือนุ่มๆเข้ามากอดแขนของเขาเอาไว้

เมื่อหันไปก็เป็นลิลิมุที่ยิ้มอย่างสดใสให้เขา ไม่ว่าจะกี่ครั้งเทพหนุ่มก็ยังไม่ชินกับความสวยของเธอ ที่เปล่งประกายแข่งกับดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสบายๆ

“นี่ๆ ซีลอน พวกเราไปกับเถอะ อิอิอิ”

“ครับ...”

สาวน้อยดึงแขนของอีกฝ่ายที่กอดอยู่เบาๆ ที่ทำให้ซีลอนได้แต่เดินตามเธอไปอย่างว่าง่าย

“เหมือนกันไม่มีผิด...”

วินดี้ที่มองอยู่พูดขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย ไม่ว่าจะลิลิมุหรือแม่ของเธอ ก็ไม่มีผู้ชายคนไหนสามารถต่อกรได้เหมือนกัน

 

ขณะอยู่บนรถเสียงใสๆของลิลิมุก็ดังขึ้นไม่มีหยุด

“นี่ๆ มหาภพแห่งแสงสว่างเป็นยังไงเหรอ เป็นกลางวันตลอดเลยรึเปล่า”

“เอ่อ...ถ้าให้เทียบก็คงคล้ายๆกับเมืองโรม่ากับเอเทนในมหาภพแห่งเสียงครับ แต่สงบกว่ามาก แล้วก็ไม่ได้มีแต่กลางวันนะครับ มีกลางคืนด้วย”

ซีลอนตอบอย่างตะกุกตะกัก เนื่องจากสาวน้อยที่นั่งติดกันเกาะแขนของเขาไม่ปล่อย และเวลาถามอะไรเธอมักโน้มตัวเข้ามาใกล้เขามากเสมอ จนบางครั้งริมฝีปากสีชมพูนั้นแทบจะจนกับจมูกของเขาเลยทีเดียว ลมหายใจอุ่นๆและกลิ่นหอมๆของเธอทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องตลอดเวลา

“เอ๋ เมืองโรม่ากับเอเทนเหรอที่มีตึกสีขาวๆเยอะๆใช่ไหม แล้วมีกลางคืนด้วย ดีจังนะ !!! ที่มหาภพแห่งความมืดไม่มีกลางวันเลย มีแต่มืดมากกับมืดน้อยแค่นั้นเอง”

สาวน้อยพูดขึ้นพร้อมกับนึกถึงรูปที่เธอเคยเห็นไปด้วย ที่ผ่านมาเธอเคยถามแม่เธอหลายครั้งแล้วว่ามหาภพแห่งแสงเป็นยังไง แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่เธอพอใจเลย ราวกับแม่ของเธออยู่แต่กับบ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน

“มืดมากกับมืดน้อยเหรอครับ”

ซีลอนทวนคำพูดของลิลิมุอย่างสงสัย

“น้องลิลิมุค่ะ ยังไงก็ถอยออกมาหน่อยดีกว่าค่ะ...เฮ้อ”

ด้านของชาร์ล็อตที่นั่งมองลิลิมุกอดแขนเทพหนุ่มก็พยายามเตือนเด็กสาวให้สงวนท่าที แต่ดูอีกฝ่ายจะไม่ยอมทำตามแม้แต่น้อย ทำให้เธอถอนหายใจยาวออกมา เพราะตั้งแต่เด็กลิลิมุมักเห็นแม่กับย่าของเธอเข้าไปกอดและตัวติดกับคนรักเสมอ จนมันดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว นอกจากนี้ลิลิมุยังมีสายเลือดเซอร์คิวบัสอยู่กึ่งหนึ่ง ที่ทำให้การนัวเนียคนที่ชอบเป็นเหมือนสัญชาตญาณของเธอ

เมื่อเห็นบรรยากาศในรถเริ่มอึดอัดวินดี้ก็พยายามชวนคุยเพื่อทำให้ทุกคนผ่อนคลาย

“นั่นสิครับ ที่มหาภพแห่งความมืดน่ะ ไม่มีพลังแห่งแสงสว่างหรอกนะ ยังไงไปถึงเมืองทางเชื่อมต่อแล้ว ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมามหาภพแห่งเสียงเมื่อไหร่”

“อือ ใช่แล้วๆ กินขนมก่อนสิ เป็นของขึ้นชื่อของมหาภพแห่งความมืดเลยนะ”

ลิลิมุพยักหน้าถี่ๆ เธอรู้ดีว่าการเตรียมความพร้อมที่วินดี้พูดถึง คือการทำให้พลังเวทมนตร์เต็มเอาไว้ก่อน ซึ่งนอกจากการรับพลังจากกลุ่มก้อนพลังที่ตรงกับตัวเองแล้ว ยังมีวิธีทำให้ท้องอิ่มด้วย นั่นทำให้เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋าถือและหยิบของอย่างหนึ่งออกมายื่นให้ซีลอน

“เอ่อ...ขอบคุณครับ”

เทพหนุ่มรับของชิ้นหนึ่งมาจากมือของเด็กสาว มันเป็นขนมทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อไว้ด้วยกระดาษสีทอง ด้วยความที่มหาภพแห่งแสงเลี่ยงการติดต่อกับมหาภพแห่งความมืด ทำให้เขาไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไรจึงแกะออกดูด้วยความสงสัย ข้างในนั้นคือขนมสีน้ำตาลเข้มที่ส่งกลิ่นหอมหวานจางๆออกมา แม้จะไม่บ่อยนักแต่ขณะอยู่ในมหาภพแห่งแสงเขาก็เคยได้กินมันมาบ้าง

“ช็อกโกแลตเหรอครับ”

“อือ ใช่แล้ว อันนี้ลิลิมุทำเองเลยนะ อิอิอิ”

เด็กสาวพยักหน้าและยิ้มให้อย่างน่ารัก คำว่าเป็นของที่เธอทำเองนั้นทำให้ซีลอนไม่อยากกินมันเข้าไป แต่อยากเก็บมันเอาไว้มากกว่า แต่ดูจากสายตาคาดหวังของอีกฝ่ายแล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้เทพหนุ่มเอามันใส่ปากทันที เมื่อเข้าไปในปากช็อกโกแลตก้อนนั้นก็ละลายในปากอย่างช้าๆ ปล่อยความหวานและขมออกมาอย่างต่อเนื่อง

“อร่อย...”

ซีลอนพูดออกมาอย่างตกตะลึง ที่ผ่านมาช็อกโกแลตที่เขาเคยกินนั้นมักจะหวานเกินไปจนแสบคอ ไม่ก็มีแต่รสขมจนเหมือนกับกำลังเคี้ยวก้อนถ่าน แต่ช็อกโกแลตของลิลิมุนั้นมีส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบ ที่ทำให้มันอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา

“นี่ๆ พี่บลัดขอช็อกโกแลตไว้หน่อยได้ไหม เด็กๆเขาอยากกินกันมากเลย”

เมื่อเห็นถุงใส่ช็อกโกแลตขนาดใหญ่ของลิลิมุ แวมไพร์พลขับก็ขอแบ่งมาบ้างทันที เนื่องจากในช่วงหลังมานี้ช็อกโกแลตจากมหาภพแห่งความมืดนั้นขึ้นชื่อมาก ซึ่งราคาขายของมันในมหาภพแห่งเสียงจะถูกเพิ่มราคาขึ้นอย่างมาก ซึ่งเด็กสาวก็แบ่งมันใส่ถุงอีกใบให้เขาอย่างว่าง่าย

“ได้ค่ะ คุณบลัด”

“ขอบคุณครับ ถึงเมืองทางเชื่อมต่อพอดีเลย คราวหน้ามาเที่ยวใหม่นะครับ”

หลังจากพลขับรับถุงขนมในมือเด็กสาวไป รถของเขาก็มาถึงเมืองทางเชื่อมต่อพอดี ด้วยความซาบซึ้งเขาจึงลงไปเปิดประตูให้กับลิลิมุด้วย

“ขอบคุณค่ะ คุณบลัด แล้วเจอกันใหม่นะคะ”

ชาร์ล็อตขอบคุณอีกฝ่ายขณะลงจากรถเป็นคนแรก ถึงจะมีนิสัยเสียอยู่บ้างแต่บลัดก็ทำหน้าที่ของได้ดีมาก ก่อนจะยืนรอให้ทุกคนลงมาจนครบ

“ค่ะ มาเที่ยวครั้งหน้าคงต้องรบกวนคุณบลัดแล้ว”

ลิลิมุยิ้มหวานให้อีกฝ่ายที่ยืนเคลิ้มมองเธออยู่พักใหญ่ ก่อนจะรู้ตัวเมื่อโทรศัพท์ของตัวเองดังขึ้นที่บอกว่างานต่อไปของเขามาแล้ว จึงโบกมือให้กับทุกคนและขับรถออกไปทันที

 

“เมืองทางเชื่อมต่อ ไม่เหมือนในรูปเลย”

เมื่อซีลอนเดินเข้าไปในเมือง เขาก็ขมวดคิ้วเข้าด้วยกัน เพราะตอนที่เขาเรียนมาเมืองทางเชื่อมต่อไปยังมหาภพแห่งความมืดนี้ เป็นแค่เมืองเล็กๆ ที่เป็นแหล่งรวมของร้านค้าเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเมืองใหญ่ที่ดูทันสมัยไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกที่สุดคือมันตั้งอยู่กลางเขตป่าสงวนที่สงบเงียบ

“แหม ทุกอย่างก็ต้องมีการพัฒนาสิครับ ใกล้ถึงเวลาที่ประตูเปิดพอดี พวกเรารีบไปกันดีกว่าครับ”

วินดี้พูดขึ้น ก่อนจะเดินนำทุกคนไปตามถนนหลักของเมือง ที่เมืองนี้พัฒนาไปมากเนื่องจากก่อนหน้านี้มหาภพแห่งความมืดไม่สงบสุขนัก แต่หลังจากที่เผ่าปีศาจและเผ่าอสูรได้รวมกันเป็นเผ่าแห่งความมืดแล้ว มหาภพแห่งความมืดก็สงบลงมาก

ประกอบกับมหานครแห่งความมืดอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเชื่อมต่อนัก ทำให้เมืองนี้ถูกพัฒนาไปมาก มีแม้กระทั่งเผ่าแห่งความมืดที่มาทำงานที่เมืองนี้ในตอนเช้า ก่อนจะกลับบ้านตัวเองที่อยู่ในมหาภพแห่งความมืดในตอนเย็นด้วยซ้ำไป

“นั่นๆไง ประตูกำลังเปิดด้วยล่ะ”

ลิลิมุชี้ไปยังโบสถ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมือง ที่เป็นสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 200 ปีแม้แต่น้อย ประตูบานใหญ่ของมันเปิดออกเผยให้เห็นม่านสีดำที่ดูเหมือนจะกลืนกินเข้าไปได้ทุกอย่าง

“ค่อยๆไปนะคะ ระวังล้ม”

ชาร์ล็อตเข้ามาจับมือของลิลิมุเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปในประตูอย่างระมัดระวังผิดปกติ ราวกับอาจจะมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับวินดี้ที่เข้ามาประกบติดด้านหลังของสาวน้อย และดูตื่นตัวผิดปกติเช่นกัน

“เอ่อ...ทั้งสองคนเป็นอะไรเหรอครับ”

เมื่อซีลอนเห็นท่าทางของทั้งสองคนก็อดถามไม่ได้ เมื่อพวกเขาดูระวังระวังมากก็ทำให้เขาเองต้องทำตามด้วยเช่นกัน

“ก็เผื่อเอาไว้เฉยๆน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก”

วินดี้ตอบโดยไม่ลดการป้องกันแม้แต่น้อย ที่เขาระวังตัวแบบนี้เพราะกลัวเกิดเรื่องแบบเมื่อ 200 ปีก่อน จนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว ก่อนจะเดินเข้าไปในประตูโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ทันทีที่ก้าวเข้าไป พวกเขาก็เหมือนเดินออกมาจากประตูโบสถ์สีดำ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองขนาดใหญ่อีกเมือง

“เย้...!!! กลับมาแล้วจ้า”

ลิลิมุวิ่งไปมาบนถนนอย่างร่าเริง โดยมีทหารยามที่ยืนเฝ้าประตูอยู่โบกมือทักทายเธออย่างสนิทสนม

“สวัสดีครับ ท่านลิลิมุ ยินดีต้อนรับกลับครับ”

“โอ้ สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่ตั้งใจทำงานนะคะ”

สาวน้อยขานรับก่อนจะทักทายอีกฝ่ายเช่นกัน แต่ทันทีที่ทหารยามเห็นซีลอนที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาก็เอามือจับอาวุธของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้ทันที แต่เมื่อเห็นหน้าชัดๆก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

“เผ่าเทพนี่...นั่นมัน...”

“อ๋อ คนนี้เพื่อนของลิลิมุเอง ไม่เป็นอะไรหรอก”

สาวน้อยอธิบายให้ทหารยามฟัง ซึ่งพวกเขาก็หันไปมองชาร์ล็อตกับวินดี้ที่เพิ่งเดินออกมาจากประตู ทันทีที่ทั้งสองพยักหน้าตอบพวกเขาก็เก็บดาบและกลับไปประจำที่ของตัวเอง โดยมองหน้ากันไปมาไปด้วย

“พออยู่ในมหาภพแห่งความมืดนานๆ แล้วกลับไปอีกฝั่ง มันไม่ค่อยชินเลยเนอะ”

วินดี้หันไปพูดกับแม่มดสาวตรงหน้าเขา ในวัยเด็กเขาอยู่แต่ในมหาภพแห่งเสียงที่มีพลังแห่งความมืดเบาบางมาตลอด ก่อนจะย้ายมาอยู่ในมหาภพแห่งความมืดที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืดเป็นเวลาเกือบ 200 ปี ทำให้ไม่ค่อยชินเมื่อกลับไปอยู่ใบที่เดิมอีกครั้ง

“อืม...พวกเราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ซีลอนล่ะเป็นไงบ้าง”

ชาร์ล็อตซึมซับพลังแห่งความมืดเข้ามาทางลมหายใจ ก่อนจะหันมามองซีลอนที่ด้านหลัง

“เอ่อ...รู้สึกอึดอัดครับ เหมือนหายใจไม่ออก”

เทพหนุ่มที่สีหน้าของเขาไม่ดีนักตอบ

“ซีลอนกางปีกสิ ถ้ากางปีกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นนะ”

ลิลิมุหันมาพูดกับเผ่าหนุ่ม พร้อมๆกับกางปีกของตัวเองออก

พรึ่บ !!!

ปีกขนาดใหญ่ที่ทั้งสองข้างกว้างรวมกันเกือบสามเมตรกางออกจากด้านหลังของเด็กสาว แม้ในมหาภพแห่งความมืดในเวลากลางคือจะมืดดั่งคืนที่ไร้แสงจันทร์ก็ตาม แต่ทันทีทีลิลิมุกางปีกออก ก็ราวกับมีดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่ตรงหน้าของทุกคน ปีกของเธอมีสีขาวบริสุทธิ์อย่างที่ซีลอนไม่เคยเห็นมาก่อน

“ปีก !!! คุณเป็นเผ่าเทพจริงๆด้วย”

ซีลอนมองปีกของเด็กสาวด้วยความตกใจ ที่ผ่านมาเขาค่อนข้างสับสนว่าเธอเป็นใครกันแน่ ทั้งๆที่มีพลังแห่งแสงสว่างที่แข็งแกร่ง แต่กลับมีคนคุ้มกันเป็นเผ่าแห่งความมืดที่ทรงพลังถึงสองคนด้วยกัน แต่ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าเธอเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเขา จากปีกสีขาวบริสุทธิ์ที่ขยับไปมาราวกับกำลังยืดเส้นยืดสาย

คำพูดของเทพหนุ่มทำให้ลิลิมุเอียงคอเป็นด้านข้างเล็กน้อย เนื่องจากกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบอีกฝ่ายอย่างไรดี ก่อนจะตอบกลับ

“อืม...ถูกเพียงเสี้ยวเดียวนะ”

“หมายความว่ายังไงครับเสี้ยวเดียว”

ซีลอนขมวดคิ้วอย่างงุนงง

“มีแต่คุณตาของเราที่เป็นเผ่าเทพน่ะ นอกนั้นเป็นเผ่าความมืดหมดเลย”

เธออธิบายอย่างง่ายๆ ที่ยิ่งทำให้ซีลอนงงมากกว่าเดิม เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สองเผ่าที่ตรงข้ามกันจะมีลูกด้วยกันได้ จึงคิดว่าบางทีลิลิมุอาจจะล้อเขาเล่นก็ได้

“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะค่ะ เรารีบกลับมหานครแห่งความมืดกันก่อนดีกว่า พวกเราช้ามากแล้ว”

ชาร์ล็อตเข้ามาสะกิดด้านหลังของลิลิมุเบาๆ เนื่องจากทุกคนเสียเวลาไปกับเผ่าจักรกลที่ตามพวกเขามา ทำให้เลยกำหนดการกลับไปพอสมควร

“เอ่อ...นี่ไม่ใช่มหานครแห่งความมืดเหรอครับ”

ซีลอนถามด้วยความสงสัย เพราะเขารู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่มาก นอกจากนี้ยังเคยได้ยินมาว่าเมืองหลวงของเผ่าแห่งความมืดนั้นอยู่ไม่ห่างจากประตูทางเชื่อมต่อนัก จึงคิดว่าเป็นเมืองนี้

“หืม... เมืองหลวงของพวกเราไม่เล็กขนาดนี้หรอกครับ เดี๋ยวเห็นจะเข้าใจเอง”

วินดี้ยิ้มให้กับซีลอน เพราะคนที่เพิ่งเคยมามหาภพแห่งความมืดครั้งแรกก็มักจะเข้าใจแบบนี้

ในตอนนั้นเองลิลิมุก็ยกมือแตะปากเพราะเพิ่งนึกอะไรออก

“จริงสิ ซีลอนจะไปกับเรายังไง เขาเป็นเผ่าแห่งแสงสว่างนี่”

“เดี๋ยวให้วินดี้พาไป แล้วเราล่วงหน้าไปก่อนดีกว่าค่ะ”

“อือ เข้าใจแล้วเดี๋ยวเจอกันที่มหานครแห่งความมืดนะ”

ลิลิมุยิ้มให้กับซีลอนที่ทำหน้างง

“ตะ...แต่คุณก็เป็นเผ่าแห่งแสงสว่างนี่ครับ”

อีกครั้งที่เขาพูดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ เนื่องจากเขาแน่ใจว่าลิลิมุพลังของลิลิมุเป็นพลังแห่งแสงสว่าง และไม่ว่าดูตรงไหนเธอก็ดูเหมือนเผ่าเทพไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นสีผมสีตารวมถึงปีกสีขาวคู่ใหญ่ที่กลางหลังด้วย

“โอะ ตอนนี้ก็ใช่นะ แต่อีกไม่นานหรอก”

เด็กสาวตอบ ก่อนจะหลับตาลง ทันใดนั้นร่างของเธอจะมีไอแห่งความมืดหลั่งออกมา แล้วร่างกายของเธอก็เปลี่ยนไป

เรือนผมสีทองสว่างกลายเป็นสีดำจากปลายสู่โคน เช่นเดียวกับขนนกบนปีกของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีเดียวกัน แม้กระทั่งชุดของเธอเองก็กลายเป็นแบบที่เปิดเผยร่างกายมากขึ้น เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาดวงตาที่เคยเป็นสีทองของเธอก็กลายเป็นสีดำสนิท

“ลิลิมุ...”

ซีลอนพูดอย่างตกตะลึง จากที่ร่างของเด็กสาวเคยปล่อยพลังแห่งแสงสว่างออกมาอ่อนๆ กลายเป็นปล่อยพลังแห่งความมืดออกมาแทน อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอกลายเป็นเผ่าแห่งความมืดไปแล้ว นอกจากนี้ท่าทางและการพูดของเธอก็เปลี่ยนจากน่ามือเป็นหลังมืออีกด้วย

เธอเดินเข้ามาก่อนจะไล้นิ้วไปบนต้นแขนของเขาแล้วจึงเอามันมากอดแนบอกเอาไว้อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้พลังทำลายของมันมหาศาลมากกว่าครั้งก่อนหน้านี้มาก เพราะเมื่อเสื้อผ้าของเธอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้ต้นแขนของเขาสัมผัสกับความนุ่มนิ่มอบอุ่นของเธอได้โดยตรง

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ อีกเดี๋ยวก็เจอกันแล้ว ลิลิมุต้องไปรายงานท่านแม่เรื่องของคุณก่อน”

เมื่อมองหน้าของเธอก็เห็นรอยยิ้มที่ต่างออกไป ไม่เหลือท่าทางของหญิงสาวที่ดูใสซื่ออีกแล้ว ตอนนี้รอยยิ้มของลิลิมุเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ ริมฝีปากสีชมพูที่เป็นมันวาวยามที่พูดทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายคำใหญ่ลงคอ ทุกส่วน ทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ล้วนแต่ดูเซ็กซี่ที่ทำให้ชายหนุ่มหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ปล่อยเขาและขยิบตาให้ก่อนจะหันหลังเดินไปทางชาร์ล็อต

“ไปกันเถอะคะ พี่ชาร์ล็อต”

เธอดึงชาร์ล็อตมากอดเอาไว้แน่นและพูดกับอีกฝ่ายเบาๆ ทันใดนั้นเองที่พื้นก็ปรากฏเงาทรงกลมขนาดพอดีตัวขึ้น

“ไม่ได้เคลื่อนเงากันแค่สองคนนานแล้วนะคะ”

“อือ วินดี้ฝากที่เหลือด้วยนะ”

ชาร์ล็อตหันมามองวินดี้ที่ยืนมองอยู่ จากนั้นร่างของเธอก็จมหายไปกับเงาบนพื้น การเคลื่อนเงาเป็นทักษะเฉพาะของเผ่าผู้ย่ำเงา ที่จะทำให้เดินทางไกลได้ในอึดใจเดียว

 

ไม่นานพื้นที่หน้าประตูทางเชื่อมต่อก็เหลือแต่เพียงสองหนุ่มที่ยืนมองหน้ากันไปมา

“เอ่อ...แล้วเราจะไปกันยังไงเหรอครับ”

ซีลอนหันมาถามคนข้างๆ ที่ตอบด้วยการส่งสัญญาณให้เดินตามเขาไปบนถนน

“สถานีรถไฟอยู่ตรงนั้นน่ะ ขึ้นขบวนด่วนพิเศษไปประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง”

วินดี้เดินนำไปตามถนนสายหลักของเมือง จนถึงตอนนี้ซีลอนก็ยังไม่ได้กางปีกออก ซึ่งนั่นค่อนข้างเป็นผลดีเพราะเขาไม่อยากอธิบายให้ทุกคนฟังไปตลอดทาง ถ้ามีพลังแห่งแสงสว่างออกมาอ่อนๆก็ยังพอกลบเกลื่อนได้ เนื่องจากมีบางเผ่านอกจากเผ่าเทพเช่นกัน ที่มีพลังแห่งแสงสว่าง

“สถานีรถไฟ...เหรอครับ”

ด้านซีลอนถามเบาๆ ด้วยความสงสัย มหาภพแห่งแสงสว่างนั้นมีอาณาเขตไม่มากนัก นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถบินได้เองทำให้ไม่ต้องใช้พาหนะในการเดินทาง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยได้ยินว่ามหาภพแห่งความมืดมีของแบบนี้ด้วย

ขณะที่เทพหนุ่มเดินอยู่ในตัวเมืองเขาก็มองไปรอบๆอย่างแปลกใจ เนื่องจากเมืองนี้ค่อนข้างคึกคักมาก มีร้านค้าจำนวนมากเปิดให้บริการ ซึ่งเกือบครึ่งเป็นร้านค้าของเผ่ามนุษย์ แต่พนักงานภายในนั้นเป็นเผ่าแห่งความมืด มีแม้แต่เผ่าภูตหรือเผ่าต้นไม้ที่เดินเลือกซื้อของไปมา หรือแม้แต่มนุษย์กลุ่มใหญ่ที่เดินตามกันเป็นแถวแบบนักท่องเที่ยว ที่ทำให้ซีลอนพูดออกมาอย่างตกตะลึง

“นั่นเผ่ามนุษย์นี่ครับ นี่พวกคุณผ่าฝืนกฎงั้นเหรอ”

“ไม่นะ พวกนั้นขอวีซ่าเข้าภพมาอย่างถูกต้อง เอาล่ะถึงแล้ว”

วินดี้ตอบ ท่าทางที่ดูเป็นเรื่องปกติของเขาทำให้ซีลอนพูดอะไรไม่ออกอีก ก่อนจะชี้ไปยังอาคารหลังหนึ่ง ที่มีรถไฟสีดำขบวนยาวจอดอยู่ มันเป็นรถไฟหัวกระสุนที่ทำความเร็วได้มหาศาล ทำให้ระยะทางที่ปกติต้องเดินเท้าถึง 2 วันนั้นเหลือแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาขึ้นรถไฟขบวนนี้เพื่อเดินทางต่อไปยังมหานครแห่งความมืด

“เป็นยังไงบ้าง มหาภพแห่งความมืด เหมือนที่คิดเอาไว้ไหม”

หลังจากที่ขึ้นโดยสารรถไฟ วินดี้ก็ชวนซีลอนคุยเพื่อฆ่าเวลา

“ที่นี่ไม่เหมือนกับที่ผมเคยได้ยินมาเลยครับ มันดู...เจริญกว่ามาก”

“อือ สองร้อยปีที่ผ่านมาอะไรก็เปลี่ยนไปมาก”

“สองร้อยปีก่อน หลังสงครามครั้งใหญ่เหรอครับ”

ซีลอนตอบขณะมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแต่ความมืด เขารู้ว่าก่อนที่เขาเกิดเล็กน้อยเผ่าแห่งแสงสว่างกับเผ่าแห่งความมืดได้ทำสงครามกัน ด้วยเหตุผลที่จะกวาดล้างเผ่าแห่งความมืดให้หมด แต่ผลคือเผ่าเทพจำนวนมากต้องตายในสงครามครั้งนั้น ซึ่งวินดี้หลุบตาลงอย่างเศร้าๆ

“ทั้งๆที่มันไม่จำเป็นเลยแท้ๆสงครามครั้งนั้น”

“หมายความว่ายังไงครับที่พี่ว่ามันไม่จำเป็น”

“เพราะที่ผ่านมา เผ่าแห่งความมืดไม่เคยคิดเลยว่าเผ่าแห่งแสงสว่างเป็นศัตรู”

วินดี้ตอบขณะมองตาของอีกฝ่ายไปด้วย คำตอบของเขาถึงกับทำให้ซีลอนเบิกตากว้าง

“วะ...ว่ายังไงนะครับ”

เทพหนุ่มถามทวนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ซึ่งอีกฝ่ายก็พอเดาออกว่าทำไม

“น้องซีลอนถูกบอกว่าเผ่าแห่งความมืดเป็นภัยกับมนุษย์สินะ ผมจะไม่บอกหรอกว่ามันไม่จริง แต่ดูด้วยตาตัวเองเถอะ ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วคิดเอาว่าทำไมพวกเราต้องโจมตีมหาภพแห่งแสงด้วย”

วินดี้พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่พอใจเล็กน้อย เนื่องจากอาณาจักรเทพมักปลูกฝังให้คนของพวกเขาคิดว่าเผ่าแห่งความมืดเป็นเผ่าที่ชั่วร้าย ซึ่งตรงนี้เขาเคยเจอกับตัวมาแล้ว

ด้านซีลอนเมื่อได้ยินก็นิ่งไป เขารู้สึกแปลกใจตั้งแต่มาในมหาภพแห่งเสียงตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว เพราะเขาเจอเผ่าพันธุ์แห่งความมืดอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างกลมกลืน แม้แต่ตอนที่โดนเผ่าจักรกลไล่ล่าในเมือง ก็ได้เผ่าแห่งความมืดคอยกันเผ่ามนุษย์ออก

และยิ่งมาในมหาภพแห่งความมืดทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น เพราะของอย่างนักท่องเที่ยวและขบวนรถไฟนั้น คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งนั่นแปลว่าเผ่าแห่งความมืดไม่ได้เป็นอันตรายกับเผ่ามนุษย์ตามที่เขาศึกษามาจริงๆ ซึ่งนั้นทำให้เขาสงสัยในความชอบธรรมในการก่อสงครามของเผ่าเทพขึ้นมาทันที

“ผม...ผม...”

แต่ถึงซีลอนจะพอทำความเข้าใจได้ก็ตาม ทว่าด้วยความที่เขาศึกษามาเป็นเวลากว่า 200 ปี จึงยากที่จะเปลี่ยนความคิดของตัวเองได้ในเวลาอันสั้น

“ไม่เป็นไร เอาไว้อยู่นานๆ แล้วค่อยๆ คิดใหม่ก็ได้”

วินดี้ที่เห็นอีกฝ่ายก็หวั่นไหวก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยเทพหนุ่มก็มีอารมณ์แบบคนปกติ นอกจากนี้ด้วยลักษณะพิเศษของพลังที่ใกล้เคียงกับเผ่าแห่งความมืด ที่ทำให้โดนขับไล่ออกมาจากอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ก็น่าจะทำให้ซีลอนเข้าใจได้ไม่ยาก

หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปในการใช้ชีวิตอยู่ในมหาภพแห่งความมืด โดยเฉพาะเรื่องของการเก็บรักษาพลังแห่งแสงสว่างของซีลอน ถึงร่างกายของเผ่าเทพจะผลิตพลังได้ด้วยตัวเองอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่ด้วยความที่รอบๆมีแต่พลังแห่งความมืด ทำให้ผลิตพลังขึ้นมาได้น้อยมาก การเติมเต็มพลังจึงกินเวลานานมาก
---------------------------------------


---------------------------------------
เล่มสามวางปีหน้าโน้นนนนน...แง้
---------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

558 ความคิดเห็น

  1. #515 The Memorial (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 01:57
    ลิลิมุ very sexy เวอชั่น อิอิ
    #515
    0
  2. #514 Fararah (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 21:23
    ไกลไปนะ เล่มสามมมมมม ง่าาาาา มาอัพอีกเร็วๆนะคะ
    #514
    0
  3. #513 lilin4646 (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 20:48
    มีแต่ตาของลิลิมุที่เป็นเทพแท้ๆจ้ะ ลิลินจริงๆแล้วเป็นลูกครึ่ง เทพ+เซอร์คิวบัสครับผม

    บินไปไม่ได้ครับ ไกลมวากกกกก 
    #513
    0
  4. #512 LTK[SJ] (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 18:48
    ให้ลิลิมุพาซีลอนบินไปไม่ได้หรอ
    #512
    0
  5. #511 Roseamanelle Ouka Barsburg (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 18:01
    ...ลิลิมุไม่รู้หรอค่ะว่าลิลินเป็นเผ่าเทพ//เห็นบอกเเค่ตาตัวเอง
    #511
    0
  6. #510 Roseamanelle Ouka Barsburg (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 17:59
    ทำไมเล่ม3ออกปีหน้าอ่า~//รอซื้ออยู่อ่ะ
    #510
    0
  7. #509 PolarisMeteo (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 13:34
    มหาภพแห่งความมือ???
    #509
    0
  8. #508 ZweiSeal (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2556 / 21:29
    วีซ่า ข้ามเผ่า...ทำไมผมฮาตรงนี้มากเลยครับเนี่ย
    #508
    0