Tale of the falling angel : เปิดตำนานนางฟ้าตกสวรรค์

ตอนที่ 4 : การแลกเปลี่ยนที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน final

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,702
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 เม.ย. 56

ตอนที่ 4

การแลกเปลี่ยนที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

 

“บายนะครับน้องเฟร่า เอาไว้เรามาเล่นกันใหม่นะ”

“ค่ะ เอาไว้เรามาเล่นกันอีก”

เชสโบกมือลาสาวน้อยที่เที่ยวเล่นอยู่กับเขาทั้งวัน ก่อนจะมองส่งเธอด้วยสายตาจนทั้งคู่ขึ้นรถเมล์สีส้มไป

 

หลังจากนั้นเขาก็พานางฟ้าสาวเดินเข้าไปในเมืองยามเย็นที่เต็มไปด้วยผู้คน แม้ว่าจะมีผู้ชายจำนวนมากมองความสวยของลิลินจนเหลียวหลัง แต่มีหน้าที่เย็นชาก็ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาทำความรู้จักเธอเลย คงมีแต่ชายหนุ่มตัวซีดที่เดินอยู่ข้างๆเธอเท่านั้น ที่รู้สึกว่าสาวสวยนิ่งผิดปกติซึ่งค่อนข้างทำให้เขาอึดอัดมาก

“แฮะๆ ขอโทษนะครับที่ผมทำเสียเวลาเยอะเลย”

เชสกล่าวขอโทษนางฟ้าสาวที่เดินอยู่ข้างๆ เนื่องจากแทนที่เขาจะรีบนำทางเธอไปยังมหาภพแห่งความมืดตามข้อตกลง กลับพาเธอไปเที่ยวสวนสนุกแทน จึงคิดนางฟ้าสาวน่าจะนิ่งไปเพราะสาเหตุนี้

“...เรื่องสิ่งแลกเปลี่ยนกับการพาเฟร่าไปหาแม่ของเธอ...”

ลิลินพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย ผิดไปจากน้ำเสียงไร้อารมณ์ตามปกติ ทำให้ปีศาจหนุ่มคิดว่าสาเหตุคงเป็นเพราะนางฟ้าสาวรู้สึกว่าช็อกโกแลตที่เฟร่าให้ คงไม่พอกับสิ่งที่เธอต้องการ

“เอ่อ...คุณลิลินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแลกเปลี่ยน ขอให้คุณบอกมาผมจะหามาให้ครับ”

“เฟร่าใช้เวทมนตร์อะไร ทำไมในอกของเราถึงรู้สึกอุ่นแบบนี้ แล้วเรายังรู้สึกว่าขอแค่มีสิ่งนี้อยู่ ก็ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนอะไรอีก สิ่งนี้คืออะไร”

คำพูดของนางสาวฟ้าทำให้ปีศาจหนุ่มอ้าปากด้วยความแปลกใจ ภายในนัยย์ตาสีทองที่เคยว่างเปล่ากลับปรากฏประกายอะไรบางอย่างอยู่ด้านใน

“เวทมนตร์เหรอครับ จะเรียกแบบนั้นก็ได้...”

แปะ แปะ แปะ

ยังไม่ทันที่ปีศาจหนุ่มจะพูดจบก็มีหยดน้ำจำนวนหนึ่งค่อยๆตกลงมาจากฟ้าอย่างเบาบาง เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท้องฟ้าสีส้มเปลี่ยนเป็นสีดำแบบนี้ จึงหันมาเรียกคนที่อยู่ข้างๆให้ไปหาที่หลบฝนทันที

“คุณลิลินเรารีบไปหาที่หลบฝนกันเถอะครับ”

นางฟ้าสาวยังคงไม่ขยับไปไหน เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีดำโดยปล่อยให้น้ำที่ตกลงมา โลมไล้ไปตามตัวเธอโดยไม่สนว่าเสื้อฟ้าสีขาวของเธอจะเปียกปอนหรือไม่ เนื่องจากเธอไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเพราะที่มหาภพแห่งแสง สภาพอากาศจะเหมือนเดิมตลอดคือท้องฟ้าแจ่มใสเท่านั้น

“สิ่งนี้คือที่เรียกว่าฝน”

นางฟ้าสาวกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงราบเสียง ดูเหมือนน้ำฝนที่ตกลงมาจะช่วยทำให้เธอกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ความสับสนเมื่อสักครู่หายไปโดยสิ้นเชิง เธอเคยอ่านเจอสิ่งนี้ในหนังสือมาบ้างแต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเองก็รู้สึกว่ามันแตกต่างจากที่คิดไว้เล็กน้อย

“ใช่แล้วครับ แล้วเราก็ไม่ควรโดนน้ำฝนนานๆด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหน ก็สามารถป่วยได้นะครับ”

เชสรีบจับมือของลิลินแล้ววิ่งไปหาที่หลบฝนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเสื้อผ้าสีขาวที่ค่อนข้างบางของนางฟ้าสาวนั้นไม่เหมาะกับการตากฝนแม้แต่น้อย เขารีบพาเธอเข้าไปในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่มีศาลาเล็กๆเอาไว้ให้หลบฝน และดูเหมือนว่าเพราะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ทั้งสองที่ขนาบข้างสวนแห่งนี้อยู่จะเป็นตัวเลือกในการหลบฝนที่ดีกว่า ทำให้ภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ มีเพียงพวกเขากับเด็กๆอีก 3-4 คนที่เล่นทรายตากฝนอยู่โดยไม่มีคนดูแล

“เรายังต้องการคำตอบอยู่ว่ามันคืออะไร สิ่งที่ทำให้เราไม่อยากได้การตอบแทนที่เท่าเทียมกันแล้ว มันคืออะไรกันแน่”

ลิลินถามสิ่งที่เธอคิดมาตลอดอีกครั้ง แม้ว่าเธอจะใจเย็นลงมากแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถคิดคำตอบออกด้วยตัวเองอยู่ดี ในตอนแรกเชสตกใจมากที่นางฟ้าสาวสงสัยอะไรแบบนี้ก่อนมันจะกลายเป็นความโล่งอกในเวลาต่อมา เพราะถึงเธอจะมีตัวตนที่ดูว่างเปล่าก็ตาม แต่กลับสนใจสิ่งรอบข้างมาก ทำให้คิดว่าบางทีเขาอาจจะทำให้เธอคนนี้กลับมาเป็นปกติได้ก็ได้ ทำให้พยายามอธิบายออกมาให้เข้าใจง่ายที่สุด

“จริงๆ แล้วคุณได้ของตอบแทนไปแล้วนะครับ มันเป็นสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาเมื่อคุณทำให้คนอื่นรู้สึกมีความสุข ตัวคุณเองก็จะมีความสุขเหมือนกัน”

“ความสุข...คืออะไร หน้าตาของมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราได้มันมาแล้ว”

เธอมองตาของเชสพร้อมกับถามคำถามชายหนุ่มอีกครั้ง

“เรามองไม่เห็นมันหรอกนะครับ แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ดีที่สุดว่าคุณกำลังมีความสุขคือคุณจะทำหน้าแบบนี้โดยไม่รู้ตัว ยิ้มน่ะ”

เชสตอบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้ลิลินที่ตอนนี้ดูน่ารักเหลือเกิน ความไร้เดียงสาของเธอทำให้เชื่อได้ยากมาก ว่าเธอคนนี้เป็นถึงแม่ทัพสวรรค์ที่ถูกสอนมาให้รู้จักแต่การฆ่าฟันเท่านั้น

นางฟ้าสาวลองทำท่าเลียนแบบเชสดูทันที เผื่อจะได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าความสุขอีกครั้ง แต่ทั้งหมดที่เธอทำได้มีเพียงแต่รอยยิ้มแปลกๆ ที่แข็งทื่อเท่านั้น เธอยิ้มค้างอยู่แบบนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำหน้านิ่งๆเหมือนเดิม

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะทำหน้าแบบเชสแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความสุขก็ยังไม่เกิดอยู่ดี”

“ก็เพราะว่าคุณยังไม่ได้ทำให้คนอื่นมาความสุขไงละครับ”

เชสพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ก่อนจะตอบด้วยความจนใจ เขาไม่คิดอยู่แล้วว่าเธอจะเข้าใจได้อย่างง่ายๆ

ซ่า ซ่า ซ่า

ในตอนนั้นเองอยู่ๆฝนที่เคยตกพรำๆ ก็กลายเป็นฝนตกหนักเหมือนกับฟ้ารั่ว ส่งผลให้เด็กน้อย 3-4 คน ที่เล่นอยู่บริเวณนั้นต้องรีบวิ่งกลับบ้านทันที ทว่าเมื่อฝุ่นทรายบนทางเดินเจอกับน้ำฝนมันก็ลื่นมากจนทำให้เด็กคนหนึ่งล้มลง

“แง...แง...เจ็บจังเลย”

เขาร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเริ่มร้องไห้เมื่อเห็นว่าเข่าข้างหนึ่งเป็นแผลถลอกที่มีเลือดสีแดงซึมออกมา ทำให้เชสที่เห็นเหตุการณ์อยู่จะออกไปช่วยทันที แต่เขาก็หยุดตัวเองไว้และมองไปทางนางฟ้าสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ

“คุณลิลิน คุณลองไปรักษาแผลให้เด็กคนนั้นดูครับ แล้วพิสูจน์กับตัวเองว่าที่ผมพูดมาเป็นความจริงรึเปล่า”

“เข้าใจแล้ว”

ลิลินตอบทั้งๆที่ไม่เข้าใจอะไรเลย เธอไม่เข้าใจว่าการรักษาแผลจะทำให้มีความสุขได้ยังไง ในเมื่อสงครามที่ผ่านมาเธอก็รักษาแผลให้ทหารที่บาดเจ็บมาตั้งมากมายแล้ว แต่ไม่เคยได้สิ่งที่เรียกว่าความสุขกลับมาเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่าที่จะทดลองดู

นางฟ้าสาวก้าวออกไปจากศาลา เดินไปหาเด็กน้อยที่ล้มอยู่อย่างไม่เกรงกลัวฝนที่กระหน่ำลงมา ภาพของเธอที่อยู่ท่ามกลางสายฝนทำให้เชสเอามือกุมหน้าอกเอาไว้ไม่ให้หัวใจเต้นเร็วไปมากกว่านี้ ผมสีทองยาวที่เปียกปอน ท่าทางสง่างามไม่หวั่นแม้กระแสลมแรง ในหน้าหวานที่ดูราวกับอ่อนโยนลงเมื่อประดับเอาไว้ด้วยน้ำฝนใสสะอาดช่างดูงดงามราวกับภาพวาด

เธอย่อขาลงมาตรวจสอบแผลของเด็กน้อย ที่มองเธอกลับมาอย่างตกใจเพราะอยู่ๆคนแปลกหน้าก็เดินเข้ามา

“อยู่นิ่งๆ”

เสียงหวานไร้อารมณ์ดังขึ้น ขณะที่ฝ่ามือของเธอมีแสงสีขาวจางๆออกมา ในตอนนั้นเองเด็กคนนั้นก็เบิกตากว้าง แผลถลอกของเขาเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดที่เคยสัมผัสหายไปราวกับเรื่องโกหก จนเขาพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น

 “...หายเจ็บแล้ว หายเจ็บแล้ว”

เด็กชายที่ล้มอยู่กับพื้นลองขยับขาของเขาไปมา แม้ว่าไม่รู้ว่าทำไมแผลเมื่อสักครู่ถึงหายไปก็ตาม แต่สำหรับเด็กอย่างเขาแล้ว ขอแค่ความเจ็บทั้งหมดหายไปก็พอใจแล้ว

“การรักษาแผลเสร็จแล้ว พื้นที่เปียกน้ำจะลื่นกว่าปกติ ควรวิ่งด้วยความระมัดระวัง”

ลิลินพูดกับอีกฝ่าย ขณะคิดว่าแม้จะรักษาให้อีกฝ่ายเสร็จแล้วก็ตาม ก็ไม่พบสิ่งที่เธอกำลังตามหา แต่ในตอนนั้นเองเด็กคนนั้นก็ยิ้มกว้างให้กับเธอ แล้วเรื่องที่น่าแปลกใจก็เกิดขึ้น ขณะอยู่ที่ที่สวนสนุกเธอเห็นคนจำนวนมากยิ้มมาแล้ว แต่มันกลับไม่เหมือนการยิ้มของเด็กคนนี้

นางฟ้าสาวรู้สึกว่าในรอยยิ้มของเด็กคนนี้มีอะไรอยู่ บางอย่างที่ส่งมาให้เธอโดยเฉพาะ ที่แค่เห็นก็ทำให้ภายในหน้าอกของเธออบอุ่น แต่ยังขาดอะไรไปบางอย่างที่เรียกว่าความสุขได้  

“เอ่อ...ขอบคุณพี่สาวมากๆเลยนะครับ”

เด็กน้อยคนนั้นมองหญิงสาวอย่างไม่แน่ใจ เนื่องจากเธอเหม่อมองเขามาพักหนึ่งแล้ว ก่อนจะมองเห็นเพื่อนที่กลับมาตามเขาอยู่ไม่ไกล ที่ทำให้เขากล่าวขอบคุณเธอก่อนจะเดินตามเพื่อนไปอย่างระมัดระวัง และตะโกนไปด้วย

“นี่...วันนี้เป็นวันที่เราโชคดีมากเลย ได้เจอพี่สาวคนสวยด้วย ต้องเป็นนางฟ้าแน่ๆเลย”

ลิลินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ขณะมองอีกฝ่ายวิ่งไปจนลับตา ตอนนี้เธอได้สิ่งที่ขาดไปมาแล้ว อะไรบางอย่างเข้ามาเติมเต็มความว่างเปล่าของเธออย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นในอกที่ก่อตัวขึ้นแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่างกายที่เปียกปอน นางฟ้าสาวนำเหตุการณ์นี้ไปเทียบกับตอนของเฟร่า ก่อนจะสรุปจุดที่เหมือนกันออกมาได้ แล้วจึงเดินกลับไปหาเชส

“ตอนนี้เราทำหน้ายังไง”

“ตอนนี้คุณกำลังยิ้มอยู่ แล้วก็เป็นรอยยิ้มที่เหมาะกับคุณมากๆด้วย”

เชสตอบกลับในทันที ก่อนจะต้องเบิกตากว้างกับคำพูดต่อไปของเธอ

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากเชส”

ลิลินพยักหน้าและกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย สิ่งที่เธอค้นพบในครั้งนี้ คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอทำให้คนอื่นมาความสุข เมื่อพวกเขาเอ่ยคำว่าขอบคุณกลับมา เธอก็จะได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าความสุข ซึ่งเมื่อเชสทำให้เธอมีความสุข เธอก็ควรกล่าวคำเดียวกันนี้กับเขาเช่นกัน

“แฮะๆ...ไม่เป็นอะไรหรอกครับ”

เชสยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้า น่าจะได้อะไรที่เธอสมควรมีกลับคืนมา

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งคุยกับเกี่ยวกับมหาภพแห่งความมืด ซึ่งปีศาจหนุ่มกล่าวว่าข้อมูลบางส่วนที่ลิลินอ่านมานั้นถูกต้อง อย่างเช่น เผ่าพันธุ์แห่งความมืดนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองเผ่าใหญ่ๆ ตามอาณาจักรทั้งสองที่อยู่คนละซีก อันได้แต่อาณาจักรปีศาจที่เป็นที่อยู่ของปีศาจ และอาณาจักรอสูรที่เป็นที่อยู่ของอสูร ซึ่งกว่าที่ฝนจะหยุดตกก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว

“ตอนนี้เริ่มจะมืดแล้วเราหาที่พักกันดีกว่าครับ”

เชสเรียกให้ลิลินตามเขาไป แม้ทั้งคู่จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่มาจากภพอื่น ซึ่งมีพลังอำนาจเหนือว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มากก็ตาม แต่ตอนกลางคืนก็ยังอันตรายกับพวกเขาอยู่ดี เนื่องจากมีข่าวลือเกี่ยวกับกลุ่มของมนุษย์ที่จับตัวเผ่าพันธุ์อื่นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนี้เขาไม่อยากให้สาวสวยที่นั่งอยู่ข้างๆต้องนอนกลางดินกินกลางทรายด้วย

นางฟ้าสาวพยักหน้ารับอีกเช่นเคย เนื่องจากเธอไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาภพแห่งเสียงมากนัก หนังสือที่เธอเคยอ่านก็เป็นข้อมูลเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งเธอเคยยกขึ้นมาเทียบแล้วก็พบว่ามหาภพแห่งนี้เปลี่ยนไปมาก จนไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลเดิมได้

 

“เอ่อ... ห้องธรรมดาเต็มแล้วเหรอ”

เชสพูดอย่าขึ้นอย่างหนักใจหลังจากที่เขาถามพนักงานต้อนรับของโรงแรมแจ้งข่าวร้ายกับเขา ด้วยผลจากที่เมืองนี้มีสวนสนุกที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่และวันนี้เป็นวันหยุดพอดี ทำให้มีคนจำนวนมากที่ตั้งใจจะเที่ยวสวนสนุกตั้งแต่เช้าจรดเย็นจองที่พักล่วงหน้าจนเต็ม

“เอ่อ...ห้องว่างก็ยังพอมีอยู่นะคะ เป็นห้องสวีต สำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนโดยเฉพาะเลยค่ะ”

พนักงานต้อนรับรีบแก้สถานการณ์ทันที แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าทำไมหนุ่มตัวซีดดูขี้โรคคนนี้ถึงมากับสาวสวยขนาดนี้ได้ แต่ส่วนมากถ้าเป็นคู่ชายหญิงพวกเขามักจะมาเที่ยวเมืองนี้เพื่อฮันนีมูนกัน

“ไม่เป็นไรครับ”

เชสพูดสั้นๆ ก่อนจะพาลิลินเดินออกจากโรงแรมด้วยความรวดเร็ว ตอนแรกเขาไม่คิดเลยว่าต้องมาพานางฟ้าสาวสวยเดินทางด้วยแบบนี้ ทำให้ไม่ได้แลกเงินของมนุษย์มามากนัก

“เฮ้อ ขอโทษนะครับ ดูเหมือนว่าคืนนี้คุณต้องลำบากแล้ว”

เชสเดินคอตกไปตามถนนด้วยความท้อใจ ขณะเดินผ่านสวนสาธารณะเพื่อไปยังโรงแรมเก่าๆโทรมๆที่อยู่ชานเมือง

“ตรงไหนที่ลำบาก”

นางฟ้าสาวตอบด้วยความสงสัย เพราะเมื่อ 200 ปีก่อนขณะที่เธอนำทัพไปทำสงครามนั้น เธอไม่มีแม้แต่ที่ให้นอนด้วยซ้ำไป ต้องเอาเชือกผูกตัวเอาไว้แล้วนอนกลางอากาศเลยทีเดียว ดังนั้นแค่นี้จึงนับว่าสบายมากแล้ว

“นั่นไงครับซิสเตอร์ พี่สาวคนสวยที่ช่วยรักษาแผลให้ผมเมื่อตอนเย็น”

เสียงดังมาจากเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เขาเป็นคนเดียวกับที่ลิลินช่วยรักษาในสวนสาธารณะเมื่อครู่นี้ ตอนนี้เขาอยู่กับผู้หญิงอายุประมาณ 50 ที่ใส่ชุดขาวทั้งตัว ซึ่งนางฟ้าสาวเคยเห็นในหนังสือด้วย ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นนักบวช โดยข้างหลังของทั้งสองคนมีเด็กผู้ชายผมสีฟ้าที่ดูแปลกตาแอบอยู่อีกคน

 “ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยโอเน่เอาไว้”

ซิสเตอร์เดินเข้ามาขอบคุณลิลินด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ในขณะที่อีกฝ่ายมองกลับด้วยสายตาไร้อารมณ์ เนื่องจากเธอได้รับสิ่งตอบแทนที่ต้องการมาแล้ว เชสที่เห็นว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ รีบช่วยแก้สถานการณ์ทันที

“ไม่เป็นอะไรครับ เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นเอง”

ปีศาจหนุ่มเข้ามาคุยกับซิสเตอร์แทน เขาคิดว่าเอกลักษณ์นิ่งๆของลิลินนี้จะทำให้คนอื่นอาจจะมองว่าเธอเป็นคนถือตัวได้ ทว่าซิสเตอร์คนนั้นกลับไม่มีท่าทีแบบนั้นแม้แต่น้อย เธอยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับทั้งสองคน เนื่องจากหญิงสาวที่ช่วยเหลือเด็กที่ไม่รู้จักกันนั้น ไม่มีทางเป็นคนหยิ่งหรือถือตัวอย่างแน่นอน

“ถ้าอย่างนั้นให้ซิสเตอร์เชอร์รี่ ได้ตอบแทนพวกคุณด้วยการเลี้ยงอาหารเย็นได้ไหมคะ”

 “ถ้างั้นต้องขอรบกวนแล้วครับ”

เชสโค้งให้เชอร์รี่อย่างสุภาพ นอกจากเหตุผลที่ว่าเขาไม่ควรปฏิเสธคำเชิญที่สุภาพแบบนี้แล้ว เขายังไม่มีเงินสกุลของมนุษย์มากพออีกด้วย ถ้าได้ที่ที่พอฝากท้องเอาไว้ได้ก็น่าจะคว้าเอาไว้

“ด้วยความยินดีคะ เชิญคะ”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ยิ้มอย่างพอใจที่ทั้งสองคนตอบรับคำเชิญของเธอ ก่อนจะพาทั้งสองคนเดินต่อไปยังริมสุดของสวนสาธารณะแห่งนี้ อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มองผ่านๆแล้วดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสวนแห่งนี้

 

“ซิสเตอร์กลับมาแล้วเหรอครับ พวกเราจัดโต๊ะอาหารเสร็จแล้วพอดีเลย...แล้วนั่นใครเหรอครับ”

เสียงทักทายมาจากกลุ่มเด็ก 9-10 คน ที่มีอายุไล่กันตั้งแต่ 5 จนถึง 15ปี ที่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่บริเวณหน้าแท่นพิธีของโบสถ์

“ผมชื่อเชสครับยินดีที่ได้รู้จักทุกคน”

เชสยิ้มพร้อมกับทักทายเด็กๆทเขารู้ทันทีว่าเด็กทุกคนในที่นี้น่าจะเป็นเด็กกำพร้าที่ทางโบสถ์เป็นผู้รับเลี้ยงเอาไว้

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ว้าว...พี่สาวคนนี้สวยจัง”

เด็กๆทักทายเชสพอเป็นพิธีก่อนจะวิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังลิลิน

“พี่สาวชื่ออะไรคะ”                                                                                            

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอามือเล็กๆของเธอจับกระโปรงของนางฟ้าสาวเอาไว้ แล้วกระตุกเบาๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ

“เราชื่อลิลิน เรียกเราว่าลิลิน”

เธอตอบด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ขัดกับรูปร่างหน้าตาภายนอกของเธอ ขณะกำลังคิดว่าสำหรับมนุษย์แล้ว การใส่คำนำหน้าว่าพี่อาจจะเป็นเวทมนตร์อย่างหนึ่งก็ได้ เพราะมันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นข้างในอกขึ้นมานิดหน่อย

“ทั้งสองคนจะมาทานอาหารกับพวกเขาด้วยน่ะ”

ซิสเตอร์ยิ้มเมื่อเห็นเหล่าเด็กกำพร้าดูชอบแขกทั้งสองคนมาก

“พี่สาวมาทางนี้เลยครับ พวกเรากำลังจะกินข้าวเย็นกันพอดี”

พวกเด็กผู้ชายต่างพากันแย่งกันพาลิลินไปยังโต๊ะอาหาร ท่ามกลางรอยยิ้มของเชอร์รี่และเชส ที่มองไปยังสาวสวยที่เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างว่าง่าย เธอมองไปยังของหลายอย่างบนโต๊ะด้วยความสงสัย

“เอ่อ...ผมขอเวลาสักครู่นะครับ คุณลิลินช่วยมาทางนี้หน่อยสิครับ”

เชสเรียกให้นางฟ้าสาวตามเขาไปทันที เพื่ออธิบายว่าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะคืออาหาร แต่เธอยังไม่ทันจะได้ลุกไป ซิสเตอร์ก็ชิงอธิบายเสียก่อน

“นี่เรียกว่าอาหารคะ ใช้ทานเพื่อชดเชยพลังที่ขาดไป ในมหาภพแห่งเสียงนี้คุณคงไม่สามารถดูดซับพลังได้เต็มที่ใช่ไหมคะ”

ซิสเตอร์อธิบายให้กับลิลินฟัง ซึ่งเชสได้แต่มองอย่างสงสัย การที่เธอรู้ขนาดนี้นั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก จนอดถามไม่ได้

“คุณรู้เหรอครับ”

“ค่ะ เท่าที่โอเน่เล่ามา ดูเหมือนว่าคุณลิลินจะไม่ใช่มนุษย์นะคะ”

เชอร์รี่อธิบายเนื่องจากในอดีต เธอมีเพื่อนที่เป็นเผ่าพันธุ์แห่งความมืดอยู่บ้าง จึงพอรู้ข้อมูลเบื้องต้นแต่ก็ไม่รู้ว่าแขกทั้งสองคนเป็นเผ่าอะไร

“แบบนี้นี่เอง คุณถึงไม่ตกใจเรื่องบาดแผลที่หายเร็วผิดปกติ”

เชสทำความเข้าใจได้ในทันที แบบนี้คงแสดงว่าซิสเตอร์คนนี้เป็นคนส่วนน้อยที่ทราบถึงการมีอยู่ของเผ่าจากภพอื่น ทำให้เขาไม่ต้องระวังมากอีกแล้ว

“แล้วคุณต้องการอะไรตอบแทนกับอาหารนี้”

ลิลินถามซิสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าของเธอ เมื่อสักครู่นางฟ้าสาวกำลังพิจารณาอยู่ว่าตอนนี้สภาพร่างกายของเธอเป็นอย่างไร และดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่ซิสเตอร์บอก พลังในร่างกายของเธอยังไม่ได้รับการเติมเต็ม แม้ว่าในระยะสั้นจะไม่เป็นอะไร แต่ในระยะยาวแล้วนับว่าเป็นปัญหาใหญ่

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เพราะว่าคุณช่วยโอเน่ไปแล้ว”

เชอร์รี่ยิ้มละไมให้กับลิลินที่มองหน้าเธออยู่

“แต่...”

นางฟ้าสาวพูดออกมาได้แต่คำเดียวก็นิ่งไป เธอคิดว่าเธอได้รับของตอบแทนมาจากโอเน่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงควรตอบแทนซิสเตอร์ด้วย แต่เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายมันออกมาอย่างไรจึงหันไปทางเชสเพื่อขอคำแนะนำ

“คุณลิลินไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ลองทานดูก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะตอบแทนอะไรก็ไม่เสียหาย”

“ใช่แล้วครับ พี่สาวไม่ต้องคิดมากหรอก เห็นแบบนี้ซิสเตอร์เชอร์รี่ทำอาหารอร่อยมากๆเลยนะครับ”

“ตกลง เราจะทาน”

ในที่สุดลิลินก็ตัดสินใจว่าจะทำตามที่เชสแนะนำ ก่อนจะเริ่มทำตามเด็กๆคนอื่นๆที่ใช้ช้อนตักซุปกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่นานซุปในช้อนก็ค่อยๆเข้าไปในปากของเธอ นางฟ้าสาวสังเกตว่าตอนนี้ซิสเตอร์เชอร์รี่กำลังดูเด็กๆทุกคนรวมถึงเธอและเชสกินซุปที่ตัวเองทำ ด้วยใบหน้าที่แสดงออกว่าเธอกำลังมีความสุข

ตอนแรกนางฟ้าสาวก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมทั้งๆที่ซิสเตอร์ไม่ได้อะไรตอบแทนเรื่องอาหารนี้เลย กลับทำหน้ามีความสุขได้ แต่เมื่อลองทบทวนดูดีๆ ก็คงเหมือนในกรณีของเธอตอนรักษาแผลให้โอเน่ก็ได้ ทั้งๆที่ไม่ได้สิ่งตอบแทนแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกเติมเต็มความต้องการนั้นได้

“ไม่ถูกปากเหรอคะ คุณลิลิน”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ที่เห็นสาวสวยถือช้อนค้างเอาไว้เฮยๆ ถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นั่นทำให้ทำให้ลิลินหันไปถามกำลังกับเธอ

“ซิสเตอร์เชอร์รี่ ตอนนี้คุณมีความสุขหรือไม่”

“มีสิคะ แล้วคุณลิลินล่ะ มีความสุขอยู่รึเปล่า”

นักบวชหญิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจกับคำถามของลิลิน แต่เธอก็ตอบไปตามที่ตัวเองคิดและถามกลับ

“ขอบคุณซิสเตอร์เชอร์รี่”

นางฟ้าสาวพยักหน้าแทนคำตอบและขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มทานซุปนั้นต่อ ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็กๆประดับอยู่ เธอรู้สึกว่าความอุ่นของซุปที่กำลังตักเข้าปากนี้ มันทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้นมาพร้อมกันด้วย

 

ในคืนนั้นทั้งเชสและลิลินต่างพักในโบสถ์แห่งนี้ตามคำเชิญของซิสเตอร์เชอร์รี่ แม้เชสจะเกรงใจมากแต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ และไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ที่ทำให้ห้องว่างในโบสถ์แห่งนี้เหลือเพียงห้องเดียว ทำให้ทั้งนางฟ้าและปีศาจจึงต้องนอนห้องเดียวกัน

ภายในห้องนอนที่เรียบง่าย มีเตียงขนาดเล็กสองเตียงตั้งอยู่คนละมุมห้อง มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างเตียงทั้งสองนี้เท่านั้น ที่ให้ความสว่างแก่ห้องนี้

“...ทำไมปีศาจอย่างเชส ถึงเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความสุขดี”

ลิลินที่นอนอย่างเรียบร้อยถามปีศาจหนุ่มที่นอนอยู่อีกด้านของห้อง ตั้งแต่ได้พบกับเชส เธอรู้สึกว่าทุกเรื่องที่เธอเคยได้รู้จากการอ่านหนังสือนั้นส่วนมากมีแต่เรื่องที่ไม่จริง จึงไม่รู้ว่าควรจะเชื่อเรื่องไหนดี แต่สิ่งที่เธอได้เรียนรู้ในวันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้น แม้จะจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นแต่ก็เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน

“มนุษย์น่ะชอบเปรียบเทียบว่าความสุขเหมือนกับแสงสว่าง ความทุกข์และความกลัวเหมือนกับความมืด แม้จะเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดไปเอง แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะเราจะเห็นแสงสว่างที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่ในความมืดที่แท้จริงแล้วเท่านั้น”

เชสอธิบายอย่างช้าๆ อย่างที่เขาเคยบอกกับลิลินพวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวมาตลอด ว่าเมื่อไหร่กองทัพเทพจะยกพลมาโจมตี แต่นั่นยิ่งทำให้เขาเห็นค่าของความสุขเล็กๆน้อยๆใกล้ตัว และยิ่งตอนนี้ตอนที่เขาได้พบกับแสงสว่างที่แท้จริงสำหรับเขาแล้ว ก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจว่าความสุขคืออะไร

สายตาของเขามองไปทางนางฟ้าสาวที่นอนกางปีกของเธอออก ซึ่งความกว้างของมันกว้างกว่าเตียงแคบๆที่เธอนอนอยู่มากทำให้ปลายของปีกสีขาวบริสุทธิ์นั้นถูกปล่อยให้สัมผัสกับพื้นไม้เย็นๆ

แสงจันทร์ที่แม้จะส่องลอดหน้าต่างตรงกลางมา แต่มันกลับหันเหไปทางเธอราวกับถูกแรงดึงดูดจากความงามอันบริสุทธิ์ แสงจันทร์สีเงินยิ่งทำให้ผมสีทองของเธอส่องประกาย ปีกสีขาวสะท้อนแสงนวลออกมา ด้วยฐานะที่แตกต่างกันจนไม่อาจยกคำเปรียบเทียบใดๆขึ้นมาเปรียบเทียบได้ เขาจะกล้าบอกเธอได้อย่างไร ว่าแสงสว่างที่เขาค้นพบก็คือเธอนี่เอง

 “แปลว่าเราต้องเจอสิ่งที่เรียกว่ากับความทุกข์และความหวาดกลัวก่อนหรือ ถึงจะสามารถเข้าใจความสุขที่แท้จริงได้”

ลิลินหันมามองเชสด้วยดวงตาสีทองอันสวยงาม ตอนนี้ความรู้สึกที่เธอพอจะเข้าใจ มีแต่ความสุขอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตีความจากที่เชสพูดมา คงต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับความรู้สึกอื่นๆด้วย เมื่อได้คำตอบที่ตัวเองพอใจแล้ว นางฟ้าสาวก็เข้านอนด้วยความรวดเร็วเพื่อให้ร่างกายได้สร้างพลังงานมาชดเชยที่เสียไป

“เชื่อผมเถอะครับ คุณไม่อยากเจอกับความรู้สึกที่ไม่ดีแบบนั้นแน่”

เชสตอบคำถามของนางฟ้าสาวที่ชิงหลับเสียก่อน แต่ปีศาจหนุ่มเองก็ไม่อยากให้สาวสวยที่นอนอยู่อีกด้านของห้อง ต้องเจอเรื่องร้ายๆแบบที่เขาเคยเจอเพื่อให้เข้าใจในความมืดเหมือนกัน ก่อนที่เขาก็หลับไปอีกคน

 

ปึง ! ปึง !

เสียงบางอย่างดังที่ดังขึ้นที่นอกห้องได้ปลุกนางฟ้าสาวให้ตื่นขึ้น แสงอ่อนๆที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เธอรู้ว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว

“นั่นเสียงอะไร”

ลิลินหันไปถามปีศาจหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงอีกด้านของผนังห้อง แต่บนเตียงนั้นมีเพียงแต่ความว่างเปล่า เธอจึงคิดว่าเชสน่าจะออกไปดูต้นต่อของเสียงที่อยู่ด้านนอกจึงเดินตามออกไป

 

“เอ้ย เปิดประตูสิได้เวลาจ่ายค่าเช่าแล้ว”

เสียงของตะโกนของชายแปลกหน้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงโครมครามจากการเตะประตูโบสถ์ เพื่อเร่งให้คนด้านในมาเปิดประตูให้ ซึ่งไม่นานประตูบานใหญ่ตรงหน้าก็เปิดออก

“เหอะ !! มาสักทีนึงนะ วันนี้ท่านชาร์ล็อตมาด้วย ทำไมไม่รีบ”

ชายคนเดิมพูดกับซิสเตอร์เชอร์รี่ที่เปิดประตูให้อย่างหยาบคาย เขาเป็นผู้ชายรูปร่างใหญ่ที่มีหน้าตาดุร้าย บนใบหน้ามีบาดแผลยาวดูน่ากลัว ใส่เสื้อสูทสีแดงเป็นมันทับเสื้อลายลูกน้ำเล็กๆไว้ด้านในแบบลวกๆ ด้านหลังของเขามีเด็กผู้หญิงเดินตามมาคนหนึ่งด้วย

“ยอดเงินทั้งหมดยี่สิบล้านเหรียญนะคะ รบกวนของเป็นเงินสดทั้งหมดด้วย”

เด็กผู้หญิงที่มาด้วยพูดกับซิสเตอร์เชอร์รี่อย่างสุภาพ เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14 ที่แต่งตัวแปลกมาก เริ่มจากหมวกแหลมทรงสูงบนหัวทับผมสีดำตรงยาว ใส่เสื้อคลุมสีดำทั้งตัว ถือไม้เท้าบิดๆงอๆที่มีลูกแก้วสีแดงประดับอยู่ด้านบนไว้ในมือ ดวงตาสีม่วงเข้มแทบไม่แสดงความรู้สึกออกมา ทำให้เธอเหมือนหลุดออกมาจากงานฉลองอะไรบางอย่างของพวกมนุษย์

เชสที่ยืนอยู่ด้านในห้องโถงโบสถ์ ขมวดคิ้วของเขาทันทีที่เห็นเด็กผู้หญิงคนนี้ เนื่องจากไอเวทที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยเหลือเกิน มันเป็นพลังแห่งความมืดไม่ผิดแน่ แสดงว่าเธอต้องไม่ได้แต่งตัวประหลาดเล่นๆอย่างแน่นอน เท่าที่ดูจากภายนอกเขาคิดว่าเธอน่าจะเป็นเผ่าแม่มด เผ่าที่อยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์และปีศาจ เนื่องจากเขาไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ เชสจึงยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าต่ออย่างเงียบๆ

“คุณคะ พวกเราจะมีจ่ายได้ยังไงกัน เงินจำนวนมากขนาดนั้น อย่างน้อยเห็นแก่เด็กพวกนี้อย่างเพิ่งไล่ที่เราเลยนะคะ”

ซิสเตอร์เชอร์รี่เข้าไปพูดกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนถึงที่สุด

“ฮือๆ ไม่นะคนพวกนี้มาอีกแล้ว”

เด็กๆแอบดูเหตุการณ์ภายในโบสถ์อยู่บริเวณประตู ที่กั้นระหว่างห้องโถงใหญ่กับพวกอยู่อาศัยที่พวกเขา ความน่ากลัวของผู้ที่มานี้ทำให้เหล่าเด็กน้อยพากันร้องไห้ดูน่าสงสาร

ด้านลิลินที่เดินออกมาจากห้องของเธออย่างเงียบๆไปยังห้องโถงใหญ่ เพื่อดูว่าเสียงเอะอะที่เกิดจากอะไร ก็พบกับพวกเด็กๆที่ยืนขวางประตูอยู่

“พี่สาวครับ ช่วยด้วยครับ”

เหล่าเด็กน้อยต่างวิ่งมาจับมือของนางฟ้าสาว ให้ไปดูเหตุการณ์ภายในโบสถ์ทั้งน้ำตา สภาพของเด็กๆที่รอยดวงตาเต็มไปด้วยรอยสีแดง น้ำบางอย่างที่เธอไม่รู้จักไหลออกมาจากดวงตาไม่ขาดสาย เมื่อเธอเห็นภาพแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนความสุขที่มีมาตลอดหายไป แม้ลิลินจะรู้สึกว่าควรทำอะไรสักอย่างให้พวกเขาก็ตาม แต่เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรทำอะไร

ในขณะนั้นเองเหตุการณ์ในโบสถ์ก็บานปลายขึ้น เมื่อมีกลุ่มคนใส่ชุดสูทสีดำจำนวนมาเดินเข้ามาปิดทางเข้าขนาดใหญ่ของโบสถ์เอาไว้จนมิด

“เจ้าของที่ที่บริจาคที่ดินผืนนี้ให้ซิสเตอร์ ได้ถูกเราฟ้องล้มละลายแล้ว ดังนั้นที่ดินผืนนี้จึงตกเป็นของเรา ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าแล้วไม่ยอมออกไปดีๆ ก็คงต้องเชิญออกนะคะ”

ชาร์ล็อตที่ยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มคนกลุ่มใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้ว่าใบหน้าที่ยังเยาว์วัยจะมีความงดงาม กิริยาวาจาก็สุภาพน่าฟัง แต่กลับไร้ซึ่งน้ำใจโดยสิ้นเชิง

“นั่นเพราะว่าพวกคุณโกงเขาไปต่างหาก จะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนรู้จักความพอเพียงจากท่านลอร์ดไรอา จะล้มละลาย”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ที่รู้จักกับลอร์ดไรอาผู้อุปถัมภ์โบสถ์แห่งนี้มาตลอดเป็นอย่างดี คิดว่าพวกพวกนี้แน่ๆที่เป็นสาเหตุของการล้มละลายของเขา

“หนอย นางนี่!!! พูดดีๆไม่รู้เรื่องใช่ไหม”

ผู้ชายที่เป็นคนถีบประตู ตวาดใส่น่าซิสเตอร์เสียงดัง ก่อนจะยื่นมือของเขามาข้างหน้า เพื่อหวังจะกระชากคอเสื้อของผู้หญิงไร้ทางสู้

“แย่แล้ว”

เชสที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ รีบเคลื่อนไหวทันที เนื่องจากถ้าถึงขั้นลงมือละก็ เขาคงอยู่เฉยๆไม่ได้ ในตอนนั้นเองก็มีกระแสลมแรงพัดผ่านด้านหลังของเชสไป ในตอนแรกปีศาจหนุ่มคิดว่าเป็นนางฟ้าสาวที่ลงมือ แต่ร่างที่วิ่งผ่านเขาไปนั่นตัวเล็กกว่ามาก และที่สำคัญร่างนั้นมีผมสีฟ้า

“อย่าทำร้ายซิสเตอร์นะ”

“วินดี้ ทำไมเธอ...”

ซิสเตอร์มองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่มาช่วยเธออย่างตกตะลึง ตอนนี้ผมยาวสีฟ้าของเขายาวออกมาถึงกลางหลัง เล็บของเขายื่นยาวออกมาดูน่ากลัว เขี้ยวข้างหนุ่มของเขายื่นยาวออกมาจากปากเล็กน้อย นัยย์ตาข้างซ้ายของเขากลายเป็นสีแดงดุจเลือด มือเล็กๆของเขาสามารถหยุดมือที่ขนาดใหญ่เอาไว้ได้อย่าสบายๆ

“แบบนี้นี่เอง”

เชสที่เห็นวินดี้ในร่างที่ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีกแล้ว ก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมซิสเตอร์และเด็กๆในโบถส์ถึงรู้เรื่องเผ่าพันธุ์ต่างภพ นั่นเป็นเพราะว่าเธอมีเด็กหนุ่มในความดูแลที่เป็นมนุษย์หมาป่านั้นเอง

“เฮ้ย !!! พวกเรา ยิงมันเลย”

ผู้ชายหยาบคายคนนั้นมองร่างเล็กที่เข้ามาขวางเอาไว้อย่างตกตะลึง ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของเขาทุกคนชักปืนออกมาเพื่อยิงใส่อมนุษย์ตรงหน้า วินดี้เองแม้จะเห็นปืนจำนวนมากเล็งมาที่เขาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่คิดหลบแม้แต่น้อย เพราะถ้าเขาหลบ กระสุนปืนต้องโดนซิสเตอร์ที่อยู่ข้างหลังอย่างแน่นอน

“มนุษย์หมาป่าเหรอ พวกนายหลบไป”

ทันทีที่เห็นว่าวินดี้เป็นมนุษย์หมาป่าชาร์ล็อตที่เคยเยือกเย็นกลับทำหน้าตาโกรธแค้นขึ้นมา ผมสีดำยาวของเธอพลิ้วไหวราวกับมีชีวิตทั้งๆที่ไม่มีลมพัดผ่าน ออร่าสีม่วงจางๆแผ่ออกมาจากร่างของเธอไม่ขาดสาย ลูกแก้วสีแดงที่ปลายคทามีประกายแสงอยู่ภายใน ดวงตาที่เคยสงบนิ่งกลับเดือดดาลอย่างไม่น่าเชื่อ เชสที่เป็นปีศาจรู้ดีว่าแม่มดตรงหน้ากำลังใช้เวทมนตร์โจมตีมาแล้ว จึงเคลื่อนตัวไปด้านหน้าซิสเตอร์เชอร์รี่เพื่อปกป้องเธอโดยเร็ว เนื่องจากวินดี้คงไม่อาจป้องกันเวทมนตร์โจมตีระดับนี้ได้ทั้งหมด

“เหวอ ท่านชาร์ล็อต”

ผู้ชายสูทแดงคนนั้นเห็นชาร์ล็อตเอาจริง เขาก็หนีวิ่งหนีไปด้านหลังทันที เนื่องจากเคยเห็นความรุนแรงของมันมาหลายครั้งแล้ว ในตอนนั้นเองชาร์ล็อตก็ตะโกนเสียงดัง

“แก เจ้าหมาโสโครกหัวฟ้า ตายซะเถอะ”

เปรี้ยง !!!

สายฟ้าขนาดใหญ่ถูกปล่อยออกจากลูกแก้วลูก เข้าใส่กลุ่มคนตรงหน้าในระยะประชิด แม้ว่าสำหรับเผ่าพันธุ์แห่งความมืดอย่างมนุษย์หมาป่าและผู้ย่ำเงาแล้ว การโจมตีนี้จะไม่ถึงกับชีวิตก็ตาม แต่ถ้าซิสเตอร์เชอร์รี่โดนเข้าล่ะก็ ต้องตายอย่างแน่นอน

ตูม !!!

เสียงของสายฟ้าฟาดดังจนหูของเด็กๆที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ข้างหลังอื้ออึงไปหมด ตรงที่ทั้งสามคนที่อยู่ในห้องโถงในโบสถ์เต็มไปด้วยกลุ่มควัน การโจมตีประสบผลแต่ใบหน้าของชาร์ล็อตไม่มีรอยยิ้มประดับเอาไว้แม้แต่น้อย

“แค่ก แค่ก แค่ก”

เสียงของซิสเตอร์เชอร์รี่ดังขึ้น ก่อนจะเห็นว่าเธอกำลังพัดมือไปมาเพื่อไล่กลุ่มควัน ด้านหน้ามีเชสกับวินดี้ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เมื่อปีศาจหนุ่มหันกลับไปไปยังประตูหลังของโบถส์ก็เห็นนางฟ้าสาวกำลังยื่นมือมาข้างหน้า แสดงว่าที่พวกเขาไม่บาดเจ็บเลยนั้น น่าจะเป็นเพราะเธอสร้างกำแพงเวทมนตร์ขึ้นมาป้องกันพวกเขาเอาไว้ได้ทันนั่นเอง

“บ้าน่า พวกมันโดนเวทมนตร์ของท่านชาร์ล็อตแบบจังๆแล้ว ทำไมถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ”

ผู้ชายสูทแดงมองภาพของคนตรงหน้าอย่างตกตะลึง

“เชอะ ครั้งนี้พวกแกรอดไปนะ แต่ครั้งต่อไปไม่มีวันแน่ แล้วนอกจากเงินที่ต้องจ่ายแล้ว พวกเราจะคิดดอกเป็นเจ้าหมาโสโครกตัวนั้นด้วย”

ชาร์ล็อตชี้หน้าของวินดี้ที่มีความสูงพอๆกับเธออย่างเหยียดหยาม ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปจากประตูและพูดทิ้งท้ายเอาไว้

“อีกสามวัน พวกเราจะมาอีกครั้งและถ้าวันนั้นพวกเราไม่ได้ในสิ่งที่พวกเราต้องการ ที่นี่จะต้องถูกทำลายในทันที”

“อะ...พวกเรากลับกันได้แล้ว”

ชายสูทแดงที่เห็นว่าชาร์ล็อตเดินขึ้นรถยนต์ไปก่อนแล้ว เดินตามแม่มดน้อยไปพร้อมกับสั่งให้ลูกน้องของเขาออกจากที่นี่ทันที

“เอ่อ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับคุณชาร์ล็อต”

หลังจากขึ้นรถมาแล้วนักเลงคนนั้นก็หันมาถามสาวน้อยที่นั่งอยู่ด้านหลัง เพราะปกติแล้วเธอจะไม่ถอยกลับง่ายๆแบบนี้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ

“ผู้หญิงผมทองคนนั้นกับเจ้าหนุ่มตัวซีดๆนั่นไม่ใช่มนุษย์ ดูจากที่ป้องกันเวทมนตร์เราได้ ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ตอนนี้กลับไปหาท่านพ่อก่อนเถอะ ดูเหมือนว่าเราจะเจอสิ่งที่ตามหามานานแล้ว เจ้ามนุษย์หมาป่าหัวฟ้านั่น”

 

“คุณเชอร์รี่ บาดเจ็บตรงไหนไหม”

ลิลินเดินมาถามอาการซิสเตอร์ที่เข่าอ่อนทรุดตัวลงกับพื้นทันทีที่เหตุการณ์สงบลง ส่วนวินดี้ก็กลายร่างกลับเป็นมนุษย์เหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว แล้วเข้าไปพยุงนักบวชสาวที่เหมือนแม่ของเขาให้ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ยาวที่อยู่ข้างๆ

“ขะ...ขอบคุณมากนะคะ คุณลิลิน ซิสเตอร์ไม่เป็นอะไรค่ะ”

เธอตอบนางฟ้าสาวอย่างตะกุกตะกักเพราะยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ในขณะที่วินดี้นั่งอยู่ข้างๆและกุมมือของเธอเอาไว้ ไม่นานเชสก็นั่งลงห่างออกไปเล็กน้อยและหันไปหาซิสเตอร์

“ถ้าเป็นไปได้ผมอยากได้คำอธิบายเรื่องของวินดี้หน่อยนะครับ”

“ค่ะ วินดี้เป็นลูกครึ่งมนุษย์หมาป่ากับมนุษย์ พ่อของเขาที่เป็นมนุษย์หมาป่าที่ซิสเตอร์รู้จักที่ตายไปเมื่อ 5 ปีก่อน ดังนั้นซิสเตอร์จึงรับเขามาดูแล แต่เรื่องที่ทำไมเด็กสาวคนนั้นถึงได้ดูโกรธแค้นวินดี้มากขนาดนั้น ซิสเตอร์เองก็ไม่ทราบจริงๆ”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ตอบเสียงสั่น แม้ว่าเธอจะรู้จักเผ่าพันธุ์จากภพอื่นหลายคนก็ตาม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกโจมตีแบบนี้ ถึงจะไม่ห่วงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เมื่อคิดว่าถ้าไม่มีเธอแล้วเด็กๆคนอื่นจะอยู่ยังไงก็เกิดกลัวความตายขึ้นมาจับใจ

“ลูกครึ่งหมายความว่ายังไง”

ลิลินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ เกิดสนใจมากว่าทำไมวินดี้ถึงไม่มีไอความมืดออกมาเลย ถึงสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้ แม้จะดูเหมือนไม่สมบูรณ์ก็ตามที

“เอ่อ... เผ่าพันธุ์แห่งความมืดบางเผ่า สามารถมีลูกกับมนุษย์ได้ครับ แล้วลูกครึ่งก็หมายความว่า แม่ของวินดี้คงเป็นมนุษย์ ซึ่งลูกครึ่งนี่มีไม่มากหรอกครับเพราะโอกาสเกิดนั้นต่ำมาก”

เชสอธิบายให้นางฟ้าสาวฟัง แม้ลูกครึ่งระหว่างเผ่าพันธุ์ในภพเดียวกันจะมีมาก แต่ลูกครึ่งต่างภพนั้นมีน้อยมากจริงๆ

“พ่อกับแม่...”

ลิลินทวนคำพูดของเชสอย่างช้าๆ คำทั้งสองคำนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แม้จะไม่เคยได้ยินคำคำนี้ก็ตาม แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน

“อย่าบอกนะครับ ว่าคุณไม่รู้จักว่าพ่อกับแม่แปลว่าอะไร”

เชสมองหน้าของนางฟ้าสาว ก่อนที่ใบหน้าหวานนั้นจะพยักหน้าอย่าช้าๆ จากนั้นก็ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับหุ่นยนต์อีกครั้ง

“เราบอกแล้วว่าเราอยู่คนเดียวมาตลอด”

“...”

เชสก้มหน้าลงต่ำ เพราะไม่อาจมองใบหน้าของนางฟ้าสาวที่เอ่ยคำพูดแสนเศร้านั้นด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ได้

“เป็นไปไม่ได้หรอกจ๊ะ ที่จะมีใครสักคนสามารถเติบโตมาได้ด้วยตัวคนเดียว และซิสเตอร์คิดว่าคุณลิลินเองก็เช่นกัน”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ที่รู้สึกดีขึ้นแล้ว พูดกับนางฟ้าสาวอย่างช้าๆ สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตไม่ว่าจะมาจากภพไหน ก็ล้วนเกิดมาจากพ่อและแม่ทั้งนั้น แม้แต่เผ่าจักรกลเช่นกัน

“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือการปกป้องสถานที่แห่งนี้ จากคนกลุ่มนั้น”

นางฟ้าสาวพูดที่ให้ความสำคัญกับภารกิจตรงหน้ามากกว่าพูดขึ้น ทำให้ทั้งซิสเตอร์และเชสต่างแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที

“ยังไงก็คงต้องออกจากโบสถ์แห่งนี้ล่ะค่ะ เพราะพวกเราคงหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้ในเวลาแค่สามวันไม่ได้”

ซิสเตอร์ตอบเสียงเศร้าๆ แม้ว่าสาเหตุการล้มละลายของลอร์ดไรอาจะไม่โปร่งใสก็ตาม แต่กฎหมายนั้นมักจะยึดถือเรื่องตามเอกสารเสมอ

“ทำไมมนุษย์ชุดดำถึงดูชั่วร้ายแบบนั้น ในหนังสือเขียนเอาไว้ว่าเหล่ามนุษย์ทุกคนต่างมีจิตใจที่ดีงาม”

ลิลินพูดด้วยเสียงราบเรียบ ตอนแรกเธอคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ที่เขียนในหนังสือนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะว่ามนุษย์ทุกคนที่เธอเจอมาล้วนแต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่คนกลุ่มเมื่อสักครู่เห็นได้ชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่ชั่วราว จนเหมือนกับเผ่าพันธุ์แห่งความมืดที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ

“มนุษย์เองก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้านครับ ถ้ามีด้านที่ดีก็ต้องมีด้านที่ไม่ดีเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วมนุษย์ถึงได้ สร้างบรรทัดฐานที่ระบุว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด หรือที่เรียกว่ากฎหมายไงละครับ”

เชสอธิบายให้นางฟ้าสาวฟัง แม้เขาจะอยากพูดว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเองก็มีด้านที่ดีด้วย แต่ก็ไม่อาจสามารถเอ่ยออกมาได้

“แต่กฎหมายเองก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่างหรอกนะคะ เพราะอำนาจของผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็มีจำกัด”

ซิสเตอร์เชอร์รี่อธิบายให้เชสฟังเสียงเศร้า ความจริงของโลกนี้ช่างโลกร้ายนัก

“แม้ว่าการฆ่ามนุษย์จะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่การฆ่ามนุษย์ที่มีจิตใจชั่วร้าย น่าจะเป็นข้อยกเว้น”

ลิลินพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย็นชา ถ้าหากเผ่าพันธุ์แห่งความมืดที่ชั่วร้ายสมควรตายแล้ว มนุษย์ที่ชั่วร้ายราวกับปีศาจก็สมควรตายเช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้ปีศาจหนุ่มขมวดคิ้วเข้าอย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็เข้าใจว่าที่เธอเป็นแบบนี้ เพราะเธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างผิดปกติ ซึ่งการอธิบายให้เธอเข้าใจนั้นเป็นหน้าที่ของเขา

“เอ่อ...แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ เพราะว่ามันผิดกฎหมาย แล้วถ้าทำแบบนั้นเราก็ไม่ต่างจากพวกเขาใช่ไหมครับ แต่ไม่ต้องห่วง เราก็แค่ทำตามเกมของพวกเขา หาเงินมาจ่ายให้ก็น่าจะพอ”

เชสเสนอทางเลือกที่น่าจะดีและถูกต้องที่สุดออกมา เพราะถ้าลิลินไปถล่มคนกลุ่มเมื่อครู่ด้วยตัวเองล่ะก็ ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแน่นอน

“แต่จำนวนเงินตั้งยี่สิบล้านนะคะ จะหามาจากไหน แล้วเขายังบอกด้วยว่าต้องการตัววินดี้ด้วย”

ซิสเตอร์เชอร์รี่แสดงสีหน้าตกใจกับแผนของเชสทันที เพราะคงไม่มีทางหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้ในเวลา 3 วัน นอกจากนี้ชาร์ล็อตคงไม่ปล่อยวินดี้ไปง่ายๆ แต่เมื่อคิดดูดีๆคทาที่แม่มดน้อยถืออยู่นั้นคุ้นตาเธอเหลือเกิน เพียงแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

“สิ่งที่เรียกว่าเงินคืออะไร แล้วจำนวนยี่สิบล้านนี่มันมากแค่ไหน”

ลิลินหันไปถามเชสถึงจำนวนสิ่งที่ต้องหาเพื่อช่วยโบสถ์แห่งนี้ เป็นการตอบแทนที่ซิสเตอร์เชอร์รี่เลี้ยงอาหารและให้ที่พักกับเธอ ตามหลักการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน

“เงินคือตัวกลางในการแลกเปลี่ยนของพวกมนุษย์ครับ ปีศาจอย่างผมเองก็ใช้เงินเหมือนกัน เพียงแต่เป็นคนละแบบ ส่วนมากแค่ไหนน่ะเหรอ... คุณลิลินกินช็อกโกแล็ตที่เฟร่าให้มาก่อนสิครับ”

เชสยิ้มก่อนจะอธิบายอย่างละเอียด การจะเปรียบเทียบว่าเงินมีค่าแค่ไหน ก็คงต้องใช้สิ่งที่นางฟ้าสาวมีเป็นตัววัด

ซึ่งลิลินหยิบช็อกโกแล็ตมากินอย่างว่าง่าย ทันทีที่ก้อนสีน้ำตาลเข้มเข้าปากของเธอ รสชาติหวานตัดกับขมและกลิ่นหอมๆของมัน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากปากไปทั่วทั้งร่างของเธอ ที่ทำให้รู้สึกดีใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่าความสุขมาก ทำให้เธอตีค่าของช็อกโกแลตที่เฟร่าให้นี้ว่ามีค่ามาก เมื่อเธอกินช็อกโกแลตเสร็จเธอก็หันไปคุยกับเชสที่ยืนยิ้มรออยู่

“เราประเมินค่าของสิ่งที่เรียกว่าช็อคโกแลตเสร็จแล้ว”

“เงินจำนวนยี่สิบล้านเหรียญนั้น สามารถเอาไปแลกเปลี่ยนกับช็อคโกแลตได้เป็นจำนวนสิบล้านก้อนครับ”

เชสอธิบายความมากของมันอย่างง่ายๆ แต่ถึงกับทำให้นางฟ้าสาวเบิกตากว้างเนื่องจากเรื่องที่ได้ยินนั้นเหนือความคาดหมายของเธอไปมาก ก่อนจะมองดูกระดาษที่เคยห่อช็อกโกแลตเอาไว้ ถ้าคิดถึงระยะยาวโบสถ์แห่งนี้ก็น่าจะมีค่าประมาณนี้เช่นกัน

“ตอนนี้ผมมีเงินสกุลของอาณาจักรปีศาจอยู่พอสมควร ถ้าใช้มันไปลงเดิมพันในเวทีต่อสู้ใต้ดิน เราก็น่าจะหาเงินยี่สิบล้านเหรียญได้ทันเวลาครับ”

ปีศาจหนุ่มที่เคยใช้วิธีนี้หาเงินหลายครั้งพูดขึ้น เวทีต่อสู้ใต้ดินเป็นสถานที่จัดการต่อสู้โดยไม่เกี่ยวว่านักสู้จะเป็นเผ่าพันธุ์อะไรมาจากภพไหน โดยเปิดผู้เข้าชมวางเงินเดิมพันได้ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ซึ่งที่นั้นสามารถลงแข่งเองและวางเงินเดิมพันตัวเองได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่แลกจากเงินปีศาจเป็นเงินมนุษย์ได้ด้วย

“เอ่อ แต่นั้นมันน่าจะอันตรายมากนะคะ แล้วทางโบสถ์ของเราก็ไม่มีอะไรพอที่จะสามารถตอบแทนให้พวกคุณได้ด้วย”

ซิสเตอร์เชอร์รี่ก้มหน้าพูดอย่างจนใจ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนหาเงินจำนวนมากขนาดนั้น มาให้เธอโดยไม่หวังผลตอบแทน

“ถ้าสิ่งที่เชสบอกไม่ผิดกฎหมายเราก็ตกลง ซิสเตอร์เชอร์รี่และเด็กๆได้ให้ค่าตอบแทนกลับเรามาแล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องการของตอบแทนใดๆทั้งสิ้น”

แม้นางฟ้าสาวจะพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ก็ตาม แต่มันกลับทำให้คนที่ฟังรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

“ถ้างั้นเราไปเถอะครับ”

เชสยิ้มออกมาเมื่อได้ยินลิลินพูดแบบนี้  ก่อนจะอธิบายว่าจุดหมายต่อไปของเขาและเธอ อยู่ที่ไหน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

558 ความคิดเห็น

  1. #259 watch012 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 / 23:06
    ชอบจริงๆ
    #259
    0
  2. #143 qazz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2555 / 07:58
    ยอดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #143
    0
  3. #126 ริสก้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2555 / 22:38
    เอิ่ม คนแต่งชื่อ ลิลิน นางเอกชื่อ ลิลิน............. อย่าบอกนะว่า พวกคุณสองคนเป็นคนเดียวกัน !!???
    #126
    0
  4. #114 Clover (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2555 / 11:31
    ชอบๆๆๆๆๆๆ
    #114
    0
  5. #95 sawalon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 08:51
    ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ไร้เตอร์เต่งได้ดีมากครับ เป็นพล็อตที่ไม่ค่อยมีใครเอาเท่าไรแต่มันก็สนุกไปในตัวครับ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 กันยายน 2555 / 08:56
    #95
    0
  6. #49 Fateจัง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2555 / 12:49
     งืมๆ ติดตามๆ
    #49
    0
  7. #48 MinZ@ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2555 / 22:33
    ลิลินเหมือนเด็กเลย  น่ารักทีสุด
    #48
    0
  8. #47 FakeDevil (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 17:33
    ลิลินน่ารักมากอะ ดูบริสุทธิ์สุดๆ
    #47
    0
  9. #46 เด็กดีของสังคมหุหุ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 17:24
     จะรอนะครับ สนุกดีครับ
    #46
    0
  10. #45 G-66 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 14:58
    ชอบเรื่องนี้มากเลยครับ
    ไรท์เตอร์วางเนื้อเรื่องได้ดีมากๆ
    #45
    0
  11. #44 ILC-Pam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 02:09
     กินซุปด้วยยยย  (?)

    ^_________^

    เด็กๆๆน่ารักกันจิงๆๆ
    #44
    0
  12. #43 Дdiemuś (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 17:47
    อยากกินซุปอร่อยๆ ด้วยคน TT
    (ได้ข่าวว่าไม่เกี่ยวกันเล้ยยยยย)
    #43
    0
  13. #42 Lnwlord009 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 15:24
    ผมชอบเรื่องนี้ที่สุดเลยครับมันเหมือนกับทบทวนคุณค่าของชีวิตล่ะมั้ง
    #42
    0
  14. #41 godfather (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 06:56
    คนแรก555
    #41
    0