Tale of the falling angel : เปิดตำนานนางฟ้าตกสวรรค์

ตอนที่ 25 : ชะตากรรมของนางฟ้าผู้ไร้ปีก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ก.พ. 56

“เอ่อ...ดูไม่ต่างจากเมืองของผมเลยนะครับ”

วินดี้ก็มองไปรอบๆอย่างสนใจ เนื่องจากเมืองนี้ดูคล้ายกับเมืองของมนุษย์มาก ทั้งตึกรามบ้านช่องต่างสร้างจากคอนกรีตและก้อนอิฐ ซ้ำยังมีร้านค้าที่เขาเคยเห็นในเมืองมาเปิดร้านที่นี้ด้วย

“นั่นเป็นเพราะว่าเผ่าแม่มดอยู่ใกล้ทางเชื่อมต่อมาก แล้วยังดูเหมือนมนุษย์อีกด้วย ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะพัฒนาที่นี่ก่อนน่ะครับ”

เชสที่วิ่งตามหลังมาอธิบายให้หมาป่าตัวน้อยฟังอย่างสั้นๆ ขณะอุ้มนางฟ้าสาววิ่งตามอีเมเนียไปยังบ้านของเธอ

“ร่างกายของเราเป็นปกติแล้ว วางเราลงเราวิ่งเองได้”

ลิลินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ตอนนี้ร่างกายของเธอปรับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้อุ้มอีก แน่นอนว่าเชสที่ไม่รู้ว่าอาการเหนื่อยของเธอจะส่งผลอะไรหรือเปล่าค้านทันที

“ไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้ความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุด”

“แหมๆ...รักกันดีจังเลยนะ”

อีเมเนียมองปีศาจหนุ่มและนางฟ้าสาวด้วยความสนใจ ก่อนจะเข้าไปแซวเชสที่ดูเป็นห่วงลิลินมากผิดปกติ ราวกับคนรักที่เป็นห่วงกันและกัน

“มะ...ไม่ใช่แบบนั้นเลยนะครับ”

เชสถึงกับหน้าแดงกะทันหันเมื่อถูกแซว แทบจะในทันทีก็มีมือมาจับหน้าของเขาไว้ เจ้าของมือคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่เขากำลังอุ้มอยู่

“ที่ทางเชื่อมต่อในมหาภพแห่งเสียง เชสบอกว่ารักเราแล้ว แล้วเราก็รักเชสเช่นกัน ทำไมเมื่ออีเมเนียถามเชสถึงบอกว่าไม่ใช่ หรือเชสไม่รักเราแล้ว”

ลิลินพูดขึ้นด้วยความสงสัย เธอรู้สึกสับสนเล็กน้อยที่เชสตอบว่าไม่ใช่เมื่อครู่นี้ คำพูดของเธอยิ่งทำให้ปีศาจหนุ่มหน้าแดงมากกว่าเดิม จนแม้แต่ผิวซีดๆของเขาก็ดูมีสีขึ้นมาด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้นางฟ้าสาวผู้เถรตรงสับสนไปมากกว่านี้ เขาจึงพยายามอธิบายทันที ทว่าในขณะที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแบบนี้เขาเองก็คิดอะไรไม่ออกเช่นกัน

“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ คือ...คือว่า...มัน...”

“ไม่ใช่อีกครั้งแล้ว แล้วสรุปแล้วเชสรักเราหรือไม่”

ทว่าคำพูดของเชสยิ่งทำให้ลิลินสับสนมากขึ้น จนเธอจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตสวยของเธอ พร้อมกับคาดคั้นคำตอบจากอีกฝ่ายไปด้วย ทำให้ปีศาจหนุ่มยอมแพ้เพราะถ้าเขาไม่ตอบล่ะก็ เธอคงถามเขาไม่หยุดแน่นอน ปีศาจหนุ่มจึงพูดออกมาอย่างช้าๆ

“อะ...เอ่อ...รักสิครับ”

“อิอิอิ แสดงว่าเป็นคนรักกันจริงๆด้วยสินะ คฤหาสน์ตรงนั้นแหละบ้านของพวกเรา เผ่าแม่มด”

แม่มดสาวหัวเราะเสียงใสกับภาพตรงหน้า ก่อนจะชี้ไปยังคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่สุดถนน มันเป็นคฤหาสน์สีดำขนาดใหญ่ที่มีไม้เลื้อยพันอยู่ทั่ว ดูแตกต่างจากสิ่งปลูกสร้างอื่นๆของเมืองนี้อย่างชัดเจน จนทั้งวินกี้และชาร์ล็อตต่างมีความคิดเหมือนกัน นั่นคือมันดูเหมือนบ้านผีสิงมากกว่าที่อยู่อาศัย

“น่ะ...นี่เหรอคะบ้านของแม่มด”

ชาร์ล็อตกล่าวอย่างตกตะลึงเมื่อก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ มันดูหรูหรากว่าที่เห็นภายนอกมาก ทั้งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประกับต่างๆล้วนให้บรรยากาศที่มีมนต์ขลัง ดูคล้ายกับบ้านที่เธอเคยอยู่กับอาจารย์ของเธอเมื่อ 5 ปีก่อนมาก

 

เมื่อถึงห้องห้องรับรอง อีเมเนียก็ให้เชสวางร่างของลิลินลงบนเตียงนอนขนาดใหญ่ จากนั้นก็ใช้ผ่ามือที่มีแสงสีดำจางๆออกมาอังไปทั่วร่างของลิลิน ชาร์ล็อตคิดว่ามันคงเป็นเวทมนตร์ตรวจสอบแบบเดียวกับที่นางฟ้าสาวชอบใช้ ยิ่งแม่มดสาวตรวจสอบร่างกายของอีกฝ่ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผยสีหน้าตกใจออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนเชสทนสงสัยไม่ไหว

“ลิลินเป็นยังไงบ้างครับ จะมีอันตรายอะไรรึเปล่า”

“ถ้าถามว่าอันตรายไหม ตอนนี้คงยังไม่อันตรายหรอกค่ะ...จะว่ายังไงดี สมกับเป็นนางฟ้าพิสุทธิ์เลยนะคะ ถึงจะไม่มีปีกแล้วแต่ก็ยังมีพลังแห่งแสงสว่างอยู่เต็มร่างไปหมด”

อีเมเนียเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามของเชสที่ดูร้อนรน ตอนแรกเธอคิดว่าเมื่อเผ่าเทพสูญเสียปีกที่เป็นแหล่งกำเนิดและกักเก็บพลังงานไป จะเหลือเพียงร่างกายที่เหือดแห้งเสียอีก แต่ในร่างของนางฟ้าสาวตรงหน้ากลับมีพลังเวทมนตร์บรรจุอยู่เต็มเปี่ยม จนเหมือนกับถังที่อัดน้ำใส่เข้าไปจนเต็ม  จากนั้นเธอก็เริ่มตามคำถามต่อทันที

“เอ่อ ตอนนี้คุณลิลินเหลือพลังเวทอยู่ประมาณเท่าไหร่ แล้วตั้งแต่เข้ามาในมหาภพแห่งความมืดนี้ ได้ใช้เวทมนตร์ไปรึยังค่ะ”

“พลังเวทเหลืออยู่ประมาณร้อยละศูนย์จุดหนึ่งแปดเมื่อเทียบกับสภาพปกติ แล้วเราใช้เวทมนตร์ไปแล้ว เพื่อสร้างกำแพงป้องกันขึ้นมา แต่ไม่สามารถใช้ได้”

นางฟ้าสาวหลับตาเพื่อวัดพลังในร่างกายตัวเอง ก่อนจะตอบออกมาโดยตรงรวมถึงอธิบายเหตุการณ์ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ที่เธอจะใช้เวทมนตร์ป้องกันแต่ก็ใช้ไม่ออกด้วย

“แบบนี้นี่เอง ที่ใช้ไม่ออกคงเป็นเพราะร่างกายของคุณต่อต้านเอาไว้ เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งน่ะ เนื่องจากถ้าคุณลิลินใช้เวทมนตร์ล่ะก็อาจจะตายได้เลยนะคะ”

“เอ่อ...อาจารย์คะ พี่ลิลินจะใช้เวทมนตร์อีกไม่ได้แล้วเหรอ”

เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ ชาร์ล็อตก็พูดออกมาด้วยความตกใจ เพราะเห็นได้จัดว่าตอนนี้นางฟ้าสาวเจอตามล่าอยู่ ซึ่งเธอคงไม่มีโอกาสรอดเลยหากไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ด้านของอีเมเนียก็พยักหน้าและตอบกลับมา

“ใช่ เพื่อความปลอดภัยแล้วอย่าใช้เวทมนตร์เลยดีกว่า เพราะถึงร่างกายของคุณลิลินจะสร้างพลังแห่งแสงสว่างได้บ้างแต่มันก็น้อยมาก ทำให้ไม่สามารถเติมเต็มพลังเวทมนตร์ให้กับตัวเองได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้พลังเวทมนตร์หมดล่ะก็...”

“เมื่อเข้าสู่สภาวะพลังเวทมนตร์ขาดแคลนอย่างหนัก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีพลังเวทมนตร์ จะมีกลไกในการดึงเอาพลังเวทมนตร์ที่อยู่รอบๆตัวเข้ามา ซึ่งในกรณีของเรา การดึงเอาพลังแห่งความมืดเข้าไป จะเป็นการทำลายร่างกายจากภายในโดยตรง และเสียชีวิตอย่างไม่มีทางแก้ไข”

ลิลินพูดส่วนที่น่ากลัวออกมาด้วยตัวเอง นี่เป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของผู้ใช้เวทมนตร์ ต้องไม่ใช่พลังจนหมดขณะที่อยู่ในภพอื่นที่ไม่ใช่ภพของตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่งั้นจะต้องตายในทันที ยกเว้นแต่มหาภพแห่งเสียงแห่งเดียวเท่านั้นเนื่องจากที่นั่นได้รับพลังจากทุกภพจึงไม่เป็นไร

“ถ้างั้นพี่ลิลินก็อยู่ที่นี่เลยสิครับ ถ้ามีพวกคุณอีเมเนียอยู่ คนอื่นไม่น่ากล้าเข้ามาหาเรื่องพี่แล้ว แล้วยังมีผมกับพี่เชสอีก”

วินดี้กล่าวอย่างมีความหวัง เขาคิดว่าถ้านางฟ้าสาวไม่ใช่พลังเวทมนตร์ล่ะก็ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตราบใดที่อยู่ในสถานที่ปลอดภัยแบบนี้ แต่อีเมเนียกลับส่ายหน้าไปมา

“แบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะถึงไม่ใช่พลังเวทมนตร์ พลังแห่งแสงสว่างในตัวก็จะถูกใช้ไปในกิจวัตรประจำวันไปเรื่อยๆอยู่แล้ว แม้การกินอาหารจะช่วยได้ก็ตาม แต่คุณลิลินก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆจนผลของมันก็ออกมาเหมือนเดิม อย่างอาการเหนื่อยที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอัตราการเผาผลาญพลังเวทมนตร์มากกว่าที่ร่างกายสร้างออกมาได้”

แม่มดสาวอธิบายเพิ่มเติม การที่อีกฝ่ายเป็นนางฟ้าพิสุทธิ์นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือร่างกายของเธอสามารถบรรจุพลังเวทมนตร์ได้มากกว่าปกติมาก ในขณะที่ข้อเสียคือจากที่ร่างกายเคยเผาผลาญพลังเวทมนตร์จำนวนมากได้ตลอดเวลา กลายเป็นต้องลดลงอย่างมหาศาลในกะทันหัน เป็นผลให้เธออ่อนแอลงมาก จนเหลือแรงใกล้เคียงกับหญิงสาวมนุษย์ธรรมดา

 “แล้วพี่ลิลินมีเวลาเท่าไหร่เหรอคะ”

ชาร์ล็อตถามอาจารย์ของเธอด้วยความเป็นห่วง แม่มดตัวน้อยคิดว่าถ้ามีเวลามากพอล่ะก็น่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่ถึงจะเป็นแม่มดผู้รอบรู้ก็ตาม ก็ยังส่ายหน้ากับคำถามนี้

“เรื่องนั้นอาจารย์ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องลองถามเจ้าตัวดู”

“ถ้าไม่ใช้พลังเวทมนตร์เลย และกินอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอ น่าจะมีเวลาอีกหกเดือนถึงหนึ่งปี”

ลิลินตอบหลังจากคำนวณหลังเวทมนตร์ที่เหลือในร่างดูแล้ว เวลาที่เหลือนั้นถึงกับทำให้ทุกคนในห้องโดยเฉพาะเชสหน้าถอดสีทันที เพราะเวลาเหลือน้อยกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก

“มีทางช่วยไหมครับ เพราะจะให้ไปอยู่ที่มหาภพแห่งเสียงหรือมหาภพแห่งแสงสว่างก็ไม่ได้แล้ว พวกเราคงต้านการตามล่าขนาดนั้นไม่ได้แน่ถึงจะขอความช่วยเหลือจากองค์กรก็ตาม”

เชสมีสีหน้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่อดูจากที่เผ่าจักรกลมาตามล่านางฟ้าสาวถึงในมหาภพแห่งความมืดแล้ว แสดงว่าข่าวของลิลินคงกระจายไปทุกภพแล้ว ทำให้คงต้องเจอตามล่าแบบนี้อยู่เรื่อยไป แต่ถ้าอยู่ในมหาภพแห่งความมืดนี้ ที่พวกเขามีพลังมากขึ้น ในขณะคนจากภพอื่นจะมีพลังน้อยลงพวกเขาก็จะปกป้องลิลินได้ แต่ถึงแบบนั้นก็ยืดอายุของเธอออกไปได้ไม่นาน เขาต้องการวิธีที่ดีกว่านี้เพื่อช่วยนางฟ้าสาวที่เสียสละทุกอย่างเพื่อเขา

“ถ้าเป็นราชาปีศาจล่ะก็ อาจจะทำอะไรได้ก็ได้นะ เพราะว่าจริงๆแล้วน่ะ...เอ่อ...”

ในตอนนั้นเองอีเมเนียก็ค่อยๆพูดถึงราชาปีศาจขึ้นมา จากนั้นก็ทำท่าลังเลที่จะพูดมันออกมา เนื่องจากมันเป็นความลับสุดยอดของเผ่าปีศาจก็ว่าได้ แต่เมื่อคิดว่ามันเป็นทางเดียวที่จะช่วยนางฟ้าสาว ผู้ทำให้เธอได้พบกับลูกศิษย์รักของเธออีกครั้งได้ แม่มดสาวก็เอ่ยมันออกมา

“คือจริงๆแล้ว...ราชาปีศาจน่ะ...เป็นเผ่าเทพนะ...”

“วะ...ว่ายังไงนะคะ ท่านนั้นน่ะเหรอ...เป็นไปได้ยังไงกัน”

แม่มดน้อยอุทานเสียงดังในทันที ก่อนจะรีบลดเสียงลงมาอย่างรวดเร็ว แม้เธอจะไม่เคยเห็นราชาปีศาจตัวจริงก็ตาม แต่เรื่องที่ทางเป็นเผ่าเทพนั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมาก

“ไม่มีใครรู้หรอกว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น และเรื่องนี้มีเพียงแค่คนหยิบมือเท่านั้นที่รู้ด้วย ถ้าเป็นเขาล่ะก็ต้องช่วยลิลินได้แน่นอน”

อีเมเนียส่ายหน้าไปมา ที่เธอรู้ความจริงเป็นเพราะเธอเป็นตัวแทนของเผ่าแม่มด เข้าประชุมในสภาสูงของเผ่าปีศาจ และบังเอิญได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคำทำนายบางอย่างเกี่ยวกับชะตากรรมมา นอกจากนี้ยังได้ยินราชาปีศาจพูดว่าตัวเองเป็นเผ่าเทพกับหูของตัวเองด้วย

“ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะผมเคยเห็นราชาปีศาจมีปีกคล้ายเผ่าเทพด้วย แต่เป็นสีดำแทนที่จะเป็นสีขาว แล้วยังพลังเวทมนตร์ที่มากจนยากจะหยั่งถึงนั่นอีก”

เชสครุ่นคิดอย่างหนัก ขณะนึกถึงข้อมูลที่น่าจะเป็นไปได้ ก่อนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้และพูดมันออกมา

“ถ้างั้นเราไปหาราชาปีศาจกันเถอะครับ อย่างน้อยถึงเขาจะไม่ใช่เผ่าเทพก็ตามแต่ก็อาจจะรู้วิธีช่วยลิลินก็ได้ นอกจากนี้แล้วผมยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งอีกด้วย...เกี่ยวกับภารกิจที่ล้มเหลวของผม”

ปีศาจหนุ่มก้มหน้าลงต่ำ นอกจากลิลินที่กำลังอยู่ในอันตรายแล้ว มหาภพแห่งความมืดและอาณาจักรของเขาก็อยู่ในอันตรายไม่แพ้กัน 
--------------------------------------------------
เอาล่ะ ต้องลงให้ได้ความเร็วขนาดนี้ทุกวันเลย...
--------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

558 ความคิดเห็น

  1. #547 Kornfern (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2557 / 15:25
    ลิลินน่ารักเวอร์
    #547
    0
  2. #250 minhai_m* (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556 / 15:59
    น่าสนใจดีนะ
    #250
    0
  3. #236 logan (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 17:25
    สู้สู้คะ
    #236
    0
  4. #235 เรื่อย ๆ เหนือยก็พัก (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 15:36
    สนุกมาก สู้ ๆ ครับ ไรเตอร์
    #235
    0
  5. #234 If You Want (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:07
    บอกตามตรง เรื่องที่ราชาปิศาจเป็นเผ่าเทพ ก็กะไว้แล้วอ่ะนะ
    #234
    0
  6. #233 The Memorial (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 11:24
    หุหุ เชสอย่าปากแข็งอีกเลย
    #233
    0