BLOODY LIST

ตอนที่ 11 : 10th MISSION,, Give a shot

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,625
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 เม.ย. 57

10th MISSION

Give a shot

 

 

“กรร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

ลูกกระสุนสี่นัดกระแทกคมเขี้ยวของเจ้ามังกรจนร้าวสะกิดเส้นประสาทให้ปวดหนึบขึ้นไปถึงสมอง และเมื่อมันอ้าปากคำรามระบายความเจ็บปวดนั้น เพอร์มีสจึงใช้โอกาสนี้ลั่นไกติดต่อกินอีกชุด
 

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

สี่นัดพุ่งหายเข้าไปในปากของเจ้ามังกรอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีเขียววาวโรจน์เบิกกว้าง เลือดสีข้นเหลวไหลลอดออกมาจากระหว่างฟันและเขี้ยวของเจ้ามังกรก่อนร่างของมันจะกระตุกดิ้นทุรนทุราย เป็นหลักฐานยืนยันให้เธอมั่นใจว่ากระสุนสี่นัดของเธอสามารถสร้างความเจ็บปวดจากภายในของเจ้ามังกรได้ รอยยิ้มดีใจปรากฏขึ้นบนดวงหน้าใสมอมแมมอย่างไม่ปกปิดดูคล้ายเด็กที่ได้ของเล่นใหม่มากกว่านักฆ่าที่หาทางกำจัดเหยื่อได้หลังจากพยายามมายากเย็น

“กรร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงโอดครวญคำรามลั่นของเจ้ามังกรแผดไปทั่วบริเวณฟังดูน่าขนลุก ทว่าหัวที่ถูกยกขึ้นสูงทำให้เพอร์มีสไม่อาจยิงกระสุนเข้าไปโจมตีมันจากทางปากได้ ร่างเล็กจึงกระโดดขึ้นไปตามกิ่งไม้ผ่านใบสีเขียวขุ่นขึ้นสูงเรื่อยๆ เพื่อหามุมเหมาะที่จะโจมตีเหยื่อของเธอได้ ทว่าทันทีที่โผล่พ้นใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ นัยน์ตาอัญมณีคู่ก็ต้องเบิกกว้างเมื่อหางใหญ่ของเจ้ามังกรสะบัดมาทางเธออย่างรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง

ผลั่ก!

เกล็ดบนหางครูดร่างน้อยซ้ำแผลถลอกหลายที่จนกลายเป็นแผลลึกทั่วตัว ร่างเล็กถูกกระแทกรุนแรงปลิวว่อนทะลุชนกิ่งไม้ กิ่งแล้วกิ่งเล่าจนไปชนกับลำต้นแกร่งของต้นไม้ต้นหนึ่ง ร่างเล็กกระตุกตัวโยนแล้วกระอักเลือดออกมาเสมือนอาการอาเจียน

มือเล็กฝืนยกขึ้นอย่างยากเย็น กำด้ามปืนแน่นก่อนจะใช้มันทุบหน้าอกของตนเพื่อให้กระอักเลือดที่คั่งอยู่ข้างในให้ออกมาแล้วจึงค่อยปาดเลือดออกจากริมฝีปาก นัยน์ตาวาวโรจน์นึกโกรธคนที่มอบหมายภารกิจเสี่ยงตายให้เธอ เพอร์มีสพยุงร่างฝืนลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากโดยใช้มือสองข้างยันลำต้นใหญ่ไว้ เจ้ามังกรคงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ มันคงกะเอาให้เธอตายต่อหน้ามันเลยถึงจะยอมรามือ แต่ใช่ว่าเธอจะยอมแพ้มัน ภารกิจครั้งนี้เพอร์มีสหมายมั่นในใจแล้วว่า... เสร็จสิ้นเมื่อไหร่เธอจะต้องเข้าไปลากคอมาสเตอร์ออกมาเขย่าให้ตายคามือ!

“กรร!!!!!!!!!!” ร่างเจ้ามังกรพุ่งฝ่าทลายต้นไม้มาทางเธอพร้อมแผดเสียงร้องด้วยโทสะจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ มันอ้าปากรวบรวมลำแสงสีเขียวหมายจะปลิดชีพเธอในคราวนี้อย่างไม่รีรอ ทำเอาสาวน้อยแทบจะตาถลนเพราะความคาดไม่ถึงและไม่ทันได้ตั้งตัว ยิ่งเมื่อเห็นลำแสงจุดเล็กๆ ที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในโพรงปาก ใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ ที่มันปล่อยออกมาเธอ หัวใจดวงน้อยๆ ในอกก็เต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกจากอกเลยทีเดียว ทว่า...

เรื่องอะไรเธอจะยอมให้มันฆ่าเธอฝ่ายเดียวล่ะ?

ครืน!!!

พลังของเจ้ามังกรรุนแรงและเสียดสีจนเกิดเสียงแผดลั่น เพอร์มีสใช้สองมือจับมั่นที่ปืนคู่ใจยกมันขึ้นขนานกับพื้นดินขึ้นนกเตรียมพร้อมจะกราดยิงสวนลำแสงที่กำลังจะปล่อยออกมา แม้จะไม่รู้ว่าแผนสุดท้ายจะได้ผลหรือเปล่าแต่เธอก็ลองถ่ายพลังจิตในร่างที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าไปที่ปืนเอลิเซนเซียร์ในมือของเธอ นัยน์ตาสีแดงเหลือบชมพูลุกวาวเป็นประกายมุ่งมั่นไร้ความกลัว กลับท้าทายยียวนเชิญชวนให้ลำแสงนั้นปล่อยออกมาปะทะกันกับเธอ

ครืน!!!!!!!!!

เสียงดังท้องนภาพังครืนเมื่อลำแสงสีเขียวทรงกลมขนาดยักษ์พุ่งออกมาจากโพรงปากของเจ้ามังกร...

ปัง!!!!!!!!!!!

เสียงแผดร้องของเอลิเซนเซียร์ดังสนั่นหูกว่าครั้งไหน ลูกตะกั่วธรรมดาที่พุ่งออกจากปากกระบอกปืนกลับกลายเป็นลำแสงสีขาวลักษณะคล้ายลูกไฟยักษ์พุ่งเข้าปะทะกับลำแสงสีเขียวของเจ้ามังกรทำให้เกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ ร่างของมังกรและเพอร์มีสกลืนหายไปกับแสงนั้นพร้อมกับสติของร่างเล็กที่ดับลง

ตูม!!!!!!!!!!

เสียงระเบิดสนั่นไปทั่วป่าทันทีที่ลำแสงสองสีเข้าปะทะกัน แสงสว่างสะท้อนเป็นวงกว้างก่อนลำแสงของเพอร์มีสจะสามารถตีโต้ลำแสงสีเขียววงกลมของเจ้ามังกรกลับเข้าปากของมันไปได้ แรงระเบิดซัดร่างเล็กกระเด็นลอยละลิ่วปะปนไปกับเกล็ดสีมรกตที่แตกกระจายไปทั่วราวกับห่าฝนที่ร่วงลงสู่พื้นดิน มือเล็กไร้เรี่ยวแรงส่งผลให้ปืนคู่ใจร่วงลงสู่พื้นไปพร้อมกับร่างเจ้าของและเกล็ดของมังกร

หมับ!

ร่างสูงรับร่างเล็กเบาหวิวของเด็กสาวไว้ในอ้อมแขนด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นรับปืนประกับสีดำมาควงไว้ด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียวแล้วจับมั่นโดยที่นัยน์ตาสีแดงเหลือบชมพูคู่คมกริบไม่ได้ละออกจากดวงหน้าจิ้มลิ้มแสนมอมแมมที่หลับพริ้มไม่ได้สติเลย

“ขอแค่ชนะ เรื่องเก็บวิญญาณจะยังไงก็ไม่สนสินะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ทันใดนั้นลำแสงสีแดงก็โอบล้อมปืนเอลิเซนเซียร์ เมื่อแสงหายไปลูกแก้วสีแดงใสลูกใหญ่ก็ฝังอยู่ตรงตัวกระบอกปืนโดยมีกรอบสีทองที่มีอักขระบางอย่างสลักอยู่ห้อมล้อม

นิ้วเรียวยาวลูบไปบนลูกแก้วสีแดงพลางพึมพำอะไรบางอย่างออกมาแผ่วเบา ลำแสงสีเขียวขนาดเล็กที่แฝงอยู่ในฝนเกล็ดมรกตก็พุ่งเข้าใส่ลูกแก้วเป็นเส้นตรง ดวงหน้าคมคายยังคงจ้องดวงหน้าของเด็กสาวไม่ละ นัยน์ตาสีแดงใสไร้ประกายฉายความห่วงใยอ่อนโยนเด่นชัด

แสงวาบปรากฏห้อมล้อมร่างเล็กสะบักสะบอมรักษาบาดแผลให้ดีขึ้น แผลฉกรรจ์ที่แขนซ้ายถึงได้ฤกษ์หยุดเลือดไหล มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงเจ้าของพลังที่จู่ๆ ก็ถือวิสาสะตัดหน้าเขารักษาเด็กสาวในอ้อมแขนซะก่อน

“หาเรื่องตาย”

เสียงทุ้มต่ำห้าวหาญแสนคุ้นเคยของบุคคลที่สามดังมาจากด้านหลังซึ่งแม้ไม่หันกลับไปมองก็รับรู้ได้ว่าเป็นใครและ ‘ใครคนนั้น’ ไม่ได้พึ่งจะมาถึงอย่างแน่นอน

ร่างเล็กในอ้อมแขนของเขาถูกแสงวาบห้อมล้อมอีกครั้ง บาดแผลทุกแห่งบนร่างค่อยๆ สมานตัวกันปิดปากแผลไม่ให้เลือดได้หลั่งรินอีก แต่ถึงกระนั้นเด็กสาวก็ยังคงสะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผล โดยเฉพาะแผลที่แขนซ้าย เขาไม่ได้ว่าอะไรเมื่อถูกแย่งงานประจำเป็นครั้งที่สอง

“ก็เพราะงั้น... นายถึงต้องตามมาไม่ใช่เหรอ?” เขาเอ่ยโดยไม่หันไปมองคู่สนทนาแต่ก็ไร้คำตอบจากร่างสูงเบื้องหลัง ซ้ำยังไร้มารยาทสิ้นดีที่ชิงกลับไปก่อนโดยไม่บอกกล่าวถึงเขาจะสามารถรับรู้ได้โดยอัตโนมัติก็ตาม

ความสนใจทั้งหมดของเขากลับมาอยู่ที่เด็กสาวที่เหมือนเด็กน้อยไม่รู้จักโตในอ้อมแขนตามเดิม เก็บปืนเหน็บคืนที่ปลอกรัดต้นขาของสาวน้อย มือข้างที่ว่างจึงเกลี่ยปอยผมเปียกเหงื่อที่ปรกหน้าผากของเธอก่อนดวงหน้าคมคายจะโน้มลงไปประทับจุมพิตบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและรอยถลอกอย่างไม่นึกรังเกียจ อ่อนโยนและแผ่วเบา ส่งความรู้สึกทั้งหมดผ่านรอยจุมพิตเนิ่นนานนี้ แล้วสองร่างก็หายกลืนไปในความมืดโดยทิ้งป่าให้กลับมาสงบราบเรียบวังเวง...

ปราศจากมังกรแห่งพฤกษาผู้พิทักษ์เขตป่าศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป...





 

บึ้งสนิท...
 

เสียงในใจของบารอสบอกอย่างนั้นเมื่อร่างเล็กในชุดลำลองที่เต็มไปด้วยบาดแผลสะบักสะบอมกำลังเดินดุ่มๆ เข้ามาหาเขากับเกรเดียด้วยสีหน้าบูดบึ้งชนิดที่ว่าไม่ได้ถ่ายท้องมาแล้วหลายวัน
 

กึก!

 

ปืนที่มีตัวกระบอกสีเงินและประกับสีดำเงาวาวติดโซ่สีดำยาวตรงก้นกระบอกดูท่าทางจะหนักไม่น้อยถูกวางลงบนโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งของนิวเทรเซีย บนกระบอกด้านท้ายมีลูกแก้วกลมสีแดงฝังอยู่โดยมีกรอบสีทองที่มีอักขระบางอย่างสลักอยู่รอบๆ บนประกับหนาที่หนึ่งมีลวดลายบิดเกลียวสวยงามเป็นตัวอักษรอ่านได้ใจความว่า ALICENZIA

 

เอลิเซนเซียร์มีปัญหาอะไรเหรอเพอร์ส?” เสียงทุ้มห้าวไม่สมสตรีจากคนเป็นสตรีแท้เอ่ยถามอย่างใสซื่อแม้จะดูออกแล้วว่าอะไรทำให้สาวน้อยตรงหน้าหัวเสียมาหาเธอถึงนี่

 

เอลิเซนเซียร์ของเพอร์สมันไปหลอมรวมกับลูกแก้วเก็บวิญญาณของมาสเตอร์ พี่เกรเดียต้องอธิบายให้เพอร์สเข้าใจนะ เพราะพอเพอร์สถามนีร่า นีร่าก็บอกให้ไปถามพี่ฮิลลัส พอไปถามพี่ฮิลลัส พี่ฮิลลัสก็ให้ไปถามพี่เบล พอไปถามพี่เบล พี่เบลก็ให้มาถามพี่เกรเดีย เพราะฉะนั้นพี่เกรเดียต้องอธิบายได้เพราะเพอร์สจะไม่ไปหาใครต่ออีกแล้ว! ...จริงๆ นะ!” เสียงใสพูดอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดและใบหน้าถมึงทึงแต่กลับเรียกรอยยิ้มขำขันจากผู้พี่ทั้งสอง

 

แล้วทำไมไม่ไปหาไทตันล่ะ? หมอนั่นเก่งเรื่องอาวุธไม่ใช่หรือไง บารอสเอ่ยแทรก

 

เพอร์มีสปรายตามองเขาเล็กน้อยแล้วก็พ่นลมหายใจไล่ความหงุดหงิดออกไปก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เด็กหนุ่ม แต่ก็ยังไม่วายคาดคั้นต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “พี่ก็รู้ว่าเพอร์สไม่มีทางไปหาพี่ไทต์แน่ๆ

 

อ่อใช่... หลังจากที่เธอตลบหลังมันอย่างเจ็บแสบ เด็กหนุ่มกล่าวตอกย้ำความจริงด้วยเสียงหลั้วหัวเราะทำเอาเพอร์มีสถลึงตาใส่เขาอย่างขุ่นเคือง แต่เธอเลือกที่จะหันไปหาเกรเดียแทนที่จะเถียงกับเขาเหมือนที่เคยทำ

ตัวปืนก็หนักขึ้นด้วย มันหมายความว่ายังไง?

 

เมื่อกี้เพอร์สบอกว่า... เอลิเซนเซียร์ หลอมรวมกับลูกแก้วเก็บวิญญาณสีแดงของมาสเตอร์ใช่ไหม? เกรเดียถามทวน นัยน์ตาสีม่วงบานเย็นฉายประกายครุ่นคิด

ใช่ หลังจากทำภารกิจเสร็จไปหนึ่งราย

 

เมื่อคืนล่ะสิ เป็นบารอสที่พูดขึ้น  เรียกสายตาสองคู่ของเด็กสาวทั้งสองให้หันไปมองด้วยความสนใจ

 

ก็ใช่น่ะสิ เสียงใสเอ่ยตอบห้วนๆ เรียกรอยยิ้มของเด็กหนุ่มให้กว้างขึ้น

“อย่าบอกนะว่า...” เขาเนิบเสียงแล้วเอ่ยต่อ “...อดเห็นตอนมันหลอมรวมกันเลยอารมณ์เสียแบบนี้?”

คำถามของบารอสทำเอาเพอร์มีสตาโตหน้าขึ้นสีก่อนสาวน้อยจะชักสีหน้าบูดบึ้งตามมา

 

“ไม่เห็นน่ะใช่ แต่เพอร์สไม่ใช่เด็กที่จะอยากเห็นอะไร ‘น่าตื่นเต้นแบบนั้นซะหน่อย ก็แค่อยากรู้ว่าทำไมถึงหลอมรวมกันได้แล้วทำไมปืนถึงหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแบบนั้น” คำตอบเสียงอุบอิบที่ พยายามจะเอ่ยดังๆ ให้ชัดเจนเป็นหลักฐานบอกเขาให้รู้ว่าทายถูก ยิ่งเมื่อสาวน้อยดันหลุดคำพูดที่ว่า น่าตื่นเต้น ออกมาเองโดยไม่รู้ตัวด้วยแล้ว

 

“ฮ่ะๆๆๆ อยากเห็นจริงๆ ด้วย แต่เสียใจด้วยนะที่.... อด!” บารอสหัวเราะเยาะเย้ยอย่างล้อเลียนทำเอาเพอร์มีสค้อนปะหล่ำปะเหลือกก่อนจะฟาดมือลงบนแขนแข็งๆ ของเขาเข้าให้หนึ่งที

ไม่รู้สักเรื่องได้ไหมเนี่ย สาวน้อยสะบัดเสียงใส่อย่างขัดใจก่อนจะหันไปหาพี่สาวคนสวยอย่างเกรเดียโดยไม่สนใจบารอสที่แสร้งทำโอดครวญอยู่เลยสักนิด แล้วตกลงพี่เกรเดียรู้ไหมว่าเพราะอะไร?

การรวบรวมวิญญาณสามารถเพิ่มอานุภาพให้กับอาวุธได้... เกรเดียเว้นเสียงไปชั่วขณะราวกับกำลังครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยต่อ มาสเตอร์คงตั้งใจจะให้ลูกแก้วเก็บวิญญาณมาหลอมรวมกับเอลิเซนเซียร์โดยใช้ดวงวิญญาณเป็นตัวเชื่อม ถ้าพี่คิดไม่ผิด ตอนนี้ปืนของเพอร์สสามารถเป็นได้ทั้งอาวุธและเก็บวิญญาณ ทำให้ทั้งอานุภาพและน้ำหนักของมันเพิ่มขึ้น

แต่พี่ไทตันบอกว่าการจะเพิ่มอานุภาพของอาวุธจะต้องลงมนตร์ร่ายมนตร์ให้ถูกพิธีก่อนนี่?

 

นี่ไง มาสเตอร์ลงอักขระมนตร์ไว้ที่ลูกแก้วแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาเพอร์สเก็บวิญญาณมันก็จะเพิ่มอานุภาพให้อาวุธโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาสีแดงเหลือบชมพูใสเบิกกว้างอย่างตะลึงเมื่อเกรเดียพูดจบ มือเล็กเอื้อมไปหยิบปืนสองสีคราบใหม่มามองอย่างทึ่งๆ

 

แล้วจะเก็บวิญญาณยังไงล่ะ?”

“สัมผัสลูกแก้วแล้วท่องคาถา เมื่อคืนคนที่เก็บวิญญาณให้เพอร์สคือพี่ฮิลลัสล่ะสิ ไปให้พี่เขาสอนนะ”

“เจ๋งดีแฮะ” สาวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางลูบปืนคู่ใจไปมา

 

ไม่เห็นมีอะไรน่าโมโห ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ บารอสเอ่ยล้อเลียนเล็กๆ อย่างอารมณ์ดี

 

ก็มันหนักขึ้นนี่น่า จับแล้วไม่ถนัดเหมือนเดิม ความเร็วในการยิงก็ไม่เร็วเท่าเก่า ถึงจะแรงกว่าก็เถอะ เอ่ยตอบอย่างขัดใจจบก็มุ่นคิ้วนึกทวนคำพูดของตัวเองว่าคงไม่ได้หลุดคำที่ทำให้เธอเสียฟอร์มออกไปหรอกนะ

“สมควรแล้ว ดูตัวเธอสิ เอลิเซนเซียร์เวอร์ชั่นเก่ายังถือแล้วแทบจะล้มเลยนี่เนอะ” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทกระตุ้นต่อมอยากแกล้งคนของเพอร์มีสได้เป็นอย่างดี นัยน์ตาสีแดงใสเหลือบมองเด็กหนุ่มอย่างจงใจอาฆาตก่อนจะขึ้นนกปืนอย่างไม่ลังเล

“เธอไม่ยิงพี่หรอก” บารอสพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างมั่นใจสาวน้อยเบ้หน้า

 

ไม่รู้สักเรื่องไม่ได้เลยเนอะ ก่อนจะต้องร้องออกมาเสียงเมื่อบารอสขยี้หัวเธอจนยุ่งด้วยความหมั่นไส้

 

พี่บารอส!” ไม่ร้องเปล่า มือเล็กของเธอตรงไปขยี้หัวคนเป็นพี่กลับอีกด้วย

 

เฮ้ บารอสเป็นพี่เธอนะ เกรเดียว่าเสียงตำหนิระคนเอือมระอาแต่สาวน้อยก็หาฟังไม่

 

                “ก็พี่บารอสหาเรื่องเพอร์สก่อน หันขวับมาเถียงทันควัน

 

                “แค่นี้ยังน้อย... เทียบกับที่เธอลืมวันเกิดของพี่กับเกรย์แล้ว... หึ!” บารอสพูด

 

                “วันเกิดพวกพี่มันเดือนกรกฎาฯ นี่ยังแค่เดือน... เฮ้ย! นี่เดือนสิงหาฯ แล้วหรอ!” เสียงใสระเบิดลั่นพร้อมดวงหน้าจิ้มลิ้มฉายแววตระหนก หัวสมองเริ่มประมวลวันประมวลคืนก่อนจะสรุปออกมาสั้นๆ จากเหตุทั้งหมดทั้งปวงแล้ว...

                ซวย!

 

                “หลงวันหลงคืนขนาดนั้นเชียว? น้ำเสียงบารอสบ่งบอกถึงความเหนือชั้นกว่า รอยยิ้มละไมกระชากใจสาวบนดวงหน้าคมติดหวานราวกับฉาบไปด้วยยาพิษเมื่อเธอมองมันในยามนี้

สาวน้อยกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ก่อนจะลดไม้ลดมือที่ค้างอยู่บนหัวเขากลับมาไว้ข้างตัว ร่างเล็กๆ นั่งตัวตรงต่อหน้าบารอสและเกรเดียราวกับศิษฏ์กำลังจะจะถูกอาจารย์ดุว่า แล้วรอยยิ้มพริ้มพรายก็ปรากฏขึ้นบนดวงหน้าใส “แหะๆ ...พี่ก็รู้ เพอร์สยุ่งจะตาย ไหนจะฝึกพิเศษกับพี่ฮิลลัส การบ้านก็มากกว่าคนอื่นสิบเท่า แล้วยังมีภารกิจประหลาดๆ นี่อีก พี่ต้องเข้าใจเพอร์สนะ

                “ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะเกรย์?

 

                “ตั้งแต่อยู่บ้านเดียวกันมาเจ็ดปี... ไม่มีปีไหนเลยที่เพอร์สจะบอกว่าไม่ยุ่ง เกรเดียตอบคู่หูพร้อมรอยยิ้มละเมียดแปลกๆ อย่างที่เพอร์มีสไม่นึกชอบแม้มันจะมีเสน่ห์มากมายเมื่อปรากฏบนดวงหน้างามของเกรเดีย

 

                “พวกเราเกิดเดือนกรกฎาฯ แต่เพอร์สให้ของขวัญวันเกิดเดือนธันวาฯ ... บารอสเปรย

 

                “...ทุกปี เกรเดียต่อให้จบประโยค

                “แต่เพอร์สก็ให้ทุกปีนะ! ช้านิดช้าหน่อยก็ยังให้ เพราะงั้นว่าเพอร์สไม่ได้นา...

 

                “นั่นสินะ ว่าไม่ได้ๆ บารอสพยักหน้าซื่อๆ ทำให้เพอร์มีสวางใจไปเปลาะหนึ่งก่อนจะต้องหน้าซีดเมื่อรอยยิ้มเหี้ยมปรากฏบนดวงหน้าคมติดหวาน...

 

ยัยตัวแสบ!” ไม่ว่าเปล่า มือสองข้างของเด็กหนุ่มหน้าเกือบหวานยังพุ่งเข้ามาขยำขยี้หัวเธอจนดูเหมือนพรงหญ้ารกๆ ซึ่งทำเอาดวงหน้าใสงอง้ำอย่างถึงที่สุดก่อนสาวเจ้าจะปัฏิบัติการแก้แค้นโดยการพุ่งมือน้อยๆ ไปจัดการขยี้หัวเขาซ้ำอีกรอบจนยุ่งพอกัน ทั้งสองพลัดกันรุก (ตบหัว) พลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใครในขณะที่เกรเดียกำลังยิ้มร่าอย่างสนุกสนานราวกับได้ดูจำอวด ซึ่งมันก็เป็นจำอวดสำหรับเธอจริงๆ นั่นแหละ

 

                “พอได้แล้วยัยตัวยุ่ง ดวงหน้างามขมวดคิ้วเล็กๆ คล้ายจะตีสีหน้าดุ แต่ก็ยังประดับรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากอย่างขำๆ มือเรียวสะบัดเล็กน้อยแล้วก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นไปรั้งร่างเล็กให้ออกห่างจากบารอสที่บัดนี้ทำหน้ายุ่ง หัวยุ่ง และเนคไทหลุดลุ่ย

 

โอเคๆ พอก็ได้ สาวน้อยสะบัดแขนออกจากไอเวทของเกรเดีย แต่ก็ยังไม่วายหันไปแลบลิ้นใส่เด็กหนุ่มอย่างล้อเลียนในขณะที่เขาได้แต่แยกเขี้ยวใส่แล้วหันไปจัดการกับเนคไทของตัวเอง

 

“เพอร์สต้องกลับไปฝึกคุมปืนด้วยนะ” เกรเดียกลับประเด็นสนทนาหลังจากเล่น (รบ) กันพอสมควร

 

อ้าว ทำไมล่ะ? เพอร์สก็ใช้มันได้ดีอยู่แล้วนี่ ก็แค่หนักขึ้นนิดหน่อย เพอร์มีสถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

 

อานุภาพใหม่มันไม่ใช่น้อยๆ ยังไงก็ต้องใช้เวลาปรับตัว คำกล่าวของพี่สาวในสังกัดเรียกรอยยิ้มกว้างบนดวงหน้าใส เด็กสาวผุดลุกขึ้นพร้อมปืนในมือก่อนจะหันมาบอกคนเป็นพี่ทั้งสองด้วยท่าทางโชว์ฟอร์ม

 

คอยดูแล้วกัน สิ้นเสียง มือเล็กก็ควงปืนคู่ใจให้หมุนติ้วอย่างชำนาญพลางยิ้มระรื่นก่อนจะจับด้ามปืนมั่นแล้วกางขาหันข้างทำมุมเป็นการตั้งท่า มือซ้ายจับมั่นที่มือขวา ประคองปืนสีดำเงินเงาวาวไว้ในท่าที่สวยงามถูกมาตรฐานตามที่ฝึกมา นิ้วโป้งกดขึ้นนกปืน นัยน์ตาสีแดงเหลือบชมพูใสฉายประกายมุ่งมั่นมองตรงไปยังต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปไม่มากก่อนจะลั่นไกอย่างไม่ลังเล

ปัง!

ลูกกระสุนธรรมดาไร้ลูกเล่นใดๆ ทั้งสิ้นแต่กลับมีแรงกระแทกมากกว่าเดิมนักหนา นัยน์ตาคู่กลมเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเมื่อทั้งร่างกระเด็นหงายหลังล้มลงไปนั่งแหมะบนพื้นเนื่องจากยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับแรงกระแทกของปืนได้ ดวงหน้าใสนิ่วเล็กน้อย

 

อูย.... สาวน้อยครางออกมาก่อนจะหันไปทำกริยาไม่สมหญิงอย่างการลูบก้นป้อยๆ ไม่อายสายตาใครด้วยความเจ็บระบม จากนั้นถึงจะค่อยเหลือบตาไปมองต้นไม้เป้าหมายที่กระสุนของเธอเข้าเป้าพอดีเด๊ะอย่างมืออาชีพ เห็นดังนั้นเด็กสาวก็หันไปแลบลิ้นเผล่ใส่บุคคลทั้งสองที่กำลังมองเธออย่างเอือมระอา

 

ไงล่ะ ฝีมือของมือปืนอันดับสุดยอดยิ่งกว่าที่หนึ่งของอัลเดรเนีย คำกล่าวของเธอทำเอาหนุ่มสาวผมทองทั้งสองส่ายเหนื่อยใจ ริมฝีปากรูปกระจับเผยอออกอีกครั้งกำลังจะเปล่งเสียงใสออกมาอวดฟอร์มตัวเองต่อ แต่เสียงของบางอย่างกลับดังขัดขึ้น

ครืด... ครืด...

เพอร์มีสหันไปมองต้นไม้ที่เธอยิงปืนใส่แล้วก็ต้องเบิกตาตื่นเมื่อเจ้าต้นไม้เป้าหมายของเธอมันดันโยกเยกเหมือนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ร่างเล็กผุดลุกขึ้นหมายจะวิ่งไปดันลำต้นไม่ให้มันล้มแต่บั้นท้ายที่ระบมเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่กลับยื้อไม่ให้เธอลุกขึ้นได้สำเร็จ และแล้วก็ราวกับเกิดฟ้าถล่มกระทันหัน...

 

โครม!!!!!!!!!!!

 

ฮะๆ เสียงใสหัวเราะเฝื่อนๆ เมื่อต้นไม้เป้าหมายของเธอล้มไปทับต้นไม้อีกต้น...อีกต้น...อีกต้น... จนมันพากันล้มครืนต่อกันเป็นโดมิโน ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะที่เธอทำลายทรัพยากรสีเขียวของโรงเรียนนิวเทรเซีย

แน่นอนว่าเสียงต้นไม้ล้มราวกับฟ้าคำรามเรียกความสนใจจากนักเรียนคนอื่นๆ ให้เดินเข้ามาดูเหตุการณ์ได้ไม่ยากเลย ตอนนั้นเองที่เพอร์มีสรู้สึกว่าน้ำลายในคอมันช่างเหนียวหนืด จะกลืนก็ยากแสนยาก นัยน์ตาสีแดงเหลือบชมพูสะท้อนร่างสูงๆ ของคนที่มีสีตาเดียวกันกำลังเดินตรงมาด้วยสีหน้าดุดันจนเธอเสียวสันหลังวาบ ตามมาติดๆ ด้วยศาสตราจารย์หนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีหมอกผู้เคร่งขรึม ผู้ที่เคยสั่งกักบริเวณเธอไปแล้วครั้งหนึ่งและไม่แน่อาจจะโดนอีกครั้งในเร็วๆ นี้...

คิดได้ดังนั้นเพอร์มีสก็ตวัดสายตาไปมองต้นไม้ที่เป็นเป้าของเธอเมื่อครู่ด้วยสายตาขุ่นเคืองคาดโทษ

ไอ้ต้นไม้สมควรตาย!

ทว่าสาวน้อยคงลืมไปว่ามันไม่สามารถตายได้อีกแล้ว...

...ในเมื่อเธอเพิ่งจะโค่นมันไปเมื่อครู่นี้เอง





 

ดวงจันทร์เสี้ยวส่องแสงบนท้องฟ้าคู่กับดวงดารานับหมื่นล้านทำให้ท้องฟ้ายามรัตติกาลคืนนี้สว่างกว่ารัตติกาลไหนๆ ยอดตึกอาคารจนถึงตัวพื้นดินของโรงเรียนนิวเทรเซียมีแสงสลัวๆ ส่องอยู่ทั่วบริเวณ แม้ท้องฟ้าจะสวยแสนสวยแค่ไหนก็ไม่อาจลบล้างอาการไม่พอใจของเหล่านักเรียนที่กำลังจะเปิดศึกชิงธงเกียรติยศกันในอีกหนึ่งชั่วโมงนี้ไม่ได้ แน่ล่ะ เธอเองก็ออกจะขัดใจเล็กน้อยอยู่เหมือนกัน... ในเมื่อท้องฟ้าสว่างๆ เช่นนี้มันช่างไม่เหมาะสำหรับการพรางตัวเอาซะเลย

“แผนเดิมใช้ไม่ได้ จะเอายังไงท่านหัวหน้า” หนึ่งในไทเกรซอร์เอ่ยถามซึ่งคนอื่นก็หันมาจ้องหน้าเธออย่างเอาคำตอบ เนื่องจากไทเกรซอร์ทุกคนถูกเธอเรียกตัวมาประชุมกันในห้องนั่งเล่นรวมที่ชั้นหนึ่งเพื่อเตรียมแผนการรับมือกับปราการอื่นๆ ตั้งแต่ตอนค่ำจนถึงบัดนี้

“เราต้องหาธงเองสินะ” เพอร์มีสพึมพำ เธอนั่งอยู่ตรงริมขอบหน้าต่างเพื่อสอดส่องดูสถาณการณ์และพื้นทำเลเป็นข้อมูลสำหรับแผนการ

“คิดว่าจะมีใครรู้บ้างว่าธงอยู่ส่วนไหนของโรงเรียน?” เสียงใสเอ่ยถามอย่างใสซื่อ ทำเอารุ่นพี่แต่ละคนถึงกับเส้นเลือดปูดด้วยความไม่พอใจ

นี่ก็อีกเรื่อง...

ไม่มีใครพอใจที่ได้รุ่นน้องตัวกะเปี๊ยกแสนบ๊องแบ๋วอย่างเธอเป็นหัวหน้าปราการ!

“เธอจะไปถามคนคนนั้นหรือยังไง?” รุ่นพี่สาวคนหนึ่งเอ่ยน้ำเสียงไม่พอใจและยิ่งไม่พอใจหนักเมื่อเพอร์มีสตอบกลับด้วยวาจายียวนที่ไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด

“ก็ใช่น่ะสิ”

“เพอร์มีส” เสียงหวานจากเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยปราม เพอร์มีสเหลือบมองออนีร่าที่นับวันจะทำตัวเหมือนแม่มากขึ้นทุกทีๆ แล้วพ่นลมหายใจด้วยความปลงเล็กน้อยก่อนจะหันไปบอกกับรุ่นพี่สาวคนนั้นด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ดีกว่าเดิม ...อย่างน้อยเธอก็คิดว่างั้น

“เพอร์สมีวิธีของเพอร์ส”

“ผอ.อัลเบิร์ต เขาต้องรู้แน่” กอร์เจียส เด็กหนุ่มเจ้าของผมและนัยน์ตาสีน้ำตาลเอ่ยขึ้น เขาดูจะเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่เคร่งเครียดกับศึกชิงธงเกียรติยศในครั้งนี้ สังเกตได้จากการที่เขานั่งเล่นกีต้าร์เพลงแล้วเพลงเล่าให้ชาวไทเกรซอร์ฟัง โชคดีที่ฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขาไม่เป็นสองรองใครซ้ำยังเพราะจับใจอีกต่างหาก ไทเกรซอร์คนอื่นๆ จึงปล่อยให้เขาเล่นได้เรื่อยๆ โดยไม่ว่ากล่าว

“เธอลองไปเล่นกับเขาสักนิดสักหน่อย เดี๋ยวก็ต้องบอก” เอลฟรานเอ่ยขึ้นบ้าง เขาก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อยที่ไม่เคร่งเครียดกับศึกชิงธงในครั้งนี้ เห็นได้จากการที่เขานั่งร้องฮัมทำเพลงอยู่กับกอร์เจียสตั้งแต่เริ่มการประชุม

“วู้ว ทีนี้ก็ง่าย” เสียงใสเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏบนใบหน้าจิ้มลิ้ม ร่างเล็กที่นั่งอยู่ขอบหน้าต่างยืดตัวขึ้นยืนก่อนจะประกาศลั่นให้ได้ยินทั่วห้องนั่งเล่น “พี่ๆ ทั้งหลายฟังทางนี้ เราจะใช้เปลี่ยนแผนนิดหน่อย ส่วนเรื่องธง... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”

“เปลี่ยนแผน? เราไม่มีเวลามากนักนะสาวน้อย” เด็กหนุ่มร่างยักษ์เจ้าของหมัดพลานุภาพร้ายกาจ คู่กรณีเก่าของเด็กสาวเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลน ทว่ากลับเรียกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเธอให้กว้างขึ้น ลิ้นน้อยเลียริมฝีปากหนึ่งทีก่อนฟันคมขาวจะกัดมันไว้เบาๆ อย่างที่เจ้าตัวชอบทำ ทวีความเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการให้ออกมาทางดวงหน้าใสจิ้มลิ้มที่ควรจะใสซื่อไร้พิษสงได้อย่างชัดเจน

 

“เริ่มแล้ว” เสียงกระซิบเอ่ย แล้วร่างสองร่างของนักเรียนหนุ่มปีสองจากปราการยูนันไครล์ก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย งานของเขาคือพรางตัวไปสอดแนมหออื่นๆ แล้วส่งข่าวกลับไป เงารางๆ ของทั้งสองพุ่งไปตามกิ่งไม้แสนเปราะบาง กิ่งแล้วกิ่งเล่าก็ยังคงทรงตัวได้ดีไม่มีที่ติ ทว่าทันใดนั้น...

ตูม!!!!

เสียงกระหึ่มคล้ายระเบิดดังมาจากตำแหน่งที่แสนห่างไกลแต่ก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของทั้งสองได้ชะงัด

“มีการปะทะกันแล้วหรอเนี่ย?” เด็กหนุ่มคนแรกว่า

“เร็วชะมัด” อีกคนเสริม

“เปล่าหรอก” เสียงที่สามชี้แจง

“อ่าว แล้วนั่นมันอะไรล่ะ” เด็กหนุ่มคนแรกถามอย่างงงงวย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้กับเขาควรจะมีอีกแค่คนเดียว แต่เสียงที่สามนั่นมัน... คิดได้แล้วเด็กหนุ่มก็รีบหันมาเผชิญหน้ากับบุคคลที่สามแล้วก็ต้องพบว่าคู่หูคู่ภารกิจของเขาบัดนี้ได้ล้มพับลงไปกองกับพื้นแล้ว ด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มร่างไม่สูงมากมายเจ้าของเรือนผมสีแสดและนัยน์ตาสีชาปรือปรอย

“เอลฟราน...” เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาเอ่ยออกมาได้ในคืนนี้หลังจากที่จุดสำคัญกลางลำตัวอันเป็นที่รักของบุรุษเพศทุกคนต้องเจ็บปวดระทมเนื่องจากถูกท่อนขาฟาดเข้าให้ไม่ออมแรง ด้วยความเจ็บจนจุกเกินบรรยายทำให้เขาหมดสติไปในทันที

“นั่นมันก็คือแผนสกปรกของยัยเด็กเพอร์มีสไงล่ะ” เอลฟรานเอ่ยเรียบๆ พลางคว้าตราประจำปราการบนหน้าอกซ้ายของเด็กหนุ่มทั้งสองมาก่อนจะโยนอันหนึ่งให้กับร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลที่เพิ่งเดินมาถึงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเซื่องซึม “ทีนี้รู้ซึ้งถึงความแสบของเจ้าเด็กตัวดีรึยัง”

กอร์เจียสเหยียดยิ้มแห้งอย่างยากลำบาก เพอร์มีสให้พวกเขาหลายๆ คนปลอมตัวเป็นนักเรียนจากหออื่นเพื่อเข้าไปหาข้อมูลโดยการแย่งตราหอแล้วร่ายมนตร์ปลอมตัวกันเอาเอง ส่วนระเบิดเมื่อครู่ก็เป็นการขว้างออกไปเฉยๆ เพื่อการลวงศัตรูทั่วสารทิศให้หันมาสนใจ แล้วนักเรียนหอไทเกรซอร์ก็จะฉวยโอกาสที่ศัตรูกำลังเผลอนี้จัดการให้เรียบซะ หรือจะเรียกว่าลอบกัดในช่วงที่เผลอจะเข้าใจได้ง่ายกว่า

“หวังว่าเพอร์มีสจะเจอตัวผอ.เร็วๆ นะ”

“ไม่นานหรอก” เอลฟรานกล่าวเสียงเนือยไม่ทุกข์ร้อน นอกจากนอนแล้วเขาก็ไม่อยากจะทำอะไรทั้งสิ้น

“ไปกันต่อเถอะ ฉันง่วง”

ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ก้าวเท้า...

สวบ!

...ร่างของใครคนหนึ่งก็ปรากฏออกมาจากเงามืดเบื้องหน้า

 

“นึกไม่ถึงว่าเดี๋ยวนี้ไทเกรซอร์จะลอบกัดเก่ง” เสียงต่ำที่ฟังดูน่าเกรงขามเอ่ยมาจากร่างสูงพอๆ กันกับเอลฟรานที่แบกดาบยักษ์ที่สูงใหญ่กว่าตัวหรือที่อัลเดรเนี่ยนเรียกกันว่า ‘เบลด มาด้วย เรือนผมสีแดงเพลิงแสบสันไม่แพ้เรือนผมสีส้มแสด แต่ทว่าดวงตาสีทองคู่กลมเรียวคู่นั้นมีประกายของความตื่นเต้นและกระหายการต่อสู้แตกต่างกับนัยน์ตาสีชาสะลึมสะลือโดยสิ้นเชิง

“เคเมอร์ วลาดด์” เอลฟรานเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่กระตือรือร้น

“สวัสดี ท่านกรรมการนักเรียน” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ทำทีเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ แต่กลับถูกมือหนักๆ ของอีกฝ่ายตะปบเข้าตรงบ่า ทำให้เขาจำต้องหยุดเดิน

“นายไปก่อนเถอะ เดี๋ยวตามไป”

ร่างของกอร์เจียสลับสายตาไปแล้ว เอลฟรานถึงได้ยอมหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงพอๆ กันของเคเมอร์ “กรรมการนักเรียนมีธุระอะไรกับฉันงั้นหรือ?”

“ไม่ต้องมาเล่นลิ้น เรายังตัดสินกันไม่จบ” เคเมอร์กล่าวเสียงเหี้ยม เอลฟรานเลิกคิ้ว

“นายสิไม่จบ ฉันจบไปตั้งสิบหกครั้งแล้ว” พูดจบเด็กหนุ่มก็หาววอดบ่งบอกถึงความง่วงเป็นที่สุด ซึ่งโชคร้ายที่มันกลับไปกระตุ้นต่อมโทสะของเคเมอร์เข้าให้อย่างจัง

 

“งั้นครั้งที่สิบเจ็ดนี้ฉันจะเป็นคนจบมันเอง!

 

 

…TO BE CONTINUE…






TALK2 (8 Apr 2011)
มีเรื่องมาสารภาพ...
ที่ผมไม่อัพ... เป็นเพราะว่าผมลืมม ขอโทษอย่างสุดซึ้งครับ!
แต่ไม่เห็นจะค่อยเม้นกันเลย เคืองๆ
เม้นกันเยอะๆ แล้วจะอัพแบบติดไฮสปีดเลย!! พูดจริงนะ!


TALK (2 April 2011)
สวัสดีครับผม
เมื่อวานเป็นวันแห่งการโกหก April's fool day
คุณได้หลอกใครบ้างมั้ย? แต่ถ้าถามถึงเรา.... ไม่ได้หลอกหรอก โดนเขาหลอกมา = ="
และถึงเราจะหลอกใคร ก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
อะราย.... ถึงเราจะแต่งนิยายได้ก็ไม่หมายความว่าจะโกหกเก่งหรอกนะ!
ขนาดเวลาเราโกรธใครสักคนจริงจังมันยังไม่ใครเชื่อเลยว่าโกรธ โอ้! น่าเศร้าสุดๆ TT^TT

ช่างมันเถอะ
เอาเป็นว่าช่วยติชมกันหน่อยนะครับ ขอบคุณ T_T (ผมเศร้ากะการหลอกคนไม่เก่ง... ไม่สิ หลอกคนไม่เป็น)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

444 ความคิดเห็น

  1. #78 yaibua (@yaibua-narak) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 เมษายน 2554 / 09:48
    อัพช้าอ่ะ เด๋วเม้นทุกตอนแต่ตองมาอัพHi-Speedด้วยนะ
    #78
    0
  2. #77 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 15:44
    มาเพิ่มเร็วๆน่ะ
    #77
    0
  3. #76 shiroaki (@nooksuthira) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 08:32
    อัพช้าจัง T^T
    รออ่านอยู่นะ
    #76
    0
  4. #75 คุณหนูจอมวุ่น (@e-y-e) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 เมษายน 2554 / 14:22
    ทำไมอัพแค่40% เองอ่า  TT^TT
    รออ่านแบบเต็มๆอยู่เน้อ >O<
    #75
    0