โหด!นักมารักกันเลย (END)

ตอนที่ 2 : โหดที่ #1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,847
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    3 มี.ค. 63

โหดที่ #1 

(11/12/62)✔️(26/02/63)☑️




ร้านเหล้านวลจันทร์

ปังปังปัง

เสียงปืนสามนัดที่ดังขึ้นฟ้า ทำให้วัยรุ่นสองคนที่กำลังต่อยตีกันชุลมุนวุ่นวายอยู่หยุดชะงัก เสียงกรีดร้องของบรรดานักเที่ยวหญิงชายที่มาเที่ยวยามค่ำคืนต่างพากันหาที่หลบซ่อน เพราะกลัวโดนลูกหลง ก่อนที่จะเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งในมือถือปืนยืนเด่นอยู่กลางร้าน ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนสีเข้ม รูปร่างที่สูงใหญ่ ผมสีดำยาวประบ่าที่ถูกมัดลวกๆ ไว้ด้านหลัง คิ้วเข้มขมวดกันยุ่ง กับท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด และเขานั้นคือ

กัน

อิสระ ปิยะพิทักษ์

เจ้าของร้านเหล้านวลจันทร์แห่งนี้ที่ใครๆ ก็ต่างบอกกันว่ารูปหล่อ ดูดี มีเสน่ห์ที่ใครๆ ก็หลงใหลเพียงแค่ได้พบเห็นเท่านั้น จนอยากได้มาเป็นแฟน และนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป...

(gun Talk)

(ก่อนหน้านี้)

ก๊อกก๊อก

เสียงเคาะประตูทำให้ผมต้องหันไปมอง ผมพึ่งจะได้นั่งลงเพื่อทำงานที่วางอยู่เต็มโต๊ะเมื่อกี้นี้เอง ประตูถูกเปิด พร้อมกับที่ลูกน้องผมคนหนึ่งที่วิ่งทำท่าทางหอบๆ เข้ามา

“มีอะไร”

“ลูกค้าตีกันลูกพี่”

“อืม ลงไปรอข้างล่าง เดี๋ยวกูลงไปจัดการเอง”

“ครับลูกพี่”

ผมโคตรหงุดหงิดที่ลูกน้องมาตาม ผมลงมาจากชั้นสองของร้าน มีคนทะเลาะกันในร้าน 

ร้านที่มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือ

“กินเหล้าเมาอย่างหมาไม่ว่า แต่ห้ามตีกันในร้าน... (กู) ”

แล้วมันเป็นใครกันถึงได้กล้ามาเรื่องในร้านผมแบบนี้ แสดงว่าพวกมันไม่เคยได้กิตติศัพท์ของร้านผมซินะ ถึงได้มามีเรื่องกันแบบนี้ ผมกวาดตามองไปทั่วก่อนจะไปหยุดตรงคู่กรณีที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผมย่างสามขุมเข้าใกล้ในมือยังถือปืนที่ผมไม่ค่อยอยากจะใช่มันเท่าไรถ้าไม่จำเป็น ก่อนจะหันไปมองลูกน้องที่ชื่อ ไอ้กล้วยที่ยืนทำท่าทางพร้อมมีเรื่องอยู่แถวนั้น

“ไอ้กล้วย ใครเป็นคนก่อเรื่อง”

น้ำเสียงเย็นชาที่เอยถามลูกน้องตัวเอง ก่อนจะหันไปมองคู่กรณีอีกรอบทำให้ผมต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า เพราะมันเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยที่ผมจบออกมานานแล้ว และดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกับสายรหัสของผมอย่างไอ้นัทอีกด้วย เพราะตอนนี้ไอ้นัทเองก็ยืนข้างๆ เพื่อนมันอยู่ตอนนี้

“ไอ้พวกนี้เลยพี่ แม่งต่อยกัน”

“มึงสองตัวไม่รู้หรือไง ว่าร้านนี้มีกฎว่าอะไร”

คู่กรณีทั้งสองยืนเอามือกุมเป้าก้มหน้าก้มตาตอนที่ผมเดินเข้าไปใกล้ ที่นี่ล่ะทำกลัวตอนต่อยกันไม่เห็นกลัว คนภายในร้านต่างพากันมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าผมจะจัดการกับมันยังไง

“รู้ครับ/รู้ครับ”

“แต่พวกมึงก็ยังตีกัน”

“ผมขอโทษครับพี่ พอดีไอ้เหี้ยนี้มันหาเรื่องผมก่อน"

หนึ่งในสองคนนั้นรีบโยนความผิดให้อีกฝ่ายทันที

“ไม่นะครับ มันต่างหากที่หาเรื่องก่อน”

ผมมองพวกมันด้วยสายตาสมเพช แย่งกันโยนความผิดให้กัน

“งั้นพวกมึงก็ต้องรู้ใช่ไหม ว่ากูจะทำอะไรกับพวกมึงต่อจากนี้ไป โทษฐานที่พวกมึงทำร้านกูก็พัง”

“...”

พวกมันเลิ่กลั่กไปแล้ว แต่เขาไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆแน่นอน กฎยังไงก็ต้องไปกฎ

“ไอ้กล้วยลากพวกมันไปที่ลานประหาร”

“รอคำสั่งนี้มานานแล้วลูกพี่”

“ไปเลยพวกมึง”

ผมสั่งลูกน้องคนสนิทที่กำลังลากตัวการป่วนร้านผมไปหลังร้านทันที พวกเพื่อนของสองคนนั้นรีบเดินตามไปติดๆ แต่ไม่มีใครกล้าคิดที่จะช่วย เพราะตอนนี้ไอ้กล้วยมันส่งลูกน้องมือดีสองคนมายืนคุ้มอยู่ และในตอนนั้นเองที่สายรหัสผมมันก็เขามา ผมเหน็บปืนไว้ที่เอว มองหน้ามันด้วยความเหนื่อยใจ

“พี่กัน ใจเย็นก่อนนะ นั้นเพื่อนนัทเอง”

“มึงบอกให้กูใจเย็น มันทำร้ายกูพัง ลูกค้ากูกลัว แถมยังทำให้บรรยากาศในร้านเสียอีก”

“...”

“มึงยังมีหน้ามาบอกให้กูใจเย็น”

ผมมองสายตาขอร้องของไอ้นัท แล้วเมินแบบไม่ต้องคิด ถ้าเป็นมันมามีเรื่องที่ร้านผม ผมก็จัดการมันเหมือนกัน ไม่ว่าใครผมก็ไม่สน

“พี่กันไม่เอาถึงตายนะ”

“คิดดูก่อน”

แล้วผมก็เดินออกไปจากตรงนั้น ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องที่เหลือ แล้วปล่อยให้พวกมันดูแลแขกที่กลับมานั่งโต๊ะตามเดิม คืนนี้ผมคงต้องเลี้ยงเหล้าแขกเสียแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่าปล่อยผ่านไปร้านผมจะเสียหาย และทำให้ไม่มีลูกค้ามาเที่ยวอีก ผมถึงไม่ชอบไอ้พวกที่เมาแล้วตีกันแบบนี้ไง มาทำให้คนอื่นเขาหมดสนุก แค่อารมณ์เลือดร้อนของตัวเอง พวกอันธพาล และผมไม่กลัวพวกมันด้วย ผมพร้อมเสมอถ้ามันจะกลับมาเอาคืน และมันก็ต้องระวังตัวเอาไว้นะ เพราะผมจะเอาคืนยิ่งกว่าร้อยเท่าคอยดู

และ...ที่นี่ร้านผม

ผมใหญ่คนเดียว

ผมเดินมาถึงลานประหารที่น้อยคนหนักจะเดินเข้ามา มันคือเวทีมวยขนาดมาตรฐาน ที่ผมเอาไว้ให้ลูกน้องได้ออกกำลังกาย และเอาไว้ลงโทษพวกที่ชอบต่อยตีกัน มีลูกค้าบางคนตามมาดูด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ไอ้สองคนนั้นขึ้นไปยืนบนเวทีเรียบร้อยแล้ว สวมนวมที่ไอ้กล้วยหามาให้ ก่อนที่ไอ้กล้วยจะบอกกฎกติกา แสงไฟส่องสว่างไปตรงกลางเวทีทำให้เห็นนักมวยจำเป็นสองคนที่ดูจะเลิ่กลั่กไม่รู้ต้องทำยังไง เพราะไม่คิดว่าจะต้องมาต่อยกันบนนี้อีก

“พวกมึงใช่ได้แต่หมัดในการต่อยมวยกัน ห้ามใช้เท้าหรืออวัยวะส่วนอื่น ไม่งั้นพวกมึงจะเจอของจริง กูรับรองว่ามึงจะไม่เหลือชิ้นดีแน่นอนถ้าเจอของจริง”

กร๊วบๆ

ไอ้กล้วยหักนิ้วตัวเองตอนที่พูด ผมเดินไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่ มันมีไว้สำหรับนั่งดูมวยโดยเฉพาะ แล้วไอ้กล้วยกรรมการบนเวทีก็ให้สัญญาณในการเริ่มชกได้ พวกมันดูเก้ๆ กังๆ ทำท่าจะต่อยกันแบบเวียงมั่ว จนไอ้กล้วยต้องหลบ ผมหันไปมองรอบเวทีที่ตอนนี้เริ่มมีคนเดินเข้ามาดู โดยมีไอ้นัทที่มันเดิมตามผมมา มายืนข้างๆ ผมส่งเสียงเชียร์เพื่อนตัวเองอยู่ ผมกลับมาไฟกัสที่เวทีอีกครั้ง เพราะตอนนี้ทั้งคู่เริ่มจะต่อยกันแบบไม่คิดชีวิต และพวกมันจะต้องต่อยกันจนกว่าผมจะพอใจ ไม่มีการหยุดพัก ไม่มีการให้น้ำ คนไหนล้มต้องลุกขึ้นมาต่อยใหม่จนกว่าผมจะพอใจ ก็ในเมื่ออยากต่อยกันนัก ผมก็จัดให้ต่อยกันให้พออย่าหยุด

สองชั่วโมงผ่านไป

ข้างบนเวทียังไม่หยุดต่อยกัน แต่ข้างล่างตอนนี้ไม่มีใครแล้ว นอกจากเพื่อนของไอ้สองคนนั้นสี่ห้าคน และลูกน้องผมอีกสองสามคนที่ยืนคุ้มเชิงอยู่ มีคนล้มลงไปแล้ว แต่ไอ้กล้วยผู้ทำหน้าที่กรรมการบนเวทีจับมันลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มต่อยกันใหม่ ผมมองอย่างสมเพชแค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว แล้วไอ้ท่าเหวี่ยงหมัดมั่วนั้นอีก ผมว่าพวกมันต่อยโดนกันจริงไม่ถึงห้าหมัดเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งมายืนบังรัศมีการมองเห็นของผม มันเข้ามายืนใกล้มากขนาดที่แสงไฟส่องกระทบไม่เห็นหน้า มีแต่เงาของมันที่ตกกระทบบนตัว ผมค่อยเงยหน้าไปมองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มที่ผมคิดว่าอายุน่าจะไม่เกินสิบแปดกับผมทรงหัวเห็ดที่วัยรุ่นเขาชอบตัดกัน ผมมองหน้าเด็กคนนั้นไม่ถนัดนักเพราะมันยืนบังแสงไฟพอดี จนผมต้องหรี่ตา เพราะไฟด้านหลังไม่ได้สว่างมากนัก ไฟส่วนใหญ่ถูกส่องไปที่บนเวทีมากกว่า มันสวมเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล รองเท้าผ้าใบสีขาว มันน่าจะสูงไม่เกิน170 ถ้าผมเดาไม่ผิด ก่อนจะได้ยินเสียงตะกุกตะกักกว่าที่พูดออกมาได้

“เออ! ...พี่ ครับ”

“มีอะไร”

“ผมขอได้ไหม ให้พวกเขาพอเถอะ ผมเป็นต้นเหตุของเรื่องที่งหมด ที่ทำให้พวกเขาต่อยกันเอง”

ผมมองท่าทางเด็กคนนั้นที่เม้มปากแน่น ตอนที่พูดประโยคนั้นจบ แม่งไฟทำไมมันต้องแยงตาผมตอนนี้ด้วย กะว่าจะมองหน้าไอ้เด็กนี้เสียหน่อย เพราะว่ามันมายืนใกล้ๆผม จนได้กลิ่นหอมอ่อนจากตัวมัน

“แล้วมึงมีอะไรมาแลก ที่จะทำให้กูปล่อยพวกมันไป”

“พี่อยากให้ผมทำอะไร ผมทำได้หมดตามที่พี่ต้องการ”

ใจมันได้ผมคิด เออ! ดีจะได้มีคนมาล้างจานเพิ่มอีกคน

“ไอ้แสน!!”

“คูณมึงไม่ต้อง จะช่วยพี่หาร”

แล้วก็มีเด็กผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาดึงแขนมันให้หันกลับไปมอง แต่ไอ้เด็กนั้นมันไม่สน แม้ไอ้ผู้ชายที่เดินตามมันทีหลังจะจับแขนให้มันออกห่างจากผม เด็กอีกคนก็คงรุ่นราวคราวเดียว แต่คนนี้ผมเห็นหน้ามันชัดๆ มันผิวเข้ม คิ้วหนา และตัวโตกว่าอีกคน มันแต่งตัวเหมือนกัน จนผมคิดว่ามันอาจจะเป็นคู่รักกันไปแล้ว ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่แบบนั้น จนผมรำคาญก่อนจะเรียกลูกน้องที่อยู่บนเวทีทำให้ไอ้เด็กสองคนนั้นสะดุ้งเล็กน้อย

“ไอ้กล้วย”

ผมเรียกลูกน้องตัวเองเสียงดัง จนทุกคนหันมามองผมว่าจะทำอะไรต่อ

“ว่าไงลูกพี่”

“จับพวกมันแยก แล้วโยนออกจากร้านกู ถ้าพวกมันกล้ากลับเข้ามาในร้านกูอีก มึงตาย”

“ครับผม”

ไอ้กล้วยรับคำจัดแจงแยกสองคนนั้นออกจากกันก่อนจะเรียกลูกน้องให้ลากสองคนนี้หิ้วไปทิ้งไว้หน้าร้าน ไอ้นัทที่ยืนข้างผมตอนนี้รีบเดินตามไปดูเพื่อนทันที

“อย่าลืมที่มึงพูดไว้ พรุ่งนี้มึงมาที่ร้านกูตอนหกโมงเย็น อย่าสาย”

ผมพูดเสียงดังฟังชัดให้ไอ้คนที่บอกผมว่าอยากให้ทำอะไรก็จะทำ รู้ว่ามันต้องมาที่ร้านกี่โมง ก่อนลุกจากโซฟา แล้วเดินหันหลังขึ้นบันไดด้านหลังไปไม่สนใจคำตอบของไอ้เด็กนั้น และไม่สนใจด้วยว่าไอ้เด็กสองคนนั้นตอนนี้ยังคงยืนเถียงกันอยู่อีก ก็ไม่คิดว่ามันจะทำตามสัญญาหรอก ถ้ามันมาก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้ แต่ถ้ามันไม่มามันก็ไม่มีสิทธิ์มาเหยียบร้านผมอีกเท่านั้นเอง ผมไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้วไม่ว่ามันจะมาหรือไม่มา พอเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง แล้วเปิดประตูห้องทำงาน ที่เป็นกระจกรอบทิศทางสามารถมองเห็นร้านนวลจันทร์ได้ทั้งร้าน จะเที่ยงคืนแล้ว วันนี้ผมยังไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเอกสารสักชิ้น เพราะไอ้พวกนั้นทีเดียว ผมเก็บปืนไว้ในลิ้นชัก ก่อนจะจัดการกับเอกสารกองโตตรงหน้า

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูกระจกทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะมีคนเข้ามา ไอ้กล้วย ผมมองมันอย่างรำคาญที่มากวนผมว่าตรวจเอกสารแบบนี้

“พี่กัน ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว”

“อืม”

“เออ! พี่ไอ้เด็กนั้น มันฝากผมว่าบอกพี่ว่า..”

ผมหยุดชะงักตอนที่ไอ้กล้วยพูดถึงไอ้เด็กคนนั้นที่ผมยังเห็นหน้าไม่ถนัด แค่คิดก็หงุดหงิด ผมไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ผมสามารถควบคุมอารมณ์เองได้ดี มีไม่กี่เรื่องที่จะทำให้ผมหลุดได้

“พรุ่งนี้เจอกัน”

เฮ้อ!!

ผมถอดหายใจ ก็ไม่รู้จะเจอเรื่องวุ่นวายอะไรอีก

“แค่นี้ใช่ไหม ไอ้กล้วย”

“ครับพี่กัน”

“งั้นมึงลงไปเก็บร้าน เสร็จแล้วเอากาแฟขึ้นมาให้กูด้วย”

“ครับ ผมจะรีบลงไปเลย แต่วันนี้พี่กันจะอยู่ทำงานดึกหรอ”

“ไม่เลือก แล้วรีบลงไป”

“ครับครับ”

ผมมองท่าทางลนลานของไอ้กล้วยได้แต่ส่ายหัว มันรีบเปิดประตูห้องออกไปแล้วลงไปข้างล่างทันที ไอ้กล้วยเป็นเด็กที่ลุงเก็บมาเลี้ยง มันเป็นเด็กกำพร้าและมันอายุน้อยกว่าผมสามปี ส่วนลุงที่ผมพูดถึงเขาคือผัวใหม่แม่ผม และลุงเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ลุงมีลูกชายกับเมียเก่าที่ติดมาคนหนึ่งอายุแก่กว่าผมสามปี นั่นคือพี่กร เราสนิทกันมาก แต่เพราะพี่กรต้องไปดูแลกิจการของลุง และมีผมคอยเป็นผู้ช่วยที่ไม่ขอเข้าไปทำงานในบริษัท และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมต้องทำงานจนดึกดื่นเกือบทุกวัน พอพี่กรมีเวลาว่างก็จะมาเป็นลูกค้าที่ร้านผมเป็นประจำ

ผม พี่กร และไอ้กล้วย เราก็โตมาด้วยกัน พอไอ้กล้วยรู้ว่าผมเปิดร้านอาหารก็รีบขอมาอยู่ ซึ่งลุงเองก็ไม่ได้ขัด ส่วนแม่ของผมไม่อยากพูดถึงเท่าไร ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ส่วนไหนของโลกนี้ แม่มีผมตั้งแต่สิบแปด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อ ผมจำแต่ว่าผมมีลุงกับพี่กรเท่านั้น แม่ทิ้งลุงไปมีรักใหม่ แม่ไม่ได้ทิ้งแค่ลุงแต่ทิ้งผมด้วย เด็กน้อยที่พึ่งจะอายุสิบขวบเท่านั้นเองที่ต้องร้องไห้หาแม่ตัวเองทุกคืน จนหัวใจมันด้านชา เธอก็ยังติดต่อมาบ้าง แต่นานๆ ทีและไม่ผ่านผมแน่นอน เพราะผมไม่อยากคุยกับคนที่ทิ้งผมไป ชื่อร้านเหล้านวลจันทร์ ผมก็เอาชื่อของเธอมาตั้ง ผมจะได้รู้ว่าเธออยู่กับผมตลอด ทั้งที่ความจริงไม่เคยอยู่ด้วยเลย ในใจผมก็ยังคงติดค้างเรื่องที่เธอทิ้งผมไปนั่นแหละ อยากรู้ว่าผมผิดอะไรถึงได้ทิ้งกันไปแบบนี้ แต่ช่างมันเถอะ ผมอยู่ได้แม้ว่าจะไม่มีเธออีกต่อไป

ร้านเหล้านวลจันทร์เป็นร้านอาหารกึ่งผับ เปิดที่ให้ลูกค้านั่งชิว และมีโซนสำหรับนักเต้นด้านหน้าเวที อีกด้านก็ถูกตบแต่งด้วยโทนสีดำ มีสไตล์ยุโรปผสมอยู่ด้วยทำให้ใครที่มาเที่ยวต่างพากันติดใจในบรรยากาศ เสียงดนตรี อาหาร และอื่นๆ ร้านปิดเที่ยงคืนพอดีไม่ต่อเวลาเพิ่ม แต่ถ้าลูกค้าคนไหนที่นั่งติดลม ผมก็จะให้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ร้านจะปิดเพลง และมีแต่เสียงโหวกเหวกโวยวายของลูกน้องผมที่กำลังเก็บร้านกัน เพราะจำนวนของลูกน้องที่เยอะ แต่ละคนก็เสียงดังกันทั้งนั้น ผมก็ไม่อยากให้ลูกน้องเหนื่อยมากจนเกินอีกไปด้วย ผมทำงานต่อจนไฟในร้านปิดมืดสนิทหมดแล้ว ไอ้กล้วยเอากาแฟมาให้ แล้วมันก็ขอตัวไปนอน ผมจมอยู่กับงานจนดึกดื่นเหมือนคืนก่อน และอีกหลายคืนก่อนหน้านั้น มันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผม และผมก็ชินกับมันไปแล้ว เพราะในชีวิตผมก็มีแค่นี้จริง...

(gun Talk end)

กันไม่รู้เลยพรุ่งนี้เขาจะเจอเรื่องยุ่งยากจนทำให้เขาเหนื่อยใจ ไม่น่าให้ไอ้เด็กนั้นมาที่ร้านอีกเลยจริงๆ และทำให้ชีวิตของกันเปลี่ยนไปตลอดกาลนับจากนี้....

tbc

#แสนดีของพี่ปืน

ฝากเรื่องใหม่ด้วยนะ พี่ปืน (กัน) กับแสนดี ติชมกันมาได้เลย ฝากทั้งคู่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะ พี่ปืนจะเป็นพระเอกที่กราวใจเรามากบอกเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น