บันทึกยุทธการสงครามต่างโลก

ตอนที่ 6 : พัฒนาเศษฐกิจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,074
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    26 ก.ย. 57

ตอนที่ 6 พัฒนาเศรษฐกิจ                                


รุดกำลังควบม้าอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวขจีโดยที่มีคาเรนนั่งอยู่ข้างหน้า

รุดนั้นกำลังปวดหัวเรื่องการบริหารเขตปกครองเดเนรอทอยู่ จึงพาคาเรนมาขี่ม้าเล่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

ถึงจะมีทุนในการพัฒนาเขตเดเนรอทก็เถอะ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดที่รุดกำลังเจออยู่ตอนนี้คือเรื่องทรัพยาการบุคคล

เพราะตอนที่เมืองเดเนรอทถูกล้างเมืองเมืองนั้น ได้ล้างเอาขุนนางฝ่ายบริหารไปด้วยทั้งหมด

รวมท้้งช่างฝีมือต่างๆด้วย

รุดนั้นมีแผนงานพัฒนาเขตเดเนรอทอยู่ในใจอย่างชัดเจน

แต่กลับไม่มีคนรับนโยบายไปขยายไปสานต่อ


“รุดคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ ทำไมถึงเงียบจัง“

“ผมกำลังคิดเรื่องงานอยู่น่ะ ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง“


รุดปล่อยมือข้างหนึ่งจากสายบังเหียรม้า แล้วมาโอบรอบเอวของคาเรน


“ขอโทษนะคะที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย“

คาเรนนั้นรู้แผนการพัฒนาของรุดแล้ว และคาเรนก็รู้ดีว่าคงไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยเหลือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้เลย

แต่คาเรนนั้นก็ต้องการจะสนับสนุนรุดทุกทางเท่าที่ทำได้


“ไม่เป็นไรหรอกครับท่านหญิงคาเรนสุดที่รัก จริงๆแล้วผมน่ะก็เคยเป็นโจรป่า ก็เลยไม่ถนัดงานบริหารเท่าไหร่น่ะ ฮ่าๆๆๆ“

รุดหัวเราะกลบเกลื่อนความผิดหวัง


“แล้วรุดจะทำอะไรต่อไปเหรอคะ“

“คิดไม่ออกเลยล่ะค่ะคาเรนจ๋า!!“

“ใจเย็นค่ะรุด ใจเย็นๆนะโอ๋ๆ“

“โอ้ย ทั้งช่างฝีมือ ทั้งช่างก่อสร้าง นักการเมือง เจ้าหน้าที่ปกครอง นักเขียน พ่อบ้าน ไม่มีใครเหลือเลยยยยย!!“

“หยุดม้าก่อนค่าาาา หยุดก๊อนนน รุดตั้งสติก่อนสิค้าา!!“

คาเรนนั้นร้องเสียงหลงเมื่อรุดนั้นไม่ได้มองไปข้างหน้าแต่จิตตกจนคอตกก้มหน้าลง


ในที่สุดคาเรนก็สามารถหยุดม้าลงได้สำเร็จ

แต่รุดนั้นสติกระเด็นเพราะระบบป้องกันความเสียหายอัตโนมัติของสมองทำงานซะแล้ว


คาเรนเอาม้าไปผูกไว้กับต้นไม้ไกล้ๆ แล้วก็นั่งลงข้างๆรุดที่นอนหงายกางแขนทั้งสองข้างออกเหมือนถูกตรึงกางเขน

สายตาของรุดนั้นเหม่อลอยมองท้องฟ้า

คาเรนก็นั่งมองรุดด้วยความเป็นห่วงอยู่ใกล้ๆ


อา...ไม่งา่ยเลยนะ

รุดเริ่มคิดหลังจากจัดระเบียบความคิดเสร็จเรียบร้อย


จะทำการพัฒนาตามแผนโดยที่ไม่มีคนนั้นยากชะมัด แต่เดิมเขตเดเนรอทก็มีประชากรเบาบางอยู่แล้ว

แล้วไหนจะโดนภัยสงครามติดๆกันอีก คนเลยอพยพไปที่อื่นกันจนหมด

โดยเฉพาะตัวเมืองเดเนรอทนั้น แทบจะกลายเป็นเมืองร้าง มีบ้านที่ว่างเปล่าเต็มไปหมด

ถึงจะมี่เงินกับที่ดินเหลือเฟือก็เถอะแต่พอไม่มีคนทำงานให้เงินกับที่ดินเหล่านั้นก็หมดประโยชน์


จะเปิดรับสมัครก็คงจะไม่มีใครยอมมาที่เดเนรอท ที่ทั้งห่างไกล กันดาร และอันตรายนี่หรอก

!!ไม่สิ ตอนนี้ตูข้ามีเงินมีทองอู้ฟู่เลยนี่หว่า เอาเงินฟาดหัวเลย ให้มันรู้ไปสิว่าจะไม่มีใครมาทำงานให้


พอคิดหาทางออกได้แล้ว หัวก็โล่ง เลยคิดเรื่องที่จะทำต่อได้อีกเป็นชุดๆ

อา ในที่สุดฉันก็พบทางสว่างเสียที รุดคิดไปยิ้มไป


……………………………………


รุดนั้นติประกาศในทุกๆที่ในประเทศเครอส

ทั้งประกาศสอบคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถเพื่อรับราชการ

ทั้งประประกาศจ้างงานช่างฝีมือจำนวนมาก

และรวมไปถึงประกาศรับสมัครทหารด้วย

โดยในประกาศทั้งหมดนั้นเขียนกำกับไว้ด้วยว่าให้ค่าจ้างอย่างงาม


แต่ไม้เด็ดที่สุดที่สมองที่เกือบจะกลายเป็นกล้ามเนื้อของเขาคิดออกได้นั้น

คือประกาศการพัฒนาที่ดินและการเกษตร ที่มีรายละเอียดว่า

ถ้าชาวนาชาวไร่คนไหนสนใจที่จะทำการบุกเบิกที่ดินในเดเนรอท ภาษีฟรี!!

แต่เดียวก่อน เรายังไม่หมดแค่นี้

เพียงแค่ถ้าทำการบุกเบิกที่ดินผืนนั้นๆครบ5ปี เอาไปเลยโฉนดถาวร!!

หลังจากที่ได้โฉนดไปแล้วต้องเสียภาษี แต่ช้าก่อนอัตราภาษีลดลงพิเศษอีก30%!!

นอกจากนั้นยังมีบริการเสริมพิเศษอีกมากมาย เช่น การขุดคูคลอง การตัดถนน

ทหารรักษาการ ซึ่งทุกอย่างนั้นไม่คิดมูลค่า

เอ้าเชิญเลยพี่น้องชาวเครอส โอกาศเป็นของพวกท่านแล้ว!!


เวลา 3 เดือนผ่านไป  เขตเดเนรอทนั้นก็มีประชากรเพิ่มขึ้นถึง6เท่า!!

โดยเฉพาะในตัวเมืองเดเนรอทนั้น ประชากรจำนวนพุ่งสูงขึ้นถึง14เท่า ตัวเมืองถึงกับขยายออกไป

นอกกำแพงเมืองกันเลยทีเดียว


การค้า การเกษตรก็คึกคัก งานฝีมือต่างๆก็มี แม้แต่สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆก็หาซื้อได้

เพราะรุดประกาศ ขายบ้าน และที่ดินในเขตเมืองขนานใหญ่ ซึ่งในเขตเมืองนั้นก็มีบ้านที่ว่างเปล่าไร้เจ้าของ

และที่ดินที่ไม่มีผูครอบครองมากมาย ทำให้มีคนจากเขตอื่น ที่ต้องการก่อร่างสร้างตัว เข้าเมืองซื้อหา

บ้านและที่ดินกันมากมาย ส่วนรุดนั้นก็อู้ฟู่ไปด้วยเงินส่วนนี้ และก็นำเงินไปแปลงสภาพ กลายเป็น

คลองชลประทานเพื่อใช้ในการเพาะปลูก และถนนที่แข็งแรงเพื่อใช้ในการคมนาคม


เมื่อมีโครงการ ก็มีการจ้างงาน เงินจึงถูกหมุนเวียนอยู่ในเขตเดเนรอทไม่ไปไหน

ถึงในช่วงแรกๆอาจจะเกิดเงินเฟ้อบ้าง แต่หลังจากที่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว เหล่าสินค้าการเกษตรนั้นก็จะทำเงินให้รุดอีกมาก จากภาษีการค้า ภาษีจัดเก็บ และ ภาษีอื่นๆยิบย่อยที่มีมาจากแหล่งอื่นๆ


โดยปรกติแล้ว ในยุคของมาควิสคนเก่านั้น เก็บภาษีได้ประมาณ 80000 เหรียญทองต่อปี

แต่จากการคำนวนคร่าวๆอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ภาษีที่รุดจะเก็บได้ในปีนี้มีจำนวนประมาณ 400000เหรียญทองเลยทีเดียว และปีหน้าที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้จะมีรายรับมากกว่านี้อีก


จากผลงานอันสุดยอดของรุดนั้น ทำให้เขตเดเนรอทจากเดิมเป็นเขตปกครองแบบตามมีตามเกิด

กลายเป็นเขตการค้าและการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเครอสรองจากเมืองหลวงเท่านั้น

ซึ่งในเวลาอีกไม่กี่ปี เดเนรอทนั้นคงจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองหลวงแน่นอน


…………………………..


ประเทศเครอสนั้น ตอนนี้อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง

รุด คอเนเรียส มาควิสแห่งเดเนรอทผผู้ปลาดเปรื่องและใจดีนั้นกลายเป็นที่รักของผู้คน

ประชากรทั้งเก่าและใหม่ของเดเนรอทนั้นไม่มีใครไม่รัก มาควิสแห่งเดเนรอท คนนี้


ทั้งทำให้เดเนรอทเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

ซึ่งฤดูใบไม้ร่วงนั้น คือช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว

แต่เพราะภัยสงครามที่เพิ่งจะผ่านไป ทำให้ในบางพื้นที่นั้นยังไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก


แต่ในปีหน้านั้นผลผลิตต้องงดงามได้ผลดีแน่นอน ชาวนานั้นกำลังบุกเบิกพื้นที่ทุรกันดาร

โดยที่กำลังฝันถึงท้องทุ่งข้าวสาลีสีเหลืองทองที่เก็บภาษีน้อยอยู่


รุดนั้นกำลังเอาหัวฟุบลงบนโต๊ะทำงานของเขา โดยที่มีกองเอกสารจำนวนมากตั้งอยู่หลายกอง

เลขาคนใหม่ของรุดที่รับเข้ามาใหม่เพื่อต่อลมหายเขาเอง กำลังเดินหอบเอาเอกสารอีกตั้งมาวางบนโต๊ะ


เลขาของรุดนั้นเป็นเลขาที่อายุยังน้อย ชื่อว่าเอนริเก้ โบลายอส

เอนริเก้นั้นเป็นชาวไอบีเรียนซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของเครอส

ชาวไอบีเรียนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเดินเรือ และการค้าขาย


เอนริเก้นั้นแต่เดิมเคยทำงานเป็นเสมียญท่าเรืออยู่ในประเทศไอบีเรียน

แต่เขาได้ข่าวการรับสมัครนี้มาจากพ่อค้าชาวเครอส

และเขานั้นคิดว่านี่เป็นโอกาศที่หาไม่ได้อีกแล้วในชีวิต ที่จะได้ก้าวหน้า


เอนริเก้ผ่านการสอบคัดเลือกมาได้ และได้ทำงานเป็นนักบัญชีในตอนแรก

แต่ความละเอียดรอบคอบ และขยันขันแข็งนั้นก็เตะตารุด

ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาเขาก็ต้องเป็นเลขาให้กับชายที่เดาทางยากที่สุดในโลก


“นายท่านขอรับ งานเข้าแล้วขอรับ นี่เอกสารคำร้องขอรับ เพียบบบบ”

“ม่าย อาวววววว เค้าม่ายยยยอาววววว คาเรนช่วยเค้าด้วยยยยย”

รุดร้องครางออกมาอย่างน่าสมเพศ

“คุณผู้หญิงไปเข้าครัวเตรียมอาหารค่ำด้วยตัวเองอยู่ขอรับ”

“คาเรนนนน คัมแบ๊คพรีสสสส”

“ไม่รอดหรอกขอรับ ยังไงก็ต้องอ่านและเซ็นต์เอกสารทั้งหมดนี่อยู่ดี”

เอนริเก้จัดสารบนโต๊ะพร้อมกับฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์

“ทำไมนายถึงดูมีความสุขจังฟะเอนริเก้”

“ก็ผมรักงานนี้นี่ขอรับ”

“ได้ทำงานที่รักผลงานก็จะออกมาดี และมีความสุขสินะ”

“แล้วนายท่านไม่มีความสุขเหรอครับ”

“อาาา ก็มีความสุขอยู่หรอก จนกระทั่งมีงานเพิ่มขึ้นนี่แหละ”

“งั้นก็หาคนช่วยเพิ่มอีกสิขอรับ”

“นายนี่มันอัจฉริยะจริงๆเอนริเก้!!”


เพียงข้อเสนอเล็กๆของเอนริเก้ นั้นรุดก็นำมาขยายผล

นี่ต้นกำเนิดของกรมตำรวจ กรมศุลกากร กรมการจัดหางาน และอื่นๆอีกเพียบ

ความเป็นระเบียบ เป็นเอกภาพ ความคล่องตัวของงานราชการต่างๆเพิ่มขึ้นมาก

และไม่มีการก้าวก่ายขอบเขตของงาน ทำให้การปกครองนั้นมีประสิทธิภาพกว่าเมืองหลวงเสียอีก

คนที่ยินดีที่สุดนั้นคือรุดเพราะงานของเขานั้นลดลงเหลือเพียง1ใน10

คาเรนก็ยินดีเช่นกันที่รุดไม่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับขอบตาที่เขียวคล้ำอีกต่อไปแล้ว


………………………………..


ไอแซ๊คนั้นกำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้าเตาผิงในปราสาทโวฟกราฟ

เขากำลังอ่านรายงานอ้างอิงที่รุดส่งมาให้

ไม่เลวนี่นาเจ้านี่ ไอแซ๊คยิ้มออกมาอย่างพอใจ


เขตปกคลองโวฟกราฟที่ยุบรวมอีกสองเขตปกครองเข้ามานั้นมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่

แต่กลับแทบจะไม่มีพื้นที่ๆเรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์เลย พื้นที่เพาะปลูกมีน้อยมาก

เนื่องจากทัง้เขตปกครองโวฟกราฟนั้น ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ที่แห้งแล้ง


เขตที่มีหมู่บ้านหรือเมืองอยู่นั้น ก็เป็นเขตที่มีแม่น้ำสายใหญ่ที่เรียกว่าแม่น้ำโซอาไหลผ่าน

หรืออาจจจะกระจายตัวอยู่ตามแขนงของแม่น้ำสายนี้


แต่สิ่งหนึ่งที่เขตโวฟกราฟมีแต่ที่อื่นไม่มีคือถ่านหิน และน้ำมันดิบ

เหมืองถ่านหินนั้นเป็นรายได้หลักของประชาชนชาวโวฟกราฟเลยทีเดียว


น้ำมันดิบนั้นถึงแม้คนทั่วไปจะรู้ว่ามันติดไฟได้ง่ายก็เถอะแต่ไม่ค่อยมีใครนำมาใช้

เพราะว่าควันของมันมีเขม่าและมีกลิ่นเหม็นเป็นพิษต่อร่างกาย

ที่นำไปใช้ก็เพื่อฉาบไม้ให้คงทนหรือทาหลังคาบ้านเพื่อกันการรั่วซึม


แต่ไอแซ๊คนั้นรู้ดีว่าเขาได้เป็นเจ้าของทองคำสีดำเข้าให้แล้ว

เพราะสิ่งที่เขามีแต่คนอื่นไม่มีคือความรู้เรื่องการกลั่นลำดับส่วน

ถ้าใช้วิธีการกลั่นลำดับส่วนกับน้ำมันดิบ มันจะกลายเป็นปิโตรเคมีที่หลากหลาย

ได้ทั้ง น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าซ น้ำมันเตา ไปจนถึงยางมะตอย

แต่วิทยาการที่มีในตอนนี้แค่สร้างหอกลั่นให้แยกน้ำมันออกจากน้ำมันเตาและยางมะตอยก็ยากแล้ว


หลังจากลองผิดลองถูกหลายต่อหลายครั้งในที่สุดไอแซ๊คก็กลั่นน้ำมันสำเร็จ

โดยแยกเป็น น้ำมัน น้ำมันเตา และยางมะตอย


น้ำมันนั้นเป็นเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ เผาใหม้เร็วและหมดจด

น้ำมันเตาเหมาะมากต่ออุตสาหกรรม ทั้งการตีเหล็ก ถลุงแร่

ยางมะตอยนั้นจะทำให้ถนนหนทางราบเรียบและแข็งแรง


ไอแซ๊คนั้นได้ขึ้นไปสำรวจเทือกเขาต่างๆในเขตปกครองโวฟกราฟที่ตอนนี้มีเนื้ที่เยอะมาก

เพราะแถบเทือกเขามีสินแร่อยู่เยอะ และเขาก็ไม่ผิดหวัง

สิ่งที่เขาพบคือสินแร่ฮีมาไทต์(กูเกิลช่วยได้) ซึ่งสามารถนำมาถลุงได้ด้วยการใช้เตาพ่นลม(กูเกิลก็ช่วยได้)

สิ่งที่ถลุงออกมาได้คือเหล็กกล้า ที่มีความแข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดามาก


และของแถมที่เขาได้มานั้นคือทางตอนกลางของโวฟกราฟนั้นมีแร่สังกะสีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

ถึงจะถลุงยากแต่สำหรับห้องสมุดเดินได้อย่างเขานั้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

สังกะสีนั้นมีประโยชน์มากในการฉาบกันสนิม หรือใช้ผลิตแผ่นสังกะสีเพื่อแปรรูป

กระป๋องสังกะสีคือสิ่งที่ไอแซ๊คต้องการที่สุด และรุดคงจะเหมาจนหมดแน่ๆ


หลังจากสำรวจเสร็จไม่นานเขาก็เริ่มงานของเขาที่โวฟกราฟทันที

เขาเปลี่ยนเขตโวฟกราฟจากเมืองแห่งแร่ถ่านหิน กลายเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรม

มีโรงกลั่นสามแห่ง โรงถลุงแร่เหล็กสองแห่ง และโรงถลุงสังกะสีอีกหนึ่งแห่ง


ไอแซ๊คนั้นรวบกิจการเหล่านั้นเข้าเป็นของรัฐโดยที่ปล่อยให้นายทุนเป็นเจ้าของบางส่วน

นายทุนนั้นไอแซ๊คจะปล่อยให้เป็นเจ้าของอุตสาหกรรมย่อยเช่นการแปรรูปและการขี้นรูปเท่านั้น

แต่ก็ยังไม่มีคุณภาพเท่ากับโรงงานที่ไอแซ๊คสร้างขึ้นเองโดยตรง


จากที่เคยเป็นเขตที่ยากจน ไอแซ๊คใช้เวลาเพียงสองเดือนทำให้เศษกิจที่โวฟกราฟโตกว่าเดิมถึง20เท่า

ภาษีและรายได้จากการส่งออกสินค้านั้นเป็นเงินจำนวนมหาศาล

ทั้งตะเกียงน้ำมัน อาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็กและสังกะสีกลายเป็นสินค้าที่ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ

รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและถ่านหิน ทำให้มีการจ้างงานที่ไม่ด้อยไปกว่าเขตเดเนรอทเลย


ไอแซ๊คนั้นพึงพอใจในผลงานของตนเองแต่ยังไม่ถึงที่สุด

เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เขาอยากทำ แต่ทำไม่ได้


“แค่นี้ก็พอแล้วละมั้ง ในตอนนี้นะ”

ไอแซ๊คบ่นพึมพัมอยู่คนเดียวหน้าเตาผิง


ในขณะนั้นมาเยด้าก็เดินเข้ามาจากข้างหลังและกอดที่ช่วงคอของไอแซ๊ค


“รู้สึกดีขึ้นหรือยังมาเยด้า”

ไอแซ๊คถามมาเยด้าที่ล้มป่วยเพราะไม่เคยเจอกับอากาศที่หนาวเย็นของประเทศทางเหนือ


“สบายขึ้นมากแล้วค่ะ คุณริต้าดูแลฉันอย่างดีเลย”

มาเยด้านั้นเอาใบหน้าซบลงกับเส้นผมของไอแซ๊ค


“ผมว่ากำลังจะเข้าไปหาที่ห้องอยู่พอดี แต่ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ”

“ท่านไอแซ๊ค พักบ้างเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นท่านต้องล้มป่วยลงแน่ๆ”

“ตอนนี้งานน่ะก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว ผมไม่เหนื่อยเหมือนตอนแรกๆแล้วละ”


ไอแซ๊คนั้นไม่เหมือนกับรุด งานของเขานั้นทั้งยากเย็นและใช้วิทยาการสูง

เขาจึงทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งๆที่เขาจัดการการปกครองเสร็จอย่างรวดเร็ว

แต่งานของเขานั้นทำให้เขาได้นอนพักเพียงวันละ2-3ชั่วโมงเท่านั้น

แต่ช่วงแรกๆของการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นไอแซ๊คไม่ได้นอนเลยถึง8วันติดต่อกัน!!


มาเยด้าคลายการกอดและเข้ามานั่งข้างๆไอแซ๊คด้วยความเป็นห่วง


“ท่านไอแซ๊ควันนี้พักเถิดนะคะ ฉันไม่อยากให้ท่านไอแซ๊คต้องล้มป่วยค่ะ”


“ได้สิ งานตอนนี้เสร็จตามแผนการณ์แล้ว ไม่อย่างนั้นผมจะมานั่งอู้อยู่หน้าเตาผิงเหรอ”

ไอแซ๊คยิ้มให้มาเยด้าพลางลูบเส้นผมที่ปล่อยสยายของเธอไปด้วย


“จริงหรือคะท่านไอแซ๊ค”

มาเยด้าพูดออกมาด้วยความดีใจ

เธอนั้นรู้ดีว่าไอแซ๊คนั้นทำทุกๆเรื่องโดยวางแผนล่วงหน้าเสมอ

ถ้าในตอนนี้แผนสำเร็จก็หมายถึงไอแซ๊คก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำอีก


“จริงสิมาเยด้าแต่ว่าอีกสามวันฉันต้องเดินทางไปที่เมืองหลวง”

“........................”

มาเยด้านั้นรู้จุดประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างดี

ว่าท่านไอแซ๊คน่ะต้องไปเข้าพิธีเสกสมรสกับองค์หญิงคนใดคนหนึ่งของเครอส

ถึงจะรู้เหตุผลก็เถอะค่ะ แต่ฉันนั้นก็อดกังวลใจไม่ได้อยู่ดี


“ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะมาเยด้าที่รักของผม”

ไอแซ๊คพูดราวกับล่วงรู้ความในใจของมาเยด้า


“ผมน่ะ……”

ในตอนที่ไอแซ๊คจะพูดอะไรมาเยด้าก็ใช้นี้ชี้ปิดปากของไอแซ๊คไว้


มาเยด้ายิ้มให้กับไอแซ๊ค และสายตาของเธอนั้นก็จ้องมองไปที่เขา

ไอแซ๊คก็ยิ้มให้มาเยด้า เพราะรู้ว่าเธอคิดอะไร

บางครั้งคนเพียงสองคนก็หมายถึงโลกทั้งใบ เพียงเท่านั้นคำพูดใดๆก็ไม่จำเป็น


ในตอนที่เลิฟซีนกำลังจะเริ่มนั้นเองก็มีก้างขวางคอเข้ามา


“......ก็ไม่ได้อยากจะมาขัดจังหวะหรอกนะคะ แต่ว่าได้เวลาทายยาของคุณมาเยด้าแล้วน่ะค่ะ”

คุณริต้าเมดประจำปราสาทโวฟกราฟนั้นกำลังถือชามใส่ยาน้ำที่มีกลิ่นฉุน


“พอดีนำยาไปให้ที่ห้องแล้วค่ะแต่ว่าไม่พบ ก็เลยลองเดินหาที่อื่นดู”


“ขอบคุณค่ะคุณริต้า แต่ทำไมปริมาณยาถึงได้เพิ่มขึ้นละคะ”

มาเยด้ามองดูชามใส่ยาที่มียาสีไม่น่าพิศมัยสูงเกือบติดขอบชาม


“อยากให้คุณมาเยด้าหายป่วยเร็วๆน่ะค่ะ ก็เลยเพิ่มปริมาณสมุนไพรขี้น”

ริต้ายื่นชามยามาให้มาเยด้าที่ตอนนี้มองชามยาน้ำสมุนไพรแล้วหน้าถอดสี


“กรุณาดื่มทีเดียวให้หมดด้วยค่ะ เพราะถ้าดื่มรวดเดียวไม่หมดล่ะก็…..”


ก็ต้องกระเดือกลงไปอีกรอบสินะ ไอแซ๊คคิดด้วยความรู้สึกสยดสยอง


“........................”


หลังจากดื่มยาน้ำเสร็จมาเยด้าก็แสดงสีหน้าที่ไอแซ๊คจะไม่มีวันลืม



……………………………………………………………



ในวันรุ่งขึ้นไอแซ๊คก็ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพสดชื่น

ไอแซ๊คนั้นเป็นคนที่มีอาการความดันต่ำ จึงรู้สึกไม่ดีตอนตื่นนอนเสมอ

แต่วันนี้เขากลับรุ้สึกกระปรี้กระเปล่า เพราะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ถึงจะตื่นตอนกลางดึกเพราะได้ยินเสียงละเมอของมาเยด้า ที่ร้องครวณครางว่าไม่เอานะ ไม่เอาแล้วก็เถอะ

แต่ตอนนี้ไอแซ๊คก็มีทั้งกำลังกายและสติกลัมมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์


“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านไอแซ๊ค”

มาเยด้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับเอาหลังมือขยี้ตาไปด้วย


ไอแซ๊คไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่เขากลับจูบอรุณสวัสดิ์แทน


“อรุณสวัสดิ์มาเยด้า”

ไอแซ๊คพูดหลังจากจูบมาเยด้าจนพอใจแล้ว


“วันนี้ผมจะไปร้านกุสตาฟสักหน่อย มาเยด้าพักผ่อนต่อเถอะนะ”

“ให้มาเยด้าไปด้วยนะคะท่านไอแซ๊ค”

“เธอไม่สบายอยู่นะถ้าไปตากลมหนาวเดี๋ยวอาการก็ทรุดลงหรอก”

ไอแซ๊คพูดพลางหยิกแก้มของมาเยด้าไปด้วย


…………………………………………..


ร้านกุสตาฟนั้นเป็นร้านตีเหล็กที่อยู่ในความควบคุมของเขตโวฟกราฟ

เนื่องจากความลับทางธุรกิจ ไอแซ๊คจึงมีกฎข้อห้ามมากมาย

แต่ร้านกุสตาฟที่เปิดบริการด้วยเงินของเขตโวฟกราฟนั้น ก็ได้รับการยกเว้นกฎหลายข้อ


เจ้าของร้านตีเหล็กกุสตาฟนั้น แน่นอนว่าก็ต้องชื่อกุสตาฟ

กุสตาฟเป็นช่างตีเหล็กที่มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างโชกโชน

เรื่องฝีมือนั้นมั่นใจได้เลยว่าเป็นที่หนึ่งในเครอส เจ้าตัวเขาว่าอย่างนั้นน่ะนะ


“อรุณสวัสดิ์กุสตาฟ กิจการเป็นยังไงบ้าง”

ไอแซ๊คที่เดินเข้ามายังโรงตีเหล็กกล่าวทักทายกุสตาฟที่กำลังเปลือยครึ่งท่อนยืดคอดื่มน้ำอยู่


“อรุณสวัสดิ์ท่านดยุก กิจการก็ดีอย่างที่เห็นนี่แหละ แถมมีใบสั่งจองสูงตั้งขนาดนี้แน่ะ”

กุสตาฟชี้มือช่างตีเหล็กจำนวนมากที่กำลังหวดค้อนตีดาบอย่างเมามัน พลางทำท่าบรรยายความสูงของใบจองอย่างภมูิใจ


“ของที่สั่งไว้เสร็จหรือยัง”

“โอ้เสร็จแล้วล่ะท่านดยุก ผลงานชิ้นเอกของข้าเลยล่ะ มาดูนี่สิ”

กุสตาฟเดินนำทางให้ไอแซ๊คอย่างรวดเร็ว

แล้วกุสตาฟก็หยิบดาบสองเล่มขึ้นมาจากกล่องเก็บของ


“นี่คือดาบคู่ที่ทำจากเหล็กกล้าที่หลอมผสมกับ……..อะไรน้า”

“ทังสเตน”

“ใช่ๆๆๆๆเจ้าทังสเตนนั่นแหละ มันทำให้ตีขึ้นรูปยากน่าดูแต่มันก็แข็งแกร่งจนไม่น่าเชื่อเลยละ”

กุสตาฟกล่าวอย่างภาคภูมิใจในผลงานชิ้นเอกของตน


“ดาบที่ท่านสั่งทำน่ะเรียวบางจนน่าสงสาร แต่กลับแข็งแกร่งกว่าคาบใหญ่ที่พวกทหารราบเกราะหนักใช้กันอยู่เสียอีก ข้าว่าจะถามท่านอยู่พอดีเลย ว่าท่านมี เอ่อ…...อะไรน้า”

“ทังสเตน”

“ใช่ๆๆๆๆๆทังสเตนน่ะท่านมีอีกหรือเปล่า”

“ยังไม่มีหรอก เพราะหายากมากเลยล่ะ”

“น่าเสียดาย…..แต่ถ้ามีอีกข้าขอสักหน่อยนะท่านดยุก ข้าอยากนำไปทดลองสร้างอาวุธน่ะ”

“ถ้ามีจะนำมาให้นะ แต่แพงหน่อยล่ะ”

“เท่าไหร่ก็ซื้อน่าท่านดยุก”


หลังจากที่ไอแซ๊คออกมาจากร้านกุสตาฟแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือร้านค้าประจำเขตโวฟกราฟ

ซึ่งร้านค้าประจำเขตนี้ไม่ได้มีสิ่งของมาวางขายเหมือนอย่างทั่วๆไป

แตร้านค้าประจำเขตนี้มีหน้าที่รับออเดอร์จากเขตอื่นๆ เพื่อสั่งผลิตสินค้าให้เท่านั้น

นี่คือนโยบายอันชาญฉลาดของไอแซ๊คที่จะผูกขาดราคาสินค้า และรักษาความลับทางธุรกิจ


ผู้ที่ดูแลร้านค้าประจำเขตนี้คืออดีตเจ้าของร้านอาหาร เขามีชื่อที่เรียกง่ายๆว่าวิล

ชื่อจริงของเขาคือวิลเลี่ยม แต่ใครๆก็เรียกเขาว่าวิลจนติดปาก

ทันทีที่วิลเห็นไอแซ๊คขี่ม้ามา เขาก็ยิ้มจนแก้มปลิ


“โอ้ กำลังอยากพบอยู่เลยท่านดยุก”

“อรุณสวัสดิ์นะวิล อารมณ์ดีแต่เช้าเลยนะ”

“จะไม่ให้ข้าน้อยอารมณ์ดีได้อย่างไรล่ะท่านดยุก ท่านดูนี่สิ”

วิลเผยมือไปข้างหลัง ที่เป็นรถม้าคอยส่งสินค้าซึ่งมีทหารม้าคอยคุ้มกันอยู่


“วันนี้วันเดียวก็ส่งสินค้าออกไปเป็นจำนวนเงินตั้งเท่านี้แน่ะ”

วิลเปิดกระดาษที่เขากำลังถืออยู่ในมือออกให้ไอแซ๊คดู


“เยอะน่าดูชมเลยนะ”

“หยุดหัวเราะไม่ได้เลยล่ะท่านดยุก”

“แล้วภาษีจากร้านเอกชนล่ะ”

“อยู่บรรทัดล่างน่ะขอรับ”

“ไม่เลวนี่นาวิล ฉันนี่มองคนไม่ผิดจริงๆ”

“ขอบพระคุณขอรับท่านดยุก”

“ท่านดยุกเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย เดี๋ยวเชิญเข้าไปหาอะไรดื่มสักหน่อยนะขอรับ”

“ก็ดีเหมือนกันนะวิลฉันกำลังคอแห้งพอดี”


วิลนั้นพาไอแซ๊คเข้ามาในห้องทำงานของเขา แล้วยื่นแก้วเหล้าองุ่นที่ถูกรินจนเต็มให้กับไอแซ๊ค


“งานที่สั่งไปเรียบร้อยดีขอรับไม่ต้องเป็นห่วง”

วิลที่ตอนนี้ไร้รอยยิ้มบนใบหน้า กำลังรินเหล้าองุ่นใส่แก้วให้กับตนเอง


“ที่ไหน”

“อาเลซุนด์เหมาะที่สุดขอรับ”

“เหตุผลล่ะ”

“ที่ท่าเรือเมืองหลวงก็ไม่เลวอยู่หรอกขอรับ แต่ที่อาเลซุนด์ปลอดภัยกว่า ใกล้กว่าด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะขอให้ทีน่าจัดการสร้างท่าเรือกระจายสินค้าให้ทันทีเลย”

“แล้วท่านมาคิโอเนสดีเมนเทียน่าจะยินยอมหรือขอรับ”

“ถ้าได้ภาษีส่งออกเธอยังไงก็ต้องยอมอยู่แล้ว”

“แต่จะไปอาเลซุนด์นั้นต้องตัดผ่านเขตเดเนรอทนะขอรับ ข้าเกรงว่าจะต้องเสียภาษีผ่านทาง”

“ไม่เสียแน่นอนข้ารับประกันให้”

“ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยก็ไม่มีเรื่องรายงานแล้วขอรับ”

“ขอบคุณมากนะวิล”


ไอแซ๊คนั้นได้ขอให้วิลสำรวจเส้นทางการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

ซึ่งสินค้าที่จะส่งออกไปขายนั้นมีแต่สินค้าฟุ่มเฟือย ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

ถึงจะมีคำสั่งซื้ออาวุธเป็นจำนวนมากจากต่างประเทศมาก็เถอะ

ในตอนแรกนั้นไอแซ๊คเล็งท่าเรือที่เมืองหลวงเอาไว้ แต่เพื่อความรอบคอบ

จึงให้วิลที่เคยเป็นพ่อค้าขายเกลือเถื่อนสำรวจให้แทน


วิลนั้นเป็นพ่อค้าที่สามารถเรียกได้ว่า เขี้ยวลากดิน

แต่วิลนั้นกลับมีความซื่อสัตย์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

เพราะเขานั้นรักเมืองโวฟกราฟยิ่งกว่าชีวิต


ตอนที่ถูกล้อมเมือง เขาเสนอให้นำชาวบ้านที่ต้องการช่วยรบ เข้าร่วมกับกองทัพ

ในตอนที่รบเขาถึงกับใส่เกราะเหล็กยืนอยู่แถวหน้าสุด

ขณะที่กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรู เขาก็ตะโกนปลุกใจเพื่อนทหารดังที่สุด


ตอนที่ใช้ให้ที่ปรึกษาลุดวิกไปหาคนที่จะมาทำหน้าที่หัวหน้าร้านค้าประจำเมืองนั้น

ก็มีชื่อของวิลอยู่ในโผด้วย


เพราะเขาเคยเดินทางค้าขายไปทั่วโลกจึงรู้ลู่ทางการค้าเป็นอย่างดี

ถึงจะขายเกลือเถื่อนแต่ก็ไม่เคยขายให้กับเครอสเลยสักครั้ง


ในช่วงแรกๆที่วิลรับตำแหน่งไอแซ๊คเคยส่งนกต่อมาชักจูงวิลให้ทุจริต

ผลที่ได้รับคือนกต่อคนนั้นแทบจะถูกวิลไล่ฆ่าจนต้องหนีออกมา

ทำให้ทั้งไอแซ๊คและลุดวิกต้องยอมรับในความซื่อสัตย์ของเขา


ไอแซ๊คจึงไว้วางใจให้วิลทำหน้าที่ๆสำคัญนี้


ไอแซ๊คนั้นกำลังบังคับม้าให้เดินเหยาะๆอยู่บนถนนในย่านการค้า

โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาทุกคู่นั้นกำลังจับจ้องมองอยู่ที่เขา


สถานะภาพของเขาในเมืองโวฟกราฟนั้นคือวีรบุรุษ

วีรบุรุษผู้ซึ่งหลั่งเลือดรักษาเมือง และพลิกฟื้นเมืองให้เจริญรุ่งเรือง

สานตาที่มองมาที่เขานั้น มีทั้งสายตาที่ ชื่นชม เลื่อมใส ไปจนถึงสายตาที่ร้อนแรงของหญิงสาว


ทุกๆที่ๆไอแซ๊คเหยียบย่างไป จะมีประชาชนที่ทำความเคารพเขาอย่างสุภาพ

มีเด็กๆที่คอยวิ่งตามและไฝ่ฝันว่าสักวันจะได้เป็นวีรบุรุษเช่นเขา

มีคุณป้าร้านขายผลไม้ที่จะมอบแอ๊ปเปิ้ลที่เขาชื่นชอบให้อยู่เสมอ

และมีท่าทีเชิญชวนจากหญิงสาวแทบจะทุกคนที่เขาผ่านทางไป


นี่คือโวฟกราฟที่เขารักยิ่ง และเขาสาบานจะปกป้องที่แห่งนี้ด้วยชีวิต


…………………………………………………………..


ทีน่า ดีเมนเทีนน่า มาคิโอเนสแห่งเขตปกครองอาเลซุนด์นั้นกำลังกลัดกลุ้ม


ทั้งเขตโวฟกราฟและเดเนรอทนั้นกำลังเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด

แต่เขตอาเลซุนด์ของเธอนั้นย่ำต๊อกอยู่กับที่


ทีน่าคิดจนหัวแทบจะระเบิด ก็ยังหาวิธีพัฒนาเขตปกครองของเธอให้ก้าวหน้าไปกว่านั้ได้


เขตอาเลซุนด์นั้นมีอาณาเขตติดกับทะเลในทิศตะวันออกชนิดหัวจรดใต้

นั่นทำให้การประมงเป็นอาชีพหลักของคนในเขตอาซุนด์

แต่อาหารทะเลก็ปัญหาก็ไว้ได้ไม่นานนัก


สัตว์น้ำบางชนิดสามารถใช้วิธีถนอมอาหารให้มารถเก็บไว่ได้นาน

แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนักเพราะรสชาตินั้นจะแย่ลงกว่าที่ทานสดๆ

นอกจากการประมงแล้ว เขตอาเลซุนด์ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

พื้นที่ก็เตียนโล่งลมพัดแรงเพราะอยู่ติดทะเล

แถมพื้นที่ลุ่มส่วนใหญ่ก็ใช้เพาะปลูกไม่ได้เพราะดินเค็ม


แล้วจะอะไรไปสู้กับสัตว์ประหลาดสองตัวนั้นกันละย๊าาาาาาา

ทีน่านั้นตะโกนอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด


“ท่านดีเมนเทียน่าขอรับ มีนกพิราบส่งสารมาจากโวฟกราฟขอรับ”

“ส่งมานี่ซิ”

“นี่ขอรับ”


ในโลกนี้นั้นไม่มีการใช้พิราบสื่อสารมาก่อน

ไอแซ๊คเป็นคนแรกที่นำมาใช้ แล้วก็ได้ผลเป็นอย่างดี

แต่ก็จำกัดการใช้อยู่เพียงแค่ เขตโวฟกราฟ เดเนรอท และอาเลซุนด์เท่านั้น

ซึ่งลดเวลาในการสื่อสารลงได้มาก


ทีน่านั้นรีบคลี่จดหมายจากไอแซ๊คออกเปิดอ่านดูทันที


ถึง ทีน่า ดีเมนเทียน่า ที่รัก     


  เนื่องด้วยตอนนี้การค้าในเขตโวฟกราฟและเดเนรอทนั้นกำลังอยู่ในสภาวะตึงตัว

  จึงใคร่ขอให้มีการจัดสร้างท่าเรือที่จะใช้กระจายสินค่าไปขายยังต่างประเทศ

  ซึ่งเขตโวฟกราฟ และ เดเนรอทนั้น ยินดีที่จะให้ท่านเก็บภาษีในอัตราคงที่5%

  ของราคาที่จะส่งออกไปทางท่าเรืออาเลซุนด์


                                      จึงขอความกรุณามา ณ โอกาศนี้


                                   ดยุกแห่งโวฟกราฟ ไอแซ๊ค อาร์เนเซ่น


ป.ล. ฉันยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้เขตโวฟกราฟได้พัฒนาอุปกรณ์ที่จะสามารถถนอมอาหารทะเล

ให้สดใหม่และเก็บไว้ได้นานเป็นผลสำเร็จแล้ว


“......................”

“เป็นอะไปหรือขอรับท่านดีเมนเทียน่า”

“ไม่มีอะไร นายไปได้แล้ว ขอบคุณมาก”


อา ท่านไอแซ๊ค ท่านนี่ช่างเหมือนพระเจ้าผู้ชี้ทางสว่างให้กับลูกแกะหลงทางอย่างฉันจริงๆ

ในความมืดมิดท่านก็ยังอุตส่าห์ยื่นคบไฟมาให้  ทีน่าขอบขอบพระคุณมากค่าาาาาา


และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของท่าเรือขนส่งสินค้าอาเลซุนด์ที่จะกลายเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก


……………………………………….


ไอแซ๊คนั้นหลังจากที่ส่งสารถึงทีน่าแล้ว เขาที่มีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้น ก็มาทำการฝึกร่างกาย

เขากำลังยืนอยู่ในห้องที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นห้องโล่งๆที่มีกองไฟอยู่ตรงกลาง

นอกจากประตูทางเข้าออกและช่องระบายอากาศแล้ว ห้องนี้ก็ไม่มีช่องว่างอื่นๆอีก


ไอแซ๊คกำลังนึกถึงคำสอนของพ่อบุญธรรมผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา เอมิล อาร์เนเซ่น

เอมิลพ่อของเขานั้นสอนเขาทั้งวิชาการปกครอง และวิชาดาบ รวมทั้งความรู้ต่างๆ


วิชาดาบของอัศวินเครอสนั้นโดยทั่วไปจะมีพื้นฐานอยู่ 6 ท่า เพียงแค่ 6 ท่าเท่านั้น

ได้แก่ ฟันลง ฟันขึ้น ฟันขวาง ปัดป้อง รับดาบ และ แทงตรง

แต่วิชาที่ไอแซ๊คใช้อยู่นั้น ใช้หลักการที่ต่างจากวิชาดาบอัศวินเครอสโดยสิ้นเชิง


วิชาดาบของไอแซ๊คนั้น ใช้ดาบสั้นคู่ที่เน้นพลังสภาวะ มากว่าใช้แรงกาย

ที่พ่อบุญธรรมของเขาสอนวิชาดาบสั้นคูให้เขา ก็เพราะไอแซ๊คนั้นมีกำลังกายที่จำกัด

แต่ไอแซ๊คนั้นเป็นอัจฉริยะด้านเพลงดาบ จึงสามารถนิยามเพลงดาบคู่ขึ้นมาเอง

และเพลงดาบคู่ของเขานั้นเหนือกว่าพ่อบุญธรรมของเขาโดยสิ้นเชิง

แทนที่จะกระหน่ำฟันหรือแทง ไอแซ๊คนั้นให้คำนิยามเพลงดาบคู่ขึ้นมาใหม่


ศัตรูจู่โจมรุนแรง ตั้งรับอย่างเบาบาง

ศัตรูตั้งรับอย่างหนักแน่น บุกจู่โจมหาช่องว่าง

ศัตรูถอยหนี ตามไล่ล่าสังหาร

ศัตรูไล่ล่าสังหาร ตอบโต้ฉับพลัน

 

ด้วยคำนิยามสี่ประโยคนี้ เพลงดาบคู่ของไอแซ๊คก็เข้าสู่ระดับไร้ผู้ต่อต้าน


ไอแซ๊คนั้นกำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่ข้างหน้ากองไฟในห้องปิดตาย

เขายืนตรงสงบนิ่งหลับตาทั้งสองข้าง โดยที่ถีอดาบคู่ใจเล่มใหม่ทั้งสองเล่ม

ดาบทั้งสองเล่มนั้นเป็นดาบสั้นที่มีความยาวเล่มละ60เซนติเมตร

ตัวดาบนั้นรูปร่างไม่ผิดกับดาบคาตานะ แต่ตัวดาบกว้างกว่า และหนากว่า

และไอแซ๊คนั้นยืนสงบนิ่งอย่างนี้มาแล้วถึง1ชั่วโมง


การยืนสงบนิ่งโดยที่ไม่เคลื่อนไหวใดๆนั้นใช้พลังกล้ามเนื้อสูงมาก

ไอแซ๊คนั้นฝึกด้วยวิธีนี้เป็นประจำ ซึ่งทำให้ร่างกายและจิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้น


ไอแซ๊คนั้นตอนอยู่ที่โลกเดิมของเขานั้น ไม่เคยสนใจวิชาการต่อสู้ใดๆเลย

เพราะเขารู้ดีว่าต่อหน้่าอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่แล้ว ศิลปะการต่อสู้นั้นไร้ประโยชน์

แต่ในตอนนี้นั้นตัวเขาที่หลงทางมาสู่โลกนี้อย่างไร้สาเหตุ จำเป็นต้องพึ่งพาวิชา่การต่อสู้


นอกจากวิชาดาบสั้นคู่ที่เขาประยุกต์ขึ้นมาเองแล้ว เขาก็มีวิชายิงธนูที่เป็นเลิศ

พ่อบุญธรรมของเขาสอนวิชาการยิงธนูให้ โดยมีใจความสั้นๆว่า

มองเป้าหมาย ดูสายลม ง้างคันศร และปล่อยลูกธนู

แต่ก็ให้เคล็ดลับในการยิงธนูแก่ไอแซ๊คมาด้วยสั้นๆ 2 คำ คือคำว่า ช่ำชอง

พูดง่ายๆคือฝึกยิงให้มากๆเข้าไว้ เล็งแล้วยิงอย่างรวดเร็ว ยิงมากๆก็เก่งเอง


แล้วไอแซ๊คก็หลับหูหลับตายิงธนูมันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาหลายเดือน

ความพยายามอย่างบ้าคลั่งของเขานั้นทำเอาพ่อบุญธรรมของเขานั้นถึงกับวิตก

ในที่สุดไอแซ๊คก็กลายเป็นสุดยอดมือธนูที่ยิงเมื่อไหร่เข้าเป้าหมายทุกดอก


ภายในห้องปิดตาย ไอแซ๊คในที่สุดก็กำลังขยับตัว

เขาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆเป็นท่าโจมตีและตั้งรับ

แต่เป็นการฝึกโจมตีและตั้งรับที่เหมือนกับภาพสโลวโมชั่น

ถึงจะเชื่องช้าแต่มั่นคงและไร้จุดอ่อนใดๆ


มาเยด้าที่กำลังนั่งมองไอแซ๊คมากว่า1ชั่วโมงนั้น ก็จ้องไอแซ๊คตาไม่กระพริบ

มาเยด้ามีประสบการณ์การสู้รบมาอย่างโชกโชน และเธอก็มีฝีมือดาบสูงมาก

แต่เธอก็ไม่เคยเห็นเพลงดาบที่สวยงามแข็งแกร่งไร้จุดอ่อนอย่างนี้มาก่อน

เวลา1ชั่วโมงที่ผ่านมายิ่งทำให้มาเยด้ารักและเคารพไอแซ๊คมากเพิ่มขึ้นกว่าเดิม


“ท่านไอแซ๊คคะ”

“ถ้าเบื่อก็ออกไปรอข้างนอกก่อนนะ”

“ไม่ใช่ค่ะ แค่มีเรื่องอยากจะขอ”

“อะไรเหรอ”

“มาประลองกันดีกว่าค่ะ

มาเยด้าลุกขึ้นและคว้าดาบไม้ที่แขวนอยู่ที่ฝนัง


“จะดีเหรอมาเยด้า”

“แค่เปลี่ยนบัญญากาศน่ะค่ะ ฉันไม่ได้ออกแรงมาตั้งแต่ป่วยแล้ว”

“คุณไม่สามารถเอาชนะผมได้หรอกนะ”

“พูดตรงจังค่ะ แต่มาเยด้าอยากขอลองหน่อย”

“ถ้างั้นก็ได้”    

ไอแซ๊คนำดาบของเขาเก็บเข้าฝัก แล้วไปหยิบดาบไม้ที่มีขนาดเท่ากับดาบสั้นคู่ของเขามา2เล่ม

“ไม่เกรงใจละนะคะท่านไอแซ๊ค แล้วก็ห้ามท่านไอแซ๊คออมมือด้วยค่ะ”

“ไม่เสียใจแน่นะมาเยด้า”

“.......................”

มาเยด้านั้นกำลังเผชิญกับสายตาที่มีจิตสังหารรุนแรงที่สุดที่เธอเคยพบมา

ทั้งดุดันเกรี้ยวกราด และสงบเยือกเย็นจนน่ากล้วไปในเวลาเดียวกัน

“เตรียมตัวรับมือนะมาเยด้า”

“...........................”

มาเยด้าทำหน้าเหมือนจะร้องให้ด้วยความหวาดกลัว

มาเยด้านั้นรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่หาญกล้าไปขอประลองกับปีศาจเข้าให้แล้ว



จบตอนที่ 6



 









































ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

3,297 ความคิดเห็น

  1. #3295 MaouKirito (@arthur1973) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:07
    เรื่องดี ที่คิดถึง
    #3295
    0
  2. #1684 lnwsaa (@popsaa123) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 13:47
    เย้ๆๆๆๆ จะเดินทางไปหาฮาเร็มแล้วว ว่าแต่ ทีน่าเมื่อไหร่จะมาเข้าฮาเร็มอะ
    #1684
    0
  3. #1640 SAOW (@Sunako_333) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2558 / 00:01
    แค่ 2 ปี ทำไมมันเก่งทั้งบุ๋นและบู๊(มากๆ)เลยอะ

    ปลื้มมมมม ไอแซคอย่างแรงงงง
    #1640
    0
  4. #1433 1Bishop1 (@vbfip6db2010) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มกราคม 2558 / 00:59
    พระเอกน่าจะใช้ดาบแนวอิไอนะ ยืนสงบนิ่งอะไรแบบนี้เนี่ย
    #1433
    0
  5. #1377 Kwin Teerat (@fetalstate) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มกราคม 2558 / 20:17
    ยาวสะใจดีคับ ชอบ
    #1377
    0
  6. #1355 bee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 15:32
    พระเอก.......................................เก่งอะ
    #1355
    0
  7. #1061 Mr.Bermuda (@pakxza) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 21:05
    ได้ดินประสิวกับกำมะถันอีกละรุ่งแน่
    #1061
    0
  8. #787 Comrade (@fuhrer) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 / 20:03
    Over Technology นี่มันโคตรน่ากลัวจริงๆ เลยครับ
    #787
    0
  9. #392 sion010 (@neox93) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 13:42
    มันจะก้าวกระโดดไปไหม ในช่วงระยะเวลาแค่3เดือน ทำได้ทั้งหมดนี้    ปีหน้าคงได้รถถัง
    #392
    0
  10. #260 manima (@seriallicense) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 17:53
    สมดุลมากเลย ขอชมไรเตอร์จริงที่ตัวละครหลัก 3 ตัวนั้นไรเตอร์จัดการได้อย่างสมดุลแบบ 3 เหลี่ยมที่มีดีคนละด้านไม่ค้านกันเอง อ่านสนุกดีมาก
    #260
    0
  11. #223 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 03:56
    มาเยด้า น่ารักมาก น่าจะคู่บารมีกันซิเอ้า ส่วนคู่หมี+ลูกหมีนี่ก็ไม่ต้องกังวลล่ะมั้ง 55
    #223
    0
  12. วันที่ 6 ตุลาคม 2557 / 14:32
    ฟินมากครับเรื่องนี้ มาเยด้าน่าร๊ากกกกกกกกกกก เหมาะกับไอเเซคสุดๆ ชอบพระเอกเก่งๆเเบบนี้จัง อยากให้มาเยด้าเป็นภรรยาหลวงมากกว่าอนุภรรยาอ่ะ TwT
    #56
    0
  13. #24 mirasugi (@mirasugi) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 20:28
    ห่ะมาเยด้า!!!เห็นมาหลายตอนถึงจะเก่งขี่ม้าก็เถอะเเต่เป็นถึงขุนพลน่าจะมีจิตใจเข้มเเข็งมิใช่รึ- -
    #24
    0