บันทึกยุทธการสงครามต่างโลก

ตอนที่ 23 : เผด็จศึก ภาค 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    29 ต.ค. 57

ตอนที่ 23 เผด็จศึก ภาค 1



ไอแซ๊คนั้นกลับมาที่ค่ายโวฟมุนด์หลังจากที่ไปลาดตระเวนสำรวจและได้ช่วยเหลือนายกองซาอิดจากการถูกจับกุม และทำพิธีศพแก่ผู้เสียสละทั้ง5


หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธ๊ศพที่มีแต่ความเศร้าสลด ไอแซ๊คก็กลับมายังกระโจมกลางและกางแผนที่ทางยุทธวิธีออกมาเทียบกับแผนที่ของซาอิดที่ใช้เลือดเนื้อแลกมา





เมื่อเปรียบเทียบและแยกพิกัดแล้วไอแซ๊คก็ได้รู้ถึงที่ตั้งของกองทัพศาศนจักรในที่สุด แต่นั้นก็ทำให้ไอแซ๊คถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะกองทัพศาสนจักรกลับตั้งทัพอยู่บนเทือกเขาเช่นเดียวกัน และนั่นก็เป็นชัยภูมิที่ยากแก่การเข้าตีแต่ง่ายต่อการตั้งรับเช่นเดียวกัน


ทางเดียวที่สั้นที่สุดหากต้องการบุกโรฮาน นั่นก็คือการเดินทัพผ่านช่องเขาโวฟมุนด์ หากจะอ้อมไปก็ต้องเดินทางไกลกว่าเดิมมาก และต้องเสียเวลาเพิ่มถึง3วันเลยทีเดียว และไอแซ๊คเองก็ไม่คิดว่ากองทัพศาสนจักรจะเดินอ้อมช่องเขาไป เพราะสิ่งเดียวที่กองทัพโรฮานมีแต่ข้าศึกไม่มีนั่นก็คือเวลา


การที่กองทัพศาสนจักรตั้งทัพอยู่บนเทือกเขาก็เพื่อป้องกันการลอบโจมตี แต่อย่างไรก็ตามไอแซ๊คนั้นรู้ใส้รู้พุงของแม่ทัพอาริโก้เป็นอย่างดี เพราะว่าไอแซ๊คได้ข่าวมาจากสายลับว่ากองทัพศาสนจักรมีเสบียงเหลือพอสำหรับ4วันเท่านั้น ต่อให้ใช้อย่างประหยัดก็อาจจะยืดเวลาเพิ่มเป็น5-6วัน เพราะฉนั้นไอแซ๊คจึงสามารถนั่งรอให้กองทัพศาสนจักรเคลื่อนพลมายังโวฟมุนด์ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงบุกไปโจมตีแต่อย่างใด


“นั่งหน้ามุ่ยเชียวนะไอแซ๊ค เป็นอะไรไป มาเยด้าให้นอนนอกห้องรึไง”


รุดที่เดินถือจานที่มีไก่ย่างตัวใหญ่วางอยู่เดินมายังไอแซ๊คแล้ววางไก่ย่างลงบนโต๊ะ


“ตลกตายล่ะรุด นายลองดูนี่สิ”


ไอแซ๊คพูดพลางหักน่องไก่มาเคี้ยวกิน แล้วชี้ไปยังแผนที่ให้รุดดู


“.........กลัวโดนเผาอีกล่ะมั้ง ระวังตัวแจเชียวนะ”


รุดพูดออกมาและยิ้มแบบตัวร้ายในละครน้ำเน่า


“พวกมันตั้งทัพอยู่บนเทือกเขา ทำให้ง่ายต่อการตั้งรับ แต่ฉันเองก็ไม่กะจะบุกอยู่แล้ว”


ไอแซ๊คนั้นหวังที่จะซุ่มโจมตีในตอนที่กองทัพศาสนจักรเดินทัพผ่านช่องเขาโวฟมุนด์ แต่เขาก็อดกังวลไม่ได้ เพราะถึงจะได้เปรียบในด้านชัยภูมิที่ตั้ง แต่การรบที่มีทหารน้อยกว่าอย่างมากก็ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสีย

ทหารเป็นจำนวนมาก


ในตอนนั้นเองมาเยด้าก็วิ่งเข้ามาในกระโจมอย่างรีบร้อน


“ท่านไอแซ๊คคะ ม้าศีกของพวกเรา15ตัวล้มตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุค่ะ”


มาเยด้าที่เป็นแม่ทัพทหารม้านั้นเป็นคนที่รักม้ามาก เมื่อเธอเห็นม้าล้มตายลงไปเธอจึงตกใจเป็นอย่างมาก


“พาผมไปดูหน่อย”


ไอแซ๊คกับรุดลุกจากเก้าอี้แล้วเดินตามมาเยด้าไปดูและหาสาเหตุการตายของม้า


…………………………………………………..


“นี่มัน……”


ไอแซ๊คมองดูม้าที่นอนตายทั้ง15ตัวแล้วอุทานออกมา


“จู่ๆพวกมันก็คลั่งกัดถีบกันเอง แล้วก็น้ำลายฟูมปากตายไปน่ะค่ะ”


มาเยด้าอธิบายด้วยสีหน้าเศร้าหมอง


ไอแซ๊คเองก็นิ่งเงียบไปเพราะไม่สามารถอธิบายสาเหตุการตายและพฤติกรรมก่อนตายของม้าเหล่านี้ได้


“นี่มันดอกลำโพง(Thron Apple) กับยี่โถ(Oleander)นี่นา”


รุดที่ยืนอยู่ข้างหลังชี้ไปยังพุ่มไม้ที่อยู่หลังคอกม้าแล้วเรียกชื่อของต้นไม้เตี้ยๆที่มีดอกสีขาวกับต้นไม้ที่สูงเพรียวและมีดอกสีชมพูสวยงามออกมา


“ต้นลำโพง..ต้นยี่โถ… พืชมีพิษอย่างนั้นหรือ อย่างนี้นี่เอง ม้าพวกนี้คงจะกินมันเข้าไปเลยติดพิษตาย”


ไอแซ๊คนั้นรู้จักพืชมีพิษพวกนี้ดี และเขานั้นก็รู้ด้วยว่าทั้งดอกลำโพงและยี่โถนั้นมีพิษร้ายแรง


“ย้ายคอกม้าออกไปให้ห่างจากต้นไม้ทั้ง2ชนิดนี้ซะ พวกมันมีพิษหากกินเข้าไปล่ะก็…..”


ไอแซ๊คกำลังบอกกับมาเยด้า แต่ในตอนนั้นเองไอแซ๊คกลับชะงักค้างไว้เหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง


“ต้นลำโพง…..ต้นยี่โถ ไปหาต้นไม้ทั้ง2อย่างนี้มาเยอะๆเลย!!”


ไอแซ๊คตะโกนสั่งการออกมา เพราะเขานั้นนึกอะไรดีๆออกมาได้แล้ว


………………………………………………………



แม่ทัพอาริโก้นั้นกำลังพักผ่อนอยู่ในกระโจมที่พัก ที่ค่ายบนเทือกเขาโมราวิก


-ฮึ่ม...แม้แต่ข้าศีกอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ เสบียงก็กำลังจะหมด แบบนี้แย่แน่ๆ หากกองทัพเครอสนำเสบียงมาส่งล่าช้าล่ะก็….-


แม่ทัพอาริโก้คิดอย่างกลัดกลุ้ม เพราะในตอนที่เสบียงของกองทัพนั้นถูกเผาทำลายไป เขาเลือกที่จะไม่ถอยทัพ แต่กลับส่งสาร์นไปขอความช่วยเหลือจากราชาเฟลโก้ที่เครอสให้ส่งเสบียงมาให้ นี่เป็นการกระทำที่ทั้งเสี่ยงและบ้าบิ่น แต่ที่เขาเลือกที่จะทำแบบนี้นั้นก็เพราะเขารู้ดีว่าการถอยทัพนั้นจะนำมาซึ่งความพินาจย่อยยับของกองทัพศาสนจักรอย่างแน่นอน


กองทัพโรฮานมีขีดความสามารถทางการรบสูงเกินกว่าที่แม่ทัพอาริโก้ประเมินเอาไว้มาก เพราะนอกจากจะสามารถลอบโจมตีจนกองทัพศาสนจักรสูญเสียทหารไปถึง80000คนแล้วยังสามารถเผาทำลายเสบียงไปจนเกือบหมด นอกจากนั้นแล้วยังวางกำลังลอบสังหารหน่อยสอดแนมที่แม่ทัพอาริโก้ส่งออกไปหาข่าวและสำรวจพื้นที่จนไม่เหลือหลอ


การรบที่ถูกปิดหูปิดตานี้แม่ทัพอาริโก้ไม่เคยพบเจอมาก่อน นับเป็นโจทย์ที่ขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ทัพอาริโก้ยังคงมั่นใจอยู่นั่นก็คือกำลังรบที่เหนือกว่ากองทัพโรฮาน เพราะหากกองทัพโรฮานคิดว่าพวกเขามีกำลังมากกว่าหรือได้เปรียบอย่างยิ่งละก็ กองทัพโรฮานคงจะเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบไปแล้ว


แม่ทัพอาริโก้มองดูท้องฟ้ายามสนทยา ดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยต่ำลงพร้อมที่จะลับขอบฟ้านั้นทำให้จิตใจของแม่ทัพอาริโก้ตึงเครียด เพราะเมื่อคืนนี้ศัตรูก็อาศัยความมืดมิดมอบบทเรียนราคาแพงให้แก่เขาอย่างเจ็บปวดที่สุด


“ลองมาลอบโจมตีอีกครั้งดูสินอสเฟอราตู ข้าจะล้างแค้นให้ถึงแก่นเลย”


แม่ทัพอาริโก้เลือกที่จะตั้งทัพบนเทือกเขาเพื่อที่จะรับมือกับการซุ่มโจมตี และลอบจู่โจมโดยเฉพาะ นอกจากนั้นเทือกเขาโมราวิกก็เป็นเทือกเขาที่แทบจะไม่มีไม้ยืนต้น ดังนั้นแม้เทือกเขาโมราวิกจะอยู่ใต้ลม แม่ทัพอาริโก้กลับเบาใจเรื่องที่จะถูกวางเพลิงเผาเหมือนเมื่อคืนนี้ไปได้ แต่กระนั้นเขาเองก็สั่งให้เวรยามเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดอยู่ดี


ในใจของแม่ทัพอาริโก้นั้นยังคงเขม็งตึงเครียด ถึงรู้ว่าปลอดภัย แต่ราตรีนี้เขานั้นคงจะหลับไม่ลง


………………………………………………………..


“ชู่ว………..เงียบไว้ ใกล้จะถึงแล้ว”


แม่ทัพทอสเท่นแห่งกองทัพโรฮานนั้นส่งเสียงบอกเหล่าทหารที่เข็นรถเข็นเทียมม้าตามหลังมาให้เงียบเสียงลง เพราะเขานั้นนำทหารมา100คนตามคำสั่งของท่านผู้นำไอแซ๊ค ที่สั่งให้เขามาลอบโจมตีค่ายของกองทัพศาสนจักรด้วยวิธีพิศดาร


ทอสเท่นนั้นเป็นแม่ทัพหนุ่มอายุ20ปีเท่านั้น แต่เขากลับเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็นและดูดีมีสง่า จึงทำให้หลายๆคนนั้นคิดถึงอนาคตอันสดใสของเขาในภายภาคหน้า แต่คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าทอสเท่นนั้นเป็นคนที่นิยมความรุนแรง ภายใต้หน้ากากของเด็กหนุ่มหน้าตาดี ทอสเท่นซ่อนความบ้าคลั่งและกระหายเลือดเอาไว้ในใจอย่างแนบเนียนเสมอมา


ในตอนนี้ทอสเท่นและทหารโรฮาน100คนนั้น กำลังย่องเข้าไปใกล้ค่ายที่พักของกองทัพศาสนจักรตามแผนที่ไอแซ๊ควางเอาไว้ และหยุดทัพลงที่ชายป่าห่างจากเทือกเขาโมราวิกไปเพียง500เมตรเท่านั้น


ระยะ500เมตรนั้นไม่ใกล้ไม่ไกล หากเป็นตอนกลางวัน ทอสเท่นและทหาร100คนคงจะต้องวิ่งฟูลมาราธอนระยะ40กิโลเมตรกลับค่ายทหารโรฮานเพราะคงจะถูกพบเห็นอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืน

เดือนมืดอย่างนี้กลุ่มซุ่มโจมตีที่พลางตัวเป็นอย่างดีกลับไม่ถูกพบเห็นแต่อย่างใด


“เอาล่ะ ตรงนี้ใช้ได้แล้ว รีบๆขนของลงมาถ้าชักช้าเดี๋ยวจะถูกพบเห็นเอา”


ทอสเท่นสั่งการลูกน้องให้ขนของที่อยู่บนรถเข็นลงมา เหล่าทหารนั้นจึงรีบเร่งขนสิ่งของที่ขนมาถึง20คันรถลงกับพื้น แล้วจุดไฟเผาด้วยน้ำมันเหล่ากองไฟจำนวนก็ติดไปลุกใหม้อย่างรวดเร็ว


“หนีไปที่จุดนัดพบทันที!! รถเข็นทิ้งไว้นี่ รีบไปเร็ว!!”


ทอสเท่นตะโกนสั่งการลูกน้องของเขาทันทีที่กองไฟลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง จากนั้นพวกเขาก็วิ่งไปที่ม้าที่เตรียมเอาไว้แล้วเผ่นแน่บกลับไปทันที


“ท่านผู้นำนี่เข้าใจคิดดีแฮะ แบบนี้ถูกใจขาโหดชะมัด”


ทอสเท่นมองดูกองไฟ20กองที่กำลังลุกโหมอย่างรุนแรงแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ


……………………………………….


“ท่านแม่ทัพอาริโก้!! ไฟใหม้ครับ!! ไฟใหม้ที่ป่าหน้าค่ายครับ!!”


ทหารแห่งกองทัพศาสนจักรคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในกระโจมของแม่ทัพอาริโก้เพื่อแจ้งเหตุด้วยท่าทีตื่นตระหนกสุดขีด


“ไฟใหม้อย่างนั้นรึ!!”


แม่ทัพอาริโก้ใจหายวาบเมื่อได้ยินคำว่าไฟใหม้ เพราะเขาเพิ่งจะได้รับบทเรียนมาเมื่อคืนนี้เอง และเขาก็รีบวิ่งออกไปดูที่หน้าค่ายทันที


สิ่งที่แม่ทัพอาริโก้ได้เห็นคือกลุ่มกองไฟเป็นหย่อมๆในป่าที่ห่างจากค่ายไปประมาณ500เมตรและเปลวไฟไม่มีทีท่าที่จะลุกลามมาทางค่ายแต่อย่างใด เพราะระหว่างปนวป่ากับค่ายที่อยู่บนเทือกเขานั้นมีลานดินกว้างๆคั่นกลางอยู่ ถึงแม้กระแสลมจะพัดส่งมายังค่ายที่อยู่ใต้ลมแต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอัคคีภัยแต่อย่างใด


แม่ทัพอาริโก้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะเขานั้นคิดว่ากองทัพโรฮานนั้นหวังที่จะวางเพลิงอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ แต่อาจเป็นเพราะการเฝ้าระวังอันแน่นหนาของกองทัพศ่าสนจักรที่ทำให้กองทัพโรฮานนั้นไม่กล้าเข้ามาใกล้ และทำได้เพียงวางเพลิงในป่าที่อยู่ห่างออกไปเพื่อหวังให้ค่ายของกองทัพศาสนจักรที่อยู่ใต้ลมนั้นถูกเพลิงลุกลามไปถึงเท่านั้น


แต่กองไฟที่ลุกใหม้อยู่ในป่านั้นกลับไม่ลุกลามออกไป หลังจากที่เผาใหม้อยู่พักหนึ่งเปลวไฟที่สูงใหญ่กลับค่อยๆมอดดับลงไปเหลือเพียงกลุ่มกองไฟเล็กๆที่มีควันหนาทึบปกคลุมอยู่เท่านั้น


“เฝ้าระวังเอาไว้ อย่าปล่อยให้ข้าศึกลอบโจมตีได้ หากป้องกันให้ดีพวกมันก็ไม่กล้าทำอะไรพวกเราแน่”


แม่ทัพอาริโก้สั่งการทหารที่ออกมาดูเหตุการ พร้อมกับกำชับให้ระวังมากยิ่งขึ้น เพราะเขานั้นกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย


ควันไฟจากการลอบวางเพลิงที่ล้มเหลวนั้นลอยเอื่อยๆตามแรงลมมายังค่ายกองทัพศาสนจักรทีอยู่ใต้ลม กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและหญ้าสมุนไพรนั้นทำให้ทหารของศาสนจักรรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้สูดดม


“หอมดีเสียจริง คงเป็นกลิ่นของดอกไม้ป่าที่ถูกไฟใหม้ไปละมั้ง”


แม่ทัพอาริโก้พูดออกมาอย่างอารมณ์ดี เพราะกลิ่นดอกไม้ป่าที่ถูกเผาเป็นควันลอยมาตามลมนั้นทำให้เขารู้สึดสดชื่นและปลอดโปร่งยิ่งนัก เหล่าทหารเองก็เช่นกัน บางคนนั้นถึงกับหัวเราะร่าออกมาและกล่าวขอบคุณกองทัพโรฮานที่อุตส่าห์มาจุดธูปหอมให้ถึงที่


แต่ในตอนนั้นเอง แม่ทัพอาริโก้กลับรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยและสายตาพร่ามัว

“..........สูดควันมากเกินไปรึไงกันนะ”


แม่ทัพอาริโก้เอามือทั้งสองข้างขยี้ตาเพื่อที่จะเรียกสติกลับคืนมา แต่สายตาของเขากลับเห็นทุกสิ่งทุกอย่างพร่ามัวเลอะเลือนยิ่งขึ้นไปอีก แม้แต่พื้นเขาก็ยืนไม่มั่นแล้วในตอนนี้เพราะแม่ทัพอาริโก้รู้สึกเหมือนกับยืนบนเรือที่กำลังหมุนคว้างอยู่


ไม่เพียงแต่แม่ทัพอาริโก้เท่านั้น ทหารที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็มีอาการเช่นเดียวกับเขาและทรุดล้มลงไปเป็นจำนวนมาก


“นี่...นี่มัน…..อะ...ไร….”


แม่ทัพอาริโก้เริ่มรู้สึกชาที่มือและเท้า นอกจากนั้นน้ำลายของเขาก็ไหลไม่หยุดและคนอื่นๆก็เริ่มแสดงอาการเช่นเดียวกันกับเขาแล้วในตอนนี้ และอาหารนี้ก็ยังลุกลามไปยังทหารที่อยู่ลึกเข้าไปในค่ายส่วนใน


ในที่สุดแม่ทัพอาริโก้ก็รู้สาเหตุในที่สุด เพราะในสติที่พร่าเลือนของเขานั้น เขาสังเกตุเห็นได้ว่าผู้ที่มีอาการเดียวกันกับเขานั้นก็คือผู้ที่อยู่ใต้กลุ่มควันที่มาจากป่าที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง


“ควันพิษ!!........แค่กๆๆๆ อย่าสูดดมควันเข้าไป…..มันมีพิษ!!!”


แม่ทัพอาริโก้รวบรวมสติตะโกนออกมา เพราะสติของเขานั้นลางเลือนลงไปเรื่อยๆจนแทบจะหลับไหลลงไปแล้ว แต่แม่ทัพอาริโก้ตัดสินใจยกหลังมือของตนเองขึ้นมากัดจนเลือดไหลเพื่อใช้ความเจ็บปวดเรียกสติ


“หาที่ปิดปากปิดจมูกซะ!! แล้วรีบถอยไปยังที่ๆไม่มีควัน!!”


แม่ทัพอาริโก้รู้สึกเจ็บปวดมาก ลำคอของเขานั้นเหมือนถูกไฟเผา สายตาของเขายังคงพร่ามัว มือเท้าชาจนขยับไม่ได้ แต่สตินั้นยังคงอยู่ เขาจึงพยายามสั่งการให้ทหารนั้นหาวิธีรับมือจากควันพิษ


แต่ในขณะนั้นเอง แม่ทัพอาริโก้ก็ได้เห็นสิ่งที่เขาไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เพราะเหล่าทหารของเขานั้นกำลังต่อสู้กันเองทั้งๆที่ลุกไม่ขึ้น


“ตายซะไอ้พวกโรฮาน!!”


“ไอ้พวกนอกศาสนาข้าจะฆ่าแก!!”


“ฮ่าๆๆๆ ฆ่าได้แล้ว มันตายแล้ว!!”


ทหารกองทัพศาสนจักรเริ่มฆ่ากันเองโดยไม่มีเหตุผล แต่ในตอนที่แม่ทัพอาริโก้กำลังจะตะโกนห้ามนั้นเอง เขาก็ได้เห็นสิ่งที่น่าตกตะลึง


“ฮ่าๆๆๆๆๆ!!”


ทหารผู้นำทัพของโรฮานที่บุกมาเผาค่ายคนเดียวกับที่เขาเห็นเมื่อคืนนี้กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตรงหน้าของแม่ทัพอาริโก้ และกำลังส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม


“ไหนล่ะพระเจ้าของแก!! หา!! ลูกน้องแกตายเป็นเบือเมื่อคืนนี้แต่ไม่เห็นจะมีพระเจ้ามาช่วยเลยใช่ไหม!!”


แม่ทัพอาริโก้ถูกทหารร่างสูงใหญ่ที่ถือดาบเล่มยักษ์ตวาดใส่


“แกมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!! แถมยังกล้าดูหมิ่นพระเจ้า….แก…”


“สมควรตายใช่ไหม!! เพียงเพราะไม่ได้นับถือพระเจ้าองค์เดียวกับแก แกจึงต้องสังหารพวกเขาเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ แกฆ่าทั้งเด็กและผู้หญิง!! แกฆ่าพวกเขา!! แกฆ่าพวกเขา!!”


แม่ทัพอาริโก้นั้นรบเพื่อศาสนจักรมานาน เขาสังหารศัตรูมามากและไม่เคยสงสัยในคำสั่งของศาสนจักรที่ดำเนินการแทนพระเจ้าเฟเรียเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้นจิตใต้สำนึกของเขากลับปวดร้าว เพราะหลายๆครั้งคำสั่งที่เขาได้รับมาจากศาสนจักรนั้นคือให้กวาดล้างพวกนอกศาสนาที่หมายถึงเด็กและผู้หญิงด้วย


ภาพการตายของแม่คนหนึ่งที่ถูกดาบฟันจนตายต่อหน้าลูกๆนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของอาริโก้เมื่อเขานั้นไปทำศึกปราบคนนอกรีต จากนั้นเหล่าทหารของเขาก็โยนเด็กๆเข้าไปในกองไฟปล่อยให้ถูกเผาทั้งเป็น ความทรงจำนั้นยังคงตามหลอกหลอนอาริโก้ที่บอกตัวเองว่านั่นคือพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอมา


“แกฆ่าไปกี่คนแล้ว!! 100!! 1000!! 10000!!  100000!!” เพียงเพราะไม่ได้นับถือพระเจ้าที่ชื่อว่าเฟเรีย

แกฆ่าคนไปมากมายอาริโก้ ไอ้ฆาตกร!!”


ผู้นำทัพร่างใหญ่คนนั้นยังคงตะโกนต่อว่าอาริโก้ที่ทำได้แค่นอนเบิกตามองเท่านั้น


“นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า พวกนอกรีตอย่างแกไม่มีวันเข้าใจหรอก รุด คอเนเรียส!!”


แม่ทัพอาริโก้จดจำรูปร่างของผู้นำทัพที่บุกมาเมื่อคืนนี้ได้ และผู้นำทางของเขาที่เป็นคนเครอสก็บอกต่อเขาว่าผู้ที่นำทัพมาบุกเผาค่ายของศาสนจักรเมื่อคืนนี้คือ จิ้งจอกแห่งป่าดำ รุด คอเนเรียสนั่นเอง

และตอนนี้แม่ทัพอาริโก้ก็กำลังจ้องมองรุดที่ตะโกนต่อว่าเขาอยู่โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้


“พระประสงค์ของพระเจ้า พวกแกอ้างพระประสงค์ของพระเจ้าในการฆ่าคนอย่างนั้นรึ พระเจ้าของแกสอนให้ฆ่าคนที่ไม่ได้นับถือเขาอย่างนั้นรึ ไม่!! พวกแกนั่นแหละที่ฆ่าคน หาใช่คำสอนของพระเจ้าไม่”


รุดตะโกนสำทับใส่อาริโก้ที่นอนแบะอยู่บนพื้น


“คำสอนของพระเจ้านั้นส่งผ่านมายังองค์พระประมุขแห่งศาสนาเฟเรีย และองค์พระประมุขมีคำสั่งให้กวาดล้างพวกนอกรีตเพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งโลกอันสมบูรณ์แบบแห่งพระเจ้าเฟเรีย ไอ้นอกรีตอย่างแกไม่มีวันเข้าใจหรอก!!”


“ถ้าอย่างนั้นแกก็มีพระเจ้าที่ชั่วช้าเลวทรามที่สั่งให้ฆ่าทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขาสินะ!! แกนี่มันโง่บัดซบเลยว่ะอาริโก้ แกเชื่อในคำลวงของศาสนจักรแล้วทำตามโดยไม่อิดออดเหมือนหมาไม่มีผิด”


“แกว่าอย่างไรนะ!! นี่แกจะ……..”


“แกไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่อาริโก้!! ต้นเหตุที่แกกระดิกหางไปฆ่าคนตามคำสั่งของเจ้านายแกน่ะ”


“รุด คอเนเรียส ข้าจะสับเจ้าให้ตายเพื่อชำระวิญญาญบาปหนาที่ดูหมิ่นพระเจ้าของแกซะ!!”


แม่ทัพอาริโก้นั้นชักดาบออกมาแล้วพยายามที่จะลุกขึ้นแต่เขานั้นก็ล้มลงไปอย่างทุลักทุเล


“ความมั่งคั่งและอำนาจอย่างไรล่ะอาริโก้่ นั่นแหละคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำสงครามของศาสนจักร เพียงเพราะสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้แกถูกสั่งให้สังหารคนที่ไม่เชื่อฟังศาสนจักร นั่นแหละคือความจริง ฉันเองคิดว่าแกเองก็รู้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ ไอ้ฆาตกร!!”


คำพูดนี้ของรุดนั้นทำให้แม่ทัพอาริโก้ถึงกับหยุดเคลื่อนไหว เพราะอันที่จริงแม่ทัพอาริโก้นั้นก็รู้แน่แก่ใจว่าอะไรคือเหตุผลในการทำสงครามของศาสนจักรที่มีหน้าที่เผยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า อำนาจและความมั่งคั่งนั่นเองที่ขับเคลื่อนศาสนจักรให้ทำการกวาดล้างศาสนาอื่น นั่นเองคือสิ่งที่เขานั้นปิดกั้นเอาไว้และคอยหลอกตัวเองเรื่อยมา


“ฉันจะฆ่าแก!! รุด คอเนเรียส ฉันจะฆ่าแก!!”


“เข้ามาเลย!! ถ้ามีปัญญาก็เข้ามาเลย!! ฉันบูชาพระเจ้าที่ชื่อว่าความรัก ไม่ใช่เฟเรียห่าเหวอะไรนั่นหรอก เก่งจริงก็ลุกขึ้นมาสิแม่ทัพอาริโก้ ฆ่าฉันซะแล้วบุกไปฆ่าคนโรฮาน คนไอบีเรี่ยน ฆ่าเด็ก ฆ่าผู้หญิง ฆ่าคนชราที่ไม่มีทางสู้ให้หมด อาบโลกใบนี้ไว้ด้วยเลือดของคนที่ถูกแกฆ่าซะ แล้วคอยดูซิว่าพระเจ้าของแกจะรับดวงวิญญาญของฆาตกรอย่างแกไปอยู่บนสรวงสวรรค์ไหม”


“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้แกหยุดพูดเดี๋ยวนี้!!”


แม่ทัพอาริโก้ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะคำพูดของรุดนั้นเปิดโปงสิ่งที่เขานั้นปิดกั้นเอาไว้ในจิตใจออกมาจนหมด เพื่อพระเจ้าอย่างนั้นหรือ เขาถึงต้องฆ่า นี่คือสิ่งที่เขานั้นถามตัวเองมานานแล้ว แต่แม่ทัพอาริโก้นั้นไม่มีความกล้าพอที่จะปฏิเสธความคิดนี้ไป


“จงจำเอาไว้อาริโก้ เมื่อใดที่แกสังหารผู้ไร้มลทิน เมื่อนั้นแกก็ไร้ซึ่งพระเจ้าแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!”


รุดนั้นพอพูดจบเขาก็หันหัวม้าแล้วควบจากไปทันที


“รุด คอเนเรียสสสสสสสสสสสสส!!”


แม่ทัพอาริโก้ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะความภาคภูมิใจและความศรัทธาของเขานั้นถูกทำลายไปจนหมดสิ้น


“ท่านแม่ทัพอาริโก้ ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดก็หาท่านเจอเสียที”


ทหารคนหนึ่งที่มีผ้าปิดปากปิดจมูกวิ่งเข้ามาพยุกแม่ทัพอาริโก้ขึ้นมา


“รีบไปจับมัน แม่ทัพของศัตรูเพิ่งจะหนีไป นั่นไง!! มันอยู่นั่น!!”


แม่ทัพอาริโก้ชี้ไปยังรุดที่กำลังควบม้าหายไปอย่างช้าๆ


“ไม่มีใครหรอกครับท่านแม่ทัพ ควันพิษนี่ทำให้เกิดภาพหลอน ข้างหน้านี่ไม่มีใครอยู่เลยครับ”


ทหารคนนั้นอธิบายพลางพยุงแม่ทัพอาริโก้ขึ้นมา


“ทหารของพวกเราถูกพิษไป3ใน4 ในตอนนี้สามารถควบคุมสถานะการไว้ได้แล้วครับ แต่…….”


“แต่อะไร”


แม่ทัพอาริโก้นั้นเห็นหน้าทหารคนนั้นเป็นรุด แต่เขาก็สลัดหัวเพื่อไล่ภาพหลอนออกไป


“ทหารของเราฆ่ากันเองตายไปนับหมื่นคนเลยครับท่านแม่ทัพ แถมพวกที่ติดพิษก็มีอีกเป็นจำนวนมาก”


แม่ทัพอาริโก้นั้นใจหายวาบ ศัตรูนั้นมาเหนือเมฆเกินไปแล้ว นี่เป็นการทำสงครามที่เขานั้นไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน เพราะยังไม่ทันได้ประทะกันตรงๆ กองทัพศาสนจักรของเขานั้นก็ได้รับความเสียหายไปครึ่งค่อนกองทัพแล้ว


แม่ทัพอาริโก้หลับตาลง เพื่อรวบรวมสติ แต่ในโสตประสาทของเขานั้นกลับได้ยินเสียงหัวเราะหยามหยันและคำพูดส่งท้ายของรุดดังอยู่ตลอดเวลา


“เมื่อใดที่แกสังหารผู้ไร้มลทิน เมื่อนั้นแกก็ไร้ซึ่งพระเจ้า”


คำพูดของรุดที่ปรากฏตัวในจินตนาการของตนเองนั้นได้ฝังลงไปในจิตใจของแม่ทัพอาริโก้อย่างที่ไม่อาจจะลบเลือนไปได้เลย


……………………………………………………………….



ไอแซ๊คนั้นกำลังนั่งอยู่ในกระโจมกลางเพื่อรอฟังข่าวของการลอบโจมตีแบบใหม่ที่เขานั้นเพียงแค่ทดลองดูและไม่ได้หวังผลอะไรมากมาย


ไอแซ๊คนั้นได้ออกคำสั่งให้ทหารโรฮานนั้นกระจายตัวกันออกหาพืชมีพิษที่อยู่บนเทือกเขาโวฟมุนด์ และสิ่งที่เขาได้มานั้นก็คือต้นยี่โถและต้นลำโพงที่ขึ้นอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก


ต้นยี่โถนั้นมีพิษร้ายแรงต่อระบบการเต้นของหัวใจ และมีพิษทุกส่วน ส่วนต้นลำโพงนั้นมีพิษหลอนประสาทและทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไอแซ๊คจึงลองเก็บมาแล้วเผาเพื่อทำให้เกิดควันด้วยการผสมหญ้าแห้ง

และถ่านไม้ดู แต่เขานั้นยังไม่ได้ทดลองดูแต่อย่างใด กองทหารของศาสนจักรจึงเป็นหนูทดลองการใช้อาวุธเคมีเป็นครั้งแรกของไอแซ๊คไปโดยปริยาย


ไอแซ๊คนั้นกำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์โดยที่มีมาเยด้าคอยบีบนวดที่ไหล่ให้เพื่อคลายความเมื่อยล้า

และรอคอยข่าวจากหน่วยรบกินิวที่คอยสอดแนมศัตรูอยู่ตลอดเวลา


“ท่านผู้นำคร้าบบบบบ!!”


“พรวด….!!”


ทอสเท่นที่เพิ่งจะกลับมานั้นพุ่งพรวดเข้ามาในกระโจมของไอแซ๊คพร้อมกับตะโกนเสียงดัง ทำให้ไอแซ๊คนั้นตกใจจนพ่นน้ำชาออกมา


“ขอภัยที่รบกวนครับ แม่ทัพทอสเท่นกลับมารายงานผลการลอบจู่โจมครับ”


“ทีหลังก็บอกก่อนที่จะวิ่งทะลวงเข้ามาสิเฮ้ย!! เอ้า ว่ามาสิ”


ไอแซ๊คเช็ดปากพลางอบรมทอสเท่นที่จู่ๆก็พุ่งเข้ามา


“การลอบจู่โจมประสบผลสำเร็จครับ หน่อยลอบจู่โจมกลับมากันครบโดยที่ศัตรูไม่ได้ส่งกำลังมาติดตามแต่อย่างใดครับ”


ทอสเท่นยืนตัวตรงและรายงานอย่างฉะฉาน


“แล้วผลของการลอบจู่โจมล่ะ ควันไฟได้ลอยไปยังที่ตั้งค่ายของศัตรูหรือไม่”


ไอแซ๊คหยีตาถามทอสเท่น


“ไม่ทราบครับ!!”


“พลั่ก!! โอ๊ยยย”


ไอแซ๊คนั้นใช้กำปั้นเขกกระโหลกของทอสเท่นจนร้องเสียงหลงออกมา


“ฉันบอกว่าให้รีบหนีออกมาก็จริง แต่นายก็น่าจะเหลียวไปดูผลงานสักหน่อยไม่ใช่รึไงฟะ”


“ผิดไปแล้วครับ ผมขอโทษครับท่านผู้นำ ได้โปรดหยุดเขกหัวผมซักทีสิคร้าบบบบบ!!”


ทอสเท่นยกมือมาประสานกันเพื่อขอขมาและอ้อนวอนให้ไอแซ๊คหยุดใช้หัวของเขาเป็นที่ระบายอารมณ์


“เฮ้ย ไอแซ๊ค นี่นายโกรธแค้นอะไรทอสเท่นมันนักหนา พอได้แล้วน่า”


รุดเดินเข้ามาในกระโจมแล้วเตือนไอแซ๊คเพราะเขานั้นกำลังจะทุบทอสเท่นอย่างเมามันส์


“อ๋า...ฉันเปล่าทำอะไรรุนแรงซักหน่อย ใช่ไหมทอสเท่น”


“ก๊าบ…”


ไอแซ๊คแหลรุดหน้าด้านๆ แล้วปล่อยทอสเท่นให้เป็นอิสระ


“แล้วนายมีธุระอะไรหรือรุด นอนพอแล้วเหรอ”


“ฉันกำลังจะเดินไปหาอะไรกิน แต่พอดีเจอพลส่งสารน์เข้า ก็เลยอาสาเอาสารน์มาให้นายแทน”


รุดพูดพลางยื่นกระดาษใบหนึ่งให้แก่ไอแซ๊ค แล้วไอแซ๊คก็รับมาแล้วเปิดออกมาอ่านทันที


“..........หึๆๆๆๆๆ”


“ทำไมนายหัวเราะแบบชั่วร้ายแบบนั้นฟะ มันเสียวสันหลังนะเฟ้ย”


“จะไม่ให้ฉันหัวเราะได้ยังไง ก็กองทัพศาสนจักรตายไปตั้ง 30000 กว่าคนเพราะฆ่ากันเอง แถมยังมีคนที่ติดพิษจนขยับไม่ได้อีกเท่าตัว เลยยกทัพลงมาจากเทือกเขาโมราวิกไปตั้งค่ายอยู่กลางทุ่งโล่งๆเพื่อป้องกันการลอบโจมตีทุกรูปแบบ นี่แสดงว่าพวกมันกลัวจนขี้ขึ้นหัวกันแล้วสินะ”


ไอแซ๊คพูดพลางหัวเราะเหมือนตัวร้ายในภาพนยต์อย่างไงอย่างนั้น


“ที่โล่งอย่างนั้นหรือ แบบนี้ก็สนุกสิ”


รุดพูดพลางชูกำปั้นแล้วทุบลงบนมืออีกข้าง


“นายพักผ่อนเต็มที่แล้วสินะรุด”


“โอ้….ตอนนี้ท่านรุดพลังเต็มถังเลยว่ะ มีอะไรสนุกๆจะให้ทำสินะ”


“พวกเราจะจบศึกนี้ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น ด้วยสิ่งนี้”


ไอแซ๊คพูดออกมาด้วยความมั่นใจ แล้วโชว์ของบางอย่างให้รุดได้ดู


…………………………………………………………………………….


กองทัพศาสนจักรนั้นหลังจากที่ตั้งค่ายเสร็จก็พากันพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้า เพราะเมื่อคืนก่อนพวกเขานั้นไม่ได้นอนเนื่องจากถูกลอบเผา แถมคืนนี้ยังถูกควันมรณะคุกคามจนต้องหนีมาถึง10กิโลเมตรเพื่อตั้งค่ายในที่โล่งอีก กว่าจะตั้งค่ายแล้วพักผ่อนกันก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว


ค่ายที่เงียบสงบนั้นมีเวรยามเฝ้าระวังอยู่อย่างแน่นหนา ถึงแม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่เหล่าเวรยามนั้นกลับไม่มีใครกล้าแอบหลับ เพราะพวกเขานั้นรู้ดีว่าหากหลับไปคงจะไม่มีโอกาศได้ตื่นขึ้นมาอีก เนื่องจากทหารโรฮานนั้นเหมือนภูติผีที่เดินเข้ามาเข่นฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ


การถูกลอบจู่โจม2ครั้งที่ผ่านมา มีทหารแห่งกองทัพศาสนจักรล้มตายไปนับแสน และยังมีคนที่บาดเจ็บจากการถูกรมควันพิษอีกหลายหมื่น ทำให้ทุกๆคนนั้นมีขวัญกำลังใจตกลงถึงขีดสุดผิดกับตอนที่ยกทัพมาทีแรกที่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถเอาชนะโรฮานได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ตอนนี้พวกเขานั้นกลับคิดว่าโรฮานไม่ใช่ปลาบนเขียงที่รอขอดเกล็ดเพื่อนำไปต้มยำทำแกงได้ตามใจชอบอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นผีร้ายที่ไม่อาจจับต้องได้และไม่อาจเอาชนะได้


ท่ามกลางความมืดมิดที่เงียบสงบ เสียงเป่าหลอดเขาพลันดังขึ้นในช่วงเวลาที่กองทัพศาสนจักรนั้นไม่อยากได้ยินที่สุด


“หวูด……..หวูด……..”


เสียงเป่าหลอดเขาที่ทุ้มต่ำดังไปทั่วบริเวณ ทหารที่เพิ่งจะหลับไหลไปของกองทัพศาสนจักรพากันตื่อนขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว


“ตื่นขึ้นเร็ว!! พวกมันมาแล้ว!! กองทัพโรฮานมาแล้ว!!”


เสียงปลุกของทหารศาสนจักรดังไปทั่วทั้งค่าย ไม่นานนักเหล่าทหารก็ลากสังขารที่เหนื่อยล้ามาจัดทัพเข้าแถวรอคอยการโจมตีของศัตรู


แต่จนแล้วจนรอดกองทัพโรฮานนั้นก็ไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น มีเพียงแต่เสียงเป่าหลอดเขาที่ยังคงดังต่อเนื่องโดยที่ดังมาจากหลายทิศทางจนไม่สามารถระบุตำแหน่งได้


แม่ทัพอาริโก้ลากสังขารที่ย่ำแย่ออกมาดูเหตุการ เพราะเขานั้นถูกควันพิษเล่นงานไปเต็มๆ ถึงแม้อาการของเขาจะดีขึ้นบ้างแล้ว แต่เขานั้นยังไม่สามารถขยับได้เต็มที่ เพียงแค่เดินและทรงตัวให้มั่นก็เต็มกลืนแล้ว


“เฝ้าระวังทั้ง4ทิศ หากพบเห็นศัตรูให้รายงานมา”


แม่ทัพอาริโก้ป่วยแต่ตัว แต่มันสมองและประสบการของเขายังคงใช้ได้ดีอยู่ เขานั้นยังคงมีทหารมากกว่าโรฮาน หากตั้งรับให้มั่นคง แม่ทัพอาริโก้ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าเขานั้นจะยังสามารถต้านรับหรือบดขยี้กองทัพโรฮานให้สิ้นซากได้


ในที่สุดหลังจากที่รอคอยอยู่นาน กองทัพโรฮานก็เดินทัพมาอย่างช้าๆทางตะวันตก แล้วหยุดทัพอยู่ห่างจากค่ายของกองทัพศาสนจักรประมาณ1กิโลเมตรแล้วจัดทัพที่เป็นทหารม้าทั้งหมดกันตรงนั้น


-ทัพม้าทั้งหมดรึ มิน่าล่ะถึงได้รวดเร็วนัก แต่หากหยุดการวิ่งของทหารม้่าได้พวกแกก็จบ-


แม่ทัพอาริโก้คิดหาวิธีการรับมือทหารม้า หากพวกเขานั้นเปิดฉากบุก กองทหารม้าของโรฮานที่ชูคบไฟจนทุ่งหญ้าสว่างไสวไปทั่วนั้นก็จะเดินหน้าเข้ามาไล่ล่าสังหารกองทัพศาสนจักรทันที แต่หากตั้งรับอยู่อย่างนี้กองทหารม้าก็จะไม่สามารถแสดงขีดความสามารถได้อย่างเต็มที่


แต่จนแล้วจนรอดกองทัพโรฮานนั้นก็ไม่เปิดฉากบุกโจมตี แถมยังลงมาจากหลังม้าพลางนั่งพักกันอย่างสบายใจเย้ยสายตาของกองทัพศาสนจักรที่อุตส่าห์ถ่างตารอยิ่งนัก


“อุเหม่!!ทำไมไม่บุกเข้ามาสักทีวะไอ้พวกนรกส่งมาเกิด!!”


เสียงก่นด่าของทหารศาสนจักรคนหนึ่งที่ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้นนั้นดังขึ้นมา เพราะทหารโรฮานนั้นไม่มีทีท่าจะโจมตีแต่อย่างใดและปล่อยให้หองทัพศาสนจักรที่เหน็ดเหนื่อยตั้งตารอต่อไปอย่างหงุดหงิด


แม่ทัพอาริโก้เองก็อยากจะออกคำสั่งโจมตีเพื่อหยั่งเชิงดูใจจะขาด แต่กองทัพโรฮานที่เบื้องหน้าของเขานั้นลึกลับเกินไป เพราะอยู่ห่างออกไปถึง1กิโลเมตรและเห็นเพียงเงาลางกับแสงไฟจากคบไฟจำนวนมากเท่านั้นแต่กลับไม่รู้จำนวนที่แท้จริง และอาจจะเป็นกับดักก็เป็นได้


ในตอนที่แม่ทัพอาริโก้กำลังตัดสินใจว่าจะส่งกองทัพม้าที่เขามีเหลืออยู่40000คนนั้นไปลองหยั่งเชิงกับศัตรูที่ทำตัวมีลับลมคมในนั้น เสียงเป่าหลอดเขาของกองทัพโรฮานก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยแสงไฟจำนวนมากมุ่งมายังทิศเหนือของค่ายของกองทัพศาสนจักรที่กำลังตื่นตกใจ


“ทิศเหนือ!!ได้อย่างไรกัน พวกมันแบ่งทัพอย่างนั้นรึ!!”


แม่ทัพอาริโก้รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะกองทัพโรฮานที่กำลังเดินทัพมาจากทิศเหนือนั้นก็มีกำลังไม่ต่างจากกองทัพโรฮานที่กำลังตั้งทัพหยุดนิ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวค่าย ทำให้เขานั้นสับสนเป็นอย่างมากว่ากองทัพโรฮานนั้นจะมาไม้ไหนกันแน่


โดยปรกติแล้ว หากกองทัพที่มีจำนวนน้อยต้องทำสงครามกับทหารที่มีจำนวนมากนั้น มักจะเน้นการตั้งรับอยู่ภายในปราสาทที่แข็งแกร่งเพื่อชดเชยจุดด้อยเรื่องจำนวน แต่กองทัพโรฮานกลับไม่ทำอย่างนั้นแถมยังลอบโจมตีกองทัพศาสนจักรที่มีกำลังมากกว่าเกือบๆ3เท่าจนสะบักสะบอมเละเทะ และทำให้กองทัพศาสนจักรต้องตกอยู่ในสภาพที่โทรมสุดขีดทั้งร่างกายและจิตใจ


เหล่าทหารของกองทัพศาสนจักรนั้นต่างก็กำลังตื่นกลัว ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขาที่เคยแน่วแน่นั้นกำลังสั่นคลอน เพราะพวกเขานั้นไม่เคยที่จะต้องพบศัตรูที่แข็งแกร่งปานนี้มาก่อน และยังมีเสียงล่ำลือหนาหูว่าผู้ในแห่งโรฮาน ไอแซ๊ค อาร์เนเซ่นนั้นไม่เพียงแต่ได้รับพลังจากปีศาจเท่านั้น แต่ตัวของผู้นำของโรฮานนั่นเองที่เป็นปีศาจชื่อนอสเฟอราตูที่ว่ากันว่าเป็นอมตะไม่มีวันตายนั่นเอง


ความหวาดกลัวยิ่งเข้าเกาะกุมจิตใจของเหล่าทหารแห่งกองทัพศาสนจักรยิ่งขึ้นไปอีก เพราะพวกเขานั้นได้ยินเสียงเป่าหลอกเขาอีกครา และทางทิศใต้นั้นก็มีกองทัพโรฮานเดินทัพมาอย่างช้าๆ ทำให้ค่ายของกองทัพศาสนจักรนั้นถูกล้อมเอาไว้3ทิศทางแล้วในตอนนี้


“หากพวกมันปิดล้อมที่ทิศตะวันออกด้วยพวกเราก็หมดทางหนีโดยสิ้นเชิงเลยน่ะสิ”


ทหารคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความหวาดกลัวเพราะการถูกปิดล้อมนั้นก็หมายความว่าพวกเขานั้นหมดทางถอยหนีแล้ว


“อย่าไปสนใจ!! กองทัพพวกมันมีประมาณ200000คน พวกเรามีคนตั้ง400000มากกว่าพวกมัน2เท่า หากจะฝ่าออกไปก็ทำได้อยู่แล้ว”


แม่ทัพอาริโก้รวบรวมเรี่ยวแรงที่ถดถอยไปทุกขณะตะโกนเพื่อปลุกขวัญทหารที่กำลังมีท่าทีเสียขวัญอย่างเห็นได้ชัดเพราะการถูกล้อม แต่แม่ทัพอาริโก้กลับสงบเยือกเย็นและประเมินว่ากองทัพของตนนั้นยังมีทหารเหลืออยู่390000คน แต่ที่สามารถทำการรบได้นั้นมี330000คน นอกนั้นอีก60000คนยังคงติดพิษรบไม่ไหว แต่กระนั้นเขาเองก็ยังคงมีทหารมากกว่ากองทัพโรฮานอยู่ดี


แต่ในตอนนั้นเองแม่ทัพอาริโก้ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ และเขาเองก็รู้ตัวในที่สุดว่าตัวเขานั้นกำลังตกหลุมพลางเข้าเสียแล้ว


-บ้าที่สุด พวกมันบีบให้เราเคลื่อนไหวนี่เอง เจ้าช่างร้ายกาจนักนอสเฟอราตู ยกกำลังมาล้อมบีบให้ฉันตัดสินใจถอยทัพหรือไม่ก็เปิดฉากโจมตีสินะ แต่แย่หน่อยที่ฉันรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของแกแล้ว-


แม่ทัพอาริโก้คาดเดาการกระทำของกองทัพโรฮานภายใต้การบังคับบัญชาของไอแซ๊คที่ได้รับฉายาที่น่าสะพรึงกลัวว่านอสเฟอราตูออกมาแล้วสั่งการทันที


“แบ่งกำลังตั้งรับทั้ง4ด้าน ให้พลหอกและโล่อยู่แถมหน้าสุด รอรับการโจมตีของทหารโรฮาน พวกเราคือผู้ที่ได้รับพรอันประเสริฐจากพระผู้เป็นเจ้า ต่อให้เป็นปีศาจอมตะก็ไม่มีทางโค่นล้มกองทัพศาสนจักรอันศักดิ์สิทธิ์ไปได้”


สิ้นเสียงของแม่ทัพอาริโก้ เหล่าทหารของกองทัพศาสนจักรที่กำลังสับสนกลับฮึกเหิมขึ้นมาทันที แล้วแบ่งกำลังตั้งรับทั้ง4ด้านจนเหมือนกับกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งเสร็จอย่างรวดเร็ว


“ขอข้าดูหน่อยเถิดนอสเฟอราตู ว่าเจ้าจะมาไม้ไหนถ้าเจอแบบนี้เข้าไป”


แม่ทัพอาริโก้พูดออกมาด้วยความมั่นใจ และในตอนนั้นเองก็มีเสียงเป่าหลอดเขามาจากทางทิศตะวันออกและกองทัพโรฮานก็ปรากฏตัวที่ทิศตะวันออกตามที่เขานั้นคาดการเอาไว้


“พวกมันบีบให้พวกเราถอยทัพหรือบุกโจมตี พวกมันต้องวางกับดักเอาไว้แน่ แต่หากพวกเราตั้งรับอยู่กับที่

พวกมันก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้”


เสียงตะโกนของแม่ทัพอาริโก้ที่แหบแห้งลงไปนั้นดังขึ้นเพื่อปลุกขวัญกำลังใจของทหารกองทัพศาสนจักรอย่างต่อเนื่อง และในตอนนี้ทุกๆก็มีขวัญและกำลังใจเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะรับการโจมตีแล้ว


แต่จนแล้วจนรอด กองทัพโรฮานนั้นก็ไม่ทำการบุกโจมตีและตั้งทัพห่างไป1กิโลเมครตามเดิมโดยที่ไม่ได้เคลิ่อนไหว หมากตานี้ทำเอากองทัพศาสนจักรที่ตั้งตารอคอยถึงกับรู้สึกหงุดหงิด


“เข้ามาสิวะไอ้พวกนอกศาสนา!! มารับการลงโทษจากพระเจ้าซะดีๆ”


“ง่วงโว้ย!! รีบๆบุกเข้ามาซักทีสิวะ”


“จะให้พวกข้ารอไปถึงชาติหน้ารึไง!! ถ้าไม่บุกข้าไปนอนแล้วนะเฮ้ย!!”


เสียงตะโกนก่นด่าและสาบแช่งดังมาจากกองทัพศาสนจักรดังมาไม่ขาดสาย เพราะทุกๆคนนั้นต่างก็รู้สึกหงุดหงิดที่ไม่ได้รบขั้นชี้ขาดทั้งๆที่เห็นศัตรูอยู่ตรงหน้า บวกกับความง่วงและเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้นอนพักมา2วันติดต่อกัน


แต่ดองทัพโรฮานก็ไม่เคลื่อนไหว และยังคงอยู่อย่างสงบนิ่งไร้ท่าทีดังเดิม นั่นยิ่งทำให้ทหารของกองทัพศาสนจักรยิ่งเพิ่มระดับความหงุดหงิดขึ้นไปอีก


“ท่านแม่ทัพอาริโก้ ได้โปรดส่งทหารม้าไปลองหยั่งเชิงพวกมันดูหน่อยเถิด พวกทหารต่างก็กำลังไม่พอใจที่ต้องรออยู่อย่างนี้นะครับ ถ้าปล่อยเอาไว้อย่างนี้จะแย่เอานะครับท่านแม่ทัพ”


ทหารคนสนิทคนหนึ่งของแม่ทัพอาริโก้พูดออกมาเพราะเขานั้นทนความกดดันที่มีต่อสถานการในตอนนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว และทหารคนอื่นๆก็เช่นกัน


แม่ทัพอาริโก้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขานั้นก็ตอบกลับไปยังทหารคนสนิทที่กำลังกระสับกระส่าย


“ส่งกองทัพม้าทั้งหมดออกไปโจมตีที่ทิศตะวันตก และให้ถอยกลับมาทันทีหากเริ่มเพี่ยงพล้ำ”


แม่ทัพอาริโก้ตัดสินใจที่จะลองหยั่งเชิงดู เพราะเขานั้นก็เชื่อว่ากองทัพม้าของตนเองนั้นสามารถที่จะหยั่งเชิงกองทัพโรฮานได้อย่างเหลือเฟือ เพราะจากการข่าวกองทัพโรฮานนั้นมีกำลังทั้งสิ้นประมาณ200000คน และตอนนี้ก็กระจายกำลังเป็น4ส่วนเพื่อปิดล้อมค่ายกองทัพศาสนจักรทั้ง4ด้าน

นั่นเท่ากับว่าในด้านหนึ่งจะมีทหารม้าโรฮานอยู่ประมาณ50000คน สูสีกับกองทหารม้าศาสนจักรที่มีเหลืออยู่ในตอนนี้ จึงไม่น่าที่จะพ่ายแพ้โดยง่าย และหากโชคดีก็อาจจะได้รับชัยชนะเลยก็เป็นได้


หลังจากที่แม่ทัพอาริโก้ออกคำสั่ง กองทหารม้าแห่งศาสนจักรที่ถือหอกยาวมือเดียวทั้งหมด40000คนก็ตั้งแถวพร้อมออกไปโจมตีหยั่งเชิงกองทัพโรฮานที่ทิศตะวันตก


“จงจำเอาไว้ หากเริ่มเพี่ยงพล้ำก็ให้ถอยกลับมาทันที เข้าใจนะ”


แม่ทัพอาริโก้ตะโกนสั่งการแม่ทัพทหารม้าที่กำลังจะออกโจมตีเพื่อย้ำเตือนอีกครั้ง


“ครับท่านแม่ทัพอาริโก้ โจโม่คนนี้จะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องผิดหวัง”


โจโม่แม่ทัพทหารม้าคนใหม่ที่มาแทนเฟเดริโก้ที่ถูกย่างสดตายไป กล่าวออกมาอย่างมั่นใจ


สิ้นเสียงตอบรับของโจโม่ กองทัพม้าทั้งหมดของกองทัพศาสนจักรทั้ง40000คนก็ควบม้าออกไปเพื่อบุกโจมตีทหารโรฮานที่ปิดล้อมอยู่ทางทิศตะวันตกทันที


…………………………………………………………….


“ท่านแม่ทัพมาเยด้าครับ ศัตรูบุกจู่โจมมาทางเราแล้วครับ เป็นทหารม้าจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่มาอย่างรวดเร็วครับ”


ทหารคนหนึ่งรายงานต่อมาเยด้าที่รับหน้าที่บัญชาการกองทัพโรฮานในทิศตะวันตก


“ทำตามแผนได้”


มาเยด้าพูดออกมาเพียงคำเดียว กองทหารม้าโรฮานก็พากันกระโดดขึ้นหลังม้าพร้อมรบอย่างรวดเร็ว


มาเยด้ามองไปยังศัตรูที่กำลังใกล้เข้ามา แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามของมาเยด้า

………………………………………………………………


โจโม่แม่ทัพทหารม้าแห่งศาสนจักรนั้นกำลังควบม้านำหน้ากองทหารม้า40000คนพุ่งเข้าใส่กองทัพทหารม้าไม่ทราบจำนวนของโรฮานอย่างรวดเร็ว เขานั้นยินดีที่ได้โอกาศแสดงฝีมือเป็นอย่างมาก เพราะเขานั้นเป็นเพียงพลทหารเมื่อตอนที่เข้ามาร่วมกองทัพศาสนจักรเมื่ออายุได้18ปี ผ่านไป10ปีเขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพทหารม้าแห่งกองทัพใหญ่ศาสนจักร


การที่เกิดมาในตระกูลสามัญชนนั้นทำให้โจโม่ต้องทนรับการดูถูกเหยียดหยามเรื่อยมา แต่ในตอนนี้เขานั้นรู้สึกมีหน้ามีตายิ่งนักเมื่อได้รับตำแหน่งแม่ทัพ และตั้งใจที่จะแสดงฝีมือให้เต็มที่


“ทหารม้าแห่งกองทัพศาสนจักร จงไปบดขยี้พวกนอกรีตให้แหลกเละ”


“ครับท่านแม่ทัพ”


โจโม่ตะโกนปลุกขวัญกองทัพม้าของเขา และได้รับเสียงตอบรับดังกระหึ่มจนตัวเขานั้นสั่นสะท้านไปด้วยความรู้สึกที่ภาคภูมิใจ


ทัพม้าของศาสนจักรพุ่งคืบหน้าไปจนห่างทัพม้าโรฮานที่หยุดนิ่งเรียงหน้ากระดานกันอยู่เพียงแค่200เมตร หากยังคงพุ่งคืบหน้าต่อไป ทัพม้าที่เร่งความเร็วเต็มที่ของโจโม่ก็จะพุ่งเข้าไปใช้หอกยาวทิ่มแทงสังหาร

ทัพม้าโรฮานที่ไม่ขยับไปไหนจนพินาจสิ้น


แต่ในตอนนั้นเองทัพม้าโรฮานกลับแยกออกเป็นสองส่วนแล้วพุ่งออกไปทางซ้ายขวาปล่อยให้กองทัพม้าของศาสนจักรต้องทิ่มแทงเป้าลมไป แล้วพุ่งเลยแนวของกองทัพม้าโรฮานไป


“วกกลับไป!! กลับไปฆ่า...เฮ้ย!!”


แม่ทัพโจโม่ที่กำลังสั่งให้กองทัพม้าของเขาวกกลับไปโจมตีอีกครั้งเห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดจนร้องอุทานออกมา เพราะเขานั้นได้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกองทัพม้าที่ยืนเรียงหน้ากระดานเพื่อซ่อนสิ่งนี้เอาไว้ นั่นคือดงหอกยาวที่ปักเฉียงไปหากองทัพม้าศาสนจักรแบบถี่ยิบ


“หยุดว้อยยยยยยยยย!!”


โจโม่ร้องเสียงหลงตะโกนสั่งลูกน้องที่วิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วสูง ตัวเขานั้นหยุดทันก่อนที่จะถูกหอกยาวเสียบเอา แต่ก็มีทหารหลายคนที่หยุดไม่ทันแล้วพุ่งไปถูกหอกยาวเสียบตายอย่างน่าอนาถ


“ไอ้พวกโรฮานสารเลว พวกแกต้องชด…..”


โจโม่ที่กำลังจะสบถด่าทัพม้าโรฮานที่วางกับดักไว้ก็หยุดคำพูดไว้ เพราะเขานั้นสังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่ด้านข้างทั้งสองข้างของเขา


นั่นคือทหารราบเกราะหนักจำนวนมากที่สวมใส่เกราะตั้งแต่หัวจรดเท้าพร้อมกับถือดาบใหญ่เดินมาช้าๆจากทั้งสองทางแล้วเปิดฉากโจมตีทันที


“ฟัน!!”


สิ้นเสียงคำสั่ง กองทหารราบเกราะหนักก็ฟันดาบขนาดใหญ่ลงไปยังทหารม้าศาสนจักรที่อยู่นิ่งกับที่ พลังดาบอันรุนแรงแหวกอากาศออกไปสับทหารม้าที่เพิ่งจะโล่งใจเพราะรอดจากคมหอกมาได้หวุดหวิด


“อ๊ากกกกกก!!”


“แขนฉัน!! แขนฉัน!!”


“ถอยเร็ว!! หลบไปสิวะอย่าขวางทาง อ๊ากกกกกก!!”


ดาบยาวนั้นถูกทหารราบเกราะหนักฟันลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวะ พอแถวหน้าฟันลงไป แถวหลังก็คืบหน้ามาฟันต่อโดยที่แถวหน้ายังไม่ทันได้ยกดาบขึ้นมาเตรียมพร้อมด้วยซ้ำ และสลับกันฟันอย่างสามัคคี

นี่คือทหารราบเกราะหนักที่เป็นอาวุธร้ายอย่างหนึ่งของกองทัพโรฮาน


เสียงร้องที่เจ็บปวดทรมารของทหารม้าศาสนจักรที่ถูกห่าคมดาบแยกสังขารนั้นดังระงมไปทั่วบริเวณ

โจโม่เองก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่งแต่ในที่สุดเขานั้นก็ได้สติ


“ถอยกลับไป!! ถอยกลับไปที่ค่ายเดี๋ยวนี้!!”


โจโม่เลือกที่จะถอยกลับไป เพราะเขานั้นกำลังเพี่ยงพล้ำและไม่มีทางสู้ได้เลย เพราะทหารม้าศาสนจักรนั้นใช้หอกยาวที่ต้องอาศัยแรงส่งจากการวิ่งของม้าในการโจมตี แต่ตอนนี้กองทหารม้าของเขานั้นกำลังอยู่นิ่งกับที่ หอกยาวที่เคยเป็นอาวุธร้ายนั้นก็กลายเป็นเทอะทะและใช้ป้องกันดาบยามของทหารม้าเกราะหนักไม่ได้เลย


“ท่านแม่ทัพ ทางถอยถูกปิดตามแล้วครับ จะทำอย่างไรดี”


ทหารคนสนิทของโจโม่ตะโกนออกมาเมื่อมาเยด้านำกองทหารม้ามาปิดทางหนีของทัพศาสนจักรเอาไว้แล้วเริ่มเปิดฉากยิงธนูใส่อย่างดุเดือด


“ยิงใส่ตรงกลางทัพ ทางปีกปล่อยให้เป็นหน้าที่ทหารม้าเกราะหนัก”


มาเยด้าชี้ดาบออกคำสั่ง แล้วทหารม้าโรฮานที่มีอาวุธหลากหลายทั้งหอกดาบและธนู ก็เปลี่ยนมาใช้ธนูทดแรงยิงเข้าใส่ทัพม้าศาสนจักรที่พยายามจะหนีจนถอยร่นกลับไปรวมตัวกันเป็นกระจุก


หากเป็นเช่นนี้ต่อไป กองทัพม้าศาสนจักรก็จะถูกฆ่าตายจนหมด โจโม่จึงสั่งการก่อนที่จะสายเกินไป


“บุกทะลวงออกไป!! กลับไปยังค่าย!! ถ้าอยู่ที่นี่ก็ตาย ไป!!”


แม่ทัพโจโม่ควบม้าพุ่งไปยังมาเยด้าแล้วทันใดนั้นกองทหารม้าศาสนจักรที่เหลืออยู่ทุกคนก็ควบม้าตามไปทันที แต่ก่อนที่จะเร่งความเร็วได้ ทหารม้าโรฮานที่กำลังยิงธนูห่างออกไป50เมตรอยู่กลับชิงออกตัวก่อนแล้วเก็บธนูชักดาบออกมาทุกคน จากนั้นก็เริ่มทำการประทะในระยะประชิดทันที



“พวกมันเป็นทหารม้าธนูไม่ใช่หรือ!! ทำไมถึงรบระยะประชิดได้ด้วย!!”


โจโม่กล่าวอย่างประหลาดใจ เพราะกองทัพม้าของโรฮานนั้นสามารถพลิกแพลงรูปแบบการรบได้ในชั่วพริบตาเดียว และทำลายความหวังที่จะหลบหนีของโจโม่ไป


ทหารม้าของศาสนจักรนั้นถูกล้อมจนหมดทางหนี ข้างหน้าคือทหารม้าโรฮานที่กำลังใช้ดาบไล่สังหารอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน กองทัพม้าของศาสนจักรที่ใช้หอกยาวนั้นไม่ใช่คู่มือแต่อย่างใด หากจะหวดทหารม้าโรฮานให้ร่วงจากหลังม้าสักคน ทหารม้าศาสนจักรก็ต้องสังเวยชีวิตแลกไปถึง10-20คนกว่าจะได้มา

ส่วนข้างหลังนั้นเป็นดงหอกยาวไม่สามารถผ่านไปได้ และทั้งสองข้างก็มีทหารราบเกราะหนักที่ยังกระหน่ำฟันอย่างไม่หยุดยั้ง จนกองทัพม้าของศาสนจักรนั้นลดลงเรื่อยๆ และในตอนนี้ก็เหลือเพียง1ใน4แล้ว


“ฝ่าออกไป!! ฝ่าออกไปให้ได้!!”


โจโม่ตะโกนสั่งการพลางใช้หอกยาวปัดป้องดาบที่ทหารม้าโรฮานกระหน่ำฟันมา บนตัวเขานั้นมีรอยแผลยาวๆอยู่สองเส้นแต่ไม่ลึกมากนัก แต่ในตอนนั้นเองเขาก็ได้พบกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ


สิ่งที่โจโม่ได้เห็นนั่นคือเทพธิดากลางสมรภูมิรบ เธอคนนั้นอยู่ตรงหน้าของโจโม่พอดี แล้วฟันดาบโค้งเข้าใส่โจโม่อย่างดุดัน


เคร้ง!!


โจโม่ยกหอกยาวขึ้นมารับคมดาบก่อนที่ดาบยาวของมาเยด้าจะผ่าหัวของเขาเป็นเสี่ยง


“เกือบไปแล้ว!! สาวน้อยนี่ไม่ใช่ที่ๆผู้หญิงอย่างเธอจะ….จ๊ากกกกกก!!”


โจโม่แหกปากร้องออกมา เพราะมาเยด้าที่กดคมดาบลงบนหอกยาว อยู่ๆก็หงายคมดาบไปทางซ้ายแล้วฟันนิ้วมือข้างขวาของโจโม่ขาดหมดทุกนิ้ว


“ราตรีสวัสดิ์”


มาเยด้าพูดพลางใช้ดาบโค้งฟันเข้าที่ลำคอของโจโม่ที่หอกหลุดจากมือ เธอไม่เชิงฟันหัวของโจโม่จนขาด

แต่ก็ลึกจนหัวนั้นห้อยลงมาแต่ไม่หลุดออกมาจากลำตัว แล้วเลือดก็พุ่งออกมาจากลำคอของโจโม่


“ท่านแม่ทัพโจโม่ตายแล้ว!! พวกเรายอมแพ้เถอะ!! ขืนสู้มีหวังตายเปล่า!!”


แม่ทัพคนสนิทของโจโม่ตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว เพราะแม่ทัพนั้นคือศูนย์กลางของกองทัพ หากแม่ทัพตายไปกองทัพนั้นก็เท่ากับว่าพ่ายแพ้แล้ว


“ยอมแพ้แล้ว!! พวกเรายอมแล้ว!!”


“อย่าทำข้า!! ข้าวางอาวุธแล้วนะ”


เหล่าทหารของศาสนจักรพากันวางอาวุธแล้วกระโดดลงจากหลังม้ามาคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อยอมแพ้ เพราะพวกเขานั้นไม่มีทางสู้ได้และกำลังหวาดกลัว ทหารม้าของศาสนจักรที่เหลืออยู่ประมาร10000คนนั้นก็ยอมแพ้ทั้งหมด


“ทหารโรฮาน!! ยังจำคำสั่งของท่านผู้นำได้หรือไม่!!”


มาเยด้ายกดาบขึ้นแล้วตะโกนออกมา


“ยังจำได้!!”


ทหารโรฮานตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพียงกัน


“บอกให้กองทัพศาสนจักรที่ยอมแพ้แล้วให้ฟังเอาบุญซะ!!”


มาเยด้าตะโกนพลางชี้ดาบไปยังทหารม้าศาสนจักรที่พากันนั่งคุกเข่ายอมจำนน


“ไม่ปราณี!! ไม่จับเป็น!!”


ทหารโรฮาน50000คนตะโกนออกมาพร้อมๆกัน


“ตามนั้นแหละ แย่หน่อยนะคะ…….ฆ่าพวกมันให้หมด!!”


สิ้นเสียงของมาเยด้า กองทัพทหารม้าของศาสนจัก40000คนเมื่อตอนขามา ก็กลายเป็นศพ40000ศพภายใน5นาที



จบตอนที่ 23





















 














































 












 






 












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

3,297 ความคิดเห็น

  1. #2284 Knight of Shadow (@knightmoon) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 มีนาคม 2558 / 09:25
    สู้ๆๆๆๆ
    #2284
    0
  2. #2053 -__- (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 05:26
    คือ ... 5 นาทีมันเร็วเกินไป แล้วราบเกราะหนักที่เอาชนะทหารม้าได้ง่ายๆก็เก่งเกินขีดความสามารถไปตั้งแต่ตอนที่ล้างบางทัพ 3000 คนของมาเยต้าแล้วต่อให้อยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ 10000 ต่อ 40000 ก็ไม่น่าทำได้ขี้ริ้วขนาดนี้นะครับ หรือถ้าเกราะมันจะดีมากฝ่ายตรงข้ามก็ควรมีเหมือนกัน ระดับทัพศักสิทธิ์ 500000 สมควรมีม้าเกราะหนักด้วยซ้ำ
    #2053
    3
    • #2053-2 ๓Sliser๓ (@casinocafe01) (จากตอนที่ 23)
      19 พฤศจิกายน 2558 / 06:51
      มันก็ทำได้นะครับเพราะทหารมันพอๆกันก็คิดแบบประมาณว่า1คนต่อ1คน แถมตอนเข้ามาโดนแทงไปเยอะอีก
      #2053-2
    • #2053-3 คนเพิ่งผ่านมา (จากตอนที่ 23)
      3 ธันวาคม 2558 / 12:51
      ไม่มีทางทำได้ครับ 4หมื่นคนภายใน 5นาที

      มันไม่ได้ยืนแถวเรียง 1 แล้วตัดหัวพร้อมกันซะหน่อย มันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

      ที่โดนปิดล้อม ยังไงก็ต้องมีขัดขืนแน่นอน

      ถึงแม้คุกเข่ายอมแพ้ แต่ถ้าฝ่ายชนะไม่ปล่อยให้รอด ยังไงก็ต้องจับดาบขึ้นสุ้

      มีที่ไหนถ้ารุ้ว่าไม่รอดแน่ ก็ทิ้งดาบ ยอมโดนฆ่าง่ายๆ ไม่มีหรอกครับ

      #2053-3
  3. #1705 lnwsaa (@popsaa123) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 23:36
    จากตอนที่แล้วรู้สึกว่าคนเขียนจะพลัดกันอวยไอแซคกับไอรุด จังเลยนะ

    ที่บอกว่าอะไรถึงแม้ไอแซกจะจะเป็นเจ้าแผนการแต่ไอรุดนั้นมีความพลิกแพลงมากกว่า ใช้อะไรวัดวะครัชช รับไม่ได้อะจะบอกว่าถ้าอยู่นอกเหนือแผนการไอแซคจะกาก งั้นรึ เหอๆเป็นไปไม่ได้อะไอแซคก็รบมาไม่น้อย ถึงจะไม่ได้รบแบบกองโจรเท่าไหร่ก็เหอะ

    แต่ผมไม่คิดว่าคนที่ชอบความสมบูรณ์จะไม่มีแผนสำรองหรอกนะถึงจะไม่มีแผนสำรองแต่ก็ใช่ว่าจะคิดแผนเลยไม่ได้ ไม่เห็นด้วยเลยตรงนี้ที่บอกรุดมันพลิกแพลงเก่งกว่าไอแซค คิดแล้วคิดอีกก็ไม่ใช่ถ้าบอก รุดมันชำนาญการรบกองโจรตอดเล็กตอดน้อยแล้วหนีตักกำลังเรื่อยๆว่าไปอย่าง แต่การรบของไอแซกมันหนีไม่ได้แต่ละครั้งพวกที่มามุ่งมาถล่มเมืองอย่างเดียวถ้าหนีเมืองพัง เพราะงั้นผมคิดว่าไรเตอแม้งอวยพระเอกคู่มากไปละ เหมือนกลัวอีกคนไม่เด่นพลัดกันอวยอะ

    ปล.เพราะโดยส่วนตัวตรุชอบไอแซคมากกว่าเพราะถือว่าพระเอกบทมาก่อนและผมเป็นพวกชอบความสมดุลสมยูรณ์เหมือนกันทำไรไม่ดีไม่ทำทำแล้วต้องหวังผลอะไรแบบนี้
    #1705
    0
  4. #1384 Kwin Teerat (@fetalstate) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 09:23
    Fighto!!!
    #1384
    0
  5. #458 cussendo (@cussendo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2557 / 21:06
    มันมากคับต่อไวๆนะ
    #458
    0
  6. #403 Black22 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 19:57
    ยอดมากกกกก ต่อไวไวนะครับ ^^
    #403
    0
  7. #400 Dexsar (@dexsar) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 19:31
    ต่อไวๆเน้อๆๆ
    #400
    0
  8. #396 mirasugi (@mirasugi) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 18:58
    กว่าจะได้เห็นบทมาเยด้าในสนามรบ...
    #396
    0
  9. #394 ieaz (@penalty2) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 16:55
    สนุกมากครับ
    #394
    0
  10. #391 cussendo (@cussendo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 12:09
    มันมากเลยคับ อัพไวๆนะ
    #391
    0
  11. #390 manima (@seriallicense) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 10:41
    มันส์สุดยอด พระเอกมีโอกาสบุกบ้างแล้ว อ่านแล้วมันส์ในอารมณ์จริงสมกับที่รอมาหลายวัน
    #390
    0
  12. #388 幸男。 (@yukio-omine) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 07:44
    ขอบคุณครับ

    สนุกมากอะ อยากอ่านต่อเร็ว ๆ จังเลย....
    #388
    0
  13. #386 xeliilex (@xeliilex) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 01:04
    ฉลาดดีแล้วที่ไม่จับเป็น เพราะ พวกคลั่งศาสนาไม่ว่าที่ไหนก็อันตรายเพราะไม่มีการแปรภักดิ์-*- 

    ปล อยากเห็นปืนไฟแฮะ ยังไงก็น่าจะมี เพราะ ศาสนจักรน่าจะมีกำลังพลอีกหลายล้านเหมือนสงครามครูเสธ ถ้า
    ไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด คงต้องยืดเยื้อหลายร้อยปีแน่
    #386
    0
  14. #385 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 01:00
    มันก็ไม่ผิด ในเมื่อถ้าไอแซ็คแพ่มันก็กะล้างบางกันอยู่แล้ว สงครามศาสนา พูดง่ายๆก็เงินทั้งนั้น
    #385
    0
  15. #384 BETA14 (@aldalus) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 00:31
    ค้างงงงงงงง
    #384
    0
  16. #383 ReadeR (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 00:22
    รอตอนต่อไป 55
    #383
    0
  17. #382 myเวลจริง (@power13) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 00:10
    ขอบคุณครับ
    #382
    0
  18. #381 dilapidated (@tooney) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 00:09
    40000 ตายหมดใน5นาที !!!  โหดแท้
    #381
    0
  19. วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 23:44
    สุดยอดครับได้อารมณ์มากๆ รมควันพิษสุดยอด ^^

    เเถมตอนนี้มาเยด้าสวยสุดๆเลยครับ เด็ดขาด เเข็งเเกร่ง งดงาม โอ้! เทพีสงครามชัดๆ สมเเล้วเป็นภรรยาคนเเรกของไอเเซ็ค ใาเยด้าจงเจริญ เธอนี่หล่ะนางเอกในดวงใจ ^///^

    ลงต่อไวๆนะครับ ล้างบางมัน เอาให้พวกตัวศาสนจักรกลัวไปเลย 500000 ตายหมดเกลี่ยงไม่กลัวให้รู้ไป ไอฟาเมลโก้ยิ่งช็อคตายเเน่ๆ 
    #380
    0
  20. #379 CodeNamE (@codename-alpha) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 23:24
    โหด...
    แต่ได้บรรยากาศสงครามยุคกลางดีแฮะ
    ต่อไวๆ นะครับ ไรเตอร์
    #379
    0