บันทึกยุทธการสงครามต่างโลก

ตอนที่ 19 : ชำระแค้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    23 ต.ค. 57

ตอนที่ 19 ชำระแค้น



สามวันหลังจากความพ่ายแพ้ เจ้าชาย ยูเนส อัมราบัดนั้นก็ลากสังขารกลับมาถึงเมืองลาซาสของเขาที่เครเทียพร้อมกับทหารประมาณ70000คน


ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้นั้นยังคงฝังลึกในจิตใจของเจ้าชายยูเซฟ ที่รบครั้งแรกก็พ่ายแพ้อย่างหมดท่า จนเมื่อนึกย้อนกลับไปก็ยังกลัวจับใจ


หลังจากที่กลับถึงเมืองเจ้าชายยูเนสนั้นก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ความหวาดกลัวนั้นเข้าเกาะกุมจิตใจของเขา ภาพความตายของแม่ทัพไฟซาลที่ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนนั้นก็ยังไม่จางหายไปจากห้วงมโนสติที่แตกฉานซ่านเซ็นของเขา


เจ้าชายยูเนสนั้นยกแก้วเหล้าองุ่นขึ้นมาดื่มเพื่อที่มอมเมาตัวเองให้หลุดพ้นจากภาพหลอน แต่ยิ่งดื่มเท่าไหร่ เขานั้นก็ยิ่งจมไปกับมันมากเท่านั้น ทั้งๆที่ยังไม่พ้นช่วงเช้า เขานั้นก็เมาหัวราน้ำไปแล้ว


“ใครก็ได้ ไปเอาเหล้ามาอีก”

เจ้าชายยูเนสนั้นสั่งการให้คนรับใช้ที่รออยู่นอกห้องนั้นเอาเหล้ามาเพิ่มความมึนเมาอีก


“องค์ชายยูเนสขอรับ มีรายงานด่วนขอรับ”

เสียงอันเร่งร้อนของพลส่งสารนั้นบ่งบอกความเร่งด่วนของข่าวสารนี้


“อะไรวะ!! พวกโรฮานบุกมารึไงถึงโวยวายไปได้”


เจ้าชายยูเนสตะโกนใส่พลนำสารที่ยืนอยู่นอกห้องอย่างอารมณ์เสีย


“ขอรับ พวกโรฮานบุกมาแล้วขอรับ”


เจ้าชายยูเนสนั้นตกใจจนแก้วเหล้านั้นตกลงกับพื้น


“พวกโรฮาน!! เท่าไหร่ พวกมันมากันเท่าไหร่!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นตะโกนเสียงหลงเมื่อได้ยินว่าทัพโรฮานนั้นบุกมาแล้ว เพื่อแก้แค้น


“กองทัพโรฮานนั้นมีจำนวน 150000 คนขอรับ แล้วก็มุ่งหน้ามาเร็วมาก ในตอนที่รายงานมาถึงนั้นพวกโรฮานก็กำลังเคลื่อนทัพข้ามชายแดนมาแล้วขอรับ”


“เตรียมทหารให้พร้อมรบ ด่วนที่สุด!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นหวาดกลัวกองทัพโรฮานมาก เพราะกองทัพโรฮานนั้นได้ฝังความหวาดกลัวลงในจิตใจของเขาเสียแล้ว


…………………………………………………………….


ไอแซ๊คนั้นเดินทัพมาแบบไม่เร่งรีบอะไร แต่ก็ใช้เวลาน้อยกว่าที่คิดเอาไว้มาก เพราะระหว่างทางนั้น

เขาไม่ถูกโจมตีขัดขวางแต่อย่างใด ในทางกลับกันชาวเครเทียที่ได้ยินข่าวการมาของกองทัพโรฮาน

นั้นต่างก็แสดงความยินดี และก็ต้องการให้ผู้ครองเมืองลาซาสนั้นมีการเปลี่ยนมือ


สาเหตุก็เป็นเพราะการปกครองอย่างป่าเถื่อนขององค์ชายยูเนส ที่เรียกเก็บภาษีอย่างหนัก รวมทั้งระบบตุลาการที่เอนเอียงเข้าข้างพวกพ้องอย่างเห็นได้ชัด หากมีขุนนางหรือทหารกระทำผิด ก็มักจะพ้นผิดเสมอไป นอกจากนั้นเหล่าคนชั้นสูงหรือเศรษฐีผู้มั่งมีที่มีสายสัมพันกับเจ้าชายยูเนสนั้นต่างก็

ได้รับผลประโยชน์ แต่กับชาวบ้านเดินกินกินแกงร้อนนั้น แทบจะไม่มีสิทธิมีเสียงอันใดเพียงแค่ทำงาน

หาเลี้ยงชีพก็ย่ำแย่จนแทบจะไม่มีกิน


เมื่อไม่เหลือทางรอดให้กับชาวบ้าน ก็เป็นที่แน่นอนว่าชาวบ้านนั้นก็จะเอาใจออกห่างเช่นกัน ไอแซ๊คนั้นจึงได้รับการต้อนรับในฐานะวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยชาวลาซาสให้พ้นจากเงื้อมมือของจอมทรราช

เจ้าชายยูเนสนั่นเอง


กองทัพโรฮานนั้นตั้งค่ายพักกันที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในเขตเมืองลาซาส ประเทศเครเทีย

หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านอัคคาบาล ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองลาซาสเพียงระยะเวลาเดินเท้า

เพียง1วันเท่านั้น


ไอแซ๊คนั้นได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากผู้ใหญ่บ้านที่มีชื่อว่าฮามาน ซึ่งเชื้อเชิญให้ไอแซ๊คและ

เหล่าแม่ทัพไปดื่มชาที่บ้านของเขา


ไอแซ๊คนั้นก็ตอบรับ เขาจึงสั่งการให้ทหารนั้นหยุดพักและตั้งกระโจม ส่วนเขานั้นนำรุดและมาเยด้า

ตามมาเท่านั้น หลังจากที่ไอแซ๊คนั้นเดินตามผู้ใหญ่บ้านฮามานไปสักพัก เขาก็มาถึงบ้าน2ชั้นที่ชั้น1สร้างขึ้นมาจากหิน แต่ชั้นบนนั้นเป็นไม้ขนาดใหญ่ แล้วผู่ใหญ่บ้านฮามานก็เชิญแขกทั้งหมดเข้าไปข้างใน


ไอแซ๊ค รุด และมาเยด้านั้นก็นั่งลงบนผืนพรมที่หนานุ่มติดๆกันโดยที่ไอแซ๊คนั้นนั่งอยู่ข้างขวาของผู้ใหญ่บ้านฮามาน ถัดไปทางด้านซ้ายของเขาก็คือมาเยด้า และท้ายสุดก็เป็นรุด  ที่เบื้องหน้าของพวกเขานั้นก็มีโต๊ะที่สูงประมาณ40เซนติเมตรอยู่คนละตัว ส่วนฝั่งตรงข้ามของไอแซ๊คนั้นก็มีชาวบ้าน

นั่งอยู่อีก3คน


“เชิญท่านนอสเฟอราตูดื่มชาก่อนเถิด”


ไอแซ๊คนั้นสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นถึงเรียกหาเขาว่านอสเฟอราตู หรือท่านผู้ใหญ่บ้านนั้นไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของชื่อๆนี้ ที่หมายถึงปีศาจอมตะ


ฮามานผู้เฒ่านั้นยื่นถ้วยชาที่มีลักษณะเหมือนชามข้าวให้แก่ไอแซ๊ค ไอแซ๊คนั้นก็รับมาจากมือของผู้ใหญ่บ้าน แล้วทำท่าจะยกดื่ม แต่มาเยด้ากลับยกมือห้ามเอาไว้ แล้วยื่นมือมาขอถ้วยชาจากไอแซ๊ค

เขานั้นจึงยื่นถ้วยชาให้กับมาเยด้าอย่างุงนงง


มาเยด้านั้นเมื่อรับถ้วยชามาจากไอแซ๊คเธอก็ส่งต่อไปให้กับรุด ทำให้ไอแซ๊คนั้นเข้าใจในที่สุดว่า

นี่คือทำเนียมปฏบัติของชาวเครเทียนั่นเอง หลังจากที่ไอแซ๊คนั้นรับถ้วยชามาอีกเขาก็ยื่นส่งต่อมาเยด้าอีกครั้ง แล้วถ้วยสุดท้ายนั้นจึงเป็นของเขา


“ท่านหญิงท่านนี้ ดูเหมือนว่าจะรู้ทำเนียมของชาวเครเทียเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าแม่นางเป็นใครกันรึ”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นฑุดอย่่างยิ้มแย้มเพราะดีใจที่มาเยด้านั้นทำตามประเพณีเครเทียได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งการวางตัวหรือกริยาท่าทาง


“ฉันมีชื่อว่า มาเยด้า ฟาริด อาร์เนเซ่น เป็นอดีตแม่ทัพของเครเทีย และเป็นภรรยาของท่านไอแซ๊ค

อาร์เนเซ่น ผู้นำแห่งโรฮานค่ะ”


มาเยด้านั้นแนะนำตัวเอง แต่เหล่าเจ้าบ้านนั้นกลับมีสีหน้าตกใจ


“ท่านคือ แม่ทัพม้ามาเยด้าอย่างนั้นหรือ ช่างงามสมคำร่ำลือจริงๆ”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นได้ยินเรื่องราวของมาเยด้ามาก่อนแล้ว และมีเสียงร่ำลือกันว่าแม่ทัพมาเยด้านั้น

นอกจากจะเก่งกาจในเชิงรบแล้ว ยังมีรูปโฉมงงดงามปานเทพธิดาอีกด้วย ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นเมื่อได้เห็นกับตาแล้วก็รู้สึกว่าคำเล่าลือนั้นไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย


“ส่วนท่านนี้คือ…….”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นมองไปยังรุดแล้วถามอกมา


“ผมคือ รุด คอเนเรียส แม่ทัพแห่งโรฮาน ยินดีที่ได้รู้จักครับ ท่านผู้ใหญ่บ้าน”


“ปีศาจจิ้งจอกแห่งป่าดำ!! ผู้สังหารเจ้าชายยูเซฟและสังหารทหารเครเทียอีก100000คน!!”


เหล่าเจ้าบ้านนั้นถึงกับทำท่าหวาดผวาเมื่อได้ยินชื่อของรุด


ที่เรื่องราวของรุดและไอแซ๊คนั้นถูกแต่งเติมไปจนเกินจริงนั้น ก็เนื่องมาจากการข่าวแบบปากต่อปากที่มักจะมีการปั้นเสริมเติมแต่ง และทางการของเครเทียนั้นก็รายงานถึงความน่ากลัวของรุดและไอแซ๊ค

เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าศัตรูของพวกเขานั้นไม่ผิดกับสัตว์ประหลาดเพื่อที่จะลดความผิดและเสียงติฉินนินทาที่จะตามมาเพราะแพ้สงคราม


“.....เอาเป็นว่าใช่ก็ได้ครับ”


รุดนั้นตอบแบบเซ็งๆ เพราะอยู่โรฮานก็ถูกเรียกเป็นหมี พอมาที่นี่ดันถูกเรียกว่าปีศาจ


“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ผมมีข้อสงสัยอยากจะขอถามสักสองสามข้อ ไม่ทราบว่าจะตอบได้หรือไม่”


ไอแซ๊คนั้นตัดบทการสนทนาที่น่าเบื่อออกไป แล้วเข้าประเด็นสำคัญ


“เชิญเลยท่านนอสเฟอราตู อยากถามอะไรว่ามาเลย”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นตอบกลับมา


“เหตุใดจึงช่วยเหลือผู้รุกรานอย่างกองทัพโรฮาน...ทำไม”


“เพราะท่านนั้นคือผู้ที่พระเจ้านั้นส่งมาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของชาวเมืองลาซาสอย่างไรล่ะ

ท่านนอสเฟอราตู”


“เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนั้นดื่มชาที่ใส่นมจนข้นคลั่กจิบหนึ่งแล้วจึงหันมายิ้มให้กับไอแซ๊ค


“ท่านนอสเฟอราตู ท่านนั้นเป็นคนไกล แต่ว่าชื่อเสียงของท่านนั้น ได้ขจรขจายไปทั่วทุกแห่งหน

ว่าท่านนั้นเป็นราชาผู้อารีย์ เหล่าไพร่พลใต้ฟ้าของแผ่นดินท่านนั้นต่างอยู่กันอย่างมีความสุข

แต่สิ่งที่ชาวลาซาสนั้นกำลังเผชิญอยู่คือความทุกข์ยากแสนสาหัส และการกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณ

ของชนชั้นปกครอง ตัวข้านั้นเฒ่าชะแลแก่ชราแล้ว ข้านั้นจึงไม่สนใจชิวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี่

แต่ข้านั้นก็อยากจะเห็นลูกหลานชาวลาซาสนั้นได้มีชีวิตที่ดี….”


ผู้เฒ่าฮามานนั้นก้มหัวลงให้แก่ไอแซ๊ค และลูกบ้านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ก้มหัวลงเช่นกัน


“ท่านนอสเฟอราตู ท่านนั้นไม่บุกโจมตีหมู่บ้านรายทางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทหารของท่านนั้นก็ไม่แตะต้องหรือก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านแม้แต่น้อย แต่ท่านกลับแจกจ่ายเสบียงอาหารและยารักษาโรคให้แก่หมู่บ้านที่ยากไร้ ข้าขอร้อง ท่านนั้นโปรดจงยึดครองเมืองลาซาสเสียเถิดแล้วทำให้เหล่าลูกหลานชาวลาซาสนั้นได้มีโอกาศมองเห็นอนาคตอันสดใส นี่คือคำขอร้องของข้า ไม่สิ ของชาวลาซาสทุกๆคน”


ไอแซ๊คนั้นเดิมทีหวังที่จะบุกทำลายเมืองลาซาสให้ราบคาบ แต่มาเยด้านั้นเป็นคนที่ดึงเขากลับมาจากขุมนรกแห่งความโกรธแค้น หลังจากนั้นเขาก็คิดได้ว่าศัตรูที่เขาต้องการจะสังหารนั้นคือ เจ้าชาย ยูเนส อัมราบัดเท่านั้น แต่ในตอนนี้เพียงแค่นั้นกลับไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เขาต้องการที่จะผนกเอา

เมืองลาซาสนั้นเข้ามาอยู่เป็นเมืองของประเทศโรฮานด้วย เพื่อที่จะคืนรอยยิ้มให้แก่แผ่นดินที่ทุกข์ยากแห่งนี้


“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้านั้นขอให้คำมั่น ข้าจะสังหาร ยูเนส อัมราบัด และยึดครองเมืองลาซาส แล้วรวมเข้ากับประเทศโรฮาน”


ไอแซ๊คนั้นดื่มชานมจนหมดแล้ววางถ้วยลง


“โอ…..ลูกหลานข้ามีหนทางรอดแล้ว”


ผู้ใหญ่บ้านฮามานนนั้นถึงกับร้องไห้ออกมาแบบไม่อายใคร เมื่อไอแซ๊คนั้นรับปากที่จะรับช่วงดูแลเมืองลาซาสแทนที่ทรราชยูเนส อัมราบัด


……………………………………………………………………..


หลังจากที่เสร็จสิ้นการสนทนากับผู้ใหญ่บ้านฮามานแล้ว ไอแซ๊ค รุด และมาเยด้านั้นก็เดินทางกลับทัพกลางที่ตั้งอยู่ข้างนอกหมู่บ้านอัคคาบาล ไอแซ๊คและมาเยด้านั้นขอตัวไปพักผ่อน ส่วนรุดนั้นก็มานั่ง

ผิงไฟดื่มเหล้ากับเหล่าทหาร


รุดนั้นชอบดื่มเหล้า แต่เขาก็ยั้งมือเอาไว้ เพราะวันพรุ่งยังต้องทำสงครามต่อ หลังจากที่เขานั้นเลิกวงเหล้าที่เพิ่งดื่มได้เดี๋ยวเดียว เหล่าทหารนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน


รุดนั้นเดินไปปลดทุกข์เบาใต้ต้นอินทผาลัม พลางมองดูทุ่งทะเลทรายที่กว้างใหญ่ทางขวามือ


ในตอนนั้นเองรุดนั้นก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารของใครบางคน ที่กำลังพุ่งมาหาเขาอย่างรวดเร็ว


-บ้าเอ๊ยรอให้ฉี่เสร็จก่อนไม่ได้รึไงฟะ เดี๋ยวววววววเซ่…..-


เงาดำที่ตัดกับแสงไฟจากกองไฟวูบหนึ่งนั้นปรากฏแก่สายตาของรุด ทันใดนั้นรุดก็เห็นประกายสีเงินสายหนึ่งพุ่งมายังลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว แต่รุดนั้นก็ไวทายาดหลบได้แบบหวุดหวิด


“บ้าเอ๊ย!! เดี๋ยวๆๆๆๆ แกเป็นใครกัน”


รุดนั้นยังทำะธุระไม่เสร็จ แต่เจ้าของมีดที่ใส่ชุดดำทั้งตัวนั้น กลับไม่ให้โอกาศเขาเลย


“ทำไมข้าต้องบอกชื่อให้คนที่กำลังจะตายรู้ด้วย”


คนลึกลับที่หวังจะสังหารรุดนั้นเป็นผู้หญิง รู้ได้จากน้ำเสียงของเธอ และเธอนั้นก็แทงมีดสั้นมาหวังจะแทงที่หน้าอกของรุด แต่ในตอนนั้นเองรุดก็หันหน้ามาหาเธอ


“กรี๊ดดดดด!! นี่แกทำอะไรของแก เก็บไอ้ของสกปรกนั่นเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”


นักฆ่าหญิงคนนั้นถึงกับร้องเสียงหลง เมื่อได้เผชิญหน้ากับดาบอาญาสิทธิขนาดบิ๊กเบิ้มของรุดแบบเต็มๆตา


“เจ้าค่าเอ๊ย!! มีนักฆ่าจะมาฆ่าท่านรุดแล้วเฮ้ยยยย”


รุดนั้นตะโกนเสียงดัง แล้วนักฆ่าหญิงคนนั้นก็หนีหายไปกับความมืดได้ทัน ก่อนที่ทหารรักษาการจะมาถึงเพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น


“ท่านรุดครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ แล้วนักฆ่านั้นหนีไปทางไหนครับ”


ทหารรักษาการนั้นวิ่งมาอย่างรวดเร็ว รุดนั้นก็พลางจัดแจงเก็บอาวุธส่วนตัวเข้าที่ในตอนที่ทหารรักษาการนั้นเดินทางมาถึงพอดี


“หนีไปแล้ว ฉันขอสั่งพวกนายเพิ่มเวรยามเป็น2เท่าและเน้นการดูแลไปที่ท่านผู้นำเป็นพิเศษ เข้าใจใช่ไหม”


“ครับจะดำเนินการเดี๋ยวนี้”


เหล่าทหารรักษาการนั้นรีบวิ่งไปจัดเวรยามเพิ่มเพื่อรับมือกับการลอบสังหารทันที


รุดนั้นเอามือจับที่คอ แล้วก็พบว่ามีเลือดไหลซึมออกมา นี่คือรอยแผลที่นักฆ่าหญิงคนนั้นฝากเอาไว้ให้ดูต่างหน้า รุดนั้นมั่นใจว่าเธอจะต้องมาอีกอย่างแน่นอน ในตอนนั้นเองรุดก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่พื้นและสิ่งนั้นก็ต้องแสงไฟจากกองไฟจนส่องแสงระยิบระยับ


“เส้นผมสีเงิน…..”


รุดนั้นจับเส้นผมเส้นยาวขึ้นมา แล้วจึงปล่อยให้ลอยหายไปกับสายลม


………………………………………………………..


เช้าวันต่อมา เจ้าชายยูเนสนั้นก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวเพราะดื่มมากไป


“อาาา ปวดหัวชะมัด เฮ้ย เจ้าน่ะไปเอาเหล้ามาให้ข้าซิ มัวแต่นอนอยู่ได้”


เจ้าชายยูเนสนั้นลุกขึ้นแล้วเตะนางกำนัลที่มารับใช้เขาบนเตียงเมื่อคืนนี้ เธอนั้นผวาตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดกลัวและเจ็บปวดระคนกันไป


“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้”


นางกำนันคคนนั้นอดทนต่อความเจ็บปวดที่ถูกเตะที่หน้าท้องอย่างจัง แล้ววิ่งออกไปจากห้องนั้นทันที


“ไม่ได้เรื่องสักคน ไม่ว่าหน้าไหนก็ใช้การไม่ได้”


เจ้าชายยูเนสนั้นสบถออกมา เพราะเขานั้นชมชอบการชี้นิ้วสั่งการ แต่ในตอนนี้ใครๆก็ทำไม่ได้ดั่งใจ


วันนี้ทั้งวันเจ้าชายยูเนสนั้นได้แต่กระวนกระวายใจ เพราะเขานั้นส่งสารไปยังเมืองหลวงเพื่อขอกำลังเสริมแล้ว แต่ว่าคงจะไม่ทันการ แถมกำลังของเขานั้นมีเพียง70000คน แต่กองทัพเครเทียนั้นมีจำนวนมากกว่าเขาเท่าตัว อย่างเดียวที่ทำให้เขานั้นอุ่นใจได้คือกำแพงเมืองที่สูงถึง25เมตรอันแข็งแกร่งของเมืองลาซาสที่ไม่สามารถบุกตีได้ง่ายๆ


หลังจากที่ยามสนทยามาเยือน เจ้าชายยูเนสนั้นก็ยิ่งร้อนใจ เพราะนักฆ่าที่เขานั้นจ้างวานให้ไปฆ่า

ไอแซ๊ค และ รุด นั้นยังไม่กลับมารายงานผลแต่อย่างใด หากสามารถสังหารบุคคลทั้ง2นี้ได้ สงคราม

ในครั้งนี้ก็จะสิ้นสุดยุติลงทันที


“รายงานเพคะองค์ชาย”


เสียงของผู้หญิงที่แหลมสูงนั้นดังแว่วมา แต่เจ้าชายยูเนสนั้นไม่เห็นตัวของเจ้าของเสียงแต่อย่างใด ซึ่งนี่คือเสียงของนักฆ่าที่เขานั้นจ้างวานไป เธอนั้นมีชื่อจริงว่า เรจิน่า ฟอนเซก้า แต่เธอนั้นมีฉายาที่คนเรียกกันอย่างหวาดกลัวว่า เมอคิวรี่ เธอนั้นเป็นนักฆ่าที่มาจากโพ้นทวีปอันห่างไกลทางตะวันตก  


“โอ เมอคิวรี่ เจ้ามาแล้วหรือ ไหนบอกข้าทีสิ ว่าเจ้าสังหารปีศาจนอสเฟอราตู กับ เจ้าสัตว์ประหลาดรุด คอเนเรียสไปแล้ว ใช่ไหมเมอคิวรี่”


เจ้าชายยูเนสนั้นลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ แล้วหมุนตัวมองหาเมอคิวร่ แต่เขานั้นก็ไม่พบเห็นเธอแม้แต่เงา


“ขออภัยด้วยองค์ชาย ฉันทำงานไม่สำเร็จ”


เจ้าชายยูเนสนั้นได้ยินเสียงโลหะที่ใส่ถุงอยู่หล่นลงพื้นดังกริ๊ง แล้วเขานั้นก็หันไปมองข้างหลัง

เขานั้นก็พบว่ามีถุงที่บรรจุเหรียญทอง100เหรียญซึ่งเป็นค่าจ้างของเมอคิวรี่นั้นตกอยู่บนพื้น


“เมอคิวรี่ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ทำงานไม่สำเร็จอย่างนั้นรึ พูดง่ายไปหน่อยแล้ว ทหาร..”


เจ้าชายยูเนสนั้นโกรธจัดเมื่อได้ยินว่าการลอบสังหารนั้นล้มเหลว แต่ตอนที่เขานั้นหมายจะเรียกทหาร

ให้เข้ามาจับกุมเมอคิวรี่ที่อยู่ไหนก็ไม่รู้ ก็มีมีดเล่มหนึ่งถูกขว้างตกลงมาตรงหน้าของเขาทันที


“ไม่ฉลาดเลยนะเจ้าชายยูเนส ก่อนที่ทหารจะมาถึงท่านก็ตายไปแล้ว ข้าขอลาก่อนล่ะ”


เมอคิวรี่นั้นกล่าวคำลาทิ้งเจ้าชายยูเนสที่งงเป็นไก่ตาแตกว่าเมอคิวรี่นั้นอยู่ที่ไหนกันแน่เอาไว้

เธอนั้นจากไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะว่าเธอนั้นไม่สามารถลอบสังหารไอแซ๊คที่มีเวรยามแน่น

หนาที่สุดที่เธอเคยเจอได้ แถมยังไม่สามารถสังหารรุดที่มีอาวุธลับที่น่าสะพรึงกลัวได้อีก

แต่เธอนั้นผูกใจเจ็บรุดมากที่สุด และเมอคืวรี่นั้นสาบานว่าจะล้างแค้นรุดที่ทำให้เธอนั้นต้องอับอาย


……………………………………………….



“เจ้าชายยูเนสขอรับบบบ กองทัพโรฮาน...กองทัพโรฮานบุกมาถึงแล้วขอรับ!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม กองทัพโรฮานที่น่าหวั่นเกรงนั้นมาเคาะประตูหน้าบ้านของเขาแล้ว และเจ้าชายยูเนสนั้นหนีไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากหนีไป ตำแหน่งรัชทายาทนั้นก็ไม่เพียงพอ

ต่อการคุ้มกระลาหัว เพราะเขานั้นแพ้สงคราม และหากปล่อยให้กองทัพโรฮานนั้นยึดเมืองลาซาสไป

ได้อีก ทั่วทั้งเครเทียนั้นก็จะไม่มีที่ให้เขายืนอยู่


เจ้าชายยูเนสนั้นกัดฟันกรอด เขานั้นข่มความกลัวเอาไว้แล้วสั่งการกองทัพ


“ให้ทหารครึ่่งหนึ่งไปประการบนกำแพงเมือง อีกครึ่งหนึ่งนั้นคอยเสริมกำลัง”


ความหวังเดียวของเจ้าชายยูเนสนั้นคือถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด หากถึงคราวจำเป็นเขานั้นก็จะ

ทำการเกณท์ชาวบ้านมาช่วยรบ เขานั้นมั่นใจว่ากำแพงเมืองอันแข็งแกร่งนั้นเพียงพอที่จะทำให้

กองทัพโรฮานนั้นหมดท่าได้


เจ้าชายยูเนสนั้นเดินขึ้นไปบนกำแพงเมืองแล้วมองดูกองทัพโรฮานที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

แปลกอยู่อย่างหนึ่งที่กองทัพโรฮานนั้นพอมาถึงก็จัดทัพเตรียมเข้าตีทันทีโดยไม่ตั้งค่าย


กองทัพของโรฮานนั้นจัดทัพกันอย่างเอิกเริก โดยที่ไม่สนใจทหารเครเทียจำนวนมากที่รอตอบโต้

อยู่บนกำแพงเมืองเลยด้วยซ้ำ


แค่ชั่วครู่เดียว กองทัพโรฮานนั้นก็เคลื่อนพลบุกเข้าตี ทหารที่นำหน้ามานั้นเจ้าชายยูเนสนั้น

รู้จักเขาเป็นอย่างดี และเกรงกลัวเขาที่สุดด้วย นั่นคือ รุด คอเนเรียส นั่นเอง


“พลธนูทั้งหมดขึ้นสาย ถ้าถึงระยะยิงก็ยิงได้เลย!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นมองไปยังรุดที่เดินเท้ามาช้าๆ และทหารราบราวๆ 20000คนที่เดินตามหลังเขามา ทหารราบของโรฮานนั้นถือโล่ขนาดใหญ่มาด้วย แต่เจ้าชายยูเนสนั้นกลับมองไม่เห็นบันไดสำหรับ

ปีนกำแพงเมืองแต่อย่างใด


ในตอนที่รุดนั้นกำลังจะถึงระยะยิง เขานั้นก็ชูมือขวาขึ้น แล้วทหารราบโรฮานนั้นก็หยุดเดินทัพ

ระยะที่รุดยืนอยู่นั้นคือประมาณ100ก้าว ซึ่งเกินระยะยิงของธนูของเครเทียไปนิดเดียวเท่านั้น


เจ้าชายยูเนสนั้นสงสัยอย่างยิ่ง พฤติกรรมของกองทััพเครเทียนั้นแปลกพิศดารเกินไปจนเขานั้นไม่

เข้าใจ เพราะกองทัพทั้งหมดของโรฮานนั้นก็กำลังเดินทัพตามทัพหน้ามาเช่นกัน แต่เจ้าชายยูเนสนั้น

กลับมองไม่เห็นอุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับตีเมืองซักชิ้นเดียว


“นั่นพวกมันกำลังทำอะไร……”


เจ้าชายยูเนสนั้นพูดออกมาด้วยความสงสัย เพราะกองทัพโรฮานนั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหวที่ระยะ

100ก้าว จากนั้นก็มีทหาร2คนวิ่งมายังรุด คนหนึ่งนั้นหอบกล่องมาใบหนึ่ง ส่วนอีกคนนั้นถือคบเพลิงมาปักไว้บนพื้นแล้วก็วิ่งกลับไปยังที่เดิม


รุดนั้นเปิดกล่องถือลูกเหล็กขึ้นมา การกระทำนี้เล่นเอาเจ้าชายยูเนสนั้นถึงกับหัวเราะก๊ากออกมา


“ไอ้พวกเสียสตินั่นจะเอาลูกเหล็กมาขว้างใส่ประตูเมืองเราให้พังว่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”


ไม่เพียงแต่เจ้าชายยูเนส แต่เหล่าทหารเครเทียที่อยู่บนกำแพงนั้นก็หัวเราะเยาะกันทุกคน


ในตอนนั้นเองรุดก็เอาสายชนวนของลูกระเบิดที่พวกเครเทียไม่รู้จักจ่อใส่ไฟจากคบไฟ แล้วหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ใช้พลังจากกล้ามเนื้ออันบึกบึนของเขาขว้างระเบิดเข้าใส่ประตูเมืองลาซาส


“มันปาลูกเหล็กใส่กำแพงเมืองจริงๆด้วย ฮ่าๆๆๆๆ ปาอีกกี่ร้อยกี่พันลูกประตูนี่ก็ไม่…...ตูม!!”


เสียงระเบิดนั้นดังไปทั่วบริเวณ ประตูเมืองลาซาสนั้นก็แตกออกมาส่วนหนึ่ง จากนั้นรุดก็ขว้างระเบิด

ออกมาอีก3ลูกติดต่อกัน


ตูม!! ตูม! ตูม!! เสียงระเบิดดังติดต่อกันถึง3ครั้ง ประตูเมืองลาซาสที่แข็งแกร่งนั้นก็ถูกระเบิดกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในตอนนี้ป้อมปราการอันแข็งแกร่งของเมืองลาซาสนั้นพังทลายลงแล้ว

ในตอนนั้นเองรุดที่อยู่ในชุดเกราะเหล็กแบบปิดทั้งตัวก็เดินนำหน้าทหารราบเข้าสู่เมืองลาซาส


“ยิงพวกมัน!! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้เด็ดขาด!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นตกตะลึงที่ลูกเหล็กเหล่านั้นกลับทำให้ประตูเมืองที่แข็งแกร่งกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยได้ในพริบตา เขานั้นหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ เพราะกองทัพโรฮานนั้นสามารถเดินเข้าเมืองได้อย่าง

สะดวกโยธิน เพราะไม่มีประตูขวางกั้นอีกต่อไป


รุดนั้นเดินแสยะยิ้มถอยหลังเข้าไปในขบวนโล่ที่ทหารราบโรฮานนั้นยกชูขึ้นมาเหนือหัวต่อกันจนไม่มีช่องว่างแล้วจึงเดินหน้าเข้าสู่เมืองลาซาส


พลธนูบนกำแพงเมืองนั้นระดมยิงธนูเข้าใส่กระบวนทัพของโรฮานเป็นห่าฝน แต่ก็ไม่ได้ผล ขบวนโล่นั้นยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เข้าไปในเมือง


ในตอนที่แถวหน้าสุดของทัพโรฮานเข้าเมืองนั้นเอง ทหารเครเทียที่คอยท่าอยู่แล้วก็วิ่งเข้าใส่หมายจะ

สับผู้รุกรานให้แหลกเละ แต่จู่ๆขบวนโล่นั้นก็เปิดออกแสดงให้เห็นสิ่งที่ซ่อนไว้ภายใน


ภายในขบวนโล่นั้นมีทหารราบเกราะหนักที่ใส่เกราะเหล็กกล้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่เต็มไปหมด ทหารราบเกราะหนักนั้นคัดเอาแต่กลุ่มจอมพลังร่างกายสูงใหญ่มาจึงทำให้ดูน่าเกรงขามเป็นพิเศษ นอกจากนั้นทหารราบเกราะหนักเหล่านี้ยังถือดาบใหญ่ที่ยาวถึง150เซนติเมตรกันทุกคนเพื่อเพิ่มพลังทำลาย


“ฟันลงไป แถวหลังคืบหน้า ฟันพวกมันให้แหลก!!”


รุดที่อยู่แถวหน้าสุดนั้นใส่เกราะเหล็กสีแดงสะดุดตา เขานั้นฟันดาบที่ใหญ่กว่าดาบของทหารเกราะหนังถึง1เท่าตัวเข้าใส่ทหารเครเทียที่กระโจนใส่เขานั้นก็ถูกฟันจนขาดสองท่อนไปถึง3คน


หลังจากนั้นทหารเครเทียที่ตั้งแถวต้านรับการโจมตีอยู่ก็ถูกทหารราบเกราะหนักนั้นไล่ฟันเป็นจังหวะ

อย่างไม่หยุดยั้ง เหล่าทหารเครเทียที่อยู่แถวหน้านั้นต่างพากันถอยหนีอย่างโกลาหล แต่แถวหลัง

ที่กำลังเบียดเสียดผ่านถนนเข้าเมืองนั้นกลับปิดทางหนีเอาไว้


“ยิงพวกมัน ใช้ธนูยิงพวกมันที่ผ่านเข้ามาในเมืองให้หมด”


เจ้าชายยูเนสนั้นสั่งให้พลธนูที่อยู่บนกำแพงเมืองยิงใส่ทหารราบโรฮานที่ผ่านกำแพงเมืองเข้ามาได้แล้ว แต่พลธนูนั้นยังลังเล เพราะมีทหารเครเทียมากมายอยู่ในรัศมีของธนูด้วย


“ไม่ต้องสนใจพวกที่อยู่ข้างล่าง ยิง!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นเห็นว่านี่คือโอกาศเหมาะที่จะทำลายทัพโรฮาน เพราะว่าทหารราบเกราะหนักนั้นไม่มี

ขบวนโล่คอยคุ้มกันอีกต่อไป จึงสั่งการให้ยิงธนูใส่โดยไม่สนใจทหารราบของตนที่สู้รบอย่างดุเดือดอยู่ข้างล่าง


เหล่าพลธนูของเครเทียนั้นไม่มีทางเลือก จึงยิงธนูเข้าใส่ทหารเกราะหนักที่กำลังรบติดพันอยู่ทันที

แต่ลูกธนูเหล่านั้นให้ผลลัพธ์น้อยมาก มีเพียงทหารราบกราะหนักนั้นล้มลงเพียงไม่กี่คน แต่ทหารเครเทียนั้นกลับล้มตายนับร้อย


รุดในชุดเกราะสีแดงสดนั้นจ้องเขม็งไปยังเจ้าชายยูเซฟที่อยู่บนกำแพงเมืองอย่างโกรธแค้น เพราะการสังหารลูกน้องของตนเองนั้นต่อให้เป็นศัตรูก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ เขานั้นจึงผละออกจากแถวหน้า แล้วสั่งการลูกน้องทันที


“ท่านผู้นำไอแซ๊ค อาร์เนเซ่น สั่งการมาว่าห้ามทำร้ายหรือสังหารประชนชาวลาซาสแม้แต่คนเดียว ห้ามเผาบ้านเรือนและห้ามปล้นชิงข่มขืนด้วย หากใครไม่ทำตามมีโทษประหารสถานเดียว และหากทหารเครเทียนั้นทิ้งอาวุธยอมแพ้ก็ห้ามสังหารเช่นกัน”


“รับทราบ!!”


ทหารโรฮานทุกคนนั้นขานรับคำสั่งของรุด


ทหารของกองทัพโรฮานนั้นถูกปลุกฝังเรื่องระเบียบวินับมาเป็นอย่างดี จึงไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขานั้นจะขัดคำสั่ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ชาวบ้านร้านถิ่นที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันจ้าละหวั่นนั้นก็ไม่ถูกทหารโรฮานนั้นทำอันตรายให้แม้แต่คนเดียว


“บนกำแพงเมืองมีตัวการที่ทำให้ท่านผู้นำต้องสูญเสียบุตรไป ทหารราบเกราะหนักกองที่ 4 ตามข้าไปบนกำแพงเมือง ให้จับเป็น ยูเนส อัมราบัดชำระแค้นเพื่อท่านผู้นำ!!”


รุดนั้นเห็นผู้บงการแล้วจึงต้องการจับกุม


“เพื่อท่านผู้นำ!!”


ทหารของโรฮานนั้นตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพียงกัน


รุดนั้นเดินขึ้นไปยังบันไดหินแคบๆที่ทอดยาวไปถึงบนกำแพงเมือง ในตอนนั้นเองทหารเครเทียก็วิ่งลงจากกำแพงเมืองหวังจะสังหารรุด ทหารคนนั้นเงื้อดาบหมายจะฟันรุด แต่รุดนั้นกลับเก็บดาบเล่มโตของเขาไว้กลางหลัง แล้วรับมือทหารคนนั้นด้วยกำปั้นหุ้มเหล็กแทน ทหารเครเทียคนนั้นเงื้อดาบ

จนสุดล้า แล้วฟันลงมา แต่รุดนั้นกลับใช้มือขวารับเอาไว้ แล้วชกกลับไปด้วยมือซ้ายอย่างสุดแรงเกิด

ใบหน้าของทหารเครเทียผู้เคราะร้ายคนนั้นก็ยุบเข้าไปเป็นรูปกำปั้นขนาดใหญ่ มันสมองของเขานั้นถึงกับไหลออกมาทางรูหู ลูกตาทั้ง2ข้างนั้นทะลักออกมานอกเบ้าตายอย่างสยดสยองทันที


รุดนั้นเก็บดาบคิตตี้เพราะว่าไม่เหมาะที่จะทำการต่อสู้แบบตัวต่อตัวในพื้นที่แคบๆอย่างบันไดนี้ แต่เขานั้นกลับไม่มีปัญหาในการต่อสู้แต่อย่างใด ทหารเครเทียที่หนุนเนื่องลงมานั้นก็ถูกรุดทุบตายร่วงลง

จากบันไดทีละคน ทีละคน แต่รุดนั้นก็ยังเดินขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง


“ต้านเอาไว้!! ต้านมันเอาไว้!! อย่าให้มันขึ้นมาบนกำแพงเมืองได้!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นสั่งการให้ทหารนั้นสู้กับสัตว์ประหลาดที่สามารถฆ่าคนด้วยการชกเพียงครั้งเดียว แต่ตนเองนั้นกลับวิ่งหนีหายไปยังกำแพงเมืองอีกด้านหนึ่ง


เหล่าทหารเครเทียนั้นเห็นเจ้าชายยูเนสวิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา จึงหมดขวัญกำลังใจที่จะทำการสู้รบต่อไป และทหารเครเทียนั้นได้ยินคำสั่งของรุดที่สั่งห้ามสังหารทหารเครเทียที่ยอมแพ้เต็ม2รูหู จึงพากันวางอาวุธยอมแพ้


ทหารเครเทียคนหนึ่งที่กำลังจะถูกกำปั้นมฤตญูของรุดส่งไปเกิดใหม่นั้น ก็รีบวางอาวุธลง


“ยอมแพ้แล้วครับ อย่าฆ่าข้าเลย!!”


รุดนั้นหยุดมือทันเวลา กำปั้นเสริมเหล็กที่มีขาดใหญ่โตมโหฬารนั้นก็หยุดกึกก่อนที่จะกระแทกใบหน้าของทหารเครเทียคนนั้นอย่างเฉียดฉิว


“ไอ้เลว ยูเนส อัมราบัด นั่นอยู่ไหน มันหนีไปทางไหน!!”


รุดนั้นกระชากคอเสื้อของทหารเครเทียที่รอดตายหวุดหวิดคนนั้นขึ้นมา แล้วถามหาตัวการที่ทำให้ไอแซ๊คนั้นต้องเสียลูกไป


“ไปทางกำแพงเมืองตะวันออก….เขาหนีไปยังกำแพงเมืองตะวันออกแล้ว”


ทหารคนนั้นพูดจาติดขัด เพราะยังไม่หายตกใจที่เกือบจะถูกรุดส่งไปโลกหน้า


ในตอนนั้นทหารราบก็เข้าเมืองมาจนหมด กองทัพเครเทียต่างก็พากันวางอาวุธยอมแพ้ ต่อจากนั้นก็เป็นตาของทหารม้า มาเยด้านั้นนำแถวทหารม้าตามหลังทหารราบเข้าเมืองมาอย่างรวดเร็ว รุดนั้นเหลือบมองไปเห็นมาเยด้าที่ขี่ม้าเข้ามาพอดี


“คุณมาเยด้า ยูเนสมันหนีไปประตูตะวันออกแล้ว รีบตามไปจับมันก่อนที่มันจะหนีไปทีครับ”


รุดนั้นต่อให้อยู่ในสถานการไหนเขาก็ยังคงเป็นแฟมินีสอยู่ดี และสุภาพกับผู้หญิงเสมอ


“ท่านไอแซ๊คนั้นวางกำลังปิดประตูเมืองทั้งสี่ทิศไว้แล้วค่ะ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหนีไปไหนได้

ยูเนสหนีประตูเมืองตะวันออกใช่ไหมคะ ฉันจะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ”


มาเยด้านั้นควบม้านำทหารม้าของเธอกระจายกำลังกันค้นหาเจ้าชายยูเนสทันที ส่วนรุดนั้นก็ทึ่งในความรอบคอบของไอแซ๊คที่เก็บรายละเอียดของแผนการได้อย่างหมดจดไร้ที่ติ


……………………………………………...



ชาวเมืองลาซาสนั้นไม่สามารถหนีไปไหนได้ ในตอนแรกนั้นทุกคนต่างก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรมที่จะถูกผู้พิชิตนั้นต้มยำทำแกงตามอำเภอใจ


แต่ชาวเมืองลาซาสนั้นกลับได้ยินประกาศของกองท้พโรฮานที่ประกาศก้องไปทั่วเมือง


“ชาวเมืองให้อยู่แต่ในบ้าน พวกเรานั้นจะไม่ทำร้ายพวกท่าน และจะไม่แตะต้องทรัพย์สินของท่าน

ทหารเครเทียก็เช่นกัน วางอาวุธลงแล้วยอมแพ้ซะ พวกเรามาเพื่อสำเร็จโทษ ยูเนส อัมราบัดเท่านั้น”



ทหารโรฮานนั้นกระจายกันไปทั่วเมืองลาซาสแล้วในขณะนี้ แต่กลับไม่มีชาวเมืองถูกทำร้าย หรือมี

เพลิงใหม้แต่อย่างใด นี่เป็นการยึดครองอย่างสันติโดยแท้จริง


ในตอนแรกชาวเมืองที่ตกใจกลัวเพราะเห็นทหารราบเกราะหนักที่มีแต่เลือดท่วมตัวต่างพากันวิ่งหนี แต่ทหารโรฮานนั้นกลับไม่ตามมาทำร้ายแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีทหารราบเกราะหนักคนหนึ่งช่วย

พยุงคุณยายท่านหนึ่งที่ล้มลงกับพื้นเพราะตกใจกลัวให้ยืนขึ้นมาอีกต่างหาก


ชาวเมืองลาซาสเห็นเช่นนั้น ก็พากันป่าวประกาศให้คนอื่นๆทราบ เพื่อที่จะได้หลบอยู่แต่ในบ้าน

เพื่อที่จะไม่ไปขัดแข้งขัดขากองทัพโรฮานในการตามหาทรราช ยูเนส อัมราบัด มาลงโทษ

นอกจากนั้นยังมีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งช่วยตามหาตัวเจ้าชายยูเนสอีกแรงหนึ่ง


หลังจากที่กองทัพโรฮานนั้นบุกเข้าเมืองลาซาสมาได้ 1 ชั่วโมง ทหารคนสุดท้ายของเครเทียก็วางอาวุธยอมจำนน ทหารเครเทียนั้นตายไปกว่า 6000 คน แต่หลังจากที่ยอมจำนนก็ไม่มีใครตายเพิ่มขึ้นอีกเลย ส่วนกองทัพโรฮานนั้นเสียทหารไป 100 กว่าคนเท่านั้น ส่วนชาวเมืองลาซาสนั้นไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต


ไอแซ๊คนั้นขี่ม้าเข้าเมืองมาอย่างช้าๆ การรบในครั้งนี้ใช้เพียงทัพหน้าและทัพม้าเท่านั้น ส่วน

ทัพกลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นยังไม่ทันได้เคลื่อนพล การรบนั้นก็ยุติลงแล้ว


ชาวเมืองลาซาสนั้นต่างก็ออกจากบ้านมาตั้งแถวรอต้อนรับผู้ปกครองเมือง นี่เป็นทำเนียมปฏิบ้ติของผู้แพ้ และผู้แพ้นั้นจะต้องสูญเสียทุกอย่างหากผู้ชนะนั้นออกคำสั่งมา โดยไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น


ไอแซ๊คที่อยู่บนหลังม้านั้นมองไปยังชาวเมืองลาซาสที่ยืนก้มหน้าก้มตารอรับชะตากรรมที่ไอแซ๊คนั้น

เตรียมที่จะกำหนดให้ ทุกคนๆมีท่าทีตื่นกลัวและสับสนอย่างเห็นได้ชัด ไอแซ๊คนั้นขี่ม้าผ่านถนนที่ตัดไปยังที่ว่าการเมืองลาซาสซึ่งกลายเป็นของเขาแล้วในตอนนี้


หลังจากที่ขี่ม้ามาถึงที่ว่าการเมืองลาซาส ไอแซ๊คนั้นก็ลงจากหลังม้า แล้วเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าสู่ที่ว่าการเมืองอย่างสง่าผ่าเผย แต่จิตใจของเขานั้นกลับร้อนรุ่มดั่งไฟ


“จับ ยูเนส อัมราบัด ได้หรือไม่”


ไอแซ๊คนั้นเอ่ยถามรุดที่นั่งหมดแรงอยู่บนเก้าอี้ รุดนั้นรอไอแซ๊คอยู่ซักพักหนึ่งแล้ว หลังจากที่ทำการยึดเมืองและปลดอาวุธทหารเครเทียเรียบร้อยแล้วเขาก็ใช้ทหารไปส่งข่้าวให้ไอแซ๊คทราบ เพราะเนื่อง

จากสงครามครั้งนี้ได้ชัยชนะเร็วกว่าที่คิด ไอแซ๊คนั้นจึงไม่ได้ออกโรง


“จับได้แล้ว กว่าจะจับได้เล่นเอาแทบแย่ เพราะมันหลบเก่งเหลือเกิน นี่ถ้าไม่ได้คุณมาเยด้าช่วยค้นหาให้ ในตอนนี้ก็คงจะยังหาไม่เจอแน่ๆ”


รุดนั้นมองไปยังมาเยด้าที่ประสานงานกับชาวเมืองลาซาสที่มีความโกรธแค้นกับเจ้าชายยูเนสให้ออกช่วยตามหา เหล่าชาวบ้านนั้นรู้จัทุกซอกทุกมุมในเมืองแห่งนี้ หลังจากค้นหาอยู่นานพวกเขานั้นก็พบ

เจ้าชายยูเนสที่หลบซ่อนอยู่ในท่อระบายน้ำ


“พาตัวมันออกมาให้ฉันดูหน้ามันหน่อย”


ไอแซ๊คนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือกชวนขนหัวลุก เหล่าทหารที่อยู่ในห้องนี้นั้นต่างก็รู้เรื่องความแค้นของไอแซ๊คเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่วายเสียวสันหลังแทนเจ้าชายยูเนส


หลังจากที่ไอแซ๊คนั้นสั่งการไปสักครู่ ทหารสองคนก็หิ้วปีกชายหนุ่มที่มีสภาพสะบักสะบอมเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวมาวางทิ้งไว้ต่อหน้าไอแซ๊ค


“ยูเนส...อัมราบัด”


ไอแซ๊คนั้นลากเสียงอันสั่นเทาของเขาเมื่อได้เห็นตัวการที่ทำให้เขาเสียลูกไป


“ปล่อยข้าไปเถิด เจ้าอยากได้อะไรก็เอาไป ขอร้องอย่างเดียวอย่าฆ่า….อ๊อกกกก!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นร้องขอชีวิต แต่ไอแซ๊คนั้นตอบด้วยลำแข้งที่กระแทกใส่ลำคอของเขาแบบเต็มรัก


“อย่าฆ่าข้าเลย ข้าแค่ทำตามคำสั่งที่เสด็จพ่อสั่งมาเท่านั้น พวกเราไม่มีความแค้นต่อกันสักหน่อย”


“แต่กูมี!!”


ไอแซ๊คนั้นตะโกนพลางหวดเจ้าชายยูเนสด้วยแข้งขวาเข้าที่ใบหน้าของเจ้าชายยูเนส การโจมตีในครั้งนี้นั้นทำให้เลือดของเจ้าชายยูเนสนั้นทะลักออกมาทางปากและจมูกกระเซ็นไปตามแรงเตะของไอแซ๊ค


“แกทำให้ฉันสูญเสียลูกไป!! ลูกของฉัน!! ไอ้สารเลว!!”


ไอแซ๊คนั้นคำรามออกมา แล้วกระหน่ำเตะเจ้าชายยูเนสที่นอนกองอยู่กับพื้นแบบไม่ยั้ง ความเจ็บแค้นของไอแซ๊คนั้นไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ แต่เขานั้นระบายออกมาด้วยการกระทำแทน


“อย่า...ได้โปรด….ฉันไม่รู้เรื่อง….”


“แกต้องรู้สิวะไอ้ระยำ!!”


ไอแซ๊คนั้นเหนื่อยหอบเพราะซ้อมเจ้าชายยูเนสแบบไม่ยั้งมือ ในตอนนั้นเองเจ้าชายยูเนสนั้นก็แกล้งทำเป็นหมดสติเพื่อที่จะไม่ถูกทรมารต่อไป


“ตื่่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!! คิดว่าหลับแล้วจะรอดรึไงหา!!”


ไอแซ๊คนั้นคุกเข้าลง แล้วจึงจับมือของเจ้าชายยูเนสนั้นขึ้นมา แล้วจึงหักนิ้วทิ้งไป2นิ้ว


“อ๊ากกกกกกก!! แกไอ้ปีศาจ!!”


ได้ผล เจ้าชายยูเนสนั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที  


“ถูก!!ฉันเป็นปีศาจ เพิ่งจะรุ้รึไง” กร๊อบ!!


ไอแซ๊คนั้นพูดพลางใช้หัวเข่าทับไปที่แขนซ้ายของเจ้าชายยูเนสแล้วจึงหักแขนท่อนล่างของเขา


“อ๊ากกกกก!! พอเถอะ!! พอแล้ว!! ขอร้องละ!!


“ได้ร้องสมใจแน่” กร๊อบ!!


ไอแซ๊คนั้นหักแขนอีกข้างของเจ้าชายยูเนส


“อ๊ากกกกก!! ไอ้นอกรีต!! ไอ้ปีศาจ!! แกต้องตกนรกหมกใหม้!! คอยดูเถอะอีกไม่นานพ่อของฉันนั้นก็จะยกทัพมาฆ่าแก ได้ยินไหม พ่อฉันจะมาฆ่าแก อ๊ากกกกกกอย่า….ตาฉัน….อ๊ากกกกก!!”


ลูกตาข้างหนึ่งของเจ้าชายยูเนสนั้นถูกไอแซ๊คควักออกมาด้วยมือเปล่าแล้วขยี้ทิ้งแบบไม่ใยดี เขานั้นเจ็บปวดทรมารแสนสาหัสแต่ไม่มีใครที่ช่วยเขาให้พ้นจากเงื้มมือของไอแซ๊คได้เลย ในตอนนั้นเองเจ้าชายยูเนสนั้นก็เหลือบไปเห็นมาเยด้าที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆเข้า


“มาเยด้า!! นั่นมาเยด้าใช่ไหม ได้โปรดช่วยฉันด้วย อั่กกกก!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นเหมือนกับได้เห็นนางฟ้ากลางขุมนรก เพราะมาเยด้านั้นเคยเป็นแม่ทัพของเครเทียดังนั้นเขาคิดว่ามาเยด้านั้นน่าจะช่วยเขา แต่มาเยด้านั้นกลับเดินมาแล้วกระทืบใส่แขนที่หักอยู่ของเจ้าชายยูเนสด้วยสีหน้าที่โกรธแค้น


“......นี่สำหรับคุณทีน่า”


มาเยด้านั้นขยี้เท้าใส่แผลที่แขนของเจ้าชายยูเนสจนกระดูกที่หักนั้นทิ่มออกมานอกเนื้อ”


“อ๊ากกกกก!! ทำไมกัน!! มาเยด้า!! ข้าเป็นนายเหนือหัวของเจ้านะ!!”


“นายเหนือหัวของข้าคือท่านไอแซ๊ค สามีของข้าเท่านั้น”


มาเยด้านั้นหันหลังกลับไปยืนตรงที่เดิมเพื่อให้ไอแซ๊คนั้นสางความแค้นต่อ


“ลงนรกไปซะ”


ไอแซ๊คนั้นชักดาบสั้นออกมา แล้วจ่อไปที่ใต้คางของเจ้าชายยูเนส


“อย่า อย่าฆ่าข้าเลย เจ้าอยากได้อะไรก็ร้องขอไปยังราชามุสตาฟาพ่อของข้าก็ได้ รับรองท่านยอมให้เจ้าได้ทุกอย่าง หากเจ้าฆ่าข้าไป รับรองได้เลยว่าท่านต้องยกทัพมาแก้แค้นแน่”


เจ้าชายยูเนสนั้นหวาดกลัวจนฉี่ราด และร้องขอชีวิตอย่างน่าสมเพศ


“มาเลย!! ให้มันมา!! แล้วข้าจะได้ฆ่ามันให้ตายตามเจ้าไป!!”


ไอแซ๊คนั้นพูดพลางเสียบดาบเข้าไปในลำคอของเจ้าชายยูเนสอย่างช้าๆ


“อ๊อก!! อ่า!! อ๊อก!!”


เจ้าชายยูเนสนั้นลืมตาเหลือกโพรงมองไปยังไอแซ๊คที่กำลังแทงดาบเข้าไปอย่างช้าๆ นี่่คือภาพสุดท้ายที่เจ้าชายยูเนสได้เห็นก่อนที่จะสิ้นใจตาย


ในตอนแรกไอแซ๊คนั้นถึงกับคิดที่จะล้างเมืองลาซาสแบบไม่ให้เหลือแม้แต่หมาสักตัวเพราะความแค้นที่เขานั้นถูกยูเนส อัมราบัด และกองทัพเครเทียพรากลูกของเขาไป แต่หากไอแซ๊คทำเช่นนั้นถึงแม้จะได้ชำระแค้นในแบบที่เขานั้นตั้งใจไว้ แต่เขานั้นจะไม่สามรถกลับมาเป็นไอแซ๊ค อาร์เนเซ่น อีกต่อไป และกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดที่สามรถเข่นฆ่าผู้คนที่ไร้ความผิดราวกับผักปลาได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร


ไอแซ๊คนั้นได้ชำระแค้นแล้ว ยูเนสอัมราบัดนั้นตายไปแล้ว แต่มันยังไม่จบ เขานั้นยังมีหนี้แค้นที่ต้องชำระอีกสองราย หนึ่งคือราชามุสตาฟาแห่งเครเทียที่สั่งการให้โจมตีโรฮาน สองนั้นคือราชาเฟลโก้แห่งเครอสผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังของการโจมตีโราฮาน ไอแซ๊คนั้นสาบานกับตัวเองเอาไว้ ว่าจะต้องส่งทั้งสองคนนี้ไปลงนรกให้จงได้


มาเยด้าที่ยืนอยู่ข้างหลังของไอแซ๊คนั้นก็เดินมาโอบกอดไอแซ๊คจากทางด้านหลัง เพราะมาเยด้านั้นสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าของไอแซ๊ค


“ท่านไอแซ๊คคะ…”


“ผมไม่เป็นอะไรหรอกมาเยด้า ผมยังไม่เป็นอะไร”


ไอแซ๊คนั้นรู้ดีว่ามาเยด้านั้นกลัวว่าตนเองนั้นจะถูกความแค้นเข้าครอบงำจนกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดที่นึกถึงแต่การแก้แค้นไป แต่ไอแซ๊คนั้นก็มีจิตใจที่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวข้ามความโศกเศร้านั้นมาได้ แล้วเดินไปข้างหน้าต่อไปอย่างมั่นคง



………………………………………………………………………………..



ที่หน้าศาลาว่าการเมืองลาซาส ชาวเมืองลาซาสนั้นถูกเรียกให้มารวมตัวกันเพื่อรอฟังเจ้าเมืองคนใหม่ประกาศแถลงการ


ชาวเมืองลาซาสนั้นเคยได้ยินมาว่าผู้นำแห่งโรฮานนั้นเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถและความเมตตา แต่พวกเขานั้นก็ยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขา เพราะกับชาวโรฮานนั้นไอแซ๊คอาจจะปกครองด้วยความมเมตตาแต่กับชาวลาซาสที่เป็นผุ้แพ้นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


ในตอนที่ชาวเมืองลาซาสนั้นกำลังลุ้นระทึก ไอแซ๊คก็ปรากฏตัวทันทีที่เขานั้นเดินออกมา ชาวเมืองลาซาสก็เงียบเสียงลงทันที


ทุกสุ้มเสียงในเมืองลาซาสนั้นนิ่งสนิท จนแม้มีเข็มตกลงบนพื้นสักเล่มก็ยังได้ยิน ทุกสายตานั้นก็จับจ้องไปยังไอแซ๊คที่กำลังจะเอ่ยปากพูด


“ชาวเมืองลาซาสทุกท่าน ข้านั้นคือผู้นำแห่งโรฮาน ไอแซ๊ค อาร์เนเซ่น ข้าขอประกาศในที่นี้ว่าเมืองลาซาสนั้นจะถูกผนวกเข้าไปเป็นเขตปกครองของประเทศโรฮาน แต่ไม่ใช่ในฐานะเมืองขึ้น แต่พวกท่านประชาชนชาวลาซาสนั้น จะไม่ใช่ประชาชนชาวเครเทียอีกต่อไป แต่จากนี้ไปพวกท่านนั้นคือชาวโรฮานที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน”


สิ้นเสียงการแถลงการของไอแซ๊ค ชาวลาซาสทุกคนนั้นก็โห่ร้องด้วยความยินดี ฝันร้ายที่ยาวนานจากการปกครองอันป่าเถื่อนและกดขี่ข่มเหงของประเทศเครเทียอีกต่อไป เพราะจากนี้ไปพวกเขานั้นคือชาวโรฮานที่อยู่ใต้การปกครองของท่านผู้นำ ไอแซ๊ค อาร์เนเซ่น แล้ว


………………………………….


ไอแซ๊คนั้นเดินกลับเข้ามาในที่ว่าการเมืองหลังจากแถลงการจบ เขานั้นเรียกประชุมเหล่าแม่ทัพเพื่อที่จะกำหนดทิสทางการเคลื่อนไหวต่อไป ในตอนนี้ห้องประชุมของเมืองลาซาสนั้นมีเหล่าแม่ทัพนั่งอยู่เต็มไปหมด ส่วนรุดและมาเยด้านั้นก็นั่งอยู่ข้างๆซ้ายขวาของเขา


“จากนี่ไป เมืองลาซาสนั้นต้องการเจ้าเมืองคนใหม่”


ไอแซ๊คนั้นยิ้มออกมาแล้วทำท่ามองซ้ายมองขวา คนที่ถูกมองนั้นก็ส่งสายตาอ้อนวอนให้เป็นตนเองที่ถูกเลือก เพราะการเป็นเจ้าเมืองนั้นก็เท่ากับว่าคนที่ถูกเลือกนั้นจะกลายเป็นขุนนางใหญ่ทันที


“อลัน ดา ซิลวา จากนี้ไปนายคือเจ้าเมืองลาซาส”


ไอแซ๊คนั้นชี้ไปยังอลันที่เคยเป็นมือขวาของรุด อลันนั้นเคยเป็นโจรป่าก็จริง แต่เขานั้นเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์ นอกจากนี้อลันยังมีความสามารถด้านการบริหารกองทัพอีกด้วย


“ผมอย่างนั้นหรือ!!ทะ ทะ ทะ ท่านผู้นำ!!ผม ผม ผม!!”


อลันนั้นตกใจจนพูดติดอ่าง เขานั้นไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้เขาจะพลิกผันจากโจรกลายเป็นเจ้าเมือง


“อลัน ดา ซิลวา รับคำสั่ง!!”


“ขอรับ”


“จากนี้ไป เจ้าคือมาควิส อลัน ดา ซิลวา เจ้าเมืองของเขตปกครองลาซาส แห่งประเทศโรฮาน อนุญาติให้มีกองทัพในครอบครอง และเก็บภาษีบำรุงพื้นที่เพื่อดูแลกองทัพโดยที่ไม่ต้องส่งส่วนกลาง

แต่ภาษีอื่นๆนั้นให้จัดการตามปรกติ ข้านั้นหวังว่าเจ้าจะทำหน้าที่ได้สมกับความไว้วางใจ”


“ขอบพระคุณขอรับท่านผู้นำ”


อลันนั้นดีใจจนร้องให้ เขานั้นสาบานเอาไว้ในใจว่าจะทำหน้าที่ให้ดีให้สมกับที่ไอแซ๊คนั้นมอบตำแหน่งที่สำคัญยิ่งให้



ไอแซ๊คนั้นมอบตราประจำเมืองของลาซาสให้แก่อลันเจ้าเมืองคนใหม่ แต่ตราประจำเมืองที่อลันนั้นรับมาก็เป็นเพียงพิธีการ เพราะตราประจำเมืองนี้เป็นของเครเทีย หลังจากนี้อลันต้องทำตราประจำเมืองใหม่และตรานั้นเขาต้องออกแบบด้วยตนเอง


“ยินดีด้วยนะอลัน”


รุดนั้นตบไหล่อลันที่เคยเป็นมือขวาของเขาเพื่อแสดงความยินดี เขานั้นรู้ความสามารถของอลันดี

แล้วรุดนั้นก็เห็นว่าอลันนั้นเหมาะสมที่สุดกับหน้าที่นี้


เหล่าแม่ทัพนั้นก็ต่างร่วมกันแสดงความยินดีกับอลัน และหวังว่าสักวันหนึ่่งตนเองนั้นจะสามารถก้าวหน้าแบบนี้บ้าง


“เอาล่ะๆ มาประชุมกันต่อเถอะ”


ไอแซ๊คนั้นตบมือให้สัญญาญเริ่มการประชุมต่อ


“ฉันจะทิ้งทหารไว้รักษาการไว้ที่นี่20000คน แล้วจะบุกรุกคืบไปยังเมืองหลวงของเครเทียต่อไป เพราะข่าวกรองนั้นแจ้งมาว่าที่เมืองหลวงเครเทียนั้นมีกำลังทหารเหลืออยู่เพียง50000คนเท่านั้น”


ไอแซ๊คนั้นมองไปยังมาเยด้า แล้วผายมือให้มาเยด้าที่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศเครเทียมากกว่าเขานั้นเป็นผู้อธิบายต่อ


“เมืองหลวงของเครเทียนั้นมีชื่อว่าเมืองฮาสซาลา เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรอยู่นับล้าน และต้องใช้เวลาเดินทางจากที่นี่เป็นเวลา5วัน ส่วนเมืองรายทางนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เพราะกองทัพเครเทียนั้นเกณท์ทหารของเมืองเหล่านั้นเพื่อบุกพวกเราจนเกือบหมด ส่วนผลลัพธ์นั้นทุกท่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว”


เหล่าแม่ทัพนั้นหัวเราะกันเบาๆ เพราะกองทัพเครเทียนั้นพ่ายแพ้ให้แก่ไอแซ๊คถึง2ครั้ง2คราและเสีย

กำลังพลไปเป็นแสนๆนาย


“เรื่องเสบียงนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง ยุ้งฉางของลาซาสนั้นมีเสบียงเพียงพออย่างเหลือเพือ ส่วนกำลัง

พลของเรานั้นก็แทบจะไร้ความเสียหาย เรียกได้ว่ากองทัพของพวกเรานั้นพร้อมรบสุดขีดจริงๆ”


ไอแซ๊คนั้นมองมาเยด้าแล้วยิ้มให้ เพราะเธอนั้นรู้ตื้นลึกหนาบางของเครเทียเป็นอย่างดี ไอแซ๊คนั้นจึงวางใจให้มาเยด้านั้นอธิบายสถานการแทน


“วันนี้ให้ทหารนั้นได้พักกันก่อน วันพรุ่งนี้เราจะเคลื่อนพลไปเยี่ยมราชามุสตาฟาที่กรุงฮาสวาลากัน

แต่ให้เดินทัพแบบไม่ต้องรีบร้อน ชมนกชมไม้ดูวิวทิวทัศน์ ดื่มด่ำกับธรรมชาติของเครเทียให้เต็มที่

แล้วรอให้ราชามุสตาฟานั้นรอจนคลั่งใจตายเองดีไหมทุกคน”


เหล่าแม่ทัพของโรฮานนั้นระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่น เพราะไอแซ๊คนั้นสั่งให้เดินทัพทันทีในวันพรุ่งนี้

แต่กลับบอกให้ไม่ต้องรีบซะอย่างนั้น



ไอแซ๊คนั้นลดความตรึงเครียดในการประชุมลงด้วยการเรียกเสียงหัวเราะ เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลงแล้ว ไอแซ๊คนั้นก็ยิ้มแล้วบอกแผนการที่อยู่ในใจของเขาออกมา


“การบุกนั้นความเร็วสำคัญที่สุด พวกเรานั้นยังมีม้าที่ราชาเฟอนานโดยกให้อีกเยอะแยะ แถมในเมือง

ลาซาสนั้นก็มีม้าศึกอีกเป็นจำนวนมาก เพียงพอที่จะให้กับทหารทุกคน เพราะฉะนั้นเราะจะเดินทางต่อเนื่องให้ถึงเมืองฮาสวาลาให้ถึงภายใน2วัน”


ไอแซ๊คนั้นไม่ยอมให้โอกาศราชามุสตาฟานั้นได้มีเวลาระดมกำลัง แล้วตัดสินใจบุกโจมตีสายฟ้าแลบทันที เพราะหากช้ากว่านี้จำนวนทหารที่รักษาเมืองฮาสวาลามีแต่จะมากขึ้น และการบุกในความเร็ว

ที่คาดไม่ถึงนั้นจะทำให้ฝ่ายเครเทียนั้นกดดันจนหายใจหายคอไม่สะดวกแน่นอน



จบตอนที่ 19




























 






































































































ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

3,297 ความคิดเห็น

  1. #3266 KINGLORD (@KINGLORD) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 15:14
    แม่สาวนักฆ่าจะมาเป็นเมียใครกันน่อ รู้ๆกันอยู่เห็นขนาดปุป ตกหลุมรักเลยค่า~
    #3266
    0
  2. #291 manima (@seriallicense) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 23:21
    มันส์หยดเลยทีนนี่บุกสายฟ้าแล็บเจ๋งมากเลยแผนนนี้
    #291
    0
  3. #277 mirasugi (@mirasugi) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 20:50
    พระเอกเราไม่คิดปั้นกุนซือสักหน่อยรึ เกิดสงครามทีไรคนคิดก็มีเเต่ไอเเซ็คเวลาโดนศึก2ทางจะได้มีคนช่วยดูเเลด้วย
    #277
    0
  4. #258 幸男。 (@yukio-omine) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 17:15
    ฆ่ามันเลย ~
    #258
    0
  5. #251 myเวลจริง (@power13) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 15:10
    ขอบคุณครับ
    #251
    0
  6. วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 14:12
    ให้ตายง่ายไปนะผมว่า ยังไม่สาสมเลยน่าจะทรมาณซํก 1 เดือนค่อยปล่อยให้ตายนะครับ สบายเกินไป = =

    ยกทัพไปถล่มพ่อมันเลย จากนั้นประหารทั้งราชวงศ์  พวกนี้เก็บไว้ไม่เชื่องหรอก เเว้งกัดเเน่ๆ ทั้งพวกขุนนาง ชนชั้นสูงด้วย เก็บไว้เเต่ชาวเมืองพอ

    เครเทียมีความเเค้นกับพวกไอเเซ็คเยอะ ทั้งฆ่าพ่อบุญธรรม ฆ่าลูกไอเเซ็ค ขืนใจคาเรน  สารพัดเพราะงั้นประหารยกโคตรเลย
    #250
    0
  7. #249 xeliilex (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 13:09
    จริงๆๆเครื่องบินคงไม่ไหว แต่ถ้าเป็นรถจักรไอน้ำน่าจะได้นะครับ ใครเคยดูหนัง 80 วันรอบโลกน่าจะเข้าใจ

    ว่าทำไมอังกฤษถึงดูแลอณานิคมอ้อมโลกได้

    ที่จริงแดนทะเลทรายก็น่าจะมีน้ำมันกับถ้านหินเยาะล่ะนะ



    ปล สอง แดนเหนือถ้าอิงตามภูมิศาสน์แบบโลกเรา ก็มักจะมีพวกเหล็กและเร่เยาะ แตาเพราะภูมิประเทศเลยบุกเบิกยาก



    พระเอกเราไม่น่าจะครองโลก เพราะ อณาจักรล้าหลังเกินไป ขนาดมีแบบแปลปืนยังสร้างไม่ได้เพราะช่างไร้ฝีมือ-*-



    แต่ยังไงตอนนี้ก็บุกเมืองแบบกดสูตรล่ะละ 3 จึก จบ-*-
    #249
    0
  8. #247 Black22 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 12:16
    สนุกมากครับ ต่อไปบุกเมืองหลวงเครเทียจะตั้งตารอนะครับ ^^
    #247
    0
  9. #246 pat (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 12:12
    โอ๊ะ คนแรก



    อิอิ

    ชอบมากเลย
    #246
    0
  10. #245 luxnaro (@luxnaro) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 11:58
    - - ยิ่งได้อาณาเขตเพิ่มยิ่งดูแลยาก ถ้าพี่แกจะครองโลกจริงๆคงต้องสร้างเครื่องบินแล้วล่ะ เดี๋ยวโดนตลบหลังแล้วจะกลับมาไม่ทัน เอิ้กกกก
    #245
    0