(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 9 : บทที่ 7 อยู่อโลนไม่มีสาเหตุดีกว่าอยู่เป็นเศษไม่มีเหตุผล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,950
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,187 ครั้ง
    9 ก.ย. 62

 

 

บทที่ 7 อยู่อโลนไม่มีสาเหตุดีกว่าอยู่เป็นเศษไม่มีเหตุผล

 

            ราตรีดึกสงัดนี้ซวี่เซิงไม่อาจข่มตานอนหลับได้

                ก็ถูกที่ว่าซอมบี้ไม่จำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนก็ได้ กระนั้นการนั่งหลับตาอยู่เฉยๆ ก็ช่วยฟื้นฟูแรงกำลังได้ดีแล้ว ทว่าซวี่เซิงก็ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะนั่งสมาธิ หลังจากแกล้งแหย่เหวินชูว่าจะเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังแล้วถูกหนุ่มน้อยต่อยเสยคางมาจนตัวปลิว เขาก็มานั่งชันเข่ามองพระจันทร์อยู่บนต้นไม้ เบื้องล่างก็คือเหล่าหน่วยรบที่ลาดตระเวรป้องกันอันตราย ผลัดเวรกันกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ท่าทางรักใคร่สามัคคีกันดี

                ในมือซวี่เซิงถือดอกหญ้าก้านยาวกวัดแกว่งไปมา วาดกรอบรอบพระจันทร์ดวงโตที่กลมเกลี้ยงราวกับเม็ดไข่มุก ในใจเหม่อลอยไปไกล ทั้งคิดถึงโลกเก่าหรือสหายเก่า กระทั่งพ่อกับแม่ที่จากตนไปนานตั้งแต่อายุ 40 กว่าๆ ก็พลันคิดถึงขึ้นมา

                ป่านนี้ทางนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ เขาที่ตายเพราะไปเที่ยวสถานเริงรมย์เช่นนั้น คนรู้จักทั้งหลายรู้แล้วจะทำสีหน้าอย่างไร แม้ว่าเศร้าแต่ก็คงหลุดขำออกมาสักพรืดแน่ๆ การตายน่าอนาถขนาดนั้นขนาดซวี่เซิงคิดยังอดส่ายหัวแล้วยิ้มไม่ได้เลย

                เพื่อนเที่ยวเขาคงร้องไห้ทั้งหัวเราะ แต่เพื่อนพราหมณ์ของเขาคงเสียใจอย่างสุดซึ้งเป็นแน่ อุตส่าห์หาวัดบวชสายวัดป่ากรรมฐานให้เขาได้แล้วแท้ๆ ชีวิตดันมาสิ้นลงเสียก่อน ไม่รู้จะว่าอย่างไร แต่การที่เขามาโลกนี้และได้รับหน้าที่ที่คาดไม่ถึงก็ทำให้เขาพูดไม่ออกเช่นกัน จนอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าที่ตนมาโผล่อยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดใช่หรือไม่

                ตัวเขาที่ไม่ได้มีพลังยุทธ์หรือเก่งกาจอะไรเลยจะสามารถทำอะไรได้จริงๆ หรือ...

                “แน่นอน เจ้าทำได้แน่ มั่นใจในตัวเองหน่อยสิซวี่เซิง”

                “เหวอ!” ซวี่เซิงตกใจหงายหลังเกือบร่วงลงจากต้นไม้ โชคดีนักที่เจ้าคนที่โผล่มากะทันหันนั่นคว้าข้อมือเขาดึงกลับมาไว้ได้ทัน “ทำไมโผล่มาไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้ว...หงเฟย!

                จูหงเฟยยิ้มแห้งด้วยใบหน้าจืดชืด ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งข้างซวี่เซิง “พอดีว่าทางข้าคืบหน้าแล้วจึงมาเยี่ยมเยียนเจ้า เป็นอย่างไร...คิดไม่ถึงเลยนะว่าเจ้าจะมาอยู่กับตงฉวนเสียได้ รอยช้ำตรงใต้ตาเจ้าถูกเขาต่อยมาล่ะสิ บรื๋อ แรงอย่างนั้นแค่คิดก็สยองแล้ว”

                ซวี่เซิงแทบอยากจะบีบคอจูหงเฟยให้หักคามือ “เจ้าไปทำเลวอะไรไว้บอกมานะ ไอ้หมีควายบ้านั่นแทบจะพ่นเลเซอร์ออกมาปั่นคอข้าทางสายตาได้อยู่แล้ว!

                “เอ๋...เลเซอร์? มันคืออะไรกันล่ะนั่น แต่ฟังดูอันตรายนะเนี่ย”

                “จะอะไรก็ช่าง สารภาพบาปเจ้าออกมาซะ”

                “ไม่คิดอยากจะถามความคืบหน้าก่อนเหรอ”

                “ไม่ เอาเรื่องนี้ก่อน หัวข้าสำคัญกว่าสวรรค์”

                “...” จูหงเฟยยิ้มแหยมุมปากกระตุก สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อสายตาคาดคั้นของซวี่เซิง ยอมปริปากเอ่ยออกมาจนได้ “เจ้าถามผิดคนแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนทำ”

                “ว่าไงนะ...ก็เห็นชัดๆ ว่าเจ้าหมีนั่นเกลียดเรื่องกามๆ มากกว่าอะไรดี ทั้งๆ ที่คนในโลกนี้ไม่แม้แต่จะรู้จักน้ำหยวนหยางเสียด้วยซ้ำ”

                จูหงเฟยผินหน้ากลับไปมองดวงจันทร์กลมโตดวงนั้น “ซวี่เซิง คนในโลกนี้น่ะบำเพ็ญเซียนปฏิบัติละมากันหมดเป็นเวลานานกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก”

                “แล้ว...?”

                “เพราะฉะนั้น อะไรที่มันนานมากเกินไป พวกเขาล้วนหลงลืมกันทั้งสิ้น ในครั้งที่ตงฉวนเริ่มจะปฏิบัติ เขาอายุเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้นกระมัง ฉะนั้นเรื่องทางเพศที่ห่างไกลขนาดนั้นน่ะจำไม่ได้หรอก และอายุ 12 ก็เป็นอายุที่คนรุ่นๆ นั้นเริ่มต้นบำเพ็ญเซียนขั้นพื้นฐานกัน ยังมิทันลิ้มลองความหวานฉ่ำของวัยหนุ่มสาวกันเลย น้ำหยวนหยางในกายก็ถูกรากปราณสะกดไว้แล้ว ทำให้คนที่นี่น่ะไม่มีกระทั่งธงตั้งตอนเช้าด้วยซ้ำ”

                “...” ซวี่เซิงนั่งฟังอย่างเงียบๆ ปล่อยให้จูหงเฟยกล่าวต่อ

                “เจ้าอยากรู้หรือว่าทำไมตงฉวนจึงเกลียดศาสตร์กามทั้งๆ ที่ไม่รู้จักมัน”

                “อืม”

                จูหงเฟยถอนหายใจยาวเหยียด “เรื่องนี้ก็นานมากแล้ว ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้ ยามนั้นข้ายังเป็นศิษย์ศึกษาในสำนักศาสตร์กามอยู่ และเรื่องอย่างว่าก็ยังไม่ได้ถูกลบหายไป ในเวลานั้น ผู้ที่ขึ้นเป็นประมุขสำนักคือชายที่นามว่าหลิ่งซาน”

                “หลิ่งซานหรือ...”

                ไม่รู้เพราะเหตุมด แต่ซวี่เซิงกลับรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับนามนี้ลึกๆ

                “ซวี่เซิง...ศาสตร์แห่งกามคือศิลปะชั้นสูง เป็นความรู้สึกบริสุทธิ์จากสัญชาตญาณ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ศาสตร์แห่งกามเองก็เช่นกัน เรื่องทางเพศคือเรื่องละเอียดอ่อน ที่ถ้าหากไม่รู้จักใช้มันให้ดี มันก็จะกลายเป็นเรื่องโหดร้ายอย่างถึงที่สุด”

                น้ำเสียของจูหงเฟยยามที่กล่าวคำนี้ทั้งแฝงไปด้วยความเจ็บปวดและหยันเยาะ ดวงตาสีดำเข้มหม่นแสงลง ราวกับจะสะท้อนส่วนลึกที่สุดภายในจิตใจ ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายที่สำนักเขาได้สร้างบาดแผลให้กับหลายร้อยชีวิต

                จูหงเฟยว่าต่อ “เจ้าเองก็รู้สินะว่าตงฉวนคือคนจากเผ่าทะเลทรายขาวที่ล่มสลาย เผ่าของเขาล่มสลายเพราะผีดิบ แต่เจ้ารู้หรือไม่ เผ่าของเขาถูกทำลายมาก่อนหน้านั้นเสียอีก”

                “...”

                “ด้วยฝีมือของมนุษย์”

                ซวี่เซิงเผลอกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว ปากก็เอ่ยถาม “อย่างไร...”

                “ตอนนั้นไม่ใช่คนทุกคนในโลกนี้จะเป็นเซียนใสซื่อกัน ยังคงมีมนุษย์จิตใจสกปรกละโมบโลภมากอยู่ สำนักของเราเองก็อยู่ได้เพราะผู้อุปการะผู้หนึ่ง ตามจริงแล้วศิษย์ในสำนักทุกคนไม่มีใครชอบคนคนนี้หรอก แต่หลิ่งซานกลับสนิทสนมกับผู้อุปการะผู้นี้อย่างมากจนเรียกขานกันว่าพี่น้องเต็มปาก ผู้อุปการะเป็นพ่อค้าทาส...เจ้าลองเดาดูสิว่าเขาค้าทาสอะไร”

                ซวี่เซิงเกือบพลั้งปากตอบแต่ก็ยั้งไว้ในลำคอ ริมฝีปากสั่นระริก จูหงเฟยก็เฉลยออกมาเองเพราะรู้ว่าอย่างซวี่เซิงคงไม่ต้องเสียหัวคิดเดานาน

                “พ่อค้าทาสกาม”

                “...ไม่จริงน่า ทำไมกัน”

                “พ่อค้าทาสผู้นั้นสมรู้ร่วมคิดกับหลิ่งซาน กวาดต้อนไล่ล่าคนขอเผ่านอกด่านมาเป็นทาส เผ่าของตงฉวนเป็นหนึ่งในนั้น วัยเยาว์เขาถูกพรากออกจากอกแม่ ชายหญิงถูกจับแยก เจ้าคงรู้ว่าผู้หญิงถูกจับไปทำอะไร กระทั่งชายเองก็ไม่เว้น เด็กบางคนที่หน้าตางดงามเองก็เช่นกัน ในเวลานั้นหลิ่งซานทำให้ชื่อเสียงของสำนักเปื้อนมลทินเป็นอย่างมาก เขาใช้ศาสตร์วิชาของเราในทางมิชอบ ทั้งๆ ที่แต่เดิม ศาสตร์ของเราคือศาสตร์แห่งการให้กำเนิด แต่มันกลับถูกนำไปสนองในอีกทางหนึ่ง ถ้าหากการสนองนั้นคือการตกลงปลงใจของคนสองคนมันคงไม่เลวร้ายแบบนี้...”

                “แล้วตงฉวน...”

                “เขายังเด็กมาก คงถูกจับไปเฆี่ยนตีใช้แรงงาน ข้าก็ไม่รู้ลึกนักหรอก เพราะเมื่อผีดิบบุกเข้ามา เจ้าพ่อค้าทาสนั่นก็ใช้เหล่าทาสที่จับตัวไว้เป็นกำแพงคนป้องกันตัวเองหนีไป ชนเผ่านอกด่านหลายสิบเผ่าต้องล่มสลายเพราะเหตุการณ์นั้น มีเพียงตงฉวนเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์โหดร้ายนั่น”

                “เขารอดชีวิตได้อย่างไรกัน ในสถานการณ์แบบนั้น...”

                “มีใครคนหนึ่งช่วยเขาไว้ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใคร แต่นั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของตงฉวนที่ทำให้เขาหันมาจับอาวุธแล้วฝึกปรือตัวเองจนเป็นอย่างทุกวันนี้ ทั้งหมดที่ข้ารู้ก็คือเท่านี้ ว่าอย่างไร เจ้าพอจะได้คำตอบหรือยังว่าทำไมตงฉวนจึงเกลียดปรมาจารย์ศาสตร์กาม?” 

                ซวี่เซิงพูดไม่ออกแล้ว ในหัวตีกันมั่วไปหมด พอรู้ว่าอดีตตงฉวนเจออะไรมา ไอ้เรื่องที่ตัวเองไปกวนเท้าเขาไว้ก็ทำเอาซวี่เซิงรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ แม้เขาจะเป็นพวกกวนประสาทได้ไม่ลืมหูลืมตาและชื่นชอบจะแหย่คนให้โมโหเล่นๆ แต่ในฐานะที่วุฒิภาวะก็มิใช่เด็กแล้ว ย่อมต้องรู้ว่าควรหยุดอยู่แค่ตรงไหน

                จูหงเฟยรับรู้ได้ถึงกระแสอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของซวี่เซิง นายหน้าจืดตบไหล่ซวี่เซิงสามที “วางเรื่องตงฉวนไว้ก่อนเถอะ แค่เขาอดใจไม่บั่นคอเจ้าได้พร้อมทั้งพามาด้วยก็ทำข้าประหลาดใจมากแล้ว มาเรื่องนี้ดีกว่า ซวี่เซิง ข้าส่งสายสอดแนมเข้าสวรรค์ไปได้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เองก็มีเรื่องที่ต้องไหว้วานเจ้าอย่างจริงจังสักที”

                “แค่โยนภาระปรมาจารย์มาใส่หัวข้านี่ยังไหว้วานไม่จริงจังอีกใช่มั้ย”

                จูหงเฟยหัวเราะร่วน “ข้าอยากให้เจ้าสร้าง ครรภ์มังกรเทียม ขึ้นมา”

                “...”

                หะ?

                ซวี่เซิงขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม “ครรภ์มังกร...อะไรนะ”

                “ครรภ์มังกรเทียม หากอยากจะตีสวรรค์ให้แตก เราจำเป็นต้องใช้มัน”

                “อธิบายให้ชัดเจนที เจ้าพูดว่ามังกร...”

                “มังกรโลกันต์ส่งตรงจากนรก ข้าอยากให้เจ้าลงไปในอเวจีของเขตแดนมาร ไปช่วยผสมพันธุ์มังกร แล้วก็เอาไข่กลับมา สร้างครรภ์เทียมแล้วก็ฟักลูกมังกร...”

                จู-หง-เฟย! ซวี่เซิงเบิกตาโตค้าง อ้าปากอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก จูหงเฟยหัวเราะแหยๆ ด้วยใบหน้าน่าสงสารจับใจ “เถอะนะ! ข้าก็บอกเจ้าแล้ว ข้าแยกร่างไม่ได้! ข้าขึ้นไปจัดการเรื่องบนสวรรค์ก็ลำบากไม่น้อยนะเห็นแบบนี้”

                “เจ้าไปสวรรค์ข้าเลยต้องไปนรกเรอะ เจ้าบ้านี่!

                จูหงเฟยรีบใช้วิชาลอยตัวกระโดดหนีซวี่เซิงที่พุ่งเข้ามาจะกระชากคอได้ทันท่วงที เขาลอยตัวหวืออยู่กลางอากาศ พนมมือขึ้นมาข้างหน้าแกมอ้อนวอน

                ซวี่เซิงที่ลอยตัวเท่ๆ แบบนั้นไม่ได้ได้แต่เกาะขอนต้นไม้กัดฟันกรอดๆ ไม่อาจทำอะไรจูหงเฟยได้แค้นเคืองใจยิ่งนัก

                “เชื่อข้าสิ มันไม่ยากลำบากอะไรขนาดนั้นหรอก! เดี๋ยวข้าจะส่งสาสน์แล้วส่งคนมาช่วย เจ้าจะได้ไปสบายแน่”

                “ไปสบายของเจ้าน่ะความหมายไหน! ข้าไม่ใช่ผู้วิเศษนะ แล้วนั่นก็มังกรไม่ใช่หมา เจ้าขอร้องข้าซะอย่างกับว่าขอให้ไปผสมพันธุ์หมาอย่างนั้นแหละ เห็นว่าข้าเป็นครึ่งผีดิบไม่เจ็บไม่ตายเลยใช้งานกันแบบนี้เหรอ”

                จูหงเฟยรีบหลบตา ท่าทางหลุกหลิกเช่นนั้นคงเป็นความจริงแน่ๆ ซวี่เซิงแค้นใจนัก เกลียดความซอมบี้ในร่างตัวเองก็ยามนี้

                จูหงเฟยปลอบเสียงหวาน “ซวี่เซิง ถือเสียว่าทำบุญเถอะ โลกทั้งใบต้องพึ่งพิงเจ้า ข้าเองก็เช่นกัน! บุญกุศลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ทำให้เจ้าสบายไปอีกหลายพันชาติเชียวนะ”

“กุศโลบายจ่ายก่อนได้ทีหลังอย่างกับของพรีออเดอร์ที่หวิดจะโดนลอยแพแหล่มิลอยแพแหล่แบบนั้นเจ้าพูดออกมาได้ยังไงหะ ได้ยังไง!

“ตั้งสติก่อน เจ้าพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะซวี่เซิง! เอาน่า ไม่แย่นักหรอก คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ข้าเชื่อมั่นในเจ้านะ เจ้าก็ควรเชื่อมั่นในตัวเองบ้างสิ”

ร่างของจูหงเฟยเริ่มจางหายไปกับอากาศ เขากำลังจะไปแล้ว และซวี่เซิงเองก็ฉุดรั้นเจ้าหนุ่มหน้าจืดนี่ไม่ได้ด้วย จึงทำได้เพียงโมโหโทโสแทบอกแตกตาย “ถ้าเจ้ารู้ว่าชาติก่อนข้าใช้ชีวิตยังไงเจ้าจะไม่ใช้คำว่าคนดีกับข้าแน่ แล้วที่สำคัญข้าเป็นผีดิบ ข้าตายอยู่แล้ว!

“ฮะๆๆๆ”

“ไอ้หงเฟย!

จูหงเฟยทิ้งท้ายคำว่า “เดี๋ยวจะส่งผู้ช่วยมา” แล้วก็หายวับไปเลย ทิ้งให้ซวี่เซิงนั่งหัวเสียอยู่ต่อคนเดียว

ผสมเทียมมังกรนะไม่ใช่ผสมเทียมหมา! ว่าไปขนาดมังกรยังต้องให้ไปช่วยชี้แนะการบ๊ะๆ นี่โลกนี้มันถึงจุดจบมากี่รอบแล้วเนี่ย เหนื่อยโว้ย

...

 

พระอาทิตย์ทักทายเส้นขอบฟ้าปุ๊บ ขบวนทัพชุดเกราะก็เริ่มออกเดินทางกันต่ออย่างรวดเร็ว

ซวี่เซิงแม้ไม่ต้องนอนก็ได้ยังรู้สึกล้าๆ เพลียๆ อยู่ในรถเทียมม้า ปล่อยให้ขบวนทัพเดินทางต่อไปเรื่อยๆ สมองเขาล้าเป็นอย่างมาก เพราะมีเรื่องให้คิดเยอะมากจนเกินไป ทำให้การตอบสนองอะไรๆ พลันช้าไปด้วย

บัดนี้พวกเขาก้าวเข้ามาถึงเขทะเลทรายที่มีทรายเป็นสีขาวโพลนแล้ว มองไปจนสุดตาราวมองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากภาพที่บิดเบี้ยวเพราะไอแดดอันร้อนระอุและสีขาวสว่างที่ทอดยาวจนสุดตา ขบวนทัพตั้งแถวเป็นแนวยาว ตงฉวนนำอยู่เบื้องหน้า ด้านหลังยังมีเหวินชูที่ซ้อนหลังอยู่ชะเง้อคอมองนู่นมองนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เหวินชูมองไปมองมาก็หันหลังกลับไปมองรถเทียมม้าที่อยู่ใจกลางขบวน ไม่รู้ซวี่เซิงที่หลบอยู่ด้านในเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ดูเงียบผิดปกติ หรือว่าจะเกิดสำนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วกันนะ?

เหวินชูดึงๆ เสื้อตงฉวน ตงฉวนก็เบนหน้ากลับมามองเขา “อะไร”

เหวินชูมองตงฉวน แล้วก็มองรถเทียมม้า

ตงฉวนหยุดม้า “ไปสิ แต่ถ้าเจ้าโรคจิตนั่นจะทำอะไรบ้าๆ ก็วิ่งกลับมาล่ะ”

เหวินชูกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งไปที่รถเทียมม้าคันนั้น แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อพื้นทะเลทรายที่ยืนอย่นั้นเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเหวินชูเกือบเซล้ม

“ถอย!!” ตงฉวนสัมผัสเฉียบคมฉับไว เขาร่ายวงเวทเรียกง้าวมังกรเขียวของตนออกมาอย่างรวดเร็ว พื้นทรายที่ม้าศึกเหยียบอยู่ถูกแรงดูดปริศนาทลายความหนาแน่ลง ราวกับมีหลุมบ่อขนาดใหญ่อยู่เบื้องล่าง

ซวี่เซิงที่นั่งหลับตาหัวโขกโป๊กกับขอบประตูเพราะแรงสั่นสะเทือนที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว “เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

เหวินชูเปิดประตูรถเทียมม้ากะทันหัน ยังไม่ทันที่ซวี่เซิงจะได้ถามก็ดึงลากคอเสื้อนอกซวี่เซิงออกมาจากตัวรถเทียมม้าอย่างรุนแรงแล้ว ซวี่เซิงร้องเหวอ เหวินชูก็เหวี่ยงเขาไปอีกทางจนหงายหลังขาชี้ฟ้า

ครึ่งผีดิบน้อยเหยียบเข้าที่ตัวรถเทียมม้าก่อนที่จะใช้แรงจากปลายเท้าดีดร่างขึ้น กระโดดหลบออกมาได้ทันก่อนที่จะถูกทรายดูดจมหายลงไปเบื้องล่าง ทว่าม้าที่ลากติดกับรถเทียมโชคไม่ดีจึงถูกสูบหายไปอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันร้องทรมานร่างม้าอ้วนพีสองตัวก็หายลับไปจากตา ซวี่เซิงผุดลุกขึ้นทันเห็นภาพนั้นด้วยความสยดสยอง “นะ...นี่มันอะไรกัน”

มีหลุมทรายดูดขนาดใหญ่อย่างนี้กลางทะเลทรายด้วยหรือ! ซวี่เซิงรีบลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก แตกต่างจากตงฉวนและเหล่านักรบที่ดูจะชินชากับการเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้ดี เหวินชูมายืนอยู่ข้างกายซวี่เซิง ตั้งท่าเฝ้าระวัง

พักหายใจได้ไม่ถึงสองรอบ พื้นทรายที่เหยียบอยู่ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ซวี่เซิงไม่รักษามาดแล้ว เขากระโดดโหยงไปเกาะตัวเหวินชู โชคดีนักที่คราวนี้เหวินชูไม่เล่นบทโหดผลักเขาออกไป

แม่ทัพฝ่ายขวาหรงเซี่ยชี้อาวุธทวนวงเดือนในมือของตนไปยังพื้นทราย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น “ท่านแม่ทัพ นี่มัน...”

ตงฉวนไม่ตอบ แต่ตวัดตามองจิวเมี่ยว จิวเมี่ยวก็เดินปราดเข้ามาหาซวี่เซิงทันที “ท่านปรมาจารย์ โปรดอย่าห่างข้างกายข้านะขอรับ”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นรึ”

จิวเมี่ยวทำหน้าลำบากใจ ก่อนจะเหลือบตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

ซวี่เซิงขนลุกซู่ มีเพียงคำตอบเดียว...สวรรค์เคลื่อนไหวแล้ว!

โฮลี่ชิท  กะลาหัวไม่ปลอดภัย ซวี่เซิงกอดเหวินชูแน่น ขดตัวอยู่หลังจิวเมี่ยว ปล่อยให้ชายหนุ่มที่ท่าทางเหมือนพระวัดเส้าหลินป้องภัยตัวเอง

และแล้วฝันร้ายที่เขาคิดไม่ถึงก็โผล่พรวดพราดออกมาจากผืนทรายทันที ซวี่เซิงตกตะลึงจนใจหายวูบวาบ คิดไม่ถึงเลยว่าในชีวิตนี้ตัวเองที่เกลียดแสนเกลียดอะไรน่ากลัวสยองขวัญจะต้องมาพบเจอ

อสูรกายทรายดูดตัวใหญ่อย่างกับตึกสิบชั้นตะกุยตะกายทรายออกมา เหวินชูกระโดดหลบพร้อมเพรียงกับคนอื่นๆ โดยมีซวี่เซิงหวาดผวาร้องเสียงหลงติดสอยไปด้วย

หรงเซี่ยหันไปเอ่ยด้วยใบหน้าตื่นตระหนกกับตงฉวน “ท่านแม่ทัพ! สัตว์อสูรระดับพิชิตปราณฟ้า!

ตงฉวนสถบพลางถ่มน้ำลาย สีหน้าดุดันเกรี้ยวกราด จ้องมองเจ้าอสูรกายที่ตะกายทรายขึ้นมาด้วยแววตาไร้ความหวั่นเกรง

ซวี่เซิงแทบเป็นลม นอกจากผีดิบแล้วในโลกนี้ยังมีสัตว์อสูรระดับอะไรฟ้าๆ อีกด้วยเรอะ!

เจ้าอสูรกายนั่นมีศีรษะบิดเบี้ยวเหมือนมนุษย์ถึงสามหัว เส้นผมยาวดำรุงรัง ใบหน้าอัปลักษณ์เหลือกหลน ริมฝีปากบางฉีกยื่นจนเกือบถึงใบหู นัยน์ตาสีขาวโพลน ฟันเขี้ยวซี่ใหญ่เหลืองสกปรกมีลิ้นยาวสองแฉกตวัดยื่นออกมา ลำตัวยาวเป็นปล้องๆ เหมือนตะขาบ ไม่มีขาแต่มีสองมือใหญ่ยาวผิดรูปผิดร่างสองข้าง

โอยยย นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย โลกก่อนเจอตะขาบตัวเท่าเส้นด้ายซวี่เซิงก็ขนหัวลุกวาบๆ จะแย่แล้ว นี่อะไร ผีตะขาบยักษ์ สวรรค์ เอ็งมันไม่แฟร์ ไปตายซะ!

พื้นทรายเบื้องล่างสั่นสะเทือนอีกครั้งทำให้แทบยืนทรงตัวไม่ได้ ตงฉวนตวาดก้อง “โผล่หัวมาได้จังหวะดีจริงเชียว มาก็ดี ข้ากำลังอารมณ์เสีย!

“ท่านแม่ทัพ ระยะไกล 100 ลี้ มีฝูงผีดิบพุ่งตรงมาทางนี้ขอรับ” นายนักรบคนหนึ่งส่องกล้องทางไกลกล่าว บุกเข้ามาพร้อมกันทั้งอสูรกายทั้งผีดิบ บอกทีเถิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง

ตงฉวนเอ่ยเสียงต่ำ “จะมาเท่าไหร่ก็ช่าง ปกป้องหัวเจ้านั่นไว้ให้ได้ก็พอ เรื่องอื่นช่างบิดามารดามัน!

“...” ซวี่เซิงเงยหน้าขึ้น ตงฉวนไม่ได้หันกลับมาจึงมองเห็นแต่แผ่นหลังเหยียดตรงที่ต่อให้มีเสื้อเกราะปิดไว้ก็รับรู้ได้ว่าภายในต้องเต็มไปด้วยเส้นสายกล้ามเนื้องดงาม ซวี่เซิงเหมือนจะซาบซึ้งหน่อยๆ แม้อีกฝ่ายนั่นแหละที่ต่อยหัวเขาเกือบหลุดเองก็ตาม

ทรายดูดเริ่มทำงานอีกครั้ง ตงฉวนกลับไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยง เขายังคงยืนประจันหน้าอยู่เช่นนั้น รัศมีสีเงินเปล่งออกมาจากกาย ส่องสะท้อนกับเส้นผมของเขาจนส่องสว่างราวกับผืนทราย เส้นยวงใยสว่างเหล่านั้นค่อยๆ ไหลรวมกันซ้อนทับเป็นกลีบชั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ก่อเกิดเป็นรูปทรงของดอกพลับพลึงแมงมุมแดงดังเช่นคราวก่อน

ท่วงท่าสังหารอันงดงามที่ทรงอานุภาพร้ายกาจ ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณพลังอันลุกโชนเปลี่ยนเป็นระเบิดอันรุนแรง เม็ดทรายสีขาวระเบิดอยู่ใต้ฝ่าเท้าตงฉวนลึกเป็นวงกว้าง ลามไปจนถึงอสูรกายตนนั้น

ซวี่เซิงยกมือขึ้นปิดป้องกันเม็ดทรายเข้าตา ลมปะทะจากแรงอัดนั้นมีมากกว่าที่คิดทำเอาร่างแทบปลิว แต่ก่อนจะหลับตา เขาก็ทันได้เห็นสวนดอกพลับพลึงแมงมุมแดงที่งอกเงยทะลุผืนทรายขึ้นมา

ผืนทรายยังสั่นสะเทือนไม่สงบ พริบตานั้นก็มีเถาหนวดบางอย่างพุ่งทะลุขึ้นมา จิวเมี่ยวรีบดึงซวี่เซิงเข้ามาหาตัว “ท่านปรมาจารย์เกาะตัวข้าไว้! หากถูกมันดึงลงไปล่ะก็แย่แน่”

“ตกลงนี่มันตัวอะไรกันแน่เนี่ย!

เหวินชูงัดแส้ขึ้นมา กวาดตัดเหล่าเถาหนวดที่พุ่งขึ้นโจมตีรอบๆ ตัว ช่วยกันกับจิวเมี่ยวป้องกันตัวซวี่เซิง ซวี่เซิงจะงัดพู่กันมาตวัดวาดเวลาชีวิตก็กระชั้นจนวาดอะไรไม่ได้ เพราะต้องคอยระวังจะถูกเถาที่งอกจากพื้นซึ่งไม่รู้ว่าจะโผล่มาจากจุดไหนโจมตี ไหนจะบิลด์อารมณ์ไม่ขึ้นอีก

จิวเมี่ยวเอ่ย “ปกตินี่คือช่วงจำศีลของมัน คิดไม่ถึงเลยว่าจะปรากฏตัวออกมา ท่านปรมาจารย์ขี่หลังข้าก่อน”

“ได้!” ซวี่เซิงโดดขึ้นหลังจิวเมี่ยว สายตาก็เหลือบมองไปยังตงฉวน

อสูรกายคลั่งยังไม่ยอมพ่ายแพ้โดยง่าย แต่เมื่อมันแตะโดนแม้เพียงเสี้ยวของดอกพลับพลึงแมงมุมแดง ตัวของมันก็ปรากฏจุดสีแดงขึ้นลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว ตงฉวนใช้ความว่องไวดุจแสงตวัดง้าวมังกรเขียวพุ่งตรงเข้าไป บุกลุยอย่างรุนแรงดุเดือดจนแทบจะแหวกผ่าอากาศให้ฉีกขาด

อสูรกายตนนั้นพ่นเมือกสีม่วงออกมาจากศีรษะทั้งสาม ตงฉวนก็หลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว เขาแสยะยิ้มเย้ย จุดสีแดงที่ขึ้นอยู่ตามตัวเจ้าอสูรกายก็ค่อยๆ ผุดเป็นตอเล็กๆ ขึ้นมา ก่อนคลี่กลีบแย้มบานกลายเป็นดอกโตเต็มวัย

“ลาล่ะไอ้เดรัจฉาน!” ตงฉวนประกาศกร้าว ผ่าง้าวมังกรเขียวเข้าที่กลางศีรษะอสูรกายคลั่ง พร้อมๆ กับการระเบิดกัมปนาทพร้อมๆ กันของเหล่าดอกพลับพลึงแมงมุมแดง

“กี๊ซซซซซซ!!เจ้าอสูรกายร้องหวีดเสียงแหลมเสียดรูหู ทั้งเยื่อเมือก เนื้อผิวหนัง น้ำเลือดน้ำหนองที่ถูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความตายระเบิดโพละออกมาอย่างกับโกโก้ครั้นช์ ซวี่เซิงย่นคออี๋แหวะ ตงฉวนก็ตามไปทะลวงฟันต่อไปยั้ง ราวกับสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งที่กระหายเลือดไล่ต้อนเหยื่อ ไม่รู้อสูรกายนั่นเป็นตายร้ายดีอย่างไร มันกรีดร้องทรมานก่อนจะรีบใช้สองมือรวบทราย ฝังตัวลงทรายหายไป

ตงฉวนสบถ “ชิ” ก่อนจะยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง

“ท่านแม่ทัพ รีบไปกันเถอะขอรับ เจ้าพวกผีดิบนั่นกำลังพุ่งตรงมาทางนี้แล้ว หากเกิดเสียงระเบิดขึ้นอีก...”

ตงฉวนที่กำลังจะให้ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงงอกเงยออกมาจากผืนทรายเป็นอันต้องหยุดลง เขาผินหน้ากลับมา สบตาเข้ากับซวี่เซิงที่เกาะอยู่บนหลังจิวเมี่ยวเข้าพอดี

“...”

“...”

หรงเซี่ยเอ่ย “อีกไม่นานก็จะถึงบูรพาเวหะแล้ว รีบไปกันก่อนเถิดขอรับ...”

บูรพาเวหะคือป้อมปราการป้องกันของกองทัพจ้าวยุทธ์แห่งทะเลทรายขาว หรงเซี่ยเกรงว่าหากชักช้ารั้งรอจะเกิดอะไรขึ้นได้ ลำพังพวกเขาไม่เป็นไร แต่ซวี่เซิงไม่เป็นวรยุทธ์ หากเกิดอะไรขึ้นกับเขาคงไม่ดีแน่ หากไปถึงที่หมายเมื่อใดก็มีหลังคาป้องหัว ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่ที่โล่งเปิดกว้างเช่นนี้

ตงฉวนสะบัดอาวุธทีหนึ่ง ก่อนบ่นอย่างจงใจ “ตัวถ่วงจริง”

ซวี่เซิงฉุนกึก “เออ ขอโทษที่กากแล้วกัน”

ตงฉวนทำเป็นเมินซวี่เซิง สั่งให้รีบประจำที่ออกเร่งเดินทางต่อก่อนที่เหล่าผีดิบน่ารำคาญจะตามไล่หลังทัน

ซวี่เซิงลงจากหลังจิวเมี่ยว เอ่ยขอบคุณเขาอีกครั้งหนึ่ง แล้วหมุนตัวไปจะขึ้นรถเทียมม้า ก่อนจะรู้สึกตัวว่ารถเทียมม้าถูกทรายดูดไปแล้วนี่นา

เหวินชูเดินตามหลังมาเงียบๆ หันกลับไปมองตงฉวน ก่อนจะคิดว่าพาซวี่เซิงไปซ้อนหลังตงฉวนกับตนคงปลอดภัยที่สุด ยื่นมือไปจะดึงเสื้อเรียกซวี่เซิง...

“เหวอ!!

!?

ซวี่เซิงร้องเสียงดังลั่น เมื่อจู่ๆ ร่างทั้งร่างก็วูบลงไป เท้าไม่เหยียบพื้นแต่จมหายไปทีเดียวเกือบมิดหัว

ไอ้อสูรกายนั่นมันยังไม่ตายดี มันซุ่มซ่อนรอจังหวะอยู่!! นี่มันไม่ใช่ทรายดูดแล้ว แต่มันคือหลุมดำข้ามมิติเลยต่างหาก

“ท่านปรมาจารย์!

เหวินชูรีบคว้ามือซวี่เซิงไว้แล้วออกแรงดึงอย่างแรง แต่แรงมากเกินไปจนแขนซวี่เซิงหลุดผลุบ! ตัวหายลงทรายแต่มือข้างนั้นติดมากับเหวินชูที่ออกแรงดึงจนกลิ้งไปด้านหลัง หรงเซี่ยรีบเข้ามาพยุงเขาไว้ เหวินชูดวงตากลมโตเบิกโพลง ตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปอีกครั้ง ก็มีร่างร่างหนึ่งกระโจนผ่านเขาไปด้วยความรวดเร็ว กระโดดลงหลุมทรายดูดตามลงไปติดๆ

“ท่านแม่ทัพจ้าวยุทธ์กระโดดลงไปแล้วหรือ!” เสียงเอะอะตามมา แทบไม่มีใครคิดหรือมองตามทันว่าตงฉวนจะกระโดดตามซวี่เซิงลงไป

เหวินชูจะตามลงไปด้วยก็ถูกหรงเซี่ยดึงไว้

หรงเซี่ยตะโกน “ไม่ได้นะ เจ้าจะจมหายลงไปด้วย!

ผีดิบฝูงนั้นกำลังใกล้เข้ามาเต็มที ปลายเส้นผมสีขาวของตงฉวนก็ถูกผืนทรายสีขาวกลบฝังจนหายลับไปจากสายตา




-------------------------------

สวัสดีทุกคนนะะะ//

เนื้อเรื่องในบทนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นมาอีกระดับนึงแล้วล่ะ ตื่นเต้นนน

สำหรับนิยายเรื่องนี้นั้น มันเป็นเรื่องที่ชวนอิหยังวะจริงๆนั้นแหละฮะ555555 ไรท์แต่งเองยังอิหยังวะเองเลย เกิดคำถามอยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำว่านี่ข้าพเจ้าแต่งอะไรลงไปกันเนี่ย นิยายประวัติศาสตร์ใช่มั้ย ยังไง55555

สำหรับบทนี้นั้นก็ได้มีการเผยปมของตงฉวนออกมานิดหน่อยแล้ว รวมถึงภารกิจอย่างแรกของซวี่เซิง แต่ก่อนหน้านั้นคือลุงแกโดนทรายดูดวูบหายลงดินไปแล้ว ธรณีสูบที่แท้ ลุงโว้ยยย

แต่ไม่เป็นไร เพราะตงฉวนโดดตามลงไปแน้ว! จะเกิดอีเว้นโมเอะอะไรตอนหน้าหรือไม่ ฝากติดตามด้วยเด้อ ♥(ノ´∀`)ไรท์ก็จะมาต่อแบบสู้ๆ รวดเร็วววว

งานยังเยอะแบบว่าทับตัวตายได้เหมือนเดิม แต่เพราะนิยายมันค้างในหัวถ้าไม่แต่งออกมารู้สึกชีวิตอุดอ่อก นอกจากฝากนิยายแล้วก็ฝากเจ้าไรท์ไว้ด้วยนะ แง ขอบคุณนักอ่านทุกคนมากเหมือนเดิมฮับ กอดๆ

บ๊ายบาย

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.187K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,807 ความคิดเห็น

  1. #4674 ppkpyw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 18:49
    สนใจเขาแล้วล่ะซี่~~~~ ใดๆคือชูชูน่ารักเป็นไอต้าวเหมือนเดิม รักอาจารย์นะแต่ไม่แสดงออก
    #4,674
    0
  2. #4645 Peed33 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 20:08
    แงงงง ลุงงงง ลงไปทั้งทีไปแบบสมประกอบได้มั้ยยยย
    #4,645
    0
  3. #4617 zindy_zin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 22:43
    ชอบน้องชูชูคือซึนมาก ทำถ้าเหมือนไม่ชอบไม่รักอาจารย์ เเต่เเอบเป็นห่วงเขาตลอดเลย
    #4,617
    0
  4. #4525 yyyyobaby (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 23:23
    ไรท์แต่งสนุกมาก ชอบมากกกกก // ลุงแขนหายไปข้างหนึ่งแล้วนะ โอ้ยยยยยย ขำก็ขำ เครียดก็เครียด พอนึดถึงตัวปีศาจที่บรรยายแล้วขนลุก ฮืออออ
    #4,525
    0
  5. #4511 namthip2547 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 11:21
    อีลุงแขนขาดไปแล้ว5555
    #4,511
    0
  6. #4314 pcy921 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:32
    สรุปผู้ช่วยที่ว่าคือนังหมี จะคอหักก่อนได้ผสมพันมังกรไหมคะ555555
    #4,314
    0
  7. #4260 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:32
    วร้อยยยยย ลุ๊ง ไปทำกรรมอะไรมาเนี่ยย แง ช่วยลุงด้วย ตงตง ปล.แอบซาบซึ้ง น้องชูชูลูกรัก
    #4,260
    0
  8. #4212 Danwtlese (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 14:31
    แหนะๆ มีคนซึน
    #4,212
    0
  9. #3748 BEEMbbr (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 19:37
    ลุ้งงง ธรณีสูบแล้วว 5555555555
    #3,748
    0
  10. #3263 Krystal wing (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:41
    หลากอารมณ์สุด
    #3,263
    0
  11. #2796 After_TeaTime (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 04:19
    แหนะ จริงๆชูชูก็แอบซึนนะเนี้ย ทำเหมือนไม่สนใจแต่ก็อยากไปดู พอเขาหล่นลงไปก็คว้าตัวไว้คนแรกแถมกะจะโดดลงไปตามอีก น่ารักจริงๆเลย~
    #2,796
    0
  12. #2719 lills (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 18:16
    ช่วยลุงงงงด้วยย
    #2,719
    0
  13. #2641 ???? (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 11:20

    สงสารลุง 555555555555555

    #2,641
    0
  14. #2172 กะหล่ำปลี (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 21:10

    โหลุงงงงง เหลือเเขนเดียวก็สู้ๆนะ5555

    #2,172
    0
  15. #1979 pearrysis (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 11:22
    สานส์รึปล่าวคะ?? สาสน์=สานส์
    #1,979
    0
  16. #977 kanokwan_kt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 15:55
    ชูชูเอาแขนมาทำไมข้างเดียวลู๊กกก อีกข้างไม่เอามาด้วย5555
    #977
    0
  17. #915 Peach9 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 08:02
    แต่ละอย่างที่เจอเป็นนี่ยอมแพ้ตั้งนานแล้ววว55555555
    #915
    0
  18. #894 • XCIIIXCVII • (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 01:41
    ข้าเป็นท้อ 55555555555555
    #894
    0
  19. #890 PaulaPum (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 16:35
    สนุกมากค่ะ
    #890
    0
  20. #846 eye1game (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 02:10
    ถึวจะอิหยังว่ะตลอดเวลา แต่มันก็มีความว่างไม่ลง

    สนุกกกมากฮามากน่ารักมาก
    #846
    0
  21. #819 -Kuwa- (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 21:39
    ชื่อตอนแต่ละตอน เสี่ยวเหลือเกิน
    #819
    0
  22. #691 papark (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 04:17

    ตัวช่วยเปล่าลุง แบบพาไปนรก ไปสอนมังกรสืบพันธุ์งี้..........

    #691
    0
  23. #637 nownew (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 21:49
    อดีตของนายตงช่างน่าเศร้า แต่ชีวิตซวี่ตอนนี้ก็เศร้าไม่แพ้กัน นึกภาพเข้าฉากแบบแขนหายไปข้างก็จะหวิวๆหน่อย55555 /ฉากสู้ดีงามมากค่ะ
    #637
    0
  24. #609 Aidan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 23:56
    อิชั้นกลัวตุ่มกลัวรู ตอนที่พระเอกต่อสู้ทีไรนี่ขนลุกตลอด แต่จะพยายามนะคะเพราะเรื่องสนุกมาก ส่วนลุงแขนหายไปข้างนึงแล้ว ;0;
    #609
    0
  25. #580 9minx (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 18:11
    ถูกดูดละก็เผอิญตกนรกด้วยเลย ไปบ๊ะๆผสมพันธุ์มังกร ในเมื่อเรื่องมันค่อนข้างอิหยังวะแต่ตลกมาก ดิชั้นก็จะเดาแบบอิหยังวะด้วยค่ะ5555
    #580
    0