(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 19 : บทที่ 17 หน้าใสๆ หัวใจขจี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,580
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,262 ครั้ง
    29 ก.ย. 62


บทที่ 17 หน้าใสๆ หัวใจขจี

ซวี่เซิงไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจหนักมาก ชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มเย็นดุจสายน้ำคนนี้ ที่กำลังชี้อาวุธมาทางเขา คือคนเดียวกับที่คอยพูดจาไกล่เกลี่ยอยู่เสมอคนนั้นหรือ
“อาซู...” ทารกน้อยเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอันตราย กอดซวี่เซิงแนบแน่นพลางซุกหน้าเข้าหา
“จิวเมี่ยว...ได้อย่างไร เจ้า...” ซวี่เซิงกอดทารกน้อยเอาไว้จนมิด อย่างไรก็ไม่มีทางมอบตัวเด็กไปให้จิวเมี่ยวเด็ดขาด!
“ข้าไม่อยากใช้กำลังเลยจริงๆ นะขอรับ...แต่ก็ช่วยไม่ได้” จิวเมี่ยวเห็นซวี่เซิงไม่ยอมทำตามโดยดีก็คลี่ยิ้มเหนื่อยใจ ซวี่เซิงตัวแข็งทื่อ เขาไม่ใช่จอมยุทธ์ แต่กลับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรงมาก
จิวเมี่ยวฉีกยิ้มมีเมตตาราวกับพระโพธิสัตว์ ยามที่หรี่ดวงตาขึ้นมากลับไร้เค้าของคนที่ซวี่เซิงรู้จัก
“ลาก่อน ปรมาจารย์ศาสตร์กาม”
จิวเมี่ยวตวัดไม้พลองขึ้นกลางอากาศ ทันใดนั้นเองก็มีแส้หนังตวัดเข้ารัดรึงไม้พลองเขาไว้แล้วกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว
โครม!!
“ชูชู!” ซวี่เซิงโพล่งอย่างดีใจระคนตื่นตระหนก จิวเมี่ยวคิ้วกระตุกเล็กน้อย ลืมไปเลยว่ายังมีเจ้าเด็กครึ่งผีดิบผู้นี้อยู่ด้วย
เหวินชูร่างเล็กปราดเปรียวกระโดดเข้ามาขวางระหว่างซวี่เซิงและจิวเมี่ยว เด็กหนุ่มดึงแส้ในมือจนตึง แววตาขวางคู่นั้นเต็มไปด้วยไอสังหารรุนแรงไม่คิดหลบซ่อน จิวเมี่ยวมองเหวินชูอย่างชื่นชมและประทับใจ
“ศิษย์กตัญญูต่ออาจารย์ ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกินขอรับ” จิวเมี่ยวเอ่ยชื่นชมด้วยน้ำเสียงนุ่ม แต่มือกลับยื่นออกไปเรียกไม้พลองที่ถูกปัดกระเด็นให้ลอยกลับคืนสู่มือ “...ความผูกพันมากมายเช่นนี้ ข้าคงมิอาจทนดูดายกำจัดไปเพียงคนเดียวเสียแล้ว หากไม่คงมีหนึ่งคนที่ต้องอยู่ต่อไปอย่างทุกข์โศก อา...ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน”
“จิวเมี่ยว นี่มันอะไรกันแน่ เจ้า...ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยังไง”
ซวี่เซิงพยายามถาม เขายังทำใจเชื่อไม่ได้ว่าคนที่อยู่ข้างๆ กันจะหักหลังได้ลงคอ ในโลกที่ทุกคนเป็นเซียนบรรลุ มันไม่น่ามีใครเป็นคนไม่ดีสิ โดยเฉพาะกับจิวเมี่ยวที่จิตใจโอบอ้อมอารีราวกับพระผู้ทรงศีล เขาไม่รู้ตัวเลย คิดไม่ถึงด้วย
หากมีใครสักคนจะทรยศ คนผู้นั้นจะเป็นจิวเมี่ยวจริงๆ หรือ!
ทารกน้อยเหมือนรับรู้ได้ถึงกระแสอารมณ์ที่สั่นไหวของซวี่เซิง ดวงตากลมโตจึงมีประกายเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา หัวคิ้วบางยับยู่ มือเล็กๆ เอื้อมขึ้นไปดึงปลายผมเปียของเขา “อาซู...”
ซวี่เซิงกดศีรษะน้อยเบาๆ โอบกอดตัวเด็กแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น จิวเมี่ยวกลับไม่คิดอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น ทันทีที่เห็นซวี่เซิงขยับตัวก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที เหวินชูตั้งท่าต่อสู้ระวังภัยเต็มที่ พอจิวเมี่ยวดาหน้าเข้ามาก็เข้าปะทะต้านอย่างรุนแรง
ว่าด้วยเรื่องเรี่ยวแรงเหวินชูอาจเสียเปรียบ แต่เรื่องความว่องไวและทักษะที่สืบทอดมาไม่เป็นรองแน่ จิวเมี่ยวพยายามเข้าโจมตีซวี่เซิง เหวินชูก็ฟาดแส้สกัดไว้ได้อย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ ไม่ยอมให้เข้าถึงตัวซวี่เซิงเป็นอันขาด
ซวี่เซิงต่อสู้ไม่ได้ทำได้เพียงกอดทารกตัวน้อยเอาไว้ มองให้กำลังใจเหวินชู เหวินชูกลับตวัดสายตามาที่เขาครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ‘ไป!’
“ไม่...ไม่ได้นะ ถ้าข้าไป...”
จะให้ทิ้งเหวินชูไว้หรือ ซวี่เซิงทำไม่ได้หรอก
เพราะหันมาหาซวี่เซิง จิวเมี่ยวที่รอเวลาอยู่ก็สบจังหวะนั้นร่ายรำท่วงท่าจู่โจม แทงสวนกระแทกเข้าที่ตัวเหวินชูอย่างจัง เหวินชูสำลักโลหิต เมื่อไม้นั่นแทงทะลุท้องเขาไป!
ซวี่เซิงหน้าซีดขาว ปากคอสั่น “ชูชู!”
“จะไม่ถอยไปจริงๆ หรือขอรับ” จิวเมี่ยวกล่าวเสียงทุ้มนุ่ม “ข้ามิได้มีรสนิยมทรมานเหยื่อก่อนสังหาร เช่นนั้นคงต้องให้ท่านปรมาจารย์เห็นการตายของท่านศิษย์น้อยไปก่อนเสียแล้ว”
จิวเมี่ยวดึงไม้พลองออกมาอย่างแรง เลือดสีแดงอมดำไหลกระเซ็นออกมาตามแรงดึงสาดลงพื้นเป็นทาง เหวินชูขาสั่นเล็กน้อย ซวนเซเหมือนจะล้ม กลับยังคงค้ำขาข้างหนึ่งไว้ ไม่ล้มลงไปง่ายๆ
เหวินชูย่อเข่าทั้งสองแล้วกางขาออกเล็กน้อย มือข้างซ้ายกำด้ามจับแส้ยกขึ้นถึงหน้าผาก ส่วนมือด้านขวาตั้งฉากขนานกับลำตัว ดึงเส้นแส้ไว้จนตึง แผ่นหลังตั้งตรงแต่เอนมาด้านหน้าเล็กน้อย ถ่ายเทกำลังภายในทั้งหมดไปที่มือและเท้า เตรียมพุ่งกระโจน เห็นเหวินชูตั้งท่าต่อสู้ของเผ่าทะเลทรายขาวขึ้นมา สีหน้าที่สงบเสงี่ยมของจิวเมี่ยวกลับค่อยๆ มืดทะมึนยิ่งขึ้น
“ผีดิบน่ารังเกียจที่มีสติปัญญากำจัดยากเสียจริง...”
‘แกสิน่ารังเกียจ ไอ้หลวงจีนขยะ’ เหวินชูเขม่นตาตอบกลับไป ริมฝีปากกลับค่อยๆ ยกขึ้นสูดลมเข้าจนลึก
“ไป!!”
ซวี่เซิงได้ยินเสียงที่มีเพียงลมนั้นดังขึ้นมาเพียงแวบเดียว เหวินชูก็กระโจนเข้าโจมตีจิวเมี่ยวด้วยความเร็วที่มากกว่าเมื่อครู่ รวดเร็วเสียจนแทบจะเห็นเป็นเงาแสง!?
ซวี่เซิงกัดริมฝีปากกรอด จิวเมี่ยวเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าฝีมือของเหวินชูจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ได้ ใบหน้าเปี่ยมเมตตาธรรมจึงเริ่มกลับกลายเป็นหน้าของยักษ์มากขึ้นทุกขณะ ซวี่เซิงกลั้นใจหนักมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังแล้ววิ่งหนีพร้อมกระเตงอุ้มทารกน้อยไปหลบที่ปลอดภัย
จิวเมี่ยวเห็นซวี่เซิงหนีเอาตัวรอดโดยทิ้งเหวินชูไว้ก็ทั้งหัวเราะเยาะและสมเพช “ดูเอาเถิด! อาจารย์ที่เจ้าภักดีนั่นวิ่งหนีไปแล้ว เจ้าถูกทิ้งเสียแล้ว ศิษย์น้อย!”
‘ข้าไม่ได้ถูกทิ้ง’ เหวินชูยืนยันในใจตัวเอง ซวี่เซิงไม่ใช่คนสกุลเหวิน ไม่ใช่พวกคนในกองทัพ...และไม่ใช่รองแม่ทัพผู้นั้น
“พวกเจ้าช่างโง่งมนัก คิดจริงหรือว่าแค่ทารกนั่นจะมีอะไรเปลี่ยน ศาสตร์วิชาของเจ้าจะสามารถเปลี่ยนสิ่งใดได้! เจ้าไม่รู้หรือไร สมมุติว่าหากวันใดหาหนทางให้ผู้คนกลับไปเกิดได้ นั่นก็แปลว่าผีดิบทุกตนในโลกนี้จะต้องหายไป...เจ้าได้ยินหรือไม่ศิษย์น้อย ‘ทุกตน!’ นั่นหมายความว่ากระทั่งพวกเจ้าทั้งสองเองที่ร่วมฟื้นโลกใบนี้ขึ้นมาใหม่ก็ต้องหายไปเช่นกัน!”
‘แล้วอย่างไร’ เหวินชูกลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เข้าสกัดจิวเมี่ยวที่กำลังจะใช้ไม้พลองฟาดเข้าที่ท้ายทอยของตน ‘เจ้าคิดว่าข้าที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่งจะหวาดกลัวงั้นหรือ’
เหวินชูไล่ต้อนจิวเมี่ยวไม่มีถอย คนทั้งสองค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากต่อสู้บนพื้นดิน ไต่ขึ้นไปตามหลังคาและต้นไม้ เหวินชูโฉบเข้าจู่โจมเร็วก็จริง แต่สายตาของคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเช่นจิวเมี่ยวก็ค่อยๆ มองตามทัน
แต่แล้วจิวเมี่ยวก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าแส้ของเหวินชูมีบางอย่างเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตัวแส้ปรากฏรัศมีสีดำของเพลิงวิญญาณที่กำลังลุกลามจากร่างเหวินชูทอดยาวไปสุดปลายของแส้ การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั่นทำให้จังหวะการตั้งรับและเข้าประชั้นชิดตัวของจิวเมี่ยวเสียจังหวะ ผิวแก้มจึงถูกแส้ของเหวินชูหวดเข้าอย่างไม่ตั้งตัว
“นั่นมันอะไรกัน เหตุใดเจ้าจึงมีเพลิงวิญญาณของอวิชชาได้ เจ้าไปร่ำเรียนกับชงหยวนมางั้นหรือ!”
เหวินชูดึงยันต์ที่ติดอยู่กลางหน้าผากออก ก่อนจะใช้มือเดียวขยี้มันจนแหลกเละ ยามที่เงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ไร้ยันต์กันภัย สายตาเยือกเย็นที่มองมายังศัตรูนั้นไม่ใช่ดวงตาของเด็ก...
‘อย่าแตะอาจารย์ข้ากับทารก’ เหวินชูดีดปลายเท้าพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วที่มากยิ่งขึ้น ‘ข้าจะตัดมือเจ้า!’
จิวเมี่ยวเผลอตกใจกับเพลิงวิญญาณนั้นครู่เดียวเท่านั้น จิตใจเขาก็กลับมาสงบดังเดิม เห็นทีคราวที่ไปอเวจีกับราชาชงหยวนจะเกิดบางสิ่งที่เขาไม่รู้ขึ้นสินะ ว่าอยู่แล้วเชียว ฝ่ายอธรรมมันไว้ใจไม่ได้!
“ทุกสิ่งจะต้องพังพินาศทั้งหมด ท่านผู้นั้นยืนยันแล้ว...ทั้งเจ้า อาจารย์เจ้า และราชาคนนั้นด้วย”
ในอีกทาง ซวี่เซิงก็กำลังกอดเด็กทารกตัวน้อยวิ่งสุดกำลัง เพราะเมื่อเขาออกมาจากจวนแม่ทัพ สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นทหารมากมายที่ตงฉวนให้มาเฝ้าระวังนอนสิ้นใจกันหมด!
ทุกคนมีเลือดออกที่ปากและจมูก ลักษณะการตายดูแปลกประหลาดมาก ซวี่เซิงกดศีรษะทารกน้อยเอาไว้ ไม่ให้ต้องเห็นภาพน่าสยดสยองนี่...ทารกผมสีฟ้าที่กอดอยู่จู่ๆ ก็เริ่มร้องสะอื้น “ฮึก...อือ...”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ซวี่เซิงเอ่ยปลอบโยน พยายามจะไม่ให้เสียงสั่นพลิ้ว ออกเท้าวิ่งผ่านศพทหารที่นอนสิ้นใจเป็นทางนั่น
เขาต้องรีบไปหาตงฉวน! ตอนนี้ตงฉวนพักอยู่ที่เรือนของหรงเซี่ย เขาต้องรีบไป...
ครืน!!
จู่ๆ ก็มีสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างรุนแรง ฉิวเฉียดแผ่นหลังของซวี่เซิงไปเพียงนิด ทุกอย่างวูบกลายเป็นสีขาวไปหมด เสียงเองก็ดังจนแทบจะฉีกแก้วหูออกเป็นชิ้นๆ!
“ฮือออ แงงงง แงงง อาซู....อาซู~”
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของทารกน้อย จิตวิญญาณของซวี่เซิงสั่นสะท้านถึงขีดสุด ทั้งยังสั่นกลัวจากก้นบึ้งจิตใต้สำนึก เสียงคล้ายฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ซวี่เซิงรู้เพียงเขาห้ามหันไปมองเป็นอันขาด
สวรรค์บุกลงมาแล้ว!

ย้อนกลับไปเล็กน้อยในช่วงเวลาเดียวกัน ตงฉวนเองก็นอนกระสับกระส่ายทั้งคืน ยิ่งรู้ว่าจิวเมี่ยวรุดไปหาซวี่เซิงแล้ว เขายิ่งพะว้าพะวังจนนอนหลับไม่เต็มตา เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดเข้ามาตงฉวนก็ดีดตัวลุกทันที
เรื่องที่รู้สึกว่ามีสายสืบที่สวรรค์ส่งมา ตงฉวนรู้สึกได้พักหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าใคร
ตงฉวนเก็บงำความสงสัยนี้ไว้ในใจผู้เดียว แต่เริ่มมาระแคะระคายอย่างจริงจังก็ตอนที่ซวี่เซิงเริ่มทำยาจากน้ำหยวนหยางนั่นเอง
ในตอนนั้นเขาเร่งเขียนนิยายไปด้วย ออกรบกำจัดผีดิบไปด้วย จึงเผลอไผลนอนยาวด้วยความเหนื่อย แต่กระนั้นด้วยความเป็นคนรอบคอบ จึงจดจำได้ทุกครั้งที่ซวี่เซิงทำยามาให้ว่าทำมาจำนวนเท่าไหร่ และจะเหลือเท่าใด แต่ในตอนนั้นจู่ๆ กลับมียาหายไปจำนวนหนึ่ง นั่นเป็นตอนที่จิวเมี่ยวกับหรงเซี่ยไปนำยามาให้นั่นเอง แต่เมื่อตงฉวนนึกย้อนดูดีๆ กลับพบว่าก่อนหน้านั้นมียาหายไปก่อนแล้ว จะบอกว่าถูกขโมยก็ไม่ใช่ เพราะทุกๆ คนก็จะได้รับยาจำนวนเท่ากัน
ตงฉวนรู้สึกประหลาดใจมาก แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพบว่าจู่ๆ ยาที่หายไปก็กลับมามีจำนวนเท่าเดิมอย่างน่าประหลาด นั่นหมายความได้อย่างเดียวคือยาถูกสับเปลี่ยน
ตงฉวนไม่รู้ว่าตัวไหนคือของปลอมบ้าง เช่นนั้นจึงใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง โหมกินครั้งละสองเม็ด แล้วตะลุยไล่ฆ่าผีดิบแบบไม่ยั้ง ก่อนกำชับคนอื่นๆ ว่าหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกินยา เก็บไว้เพื่อฉุกเฉิน แล้วตัวเองก็ออกรับแทน เพราะฉะนั้นนอกจากตงฉวนแล้ว ตอนนี้ในกองทัพจึงยังไม่มีใครกินยาเข้าไปเลยสักคน
ผ่านไปพักหนึ่งซวี่เซิงทำยาออกมาได้มีรสหวานมากขึ้น ในขณะที่ยาปลอมยังคงขมและคาวอยู่ ตงฉวนจึงหยุดยาทัน แต่แล้วผลของยาปลอมที่เขากินไปก่อนหน้านี้ก็เริ่มออกฤทธิ์ ตงฉวนแผ่กลิ่นอายบางอย่างที่ดึงดูดฝูงผีดิบและอสูรกายมากมายให้เข้ามาโจมตี นั่นคงเป็นผลข้างเคียงจากยาปลอมเป็นแน่ หลายวันมานี้ตงฉวนที่เอาตัวเองเป็นหนูทดลองจึงบาดเจ็บหนักกว่าใครเพื่อน กระนั้นเขาก็ยังคงเฝ้ารอดูท่าที ประจวบเหมาะที่ลากซวี่เซิงมาอยู่ใกล้ๆ ได้เพื่อจับตาดู เขาก็พบว่าคนที่วนเวียนรอบๆ ตัวซวี่เซิงส่วนใหญ่นั้นมีหน้าซ้ำๆ ไม่มาก
กลุ่มสาวๆ เหล่านั้นตัดไปได้ เพราะไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวอันใดในกองทัพ นอกจากนั้นคือชูชู หรงเซี่ย และจิวเมี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่
ชูชูนั้นไม่น่าใช่ เขาติดตามซวี่เซิงมาก่อนที่จะมาเยือนที่แห่งนี้เสียอีก ซ้ำด้วยนิสัยรักสันโดษและทะนงตน ไม่มีทางก้มหัวให้สวรรค์เป็นแน่
เช่นนั้นก็เหลือเพียงหรงเซี่ยและจิวเมี่ยวเท่านั้นที่อยู่ใกล้ซวี่เซิงบ่อยรองจากตงฉวน เขาจึงตัดสินใจเปิดประชุมกองทัพ กล่าวกุเรื่องที่บูรพาเวหะจะแตกขึ้นมา แล้วแยกตัวหรงเซี่ยกับจิวเมี่ยวออกจากกัน
เขาตัดสินใจไปพักในเรือนของหรงเซี่ย เพราะใจเอนเอียงว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นสายมากกว่าจิวเมี่ยวที่ดูสงบเสงี่ยม ตงฉวนเฝ้าจับตาทั้งคืน แต่แล้วกลับต้องผิดหวังเมื่อตนคาดเดาผิดไป คนที่น่ากลัวแท้จริงแล้วไม่ใช่หรงเซี่ย แต่เป็นจิวเมี่ยวที่มักยืนยิ้มคอยพูดจาไกล่เกลี่ยอยู่เสมอผู้นั้นต่างหาก
ตงฉวนไม่รู้ว่าจิวเมี่ยวแปรพักตร์ตั้งแต่เมื่อใด ตอนแรกอาจจะไม่ใช่ แต่คงเกิดเหตุการณ์ลับหลังบางอย่างขึ้นเป็นแน่
การทิ้งซวี่เซิงเอาไว้นับว่าเสี่ยงมาก แต่ตงฉวนก็มั่นใจในตัวซวี่เซิงอยู่พอควรว่าเขาไม่มีวันพลาดแน่ และก่อนหน้านั้นตงฉวนได้แอบฝากฝังกับเหวินชูไว้ก่อนแล้ว ฉวนจังหวะตอนช่วยฝึกช่วงเช้าเขียนใส่ฝ่ามือบอก
‘เฝ้าระวังไว้’
เหวินชูเมื่อได้รับคำสั่งลับก็เพียงเหลือบมองตงฉวนแวบหนึ่ง แต่คิดว่าอย่างไรครึ่งผีดิบหนุ่มน้อยต้องเข้าใจคำสั่งเป็นแน่ ฉะนั้นจึงวางตัวสงบเสงี่ยมเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ตงฉวนไม่จำเป็นต้องรอเวลาอะไรอีกต่อไป เขาต้องรีบกลับไปหาซวี่เซิง เขาเสียเวลาอยู่ห่างจากเจ้านั่นมากเกินไปแล้ว!...
ครืน!!
ตงฉวนเพียงก้าวขาออกมาก้าวเดียว ท้องฟ้าก็เกิดเสียงกัมปนาทเลืองลั่น! แสงสว่างจ้าสีขาวฝ่าฟาดลงมายังบูรพาเวหะ มวลเมฆที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าอย่างสงบแตะกระจาดกระจายราวกับรอยปริร้าว นัยน์ตาสีเทาของตงฉวนหดแคบลง เมื่อมองพวกเทียนสื่อปรากฏกายขึ้น กำลังร่อนตัวลงมาจากท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก
เทียนสื่อนี้ก็เหมือนทูตสวรรค์จำพวกหนึ่ง เหล่าเทพยดาที่รับใช้องค์เทพเซียน เหล่าขุนนางขุนพลสวรรค์ และมหาเทพ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคือการเปิดผืนฟ้า พวกเทพบนสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นในที่แห่งนี้...
เสียงการเปิดผืนฟ้านั้นทำให้ทุกคนในบูรพาเวหะตื่นตระหนก รีบชะโงกหน้าออกมาจากเรือนในยามรุ่งสาง
“ซวี่เซิง!” ตงฉวนกู่ร้องนามของเจ้าปรมาจารย์โรคจิตอย่างร้อนรนใจ ด้านหน้าของเขาก็ปรากฏร่างของเซียนหนี่ว์สาวงามที่กระโดดลงจากฟ้ามาขวางไว้
หรงเซี่ยถูกการเปิดผืนฟ้าทำให้ตื่นตระหนกรีบวิ่งตามท่านแม่ทัพออกมา เห็นตงฉวนกำลังเผชิญหน้ากับเซียนหนี่ว์ตนหนึ่งเข้าก็ชะงักนิ่ง
“รีบอพบยคนไปหลุมหลบภัย...ข้าให้เวลาเจ้า 1 เค่อ” ตงฉวนเอ่ยสั่งทั้งที่ไม่หันหน้าไปมอง หรงเซี่ยนกล่าวรับคำเสียงดังลั่น รีบหมุนตัวไปทำตามคำสั่งทันที
เซียนหนี่ว์สาวตนนั้นเอียงคอส่งยิ้มให้ตงฉวน “ยินดีที่ได้พบ ท่านเซียนยุทธ์ สวรรค์เรามีเพียงเมตตาธรรมและคุณธรรม หาได้มาเพื่อต่อสู้ใดไม่ ข้าและพี่น้องชาวสวรรค์ทุกคนมาเพื่อส่งสาสน์สำคัญเท่านั้น ได้โปรดวางอาวุธลงก่อนเถิด”
ตงฉวนกลับไม่คิดฟัง เขาร่ายวงแหวนเวทเรียกง้าวมังกรเขียนออกมา กระแทกปลายด้ามลงทีหนึ่งดอกพลับพลึงแมงมุมแดงขนาดใหญ่ก็แย้มกลีบบานอยู่ใต้เท้า
“ไสหัวไป”
“จะรีบไปหาผีดิบตนนั้นหรือ” เซียนหนี่ว์สาวเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล “รีบไปก็เท่านั้น ขุนพลสวรรค์กัวหงหลินไปจัดการเขาอยู่ ท่านกับข้าโปรดสนทนากันก่อนเถอะ”
ตงฉวนมองปลายเท้าเล็กบอบบางของเซีนหนี่ว์สาวที่ลอยอยู่เล็กน้อยเหนือพื้น พลันหยัดยิ้มหยามเหยียด “หากพื้นดินมันสกปรกเกินกว่าที่ชาวสวรรค์จะเหยียบลง เช่นนั้นก็อย่าสะเออะลงมา!”
เสียงปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรแว่วเสียงสวดดังระงม เซียนหนี่ว์สาวได้ยินเช่นนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนสี ตงฉวนก็ไม่รอให้เซียนสื่อหรือเซียนหนี่ว์ที่ไหนประหลาดใจอีกแล้ว เขากระทืบฝ่าเท้าทีหนึ่ง ทุ่งดอกพลับพลึงแมงมุมแดงสีแดงเลือดก็งอกเงยขึ้นมาจากพื้นดินทุกตารางนิ้วในบูรพาเวหะ พร้อมกันนั้นตามตัวของเซียนหนี่ว์สาวและเทวทูตตนอื่นๆ ก็เริ่มปรากฏตุ่มเล็กๆ สีแดงขึ้นมาเต็มไปหมด
“...ท่านช่างเป็นบัวใต้ตม พูดจาฟังความเข้าใจยากกว่าผู้ติดตามหลายเท่านัก”
“เจ้าเป่าหูอะไรคนของข้าจริงๆ สินะ”
“มิได้เป่าหูอันใดเสียหน่อย เพียงเสนอทางเลือกอีกทางให้ก็เท่านั้น...ข้าจึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าพวกข้าลงมาเพื่อป่าวประกาศสาสน์เท่านั้น มิได้มาเพื่อทำอันใดไม่ดี” เซียนหนี่ว์สาวคลี่ยิ้ม ตามตัวของเซียนหนี่ว์สาวค่อยๆ เกิดดอกตูมงอกขึ้นมา แต่สีหน้ากลับยังยิ้มแย้มสงบนิ่ง “มหาเทพกล่าวว่าหากกำจัดปรมาจารย์ศาสตร์กามคนปัจจุบันและทำลายไข่มังกรโลกันต์ได้ จะยอมให้พวกท่านทุกคนในที่แห่งนี้ขึ้นสวรรค์เป็นกรณีพิเศษ...”
ตงฉวนไม่ฟังอันใดอีกต่อไป ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงทุกดอกที่แย้มกลีบบานสะพรั่งอยู่ทั้งบนพื้นและบนตัวของเซียนหนี่ว์ก็ระเบิดตู้ม แรงปะทะนั้นรุนแรงอย่างยิ่ง กวาดล้างทุกอย่างในบูรพาเวหะจนพังราบเป็นหน้ากลอง ขับไล่ชาวสวรรค์ที่ลงมาให้ระเบิดตัวตายกันไปจนหมด เขาสร้างที่นี่ได้เขาก็ทำลายที่นี่ได้ บัดนี้ที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว โชคดีนักที่ทุกคนลงไปในหลุมหลบภัยกันหมด
เมื่อทุกอย่างพังราบ ตงฉวนก็หายตัวไปจากจุดนั้นทันที ในหัวมีแต่ชื่อ ‘ซวี่เซิง’

“อั่ก!”
“หืม...อันใดกัน ทำไมถึงไม่ตายกันนะ?”
ซวี่เซิงถูกซ้อมจนร่างฟุบหมอบอยู่บนพื้น นั่งคู้ตัวกอดทารกเอาไว้ในอ้อมแขน ถูกมือหนึ่งจิกเส้นผมกระชากให้เงยขึ้นมา
เหวินชูสำลักเลือดอยู่ด้านข้างพยายามจะยันตัวลุกขึ้น กลับถูกพลังปราณสายหนึ่งกดร่างเอาไว้จนต้องล้มหมอบกลับลงไปใหม่อีกครั้ง
จิวเมี่ยวมีสภาพสะบักสบอมไม่ต่างกันกำลังยืนกุมมืออยู่ด้านหลังคนผู้หนึ่ง เขาไม่รู้เลยว่าหากตนมาหลบหลังคนผู้นี้ช้าไปอีกก้าวเดียว เจ้าครึ่งผีดิบเด็กนั่นจะสามารถสังหารเขาได้จริงๆ หรือไม่
“เจ้าตงฉวนผู้นั้นระเบิดเหล่าทูตสวรรค์ของข้ากับที่แห่งนี้ไปจนเกลี้ยง แต่กลับหลงเหลือเขตรอบเรือนตนเอาไว้ เขาช่างเข้าใจห่วงใยคนไร้ชีวิตเช่นเจ้าเสียเหลือเกินนะ ทั้งๆ ที่ต่อให้เจ้าร่างแหลกเละไปก็ไม่เป็นไรแท้ๆ”
ซวี่เซิงกัดฟันกรอด ปรือดวงตาขึ้นมองคนที่กำลังกระชากหนังศีรษะตนอยู่อย่างโกรธเคือง
อีกฝ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของนักรบดุดัน เป็นชายวัยกลางคนร่างหนาสูงใหญ่ที่ภายนอกดูอายุประมาณ 40-45 ปี ดวงตาวาววับเป็นสีทองสว่าง ผมดำจอนขาว เหนือริมฝีปากหยักบึ้งคือหนวดยาวที่คล้ายกับหนวดมังกร ศีรษะรัดเกล้าด้วยมวยสูง สวมชุดเกราะสีเขียวหยกมรกตเต็มยศองอาจ คมกระบี่ของคนผู้นั้นก็แทงลึกกรีดเข้าที่อกของเขาแล้วขยี้เข้ามาหนักยิ่งๆ ขึ้นจนซวี่เซิงกลั้นเสียงไม่ไหว แผดร้องดังลั่น “อ้าก!”
“ทำไมกัน แปลกจริง...เหตุใดขยี้หัวใจแล้วเจ้ายังไม่ตายเล่า”
“อ้ากกกกก อั่ก...อะ...อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก”
เจ็บ โคตรเจ็บเลย! ซวี่เซิงน้ำตาคลอหน่วง เขาทะเลาะกับตงฉวนตั้งบ่อย ถูกอีกฝ่ายซ้อมมาก็เยอะ แขนหลุดก็เคย กลับไม่เจ็บปวดอะไร เหตุใดพอถูกเจ้าคนผู้นี้แทงกระบี่เข้ามาในอกกลับเจ็บปวดราวกับร่างจะถูกแผดเผาอย่างไรอย่างนั้น
แต่แม้จะเจ็บทรมานสักแค่ไหนซวี่เซิงก็ไม่ยอมปล่อยมือที่กอดตัวทารก ซ้ำตัวเด็กยังร้องไห้จนหน้าแดงเสียงแหบ ซวี่เซิงกลับยังคงพูดแต่คำว่า “ไม่เป็นไร....ไม่เป็นไรนะ”
“อาซู...อาซู....ฮึก”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว...ข้ากอดเจ้าไว้แล้ว...ข้าอยู่นี่แล้ว อึก!”
ซวี่เซิงถูกเตะเสยคางจนหงายหลังล้ม กระบี่เล่มนั้นก็แทงลึกเข้ามาที่อกเขาอีกครั้ง เท้าข้างหนึ่งของเจ้าคนผู้นั้นเหยียบที่ไหล่ซวี่เซิงอย่างแรง มือก็ค่อยๆ ลากกระบี่ลง ผ่าร่างซวี่เซิงออกเป็นสองส่วน
“ขอข้าดูอวัยวะของเจ้าหน่อยนะ น่าแปลกใจที่โดนแทงหัวใจไปแล้วดวงจิตกลับไม่หลุดออกมาจากร่าง...ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็น ในรอบหมื่นๆ ปีเลยกระมัง”
ซวี่เซิงดิ้นพล่าน คมกระบี่ก็ค่อยๆ ลากผ่านอกเขาลงมายังหน้าท้อง “สารภาพมาซะ...จูหงเฟยนั่นสร้างเจ้ามาด้วยวิธีไหนกันแน่”
“อ้ากกกกกกกกกกก”
เหวินชูตะเกียดตะกาย พยายามคลานเข้ามาหาซวี่เซิง ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกโพลงโกรธแค้น เจ้านั่นพอเห็นเหวินชูต่อต้านพยายามจะเข้ามาทั้งที่สภาพปางตายรอแร่ก็ยกยิ้มหยัน ปัดมือทีหนึ่งร่างเหวินชูก็กระเด็นไปกระแทกกับซากปรักหักพังอีกฝั่ง
“ชูชู!”
เหวินชูหมดแรงหมดสติแน่นิ่ง ซวี่เซิงน้ำตาไหลกลิ้งลงมาอาบแก้ม ทารกน้อยที่กอดอยู่ก็เริ่มร้องไห้หนักขึ้นตามไปด้วย ตัวซวี่เซิงก็ค่อยๆ ถูกแหวกออกจากกัน
ดวงตาซวี่เซิงเหลือกหลน แม้แต่เสียงร้องก็ไม่อาจเปล่งออกมาได้สักแอะ รู้สึกเพียงผิวเนื้อกำลังขาด ตัวเขากำลังขาดออกจากกัน! รอยฉีกค่อยๆ ขยายกว้าง ลามขึ้นมาจนขึ้นมาถึงลำคอ...จะขาดแล้ว...จะขาดแล้ว
คนผู้นั้นหรือ ‘กัวหงหลิน’ ชะโงกหน้ามองเข้าไปในร่างซวี่เซิงที่ถูกผ่าแล้วแบะออกจากกัน พลันนั้นนัยน์ดวงตาเขาก็ค่อยๆ เบิกกว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเห็น...เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดในร่างของเจ้าคนผู้นี้ถึงได้...
ตู้ม!!
กัวหงหลินประสาทสัมผัสฉับไว รีบคว้าตัวซวี่เซิงกระโดดหลบออกจากจุดนั้นก่อนที่จะถูกระเบิดได้ทันเวลา ขุนพลสวรรค์ล็อกคอซวี่เซิงไว้ก่อนเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้ม
จิวเมี่ยวที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับกัวหงหลินเห็นตงฉวนปรากฎกายขึ้นก็ยกยิ้มเอ่ย “ท่านแม่ทัพ”
ตงฉวนตวัดตามองเหวินชูที่ถูกซัดจนหมดสติ ก่อนลากสายตามองซวี่เซิงที่ถูกรีดผ่าตัวจนเลือดสีแดงอมดำค่อยๆ ไหลซึมจากร่างเป็นสาย ย้อมชุดคอตั้งสีขาวให้กลายเป็นสีเดียวกับเสื้อคลุม ทั้งที่เจ็บเจียนจะขาดใจมือกลับยังกอดร่างเล็กๆ นุ่มนิ่มที่มีเส้นผมสีฟ้าเอาไว้ไม่ปล่อย
ทารกน้อยเหมือนรับรู้ได้ถึงตัวตนของตงฉวน เด็กน้อยหยุดร้องไห้ หันกลับไปหาตงฉวน ยื่นมือข้างหนึ่งเอื้อมหา แล้วอ้อแอ้เหมือนกำลังเรียก “อาซู อาซู!”
ซวี่เซิงถูกเสียงของทารกน้อยทำให้รู้สึกตัวอีกครั้ง เขาลืมตาขึ้นมา มองเห็นร่างของตงฉวนยืนอยู่ไม่ไกล...ใบหน้าของตงฉวนแตกต่างจากเดิมยิ่ง ยามที่สบตากับซวี่เซิง เหมือนโลกเขากำลังจะพังลงมาอย่างไรอย่างนั้น
ซวี่เซิงเพียงคิด ตงฉวนกำลังทำสีหน้าเหมือนตอนเขาฝันร้ายไม่มีผิด...
“ข้าไม่เป็นไร...” ซวี่เซิงกล่าวเสียงแหบแห้ง “ข้ายังอยู่...”
“ท่านแม่ทัพ” จิวเมี่ยวเอ่ยเรียกน้ำเสียงกระจ่างใส “มาพอดีเลยขอรับ ท่านขุนพลสวรรค์กล่าวว่าหากกำจัดปรมาจารย์ศาสตร์กามคนนี้และมังกรโลกันตร์ได้ ท่านมหาเทพจะให้เราขึ้นไปบนสุขาวดี”
ตงฉวนเลื่อนตามองจิวเมี่ยว เอ่ยเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ว่าไงนะ...เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“หลังจากที่ข้ามารับยาแทนท่านครั้งแรก จู่ๆ ก็มีสาสน์สวรรค์หล่นร่วงลงมาจากฟากฟ้า มันเป็นบัญชาของมหาเทพ ท่านผู้ไร้ซึ่งคำโป้ปดไม่มีทางโกหกหลอกลวงเรา ข้าชั่งใจอยู่พักหนึ่งก็ยอมตกลง”
“เจ้า...” ตงฉวนพูดไม่ออก แปลว่าก่อนหน้านี้จิวเมี่ยวยังคงเป็นจิวเมี่ยว แต่เปลี่ยนไปหลังจากที่ไปรับยามาส่งให้เขาครั้งแรกแล้วนี่เอง “เจ้าเชื่อ...ซ้ำยังยอมทอดทิ้งคนบนโลกคนอื่นๆ เพื่อขึ้นไปอยู่บนสวรรค์งั้นหรือ!”
“ก็โลกนี้มันถึงจุดจบแล้วนี่ขอรับ” จิวเมี่ยวกล่าวเหมือนไม่รู้สึกผิด “เราจะฝากความหวังเอาไว้กับครึ่งผีดิบที่นอกจากเรื่องสืบพันธุ์ก็ไม่รู้สิ่งใดเลยได้หรือ เทียบน้ำหนักกับคำพูดของมหาเทพแล้ว อย่างไหนน่าเชื่อถือมากกว่าท่านแม่ทัพน่าจะทราบนี่? แล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย มิใช่ข้าคนเดียวเสียหน่อย แต่ข้าทำเพื่อพวกเราทุกคนในบูรพาเวหะนะขอรับ”
“เพียงแค่คนในบูรพาเวหะ แล้วคนอื่นๆ ในโลกนี้เล่า จะเป็นอย่างไรก็ช่างหรือ”
“ไม่เห็นเป็นอย่างไร” จิวเมี่ยวคลี่ยิ้มกว้าง “เพียงแค่รอคนพวกทั้งหมดกลายเป็นผีดิบ แค่นี้ก็จบแล้ว”
ตวฉวนตะลึงงัน ไม่คิดว่านี่จะเป็นคำพูดที่มาจากริมฝีปากของจิวเมี่ยวคนนั้น ที่มักจะเอ่ยด้วยวาจามากน้ำใจอยู่เสมอ
กัวหงหลินเองก็มิได้สนใจจิวเมี่ยวเท่าใดนัก เอ่ยถาม “สนทนากันจบแล้วใช่หรือไม่”
“...”
“เอาล่ะ ไหนๆ ข้าก็จะให้เกียรติที่เจ้าเป็นเจ้าของที่แห่งนี้ ข้าจะเอ่ยถามเจ้า จะมาอยู่ฝั่งข้า หรือจะ...” กัวหงหลินกระชากเส้นผมซวี่เซิงไปด้านหน้า “ยังเดิมพันกับเจ้าคนตายครึ่งหนึ่งนี่อยู่?”
ตงฉวนมองซวี่เซิง ซวี่เซิงเองก็มองตงฉวนนิ่ง ทั้งสองสบตากันเงียบงัน ตงฉวนเบนตาลงมองทารกที่อยู่ในอ้อมแขนซวี่เซิง ทารกน้อยมองตงฉวนตาปริบๆ กะพริบตาทีหนึ่ง ดวงตาก็เปล่งประกายเป็นสีฟ้าสดใส
“ถามโง่ๆ” ตงฉวนยืดกายขึ้น ฉีกเขี้ยวยิ้ม “ข้าเกลียดปรมาจารย์ศาสตร์กามจะตายไป”
จิวเมี่ยวยกยิ้มยินดี ตงฉวนก็ยิ้มรับตอบ “เพราะฉะนั้นก็หายไปซะ”
ตู้ม!!
จิวเมี่ยวยิ้มค้าง เมื่อพบว่าปราณระเบิดของตงฉวนแย้มกลีบบานอยู่ใต้เท้า ยังไม่ทันก้มลงมองก็แผลงอานุภาพระเบิดอย่างรุนแรง ทุกอย่างรอบตัวหาบวูบกลายเป็นความว่างเปล่า จิวเมี่ยวพยายามจะเอ่ยเรียก ‘ท่านแม่ทัพ!’ กลับพบว่าไม่มีเสียงออกมา...
ร่างกายของเขาสลายหายไปเถ้าธุลีแล้วปลิวหายไปกับสายลมอย่างเชื่องช้า ไม่มีกระทั่งความเจ็บปวดหรือทรมานเสียด้วยซ้ำ
ภาพสุดท้ายที่จิวเมี่ยวเห็นก่อนจะสลายไปคือแววตาโศกศัลย์ของตงฉวนที่มองมายังตน หาได้มีความโกรธแค้นไม่ มีเพียงความผิดหวังและความเศร้าใจเท่านั้น...
จิวเมี่ยวพลันรู้สึกตัว...เขาทำพลาดไปเสียแล้ว แต่ก็หมดโอกาสจะได้เอ่ยอะไรอีก เขาหายไปจากตรงนั้นถาวร
กัวหงหลินเองก็ไม่คิดว่าตงฉวนจะสังหารสหายร่วมรบได้อย่างรวดเร็วโดยไม่โลเลเลยสักนิดเช่นนี้! นี่มันอะไรกัน ไหนใครๆ ก็บอกว่าเจ้านี่แม้เป็นชนเผ่าป่าเถื่อนแต่กลับมีนิสัยใจอ่อนขี้สงสารมิใช่หรือ
ปรมาจารย์ศาสตร์กามที่ตนแหวกท้องไปมีค่ามากกว่าสหายที่ร่วมรบกันมานานกว่าร้อยๆ ปีอีกงั้นรึ!?
เช่นนั้นก็ดี ตอนนี้ซวี่เซิงอยู่ในมือเขาแล้ว ตงฉวนไม่มีทางโจมตีได้ถนัดแน่ เพราะเขาทำร้ายซวี่เซิงไม่...
ฉัวะ!...
กัวหงหลินยังมิทันหายอึ้งซ้ำสอง พริบตาเดียวที่เห็นก็คือง้าวมังกรเขียวที่ฟันฉับลงมา แต่ไม่ได้ฟันมาที่ตัวเขา แต่กลับฟันบั่นเข้าที่คอของซวี่เซิงเสียเอง!?
ซวี่เซิงหัวหลุดจากบ่า ตัวที่ถูกลากห้อยไปห้อยมานั้นทรุดฮวบล้มลงใส่มือตงฉวน ตงฉวนกลับดึงออกมาแต่ทารกในแขนซวี่เซิง ก่อนจะส่งเด็กน้อยขึ้นไปนั่งขี่คอ แล้วเตะซวี่เซิงให้เซกลับไปอยู่ฝั่งกัวหงหลินตามเดิม...
กัวหงหลินพลิกศีรษะที่ยังถือติดอยู่ในมือขึ้นดู พบว่าซวี่เซิงตาเหลือกหลนลิ้นจุกปาก สิ้นใจไปแล้ว!?
“...”
“...”
“อาซู อาซู!” ทารกน้อยที่ขี่คอตงฉวนอยู่ยกมือขึ้นฟาดมือป้อมๆ ลงแปะๆ กับศีรษะตงฉวนไม่หยุด ท่าทางจะไม่พอใจมากที่ตงฉวนตัดคอซวี่เซิงขาด
“เจ้าทำอะไร...” กัวหงหลินยังอึ้ง
“เจ้าทำอะไร” ตงฉวนกลับเอ่ยสวนเช่นนี้
กัวหงหลินไม่เข้าใจ ตงฉวนเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งก่อนหลุบตาลง “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า”
กัวหงหลินงุนงง ใบหน้าที่ตายอย่างน่าอนาถนั่นก็ค่อยๆ กระตุกมุมปากขึ้นยิ้ม
ตัวที่ไร้ศีรษะอยู่ดีๆ ก็ลุกพรวดขึ้น พุ่งเข้ากอดเอวกัวหงหลินหมับ! กัวหงหลินตะลึงงัน เตรียมจะออกท่าร่ายรำกระบี่สับร่างศัตรูออกให้เป็นหมื่นเป็นพันชิ้น สมาธิก็มืดในจังหวะที่รู้สึกว่ามีมือปริศนาล้วงเข้ามาจับตุ้มน้อยตรงหว่างขาแล้วก็บีบปี๊บๆ
“!!??”
“ตัวตั้งใหญ่ แต่ได้มาน้อยกว่าที่คิดนะท่านเนี่ย...”
ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงดอกหนึ่งบานสะพรึ่งขึ้นที่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว กัวหงหลินรีบปล่อยศีรษะซวี่เซิงไม่ทันตั้งตัว งัดกระบี่อีกฝักขึ้นมา ศีรษะของซวี่เซิงก็ลอยลิ่วๆ ไปสู่มือของตงฉวน พร้อมกันนั้นตงฉวนก็แทงง้าวมังกรเขียวสวนเข้ามาที่ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงเบื้องหน้ากัวหงหลิน
ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงแตกกระจายออกจากกัน กัวหงหลินรีบตั้งป้อมปราการป้องกันตัวเอง ดอกไม้ดอกนั้นกลับไม่ได้ระเบิดอย่างที่คาด
เพราะดอกที่ระเบิดจริงๆ คือดอกที่อยู่ด้านหลังเขาต่างหาก
กัวหงหลินรีบหลบหลีกแล้วตั้งท่าใหม่อีกครั้ง สายตาที่มองตงฉวนเปลี่ยนไปไม่น้อย “ลูกเล่นแพรวพราวดีนี่”
ตงฉวนดึงตัวไร้หัวของซวี่เซิงมาหลบอยู่ด้านหลัง มืออีกข้างยังถือศีรษะของซวี่เซิงเอาไว้ ส่วนคอมีทารกน้อยขี่อยู่ เป็นภาพการต่อสู้ที่แปลกตาดีจริงๆ
ซวี่เซิงทำหน้าเบื่อหน่าย “มาช้านะ”
“พูดมาก ก็มาแล้ว”
กัวหงหลินค่อยๆ คลี่ยิ้มสนุกสนาน เลือดเนื้อเดือดพล่านสั่นสะท้าน “พวกเจ้าช่างน่าสนใจจริงๆ! ข้าไม่ได้พบคู่ต่อสู้น่าสนใจเช่นพวกเจ้ามานานแล้ว”
ขุนพลสวรรค์ระบายยิ้มเต็มหน้า “แต่น่าเสียดาย...อย่างเจ้าต้องไปได้ไกลกว่านี้แท้ๆ ตงฉวน น่าเสียดาย น่าเสียดายนัก ในตอนนี้เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้แน่”
ตงฉวนยิ้มหยัน “แน่นอน แม่ทัพไร้ศักดิ์ตัวคนเดียวอย่างข้าคงเอาชนะขุนพลสวรรค์กัวหงหลินไม่ได้แน่ แต่ข้าหาได้ตัวคนเดียวไม่ ข้ามีทั้งมังกรโลกันตร์กับเจ้าบ้าหัวขาดนี่...”
กัวหงหลินยิ่งได้ยินก็ยิ่งอยากหัวเราะให้ฟันร่วง “เจ้าจะบอกอะไร! จะบอกว่าเพราะมีพวกไร้ประโยชน์ส่งแรงใจให้งั้นรึ ฮ่าๆๆๆ!”
ตงฉวนยิ้มเยือกเย็น พลันนั้นรอบๆ ก็บังเกิดหมอกปริศนา กัวหงหลินถึงขั้นหยุดหัวเราะ...เพราะมีคนหัวเราะได้อร่อยยิ่งกว่า
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ข้ามาแล้วตงฉวน! เฮ้อ มัวแต่เสียเวลาขำข้างทางนานไปหน่อย ฮะๆๆๆ ต่อสู้อยู่หรือ ลำบากน่าดูเลยนะ! โอ๊ะ! นั่นอะไรกัน ท่านปรมาจารย์หัวขาดเหรอ ฮ่าๆๆๆๆ แย่เลย แย่เลย!”
ซวี่เซิงค่อยๆ ทำตาโตกว้าง ภายในเงาม่านหมอกนั้นเขาก็พบคณะเดินทางที่มาช่วยสัมทับแล้ว
พรรคสีขาว เสื้อสีเขียว เยี่ยวสีม่วง สโลแกนแน่นอนเพียงนี้ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากจ้าวฝูหมิงกับไผ่ในตำนาน!!
กัวหงหลินถอยหลังเล็กน้อย มองคนในพรรคธรรมะเสื้อสีเขียวเข้ามารายล้อมรอบ ตงฉวนส่งหัวกับตัวซวี่เซิงและทารกน้อยไปให้คนในพรรค พร้อมกันนั้นเหวินชูเองก็ถูกพาไปรักษาแผลด้วย
จ้าวฝูหมิงฉีกยิ้มกว้างล่องลอยเดินมาขนาบข้าง ตงฉวนที่เมื่อไร้ความว้าวุ่นใจก็ขยับกระดูกมือให้ลั่นกรอบ ฉีกยิ้มคลั่งราวกับสัตว์ป่าได้เต็มหน้า
“ของจริงมันต่อจากนี้ไอ้กร๊วก”


---------------------
พี่ไผ่มาแล้วโง้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!! เอ๊ะ ไม่ใช่สิ55555555
เพราะติดลมมาก เพราะฉะนั้นเจอคำผิดอย่าโกรธกันน้า รีบปั่นไปหน่อย555
เอาเป็นว่าหวังว่าตอนนี้จะสนุกมันส์สะใจกันนะ ไรท์พยายามเต็มที่แน้ว ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันเด้อ! ชวนคุยยาวไม่ได้ เดี๋ยวขอแวบไปซื้อข้าวเย็นก่อนนะ5555
บ๊ายบาย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.262K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,807 ความคิดเห็น

  1. #4747 Present (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 04:32
    พรรคสีขาว เสื้อสีเขียว เยี่ยวสีม่วง 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555 คิดได้ไงงง
    #4,747
    0
  2. #4703 Ichigatsu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 22:38

    โอ๊ยยยย ขำทุกตอน สโลว์แกนพรรคนี้ได้แต่ใดมา

    #4,703
    0
  3. #4699 UnluvU (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 21:57
    มีคนหัวเราะอร่อยกว่านี่หลุดขำก้ากเลยพี่ไผ่ที่ไม่ได้อยู่ในฮอร์โมน
    #4,699
    0
  4. #4679 ppkpyw (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 00:26
    แรกๆซึมๆหม่นๆแต่ก็ตบท้ายด้วยขำจนจะตาย มันเหลือเกินจริงๆนะคนพวกนี้ 55555555 โว้ยแบบในสถาณการณ์ความเป็นความตาย ทำไมพระนายมันมีซีนหวานด้วยหึ้
    #4,679
    0
  5. #4620 zindy_zin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 02:13
    โคตรกาวเลย555555
    #4,620
    0
  6. #4572 b1285t (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 10:09
    พี้ไผ่5555555555
    #4,572
    0
  7. #4536 yyyyobaby (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 15:32
    เดี๋ยววว จะเป็นไบโพล่ากับตอนนี้ หลากหลายอารมณ์สุด ตอนแรกคือร้องไห้เลยนะตอนที่ซวี่เซิงโดนทำร้ายอะ ยิ่งตอนถูกตงฉวนันคอคือช็อคมาก แต่หลังจากรั้นมันคืออะไร หัวเราะจนจะเป็นบ้า โอ้ยยย จากเครียดๆคือ......ท้องแข็ง
    #4,536
    0
  8. #4502 August_D1 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 00:56
    แค่อ่านชื่อตอนก็รู้สึกเหมือนได้กินยำไผ่กับท่านจ้าวฝูหมิงแล้ว 55555555555555
    #4,502
    0
  9. #4470 ploy_yaaaa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 17:56
    ชอบสโลแกนพรรคจริงๆ5555555
    #4,470
    0
  10. #4466 Railph (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 10:34
    อย่างกะหนังผี เห็นภาพเลยอ่ะหัวที่ไร้ตัวหันมายิ้ว555
    #4,466
    0
  11. #4370 Takgy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 10:38
    สนุกมากกกก
    #4,370
    0
  12. #4324 pcy921 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:27
    พรรคสีขาวเสื้อสีเขียวเยี่ยวสีม่วง555555555555555 พี่จ้าวกับไผ่ของเขา5555555
    #4,324
    0
  13. #4270 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:22
    ทำไมต้องมาขำกับสโลแกนพรรคในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้5555555 โง้ย ใจหายตอนตงฉวนฟันคอลุง แต่ลืมไปว่านางตายแล้วนี่หว่า เกียสความจับหนอนเทพบีบปี๊ปๆ 55555
    #4,270
    0
  14. #4247 บาลู (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:25
    ขำจนเป็นบ้า555555555
    #4,247
    0
  15. #4242 dusita361 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 18:27
    ขำสโลแกนพรรคมาก5555555
    #4,242
    0
  16. #4219 Danwtlese (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 01:16
    สโลแกนเสี่ยงคุกมาก 555555555555555
    #4,219
    0
  17. #4197 Ne4w (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 20:24
    พี่ไผ่55555555555 โว้ยย มาช้าเพราะมัวแต่ขำ
    #4,197
    0
  18. #4166 ployzss (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 22:55
    สโลแกน55555555555555
    #4,166
    0
  19. #4097 Litt.PK (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 13:40
    ลั่นตั้งแต่มีคนบอกว่าหัวเราะอร่อยกว่าแล้ว555
    #4,097
    0
  20. #4070 HEENJABUJA (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 19:28
    รักสโลแกนพี่ไผ่555555
    #4,070
    0
  21. #4002 Orratai Jaiban (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 22:54
    สโลแกนเริ่ดนะ5555555555
    #4,002
    0
  22. #3974 dekd09 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 11:12
    สโลแกนคือตอนอ่านอยู่ขำลั่นมากกกกกกก555 เลิฟเลยแก๊งใบไผ่ 😂😂
    #3,974
    0
  23. #3273 Krystal wing (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 14:58
    ชอบสโลแกนพรรคไม่ไหวแล้วนะ
    #3,273
    0
  24. #3002 Inn1427 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 23:02
    555555555555เป็นตอนที ขำออกเสียง คิดจะพรรคให้คิดถึงพรรคไผ่เขียว
    #3,002
    0
  25. #2807 After_TeaTime (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 07:24
    โอ้ยขำ555555555 เจ้าทำอะไร คือขำมาก55555555 อารมณ์เหมือนเกิดเดดแอร์ฉับพลัน55555555555 ทำไมนายเอกฉันอนาถขนาดนี้เนี้ย555555555 เออ ไม่ตายจริงๆด้วย5555555555 แล้วตอนนี้ก็หยุดหัวเราะไม่ได้ตามพี่จ้าวไปแล้ว555555555555
    #2,807
    0