(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 18 : บทที่ 16 ฟอร์มหมาแก่กับคนแก่ๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,387
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,026 ครั้ง
    26 ก.ย. 62




บทที่ 16 ฟอร์มหมาแก่กับคนแก่ๆ

เหล่าทหารรู้สึกว่าช่วงนี้ท่านแม่ทัพของพวกเขาช่างมีชีวิตชีวายิ่งนัก มิรู้สิ อาจจะเป็นการอุปมาไปเองก็ได้ แต่พวกเขารู้สึกเช่นนั้นกันจริงๆ นะ โดยเฉพาะเสียง...
“เจ้าโรคจิต! เจ้าขโมยกางเกงในข้าไปใช่ไหม หา!”
“อะไรเล่า! ของหายทีก็คิดว่าเป็นข้าเหรอที่เอาไป”
“คนที่จะเอาของแบบนี้ไปก็มีแค่เจ้าไม่ใช่เรอะ!”
“เจ้าเผลอไปถอดลืมเองที่ไหนหรือเปล่า คิดดีๆ”
ตงฉวนเผลอหยุดคิดตามที่อีกฝ่ายบอก ก่อนจะรู้สึกตัวทันว่าจะไปมีใครที่ไหนบ้าถอดกางเกงในระหว่างวันแล้วโยนทิ้งเลอะเทอะ เลยยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม เข้าไปจับเท้าซวี่เซิงห้อยหัวแล้วเขย่ารัวๆ “จะสารภาพมั้ย!!”
ซวี่เซิงถูกจับห้อยหัวแล้วเขย่าจนโลกที่มองเห็นพลิกกลับตาลปัตร “ถ้างั้นข้าให้ของข้าเอาไปใส่แทนมั้ยล่ะ!”
“...เอ๊ะ”
“ล้อเล่นน่า ปกติข้าไม่ใส่กางเกงนะ...อ่อก!! กะโหลกส่วนหน้า!”
เป็นเช่นนี้แล...
ก็มิรู้ว่าผู้ใดเป็นคนต้นคิดกันแน่ ทั้งสองเหมือนไฟกับน้ำมัน อยู่ด้วยกันเป็นต้องมีปากเสียง ลงไม้ลงมือรุนแรง หากซวี่เซิงไม่ใช่ครึ่งผีดิบที่ตายไปแล้ว คิดว่าคงสิ้นลมตั้งแต่หมัดแรกแล้วเป็นแน่ ไม่อยู่รอดมาจนถึงวันนี้หรอก
เหวินชูนั่งมองอย่างเอือมระอาอยู่ข้างไข่ที่เปลี่ยนสีวูบวาบไม่หยุด พลางถอนหายใจราวกับว่าสองคนนั้นที่มองอยู่ช่างน่าหนักใจนักหนา
แต่ถึงจะตีกันขนาดนี้ ก็ยังมีช่วงสงบศึกอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นเป็นตอนที่ตงฉวนปั่นต้นฉบับและซวี่เซิงนั่งเขียนเรื่องเพศศึกษา ช่วยกันผสมสองเรื่องราวเข้าด้วยกันเงียบๆ ในห้องสองต่อสองกับไข่อีกหนึ่งใบ เจ้าไข่ยักษ์สีฟ้าสดใสถูกวางอยู่ในห่อผ้าหนานุ่มตรงมุมห้อง สะท้อนล้อแสงแวววับ
“เจ้าจะไม่งอกเรื่องใหม่จริงๆ หรือ” ซวี่เซิงที่ตั้งโต๊ะอยู่ด้านหลังเอี้ยวหน้าถาม เมื่อตงฉวนคิดจะใช้เรื่องเดิมที่เขียน
“ไม่ล่ะ ไม่งอกเรื่องใหม่แล้ว เรื่องนี้นี่แหละ” ตงฉวนงึมงำตอบ หลังจากที่รู้จักคำนิยาม ‘รัก’ แล้ว ก็ดูจะเขียนฉากหวานแหววได้เรียกมดขึ้นมาก ส่วนซวี่เซิงนั้นหลังจากที่รู้ว่านิยายที่อ่านอยู่ใครเป็นคนเขียน ยามถึงฉากเข้าพระนางจำต้องแอบปิดหน้าเล็กน้อยทุกที ไม่รู้เหตุใดกว่าจะอ่านผ่านฉากนั้นไปได้จึงนานกว่าเดิม
ห้องตงฉวนมิได้แคบ อยู่ด้วยกันสองคนก็ไม่อึดอัด ซวี่เซิงรู้สึกเหมือนย้อนไปตอนตนเป็นนักศึกษาปีหนึ่งแรกเข้าในมหาวิทยาลัยที่ต้องอยู่หอในแล้วแชร์ห้องกับเพื่อน ตอนนั้นห้องก็แคบ กำแพงก็บาง รูมเมทบางคนยังนรก ตนยังสามารถแอบพาสาวหรือหนุ่มขึ้นมากินตับได้สบายๆ พอมาแชร์อยู่กับตงฉวนเช่นนี้จึงไม่นับว่าลำบากอะไรเลย
ตงฉวนเป็นคนมีระเบียบมาก จัดเก็บข้าวของไว้เป็นที่เป็นทางตลอด ตรงกันข้ามกับมุมของซวี่เซิงที่นานๆ จะเก็บที พอรื้อของออกมาแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้นยังไม่เก็บ ทำให้มองดูเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าตรงไหนเป็นมุมใคร เอาเป็นว่าตรงไหนสกปรกก็เป็นของเขาเนี่ยแหละ
“...ว่าไป เจ้าคิดจะมอบครั้งแรกของหมิงเซียนให้ใครเหรอ”
พรืด! มือที่เขียนอยู่ของตงฉวนไถลลงข้างทาง
“...อะไรนะ”
ซวี่เซิงเงยหน้าขึ้นมาจากพู่กัน หันกลับไปหาตงฉวนอีกครั้ง “หมิงเซียนไง ตอนนี้นางถูกทั้งซ่งจงซวี่และเยว่เทียนหลางไล่จีบอยู่ไม่ใช่เหรอ ถ้าจะเริ่มบทสยิวกิ้วล่ะก็ต้องมีคู่สิ”
ตงฉวนทำหน้าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ซวี่เซิงเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจ “ถึงได้ถามไงล่ะว่างอกเรื่องใหม่มั้ย”
“...แต่ข้าก็ไม่อยากงอกเรื่องใหม่นี่ เรื่องเดียวก็เขียนไม่ทันแล้ว”
“หรือควบสองดี” ซวี่เซิงยกนิ้วมาสองนิ้ว “ฮาเร็ม”
ตงฉวนกลับโมโหฟึดฟัด “ฮาเร็มบ้านเจ้า!”
“ก็ไม่แปลกอะไรนะ เผื่อเจ้าไม่รู้ คนสมัยก่อนน่ะไม่ได้ผัวเดียวเมียเดียวกันหรอก ก่อนมนุษย์จะกำเนิดศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ขึ้นมา มนุษย์น่ะมั่วคู่กันนะ วีรุรุษสมัยก่อนจึงมีเพียงแม่ที่เลี้ยงดูแต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครไง”
ถ้าอยากให้มนุษย์เกิดเยอะๆ ก็อาจจะต้องใช้วิธีแบบนั้น แต่ตงฉวนกลับไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “ข้าไม่ได้ต้องการความกามเช่นนั้น! ข้าจะเอาความรักต่างหาก เจ้ารู้เรื่องกามดีแต่กลับไม่รู้เรื่องความรักซะนี่ เป็นปรมาจารย์ซะเปล่า”
ซวี่เซิงหมุนตัวจากที่นั่งหันหลังเขียนให้กัน อดทำสีหน้าประหลาดใจไม่ได้ “โอ้...แปลว่าเจ้าสนับสนุนการมีคู่เดียวเช่นนั้นหรือ”
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นสิ จะมีหลายคนไปทำไมกัน”
“...ก็สนุกไง?”
“มันไม่สนุก!” ตงฉวนคำรามว้ากจนซวี่เซิงผมปลิว ค่อยๆ หดนิ้วสองนิ้วลงไปเงียบๆ “ถ้าเจ้ามีคนรัก เจ้าจะชอบหรือที่คนรักเจ้าเองก็ไปมีคนอื่นเหมือนกัน”
ซวี่เซิงพูดไม่ออก อยากจะเถียงว่ามันก็มีความสัมพันธ์แบบนั้นอยู่ล่ะนะ...ความสัมพันธ์คนรักที่อนุญาตให้คนรักไปมีคนอื่นได้ แต่ห้ามจริงจัง หรือไม่ก็คู่นอนขาประจำเหมือนในอดีตที่เขาทำบ่อยๆ แต่ซวี่เซิงก็ไม่เคยมีคนรักด้วย บอกไปตงฉวนก็ไม่ชอบอยู่ดี เจ้าหมีคนนี้จิตใจดอกไม้กว่าที่คิดมาก ทั้งที่ภายนอกดูเหมาะจะเป็นคนเจ้าชู้แท้ๆ
“ถ้าแบบนั้นงอกคู่ใหม่ในเรื่องเป็นอย่างไร” ซวี่เซิงเสนอแบบไม่ได้คิด แต่กลับทำให้ตงฉวนตาลุกวาว
“คู่ใหม่หรือ” ตงฉวนยื่นหน้าเข้ามาใกล้อย่างตื่นเต้นจนซวี่เซิงผงะ หลงลืมอารมณ์โมโหไปแล้ว “อะไรกัน หัวเจ้าก็ดีนี่!”
ดวงตาตงฉวนเป็นสีเทาอ่อน มองใกล้ๆ แล้วเหมือนอัญมณีสีเทาที่ส่องประกายได้ระยิบระยับไปมา เป็นสีตาสวยที่แปลกมาก ซ้ำอีกฝ่ายยังไร้เดียงสากว่าที่คิด แววตาจึงยิ่งแวววาวราวกับเด็ก ซวี่เซิงกะพริบตาปริบๆ จ้อง ตงฉวนก็เหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเข้าไปใกล้มากเกินไป จึงค่อยๆ ถอยออกมา
“ก็...ตามนี้แหละ ข้าจะสร้างคู่ใหม่” ตงฉวนเสยผมสีขาวไปด้านหลัง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งเขียนต่อ ไม่เอ่ยอะไรอีก จนกระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง จึงค่อยมีเสียงต่ำๆ งุบงิบขึ้น “...ขอบคุณสำหรับความเห็น”
ซวี่เซิงพลันหยุดมือที่กำลังเขียนเช่นกัน เหลือบดวงตากลับไปด้านหลังก่อนชักสายตากลับเร็วๆ ค่อยกล่าว “อืม...”
“...”
“...ขอโทษที่บอกให้ฮาเร็มเหมือนกัน”
ตงฉวนแอบหันไปแวบหนึ่ง มองเห็นเพียงแผ่นหลังกับเสื้อคลุมสีแดงๆ ก็รีบหันกลับมา “...อืม”
สำหรับครึ่งผีดิบอย่างซวี่เซิงนั้นสามารถนั่งทำงานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกินอะไรก็ไม่เป็นไร เขานั่งเขียนนู่นเขียนนี่สรุปความจนเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็คล้อยเที่ยงคล้อยบ่ายใกล้เย็นเสียทุกครั้ง ตัวเองไม่เหนื่อยไม่หิวไม่เท่าไหร่ แต่ตงฉวนซึ่งเป็นมนุษย์และนั่งหลังขดแข็งเขียนนิยายอยู่ด้านหลังโดยแทบจะไม่ลุกไปไหนเลยมากกว่าที่ทำให้ซวี่เซิงอึ้ง
เพราะพอได้เขียนก็โหมเขียนหนักเช่นนี้เอง แทบลืมเดือนลืมตะวัน ตอนที่เขาเร่งปั่นต้นฉบับจนอดนอนบ่อยๆ เป็นตอนที่เขานอนยาวตื่นสายนั่นเอง ซวี่เซิงพออยู่กับคนขยันทำงานก็พลอยทำงานเพลินไปด้วย รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนเหวินชูมาเคาะห้องยกข้าวมาให้ ก็จริงที่ว่าคนที่นี่บำเพ็ญเซียนกันมา ไม่ต้องกินข้าวก็อยู่กันได้ แต่หักโหมเช่นนี้จะดีแน่หรือ?
ตงฉวนเผลอฟุบหลับคาโต๊ะไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ซวี่เซิงเปิดประตูให้เหวินชูเข้ามา ก่อนจะยกข้าวไปวางให้
เหวินชูเดินไปหาไข่ ก่อนจะเอานิ้วจิ้มๆ ไข่ที่กำลังเป็นสีฟ้าครามนวลตา ซวี่เซิงก็กำลังชะโงกหน้ามองเสี้ยวหน้าตงฉวนที่ฟุบหลับอยู่ ก่อนฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วยในมือถือพู่กันไว้
เหวินชูทันเห็นพอดี สงสายตาเอ็ด ‘เดี๋ยวก็โดนซ้อมหรอก’
“เชื่อสิ เขาโกรธแต่ไม่ตีข้าหรอก” ซวี่เซิงเอ่ยเสียงเบากลับไป ก่อนจะแอบเขียนหน้าคนหลับลึกอย่างสนุกมือ
เหวินชูทำตาระอาใส่ซวี่เซิงที่เล่นอะไรเป็นเด็กๆ หันมาสนใจเจ้าไข่ยักษ์นี่ดีกว่า ซอมบี้น้อยทรุดตัวลงนั่งยองๆ ขณะเอามือลูบผิวเปลือกไข่ที่กำลังกลายเป็นสีฟ้าอมม่วงด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วเจ้าไข่ที่อยู่นิ่งดีๆ ก็เกิดขยับขึ้นมาเล็กน้อย
“!” เหวินชูตกใจรีบชักมือกลับ ซวี่เซิงที่เขียนหน้าคนนอนเสร็จแล้วหันมาเห็นเข้า
“อะไรเหรอชูชู”
เหวินชูรีบเดินมาหาซวี่เซิงพร้อมกับชี้ไปที่ไข่ ‘มันขยับ’
“มันขยับหรือ” ซวี่เซิงทำตาโต พลางก้าวเดินเข้าไปสำรวจไข่บ้าง
เหวินชูเดินตามหลังยืดคอมองซวี่เซิงที่เอามือจับถูไข่ไปมา จากนั้นเอาใบหูแนบที่เปลือกไข่เพื่อฟังเสียง แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีการขยับเกิดขึ้น ศิษย์อาจารย์จึงหันมองหน้ากัน
“ไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ยชูชู”
เหวินชูส่ายหน้ายืนยัน
“อืม...ถ้างั้นก็มีทางเดียวคือมันใกล้จะฟักแล้ว” ซวี่เซิงยิ้มอย่างยินดี “อยากรู้จังเลยนะว่าจะฟักออกมาเป็นยังไง”
เหวินชูมองไข่แล้วทำหน้าคิด ก่อนจะกางมือออกสองข้าง
ซวี่เซิงเห็นท่าทางเช่นนั้นก็หัวเราะ “ฮะๆๆ นั่นสินะ ถ้าเกิดออกมาแล้วกลายเป็นมังกรตัวใหญ่เลยก็ดี จะได้ส่งมันขึ้นไปตีสวรรค์เลยแบบไม่ต้องรอ ใช่ ข้าน่าจะแช่วุ้นเอาไว้ ระหว่างรอหมีตื่นเราก็ไปนั่งกินกันเถอะ”
ซวี่เซิงกับเหวินชูจึงย่องออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งตงฉวนซึ่งนั่งปั่นงานจนวูบหลับซ้ำยังโดนแกล้งเขียนหน้าเอาไว้ผู้เดียว
ซวี่เซิงกับเหวินชูไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่ตรงเฉลียงทางเดินที่หันหน้าเข้าสวนต้นไม้ดอกไม้ กินวุ้นหมดไปสามถ้วย ในที่สุดปลายทางโถงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและเสียงลมโกรธฟืดฟาดของใครบางคนดังมาตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นเงาตัว
“ซะ-วี่-เซิง!!!”
เหวินชูที่นั่งท้องอิ่มอยู่ด้านข้างพลันเหล่มองด้วยสายตา ‘ว่าแล้ว’
ซวี่เซิงกลับไม่มีแววสำนึกผิดหรือกลัวเลยสักนิด เขาเอาช้อนเคาะกับขอบถ้วยก่อนหันไปคลี่ยิ้ม “ไงจ๊ะน้องเหมย”
ตงฉวนโกรธจนเส้นเลือดตาแทบแตก ชี้แก้มตัวเองรัวๆ “ไอ้รูปนี่มันอะไรกัน!”
“ไม่ใช่รูปลามกสักหน่อย”
“ไม่ใช่รูปลามกแล้วอย่างไร! ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมาเขียนหน้าข้าตอนนอนได้นะ”
ซวี่เซิงทำเป็นถอนหายใจ ส่วนเหวินชูเกลียดเสียงดังและเสียงทะเลาะลุกเดินหนีลิ่วๆ ไปนั่งคู้ดูปลาแล้ว
“นั่นก็เพราะเจ้าชอบทำงานหักโหมไงล่ะ ทำแบบไม่ลุกไปไหน ไม่หลับไม่นอน จนสุดท้ายก็วูบ ทำแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ”
“ข้าไม่ป่วยง่ายๆ หรอก!”
“เจ้าขยันทำงานก็ดี แต่ก็ควรแบ่งเวลาพักผ่อนบ้างนะ ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าทำงานจนวูบไปอีก ข้าก็จะเขียนหน้าเจ้าอีก” ซวี่เซิงยิ้มรับหน้าชื่นตาบาน ก่อนจะมองรูปที่อยู่บนแก้มตงฉวน “ทำไมเล่า ก็น่ารักดีนี่ เจ้าไม่ชอบหรือ”
ตงฉวนสะอึกไป ซวี่เซิงก็เอ่ยปนขำ “เป็นหมีเหมือนกันด้วย ของแบบนี้ล้างน้ำก็ออกแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า”
สารภาพบาปก็ได้ว่าตอนแรกซวี่เซิงคิดจะเขียนกุเจี๊ยวลงไป หรือไม่ก็เขียนหน้าเขาให้ตลกๆ ไปเลย แต่คิดดูอีกทีก็น่าสงสารตงฉวนที่ทุ่มเททำงานหนักจนเกินเหตุ เลยลดระดับมาแค่วาดรูปหมีคุมะลงไปเท่านั้น
ถึงคุมะจะไม่ใช่หมีควายก็เถอะ...
แล้วก็ตามที่คิดเป๊ะ เจ้าหมีควายนี่นอกจากงอกนิยายรักเก่งแล้วยังชอบอะไรน่ารักๆ อีกด้วย ตามที่จิวเมี่ยวเคยบอกเอาไว้เป๊ะ เขามักจะใจดีหรือใจอ่อนกับอะไรเล็กๆ น่ารักเป็นพิเศษ ว่ะฮ่าๆ ในเวลานี้ซวี่เซิงกุมจุดอ่อนอีกฝ่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว!
ตงฉวนกัดฟันอย่างเคียดแค้น หลังจากจับซวี่เซิงล็อกเอวแล้วใช้ท่าสะพานโค้งทุ่มเขาจนหัวปักดินเสร็จก็เดินโมโหฮึ่มฮั่มจากไป
แต่ก็นั่นแหละ หน้าตงฉวนมีหมีคุมะต่อไปอีกประมาณสามวัน จนซวี่เซิงทนไม่ได้ จำต้องทำทีเป็นวาดแกล้งใส่กระดาษให้แบบจงใจลงในต้นฉบับนิยายของตงฉวน เขาจึงยอมล้างหน้าแต่โดยดี แต่ตงฉวนเองก็ทำเขากลับมาแสบเช่นกัน แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ตัวก็เถอะ...
“ท่านซวี่เจ้าคะ! เห็นรูปล่าสุดในนิยายอาจารย์เหมยลี่หรือยังเจ้าคะ เหมือนจะเป็นหมี ทว่ากลับแตกต่างจากหมีปกติที่เคยเห็นนัก” หรงฟางกล่าวอย่างกระตือรือร้น
“ใช่เจ้าค่ะ น่ารักมากเลย เหมือนว่าสหายของอาจารย์จะเป็นคนวาดให้นะเจ้าคะ” อวิ้นเหมยกล่าวต่อ
“แล้วเจ้าได้อ่านฉากนั้นหรือยัง ซ่งจงซวี่ลูบศีรษะหมิงเซียน เหตุใดจึงทำเช่นนั้น บุรุษทำเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน”
“เยว่เทียนหลางนั่นด้วยเล่า พอแย่งตัวหมิงเซียนคืนมาได้ แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า ‘มองแค่ข้า’ เช่นนั้นคืออะไรกัน”
“ท่านซวี่ ท่านว่าอย่างไรเจ้าคะ!”
ซวี่เซิงเวลาไปนั่งคุยกับสาวๆ นับวันยิ่งรู้สึกวางหน้าไม่ถูกมากขึ้นทุกที มุมปากเขากระตุกไม่หยุด ฉากหน้าก็มีแต่ต้องเออออไปตามสาวน้อย
พวกเขาก็เป็นเช่นนี้ อยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกันไปเรื่อย เวลาเดียวที่ทะเลาะกันน้อยที่สุดคือตอนทำงาน บางครั้งซวี่เซิงก็นั่งอ่านตำราขณะที่ตงฉวนเขียนนิยาย บางครั้งก็เป็นซวี่เซิงนั่งต้มยาจนกระดูกสันหลังแทบคด ตงฉวนกลับมาจากข้างนอกเปิดประตูห้องมาเห็นซวี่เซิงสภาพดูไม่จืดนอนอ้าขาไม่ใส่กางเกงในนานไปก็เริ่มชิน เดินยกขาข้ามเขาไปนั่งหน้าโต๊ะเริ่มเขียนนิยายตัวเองอ้างอิงกับแบบแผนเพศศึกษาของซวี่เซิงต่อ เป็นบรรยากาศสงบเงียบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายกว่าที่คิดนัก แต่มันก็แค่หนึ่งในสามเท่านั้น ส่วนมากพวกเขาก็ยังตีกันอยู่ดี แทบจะทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส แต่คนที่ลำบากใจน่ะคือตงฉวน
เอาจริงๆ นะ ถ้าเจ้าปรมาจารย์โรคจิตนั่นหัดรู้จักทำตัวสงบๆ ไม่กวนโมโหเขา เขาก็ไม่เคยไปหาเรื่องอีกฝ่ายก่อนหรอก แต่นั่นมันซวี่เซิงนะ ปากเจ้านั่นมันเงียบเป็นที่ไหน!
“เจ้าอาบน้ำรึยัง” ซวี่เซิงเอ่ยถาม
“ก่อนเข้าห้องมาอาบแล้ว เสียใจด้วยล่ะที่ไปแอบดูไม่ทัน” ตงฉวนเอ่ยดัก จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองวางค่ายดักจับเจ้านี่ไปถ้ำมองตัวเองอาบน้ำได้กี่ครั้ง คนโดนก็ไม่เคยจำสักที
ซวี่เซิงที่ทำงานมาจนเหน็ดเหนื่อยยันตัวลุกท่าทางเกียจคร้าน “มิน่าตัวหอมๆ”
“...” ตงฉวนหันขวับ ซวี่เซิงก็หอบผ้าเช็ดตัวพาดบ่าพร้อมถือถังไม้ถังหนึ่งจะไปอาบน้ำบ้าง
“มุกเมื่อกี้ดีใช่มั้ยเล่า” ซวี่เซิงยกยิ้มเผล่พร้อมกับชี้นิ้ว “อย่าลืมเอาไปใส่ในนิยายด้วยล่ะ”
“ไสหัวไป!”
ซวี่เซิงยิ้มเย้ยปิดประตูห้องหลบหินวางทับกระดาษที่ตงฉวนปามาใส่ทัน หินนั่นจึงปะทะเข้าใส่บานประตูเต็มแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวลั่นไปถึงด้านนอกเรือน
ตงฉวนนั่งโกรธกัดฟันกรอดๆ ใจตะโกนว่าไม่เอาไปใส่หรอก ไม่เอาไปใส่หรอก ไม่เอา ไม่เอา ไม่อะ...
“........”
ตงฉวนนั่งเงียบ ก่อนจะยกแขนตัวเองขึ้นมาดม
โถ่เอ๊ยเจ้าบ้านั่น...หยุดแกล้งกันสักที!
เป็นครั้งแรกที่เขาถูกใครสักคนปั่นหัวมากขนาดนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว อีกฝ่ายไม่เคยทำตัวว่าง่ายๆ บ้างเลย ตงฉวนก้มหน้านิ่ง หางตาก็เหลือบเห็นไข่ยักษ์ที่อยู่ในห่อผ้าส่องแสงสะท้อนเลื่อมสีม่วงอ่อนๆ
ตงฉวนเดินไปหาไข่ ก่อนจะอุ้มมันขึ้นมา เดินกลับไปนั่งที่เดิม เขาเอามือลูบเปลือกไข่ที่กำลังสะท้อนแสงสีม่วงอ่อนเบาๆ
“จำไว้ล่ะ อย่าซึมซับนิสัยแย่ๆ แบบนั้นเข้าไปนะ...”
เจ้าไข่ประกายแสงเลื่อมพราว ตงฉวนก็ลูบมันไปมา ซวี่เซิงยังไม่กลับมา เช่นนั้นก็ดีเลย...
“มาเขียนนิยายรักกับข้าต่อดีกว่า ถ้าเจ้าฟักออกมาเจ้าต้องเป็นคนอ่อนโยนนะรู้หรือไม่ ต้องพูดจาดีๆ กับผู้อื่น แล้วก็ห้ามสร้างฮาเร็มอะไรนั่นด้วย”
เจ้าไข่ใบใหญ่ส่องประกายแสงสีชมพูเล็กน้อย เหมือนจะตอบรับคำนั้นเรียบร้อยแล้ว
ตงฉวนยกยิ้มเอ็นดู อยากจะรู้แล้วว่าเมื่อใดไข่จะฟักเสียที เขายกมือขึ้นกอดไข่อีกครั้งหนึ่ง แล้วรีบนำกลับไปวางไว้ที่เดิม ก่อนที่เจ้าบ้านั่นจะกลับเข้ามาเห็นเข้าแล้วเก็บเอาไปล้อเขาอีก แต่ก็ต้องยอมรับในใจเงียบๆ ว่าการได้เถียงกับซวี่เซิงโดยไม่ต้องคำนึงสิ่งใดคือเรื่องเดียวในตอนนี้ที่ตงฉวนสบายใจที่สุด...หลังจากที่เขาแน่ใจในบางอย่างที่สงสัยมานาน ซวี่เซิงคือคนเดียวที่ทำให้เขาหายเครียด
ท้องฟ้าคืนนี้ก็ยังคงสงบเงียบ ตงฉวนเหม่อมองดวงดาวที่เป็นประกายระยิบระยับเต็มม่านฟ้า หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย เพียรภาวนาให้วันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป จะยังสงบสุขเช่นนี้อีก...
แต่ก็รู้ ชีวิตไม่ใจดีเช่นนั้น

หลายวันผ่านไป ซวี่เซิงพบว่าวันที่ตงฉวนจะกลับมาที่บูรพาเวหะนั้นสั้นลงทุกที กลับมาทีตัวก็เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะน่าสยอง มองอย่างไรก็เป็นรอยกัดของพวกผีดิบ นับวันเข้าก็ยิ่งดูอันตรายมากขึ้นทุกที แต่ถามไปเท่าไหร่ตงฉวนกลับไม่เคยบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ยังนั่งเขียนนิยายต่อกับเขาได้เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ยามที่ออกไปด้านนอกกำแพงกลับอันตรายขึ้นทุกครั้ง จนมีกลางดึกคืนหนึ่งตงฉวนรุดกลับมาด้วยสภาพเลือดโชก ซวี่เซิงกับเหวินชูนั้นไม่จำเป็นต้องนอน กองทัพเกราะดำกลับมาเมื่อใดก็รู้ในทันที รีบถือตะเกียงไม้ไผ่กันไปรออยู่ กลับเห็นว่าแต่ละคนเลือดไหลเป็นแอ่ง ไม่มีใครสภาพดีกว่าใครเลย
ตงฉวนเดินลากเท้ามาด้วยสภาพเลือดไหลยาวเป็นทางโดยมีหรงเซี่ยกับจิวเมี่ยวประคองกันเดินตามมาอยู่ด้านหลัง ซวี่เซิงถลาเข้าไป “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!”
ตงฉวนใช้แขนดันซวี่เซิงออกให้พ้นทาง “เกะกะน่า ถอยไป”
เหวินชูตามมาดู เห็นรอยแผลตงฉวนลึกกว่าเดิม พบว่าบางรอยไม่ใช่รอยของผีดิบก็ชี้ฟ้องซวี่เซิง
“อสูรกายหรือ” ซวี่เซิงรีบถาม
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” ตงฉวนเหมือนไม่อยากพูดมาก เดินผ่านไปไม่ตอบ ซวี่เซิงกลับไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ
“ไม่ใช่เรื่องของข้าได้อย่างไร”
“แผลเกิดที่ตัวข้าหาใช่เจ้าไม่”
“ด้านนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกมานะ” ซวี่เซิงคาดคั้น เริ่มจับสัมผัสได้แล้วว่ามีบางอย่างไม่สู้ดี เพราะในแต่ละวันตนเอาแต่ขลุกในห้อง เบื่อก็ออกไปเดินเล่นกับสาวๆ หิวก็ทำขนมกินกับเหวินชู จนหลงลืมไปแล้วว่าภายนอกมีอะไรอยู่
ตงฉวนกลับปากหนักอย่างมาก เขาตวัดตามองซวี่เซิงเหมือนรำคาญ ก่อนสั่งว่า “หุบปาก”
“เจ้า!...”
“อยู่ในนี้ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” ตงฉวนผลักซวี่เซิงเบาๆ “ทำตัวให้ตัวเองปลอดภัย
“....”
ตงฉวนไม่กล่าวอะไรอีก เดินพาคนบาดเจ็บทั้งหลายไปอีกทาง ซวี่เซิงกับเหวินชูทำได้เพียงมองตามเท่านั้น
เหวินชูองตามหลังตงฉวน ก่อนจะรับรู้ว่าซวี่เซิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กำลังตัวสั่น
“อะไรกันเล่า...เจ้านั่นไม่ได้มองเห็นข้าเป็นพวกเลยไม่ใช่เหรอ”
“...”
ซวี่เซิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ แม้จะเข้าใจดีว่าตงฉวนพยายามจะซ่อนเขาให้พ้นจากอันตราย แต่การถูกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
...
ตงฉวนไม่ได้กลับจวนแม่ทัพ แต่ไปนั่งรักษาตัวอยู่ที่เรือนของหรงเซี่ยแทน
เขาโคจรพลัง รักษาแผลจนทุเลา หรงเซี่ยนั่งอยู่ด้านข้างเขา สีหน้าลำบากใจยิ่ง “ท่านแม่ทัพ...เราจะเอาอย่างไรกันดี”
“จ้าวฝูหมิงใกล้มาแล้ว” ตงฉวนกล่าวเสียงเข้ม “รออีกนิด ทันแน่”
“แต่จะปล่อยไว้เช่นนี้หรือขอรับ” หรงเซี่ยทำหน้ากล้ำกลืน “มันอันตรายมาก...”
หรงฟางน้องสาวนำผ้านุ่มกับน้ำอุ่นมาขัดจังหวะเข้าพอดี นางค่อนข้างหวาดกลัวตงฉวนจึงไม่ได้เข้ามาในห้อง หลังจากส่งของให้พี่ชายเสร็จแล้วก็รีบแจ้นหนีไปหลบที่อื่น
ตงฉวนกล่าวตอบต่อจากคำพูดนั้น “สักวันหนึ่งมันก็ต้องเกิดขึ้น...รอต่อไปซะ”
“วันนี้ท่านจะไม่กลับไปจวนจริงหรือขอรับ ท่านปรมาจารย์...อันตราย...”
“จิวเมี่ยวคงไปแล้ว” ตงฉวนล้มตัวลงนอน ตัดสินใจแล้วว่าจะยังไม่กลับไปตอนนี้
หรงเซี่ยจำต้องยอมรับเงียบๆ แล้วล่าถอยออกจากห้องไป แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวท่านแม่ทัพเช่นกัน...เชื่อมั่นว่าตงฉวนจะรับมือได้
เรื่องที่ว่าบูรพาเวหะแห่งนี้กำลังจะแตกแล้ว

ซวี่เซิงนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องด้วยในใจไม่สบายใจเป็นครั้งแรก เพราะถูกความสะดวกสบายบังตา จึงลืมไปเลยว่าข้างนอกมีอะไรรออยู่
จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออก ซวี่เซิงรีบหันไป นึกว่าเป็นตงฉวน แต่กลับเป็นชายที่เหมือนพระวัดเส้าหลิน จิวเมี่ยวนั่นเอง ตัวเขาเองก็บาดเจ็บมาไม่น้อยเช่นกัน กลับยังคงยืนส่งยิ้มละไมได้ ช่างน่านับถือใจจริงๆ
“ท่านแม่ทัพส่งข้ามาคุ้มกันท่านปรมาจารย์ขอรับ วันนี้ท่านแม่ทัพไม่กลับ”
ซวี่เซิงเม้มปากเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ “ปกติเจ้าหมีนั่นจะให้คนคุ้มกันอยู่ข้างนอกนี่”
“มีขอรับ มีข้างนอกอยู่อีก...แต่ว่าข้าเห็นสีหน้าท่านปรมาจารย์ไม่ดี จึงขอถือวิสาสะขึ้นมาดู”
“...”
“ท่านแม่ทัพไม่ให้ใครเข้าไปในห้องใช่หรือไม่ขอรับ เช่นนั้นข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไร ข้าจะออกไปเอง” ซวี่เซิงยิ้ม ตัดสินใจจะรับไมตรีที่หวังดีของจิวเมี่ยว
พวกเขาไปนั่งสนทนากันอยู่ในห้องด้านข้าง จิวเมี่ยวเอ่ยถาม “ท่านศิษย์น้อยเล่าขอรับ”
“อยู่ในห้องส่วนตัวน่ะ ชูชูค่อนข้างหวงของ ไม่ยอมให้ข้าเข้าห้องตัวเองยิ่งกว่าตงฉวนเสียอีก”
“มีคนมากมายมาอยู่ร่วมเรือนนี้ รู้สึกครื้นเครงจริงๆ เลยนะขอรับ”
“อย่างไรหรือ”
“ท่านก็รู้นี่ พวกเราส่วนมากไร้ครอบครัว นอกจากท่านหรงที่มีน้องสาว เหล่าทหารส่วนใหญ่ล้วนอยู่สันโดษ เรือนนี้อาจมีพวกทหารมาคอยช่วยงานต่างๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่ถาวร พอเห็นท่านแม่ทัพรับท่านปรมาจารย์กับท่านศิษย์น้อยมาแบบนี้แล้ว ทำให้พวกข้าอยากจะหาใครสักคนมาอยู่ด้วยเช่นกัน ตื่นมาก็พบหน้า กลับเรือนมาก็มีคนอยู่...ความรู้สึกเช่นนี้ ช่างชวนให้รู้สึกอบอุ่นจริงๆ”
“เจ้ามองแง่ดีเกินไปแล้ว ตงฉวนไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนั้นหรอก เขาเพียงเก็บข้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพื่อจับตา...เอ๊ย เพื่อให้ข้าอยู่ในสายตา หัวข้าจะได้ไม่หลุดจากบ่าไปก่อน”
จิวเมี่ยวมองซวี่เซิงด้วยสายตาอมยิ้ม “ไม่หรอกขอรับ ข้าเคยบอกท่านปรมาจารย์ไปแล้วนี่ ท่านแม่ทัพเป็นคนอ่อนโยน เขาเป็นห่วงท่านจากใจจริง”
ซวี่เซิงชะงักกึก เหลือบมองจิวเมี่ยวแวบหนึ่ง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาอ่อนโยน?”
คงไม่ใช่เจ้าก็รู้เรื่องนั้นด้วยหรอกนะ!...
“ข้าฝึกวิชาหยั่งรู้วาระจิตมา” จิวเมี่ยวเอ่ยยิ้มแย้ม “จึงรับรู้ได้ว่าจิตใจเนื้อแท้มนุษย์คนหนึ่งเป็นเช่นไรขอรับ”
ซวี่เซิงสะดุ้งโหยง พูดงี้ก็รู้น่ะสิว่าจิตใจเขามันโคตรจะหยาบช้าน่ะ!
จิวเมี่ยวหัวเราะเบาๆ เหมือนรู้แล้วว่าซวี่เซิงคิดอะไร “มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของมนุษย์มีขาวมีดำ ข้าเพียงจะกล่าวว่าเพราะรู้เช่นนั้น จึงรู้ว่าท่านแม่ทัพแม้บางคราจะรุนแรง แต่เขาไม่ได้คิดร้าย...พอเห็นพวกท่านเหมือนจะผิดใจกันเมื่อครู่ มันจึงทำให้ข้าที่มองดูอยู่ห่างๆ อดกังวลไม่ได้”
ชายคนนี้ภายนอกดูเป็นพ่อพระ ภายในก็พ่อพระจริงๆ “เจ้าตามมาพูดยืดยาวก็เพื่ออธิบายแทนตงฉวนงั้นหรือ”
“ขอรับ”
นั่นสินะ...ครั้งแรกที่ซวี่เซิงพบเขา หรือต่อๆ มา เวลาที่ทะเลาะกับตงฉวนทีไร มักเป็นจิวเมี่ยวที่เข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยความใจเย็นเสมอ
“ถ้างั้นเจ้าบอกได้ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ข้างนอกมีสิ่งใด”
“แน่นอนขอรับ เหตุใดจะบอกไม่ได้ ตอนนี้จำนวนผีดิบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่จะควบคุมได้แล้ว ซ้ำอสูรกายระดับปราณต่างๆ ที่จำศีลอยู่ก็ถูกพลังบางอย่างปลุกให้ตื่นจากการจำศีลขึ้นมา เขตแดนเซียนในถิ่นต่างๆ ถูกโจมตีจนพังพินาศ ท่านแม่ทัพกำลังหาทางช่วยเหลือพวกเขาอยู่ ต้องขอบคุณท่านปรมาจารย์ที่คิดค้นยาทิพย์นั่น หากไม่ได้มัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีพี่น้องกี่คนที่ถูกผีดิบกัดแล้วกลายร่างไป แต่สิ่งทีน่าหนักใจก็คือการที่บางครั้งอสูรกายที่โผล่มาเป็นสัตว์นรก...ข้าคิดว่าหลิ่งซานน่าจะพยายามขึ้นมาบนนี้แล้ว”
ซวี่เซิงชะงักความคิดทั้งมวล รู้สึกคุ้นเคยกับนามหลิ่งซานเป็นอย่างยิ่ง
หลิ่งซาน...ชื่อเดียวกับปรมาจารย์ศาสตร์กามคนที่ทำลายเผ่าตงฉวนเลยนี่...
ซวี่เซิงนึกย้อนไปอีกว่าชงหยวนห้ามไม่ให้เขาร่วมมือกับอเวจี แต่กลับมิได้เอ่ยนามของพญายมออกมา ความจริงแล้วพญายมคืออดีตปรมาจารย์ศาสตร์กามงั้นหรือ? หรือว่าเป็นแค่คนชื่อเหมือนเท่านั้น
ซวี่เซิงอยากเข้าไปถามเหวินชูเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ติดที่จิวเมี่ยวยังนั่งอยู่ด้วย จะลุกไปตอนนี้ก็เสียมารยาท
“ข้ารู้ว่าท่านปรมาจารย์อยากรู้หลายๆ เรื่อง เช่นนั้นจะถามที่ข้าก็ได้นะขอรับ หากข้าตอบได้ ข้าก็จะตอบ”
“ข้าอยากรู้เยอะแยะไปหมด บางทีอาจจะถึงเช้าเลยก็ได้ เจ้าอยู่คุยไหวหรือ”
“แน่นอนขอรับ หากท่านปรมาจารย์สบายใจขึ้น จะได้ไม่ต้องทะเลาะกับท่านแม่ทัพด้วย”
ซวี่เซิงยกยิ้ม “เจ้าเป็นคนดีนะ”
จิวเมี่ยวยิ้มอย่างถ่อมตัว ก่อนจะเริ่มตอบคำถามที่สงสัยคาใจของซวี่เซิง
จิวเมี่ยวเป็นชายหนุ่มที่นิสัยและคำพูดคำจาเหมือนน้ำเย็น ยิ่งคุยซวี่เซิงยิ่งรู้สึกเหมือนเห็นเพื่อนพราหมณ์ มองไปแล้วเห็นเงาเพื่อนเก่า ซวี่เซิงจึงเผลอชวนจิวเมี่ยวคุยกันจนพระอาทิตย์แตะขอบฟ้า
จิวเมี่ยวเล่าเรื่องหลายอย่างที่นี่ เขาสามารถพูดได้เรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงรื่นหู เป็นเสียงอบอุ่นเหมือนในวีดีโอสอนธรรมะยามเช้า เห็นซวี่เซิงสนใจเขายิ่งเล่าย้อน ย้อนไปย้อนมาก็ตั้งแต่ตอนที่ตงฉวนกลับมาที่ทะเลทรายขาวอีกครั้ง เริ่มบูรณะที่ต่างๆ ให้เหมาะแก่การอยู่อาศัย
“เจ้าอยู่กับตงฉวนมานานจริงๆ นะ”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพเป็นคนจิตใจดี ตอนนี้ลำบากก็ได้ช่วยเหลือไว้หลายเรื่อง ท่านปรมาจารย์รู้เช่นนี้แล้วสบายใจขึ้นหรือไม่ขอรับ”
ซวี่เซิงพยักหน้า ก่อนที่แสงอาทิตย์จะส่องลอดเข้ามา เขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า “เช้าแล้วหรือ”
จิวเมี่ยวยิ้ม ซวี่เซิงลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง อากาศยามเช้าและกลิ่นน้ำค้างหอมสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง
“ธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงามมากขอรับ ท่านปรมาจารย์”
ซวี่เซิงมองเหม่อไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์สลัวรางปกคลุมไปด้วยหมอกจางๆ สีฟ้าอมเทา ทุกสิ่งสงบเงียบ ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองนั่งคุยกับใครสักคนยันเช้า ตงฉวนก็ยังไม่กลับมา เดิมทีเขาเคยคิดเสมอว่าจิวเมี่ยวเป็นคนขี้อวยนาย แต่เขาคงใช้อคติมองมากเกินไป แต่ถ้าฟังความแบบเข้าข้างที่จิวเมี่ยวเอ่ยเล่ามาทั้งหมด ก็เท่ากับว่าซวี่เซิงมองตงฉวนพลาดไปหลายส่วน
“บาดแผลที่อยู่บนตัวตงฉวนมันประหลาดมาก แตกต่างจากแผลเก่าๆ ที่ข้าเคยเห็นมา ถ้าสมมุติข้าอยากจะไปดูเขาสักหน่อย เจ้าว่าเขาจะไล่ข้ากลับมั้ย”
“อาจจะไม่ขอรับ”
ซวี่เซิงคิดตกแล้ว จะเข้าไปเคาะห้องเรียกเหวินชูไปดูตงฉวนด้วยกัน ชูชูน่ารัก ถ้าตงฉวนเห็นบางทีอาจจะใจอ่อนก็ได้!
ซวี่เซิงหมุนตัวไป แต่ในจังหวะที่เดินผ่านหน้าห้องตัวเองนั้น ในหูเขาก็ได้ยินเสียง ‘เปรี๊ยะ...’
ซวี่เซิงหยุดฝีเท้า เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ‘เปรี๊ยะ’
ถ้าหากจะมีอะไรในห้องตงฉวนแตกได้ล่ะก็ มีแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น! ซวี่เซิงรีบเปิดประตูห้องผัวะอย่างตื่นเต้น ดิ่งตรงไปหาเจ้าไข่ยักษ์สีฟ้าใบใหญ่ทันที
หัวใจซวี่เซิงเต้นไม่เป็นจังหวะ ในตอนที่เปลือกไข่ส่วนที่เหลือกำลังแตกเปราะทีละน้อย ซวี่เซิงก็เห็นมือขาวๆ ป้อมๆ น่ารักของทารกคนหนึ่งอยู่ภายในกำลังพยายามดันไข่ออกมา...
ซวี่เซิงทรุดตัวลงนั่ง ทำได้เพียงเบิกตาโตตะลึง ยามที่เปลือกไข่ถูกกะเทาะออกมาจนหมด ด้านในไข่นั้นมีเด็กทารกหน้าตาน่ารักคนหนึ่งนั่งอยู่ เส้นผมเจ้าตัวน้อยเป็นสีฟ้าสดใส ทั้งที่เป็นทารกแต่เส้นผมกลับยาวแล้ว ดวงตากลมแป๋วคู่นั้นไร้เดียงสามาก ส่องล้อแสงเป็นสีครามน้ำทะเล แต่บนหน้าผากของเด็กน้อยกลับมีเขามังกรสีทองงอกออกมา ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เด็กธรรมดา ทั้งที่เปลือกไข่ออกจะตั้งใหญ่ ความจริงแล้วกลับมีแค่เจ้าจิ๋วคนเดียวเท่านั้นหรือ
พอทารกน้อยเห็นซวี่เซิงก็ยกยิ้มเผล่ เอื้อมมือป้อมๆ มาหา พร้อมกับพูดอ้อแอ้ไม่เป็นคำ “อาซู~~”
ซวี่เซิงลังเลเล็กน้อย ค่อยๆ เอื้อมมือไปอุ้มเจ้าก้อนแป้งกลมป๊อกออกมาจากในไข่ พอถูกอุ้มปุ๊บเจ้าทารกน้อยก็เข้าซุกซวี่เซิงทันที แล้วมุดหน้าเข้าหาไม่หยุด ปากก็ร้อง “อาซู~ อาซู~~”
ซวี่เซิงเพิ่งถูกเด็กทารกอ้อนเช่นนี้ครั้งแรกพาลทำตัวไม่ถูกขึ้นมา รู้แต่ว่าน่ารักมาก นี่เขาสร้างมังกรหื่นขึ้นมาได้น่ารักขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย!?
“นั่นคือทารกของมังกรโลกันตร์หรือขอรับ เพราะถูกมนุษย์จับมาปลูกฝังตั้งเป็นไข่ ร่างจุติจึงเป็นเสี้ยวมนุษย์งั้นหรือ ช่างน่าสนใจจริงๆ”
ซวี่เซิงกอดร่างเล็กแสนนุ่มนิ่มที่พอซบเขาได้ปุ๊บก็ใช้อ้อมแขนเล็กๆ กอดไม่ปล่อย ซวี่เซิงตกหลุมรักเข้าแล้ว หากตงฉวนพบทารกนี่จะต้องเห่อไม่น้อยหน้าแน่ จึงรีบหันไปหาจิวเมี่ยว “ดูสิจิวเมี่ยว เด็กคนนี้...!”
“ขอรับ น่ารักมากเลย”
ซวี่เซิงกลืนคำพูดลงคอ เมื่อหันไปสิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกคือปลายไม้พลอง อาวุธประจำกายของจิวเมี่ยว
“เจ้า....”
จิวเมี่ยวฉีกยิ้ม “เผลอเข้าห้องท่านแม่ทัพเสียแล้ว แย่จริง”
“...”
“เด็กนั่น ขอให้ข้านะขอรับ”



-------------------------
ตอนนี้รู้สึกยาวตาแตกเป็นอย่างยิ่ง เอื้อ ยาวจนไม่รู้จะเริ่มคุยเรื่องไหนก่อนดี5555 เอาเป็นว่าหากพบคำผิดแล้วจะกลับมาแก้น้า
ตอนต่อไปเริ่มขมวดปมให้หนักยิ่งขึ้นแล้วนะ ทุกคนเตรียมตัวววว/ล้อเล่น5555
สำหรับจิวเมี่ยวนี้ ตอนแรกๆ เหมือนจะมาเป็นแค่ตัวประกอบหรือตัวชง แต่เอาจริงๆแล้วไม่ใช่นะ---หากสังเกตดีๆ จะพบว่าจิวเมี่ยวอยู่กับซวี่เซิงบ่อยมาก คำพูดคำจาเองก็ดูเป็นคนดี แล้วไหงทำไมจู่ๆ ถึงได้จะมาขโมยน้องไข่ไปได้กัน ตอนต่อไปเราจะมารู้ไปพร้อมๆกันฮะ และจะเป็นตอนที่โฟกัสไปที่ตงฉวนด้วย หลังจากที่ซูมซวี่เซิงมานาน ในมุมของตงฉวนจะเป็นเช่นไร เขาจะรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้มั้ย มาเอาใจช่วยเหมยลี่กันเถอะ แค่ก
ตอนนี้ยังไม่มีอะไรกามๆ เป็นเกร็ดนัก เพราะเรื่องกำลังจะเข้าบทต่อสู้เต็มตัวแล้ว ซู้ดฮ้าาาาาา ไรท์ชอบเขียนโชเน็นมากเลย จะฝึกฝนเขียนฉากตีกันให้มันส์ๆ นะ555
ตอนต่อไปหากทันก็อาจจะอาทิตย์ หรือหากไม่ก็คงเป็นเสาร์อาทิตย์หน้าไปเลย หรือหากบ้าติดลมหน่อยก็อาจจะไม่นานอย่างที่คิด ช่วงนี้งานเรียนเยอะแต่ก็อยากแต่งนิยายด้วย ฉลองที่ตากุ้งยิงเพิ่งหาย มันต้องจัดสักผัวะะะ
ขอบคุณกำลังใจอบอุ่นที่ส่งให้กันมา ไรท์จะพยายามต่อไปนะะะ
บายจ้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.026K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,807 ความคิดเห็น

  1. #4780 bambiim (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 03:19
    ว้อททท หักแบบ360°
    #4,780
    0
  2. #4746 Present (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 03:56
    จิวเมี่ยว!!! นายไม่ใช่คนธรรมมะธรรมโมหรอกรึึึ
    #4,746
    0
  3. #4678 ppkpyw (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 23:59
    กรี้ดดดด ตอนนี้เวลา 23.59 ต้องนอนๆๆๆ แต่จบแบบนี้ กรี้ดดดดดดดดดดดดด
    #4,678
    0
  4. #4535 yyyyobaby (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 15:02
    เดี๋ยวนะ นี่มันอาร๊ายยยยยย
    #4,535
    0
  5. #4323 pcy921 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:05
    อ่าววว จิวเมี่ยว!!!

    ???
    #4,323
    0
  6. #4269 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:02
    จิวเมี่ยว!!!!!! นางเปนคนขอสวรรค์แน่ๆ กรี้ดดดะดดดดดพ ไม่ไหว ขอให้ลุงซวี่ปลอดภัย
    #4,269
    0
  7. #4218 Danwtlese (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 00:48
    เจ้าตัวนู้มมมมมม
    #4,218
    0
  8. #4013 TongTaehyung (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 18:06
    จิวเมี่ยว!!!!!!
    #4,013
    0
  9. #3963 chalillxx_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:39
    กี๊สๆๆๆๆ พ่อแม่ลูกอะแกก

    จิวเมี่ยวไม่เอาน้าาา อิหลิงซา!!
    #3,963
    0
  10. #3272 Krystal wing (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 14:29
    ขอร้อง
    #3,272
    0
  11. #2806 After_TeaTime (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 06:50
    น้องน่ารักมาก คือออกมาแล้วกลงรักเลย แต่พอเห็นประโยคสุดท้ายปุ๊ปรู้เลยว่าคำว่าหัวใจหล่นวูบเป็นยังไง แงงงง น้องพึ่งเกิดอย่าทำน้องงงงง ซวี่ปกป้องน้องให้ได้นะ!!
    #2,806
    0
  12. #2728 lills (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 08:46
    อมกกกจิวเมี่ยวหรอ!
    #2,728
    0
  13. #2714 kam201713 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 13:29

    สองสาวนั้นเหมือนเรากะเพื่อนเลยย
    #2,714
    0
  14. #2644 MOOK (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 16:41

    เห้ย จิวเมี่ยว!!!!!

    #2,644
    0
  15. #1790 Kaning Guliko (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 05:22
    เอ๊ะ เอ๊ะ!!!
    #1,790
    0
  16. #1476 MyFateMySolul (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 21:47
    จอมมารมาไวมาก คาดไม่ถึง!!
    #1,476
    0
  17. #1470 PLOYSOIYXX (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 21:16
    อมก.เป็นคนร้ายหรอ!!!!!! เนียนมากกกกก
    #1,470
    0
  18. #1400 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 16:29
    อห คือไรต์แต่งดีจนดูไม่ออกว่าจิวเมี่ยวจะเป็นอย่างนี้อ่ะ แรงมากแม่!
    #1,400
    0
  19. #1315 nownew (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 17:48
    ตงฉวนมีอะไรก็ไม่ยอมบอกเขาน้อ คนเขาเป็นห่วง อิอิ
    จิวเมี่ยวว ร้ายนัก
    #1,315
    0
  20. #1303 9minx (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 17:42
    จิวเมี่ยว!!
    #1,303
    0
  21. #1301 Peach9 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 13:04
    ..................จุด
    #1,301
    0
  22. #1289 Aidan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กันยายน 2562 / 19:13
    ฉากที่ซวี่เซิงกับชูชูไปถือตะเกียงรอหน้ากระโจม เหมือนแม่กับลูกรอพ่อกลับบ้านเลยค่ะ ฮือ ;-;
    #1,289
    0
  23. #1175 Fhai Cotton (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 13:20
    อ้าวจิว ทำไมเป็นงี้
    #1,175
    0
  24. #1174 MhyTaeYoΠ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 12:57
    พีค ...มาก
    #1,174
    0
  25. #1173 Gemini_gift (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 12:49
    อย่าเอาน้องไข่ไปน้าาาาาาา
    #1,173
    0