(จบ)ปรมาจารย์ศาสตร์กามหาใช่เป็นกันได้ง่ายเลยจริงๆ (สนพ.เฮอร์มิท)

ตอนที่ 15 : บทที่ 13 กินยามันขม มากินผมดีกว่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,919
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,038 ครั้ง
    21 ก.ย. 62



บทที่ 13 กินยามันขม มากินผมดีกว่า

ซวี่เซิงได้ไข่มังกรโลกันตร์มาแล้ว ขนาดไข่ใหญ่มากกว่าไข่ปกติทั่วไป มีขนาดสูงพอๆ กับเด็กอายุ 1-2 ขวบ เรียกได้ว่าอุ้มทีต้องใช้สองมือเลยทีเดียว
“เอาล่ะ แล้วต้องรอนานแค่ไหนมันถึงจะฟัก” ซวี่เซิงกอดอกมองไข่ยักษ์ที่อยู่ในห่อผ้า เขารู้ว่าเขาต้องทำครรภ์มังกรเทียม หรือก็คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณหรือจิตใต้สำนึกให้กับมังกร เพื่อที่มันฟักออกมามันจะได้เป็นกำลังให้กับเขา แต่นอกจากนั้นเล่า ระหว่างทางควรทำอย่างไร ต้องนำไปกกให้ความอบอุ่นหรือไม่ แล้วหากเกิดอุบัติเหตุเผลอทำแตกขึ้นมาจะเป็นอะไรไหม เพราะดูแล้วหากไข่ใบนี้เสียหายขึ้นมาจนใช้ไม่ได้ จะหาใบอื่นมาสำรองก็คงยากแล้ว
หลังจากที่ชงหยวนมาส่งเหวินชู และอยู่รอจนเห็นว่าเหวินชูฟื้นแล้วก็รีบร้อนจากไปทันที ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ก่อนไปชงหยวนยังย้อนมาบอกซวี่เซิงว่า “อย่าคิดจะเป็นพวกเดียวกับอเวจีเด็ดขาด!”
แหงล่ะ ไม่ต้องบอกซวี่เซิงก็ไม่คิดจะเอาตัวเข้าไปยุ่งหรอก ชูชูของเขากลับมาพร้อมในอกแหว่งไปแบบนั้น เอามีดมาจี้ก็ไม่ญาติดีด้วยหรอก!
แต่ก็แปลก เหวินชูหัวใจแหว่งไปเช่นนั้น ไม่รู้ชงหยวนทำอย่างไรจึงฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นได้ แปลว่าผีดิบต่อให้ไม่มีหัวใจก็ไม่ตายอย่างนั้นหรือ? ซวี่เซิงคิดไม่ตก ยกมือขึ้นจับหัวใจตัวเอง พบว่ามันไม่เต้นเหมือนเดิม แม้จะมีบางครั้งที่รู้สึกเหมือนมันจะกลับมาเต้นก็ตาม แต่นั่นก็น้อยมาก รวมๆ ก็เหมือนร่างชืดๆ อยู่ดี
ในตำราศาสตร์ที่เขียนเกี่ยวกับมังกรมีเขียนบอกไว้อยู่ว่าไข่มังกรต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ยิ่งจิตวิญญาณเข้มข้นเท่าไหร่ ไข่มังกรก็จะยิ่งฟักตัวเร็วเท่านั้น ซวี่เซิงที่ได้ไข่มาแล้วอ่านไปอ่านมาก็สรุปความได้ว่า เพื่อประสิทธิภาพที่ดี เขาจะแบกเจ้าไข่ยักษ์นี่ติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้ทำเช่นนี้จะเสี่ยงไม่น้อย แต่ก็เพราะยังไม่รู้จะทำเช่นไรจึงจะดีที่สุด เช่นนั้นก็ผูกติดตัวไปด้วยเลยดีกว่า
ซวี่เซิงอุ้มไข่ขึ้นมาห่อผ้าแล้วผูกติดกับหลังเอาไว้ สภาพยามนี้ราวกับแม่ลูกอ่อนอย่างไรอย่างนั้น เมื่อทำเช่นนี้แล้วทุกครั้งที่เขาเห็นอะไรกามๆ หรือเขียนอะไรกามๆ ออกมา เจ้าไข่ยักษ์นี่ก็จะซึมซับเจตจำนงและจิตวิญญาณของเขาได้อย่างเต็มเปาตลอดเวลา หากสำเร็จเร็วลูกมังกรฝักเร็ว เรื่องวุ่นวายโลกแตกที่กำลังเป็นอยู่นี่อาจจะมีอะไรคืบหน้าขึ้นบ้าง
ยามนี้ซวี่เซิงมีแผน ในระหว่างที่รอมังกรฟักและเขายังอยู่ในเซฟโซน ไม่ต้องไปตะลอนบุกน้ำลุยไฟและไม่จำเป็นต้องก้าวขาออกไปให้ซอมบี้ที่ไหนเขมือบหัว เขาจะใช้เวลาว่างอันมีค่านี้เขียนหนังสือเพศศึกษา!!
เห็นได้ชัดมากว่าคนในโลกนี้นอกจากจะไม่รู้เรื่องโจ๊ะๆ กันแล้ว เรื่องเสน่หาชายหญิงยิ่งไม่รู้หนักเข้าไปอีก แม้จะลดความเหลื่อมล้ำทางเพศไปได้ แต่บทจะเท่าเทียมจนเป็นเส้นขนานไม่มีวันบรรจบขนาดนี้ก็เกินไป เมื่อตัดสินใจได้แล้วแม่ลูกอ่อนจำเป็นจึงทรุดตัวลงบนเบาะนั่ง นำสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือออกมาตระเตียมแล้วกางม้วนกระดาษทันที ก่อนจะนั่งเพ่ง พยายามเรียบเรียงความรู้เพศศึกษาในขอบเขตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของตนออกมาถ่ายทอด แต่ไอ้ครั้นจะให้อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์เรื่องว่าด้วยการเกิดนั้นไม่ยากหรอก...มันน่าจะยากตรงที่ต้องเขียนยังไง คนในโลกนี้ที่เอาแต่ละกันไปหมดแล้วถึงอยากจะฮึ่มฮั่มกันขึ้นมาได้ต่างหาก จะเขียนหนังสือแบบวาบหวิวไปเลยก็รู้สึกฉาบฉวยมากเกินไป...แต่อย่างไรซะนี่มันก็เรื่องกามไม่ใช่เหรอ ใส่ไปเต็มๆ เลยจะดีไหมนะ?
เขามั่นใจมากว่าเรื่องอย่างว่าตนเองก็ไม่เป็นรองใคร ชาติก่อนยามขึ้นเตียงลีลาก็เด็ดดวงไม่น้อย จะตั้งรับหรือรุกล้ำก็ไม่เคยเกี่ยง ใครต่อใครที่ได้มีความสุขกับเขาย่อมประทับใจจนอยากจะเบิ้ลกันทั้งสิ้น แต่ว่าซวี่เซิงกลับรู้สึกติดขัดในบางอย่างจึงทำให้ถ่ายทอดประสบการณ์กามออกมาไม่ได้ ทั้งที่แต่เดิมก็สามารถทำได้อย่างราบรื่นแท้ๆ เชียว ทำไมกันนะ
ซวี่เซิงเขียนไปได้เกือบครึ่งหน้าก็หยุดมือตนเองไว้ ก่อนลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมสีแดงแล้วเดินทอดน่องออกมาสูดอากาศภายนอกให้สมองโล่ง
บูรพาเวหะหรือโอเอซิสกลางทะเลทรายขาวแห่งนี้อุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นอย่างมาก จนแทบจะมองไม่ออกเลยว่าบัดนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตจากฟ้า และด้านนอกเต็มไปด้วยซากศพคนตายเดินกันให้ว่อน มันช่างสวนทางกับหนังซอมบี้ทั้งหลายที่ซวี่เซิงในคราบชาติชายเคยดูทุกเรื่องเลยจริงๆ
เขาเดินไปไหน สวนกับใครก็ต่างมีคนเอ่ยทักทายตลอดทางอย่างเป็นมิตรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ซวี่เซิงก็ได้แต่ผงกศีรษะตอบกลับไป
“ท่านปรมาจารย์ไม่เห็นหน้าเสียนาน ออกมาเดินเล่นหรือขอรับ”
“ใช่แล้วล่ะ อุดอู้อยู่แต่ในห้องหนังสือมาหลายวันแล้ว”
“ด้านหลังนั่นคือไข่มังกรที่ว่าหรือ ใบใหญ่เสียจริง”
ซวี่เซิงยิ้มรับ ขณะที่เหล่าเซียนหน้าตาใสซื่อทั้งหลายเข้ามารุมดูไข่มังกรโลกันตร์อย่างอยากรู้อยากเห็น
“จะว่าไปท่านปรมาจารย์ออกมาเดินเล่นข้างนอกเช่นนี้จะแวะไปหาท่านแม่ทัพกับท่านศิษย์น้อยไหมขอรับ”
“เอ๊ะ” ซวี่เซิงชะงัก “ว่าอย่างไรนะ”
“พวกเขาน่าจะฝึกซ้อมกันอยู่ที่ลาน ช่วงนี้ท่านศิษย์น้อยไปร่ำเรียนวิชาต่อสู้กับท่านแม่ทัพบ่อยๆ....”
ซวี่เซิงไม่อยู่รอฟังต่อ รีบบึ่งไปที่ลานกว้างที่อยู่ใจกลางโอเอซิสทันที
ไอ้เราก็นึกว่าที่ไม่เห็นเหวินชูช่วงนี้เพราะยังพักฟื้นตัวอยู่ก็เลยไม่ไปกวนแท้ๆ ที่ไหนได้ เจ้าเด็กแสนเย็นชาตัวดีกลับหายดีนานแล้วแถมยังเดินลิ่วๆ ไปเรียนวิชาต่อสู้กับตงฉวนโดยไม่บอกตนอีก แบบนี้มันน่าน้อยใจเสียจริง
อยู่คนเดียวว่างๆ ก็เหงาจนจะเหี่ยวตายอยู่แล้ว ไปกวนสองคนนั้นดีกว่า!
ที่ลานฝึกคลาคล่ำไปด้วยทหารหนุ่มกล้ามล่ำฝึกซ้อมกันเหงื่อโซมกาย แค่ซวี่เซิงก้าวเข้าไปแล้วได้กลิ่นเหงื่อจากตัวชายหนุ่มมากมายก็แอบน้ำลายสอไม่น้อย มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยอาหารตามากมายจนแทบจะเป็นลมหน้ามืด
“อ้าว! นั่นท่านปรมาจารย์นี่นา” หรงเซี่ยที่กำลังฝึกรำทวนอยู่เห็นซวี่เซิงยืนน้ำลายยืดอยู่ก็รีบพุ่งเข้ามาทันทาย “มาหาท่านศิษย์น้อยหรือขอรับ!”
“ชูชูอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ เจ้าเด็กวายร้าย ข้าก็หลงนึกว่ายังนอนรักษาตัวอยู่เสียอีก” ซวี่เซิงส่งยิ้มทักทาย
“เดี๋ยวข้านำทางไปให้เองขอรับ” หรงเซี่ยเสนอตัวอย่างจริงใจ
“น้ำใจงามจริงๆ” ซวี่เซิงกล่าวชื่นชมพร้อมเอื้อมมือไปตบๆ กล้ามแขนหรงเซี่ย
โอ้ว้าว หนาแน่นปึ๋งปั๋งดีจริงเชียว
ลานกว้างแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ฝึกซ้อมและสนามประลองการสู้รบ เหล่าเซียนหรือจมยุทธ์ที่ว่างจัดและเบื่อหน่ายสามารถมาฝึกฝนร่างกายที่นี่ได้ หินที่ปูก่อไว้แกะสลักมาจากหินภูเขาไฟอายุพันกว่าปี แข็งแรงทนทานไม่มีวันทลาย ต่อให้โดนฝ่ามือเซียนถล่มสักสิบกระบวนท่าก็ยังมีเพียงแค่เศษหินร่วงลงมานิดหน่อยเท่านั้น ที่แห่งนี้เหมือนเขาวงกตที่ต้องเดินลัดเลาะเข้าไปเล็กน้อย ส่วนที่ใหญ่และกว้างที่สุดคือตรงกลาง สงวนไว้ให้เหล่าแม่ทัพหรือพวกเซียนยุทธ์ที่มีปราณพลังขั้นสูงหน่อย แต่เอาจริงๆ ใครจะมาใช้ก็ได้ทั้งนั้นแหละ คนที่นี่เขาไม่แบ่งแยกหรือหวงที่กันหรอก
เมื่อซวี่เซิงก้าวขาไปถึง เขาก็พบสองร่างเล็กใหญ่ในทันทีจึงเดินสาวเท้าเข้าไปหาแบบไม่รอช้า
ตงฉวนนั้นกำลังคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พลางใช้สองมือจับแขนและจับขาเหวินชูเพื่อตั้งท่าพื้นฐานที่ถูกต้องอยู่ เหวินชูที่ปกติมักจะหวงเนื้อหวงตัวเป็นอย่างมากกลับยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้ตงฉวนจับตัวเองได้ตามใจชอบ ตงฉวนแม้เห็นภายนอกเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่เมื่อสั่งสอนวิชากลับใจเย็นเป็นอย่างมาก และละเอียดรอบคอบกว่าที่เห็นมากนัก หากเหวินชูยังวางตำแหน่งขาหรือตั้งท่าพื้นฐานยังไม่ถูกต้องก็จะไม่ยอมขยับไปสอนขั้นต่อไปเด็ดขาด บางวันเหวินชูยืนตั้งท่าอยู่จนตะวันตกดินเลยก็มี แต่เพราะต่างฝ่ายต่างความอดทนสูงอยู่แล้วจึงไม่มีผู้ใดปริปากบ่นหรือแสดงอาการเหนื่อยล้าทั้งสิ้น
“เรื่องที่ท่านแม่ทัพจ้าวยุทธ์ใจดีกับอะไรเล็กๆ น่ารักคงเป็นเรื่องจริงเสียด้วย ข้าได้เห็นกับตาแล้ว” ซวี่เซิงที่แอบเคืองที่โดนศิษย์น้อยเมินเอ่ยทักด้วยประโยคน่าเตะที่สุด ทั้งสองที่กำลังมีสมาธิดีอยู่พลันผินหน้ามาด้วยใบหน้าดุดันทั้งคู่
ซวี่เซิงหาได้สนไม่ ยังคงยืนฉีกยิ้มแป้นแล้น “ชูชู หายดีแล้วไม่มาหาอาจารย์เลยนะ!”
เหวินชูกลับไปยืนตัวตรง แววตาไม่สบอารมณ์เล็กน้อยด้วยใบหน้าเรียบสนิท ตงฉวนมองซวี่เซิงเหมือนเห็นตัวปัญหาขนาดยักษ์ “ถ้าจะมากวนล่ะก็กลับรังเจ้าไปเลยไป แล้วนั่นอะไร แบกไข่มังกรโลกันตร์ไว้ที่หลังเช่นนั้น ไม่กลัวแตกรึไง คิดอะไรอยู่เนี่ย”
“ไม่ได้มากวนเสียหน่อย ศิษย์น้อยฝึกหนักข้าย่อมต้องมาดูเพื่อให้กำลังใจอยู่แล้ว และเจ้าไข่นี่มันดูดซับจิตวิญญาณมิใช่หรือ ข้าก็ต้องเอามันติดตัวไปไหนมาไหนด้วยอยู่แล้วสิ ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่มันจะฟักกันเล่า”
ซวี่เซิงทำหน้าเหมือนกับว่าอย่างไรก็จะอยู่ที่นี่ ตงฉวนเองก็คร้านจะเถียงกับเขาเลยโบกมือเป็นเชิงจะทำอะไรก็ทำไป อย่าก่อกวนเป็นพอ ผีดิบที่ไส้ในเป็นคนแก่ที่เริ่มจะติดลูกหลานซ้ำยังขี้เหงาเลยแย้มยิ้นหน้าบานอย่างพออกพอใจ
ต่างกับเหวินชูที่จู่ๆ ก็ดูลนลานเล็กน้อย เหลือบตามองตงฉวนเหมือนไม่เห็นด้วยที่จะให้ซวี่เซิงมาดูตัวเองฝึกซ้อม เลยจ้องตงฉวนแบบจ้องเอาๆ ตงฉวนเห็นเช่นนั้นก็โบกมือไล่ซวี่เซิงไปไกลๆ
“ไปๆ ไปนั่งที่อื่น อย่ามาเกะกะแถวนี้”
“โถ่ อะไรกันเล่า อย่ามาขัดขวางชูชูกับข้านะ” ซวี่เซิงแสร้งบ่นกระปอดกระแปด เพราะยังไงซะก็ตั้งใจจะไปนั่งหลบมุมดูอยู่ดี ไม่คิดจะมาพัวพันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ก่อนไปก็ยังเดินเข้าไปหาเหวินชู ถือโอกาสวางมือลงบนศีรษะเหวินชูแล้วลูบสักหลายๆ ทีเพื่อแก้แค้นที่หายดีแล้วแต่ไม่ยอมมาหา “ตั้งใจเรียนนะชูชู ข้าจะไปนั่งดูเจ้าอยู่ตรงนั้น”
เหวินชูหน้าคว่ำ คิ้วขมวดเป็นปม มือสั่นกึกๆ เหมือนจะยกขึ้นมาเล็กน้อย น่าหวาดเสียวว่าจะจับซวี่เซิงหักนิ้ว แต่แล้วกลับยังคงยืนเฉย ปล่อยให้ซวี่เซิงลูบหัวอยู่อย่างนั้นจนพอใจ
ตงฉวนเองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี่ มีเพียงซวี่เซิงเท่านั้นที่เอาแต่ยิ้มโง่งมไม่รู้เรื่อง เหวินชูอับอายจนหน้าแดงก่ำไปหมดแล้วน่าสงสารยิ่งนัก ตงฉวนเลยกระแอมไอแล้วจับคอเสื้อซวี่เซิงลากออกมา
“ข้ามองอยู่นะ ห้ามรังแกเขาล่ะ” ซวี่เซิงถูกลากตัวมาอยู่อีกมุมเอ่ย
“เจ้าต่างหากอย่าทำให้ใครเสียสมาธิ อยู่เฉยๆ ซะบ้างเถอะ!” ตงฉวนดันหลังซวี่เซิง ก่อนจะหมุนตัวจากไป
มิวายคันปาก ซวี่เซิงโบกมือหย็อยๆ ตะโกนก้อง “ชูชูพยายามเข้านะ! เจ้าหมีควายห้ามโหดกับเขาเด็ดขาด!”
เหล่าคนที่ฝึกอยู่ไกลๆ ต่างได้ยินแล้วหันมามองพลางส่งยิ้มเอ็นดูอบอุ่นมาให้ครึ่งผีดิบน้อยกันไม่หยุด เหวินชูโกรธและอับอายจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด อยากจะหาอะไรมาอุดปากซวี่เซิงยิ่งนัก ตงฉวนเองก็จนปัญญาจะจัดการกับซวี่เซิง เลยตัดสินใจเรียกจิวเมี่ยวที่มีนิสัยใจเย็นที่สุดและน่าจะนั่งสมาธิหมุนเวียนลมปราณอยู่ใกล้ๆ มาคอยเป็นเพื่อนคุยกับซวี่เซิงเสีย เจ้าปรมาจารย์โรคจิตนั่นจะได้ไม่ต้องตะโกนอะไรออกมาอีก
ตงฉวนเดินมาบังระหว่างเหวินชูกับซวี่เซิงโดยการใช้ตัวสูงใหญ่ของตน เขาจับมือเหวินชูขึ้นมาแล้วเริ่มจัดแจงท่าทางให้ก่อนกล่าว “ช่างเจ้าบ้านั่นเถอะ มีสมาธิเหมือนเดิมก็พอ”
“....”
ตงฉวนยิ้มเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้เขาเห็นตอนเจ้าฝึกซ้อม แต่ก็ช่างเขาเถอะ คิดเสียว่าเขาแค่อยากให้กำลังใจเจ้า เจ้าแค่รับๆ มันไว้ก็พอ เอ้า ย่อเข่า”
เหวินชูหลับตาลงเล็กน้อย พลางพยายามมองซวี่เซิงเป็นแค่ก้อนแดงๆ อะไรสักอย่าง ก่อนจะกลับมามีสมาธิตามเดิม
ซวี่เซิงนั่งกอดไข่ยักษ์หลบแดด มองคนสองคนง่วนฝึกกันอยู่กลางสนาม จิวเมี่ยวถูกเรียกตัวมาแล้ว ชายหนุ่มรอยยิ้มเย็นแสนสุภาพถือถาดใส่ผลไม้ของกินเล่นมาด้วยเอ่ยทักทาย “ท่านปรมาจารย์ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง ทานผลไม้แช่เย็นให้ชื่นใจสักหน่อยไหมขอรับ ท่านแม่ทัพให้เตรียมไว้เพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะขอรับ”
ซวี่เซิงหันมอง แล้วก็ผงะไม่น้อยเมื่อเห็นผลไม้สีเหลืองจ๋อยจัดเรียงวางอย่างสวยงามอยู่บนจาน...
ใช่ มันคือสับปะรด!!
จู่ๆ ซวี่เซิงก็มีลางสังหรณ์บางอย่างเกี่ยวกับน้ำหยวนหยางของตน เลยเผลอนำมือไปกุมเป้าอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านปรมาจารย์ เป็นอะไรรึขอรับ ท่านไม่กินหรือ หวานอร่อยมากเลยนะ”
“...เอ่อ กินสิ กินแน่นอนอยู่แล้ว” ซวี่เซิงใช้ไม้จิ้มสับปะรดขึ้นมาเข้าปาก รสชาติหวานฉ่ำเย็นชื่นใจเป็นอย่างมาก แต่ยิ่งหวานเท่าไหร่ยิ่งลางสังหรณ์ไม่ดี...ไม่เอาน่า เจ้าหมีควายนั่นไม่มีทางรู้หรอกว่าความลับแห่งรสชาติที่ดีขึ้นคืออะไร ทั้งหมดนี่มันคือเรื่องบังเอิญ!
ซวี่เซิงกินสับปะรดไปด้วยในอกหวาดระแวง จิวเมี่ยวเองก็ชวนเขาคุยไปเรื่อยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ซวี่เซิงเลยถาม “เจ้ารู้ไหมว่าอีกนานเท่าไหร่ ไข่นี่จึงจะฟักออกมา”
“ไข่มังกรโลกันตร์รึขอรับ...อืม เวลาไม่ค่อยแน่นอนเท่าใด ตอนนี้ท่านปรมาจารย์คือผู้ปกครองของไข่ เปรียบเสมือนพ่อแม่ ถ้าดูแลเอาใจใส่มันดีก็คงจะฟักออกมาเร็ว ระหว่างนี้จิตใจของผู้ปกครองไข่จำเป็นมากเลยนะขอรับ มังกรจะฟักออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ปกครองล้วนๆ ว่าต้องการจะป้อนสิ่งใดลงไปบ้าง เพราะฉะนั้นช่วงนี้ท่านปรมาจารย์โปรดทำใจให้สบายเข้าไว้ อย่ามีจิตขุ่นเคืองจะดีที่สุด”
ซวี่เซิงพยักหน้า “ไม่ต่างจากเลี้ยงเด็กเท่าไหร่เลยนะ”
“...เลี้ยงเด็ก?” จิวเมี่ยวทำหน้างุนงง
“ก็เลี้ยงเด็กไงเล่า เด็กทารกตัวเล็กๆ ก็ต้องทำเช่นนี้ เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่จะเลี้ยงเด็กอย่างไร”
จิวเมี่ยวเหมือนชะงักไปหลายขณะ ก่อนจะค่อยๆ ร้องอ๋อออกมา “...เช่นนั้นเอง ขอประทานอภัยนะขอรับ พวกข้าหลงลืมไปแล้วว่าอะไรคือการเลี้ยงเด็ก หรือทารกหน้าตาเป็นอย่างไร เอ...หรือว่าทารกก็เป็นไข่เช่นนี้”
ใช่...ใช่ก็บ้าแล้ว! ซวี่เซิงนึกอยากเอาเท้ามาก่ายหน้าผาก คนบ้านไหนจะคลอดลูกเป็นไข่กันเล่า! ไม่ได้การแล้ว เขาต้องรีบไปเขียนหนังสือความรู้เพศศึกษาเดี๋ยวนี้ ไม่อาจปล่อยใจวางเฉยได้อีกต่อไป คนในโลกนี้จะทำตัวเองสูญพันธุ์กันวินาศกันจนถึงที่สุดแล้ว
“คนไม่ได้คลอดลูกเป็นไข่...”
“เอ๊ะ คลอด คลอดคืออย่างไรรึขอรับ อ๊ะ หรือจะหมายถึงท่วงท่าประสานที่ท่านปรมาจารย์เขียนบ่อยๆ?”
อ้าก
ซวี่เซิงไปต่อไม่ไหวแล้ว เขาเปลี่ยนเรื่องทันที “สิ่งที่นายพวกเจ้าสองชูชูอยู่คืออะไรรึ”
จิวเมี่ยวยิ้มแย้มเอ่ย “มันคือกระบวนท่าต่อสู้พื้นฐานของชนเผ่าทะเลทรายขาวขอรับ”
ตอนนี้เหวินชูตั้งท่าได้ถูกต้องตามหลักแล้ว หนุ่มน้อยย่อเข่าทั้งสอง กางออกเล็กน้อย มือข้างซ้ายยกขึ้นถึงหน้าผาก ส่วนมือด้านขวาตั้งฉากขนานกับลำตัว ฝ่ามือแบออก นิ้วชิดกัน แผ่นหลังตั้งตรงแต่เอนมาด้านหน้าเล็กน้อยเตรียมพุ่งกระโจน...เพียงแค่มองเฉยๆ ยังเมื่อยตัวแทน
แม้จะเคยฝึกต่อสู้เองแบบไม่รู้หลัก แต่หน่วยก้านเหวินชูดีมากอยู่แล้ว จัดระเบียบสักหน่อยก็เข้าที่เข้าทางได้ไม่ยาก ตงฉวนไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนเด็กที่ตั้งใจและไม่อิดออดเช่นนี้ กระบวนท่าต่อสู้ของชนเผ่าทะเลทรายขาวต้องอาศัยแรงกำลังและการเกร็งกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ทั้งยังต้องถ่ายทอดกำลังภายในจากบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า หาใช่จุดตันเถียนที่อยู่กลางลำตัวไม่ จึงยิ่งกระจายกำลังยากและจะเหนื่อยเป็นพิเศษ
ซวี่เซิงเคี้ยวสับปะรดมองเหม่อ เหวินชูพุ่งเข้าโจมตีตงฉวนแล้ว ในด้านความว่องไวครึ่งซอมบี้โชตะยังคงยืนหนึ่ง แต่ในด้านประสบการณ์ยังต้องสะสมอีกมาก โจมตีไปได้สักสองสามกระบวนท่าตงฉวนก็สกัดกั้นการจู่โจมไว้ได้จนต้องถอยไปตั้งหลักท่าเบื้องต้นใหม่ เป็นซ้ำๆ อยู่เช่นนี้ราวกับไม่มีคำว่าเหนื่อยในสารระบบคนทั้งสอง
ที่สำคัญคือแม้ตงฉวนจะไม่ตอบโต้กลับ เอาแต่ตั้งรับท่าเดียว แต่แรงที่ใช้ยับยั้งการโจมตีของเหวินชูกลับดุเดือดมาก ฟาดฝ่ามือทีนี่ได้ยินเสียงดังปั๊กชัดมาถึงนี่
“ท่านแม่ทัพของพวกเจ้าแรงเยอะปานนี้คงไม่ฉีกร่างลูกศิษย์ตัวน้อยของข้าแหลกเละโดยไม่รู้ตัวหรอกนะ...”
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกขอรับ” จิวเมี่ยวยืนยันอย่างแข็งขัน “ท่านแม่ทัพน่ะจิตใจอ่อนโยนมาก ไม่มีทางทำร้ายท่านศิษย์น้อยหรอกขอรับ ท่านปรมาจารย์ก็ด้วยนะ”
“ก็คงงั้น แต่เรื่องอ่อนโยนกับข้า ข้าว่าไม่น่าใช่”
จิวเมี่ยวหัวเราะขำ ไม่ได้เถียงอะไรซวี่เซิงกลับไป ซวี่เซิงเองก็กินสับปะรดจนหมดจานแล้ว เขาเอาคางเกยบนไข่ยักษ์ เหม่อมองแผ่นหลังตงฉวนแล้วก็จินตนาการอะไรเพลิดเพลินไปเรื่อย ตงฉวนเองก็รู้สึกตัวได้ว่ากำลังถูกมองอยู่จึงเหลือบตาไปยังซวี่เซิงแวบหนึ่ง
“ข้าเบื่อแล้วล่ะ ขอตัวก่อนนะ” ซวี่เซิงหลบตาหนีอย่างไม่รู้ตัว หันกลับไปบอกจิวเมี่ยวที่นั่งหลังตรงอยู่ด้านข้าง
จิวเมี่ยวผงกศีรษะยิ้มพลางส่งลา “ขอรับ ไว้แวะมาที่นี่ได้ทุกเมื่อเลยนะขอรับ ข้ารู้สึกว่าพอท่านปรมาจารย์มา ท่านศิษย์น้อยดูมีสมาธิและตั้งใจฝึกมากขึ้นจริงๆ”
ซวี่เซิงยิ้มแบบตาแก่เห่อหลาน ก่อนจะผละตัวจากมา เขาคิดจะไปเดินเล่นอีกสักพักก็จะกลับไปนั่งงมเขียนตำราเพศศึกษาต่อ ประจวบกับตอนเดินไปตรงหัวโค้งกลับพบสองสาวชุดขาวเข้าพอดี “หรงฟาง อวิ้นเหมยนี่ บังเอิญจริง”
สองสาวน้อยหัวเราะคิกคักน่ารักกันเช่นเคย เห็นซวี่เซิงก็เดินดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา ท่าทางน่ารักราวกับกระต่ายน้อย “ท่านซวี่! ในที่สุดก็ได้พบท่านอีกครั้งแล้ว ไม่นานแต่รู้สึกนานจังเจ้าค่ะ อาจารย์เหมยลี่ออกนิยายตอนใหม่จนรวมเป็นเล่มได้แล้ว พวกข้ารอจะสนทนากับท่านตั้งนานแต่กลับไม่เจอเลย”
ไม่รู้ทำไม แต่ทุกครั้งที่พบกัน พวกนางมักจะทักทายเขาด้วยประโยคแนวๆ ไม่ได้พบกันนานตลอดเวลา นี่เขาหายหน้าหายตาไปขนาดนั้นเชียวหรือ “แน่ล่ะสิ เพราะข้าถูกท่านแม่ทัพกักบริเวณไว้ ให้เอาแต่นั่งสกัดน้ำ...”
“น้ำ?”
“น้ำ...น้ำทิพย์น่ะนะ” ซวี่เซิงกลับคำทันควัน ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมตนเองต้องโกหกด้วย “แบบว่าทำยา...”
“เช่นนั้นต้องเป็นงานที่หนักมากแน่ พี่ชายข้าเองก็เล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆ ว่าทั้งท่านตงและท่านซวี่ช่วงนี้ยุ่งกันมาก...” หรงฟางกล่าวไปได้แค่นี้ก็หยุดชะงักคำว่า ‘ตีกันบ่อย’ เอาไว้ได้ทัน
“หากทำยาสำเร็จเมื่อไหร่ก็ดีสินะเจ้าคะ” อวิ้นเหมยคลี่ยิ้มราวกับนางฟ้า “มีอะไรให้พวกข้าช่วยเหลือก็บอกกล่าวกันได้นะเจ้าคะ พวกข้ายินดีมาก”
ซวี่เซิงกระตุกมุมปากยิ้มอย่างเจ้าชู้ ปากอยากจะกล่าวถ้อยคำหยอกเอินสาวน้อยน่ารักตามประสา แต่คิดไปคิดมาก็ละอายแก่ใจตัวเองเกินกว่าจะทำลงกับผ้าขาวน่ารักๆ ทั้งสองคน “ขอบคุณจ้ะ แค่คิดถึงข้าแล้วยิ้มสวยๆ ให้ข้าก็ดีมากแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าแค่ต้องรักษาสรรพคุณมันให้อยู่ได้นานๆ และคงสภาพมันให้ได้เท่านั้น เพราะบางทีท่านแม่ทัพไปสู้ข้างนอก ข้าไปด้วยไม่ได้ เขาถูกกัดหรือคนอื่นถูกกัดจะได้งัดยามาใช้ได้ตลอดเวลา”
“ลึกล้ำจังเจ้าค่ะ” สองสาวต่างทำหน้าจริงจังขึงขัง “เรื่องเครียดมากขนาดนี้ยิ่งต้องอ่านนิยายอาจารย์เหมยลี่ให้ผ่อนคลายแล้ว”
ซวี่เซิงพยักหน้ายิ้ม เดินทอดไปกับสาวน้อยทั้งสองอย่างมีความสุข ระหว่างนั้นก็สอบถามเรื่องที่ว่าหากอยากจะเขียนหนังสือขึ้นบ้าง จะต้องทำอย่างไรและผ่านขั้นตอนยุ่งยากมากน้อยแค่ไหนไปด้วย น่าเสียดายที่เรื่องนี้อวิ้นเหมยและหรงฟางเองก็ไม่รู้เช่นกัน มีแต่ต้องถามเถ้าแก่เจ้าของร้านหนังสือเช่าเท่านั้น ซวี่เซิงเองก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน ยามนี้ผ่อนคลายไปกับสาวงามซ้ายขวาและนิยายรักเบาสมองของแม่นางเหมยลี่ดีกว่า...

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปโดยประมาณ และแล้วในที่สุดการหักโหมสารร่างของปรมาจารย์ครึ่งผีดิบก็สำเร็จผล...
โลกต้องจารึก วงการยาต้องสะเทือน น้ำหยวนหยางชนิดยาเม็ดพกพาสำเร็จแล้วโว้ยยยยยยย
ขนาดเป็นผีดิบไม่ต้องนอนยังต้องสกัดกันตาแตก ซวี่เซิงนอนแผ่หลาอยู่กลางห้อง ใต้ตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า ด้านข้างยังมีเจ้าไข่มังกรในห่อผ้าล้มกลิ้งอยู่เป็นเพื่อน ไม่รู้ว่ามันซึมซับความเหนื่อยล้าของซวี่เซิงไปด้วยหรือไม่ สีเปลือกไข่จึงซีดลง ให้ความรู้สึกอ่อนระโหยโรยแรงราวกับตัวผู้ปกครองไม่มีผิด
เหวินชูชิงหลับไปก่อนนอนพักอยู่ในห้องหนึ่งนานแล้ว เพราะต้องไปฝึกและกลับมาช่วยซวี่เซิงทำงานช่วงนี้ซอมบี้โชตะจึงเหนื่อยง่ายมาก ส่วนซวี่เซิงเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าตัวเองจะนั่งหลังขดหลังแข็งบ้าบิ่นจนมาถึงขั้นนี้ ขั้นที่ว่าพยายามสกัดน้ำอสุจิออกมาแล้วทำให้มันเป็นยาลูกกลอน แถมไม่รู้จิวเมี่ยวไปกระซิบบอกอะไรผิดๆ กับตงฉวนหรือไม่ เห็นเขานั่งกินสับปะรดวันนั้นจนหมดจานก็นึกว่าเขาชอบเลยเอาไปบอกตงฉวน หลังจากวันนั้นก็มีทหารเอาสับปะรดมาส่งให้ทุกวัน ราวกับจะแกล้งล้อเลียนกันอย่างนั้นแหละ
ซวี่เซิงใช้เท้าเขี่ยเตาหลอมยาให้ออกห่าง ไม่อยากจะเหลือบมองมันอีกแม้เพียงเสี้ยว ต้นกาบหอยแครงที่ใช้ทดลองเองก็ชิงเหี่ยวตายไปกันหมดยกเซ็ท รอบกายเต็มไปด้วยซากตำราและม้วนสมุนไพรกับรูปโป๊ ซวี่เซิงจดผลการทดลองต่างๆ จนมือหงิก สุดท้ายก็ได้สูตรที่เหมาะสมมา ทั้งผสมสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเป็นแร่เย็นเพื่อคงคุณสมบัติเอาไว้ ทั้งยังต้องใส่ผงนู่นนี่นั่นเพื่อเสริมส่วนที่ขาดหายไป เพราะหากอยากได้ยาปริมาณเยอะๆ แต่น้ำมีไม่พอจะได้มีอะไรทดแทน แล้วหวยมันก็มาออกที่ยาปลุกพลังม้า ข้อเสียหนึ่งเดียวที่คิดว่าจะเกิดขึ้นคือต่อสู้ไปด้วยเป้าธงตั้ง
ไหนจะต้องแบ่งสีของมัน อันไหนเม็ดใสหน่อยก็จะมีเวลาน้อย อันไหนเม็ดยิ่งขุ่นก็ยิ่งอยู่นาน ขอเพียงมีไอ้นี่ ต่อให้ถูกซอมบี้กัดก็ไม่กลายร่างแล้ว ขอบอกเลยว่ามันคือการค้นพบที่ดีมาก แต่ถ้าเทียบกันแล้วมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นขี้ปะติ๋วเท่านั้น ซวี่เซิงยังต้องศึกษาต่อยอดอีกยาวว่าน้ำหยวนหยางที่ใช้เนี่ยจำเป็นต้องแค่ของครึ่งซอมบี้หรือไม่ เพราะหากต้องใช้แค่ของครึ่งซอมบี้จริง...ซวี่เซิงก็ตายก่อนน่ะสิ
คนหลายร้อยในกองทัพต่อเขาแค่คนเดียว อัตราส่วนชวนหัวแตกมาก ยังไม่นับคนที่เหลือรอดในโลกอีก ส่วนชูชูหากว่ากันด้วยศีลธรรม จะกินน้ำรักของเด็กหนุ่มตัวแค่นั้นมันเร้าใจก็จริงแต่มันก็โรคจิตมากไปหน่อยไหม แม้ว่าชูชูจะไม่สนไม่แคร์ แต่ในสายตาเขามันยอมไม่ได้! แต่คนในโลกนี้ก็แทบจะไม่ตั้งกัน หรือตั้งก็ไม่รู้จะเอาน้ำออกมาได้ไหมอีกต่างหาก น่าปวดหัวนัก
แต่เรื่องนั้นน่ะช่างเถอะ! ตอนนี้ทำได้ก็คือทำได้แล้ว สำเร็จแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากันใหม่เถอะ ซวี่เซิงเดินลากร่างออกไป เรียกทหารที่ยืนคุ้มกันเขาหน้าเรือน “ฝากไปแจ้งเจ้าหมีควายด้วยว่าการทดลองค้นคว้าสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว จะมาเอายาก็มาเอาไป ข้าจะเข้าโหมดพักผ่อนแล้ว ไม่รู้จะตื่นอีกเมื่อใด”
นายทหารผู้นั้นชินชากับการที่ได้ยินซวี่เซิงเรียกตงฉวนว่าหมีควายแล้วรีบแจ้นไปหาตงฉวนเร็วจี๋ ตงฉวนได้ยินเช่นนั้นก็ทิ้งงานในมือมุ่งไปหาซวี่เซิงทันที
“เฮ้ย! เจ้าโรคจิต”
ตงฉวนเปิดประตูเข้าเรือนมา ตรงไปยังห้องหับใหญ่ที่ใช้ทดลองสะระตะของซวี่เซิง เปิดประตูพรวดเข้าไปก็เห็นซวี่เซิงนอนกอดไข่ยักษ์แผ่หลาอ้าขาไม่ใส่กางเกงซับในอยู่กลางห้องผงะแทบหัวทิ่ม
โชคดีนักที่ภาพอุจาดตาไม่สำรวมนี้ไม่มีใครเห็นนอกจากเขา ตงฉวนเดินเข้าไปหาซวี่เซิง ก่อนจะเอาขาเตะเบาๆ “อันใดกัน สภาพดูไม่ได้เอาซะเลยนะท่านปรมาจารย์”
ซวี่เซิงปรือตาขึ้นมา มองตงฉวนที่ทรุดลงนั่งอยู่ด้านข้าง ก่อนจะพยายามฮึบแล้วดันตัวขึ้นมา “ลองมานั่งรีดน้ำซะสิจะได้รู้ซึ้ง ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองจะแห้งตายแล้ว แต่ข้าก็ตายแล้วนี่นะ...”
ซวี่เซิงชี้ไปบนโต๊ะก่อนกล่าวต่อว่า “ยาทั้งหมดอยู่ในเตาหลอมเย็นนั่น ทั้งหมดมีแร่เย็นผสมไว้แล้ว เวลาเก็บก็เก็บไว้ในอะไรที่มันรักษาความเย็นได้ละกัน อันไหนเสียมันจะเป็นสีดำๆ...”
ตงฉวนมองซวี่เซิงที่อธิบายด้วยสองตาใกล้จะปิดเอ่ย “เหนื่อยล่ะสิ”
ซวี่เซิงโมโห แต่ก็หมดแรงจะโวยวายเสียงดัง “เออ โคตรเหนื่อยเลย เมื่อก่อน...เมื่อก่อนข้าปึ๋งปั๋งขนาดนั้นแท้ๆ เชียว...”
“พล่ามบ้าอะไรเนี่ย ฟังไม่เห็นรู้เรื่อง ว่าไปเจ้านี่ก็นะ ยังนั่งกอดไข่นี่ได้อยู่อีก อยากให้มันฟักเร็วๆ ขนาดนั้นเชียว?”
ซวี่เซิงรู้สึกหัวหมุนไปหมุนมา จะประคองร่างไม่ไหวแล้ว ทันใดนั้นก็เหมือนใครมาปิดไฟ ทุกอย่างมืดสนิทไปหมด
ตงฉวนไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ ซวี่เซิงก็เซเอนมาล้มใส่ตัว ตอนแรกนึกว่าแกล้งจึงจะผลักออกไป ทว่ากลับหยุดมือไว้เมื่อเห็นว่าซวี่เซิงเหนื่อยจนหมดสติไปแล้วก็เท่านั้น
ซวี่เซิงปิดเปลือกตาแน่น ปลายคิ้วกับหางตาผ่อนคลายยิ่งนัก สองมือยังคงกอดไข่มังกรโลกันตร์เอาไว้ไม่ปล่อย พอซบศีรษะกับอกตงฉวนได้ก็มุดหน้าเข้าหา หลับสนิทไปทันที
แต่ก็อย่างว่า คนโรคจิตอย่างไรก็โรคจิต นิ่งได้ไม่ทันไรก็ก็ละเมอพึมพำ “...กลิ่นเหงื่อชายหนุ่มหลังออกกำลังกายสุดยอด...”
ตงฉวนทำหน้าเบื่อหน่ายสุดซึ้ง
ตงฉวนนั่งอยู่นิ่งๆ อีกพักหนึ่ง ซวี่เซิงเองก็หลับไปอย่างนั้นอย่างสบายใจพร้อมกอดไข่เอาไว้เหมือนจะใช้ต่างหมอนไปแล้ว คุดคู้ร่างกายจนเหมือนก้นหอย พิงตงฉวนหลับสนิท
ตงฉวนไม่ได้คิดจะผลักหรือลุกหนีไปไหน เขาหยิบแผ่นกระดาษที่กระจัดกระจายบนพื้นมาอ่านเงียบๆ พลางก้มหน้ามองซวี่เซิงที่ยังหลับไม่มีวี่แววจะตื่นโดยง่าย
“...เฮ้ย”
“...”
ซวี่เซิงยังคงหลับ ตงฉวนจดจ้องหน้าซวี่เซิงพักหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามาอ่านกระดาษในมือต่อ แต่ก็รวบรวมสมาธิไม่ได้ เลยสลับกับหันไปมองซวี่เซิงเป็นพักๆ “...เฮ้ย อย่ามาพิงข้าแล้วหลับสิ”
ตงฉวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็วางมือบนไหล่ซวี่เซิง เขย่าไปมา ปากพึมพำเอ่ยเรียก “....ซวี่...”
ซวี่เซิงยังไม่ลืมตา เสียงละเมองึมงำเองก็ไม่มีเช่นกัน อยู่สงบเสงี่ยมอย่างหาได้ยาก ตงฉวนผินหน้าไปทางอื่นพลางถอนหายใจระอา
...
ซวี่เซิงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเรียบร้อย เขายันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ก่อนจะวางมือไปรอบๆ ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานขนาดไหน ซอมบี้แม้ไม่ต้องนอนพัก แต่ก็ต้องมีเวลาชาร์จแบต อย่างคราวที่แล้วหลับไปสามวัน คราวนี้หลับไปกี่วันกันนะ...
ซวี่เซิงนั่งอึนต่ออีกพักใหญ่ จู่ๆ ก็ตาสว่างโร่ “ไข่!!”
ไข่ ไข่มังกรโลกันตร์หายไปไหนแล้วเนี่ย!
เขากระโดดดึ่งลงมาจากเตียง วิ่งหาไข่ไปทั่วห้อง เหวินชูก็เปิดประตูเข้ามาพอดี พร้อมสายตาตำหนิที่เขาเสียงดังหนวกหู
“ชูชู เจ้าเห็นไข่มั้ย มันหายไปไหนแล้ว”
เหวินชูกะพริบตา ‘รู้’
“ใครเอาไปหรือ มันเป็นไข่ที่สำคัญมากเลยนะ”
เหวินชูตวัดนิ้วบนอากาศเป็นคำว่า ‘ตงฉวน’
ซวี่เซิงสวมเสื้อคลุม มุ่งหน้าไปหาตงฉวน ในใจคิดสงสัยว่าเจ้าหมีควายเอาไข่ไปทำไมกันเล่า
เขาวิ่งสลับกับเดิน ระหว่างทางก็คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองจะร้อนรนไปทำไมกัน ไข่อยู่กับตงฉวนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คิดว่าเจ้าหมีควายนั่นน่าจะเอาไปเพราะซวี่เซิงวูบหลับ และไข่มังกรโลกันตร์ต้องได้รับการปลูกจิตวิญญาณอยู่ตลอดเวลา หากขาดช่วงไปไข่ก็ขาดช่วงด้วย ตงฉวนน่าจะเอาไปไว้ข้างตัวช่วยปลูกฝังต่อให้
คิดได้ดังนั้นฝีเท้าที่ร้อนรนของซวี่เซิงก็ผ่อนช้าลง แม้จะตีกันบ่อย แต่เอาเข้าจริงกลับนิสัยดีอย่างผิดคาด คงเป็นความจริงที่เจ้านั่นหัวร้อนขี้โวยวาย แต่ความจริงอาจจะเป็นแค่คนเถรตรงที่ซื่อบื้อเท่านั้นเอง
ซวี่เซิงเดินข้ามสะพานไม้ พลันพบกับสาวน้อยกลุ่มใหญ่เดินสนทนากันมาอย่างออกรส สองในห้าคืออวิ้นเหมยและหรงฟาง เมื่อสองสาวเห็นเขาก็ตาเป็นประกายวูบ รีบตรงดิ่งเข้ามาทักทายทันที “ท่านซวี่!”
“ไม่ได้พบกันนานล่ะสิ พวกเจ้าจะพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่” ซวี่แกล้งพูดดักสาวน้อยทั้งสอง
ทั้งสองคนหัวเราะอย่างไม่ถือโทษ “ก็แหม ท่านซวี่ล่ะก็”
อวิ้นเหมยกล่าว “เพิ่งทำงานลุล่วงสินะเจ้าคะ”
“ใช่จ้ะ ทำเสร็จแล้วก็รีบออกมาเลย เผื่อจะโชคดีเจอพวกเจ้าไง”
สาวน้อยอีกสามคนค่อยๆ เดินเข้ามาร่วมวง และเพิ่งจะเคยได้ยินการพูดปลาสไตล์ซวี่เซิงครั้งแรกเลยพากันตาโตหัวเราะคิกคัก แม่นางผู้หนึ่งแอบหันไปกระซิบกับเพื่อน “ท่านซวี่เนี่ยเหมือนซ่งจงซวี่เลยนะ”
“จริงด้วยเนอะ ฮิฮิ”
“อันใดกันจ้ะแม่นางคนสวย หาว่าข้าเหมือนตัวร้ายงั้นหรือ” ซวี่เซิงไม่มีทางพลาดที่จะทักทายสาวสวยหน้าใหม่อยู่แล้ว พูดหยอกเอินเหล่าสาวๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักหวานหูมาตลอดทาง ไม่ช้าก็ตีเนียนเข้ากลุ่มกับเหล่าสาวน้อยได้ไม่ยากเย็น
ยามแรกกะมาหาตงฉวน ไปๆ มาๆ กลับมานั่งร่วมวงจิบน้ำชากับกลุ่มสาวๆ เสียได้ แต่ซวี่เซิงก็ไม่มีปัญหาหรอก อยู่ท่ามกลางมวลผกาเช่นนี้เขาก็ไม่รังเกียจ ยิ่งเหล่าสาวๆ รู้ว่าเขาเองก็ตามอ่านนวนิยายมิตรภาพลึกซึ้งของเหมยลี่ด้วยยิ่งสนิทกันเร็วมาก
“ท่านซวี่ยังไม่ได้อ่านสินะเจ้าคะ ตอนใหม่สุดยอดมากเลย”
“เนอะๆ ข้าน่ะนะ คิดว่าซ่งจงซวี่น่ะ จะต้องอยากสนิทกับหมิงเซียนแน่ๆ อยากจะแย่งตำแหน่ง ‘สหายสุดวิเศษ’ กับเยว่เทียนหลางแน่นอน”
“แต่อย่างไรข้าก็ยังอยู่ข้างเยว่เทียนหลางนะ”
“เอ๋...แต่ซ่งจงซวี่เองก็ไม่เลวนะ ถึงจะนิสัยเอาแต่ใจไปหน่อย แต่ตรงที่ดึงดันจุดนั้นก็น่าสนใจ”
“งั้นหรือ แต่เยว่เทียนหลางที่สุขุมใจดีก็ไม่มีตรงไหนไม่เลวเลยนี่นา”
เหล่าสาวๆ เริ่มแบ่งกองทัพอวยอย่างออกรส ซวี่เซิงฟังไปเพลินไป แต่แล้วจู่ๆ สายตาของหญิงสาวทั้งห้าคนก็หันขวับมามองซวี่เซิงเป็นตาเดียว “ท่านซวี่ล่ะเจ้าคะ ระหว่างชายหนุ่มสองคนนี้ชอบคนไหนมากกว่ากัน?”
“อะ...เอ๊ะ” ซวี่เซิงชะงักเล็กน้อย มองสบสายตาปิ๊งๆ ใสซื่อของสาวๆ แล้วก็พูดไม่ออก
หรงฟางกับอวิ้นเหมยเหมือนจะชอบซ่งจงซวี่ ในขณะที่สาวน้อยอีกสามนางยังคงปักธงที่เยว่เทียนหลางอย่างหนักแน่น บัดนี้คะแนนของเยว่เทียนหลางเป็นต่อ แต่ถ้าหากซวี่เซิงลงเรืออวยซ่งจงซวี่ กองทัพก็จะเสมอเป็นสามต่อสาม
“พูดยากแฮะ...เอ่อ ข้าชอบหมิงเซียนละกัน น่ารักน่าปกป้อง”
“ไม่นับหมิงเซียนสิเจ้าคะ~” ดรุณีน้อยทั้งหลายร้องโอดโอย “เช่นนั้นให้ท่านซวี่อ่านตอนล่าสุดก่อนเถอะ แล้วค่อยมาถามใหม่”
ซวี่เซิงได้แต่หัวเราะแหะๆ จำต้องรับหนังสือนิยายตอนล่าสุดมาไว้ในมือ ตอนแรกมาเอาไข่กลับได้นิยายมาอ่านแทน เช่นนี้ก็มีด้วยรึ
ซวี่เซิงรับปากสาวๆ ว่าจะอ่านแน่นอนก็ผละจากมา เขาถือนิยายไป มุ่งหน้าไปหาตงฉวนที่จวนแม่ทัพ ทหารที่คอยรับใช้ออกมาต้อนรับ เชื้อเชิญซวี่เซิงเข้าไปรอด้านใน แต่กลับกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพยังนอนหลับอยู่เลยขอรับ”
“เอ๋ ตอนนี้เนี่ยนะ”
“ต้องขออภัยจริงๆ ขอรับ ถ้าขืนไปปลุกตอนนี้ล่ะก็ต้องถูกหงุดหงิดใส่แน่ๆ...”
เห็นคนพูดตัวสั่นน่าสงสารขนาดนี้ซวี่เซิงก็กลั่นแกล้งไม่ลงหรอก “ได้ๆ ข้าจะรออยู่ในห้องรับแขกเนี่ยแหละ เขาตื่นเมื่อไหร่เจ้าก็ไปแจ้งเขาให้ทีแล้วกัน”
ทหารผู้นั้นเผยสีหน้าเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอรับ”
ซวี่เซิงเองก็ไม่ได้มาตัวเปล่า ในมือยังถือนิยายติดมาด้วยจึงถือโอกาสนั่งอ่านรอไปเล่นๆ
บทนี้หมิงเซียนก็ถูกซ่งจงซวี่ราวีไม่ลดละลักพาตัวไปอีกแล้ว ซวี่เซิงเดาได้เลยว่าเดี๋ยวท้ายเล่มยังไงซะเยว่เทียนหลางก็ต้องบึ่งมาช่วยทันอยู่ดี...แต่คราวนี้เขาเดาผิด
เยว่เทียนหลางไม่ได้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยอย่างทันท่วงทีเช่นทุกคราไม่
ซ่งจงซวี่หมกตัวอยู่ในห้องนานหลายราตรี มิรู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ หมิงเซียนนั้นพยายามจะส่งพิราบสื่อสารไปยังนอกกำแพง เพื่อส่งข่าวให้เยว่เทียนหลางรุดหน้ามาช่วยเหลือ แต่แล้วจู่ๆ กลับพบว่าซ่งจงซวี่ที่ลักพาตัวตัวเองมานั้นทรุดป่วยหนัก
ด้วยความเป็นคนดีตามประสานางเอก แม้ว่าตัวร้ายจะเป็นคนลักพาตัวตัวเองมาแต่ก็มองข้ามไม่ได้ เลยอยู่ช่วยดูแลอยู่ใกล้ๆ เหมือนจำยอม แล้วก็พบว่าซ่งจงซวี่ในยามที่อ่อนแอช่างเปราะบางเหลือเกิน
ซ่งจงซวี่นอนกึ่งหลับกึ่งตื่น ท่าทางเหมือนสะลึมสะลืออย่างมาก เห็นหมิงเซียนนั่งอยู่ข้างเตียงก็ใช้มือคว้าข้อมือบอบบางข้างนั้นไว้ ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อยก็ดึงเอาร่างหมิงเซียนมานอนกอดต่อบนเตียงได้หน้าตาเฉย
หมิงเซียนร้อนรนอย่างมาก นอกจากเยว่เทียนหลางแล้ว แน่นอนว่านางไม่เคยใกล้ชิดกับชายอื่นมาก่อน การที่จู่ๆ ก็ถูกซ่งจงซวี่โอบกอด สัมผัสแนบชิดแปลกประหลาดนั่นทำให้ในหัวใจทั้งรู้สึกไม่คุ้นชินและรู้สึกหวาดระแวงเล็กน้อย
ลมหายใจของซ่งจงซวี่นั้นปกติเย็นเฉียบ ครานี้กลับระอุไอร้อนเพราะพิษไข้ เขาซบใบหน้าลงที่ตัวของหมิงเซียน กล่าวพึมพำราวกับเด็กน้อยที่นอนละเมอ “หอม...”
หมิงเซียนทั้งตกใจและว้าวุ่น ความรู้สึกร้อนรนและรู้สึกผิดก่อกำเนิดขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว มืออยากจะผลักไสแล้วหนีไป กลับพบว่าแขนทั้งสองข้างหนักอึ้งจนขยับยกมิได้
หมิงเซียนลังเลเล็กน้อย ค่อยๆ เอ่ยเรียกนามของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
“....ซวี่...”
“เจ้าโรคจิต!”
ซวี่เซิงสะดุ้งเฮือก รีบเอาหนังสือนิยายไปซ่อนไว้ด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว
ตงฉวนในสภาพเพิ่งตื่นนอนผมยุ่งชี้โด่เด่ ท่าทางเมาขี้ตาเหมือนจะยังตื่นไม่เต็มที่เดินขยี้ตาหาวปากกว้างเข้ามา เสื้อคลุมนอนสีขาวเป็นผ้าลื่นบางๆ แนบสนิทไปตามร่างกาย จนเห็นหุ่นข้างในแบบไม่ตั้งใจ ทั้งยังแต่งตัวไม่สำรวมเรียบร้อยอยู่แล้วด้วย ชุดนอนยิ่งไปกันใหญ่ อารมณ์เหมือนชุดนอนไม่ได้นอนอย่างไม่น่าเชื่อ
“มาเอาไข่รึ...อะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
ซวี่เซิงนั่งยืดตัวขึ้นไม่รู้ตัว ขณะกวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรที่สลักอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น ไม่รู้เหตุใดเจ้าก้อนเนื้อที่นิ่งสนิทอยู่ข้างในอกก็ราวกับจะขยับเล็กน้อย...แต่พอตงฉวนโผล่มาก็เหมือนหัวใจจะวูบลงตาตุ่มเพราะตกใจมากกว่า
“อะ...เออ มาเอาไข่”
ตงฉวนอ้าปากหาวยื่นมือไปเกาแผงอกตัวเอง ท่าทางราวกับสัตว์ป่าจอมขี้เกียจที่เพิ่งตื่นจากจำศีล “ตามมา”
ซวี่เซิงรีบลุกขึ้นเดินตามตงฉวนไปที่ห้อง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงตะกุกตะกัก
“นี่ เจ้าหมีควาย”
“อะไร”
“...รู้จักเหมยลี่หรือไม่?”
ตงฉวนชะงักแล้วหยุดเดิน หันกลับมามองซวี่เซิงที่เดินตามอยู่ข้างหลัง “ใครนะ”
“เหมยลี่” ซวี่เซิงเอ่ยอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่ตงฉวนเห็นซวี่เซิงทำหน้าไม่ถูก “ข้าอยากรู้จักนาง...”


-------------------------------------------
((((´・ω・;`))))
สวัสดีทุกๆคนนะะะ ในที่สุดตอนใหม่ก็คลอดซะที ฮู่ว บทนี้เองก็ยาวมากกก อีกแล้ว555555
ไม่รู้จะชวนคุยอะไรดีแฮะ เอาเป็นว่าชวนคุยสะระตะละกันเนอะ
เรื่องนี้ดำเนินมา 13 บทแล้ว ค่อนข้างเป็นเเนวเรื่อยๆ ชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิดทีเดียว ไรท์นึกอยากแต่งแนวซอมบี้ ตอนแรกก็คิดแหละว่ามันจะต้องรบรากันอย่างหนักหน่วงแน่ๆ แต่เอาจริงๆ กลับไปคนละทางกับที่คิดไว้เลยเเฮะ หรือเพราะลุงมันต่อสู้ไม่เก่งกันนะ55555555 ผ่านมา 13 บทแล้วทุกอย่างยังคงสงบดี ยังไม่มีอะไรระทึกให้หัวใจวาย ฉะนั้นปล่อยใจให้ลอยๆ ว่างๆ ไว้ก่อนเนอะ หุหุหุหุหุ
สำหรับคนที่งงงวยกับชงหยวนและชูชู อยากจิบอกว่าไม่ต้องงง ไม่ต้องเดา สองคนนี้เค้าโชเน็นไอกัน ฉะนั้นผู้ใด๋จิ้นโพไหนแล้วแต่เลยฮะ เต็มที่เลย555555 ส่วนตัวไรท์ก็ชอบ คสพ แบบนี้นะ มันดี๊ด๊าหัวใจดี ยินดีแล้วก็ดีใจมากเลยที่ทุกคนเองก็ชอบเช่นกัน
เอาเป็นว่าขอบคุณทุกคนที่กดเข้ามาอ่านกันนะ! สามาถแวะเวียนมาทักทายกันได้เสมอที่เพจ Lawliet30101979 กับทวิตเตอร์ในชื่อเดียวกัน ไรท์จะเเชร์ข่าวสารนู่นนี่นั่นกับเผาตัวเองอยู่ในนั้น5555
บ๊ายบายเด้อ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.038K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,806 ความคิดเห็น

  1. #4640 xiaolu007 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 16:53
    เหมยลี่ก้อยุ่ตรงหน้านั่นไง
    #4,640
    0
  2. #4615 May (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 15:50

    คือรู้สึกว่าตงฉวนไม่ได้ แค่แต่งนิยาย55 แต่แต่งตัวเองเป็นนางเอกด้วยป่ะ555

    #4,615
    0
  3. #4532 yyyyobaby (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 13:02
    ตอนนี้เรื่อยๆ ตอนต่อๆไปคงไม่เรื่อยแน่ใช่ไหม
    #4,532
    0
  4. #4320 pcy921 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:57
    เขามีโลก2ใบ ใบหนึ่งคือท่านแม่ทัพหมีควายจ้าวยุทรภพ อีกใบคือไรต์เต้อนิยายแจ่มไจ๋
    #4,320
    0
  5. #4266 หมา'โก๊ะ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:38
    ถัาเหมยลี่คือตงฉวนอ่ะนะ เราคิดว่านางรู้จักคำว่า ความรัก แต่แบบ ฮือ แค่มีโมเม้นน้อยๆ ก็พอปลอบประโลมหัวใจน้อยๆ ของเราได้แล้ว กระซิกๆๆ
    #4,266
    0
  6. #3960 chalillxx_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:07
    เหมยลี่อะตงฉวนแน่ๆๆๆ เชื่อชั้นๆๆ ตอนใหม่ก็คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องกับตงฉวนด้วย
    #3,960
    0
  7. #3269 Krystal wing (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 13:40
    moment!!!
    #3,269
    0
  8. #2803 After_TeaTime (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 04:32
    อุ้ย โมเม้นท์พ่อแม่ลูกป่ะเนี้ย ไข่ดูดซับจากซวี่แล้วก็ดูดจากตงฉวยอีก55555 แต่ซวี่นายอยากบอกนะว่านายตกหลุมรักผาานนิยายเขาน่ะ555555 แล้วตงฉวนลูก หนูมโนว่าตัวเองเป็นนางเอกนิยายเรอะ5555555555
    #2,803
    0
  9. #2385 reluz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 14:03
    แก5555555555 เอาล่ะแม่ เอาแล้ว เอาแล้วววว555555555
    #2,385
    0
  10. #2093 ลูกชิ้นลูกชิ้ย (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 08:29
    คนเเต่งเนี่ยคุ้นๆจังครับ 55555
    #2,093
    0
  11. #1299 Peach9 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 11:48
    ในโลกแบบนี้จินตนาการได้ขนาดนี้ชั้นน่ะนับถืออ่ะ555555
    #1,299
    0
  12. #1009 Weetaime (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 21:29
    แก555555 เอามาแต่งนิยายได้ขี้มโนมาก เปนวรรคเปนเวน
    #1,009
    0
  13. #968 Mihr (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 13:56
    คือตงฉวนจินตนาการล้ำเลิศมากนะ เขาซบตัวเพราะเหนื่อยนี่เอามาเขียนนิยายได้เป็นวรรคเป็นเวร
    #968
    0
  14. #931 คุณลม (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 23:49
    ก็คือพี่ตงคือเหมยลี่ใช่ไหมคะ เหตุการณ์คุ้นๆ อยากถามแค่ว่าที่เขียนๆไปนี่คือรู้ไหมว่าคือความรักหนุ่มสาว...
    #931
    0
  15. #930 คนอะไรทำไมบวมจัง (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 21:28
    เอาเค้าแต่งนิยายอีกละน้าา ทีนี้หวั่นไหวเลยดิ55555
    #930
    0
  16. #928 raving_fox (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 16:45
    คุณคิดยังไงกับคนที่บอกว่าอยากเจอคนอีกคนนึงซึ่งก็คนๆคนนั้นก็คือคุณ555555
    #928
    0
  17. #927 Beam-_- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 15:48

    ไม่รู้ว่าคิดคนเดียวรึปล่าวนะ ทำไม..... กูคิดว่าตงฉวนเป็นหมิงเซี่ยน 55555 แลดูแบบเริ่มเห็นใจซวี่เซิงของเรานะฮิฮิฮี่

    #927
    0
  18. #926 Come here!! (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 15:43
    มันมีซัมติงงง เทอจะมาชะงักทำมัยจ๊ะเเม่ทับบบบบฮี่ๆๆ
    #926
    0
  19. #925 มนุษย์ที่รักอิสระ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 12:00
    ไม่รู้จะเม้นอะไร เอาเป็นว่า รอตอนต่อไปนะคะ💕
    #925
    0
  20. #924 Aidan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 10:33
    ตงฉวนคือเลิ่กลั่กละ มีคนอยากเจอ55555555555
    #924
    0
  21. #923 mcpc ^_^ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 10:01
    อร๊องงงงงงง น่าร้อกอ่าาาาาา แงแงแงแงงงงงงงง บอกไปเลยสิคะว่าตัวเองคือเหมยลี่!!
    #923
    0
  22. #922 PaulaPum (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 09:46
    นางอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว~
    #922
    0
  23. #921 bj vamtoon (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 09:06
    มีการหลับใส่ด้วย​ น่ารักกกก
    #921
    0
  24. #919 S2O3 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 09:06
    แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
    #919
    0
  25. #918 ตะหมูอู๊ดๆ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 09:03
    อ้อออออ 55555 ท่านแม่ทัพ 5555555 มีมุมอ่อนโยนแบบนี้ด้วยสินะ น่ารัก
    #918
    0