พ่อมดดวงซวยกับนายแวมไพร์อยากเป็นคน

ตอนที่ 2 : ปฏิบัติการเป็นมนุษย์ฉบับที่ 1 : พันธะสัญญากับพ่อมดดวงซวย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    25 ก.ค. 61

ปฏิบัติการเป็นมนุษย์ฉบับที่ 1

พันธะสัญญากับพ่อมดดวงซวย

 

            “ในนามเซลินโด ขอเจ้าจงมีสรรพวิญญาณ กำเนิดเลือดเนื้อและดวงจิต อุซาฟีลา เดคาปิก้า!” 

                ....

                ........

                เงียบ

                “อะ...เอ๊ะ แปลกจังเลย”

                ก็ท่องคาถาไม่ผิดนี่นา แล้วทำไมตุ๊กตาอีกาถึงยังไม่กลายเป็นอีกาของจริงล่ะ คาถาเสกวิญญาณใส่สิ่งของมันเป็นคาถาพื้นฐานเลยนะ แต่นี่เขาท่องมาเป็นสิบรอบแล้วยังสอบไม่ผ่านเลย...

                “เฮ้ย ดูเจ้าลูกครึ่งนั่นสิ!

                “คาถาง่ายๆ แต่ยังท่องไม่ผ่านเลย”

                “เป็นพ่อมดจริงหรือเปล่าเนี่ย ฮ่าๆๆ”

                “ถ้าคราวนี้ทดสอบไม่ผ่านหมอนั่นได้ซ้ำชั้นอีกปีแน่ๆ”

                เสียงเยาะเย้ยผสมหัวเราะสะใจดังแว่วมาจากข้างหลังราวกับจงใจซ้ำเติมให้ได้ยิน หนุ่มน้อยลูกครึ่งมนุษย์ได้แต่ยกมือขึ้นดึงหมวกพ่อมดให้กดต่ำลงมาปิดหน้าอย่างอายๆ

                อยู่ตั้งชั้นปลายของเดรฟีย์แล้วแท้ๆ แต่กลับท่องคาถาง่ายๆ ไม่ได้เลย ที่ทำได้เต็มที่มีแค่ขี่ไม้กวาดกับปรุงยาพิษหลอนประสาทง่ายๆ เท่านั้นเอง ส่วนคาถาที่เหลือไม่ระเบิดก็ผิดเพี้ยนมั่วไปหมด


                เคอร์แลนต์ คือระดับเริ่มต้น

                ยูเซิร์ฟฟีร์ คือระดังกลาง

                และเดรฟีย์คือระดับสูงที่สุด


                แม้จะอยู่ระดับสูงที่สุด...แต่มันก็เป็นแค่ชื่อเท่านั้นแหละ ความจริงถ้าพูดให้ถูกก็คือเขาเป็นที่โหล่ของโลกพ่อมดแม่มดเลยล่ะ...

                “อะ...อุซาฟีลา เดคาปิก้า!

                หนุ่มน้อยรวบรวมแรงใจแล้วร่างมนต์ใหม่ ทันใดนั้นเองปีกตุ๊กตาอีกกาข้างหนึ่งก็ขยับ...

                “อุซาฟีลา เดคาปิก้า” เขารีบท่องคาถาทับทันทีอย่างตั้งความหวัง พวกที่ล้อๆ อยู่ข้างหลังก็ชะโงกหน้ามาดูอย่างอยากรู้อยากเห็น...

                และทันใดนั้นเอง ตุ๊กตาอีกาที่ทำท่าเหมือนจะขยับ ก็เริ่มพองขึ้น...พองขึ้น

                “เหวอ! ยะ อย่าบอกนะว่า!!

                ตู้มมมมมมมมม

                ระเบิดอีกตามเคย...

 


                “มิสเตอร์เซลินโด!!

                ห้องโถงสีน้ำเงินของครูใหญ่แทบแตก นกกริฟฟอนที่อยู่ข้างนอกถึงกับบินฮือออกจากรัง เป็นที่รู้กันดีว่าคนที่จะทำให้ครูใหญ่โกรธขนาดนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น...

                เเซค เซลินโด พ่อมดลูกครึ่งมนุษย์กับแม่มด หนึ่งเดียวในมิติปีศาจ

                ครูใหญ่เว็นดี้ผิวสีน้ำเงินเพราะการทดลองยาเวทมนต์เริ่มผิวเข้มขึ้นทีละเฉดๆ รูปลักษณ์ที่เหมือนจะเป็นพ่อมดก็ไม่ใช่แม่มดก็ไม่เชิงกัดฟันเขม่นเขี้ยวกรอดๆ ร่างท้วมที่หนักร่วมร้อยกิโลพองขึ้นขยายร่างกายให้ใหญ่โตจนแทบจะกลายร่างเป็นยักษ์

                “นี่เธออยากให้ฉันเนรเทศเธอออกไปจากโลกเวทมนต์นักใช่ไหม!

                “มะ ไม่ครับ!

                “งั้นทำไมถึงยังท่องภาถาระเบิดอยู่อีก”

                “ไม่จริงนะครับ ผมท่องคาถาใส่วิญญาณให้สิ่งของต่างหาก”

                “แล้วทำไมมันถึงระเบิด”

                “เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้....”

                “เป็นพ่อมดประสาอะไรไม่รู้ว่าตัวเองท่องคาถาอะไร ทำไมเธอไม่ได้เรื่องขนาดนี้!

                แซคเถียงไม่ได้ เลยนั่งซึมฟังครูใหญ่บ่นเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา

                “ขอโทษครับ...”

                “ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะสายเลือดมนุษย์ครึ่งหนึ่งในตัวเธอสินะ ถึงได้ทำให้พลังของพ่อมดถดถอยอย่างน่าสมเพชแบบนี้”

                “...”

                “ให้ตายเถอะ ไม่รู้อะไรดลใจ เซลิเซียถึงได้คว้าเอามนุษย์มาแต่งงาน”

                เซลิเซีย หรือก็คือแม่ของแซค ในอดีตเป็นแม่มดที่เก่งกาจและมีความสามารถเหลือล้น พ่อมดกับแม่มดหลายแขนงต่างพากันแย่งชิงเซลิเซียให้เข้าเป็นพรรคพวกของตน ไม่รู้อะไรเป็นเหตุให้เซลิเซียตัดสินใจหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนที่มิติของมนุษย์ แล้วพบรักกับพ่อของแซคที่นั่น

                เกิดความโกลาหลอยู่พักใหญ่ เมื่อมีข่าวออกมาว่าเซลิเซียจะแต่งงานอยู่กินกับมนุษย์ ตอนนั้นแซคยังไม่เกิดเลยไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ต้องต่อสู้กัดฟันแค่ไหนกว่าจะได้แต่งงานกันแล้วมีเขาออกมา...แต่ก็เพราะอย่างนั้นแหละ โลกเวทมนต์ถึงได้ยื่นคำขาดมาว่าถ้าเซลิเซียมีลูกต้องยกลูกให้โลกเวทมนต์ และห้ามเธอกลับเข้าโลกของแม่มดพ่อมดอีกเด็ดขาด หรือเรียกง่ายๆ ว่าแม่ของเขาถูกเนรเทศให้ไปอยู่โลกมนุษย์กับพ่อ ส่วนเขาถูกพรากมาให้มาอยู่ที่นี่แทนแม่ที่ทำเรื่องไว้

                ตอนแรกทุกคนก็ตั้งความหวังไว้ว่าเขาจะต้องเก่งกาจเหมือนเซลิเซีย แต่ที่ไหนได้กลับห่วยแตกต่ำกว่ามาตรฐานเด็กฝึกหัดเสียอีก  

                “ฉันจะลงโทษเธอให้ไปเป็นเด็กเลี้ยงเซอร์เบอรัสอีกรอบซะดีมั้ย”

                “ขอเถอะครับ มันแทบจะจับผมฝังอยู่รอมร่อแล้ว...”

                เซอร์เบอรัส หรือ หมาสามหัว ไม่รู้ทำไมมันถูกใจเขานักหนา ถึงได้ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เขา แล้วก็จะฝังเขาไว้ใต้ดินกับพวกของเล่นสุดโปรดอีก

                “เธอนี่มันดวงซวยเหลือเกินนะมิสเตอร์เซลินโด ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับความสามารถอันน้อยนิดของเธอดีแล้ว”

                “...”

                “แต่ฉันก็ไล่เธอออกจากโรงเรียนเวทมนต์ไม่ได้...เฮ้อ นี่มันแย่ซะยิ่งกว่าแย่อีก เป็นพ่อมดแต่กลับใช้เวทมนต์อะไรไม่ได้เลย”

                “ผมจะพยายามให้มากกว่านี้...เพราะฉะนั้นได้โปรด”

                “แต่เซอร์เบอรัสชอบเธอ หรือเธอจะทำหน้าที่ดูแลมันล่ะ”

                “หา! มะ ไม่เอานะครับ ขอร้องเถอะนะครับ เจ้าหมานั่นมันไม่มองผมเป็นคนดูแลหรอก มันมองผมเป็นของเล่นมากกว่า”

                “ก็นั่นแหละ ไปเป็นของเล่นของเจ้าเซอร์เบอรัสคงดีกว่ามาเป็นพ่อมดใช่ไหมล่ะ”

                ตลกน่า...นี่คุณค่าของเขามีแค่เป็นของเล่นให้หมาเองเหรอ!?

                “ครูใหญ่ครับ ให้โอกาสผมเถอะ ผมจะฝึกให้มากขึ้น จะพยายามให้มากขึ้น มากกว่าคนอื่นๆ เลย! อย่าให้ผมไปเป็นคนดูแล...ไม่สิ ไปเป็นของเล่นให้เซอร์เบอรัสเลยนะครับ!

                “พอเถอะมิสเตอร์เซลินโด ฉันทนอนาถใจกับความสามารถของเธอไม่ไหวแล้ว”

                “แต่ผมสัญญาครับ ผมจะต้องทำได้แน่ ให้โอกาสผมเถอะ”

                “ฉันให้โอกาสเธอมามากพอแล้ว และฉันก็พอแล้วกับเธอ แค่แม่ของเธอทำเรื่องไว้ฉันก็อับอายจะแย่ มีเธออยู่ในโลกเวทมนต์อีกคนมันเสื่อเสียชาติกำเนิดพ่อมดแม่มดเข้าใจมั้ย”

                “...อึก”

                “ความสามารถของเธอไม่ใช่การเป็นพ่อมด แต่เป็นการดูแลเซอเบอรัสต่างหาก ฉันว่าเธอใช้ความสามารถให้ถูกประเภทไปเลยดีกว่านะ หึหึ”

                ครูใหญ่คงหาทางกำจัดเขาออกมานานแล้วสินะ เจ้าเสียงหัวเราะต่อท้ายนั่นดังก้องในหูไปมาไม่หยุดจนแซคแทบกลั้นลูกสะอื้นไม่อยู่ เขาปลอบตัวเองว่าห้ามร้องไห้เด็ดขาด ตัวเขาที่ถูกกดขี่ข่มเหงเพียงเพราะเป็นลูกครึ่งมนุษย์นั้นเขาทำใจยอมรับมาตั้งนานแล้วล่ะ

                โชคชะตาไม่เคยเข้าข้างเขาอยู่แล้ว บางทีการไปเป็นของเล่นให้เซอร์เบอรัสคงดีกว่าอยู่ตรงนี้ล่ะมั้ง

                “เอาล่ะมิสเตอร์เซลินโด เซ็นต์สัญญาดูแลเซอร์เบอรัสนี่ซะสิ แล้วฉันจะให้ภูติไปขนของของเธอออกจากหอพักให้”

                ครูใหญ่ว่า ปราดเดียวกระดาษสัญญาสีทองกับปากกาขนนกก็ลอยหวือออกมาจากปลายนิ้ว แล้วลิ่วมาหาแซคช้าๆ

                เขากวาดตามองข้อตกลงในสัญญาแล้วแอบยิ้มสมเพชตัวเองในใจ ถึงจะหวั่นว่าสักวันหนึ่งต้องโดนไล่ออกจากโลกเวทมนต์ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะโดนลดขั้นเป็นของเล่นแบบนี้ สวัสดิการย่ำแย่กว่าสัตว์อสูรซะอีก

                “เซนต์ซะ”

                เสียงครูใหญ่เร้าอยู่เรื่อยๆ แซคหลับตาข่มความขุ่นมัวก่อนจะจับปากกาขนนกตวัดเขียน...แต่ทันใดนั้นเอง

                “ขออภัยครับครูใหญ่”

                นกอินทรีย์ตัวหนึ่งบินลัดเข้ามาจากหน้าต่าง ก่อนจะกลายร่างเป็นชายหนุ่มผมเงินหน้าตาเข้มงวด การที่ส่งอินทรีย์คาบข่าวมาแบบนี้คงเป็นข่าวด่วนอย่างเดียว

                “มีอะไรรึเกนส์”

                “ดยุคแห่งแวนไพร์มาที่นี่ครับ”

                “...ว่าไงนะ”

                หน้าของครูใหญ่เครียดขรึมขึ้นมาทันที แซคฟังทั้งสองคุยกันอยู่หยุดมือที่ยังไม่ได้จรดปลายปากกาเซนต์ลง แล้วเงี่ยหูฟังอย่างใคร่รู้ มีโอกาสไม่มากที่จะได้พบเจอคนจากนอกโลกเวทมนต์ ยิ่งเป็นปีศาจชาติกำเนิดสูงส่งยิ่งแล้วใหญ่

                “เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น ดยุคของแวมไพร์ถึงได้มาที่นี่”

                “เขามาหาคนครับ”

                “หะ...หาใคร”

                “แซค เซลินโด”

                มือที่สวมถุงมือขาวของเกนส์ผายมาที่แซค สร้างความตกตะลึงให้ครูใหญ่เป็นอย่างมาก

                “ผะ...ผมเหรอ!?

                “นี่เธอไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่มั้ย!

                “เอ๊ะ เปล่านะครับ ผมไม่รู้เรื่อง!

                “ไม่รู้เรื่องแล้วเขาจะมาหาเธอทำไม!

                “ก็ผมก็ไม่รู้ไง!

                “ขออภัยที่ต้องขัด เราไม่มีเวลามาก ผมขอพาตัวมิสเตอร์เซลินโดไปจะได้ไหมครับ” เกนส์พูดแทรก พลางหมุนตัวหนึ่งรอบแล้วกลับเป็นนกอินทรีย์ “ตามฉันมามิสเตอร์เซลินโด”

                แซคปั้นหน้าไม่ถูก และไม่รู้จะทำอย่างไร เลยได้แต่ดึงไม้กวาดออกมาจากข้างเอวแล้วออกบินตามเกนส์ไปอย่างทุลักทุเล โดยมีครูใหญ่บินตามออกมาด้วยท่าทางพะว้าพะวง

                ระหว่างทางแซคโดนครูใหญ่ซักไม่หยุด แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าไปทำอะไรไว้เลยตอบอะไรไม่ได้เลยสักข้อ นั่นยิ่งทำให้ครูใหญ่หัวเสียเข้าไปอีก

                สถานที่ที่เกนส์พามาคือสถานทูตของโลกเวทมนต์ และเป็นห้องสุดจะซุปเปอร์วีไอพีสำหรับรองรับบุคคลจากต่างมิติที่มีตำแหน่งยิ่งใหญ่มากพอจะทำให้โลกเวทมนต์สั่นสะเทือน

                แซคกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอตอนที่ตัวเองมายืนสั่นอยู่หน้าประตูรับรอง จะเค้นสมองเท่าไรก็ไม่ปรากฏความทรงจำว่าตัวเองทำอะไรไว้เลย ครูใหญ่ก็เอาแต่ถามจ้อไม่หยุด สร้างความเครียดหนักเข้าไปอีก

                “แซค เซลินโดมาถึงแล้วครับ!” เกนส์เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้วตะโกนบอกใส่ประตู ทันใดนั้นเองประตูไม้สักทองขนาดสามเมตรก็ปรากฏใบหน้าของชายชราหน้าตาใจดีขึ้นมา ชายชราในประตูลืมตาที่ทำจากไม้เหลือบมองแซค เป็นครั้งแรกที่เขาถูกประตูผีสิงจ้อง เลยยืนเก็บไม้เก็บมือทำตัวไม่ถูก ท่าทางเงอะงะชวนน่าเวทนานั่นสร้างความรำคาญใจให้เกนส์เป็นอย่างมาก

                “เขาแค่ตรวจสอบดูว่าเธอไม่พกอาวุธ” เกนส์บอก

                “ยะ...อย่างนั้นเหรอครับ” แซครีบจัดท่าทางใหม่ ชูมือขึ้นจนสุดศีรษะแสดงความจริงใจ แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งทำยิ่งดูน่าตลกหนักกว่าเดิม คนแบบนี้เนี่ยนะที่ท่านดยุคแวมไพร์ถ่อสังขารมาหา ดูสภาพหนุ่มน้อยคนนี้แล้วชักเชื่อว่าไปก่อเรื่องเดือดร้อนอะไรเอาไว้เสียแล้วสิ เพราะดูจากท่าทาง...ไม่น่าจะมีความสามารถโดดเด่นเลยสักนิด

                เมื่อโดนประตูจ้องจนพอใจ มันก็ค่อยๆ เปิดอ้าออกต้อนรับการมาเยือนของเขา

                “ไปกันเถอะ”

                “ครับ...”

                ทันทีที่ก้าวเข้ามาข้างใน ประตูทางเข้าก็หายวับไป

                ภายในห้องนั้นทั้งกว้างขวาง อุณหภูมิด้านในก็เย็นฉ่ำ อากาศโปร่งสบายให้ความรู้สึกถ่ายเทเหมาะสำหรับแวมไพร์ ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างประณีต คิดว่าประตูคงสร้างห้องมาให้เหมาะสมกับดยุคแวมไพร์ตนนั้น

                แซคเดินตามเกนส์เข้าไป ในใจเขาหวั่นว่าขออย่าให้เกินเรื่องร้ายอะไรเลย พ่อมดน้อยเริ่มวิตกกับความคิดของตัวเองไม่หยุดจนเกนส์หยุดเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้ก็ตอนเดินชนแผ่นหลังของเกนส์นั่นแหละ

                “อูย...”

                “สำรวมหน่อย” เกนส์ดุ “นี่คือเขาครับท่านดยุค แซค เซลินโด พ่อมดลูกครึ่งมนุษย์หนึ่งเดียวในโลกเวทมนต์”

                เกนส์ขยับตัวเดินออกไปด้านข้างหนึ่งก้าว เพื่อเผยตัวเขาที่แอบหลบอยู่ข้างหลังให้ดยุคแวมไพร์มองเต็มตาชัดๆ ทำให้แซคที่ยังจัดท่าทางไม่เข้าที่เผลอเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ   

                 เบื้องหน้าห่างไปหนึ่งช่วงคือโซฟาแดงขอบทองที่สลักลวดลายงดงามวิจิตร ดยุคแวมไพร์นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสง่างามอยู่บนนั้น ผมสีทองและใบหน้านิ่งเรียบเหมือนตุ๊กตาเคลือบแก้วกับดวงตาแดงฉานแปลกตาที่เหมือนรวบรวมเอาสีเม็ดทับทิมสวรรค์ไว้ข้างในช่างสวยงามสะกดใจ ในขณะเดียวกันก็มีรังสีชวนให้รู้สึกกดดันออกมาเป็นระยะ ข้างกายด้านขวามีชายหนุ่มผมดำขลับใบหน้าเคร่งขรึมแต่งตัวด้วยชุดพ่อบ้านเต็มยศยืนหรุบตาลงต่ำอย่างมีมารยาทอยู่ แต่บรรยากาศที่ปล่อยออกมาก็กดดันไม่แพ้เจ้านาย ถ้าสมมุติว่าแซคไม่ใช่พ่อมดเลือดผสม เขาคงสัมผัสถึงพลังวิญญาณแข็งกร้าวจนอยากจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าชายคนนี้แล้วแน่ๆ แต่เพราะเขาเป็นแค่ลูกผสมที่มีสัมผัสวิญญาณติดลบ ผสมด้วยนิสัยซื่อบื้อ เลยรู้สึกถึงตัวตนของแวมไพร์ตนนี้อย่างผิวเผินเท่านั้น

                 ...งะ...งดงามจังเลย แซคคิดพลางมองดยุคแวมไพร์นิ่งเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์

“รีบแนะนำตัวสิมิสเตอร์เซลินโด!

                เสียงครูใหญ่ช่วยกระตุ้นเขาให้กลับเข้าสู่โลกความจริงว่าคนตรงหน้าไม่ได้เป็นภาพวาดหรือเขากำลังฝัน แซคหน้าแดงลนลานแนะนำตัวเองออกไป

                “ผมชื่อแซค เซลินโดครับ! เอ่อ...เอ่อ คือว่า ผะ ผมเป็นลูกครึ่ง”

                “เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว”

                เสียงทุ้มไพเราะตอบกลับมา แซควางตัวไม่ถูกได้แต่ยืนก้มหน้ากุมมือผงกหัวขอโทษป้อยๆ

                “ขออภัยจริงๆ ท่านดยุค แต่นักเรียนของเราไปล่วงเกินอะไรท่านหรือ ทางเรายินดีลงโทษเขา ระ...รีบขอโทษท่านดยุคสิ!” ครูใหญ่กระทุ้งแขน

                “เอ๋ ขอ...ขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ!” ถึงจะงงแต่แซคก็รีบขอโทษออกไปทันที

                แซคก้มหน้าก้มตาขอโทษไม่หยุด หลับหูหลับตาขอโทษซ้ำๆ จนมือเย็นเฉียบมือหนึ่งยื่นมาจับใบหน้าของเขาให้เงยขึ้น

                มะ...มือของท่านดยุค!?

                “หยุดขอโทษข้า เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”

                “ละ แล้วทำไม...”

                “ท่านดยุคโปรดวางใจ เราจะดูแลเขาไม่ให้ไปทำอะไรกวนใจท่าน” ครูใหญ่รีบพูดแทรกขึ้นมา

                “หุบปาก รำคาญ” ท่านดยุคหันไปพูดเสียงเรียบปราดเดียวใส่ครูใหญ่จนหน้าเสีย รีบโค้งหัวแล้วเขยิบหนีไปอีกมุม

                เมื่อไม่มีตัวน่ารำคาญคอยพูดขัดนู่นขัดนี่ ท่านดยุคแวมไพร์ก็เริ่มสนทนากับเขาทันที

                “แซค เซลินโด” ท่านดยุคเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อตอนพูดกับครูใหญ่ แล้วประคองหน้าของเขาให้เงยขึ้นสบตากับตนราวกับกลัวแซคจะหลบตาไปไหนอีก

                “คะ...ครับ” แซคขานรับเสียงหลง เหมือนกับท่านดยุคจะรู้ว่าเขาจะหลบตาหนีอย่างนั้นแหละ ถึงได้จับหน้าบังคับให้มองกันอย่างนี้

                หัวใจของแซคเต้นกระส่ำด้วยความกลัว เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะเจอกับอะไร ยิ่งได้มองจ้องเข้าไปในดวงตางามระยะเผาขน สติสัมปชัญญะก็แทบจะลอยละลิ่วหายไปอยู่รอมร่อแล้ว

                แต่ก็นะ คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการเป็นของเล่นหมาอีกแล้วล่ะ แซคคิดพร้อมปลอบใจโชคชะตากุดๆ ของตัวเองไปในตัว ทันทีที่ท่านดยุคเริ่มขยับริมฝีปากพูด ในใจของแซคก็ตะโกนกรีดร้องว่า มันจะมาแล้วววววว

                “ข้าต้องการเจ้า มาอยู่กับข้าเถอะ”

                มาแล้วววว...เอ๊ะ

                ทั้งห้องเงียบกริบไปราวๆ 3 วินาที แซคถึงตั้งสติเอ่ยถามใหม่ว่าไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม...

                “อะ...อะไรนะครับ”

                “ข้าต้องการเจ้า มีแต่เจ้าเท่านั้น”

                “เดี๋ยว....เมื่อกี้”

                เอ๋...

                เอ๋!!!

                “ท่านดยุค ท่านว่าอะไรนะ!” ครูใหญ่ถึงกับช็อกตาตั้ง รีบเข้ามาถามอย่างเสียมารยาทด้วยความไม่เชื่อหู

                “ข้ารู้ว่าเจ้าคงลำบากใจ แต่ต้องเป็นเจ้าคนเดียว เจ้าเท่านั้น”

                “ท่านเซลินโดกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเวทมนต์ การต้องออกจากโรงเรียนกลางคันมาอยู่กับท่านเอ็นเวิร์ดคงลำบากพอตัว ทางเราจึงได้เตรียมค่าเสียเวลาไว้แล้วครับ” คนที่เหมือนจะเป็นพ่อบ้านแวมไพร์พูดน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะยื่นกระเป๋าหนังใส่เงินสำหรับใช้จ่างในโลกเวทมนต์จำนวนมากออกมา

                นะ...นี่เขากำลังถูกซื้อขายอยู่เหรอ เงินมากขนาดนี้ซื้อที่ของโลกเวทมนต์ได้ถึงหนึ่งในสามเลยนะ!

                ครูใหญ่แทบจะเป็นลมล้มพับเมื่อได้เห็นเงินมากมายขนาดนั้น แต่ก็ยังคงตั้งสติถามท่านดยุคผู้มั่งคั่ง พ่อมดห่วยๆ ที่แค่เสกวิญญาณใส่ของไม่ได้มีค่ามากมายอะไรกับเงินจำนวนมากขนาดนี้กัน

                “มิสเตอร์เซลินโดเป็นพ่อมดเลือดสีน้ำเงิน ท่านรู้ใช่ไหมว่าผลการทดสอบของเขาอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก...มาก! ไม่ทราบว่าท่านดยุคจะเอาเขาไปทำอะไรงั้นเหรอ ถ้าท่านไม่สามารถตอบเราได้ เราก็คงปล่อยมิสเตอร์เซลินโดให้ไปกับท่านไม่ได้หรอก”

                การกระทำของครูใหญ่ผิวน้ำเงินนับว่าใจกล้ามาก กล้าต่อปากต่อคำกับดยุคแห่งแวมไพร์แทนเขาอย่างนี้ก็ซึ้งใจอยู่หรอก แต่แซคก็อดคิดไม่ได้ว่ากำลังยื้อให้เขาไปเป็นของเล่นเซอร์เบอรัสอยู่หรือเปล่า...

                ทางฝ่ายดยุคแวมไพร์ที่เงียบไปชวนหวาดเสียวว่าโดนพูดไม่เข้าหูอยู่หรือไม่นั้นน่ากลัวนัก ทั้งพ่อบ้านที่ติดตามท่านดยุคมาก็มีสีหน้าเรียบเฉยไม่หือไม่อือ ถือกระเป๋าโชว์เงินมันลูกเดียว ส่วนท่านดยุคก็นิ่งไปเลย เอาแต่จ้องมาทางเขาอย่างกับจะมองให้ร่างทะลุเป็นรูโหวให้ได้จนแซคหน้าซีดหดเหลือสองนิ้ว

                เวลาล่วงเลยไปเกือบสิบนาที ท่านดยุครูปงามถึงได้เปล่งเสียงออกมา

                “ข้ามีความใฝ่ฝัน ที่จะเป็นมนุษย์”

                ทันทีที่ได้ทราบคำตอบ ทุกคนในห้องไม่เว้นแม้กระทั่งเกนส์ก็แทบจะส่งเสียงตกใจออกมาพร้อมกัน

                “เรื่องจริงเหรอ...” ครูใหญ่หลุดปากถามออกมา ฝ่ายท่านดยุคแวมไพร์ก็พยักหน้าตอบน้อยๆ

                “เจ้าเป็นลูกครึ่งมนุษย์ ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถทำให้ข้ากลายเป็นมนุษย์ได้”

                ได้...ก็บ้าแล้ว! ภาษาคาถาง่ายๆ ยังง่อยจนเด็กอายแทน นับประสาอะไรกับการเปลี่ยนปีศาจให้เป็นคน แอดวานซ์ระดับนั้นไส้เดือนยังรู้เลยว่าแซคทำไม่ได้แน่ๆ! หนุ่มน้อยส่ายหัวรัวจนศีรษะแทบจะหลุดออกจากบ่า ท่าทางที่พยายามสำรวมไว้ตั้งแต่เมื่อครู่พลันสลายหายไปทันตา

                “ไม่ๆๆๆๆ ไม่มีทาง! เรื่องยากขนาดนั้นผมไม่มีทางทำได้หรอก! ...ไม่สิ ผมยังไม่เคยเห็นใครทำได้เลยด้วยซ้ำ!

                “ก็นั่นแหละ เพราะยังไม่เคยมีใครทำได้ ข้าถึงได้ตั้งความหวังไว้กับเจ้ายังไงล่ะ เจ้าเป็นลูกครึ่งมนุษย์ ย่อมเข้าใจมนุษย์ด้วยกันไม่ใช่รึ”

                “เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่ความสามารถของผมมันไม่เข้าใจน่ะสิ”

                “บังอาจนัก ท่านเอ็ดเวิร์ดถึงกับเดินทางจากปราสาทตั้งไกลมาเพื่อฟังเจ้าพูดจาน่าสมเพชงั้นรึ” พ่อบ้านแวมไพร์ผมดำเดินปรี่เข้ามาหาแซค “ดูถูกท่านเอ็ดเวิร์ดหรือไง เจ้าเลือดผสม!

                “ไม่ใช่นะ กะ...ก็ผมทำไม่ได้จริงๆ”

                “อยากให้เราประกาศสงครามหรือไง!

                และแล้วตาพ่อบ้านนั่นก็หลุดคำพูดต้องห้ามออกมา ไหงเรื่องมันบานปลายไปได้ขนาดนี้เนี่ย แซคเหงื่อท่วมตัวอย่างไม่เคยเป็น สอบเลื่อนชั้นยังไม่เครียดเท่านี้เลย ทำไมจู่ๆ โลกเวทมนต์ทั้งใบก็หล่นลงมาทับหัวเขากันล่ะ ถ้าแซคปฏิเสธไปก็เท่ากับว่าไม่ให้เกียรติท่านดยุคเหรอ...แล้วการที่เขาตอบตกลงแล้วทำไม่ได้สักอย่างมันไม่ยิ่งกว่าไม่ให้เกียรติอีกเรอะ! แซคตั้งท่าจะอธิบายถึงความไร้สามารถของตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไมสองข้างแขนถึงโดนครูใหญ่กับเกนส์ขนาบข้างซะแล้ว

                “นายต้องตอบตกล๊ง!” เกนส์ที่ปกติมักสุกขุมถึงขั้นเสียงเหน่อ...

                “ถะ ถ้าเธอไม่ตอบตกลงเธอจะต้องดูแลเจ้าเซอร์เบอรัสไปตลอดชีวิต! ถะ...ถึงตายเธอก็ต้องเป็นวิญญาณไปเฝ้ามัน!” ครูใหญ่ตะโกนโวยวาย

                ปฏิเสธก็ไม่ได้ ถึงได้ก็ต้องไปเฝ้าหมา ให้ตายสิ ทำไมทางเลือกในชีวิตเขามันสั้นกะจุดรุดขนาดนี้เนี่ย!

                แซคฟังเสียงข่มขู่ระหว่างเกนส์กับครูใหญ่ไปมา แล้วหันหน้าไปมองท่านดยุคที่ยืนรอฟังคำตอบด้วยหน้าตาทะมึงทึง...

                “ถะ...ถ้าผมทำไม่สำเร็จล่ะ”

                “ขอให้เจ้าพยายามดูก่อน ถ้ามันไร้หนทางจริงๆ ข้าก็ไม่ถือโทษหรอก”

                เมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของท่านดยุคโดยตรง แซคก็ค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้าไปหาท่านดยุคช้าๆ ในเมื่อโชคชะตาของเข้ามันไร้สิ้นหนทาง เขาก็อยากจะลองเดิมพันกับดวงกุดๆ นี่ไปให้สุดเหมือนกัน

                หันหลังกลับไปก็เจอหมา หันหน้ามาก็เจอแวมไพร์...อยู่กับแวมไพร์ก็ได้วะ...

                “ผมเป็นพ่อมดที่ไม่ได้มีความสามารถเก่งกาจอะไร หากท่านจะกรุณาเมตตาผม ผมก็ขอฝากตัวด้วยครับ”

                “นี่...แปลว่าเจ้าตกลงแล้วใช่มั้ย?”

                “ครับ....” แซคโค้งตัวให้สุดชีวิต แต่ก็ถูกมือเรียวเย็นเฉียบฉุดไว้ไม่ให้ก้ม

                “...ไม่ต้องสุภาพ ต่อจากนี้ไปข้าเป็นคนของเจ้า”

                “คะ....คนของผม!? ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนของท่านดยุคเหรอ”

                “เจ้าเองก็เป็นคนของข้าเช่นกัน ในเมื่อฐานะเราเท่าเทียมกันแล้ว เจ้าก็ไม่ต้องมากพิธี เราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน”

                “ที่ว่านานเนี่ย...หมายถึงเท่าไหร่ครับ”

                “จนกว่าเจ้าสาวในโลกมนุษย์ของข้าจะหมดวัยมีประจำเดือน”

                กี่ปีวะนั่น....




-----------

เย้! 


จริงๆเรื่องนี้แต่งก่อน อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา และ อมนุษย์สัตว์อสูรกับฮาวทูเลี้ยงต้อย อีกนะจะบอกให้----

แต่สองเรื่องบนนั่นวายแบบเปิดเผย เรื่องนี้อาจไม่เปิดมาก แต่รับรองว่าจิ้นมันส์กว่าสองเรื่องบนแน่นอน55555555


ขอบคุณที่หลงเข้ามานะ ^[+++]^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 05:14
    คะนิ้งแก่มากเเล้วนะตอนนั้นนะ XD
    #4
    0
  2. #2 PREMIU (@HWAERR) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 16:08

    ขำหนักมาก ไหนอีก5ปีไง

    #2
    0