พ่อมดดวงซวยกับนายแวมไพร์อยากเป็นคน

ตอนที่ 1 : บทนำ คำมั่นของแวมไพร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    25 ก.ค. 61

บทนำ

คำมั่นของแวมไพร์

  

                โลกนี้แบ่งได้คร่าวๆ เป็นสามมิติ อันได้แก่มิติของเหล่าทวยเทพ มิติของเหล่าปีศาจและสัตว์อสูร ก่อนจะเป็นมิติของเหล่ามนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามิติของพวกเทพยาดากับปีศาจอสูรนั้นแสนจะหยิ่งในตัวเอง ถือตัวและคิดว่ามิติของตนนั้นอยู่สูงที่สุด ไม่คิดจะลดตัวลงมายุ่งกับมิติอื่นๆ เรียกได้ว่าพวกใครพวกมัน โดยเฉพาะมิติของพวกมนุษย์เหม็นๆ มิติที่ไม่มีใครไม่อยากลดตัวเข้าไปสุงสิงมากที่สุด...

                ทั้งที่เป็นอย่างนั้น...

                ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น!! 

           

                สิบสองปีก่อน

            ณ โรงพยาบาลหลวงที่ห่างไกลจากตัวเมือง

            หรือที่ผู้คนแถวนั้นรู้จักกันดี ในชื่อโรงพยาบาลรักษาคนบ้า

            “ไม่ลดละความพยายามเลยนะ”

                “...น่าสงสาร แต่ก็น่าชื่นชมจริงๆ”

                “ถ้าฉันเป็นยัยหนูนั่นฉันคงเป็นบ้าตามแม่ตัวเองไปแล้วแน่ๆ...”

                “ชู่ว! พูดเบาๆ สิยะ”

                เหล่าพยาบาลปากหอยปากปูพากันสลายตัวทันที เมื่อเด็กที่เธอพูดถึงเดินหอบของพะรุงพะรังมาทางนี้ ใบหน้าน่ารักเรียบสนิท แววตาหม่นหมองไร้แววช่างชวนน่าเวทนา แต่บรรยากาศรอบตัวกลับมืดครึ้มชวนให้ไม่น่าเข้าใกล้ เสมือนเป็นกำแพงป้องกันตัวเองไม่ให้คนภายนอกที่กระตือรือร้นอยากรู้เรื่องราวของเธอสอดปากเข้ามาถามไถ่

                “มะ...มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ยคะน้องคะนิ้ง”

                “ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

                “อึ๋ย....”

                “...ไม่ยิ้มเลยนะ” พยาบาลแอบกระซิบใส่กัน

                คะนิ้งในตอนนั้นอายุเพียงแค่สิบสองปี แต่กลับต้องรับภาระหนักหนาเกินตัวอย่างดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคประสาทอยู่คนเดียว หรือที่ใครๆ ก็รู้ว่าแม่เธอเป็นบ้า พ่อทนไม่ไหวและอับอายที่จะต้องอยู่กับแม่ เลยจากไปตั้งแต่ที่อาการแม่ยังไม่หนักหนา ก็ยังดีที่ยังส่งเงินมาให้คะนิ้งซึ่งเป็นลูกอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากพอจะช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับเธอกับแม่เลย

                ค่ายาก็แพง ค่าเรียนค่ากินอยู่ก็แพง ลำพังเงินแค่นั้นมันไม่พอเลยสักนิด เด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีเลยต้องรับจ้างทำงานพิเศษสารพัด แต่เพราะเธออายุยังน้อย การหาคนที่รับเด็กเข้าทำงานจึงยากยิ่งกว่าหางานปกติเสียอีก แต่เพื่อช่วยค้ำจุนค่าใช้จ่ายให้เบาบางลงแม้เพียงสักนิดก็ดี เด็กสาวจึงได้แต่กัดฟันทนทำ แค่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานและเรียนไปด้วยอย่างหนักก็สาหัสพอตัวแล้ว เธอยังต้องเจ็บใจซ้ำไปซ้ำมาเมื่อมองเห็นแม่ของตัวเองอาการหนักขึ้นทุกวันอีก

                โชคชะตาไม่เคยใจดีกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอเลย คะนิ้งทอดมองทางเดินไปห้องผู้ป่วยด้วยอารมณ์หนักอึ้ง เธอไม่เคยเหนื่อยที่จะต้องดูแลมารดาป่วยจิต แต่เธอเหนื่อยแล้วที่ต้องแบกรับความรู้สึกนี้อยู่คนเดียว

                ทันทีที่เธอเปิดประตูห้องเข้าไป เสียงกรีดร้องแหลมวี้ดก็ดังออกมาต้อนรับ

                “กรี๊ดดดดดดดด ออกไป ออกไป กรี๊ดดดดดดด!

                “...สวัสดีค่ะแม่” เด็กน้อยยกยิ้มฝืน มองผ่านสายตาจงเกลียดจงชังของมารดา แล้วทำเป็นมองไม่เห็นว่าบริเวณข้อมือของแม่ถูกผ้ามัดไว้กับหัวเตียงทั้งสองข้าง...อาการหนักขึ้นอีกแล้วสินะ

                “ไม่นะ แกจะมาฆ่าฉันใช่มั้ย แกจะมาเอาชีวิตฉันใช่มั้ย ไอ้ผีร้าย ออกไป ออกไป กรี๊ดดดดดด”

                “แม่ถ่ายออกมาเลอะผ้าปูแล้วนะ ทำไมไม่ยอมให้พยาบาลเปลี่ยนแพมเพิสให้ล่ะคะ”

                “อย่านะ อย่าเข้ามา อย่าเข้ามานะ ฮือออ....ลูกอยู่ไหน ที่รักคะ ลูกจ๋า ช่วยด้วย แม่กลัว ฮืออออ”

                คะนิ้งแอบผ่อนปรนลมหายใจ ทั้งๆ ที่ลูกก็ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่แม่ของเธอกลับไม่รู้ตัวเลย ในตอนนี้แม่คงมองเห็นทุกคนเป็นผีไปหมดแล้ว หัวใจของเด็กสาวราวกับโดนมีดกรีดจนเหวอะหวะ แต่กลับยังไม่ตาย ยังคงฟื้นขึ้นมาถูกทรมานซ้ำๆ เหมือนโดนบังคับให้ต้องชินกับความเจ็บปวดนั้นให้ได้

                เธอค่อยๆ บรรจงถอดกางเกง เช็ดอุจจาระที่เปรอะเปื้อน เตรียมน้ำอุ่นทำความสะอาด และคอยหลบเท้าที่เตะไปมาของแม่ของเธอ ถ้าไม่ถูกมัดมือไว้ ป่านนี้แจกันดอกไม้กับกรอบรูปครอบครัวที่ตั้งอยู่ข้างๆ คงถูกโยนมาใส่ศีรษะของเธอแล้วเป็นแน่

                แต่แล้วคะนิ้งก็หลบไม่พ้น ส้นเท้าข้างหนึ่งของมารดากระแทกเข้าที่เบ้าตาเต็มๆ

                “โอ๊ย...”

                “สมน้ำหน้า ไอ้ผีชั่ว ฮ่าๆๆๆๆ” ฝ่ายที่ทำร้ายหัวเราะร่าเริงขึ้นแบบไม่ปิดบัง แล้วพยายามยืดเท้ามาให้เตะโดนเธออีก

                คะนิ้งก้มหน้าอดกลั้นรับฝ่าเท้าไปพลาง ก้มเก็บเศษขยะที่ตกอยู่ใต้เตียงเงียบๆ แม่จะหัวเราะก็ต่อเมื่อได้ทำร้ายร่างกายเธอ ความจริงข้อนี้สะเทือนใจเด็กสาวไม่น้อย แต่ก็ต้องท่องไว้ว่าแม่ป่วย...แม่ไม่ได้ตั้งใจ

                “...เดี๋ยวหนูเอาขยะไปทิ้งนะคะ”

                “ฮ่าๆๆๆๆ”

                ความเจ็บแปลบปลาบที่เบ้าตา ไม่เท่าความเจ็บที่จุกอยู่ในอกเลยสักนิด คะนิ้งเดินหิ้วถุงขยะออกมาเต็มสองมือ เธอนำมันไปทิ้งที่ถังด้านล่าง แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างถังขยะ เหมือนกับว่าตัวเธอเองก็เป็นขยะไม่ต่างกัน หากเธอสามารถโยนตัวเองทิ้งได้ เธอก็อยากจะทำมันเสียตอนนี้

                ปีหนึ่งแล้วสินะที่แม่เป็นแบบนั้น ที่โวยวายว่าเห็นผี เห็นปีศาจ ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง แล้วก็ประสาทเสียหวาดกลัวจนเป็นบ้าไป คะนิ้งเอามือทั้งสองกุมใบหน้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวเองต่อไปดี มันมืดไปหมดซะทุกทาง พ่อก็หนีไป ญาติก็ไม่มีใครอยากติดต่อ แม่ก็ยังมาเป็นแบบนี้อีก ทำไมทุกๆ อย่างถึงกลายเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงต้องทิ้งเธอไว้อยู่คนเดียว

                “ปีศาจอะไรกัน ผีเผออะไรกัน” คะนิ้งที่อดกลั้นกับน้ำตาไม่ไหวพูดลอดไรฟันออกมา “ถ้ามีจริง...ก็โผล่หัวออกมาสิ”

                “มาทำชีวิตฉันฉิบหายแบบนี้แล้วก็โผล่ออกมาสิ! ฉันไปทำอะไรให้พวกแกไม่พอใจหรือไง! โผล่ออกมาสิ โผล่ออกมา รับผิดชอบหน่อยสิ โผล่ออกมา โผล่หัวออกมา!!

                คะนิ้งรู้ดี...ว่าตะโกนใส่อากาศไปก็เท่านั้น จะภูตผีหรือปีศาจมันก็ไม่มีจริงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การที่เธอมานั่งร้องไห้ข้างถังขยะแล้วตะโกนโหวกเหวกอยู่คนเดียวก็เหมือนว่าเธอจะใกล้บ้าตามแม่ไปแล้วนี่นา...แต่ถ้าเธอบ้าไปอีกคนแล้วใครจะดูแม่ ใครจะหาเงินมาจ่ายค่ารักษา หวังพึ่งพ่องั้นเหรอ...จริงเหรอ! เขาพึ่งพาได้อย่างนั้นเหรอ

                “เราจะบ้าไม่ได้...จะบ้าไม่ได้....” เธอบอกตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหมือนคนใกล้บ้าขึ้นทุกที

                หัวใจของเด็กผู้หญิงอายุ 12 ต้องแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปอีกนานเท่าไหร่ ต้องทนรับความทรมานที่ปรึกษาใครไม่ได้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วต้องอดทนมากเพียงไรถึงจะได้รับความสุขที่เด็กคนหนึ่งสมควรได้ซะที คะนิ้งยกมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นมาอุดหูคล้ายกับไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ของตัวเอง บีบข้างศีรษะแรงๆ จนรู้สึกเจ็บที่ถึงแม้อุดหูไว้แล้วก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ดี...อา...นั่นมันเสียงของเธอใช่หรือไม่ เสียงร้องไห้โหยหวนเหมือนคนเสียสตินี่คือเสียงของเธอใช่ไหม

                คะนิ้งร้องไห้โฮ ตะโกนคำว่า ห้ามบ้า อย่าบ้า วนไปวนมา จวบจนเมฆหนาเคลื่อนทับดวงอาทิตย์ ย้อมสีรอบตัวให้หม่นลงอย่างน่าตกใจ คะนิ้งก็ยังไม่รู้ตัว ว่าตอนนี้รอบตัวของเธอกำลังเกิดประกายสีดำหม่นก่อตัวอยู่ตรงหน้า

                “บ้าหมายความว่าอย่างไรรึ”

                ทั้งที่บีบหูทั้งสองข้างจนอื้ออึง แต่เธอก็พลันได้ยินเสียงทุ้มแปลกหูสอดแทรกเข้ามาจนได้ เสียงนั้นก้องกังวานผิดปกติคล้ายกับว่าไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ทั้งที่ปิดหูอยู่แต่กลับดังก้องราวกับอยู่ในหัว คะนิ้งค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างออก เสียงนั้นก็ยังคงเอ่ยถามเหมือนไม่รู้สึกตัว

                “ขยายความให้ฟังที”

                “กรี๊ด!!

                หัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบชายตัวสูงในผ้าคลุมดำยืนมองเธออยู่

                หากเขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาเธอคงไม่ตกใจอะไรมาก แต่ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับแตกต่างไปจากคำว่าปกติไกลโข ดวงตาสีแดงชาดขุ่นคลั่กราวกับเลือด รูม่านตาดำที่สมควรกลมกลับที่หรี่เรียวเหมือนคมดาบอันตราย ผิวซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาวของหิมะ ผมสีทองสว่างเจิดจ้าขับใบหน้าที่ทั้งงดงามและหล่อเหลาจนแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นคือใบหน้าของมนุษย์ให้น่าเกรงขามเพียงแค่สบมองก็เข่าอ่อนลุกไม่ขึ้น ทั้งหมดของเขาผสมปนเปกันจนให้ความรู้สึกน่าสะพรึงมากกว่าน่าหลงใหล แต่ที่สำคัญคือจะดูอย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่คนไทย แต่กลับสื่อสารกันเข้าใจแจ่มแจ้ง

                แวบแรกคะนิ้งคิดว่าเขาคงจะเป็นดาราที่ไหน แต่ความคิดนั้นก็ต้องเป็นอันตกไปเมื่อมีผู้ชายอีกคนที่แต่งตัวด้วยผ้าคลุมสีดำเช่นเดียวกับเขาปีนเตาเผาขยะออกมา!

                “ท่านเอ็ดเวิร์ด!

                คะ...คนบ้า อะไรกัน ผู้ป่วยหรอกเหรอ

                “ชิ...”

                “นี่ท่านไม่อยากแต่งงานกับท่านหญิงเซลีนขนาดนั้นเลยรึครับ! ถึงขั้นเปิดประตูมิติมาภพของมนุษย์สกปรกแบบนี้”

                มะ...มนุษย์สกปรก!?

                “ข้าไม่ชอบให้ตาแก่พวกนั้นยัดเยียดแต่ผู้หญิงมาให้ข้าดูตัว ทำไมรึ อยากได้แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์มากขนาดนั้นเชียว”

                “ก็ต้องอย่างนั้นสิครับ ท่านเป็นคนที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ 1 ใน 10 ของตระกูลแวมไพร์ผู้สูงส่งนะครับ ถ้าไม่นับท่านเอ็ดการ์ดที่เสียชีวิตไป ท่านก็เป็นเพียงคนเดียวในตระกูลแล้วนะครับที่ยังไม่สืบทอดสายเลือด”

                “ก็ให้พวกที่เหลือสืบทอดกันไปสิ อย่ามาบังคับข้า!

                “ท่านเอ็ดเวิร์ด อย่าเอาแต่ใจสิครับ!

                นี่มันอะไรกันเนี่ย...คะนิ้งแทบจะปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้ชายสองคนนั้นคุยกัน ก็นะ...นี่มันโรงพยาบาลบ้านี่นา จะมีอะไรอย่างนี้ก็ไม่แปลก

                “ข้าเบื่อเต็มทนแล้วกับตำแหน่งดยุค ทำไมชีวิตของข้าถึงต้องถูกคนนั้นคนนี้มาบีบบังคับด้วย”

                ประโยคแรกฟังผ่านหู แต่ประโยคหลังของชายผมทองที่กำลังเล่นเป็นแวมไพร์สูงศักดิ์ทำเอาคะนิ้งมองตาไม่กะพริบ

                “ก็มันเป็นหน้าที่....” ชายผมดำที่ดูจะได้รับบทเป็นคนใช้พูดเสียงอ่อน

                “ใครกำหนดกันล่ะ!” ชายผมทองค้านทันควัน “พอกันที ข้าจะเลิกเป็นแวมไพร์ และจะไม่สืบทอดสายเลือดบริสุทธิ์บ้าบออะไรนี่อีกแล้วด้วย จบเห่มันที่รุ่นข้าเนี่ยแหละ!

                อื้อหือ...ถึงจะเป็นละครคนบ้ามาเล่นกันที่ข้างถังขยะ แต่ก็ยอมรับเลยว่าแอคติ้งโอเวอร์สมจริงกันสุดๆ ยิ่งสองคนนี้หน้าตาดีสุดยอดด้วยแล้ว ไม่ติดภาพโรงพยาบาลบ้าคงนึกว่าดาราฮอลลีวู้ดมาถ่ายหนังกันแน่ๆ เล่นซะคะนิ้งที่ว่าจะไปๆ ก็อดไม่ได้ที่จะแอบนั่งดูต่อ

                “หึ! ท่านหลีกหนีชะตากรรมของท่านไม่ได้หรอกครับ”

                “ทำไมจะไม่ได้”

                “งั้นท่านจะทำอย่างไรล่ะ”

                ความเข้มข้นพุ่งสูงถึงขีดสุด ผู้ชายผมทองที่ชื่อเอ็ดเวิร์ดชะงักไปทันทีเมื่อโดนคำถามจี้ใจดำ ฝ่ายพ่อบ้านแวมไพร์เหมือนจะเห็นแววมีชัย ยกยิ้มเย้ยอย่างได้ใจ คะนิ้งแอบลุ้นดูเงียบๆ เอาใจช่วยคนบ้าให้ทะเลาะกันอย่างปลอดภัย แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเอ็ดเวิร์ดตะวัดดวงตาสีแดงมาทางเธอ

                !....

                ตัวของคะนิ้งขนลุกวูบวาบตั้งแต่ปลายเล็บจรดปลายผม เมื่อถูกแววตาสีชาดจ้องมองไม่วางตา ชักไม่ดีแล้วสิ...นี่มันคนบ้านี่หว่า จะเข้ามาทำร้ายเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้ รีบลุกหนีดีกว่า....อะ...อะไร ทำไมขยับไม่ได้!

                คล้ายกับว่าจะถูกดวงตาสีแปลกนั่นสะกดเอาไว้ ร่างกายของเธอถึงได้หนักอึ้งอย่างประหลาดแบบนี้ ทันใดนั้นผู้ชายผมทองก็ยกยิ้มเรียวขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับชี้นิ้วขาวมาทางเธอ

                “ฉันจะแต่งงานกับผู้หญิงชาวมนุษย์คนนั้นแล้วกลายเป็นมนุษย์ เพียงเท่านี้ตำแหน่งดยุคและชาติกำเนิดแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ก็จะผูกมัดข้าไม่ได้อีกต่อไป!

                “หา!!

                “ทะ ท่านเอ็ดเวิร์ด!

                อยู่ดีไม่ว่าดีก็โดนดึงไปเล่นละครคนบ้าด้วยซะงั้น คะนิ้งยังไม่ทันได้อ้าปากเอ่ยเสียง รู้สึกตัวอีกทีร่างเล็กๆ ของเธอก็โดนชายที่ชื่อเอ็ดเวิร์ดนั่นช้อนขึ้นอุ้มแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เมื่อกี้ยังยืนอยู่หน้าเตาเผาขยะอยู่เลยไม่ใช่เหรอ!?

                เมื่อจู่ๆ ก็ได้มาใกล้ชิดกับผู้ชายแปลกหน้าในระยะประชิดใกล้ๆ ความคิดทุกอย่างก็พลันขาวโพลนไปด้วย เธออยากเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ดันทำอะไรไม่ได้อย่างใจนึกสักอย่างเดียว ที่สำคัญคือตัวผู้ชายคนนี้เย็นมาก...ให้ความรู้สึกเหมือนคนตายไปแล้วยังไงก็ไม่รู้...และเมื่อเผลอช้อนตาขึ้นเหลือบมอง ดวงตาสีแดงของเขาก็ทาบลงมาใส่สติของเธอทันที หากจะถามว่าการถูกสะกดจิตเป็นอย่างไร คะนิ้งเชื่อว่าเวลานี้เป็นคำตอบที่เหมาะที่สุด

                “เจ้าตัวเล็กกว่าที่ข้าคิด อายุเท่าไหร่กันล่ะ”

                เหมือนร่างกายไม่ใช่ของเธอ ปากขยับตอบไปเอง “12....”

                ถึงเสียงที่เปล่งออกมาจะราบเรียบ แต่ในหัวใจของคะนิ้งตอนนี้กำลังกรีดร้อนด้วยความตื่นตระหนก เธออยากตะโดนเรียกให้คนช่วย แต่กลับพูดอะไรไม่ได้เลยนอกจากสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นถาม

                “12 รึ... เด็กเกินไปรึเนี่ย ไม่เป็นไร สิบปีของมนุษย์สำหรับแวมไพร์อย่างข้าก็แค่หลับไปตื่นหนึ่ง”

                “ท่านเอ็ดเวิร์ด! วะ...วางสิ่งมีชีวิตสกปรกนั่นลงเดี๋ยวนี้นะครับ...มะ ไม่สิ ต่อให้ท่านแต่งงานแล้วมีลูกกับมนุษย์คนนี้ ท่านก็ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ได้หรอก! สุดท้าย สมาพันธ์แวมไพร์ก็จะลากตัวท่านกลับไปอยู่ดี”

                “มิติหนึ่งในภพปีศาจมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าพ่อมดและแม่มดอยู่...” เอ็ดเวิร์ดเปรยขึ้นมาอย่างไม่สนใจเสียงค้าน เขาเอาแต่จ้องมองสำรวจว่าที่เจ้าสาวอย่างเดียว “ข้าได้ยินมาว่ามีพ่อมดคนหนึ่งเป็นลูกครึ่งมนุษย์ เขาคงสามารถทำให้ข้ากลายเป็นมนุษย์ได้”

                “นี่ท่านพูดอะไรออกมา พวกพ่อมดแม่มดนั่นเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าอะไรดี...”

                “ข้าไม่สน” เอ็ดเวิร์ดตอบปัด เขาไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น แล้วโน้มใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ลงมาหาคะนิ้ง

                ดวงตาของเธอเบิกกว้าง เมื่อความเจ็บแล่นจี๊ดขึ้นมาจากบริเวณต้นคอ ในวินาทีนั้นเองที่เธอรู้ว่าต้นคอเล็กถูกอะไรบางอย่างที่คมยิ่งกว่ามีดเจาะเข้ามา

                “อุก...อึก” เด็กสาวร้องครวญคราง แต่ก็ไม่มีแรงต่อต้านอะไรมากไปกว่านี้ เธอรู้สึกถึงเลือดจำนวนหนึ่งที่ถูกชายหนุ่มดูดออกไป...ภาพรอบข้างเริ่มเบลอ พอๆ กับสติที่เลือนรางจางไปเรื่อยๆ

                “ต่อไปนี้รอยเขี้ยวนี้จะเป็นเครื่องหมายบอกว่าเจ้าเป็นของข้า”

                ภาพใบหน้าคนที่ก้มลงมองเธอเริ่มจับโฟกัสไม่ได้ เธอเริ่มเห็นแต่แสงสีขาวๆ ...ไม่จริงน่า เธอคิดว่าเขาเป็นคนป่วย นี่เขาเป็นปีศาจจริงๆ เหรอ ทั้งที่มีอะไรอยากถามตั้งมากมายเกี่ยวกับปีศาจ เผื่อว่าแม่ของเธอจะเห็นมันจริงๆ แท้ๆ แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ ร่างของเธอค่อยๆ ถูกวางลงอย่างทะนุถนอม คลอกับเสียงทุ้มแสนไพเราะที่ค่อยๆ ห่างออกไป

                “อีก 5 ปีข้าจะกลับมารับ”

                พร้อมกับสติที่ดับวูบไปอย่างถาวร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 05:09
    โอ้ยยยยยย คะนิ้งไม่น้าเลยย XD
    #3
    0