อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 9 : ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 447 ครั้ง
    12 พ.ย. 60

ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ 

 

            แต่ละวันของการมาใช้ชีวิตในพรรคอสูร...บอกได้คำเดียวเลยว่านี่มันสวรรค์ชัดๆ ผมกลายเป็นเหมือนบุคคลสำคัญของที่นี่ เดินไปไหนก็มีแต่คนตื่นเต้นยินดี บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาแค่ได้เห็นตัวผมแวบๆ อารมณ์เหมือนตัวเองเป็นไอดอลยังไงยังงั้น ไม่มีใครคอยกรีดร้องหรือวิ่งหนีป่าราบเวลาเจอผม ไม่มีใครหาว่าผมเป็นตัวประหลาด ทุกอย่างมันราบรื่นจนผมอดแปลกใจไม่ได้

                จิ้นฝูคนดีของผมยังคงน่ารักเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งแต่วันที่ผมบ่นเรื่องขนของตัวเองหยิกเป็นหมาพุดเดิ้ล เขาก็กังวลใจตามผม เลยผละไปคลุกอยู่กับนายหมอเทวดาหลิ่วก้านลู่ ที่ตอนนี้เป็นเหมือนอาจารย์ประจำตัวของจิ้นฝูไปแล้ว นายเทวดาน้อยอดหลับอดนอนถ่างตาหาสูตรสมุนไพรบำรุงขนให้กลับมาฟูนุ่มลื่นสลวยเหมือนเดิม ถ้าไม่เพราะว่าขนผมถูกไฟเผาจนหยิกหย็อยเขาก็คงไม่ต้องทรมานร่างกายน้อยๆนั่นมากขนาดนี้ มีหลายครั้งที่จิ้นฝูสัปหงกหลับคาจานข้าวเพราะเอาแต่คิดหาสูตรบำรุงขนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ผมจะขอร้องให้พอกี่ทีๆก็ดูไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็หาสมุนไพรเหมาะๆในพรรคอสูรมาทำยารักษาขนหยิกให้ผมได้อยู่ดี....เอาตรงๆ ผมก็อนาถใจตัวเองพอสมควรนะที่ทำตัวรบกวนจิ้นฝู ผมน่ะจะขนหยิก ขนฟู หรือขนลอนก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่พอส่องคันฉ่องแล้วเห็นขนหยิกๆทีไร ไอ้คำพูดของเด็กผีมันก็ลอยหวือเข้ามาทุกที...

                ....อุบาทว์เรอะ! ปู่ย่าตายายมารดามันเถอะ!!

                หลังจากวันนั้นผมก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจ้าเด็กปากปีจอทันที เจอกันที่ไหนเป็นต้องเขม่น ไม่อยากมอง ไม่อยากใกล้ เหลือบเห็นแค่หางตาหน้าผมก็คว่ำไปครึ่งค่อนวันแล้ว หน้าดีแล้วยังไง ปากเสียแบบนั้นต่อให้เหลืออยู่บนโลกเป็นคนสุดท้ายใครจะเอาก็เอาไปเถอะ ผมไม่เอา!

                พักเรื่องของผมมาเรื่องอื่นบ้าง จิ้นอวี๋ทำงานอยู่ในโรงครัว ฝีมืออาหารของนางดูจะถูกปากประมุขพรรคอสูรเหลียงจิวซินมาก ตอนนี้คุณแม่ยังสาวเลยกลายเป็นแม่ครัวประจำตัวของประมุขพรรคอสูรไป ส่วนหมิงเล่อก็ยังคงความเด๋อเสมอต้นเสอปลาย เขาเข้าไปตีเนียนกับคนในพรรคอสูรทั้งระดับสูงจนถึงระดับล่างๆได้หน้าตาเฉย ไม่รู้เป็นเพราะเจ้าตัวไปโพทะนาไว้ว่าเป็นลูกศิษย์ผมด้วยหรือเปล่าเลยไม่มีใครกล้าไล่นายนักฆ่าหน้าหล่อคนนี้ไป ตอนนี้ก็เข้ามาเป็นข้ารับใช้ประจำตัวผมอย่าเต็มตัว คอยวิ่งวุ่นทำนู่นทำนี่ให้พลาง หาเที่ยวรอบพรรคไปพลาง ชีวิตแฮปปี้ดี๊ด๊ายิ่งกว่าใคร

                ส่วนจิ้นฝูก็มาหาผมบ่อยๆ แต่ส่วนมากเขาจะอยู่ในหอตำรา ศึกษายากับสมุนไพรในถิ่นกับหลิ่วก้านลู่ ผมหึงจนหืดแทบขึ้นคอตาย แต่เพราะไม่อยากทำตัวเป็นมารร้ายต่อหน้าดวงตาบริสุทธ์คู่นั้น เลยต้องเก็บงำความแค้นที่โดนตาหมอแย่งนายเทวดาน้อยไปเงียบๆ แล้วเฝ้าคอยบอกว่าเดี๋ยวเป็นมนุษย์แล้วสวยสะคราญโฉมเมื่อไหร่จะไปตามจิกตาหัวเราะใส่ให้สะใจ....แต่ผมก็รู้แหละ ว่าต่อให้ผมเป็นคนหรืออสูรขนหนาๆ จิ้นฝูก็ไม่รังเกียจผมอยู่ดี ความจริงข้อนี้ทำให้หัวใจของผมรู้สึกอบอุ่นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ความอบอุ่นก็มักจะแปรเปลี่ยนเป็นไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อยังไม่รู้คำตอบว่าถ้าอยากเป็นคนต้องไปง้อไอ้เด็กปีจอหรือเปล่า

                ผมเฝ้าภาวนาอยากจะหลับฝันหรือเห็นนิมิตถึงตาแก่เชี่ยซื่อเสวียนอีก แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถพบหน้าตาแก่ได้ดั่งใจ ไอ้ครั้งจะผลีผลามทำตัวบ้าบิ่นเสี่ยงอันตรายให้วิญญาณหลุดจากร่างอีกรอบก็กลัวไปคราวนี้จะไปแล้วไปลับ

                ผมนั่งจมขนปุกปุยของตัวเองบนบัลลังก์ที่คนของพรรคอสูรจัดเตรียมให้อย่างเกียจคร้าน ที่นี่ถึงจะบอกว่าเป็นพรรคของอสูร แต่ระบบจัดการกลับรักสงบและเป็นระเบียบกว่าที่คาดไว้ ตอนแรกได้ยินว่าพรรคอสูรก็คิดไปว่าน่าจะเป็นเหมือนพรรคมืดๆ ดำๆ ของพวกตัวโกงที่บูชาความชั่วร้ายอย่างสุดโต่ง ที่ไหนได้ นอกจากคนที่นี่จะใจดีมีน้ำใจไม่ถือตัว ชาวยุทธ์ที่ฝึกวิชาจนมีความสามารถเกินขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดายังคอยช่วยเหลือชาวบ้านในพรรคที่ไม่มีวรยุทธ์ กลายเป็นชุมชนในฝันอย่างนั้นแหละ มันสงบสุขเกินไปจนผมอดอ้าปากหาวไม่ได้

                จิ้นอวี๋มีความสุข หมิงเล่อได้ใช้ชีวิตอิสระ จิ้นฝูเจอคนที่เก่งพอเป็นอาจารย์ของเขาได้ นี่มันสงบสุขเกินไปแล้ว

                ผมเคี้ยวขาแพะในมือตุ้ยๆ ตอนแรกก็นึกว่าจะโดนจับมาบูชายันต์เพื่อต่อสู้กับพรรคคู่แข่งซะอีก ดันโดนจับมาปรนนิบัติซะอย่างกับตัวเองกลายเป็นราชาก็มิปาน ตอนนี้ขนก็กลับมาฟูฟ่องเหมือนเดิมแล้ว ความกังวลทุกอย่างก็ไม่มีด้วย มีหวังได้ใช้ชีวิตขี้เกียจแบบนี้ต่อไป จากอสูรหมาปอมคงกลายเป็นอสูรหมูปอม...

                แต่ถ้าตุ้นนุ้ยขึ้นมาจิ้นฝูอาจจะชอบก็ได้....งั้นเลิกคิด กินต่อดีกว่าเรา

                “ท่านอาจารย์!

                หมิงเล่อวิ่งพรวดพราดเข้ามาสีหน้าตื่นเต้น ผมตกใจจนขาแพะเกือบติดหลอดลม สำลักออกมารอบหนึ่งแล้วก็เขวี้ยงกระดูกขาแพะในมือใส่หัวอีกฝ่าย

                “จะฆ่าข้าหรือไง!

                ผมถลึงตามอง หมิงเล่อในชุดสีดำเรียบหรูของพรรคอสูรดูขับให้เขาเหมือนคุณชายมาดดีไม่มีผิด....ถ้าไม่ติดว่ากำลังถ่างแข้งถ่างขาวิ่งเข้ามาล่ะก็นะ

                “ท่านจะแต่งงานเหรอ!

                “เดี๋ยว ใครแต่งอะไร เจ้าเมายามารึไง” ผมขมวดคิ้วมุ่น แต่เจ้านักฆ่าจอมเหลอหลาก็ยังคงมีสีหน้าตื่นเต้นไม่หาย เขาวิ่งเข้ามาใกล้ผมแล้วคว้าหัวเข่าผมไว้แน่น

                “ข้าเห็นคนในพรรคหอบชุดสีแดงดำเข้ามา...พร้อมกับของที่เหมือนกับของมงคลสมรสลงจากรถม้า จะตีลังกาดูหรือตบหน้าตัวเองแล้วดู ยังไงๆนั่นมันก็เสื้อสำหรับท่านอาจารย์ชัดๆ ข้าได้ยินมากับรูหูว่าพวกคนในพรรพวกนั้นต่างพากันยิ้มยินดี ว่าท่านจะเข้าสู่ตระกูลแล้ว...ใครเป็นพี่เขย! ทำไมข้าไม่เห็นรู้มาก่อนเลย”

                ผมไม่รู้ว่าควรตกใจอะไรก่อนดีระหว่างงานแปลกๆที่หมิงเล่อพูด หรือเรื่องที่เขาถามว่าใครเป็นพี่เขย...กะจิตกะใจจะไม่ถามหาพี่สะใภ้หน่อยเหรอ นี่ผมแผ่รังสีม่วงอมชมพูมากขนาดนั้นเลยเรอะ...

                ผมจับหัวตาอสูรมาบีบนวดแก้เครียด...ไม่น่าคิดเป็นลางเลยโว้ย มันสงบสุขก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ

                “ใจเย็นก่อน เจ้าจะทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปทำไม มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เจ้าคิดก็ได้” ใช่ ไอ้เรื่องชวนเข้าใจผิดราวกับนิยายหวานแหวอย่างเรื่องโดนจับแต่งงานน่ะมันมีเกลื่อนกลาด ผมไม่มีทางโดนปั่นหัวง่ายๆอยู่แล้ว...

                โครม!!

                “ใครจะไปอยากเข้าพิธีกับอสูรน่าเกลียดแบบนี้กันเล่า!!

                “....”

                บันเทิง

                ขาแพะอบนุ่มหอมกรุ่นหล่นร่วงจากปากผล็อย หมิงเล่อยื่นมือมารับแล้วยัดกลับเข้าปากผมโดยไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ

                “ท่านชายน้อยใจเย็นขอรับ...”

                “ไม่เย็น! เจ้าแหกตาดูสิ กับตัวน่าเกลียดแบบนี้น่ะนะ...เป็นเจ้าเจ้ายอมเหรอ! ถ้าเจ้ายอมงั้นเจ้าก็มาเข้าพิธีแทนข้าเซ่!” เจ้าคุณชายน้อยปากหมามีดีแต่หน้าชี้ผมที่นั่งเหวออยู่บนเก้าอี้บัลลังก์นิ่ง ไฟโทสะกรุ่นโกรธจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ “อสูรอัปลักษณ์!

                “พูดงี้ก็สวยสิ ไอ้เด็กปากปีจอ!” ผมลุกพรวดขึ้นมาบ้าง เห็นทีวันนี้ไม่ได้แลกเลือดคงนอนไม่หลับ “ข้าขี้เหร่แล้วหนักหัวอะไรเจ้า”

                “มันหนักข้าอยู่นี่ไงเล่า! ทำไมเจ้าต้องโผล่กลับมาอีก คิดจะพังชะตาชีวิตข้ารึไง!

                “คำพูดนั่นข้าขอย้อนคืนให้เจ้าทั้งหมด ไอ้ตัวนำพาความซวย! ทำข้าตายโหงไปรอบนึงยังไม่สะใจเจ้าใช่ไหม!

                “เอ๊ะ....อะไรนะ...เจ้าตาย?” สีหน้าของเหลียงหลวนเซียนดูอึ้งไปพักหนึ่ง แต่แวบเดียวก็กลับมาหยิ่งยโสโอหังเหมือนเดิม “นรกยังไม่เอา สมแล้วๆ”

                “ข้าจะฆ่าเจ้า!” ผมโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน แล้วเดินดุ่มๆ ปราดเข้าไปหาเจ้าคุณชายน้อยคนนั้นทันที หมิงเล่อพยายามฉุดพยายามรั้งผมไว้แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงได้ ผลเลยโดนผมลากติดขามาด้วย ส่วนเหลียงหลวนเซียนเองก็ใช่จะยอมแพ้ เห็นผมเดินอาดๆเข้าไปด้วยสีหน้าทะมึงทึงก็ถกแขนเสื้อปรี่เข้าเตรียมปะทะ บ่าวบริวารพากันร้องห้ามอ้อนวอนฉุดรั้ง

                จุดจุดนี้ไม่ขออยู่ร่วมโลก ตายเป็นตาย! ผมเหวี่ยงหมัดเข้าไปหาใบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรง เดิมทีตั้งใจสั่งสอนสักหมัดแล้วแยกย้าย แต่กลับถูเหลียงหลวนเซียนเซอร์ไพรส์ เขารับหมัดผมได้แบบชิวๆ ร่างสูงโปร่งระหงแทบไม่ขยับเขยื้อน ลมที่ปะทะเข้าฝ่ามือจากหมัดของผมแตกซ่านเซ็นจนเสื้อผ้าข้าบริวารรอบๆปลิดปลิว เกิดเป็นแรงต้านปะทะ ผมตกใจแล้วชักมือกลับมา กลับถูกลูกเตะพิฆาตของเหลียงหลวนเซียนฟาดเข้าข้างแก้มเต็มๆ

                “อุก!!

                “มีแรงแค่นี้เองเรอะ” เหลียงหลวนเซียนได้ทีก็กล่าวเสียงเยาะเย้ย นี่บนโลกมนุษย์ยังมีคนสู้แรงเจ้าอสูรนี่ได้อยู่ด้วยเหรอ! ผมแทบไม่อยากเชื่อ มองชายตรงหน้าด้วยแววตาที่เกรงๆนิดหน่อย...ท่าทางตำแหน่งท่านชายน้อยพรรคอสูรจะไม่ใช่ได้มาขี้ๆเสียแล้ว

                แต่อย่างนี้สิดี จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าหาเรื่องคนอ่อนแอ ผมโถมตัวเข้าไปซัดนัวรัวหมัดกับท่านชายน้อยแบบตาไม่กระพริบ แอบทึ่งความเร็วระดับตามองไม่เห็นของเจ้าอสูร แต่ก็ต้องทึ่งกับความเร็วเทียบเท่าอสูรของเหลียงหลวนเซียนที่รับกำปั้นผมได้แทบทุกหมัด....บ้าไปแล้ว! ลาออกจากการเป็นมนุษย์เหอะ

                “เหนื่อยแล้วหรือไง” ท่านชายโอหังตะเบ็งเสียงถาม ผมที่กำลังหงุดหงิดขั้นสุดเลยลองรวบรวมลมปราณในท้องแบบมั่วๆ แล้วสูดหายใจลึกก่อนพ่นไฟสีฟ้าออกมาใส่หน้าเขา

                ปู้ด!

                “จะ...เจ้ากล้า!” เหลียงหลวนเซียนโดนไฟสีฟ้าพ่นใส่หน้าระยะประชิดหน้าเคยหล่อเหลาก็ดำปิ๊ดปี๋ เส้นผมตรงยาวสลวยทรงหางม้าไหม้ฟูน่าตลก ผมมองสภาพคนตรงหน้าก่อนระเบิดเสียงหัวเราะสะใจออกมา

                “เดิมทีเจ้าก็น่าเกลียดอยู่แล้ว...ตอนนี้ทุเรศกว่าเดิมอีก! ฮ่าๆๆๆ”

                “ไอ้อสูรไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” เขาระเบิดโทสะออกมาผ่านการตะโกนครั้งสุดท้าย ก่อนจะใช้วิชาอะไรก็ไม่รู้ที่ใช้นิ้วจิ้มมาที่จุดบนร่างผมแล้วผมขยับไม่ได้...พอผมขยับไม่ได้เขาก็ใช้วิชาตัวเบาดีดร่างขึ้น ปราดเดียวก็ไปอยู่ข้างเสาแล้ว “ตายเถอะแก!

                โครม!! เสาปราสาทข้างหนึ่งในห้องพักผ่อนของผมถล่มลงมา ทับร่างของผมที่ชาวาบอยู่แบบพอเหมาะพอเจาะ เศษซากปรักหักพังเหล่านั้นหล่นโครมลงโจมตีตัวผม จนแม้แต่ความชาที่ชาอยู่ยังเจ็บจี๊ดแล่นแปลบปลาบขึ้นมาจนน้ำตาเล็ด...ถ้าไม่ใช่อสูรโคตรถึกคือตายแน่ๆ ผมรวบรวมแรงกายอีกเฮือก ผลักซากเสาที่ทับร่างอยู่ออก จ้องมองไปที่เหลียงหลวนเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่าย

                “จะเอาใช่ไหมเด็กผี!

                ผมรวบรวมผละกำลังทั้งหมดไปที่ฝ่ามือ ก่อนจะลองผลักอากาศออกไปแบบสะเปะสะปะไม่หวังผล...แต่ผิดคาดมาก ปราณลมมหาสานไหลทะลักผ่านฝ่ามือ ดันมวลอากาศโดยรอบให้พุ่งโจมตีไปที่กำแพงเสาของอีกฝาก รอยร้าวกำแพงค่อยๆปริออกจากกันเหมือนเปลือกไข่ ก่อนจะถล่มโครมลงทั้งแถบ ทับร่างเหลียงหลวนเซียนไปด้วย

                ตอนที่คิดว่าทำเกินไปหรือเปล่านั้นสีหน้าบิดเบี้ยวโกรธาของท่านชายปากปีจอก็ลุกขึ้นยืนหยัดผ่านซากกำแพงขึ้นมา สภาพสะบักสะบอมตายยากยิ่งกว่าแมลงสาปทำให้ผมไว้วางใจได้ว่า...ซัดไปเถอะ ไอ้เด็กนี่ไม่มีทางตายง่ายๆหรอก...

                “กล้ามาทำข้าแบบนี้ อย่าอยู่เลยเจ้าตัวขนร่วง”

                “เจ้าต่างหากอย่าอยู่เลย อากาศบริสุทธิ์เสียไปเพราะเจ้าหายใจเท่าไหร่รู้ตัวหรือไม่”

                จบคำต่างฝ่ายก็ต่างโยนซากหินซากเสาใส่กันจ้าละหวั่น เหล่าค่าบริวารพรรคอสูรตัวสั่นงันงกไม่กล้ายื่นปากยื่นมือเข้ามาแทรก เพราะเกรงกลัวพลังอำนาจมืดของท่านชายน้อย ตรงกันข้ามกับหมิงเล่อ ปากบอกท่านอาจารย์อย่าๆ แต่ในมือดันถือขาแพะที่เหลืออยู่เคี้ยวกินดูการต่อสู้ออกรสออกชาติ แถมยังทำตัวพลิ้วหลบเศษหินอย่างว่องไว

                “ปราสาทจะพังแล้วขอรับ” บ่าวคนหนึ่งตะโกนบอกเหลียงหลวนเซียน แต่เจ้าคนปากปีจอก็ไม่สนใจ ทะเลาะวุ่นวายกับผมไม่ล้มไม่เลิก

                จนในที่สุดประมุขพรรคอสูรก็ต้องถ่อสังขารมาห้ามปรามด้วยตัวเอง ในเวลานั้นปราสาทส่วนห้องพักของผมโดนแรงควายของหนึ่งมนุษย์หนึ่งอสูรถล่มจนพังยับเยิน ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไปแล้ว ตอนมาห้ามในมือผมยังถือขาเก้าอี้อยู่เลย ต่างฝ่ายต่างมีแผลถลอกเต็มตัว หอบรับประทานจนหายใจไม่ทันแต่ก็ไม่ยอมเลิกตีกันสักที เหลียงจิวซิน ประมุขพรรคอสูรที่เริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคนและมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่คนเดียวเห็นสภาพผมกับท่านชายน้อยก็ลมแทบจับ

                จิ้นอวี๋ได้ยินเสียงดังก็วิ่งตามมาจากโรงครัวด้วย ในมือยังถือตะหลิวกับหัวไชเท้าคนละข้าง เห็นผมมีแผลเต็มตัวอีกสีหน้าก็เหมือนร้องไห้ไม่ออกพูดอะไรไม่ได้ ได้แต่มองมาเหมือนแม่ที่เห็นลูกดื้อจนปลงตกเท่านั้น

                เวลานั้นผมถึงได้รู้ตัว...มองไปรอบข้างเห็นซากปรักหักพังก็เหมือนโดนสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ! ตีกันครั้งเดียวเกือบพังปราสาทไปแล้ว ยั้งมือไม่อยู่ขนาดนี้ได้ยังไง โชคดีจริงๆที่จิ้นฝูติดตามหลิ่วก้านลู่ไปรักษาคนป่วยข้างนอกพรรค มิเช่นนั้นผมคงทนเห็นสายตาคู่สวยมองอย่างตำหนิไม่ได้

                “ท่านพ่อ ข้าไม่ผิด!” เหลียงหลวนเซียนหันไปพูดเสียงแข็งใส่บิดา “มันเริ่มก่อน”

                “พูดหมาๆงี้ได้ไง คนที่เข้ามาหาเรื่องก่อนคือเจ้า” ผมยืนหยัดปกป้องตัวเองเต็มที่ แล้วก็ชี้ไปหาหมิงเล่อที่สวาปามเนื้ออยู่ไม่ไกล “ข้ารับใช้ของข้าเป็นพยานได้ เจ้าบุกรุกเข้ามาตะโกนด่าข้าก่อน”

                “แต่คนที่ทำท่าจะทำร้ายก่อนคือเจ้า” เหลียงหลวนเซียนไม่ยอมแพ้

                ผมกับเขาเริ่มมีน้ำโหเดือดปุดๆในดวงตา กัดฟันเข่นเขี้ยวใส่กันกรอดๆ เหลียงจิวซินได้แต่ถอนหายใจปลงตก

                “เอาล่ะๆ...ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ปราสาทพังซ่อมใหม่ได้อยู่แล้ว แต่ขอร้องเถิดท่านอสูร เขาอาจจะเป็นเด็ก...ปากร้ายไปสักหน่อย แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ”

                “ท่านพ่อไม่เคยฟังข้าเลย!” เหลียงหลวนเซียวตะคอกใส่บิดาเสียงดังลั่น แล้วหุนหันเดินออกจากตรงนี้ไปแบบไม่หันหลังกลับมามอง พอพ้นขอบประตูปุ๊บก็ดีดตัวไต่ขึ้นหลังคาด้านบนกำแพงหายไป

                เหลียงจิวซินถอดถอนใจ ดูเขาจนปัญญาจะเกลี้ยกล่อมลูกชายคนนี้แล้วจริงๆ

                “คือ...ท่านประมุข ท่านชายน้อยเข้ามาโวยวายใส่ข้าเรื่องพิธี...ไม่ทราบว่านั่นเป็นพิธีอะไรรึ” ...ไม่ใช่พิธีแต่งงานหรอกนะ...

                เหลียงจิวซินทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก แต่แล้วสีหน้าก็ลับไปห่อเหี่ยวอีกครั้ง

                “ใช่...เรื่องนี้ข้าก็ยังไม่ทันได้บอกท่านอสูร คือประเพณีของพรรคอสูร หากสมัยของประมุขคนใดพบอสูรมารดำ เราจะจัดพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกับอสูรตนนั้น เป็นฤกษ์มงคลกับทั้งประมุขพรรคและตัวอสูรเอง พวกเรานับถือบูชาอสูรมารดำ การได้ผูกเชื่อมวิญญาณเป็นเรื่องที่สมเกียรติที่สุดในชีวิต...แต่เด็กคนนั้นกลับต่อต้านลูกเดียว ข้าเองก็ไม่รู้จะกล่อมยังไง”

                ไม่ใช่แต่งงานจริงๆด้วย เห็นไหมล่ะ! ถึงพิธีเชื่อมจิตวิญญาณจะฟังดูสองแง่สองง่ามก็เถอะ แต่มันก็คงไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่าสัญญาลูกผู้ชายหรอกมั้ง...ผมถอนหายใจโล่งอก หมิงเล่อพอรู้ว่าไม่ใช่พิธีแต่งงานก็ฉีกยิ้มดีใจ จิ้นอวี๋ผลิยิ้มบางๆ เดินเข้ามาหาผม

                “เขาเป็นทายาทเพียงคนเดียว และจะเป็นประมุขพรรคมารคนต่อไป ข้าล่ะหนักใจกับเขาเสียจริง” เหลียงจิวซินส่ายหน้า

                “เขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กเลยเหรอ” ผมถาม

                เหลียงจิวซินทำท่านึกนิดหน่อย ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ “...ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้ แต่ข้าว่าเขาดูต่อต้านตั้งแต่ตอนที่เขาบอกว่าเขาพบอสูรตัวหนึ่งในป่า...สมัยยังเด็ก”

                ผมใจกระตุกวูบ รับรู้ได้จากภายในหัวใจเสี้ยวหนึ่งของเจ้าอสูรที่กำลังบีบรัดตัวเองอยู่...รับรู้ได้ว่าอสูรตัวนั้นคือผมเอง

                อืม...ผมเดาไปได้หลายทาง แต่ดูจากท่านชายคนนั้นแล้ว...เขาคงเกลียดอสูรมากจริงๆ พอรู้ว่าโตขึ้นจะต้องเกี่ยวพันกับอสูรมารดำ เลยตีตัวต่อต้าน แต่เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะเดิมทีแล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกชอบเขาหรือเอ็นดูเขาเหมือนจิ้นฝู คนจะเกลียดมันช่วยไม่ได้ ผมเองเมื่อก่อนก็เคยมีคนที่แค่เมองหน้าก็ไม่ชอบอยู่เยอะเหมือนกัน ในกรณีของเหลียงหลวนเซียนก็คงเป็นแบบนั้น

                ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพิธีกรรมเชื่อมจิตวิญญาณของพรรคอสูร เลยตกปากรับคำแบบขอไปที ส่วนเรื่องที่พวกเขาจะเกลี้ยกล่อมท่านชายน้อยมาร่วมพิธีได้หรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องของผมอีกแล้ว...ก็แหม ดูรอบๆสิ ตีกันจะเป็นจะตาย จะให้ไปมีเอี่ยวช่วยตะล่อมจิตใจท่านชายจอมดื้อนั่นยังไงกัน ดูยังไงผมกับเขาก็คงญาติดีกันไม่ได้หรอก

                .....

               

                เพราะส่วนห้องของผมถูกพายุความโกรธซัดทำลายซะพังราบเป็นหน้ากลอง ทำให้ตอนนี้แม้แต่ห้องนอนก็ยังได้รับความเสียหาย จำต้องแบกร่างหนักๆ ไปนอนอยู่ในห้องสำรองของปราสาทแทน แต่เพราะห้องมันมีไว้ให้คนและผมตัวใหญ่เกินไป เลยตัดสินใจแบกหมอนมานอนเอกเขนกอยู่ในหอตำราที่มีขนาดกว้างกว่าห้องนอนแทน กลิ่นหนังสือเจือจางชวนให้จิตใจสงบ ผมหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ทะเลาะกับใครเต็มที่แบบนี้

                ห้วงราตรีเคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ เมฆหนาที่ลอยบังแสงจากดวงจันทร์อยู่ค่อยๆ ลอยถอยออก เผยให้แสงสีนวลอ่อนโยนฉายแสงส่องกระทบเข้าหอตำรา...ตกกระทบไปจนถึงร่างสีดำที่มีขนสวยแวววาวคล้ายกับด้ายไหม ผมนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น

                ความรู้สึกสะลึมสะลือทำให้ผมปรือตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่ามีร่างเล็กๆกำลังซุกกอดอยู่

                “...จิ้นฝู กลับมาเมื่อไหร่” ผมก้มลงมองเขา จิ้นฝูที่วันนี้มีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้งนิดๆเงยหน้าหวานแล้วยิ้มตอบ

                “เมื่อกี้เอง ทำให้ตื่นเหรอ ขอโทษนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มขึ้นมาหน่อยๆแล้ว จิ้นฝูขยับกายให้เคลื่อนขึ้นมานอนให้ใบหน้าของผมกับเขาอยู่ในระนาบเดียวกัน “วันนี้ซนเหรอ?”

                ผมถึงกับตอบอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ...อืม หลักฐานคือปราสาทที่พังไปเกือบครึ่งซีก ก็คงบอกได้เต็มปากแหละว่า “ซน”

                จิ้นฝูหัวเราะคิกคักขึ้นมาพลางทอดมองผมด้วยสายตาเอ็นดู...หยุดนะ อย่าทำเหมือนว่าอสูรร่างยักษ์ตัวหนึ่งถล่มปราสาทเป็นเรื่องน่ารักจะได้ไหม...ผมวางหน้าไม่ถูก ได้แต่อึกอักหลบตาจิ้นฝูไปเรื่อยๆ

                “โมโหร้ายเหมือนกันนะ”

                “อึก...”

                จะ...จิ้นฝูตำหนิผม...แค่ฟังเฉยๆ ก็แทบอยากจะกระอักก้อนเลือนเสียเดี๋ยวนี้!

                “เสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้อยู่เห็นตอนอาเฟยโมโห คงจะน่ารักน่าดู...แต่ถึงจะน่ารักก็เถอะ ห้ามทำอีกนะ”

                “มะ...ไม่ทำอีกแล้ว...ว่าแต่น่ารักนี่มัน...”

                จิ้นฝูหัวเราะร่วนออกมาก่อนจะยกมือเรียวขึ้นป้องปากขำ เสียงหัวเราะนุ่มๆคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิดังก้องไปก้องมาอยู่ในหอตำรา พัดพาความคิดฟุ้งซ่านและความขุ่นเคืองใจของผมไปจนหมดสิ้น ผมนอนมองเขาหัวเราะ ในใจก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย...คนอะไร ยิ้มทีโลกก็สดใสไปหมด

                “วันนี้ไปไหนมา เล่าให้ฟังบ้างสิ” ผมถามเสียงเบา

                “วันนี้ตามท่านหมอไปดูคนไข้คนหนึ่งแถวนอกด่านเมือง เขานอนปวดหัวมากหลายวันแล้ว อากาศร้อนอบอ้าว เลือดกำเดาไหลไม่หยุดเลย ดวงตามีจุดสีแดง เขาวิตกมาก หาหมอมาหลายคนแล้วก็รักษาไม่หายเสียที พอท่านหมอกับข้าไม่ถึงก็ช่วยกันจับจุดชีพจร ตรวจสมดุลชี่...อ๊ะ ข้าเป็นคนมอบยาสมุนไพรให้เขาด้วยนะ ข้าให้โสมแดงเขาไป ส่วนพวกยาลูกกลอนที่เหลือท่านหมอเป็นคนจัดการ”

                ดูจากอาการเทียบเคียงจากโลกของผม ผมเดาว่าคนป่วยคงเป็นความดันโลหิตสูง...พอได้ยินจิ้นฝูมอบโสมแดงให้ไป ผมก็ยิ้มเผล่ออกมาด้วยความยินดี เขามอบสมุนไพรให้ถูกโรคถูกคน อย่างน้อยก็คงช่วยบำรุงเลือด และลดน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยไปได้บ้าง

                “แล้วจากนั้นท่านหมอกับข้าก็ไปเก็บเหง็กเต็ง (ไผ่หยก) ที่ป่าไผ่กันต่อ ท่านหมอบอกว่าไผ่หยกที่เหอหนานดีที่สุด ไว้จะพาข้าไปเก็บ...แต่ว่าข้ายังไม่อยากไปหรอก ก็ยังอยู่กับอาเฟยไม่เต็มอิ่มเลยนี่นา หลับไปตั้งสามเดือน”

                ผมนอนยิ้มฟังน้ำเสียงเล็กเจื้อยแจ้วเล่านู่นเล่านี่ไม่หยุด จิ้นฝูดวงตาเป็นประกาย ลมหายใจอุ่นๆ จากใบหน้าที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ชวนให้หัวใจจักจี๋พิลึก

                “ข้าเก็บดอกเก็กฮวยมาฝากอาเฟยด้วยนะ ไว้พรุ่งนี้ยืมครัวท่านแม่ไปต้มกินกันเถอะ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาอาเฟยก็ตาแห้งๆ ข้าเป็นห่วง”

                “ตามใจเจ้า ขอให้เป็นของที่เจ้าหามา ข้ากินหมดทุกอย่างนั่นแหละ”

                “กินเก่ง” จิ้นฝูลอบยิ้มใส่ แล้วแอบฉวยโอกาสมาบิพุงผ่านเส้นเขนหนาๆของผมเบาๆ “มิน่าเล่าตอนกอดถึงได้เต็มไม้เต็มมือขึ้น”

                “เจ้าไม่ชอบหรือไง” ผมแอบทำหน้าบึ้งใส่ ผลคือจิ้นฝูฉีกยิ้มหวานซ้ำยังหัวเราะเสียงใสกว่าเดิม

                “ข้าเคยไม่ชอบเจ้าด้วยเหรอ”

                กลายเป็นผมที่หน้าเห่อร้อนแล้วทำตัวไม่ถูกเอง จิ้นฝูดูพออกพอใจมากที่แกล้งแหย่ผมสำเร็จ เลยปราดเข้ามากอดผมแล้วลูบหลังกล่อมให้นอน นายเทวดาน้อยกลัวผมงอนเขาจริงจัง เลยยังทำเสียงออดเสียงอ้อนใส่ไม่หยุด ถึงขนาดถามว่าให้ร้องเพลงกล่อมนอนไหมเลยทีเดียว

                มีหรือผมจะปฏิเสธ รีบพยักหน้ารับเร็วรี่ นอนจ้องจิ้นฝูจากในความมืดด้วยสีหน้าตั้งใจ ผมเคยได้ยินเสียงจิ้นฝูฮัมเพลงตอนอ่านตำราสมุนไพร เสียงของเขาทั้งหวานทั้งใส เพราะเสนาะหูเหมือนเสียงขับกล่อมของนกไนติงเกลงั้นแหละ

                ดวงจันทร์ลอยเด่น ขับให้บรรยากาศข้างในหอตำราอบอวลไปด้วยความอบอุ่น เสียงเพลงขับกล่อมเด็กเพลงหนึ่งดังขึ้นมาแทรกผ่านความมืดแสนอ่อนโยน ... นอนไม่หลับก็มีคนมานอนร้องเพลงให้ฟัง อยากจะยึดตัวเขาไว้แล้วให้ร้องเพลงแบบนี้ให้ทุกคืน...แต่มันก็คงเป็นคำขอที่ดูเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อย ปกติจิ้นฝูจะนอนห้องถัดจากหลิ่วก้านลู่ นายหมอคนนั้นชอบลากจิ้นฝูออกไปตระเวนหาผู้ป่วยรักษาอยู่เรื่อยๆ จิ้นฝูที่ตามไปเป็นศิษย์จึงต้องศึกษากับเขา บางวันก็ต้องค้างข้างนอก ถึงผมจะรู้สึกดีที่ว่าพอเขากลับมาเมื่อไหร่จะโผล่มาหาผมเสมอก็เถอะ...แต่พอหวนคิดถึงตอนอยู่บ้านกลางภูเขา ผมกับเขานอนด้วยกันตลอด หลังๆมานอนด้วยกันแทบทุกคืน มันก็อดเหงาไม่ได้พอยื่นมือไปคว้าไปเจอเขานอนซุกอยู่ใกล้ๆ

                จิ้นฝูจะต้องเติบโตขึ้น...เรื่องนี้ทำให้ผมทั้งเหงาทั้งดีใจไปพร้อมๆกัน

                .....................

                .......

 

                “ไม่”

                ทั้งห้องประชุมถึงกับเงียบฉี่ ผมนั่งกระดิกหางฟูๆด้วยความอดทน นี่ก็ประชุมพรรคมาตั้งแต่ยามห้า (7.00-8.59) จนตอนนี้ยามเจ็ด (11.00-12.59) แล้วนะ ไอ้เจ้าท่านชายบนเก้าอี้รองประธานก็ยังนั่งหน้าตึง ยืนยันการไม่เข้าร่วมพิธีใดๆทั้งสิ้น

                หิวข้าววววววว

                “มันเป็นพิธีการสำคัญสืบทอดมาแต่โบราณ...ท่านชายน้อยโปรดให้ความร่วมมือด้วย!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งในพรรคอสูรที่แก่รุ่นทวดถึงกับก้มหัวขอร้อง แต่ไอ้เจ้าคุณชายปีจอก็ยังนั่งคอแข็ง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอีกตามเคย

                ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ของมาแล้ว เสื้อมาแล้ว วันกำหนดฤกษ์ยามทุกอย่างมาแล้ว...ติดแค่เขา เขาคนเดียว เด็กผีไม่จบสิ้น

                ผมนั่งนับจำนวนเฉพาะในใจไปพลางแคะขี้ฟันไปพลาง พอคิดถึงท่าทีเร่งรีบของจิ้นฝูที่ต้องออกไปตรวจคนไข้กับหาสมุนไพรป่าตอนเช้ากับหลิ่วก้านลู่ ในใจผมก็ห่อเหี่ยวเหมือนต้นไม้เฉาๆไม่มีน้ำ ถึงผมจะถูกเขาหอมแก้มไปแต่มันไม่พอ ผมอยากฟัดเขา! ต้องการที่จะฟัด! คิดภาพรอยยิ้มสวยๆกับมือที่ยกโบกลาผมก็รู้สึกซึมจนไม่อยากขยับไปไหน ให้ความร่วมมือมาเข้าประชุมพรรคเพราะเห็นแก่หน้าเหลียงจิวซินก็ยังต้องมาปวดประสาทกับท่านชายน้อยอีก หมิงเล่อแอบจิ๊กขนมเปี๊ยะมายัดใส่มือผมแล้วก็หลบไปกินข้างๆ มองสถานการณ์ตึงเครียดรอบๆด้วยสีหน้ามึนๆ

                “ถ้าท่านชายน้องเข้าพิธีล่ะก็...พวกพรรคอริต่างๆต้องเกรงกลัวพวกเราแน่ โดยเฉพาะพรรคเซียนสวรรค์! เราจะปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้หลุดลอยไปไม่ได้นะขอรับท่านชายน้อย”

                “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เข้าพิธีกันเองสิ” เหลียงหลวนเซียนกอดอกสะบัดหน้า

                “คนที่ร่วมพิธีได้มีเพียงท่านชายน้อยเท่านั้น ท่านชายน้อยต้องเป็นผู้นำรุ่นถัดไป”

                “ข้าไม่ทำ! แล้วข้าก็ไม่อยากเป็นประมุขพรรคอสูรด้วย”

                “หลวนเซียน!” เหลียงจิวซินถึงกับนั่งไม่ติดเบาะ ลุกพรวดขึ้นชี้หน้าลูกชายด้วยความโมโห “ข้าชุบเลี้ยงเจ้ามาเพื่อก้าวขึ้นเป็นประมุขพรรค เหตุใดถึงได้ทำตัวจองหอง มองข้ามหัวสมาชิกในพรรค!

                “ไม่มีใครฟังข้า!” เหลียงหลวนเซียวลุกขึ้นตวาดตอบ “เช่นนั้นทำไมข้าต้องฟังพวกท่าน”

                เพียะ!

                ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบภายในเวลาหนึ่งวินาที ผมนั่งตัวเกร็งมองภาพสองพ่อลูกทะเลาะกันเงียบ ประมุขพรรคมารทนคำพูดอวดดีของลูกชายไม่ไหวเลยตบหน้าสั่งสอนเสีนฉาดใหญ่...จากประสบการณ์ที่ต่อสู้กันไปเมื่อวาน ผมรู้ดีว่าอย่างเหลียงหลวนเซียนน่ะหลบได้สบายอยู่แล้วแต่เขาก็ยังยืนนิ่งให้บิดาตบ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาหันไปตามแรง ข้างแก้มเนียนละเอียดขึ้นสีแดงเป็นปื้ดๆ

                “...ถ้าท่านพี่ยังอยู่ คงถูกใจมากกว่านี้”

                “หลวนเซียน”

                ท่านชายน้องพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาวิ่งไต่กำแพงหายออกจากห้องประชุมไป ทุกคนในที่นี้มีวรยุทธ์ และสามารถวิ่งตามท่านชายน้อยไปได้ แต่กลับไม่มีใครกล้าลุกวิ่งตามไป ได้แต่นั่งก้มหน้าด้วยสีหน้าทุกข์ระทม เหลียงจิวซินทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ประธานเหมือนคนหมดแรง

                “...ท่านประมุข” ผมเอ่ยเรียก “ท่านพี่นี่...ไม่ใช่เขาเป็นลูกคนเดียวเหรอ”

                เหลียงจิวซินแค่นยิ้วแล้วส่ายหน้า “เหลียงเหวินหลาง...ลูกชายคนโต ตอนนี้หลบหนีออกจากพรรค หายไปเกือบสิบปีแล้ว”

                ผมรู้สึกอับจนใจที่ถามออกไปด้วยความปากไว...มิน่าล่ะ ท่านชายน้อยถึงได้มีท่าทีต่อต้านมากแบบนี้ เพราะปัญหาครอบครัวเองเหรอเนี่ย ผมยังไม่ถามรายละเอียดหรือตื้นลึกหนาบางอะไรกับพี่ชายคนโตของเหลียงหลวนเซียน แค่ลอบมองสีหน้าทุกคนในที่ประชุมก็พอรู้ว่ามันเป็นเรื่องชวนอึดอัดใจมาก สุดท้ายไม่รู้ทำไมผมถึงได้เป็นคนลุกขึ้นยืน แล้วพูดว่า

                “ข้าจะไปหาท่านชายน้อย”

                ทุกคนมีสีหน้าตื่นตกใจ แต่ก็ยินดีอยู่ในที พากันพยักหน้าส่งเสริมเป็นการใหญ่

                ผมเดินขนพองออกมาจากที่ประชุม หันซ้ายแลขวา แล้วก็ใช้ความสามารถอสูรดักฟังเสียงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเสียงนั้นก็นำทางให้ผมโผล่ทะลุปราสาทมายังสวนอุทยานกว้างแห่งหนึ่ง ผมเดินเตร่ไปตามทางเดินปูหินจนถึงสระบัวที่มีบัวชมพูบานสะพรั่งเต็มผิวน้ำ ในสะเห็นปลามงคลเวียนว่ายกันมีชีวิตชีวา ตรงกลางเป็นศาลาน้ำ มีร่างในชุดสีดำใบหน้าหล่อเหลาคล้ายเทพเซียนคนหนึ่งนั่งเหม่อมองปลาในสระอยู่

                เขารับรู้ได้ว่าผมเดินไปหา แต่ก็ไม่ยักวิ่งหนี ยังคงจ้องมองปลาไม่สนใจผม

                “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วแท้ๆ ว่าถ้าหาปลาวิเศษมาไม่ได้ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” เหลียงหลวนเซียนเปรยเสียงแผ่ว

                ผมทรุดตัวลงนั่งไม่ใกล้ไม่ไกล เหลือบมองเขาแล้วก็หันไปมองปลาในบ่อบ้าง

                “ข้าหามันเจอแล้ว” ผมบอก “และข้าก็มอบให้คนอื่นไปแล้ว”

                “ลูกศิษย์หลิ่วก้านลู่น่ะเหรอ”

                “ใช่”

                “...”

                “...”

                ความเงียบก่อตัวเกิดขึ้น รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อยที่เจ้าเด็กปีจอไม่ด่าสาดเสียเทเสียเหมือนปกติเวลาเจอหน้ากัน ท่าทางการทะเลาะครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว

                “เฮ้ ท่านชายน้อย” ผมลองเรียกเขาดู อีกฝ่ายไม่มีท่าทีขยับเขยื้อน แต่ก็ไม่ได้ดูไร้ความสนใจซะทีเดียว ผมเลยสูดหายใจแล้วเอ่ยต่อว่า “ข้าฟังเจ้าพูดอยู่”

                “...อะไร”

                “ข้าบอกว่าข้าฟังเจ้าพูดอยู่”

                เหลียงหลวนเซียนทำหน้าพะอืดพะอมใส่ ผมเลยต้องอธิบายต่อ “ก็เจ้าบอกว่าไม่มีใครฟังเจ้าพูด ข้าก็ฟังอยู่นี่ไง”

                “งั้นฟังซะ ข้าเกลียดเจ้า”

                “ข้าเองก็เกลียดเจ้า”

                “เจ้ากลับมาทำไม”

                “ไม่ได้กลับมาหาเจ้า สบายใจได้ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องบังเอิญ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะถูกพามาที่นี่ ไม่ได้อยากกลับมาพบเจ้าแล้วทำให้เจ้าเดือดร้อน”

                “แต่ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ทุกคนพยายามดันเจ้ามาหาข้า อยากให้ข้าสนิทกับเจ้า ข้าไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนถูกจับคู่แบบนี้ ...เจ้ารู้หรือไม่ว่าพิธีเชื่อมจิตวิญญาณคืออะไร ชะตาของเจ้ากับข้าจะผูกติดกันไปชั่วชีวิต! เจ้าเข้าใจคำว่าชั่วชีวิตหรือไม่” เหลียงหลวนเซียนขึ้นเสียงใส่ผม แล้วลุกขึ้นผลุนผลันเดินออกจากศาลา “ยิ่งข้าหนีก็ยิ่งเจอ ทำไม...ทำไมเจ้าชอบมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าในเวลาแบบนี้ทุกที!

                ผมไม่เข้าใจคำว่า ทุกที ของเขาเอาซะเลย เพราะความทรงจำของอสูรมันหยุดลงตรงที่เขาปฏิเสธและทำร้ายจิตใจ ไม่มีอะไรเผยมากไปกว่านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่มองส่งร่างสูงโปร่งในชุดสีดำเดินจากไปเงียบๆ

                ...ดูท่าผมคงต้องหาทางติดต่อกับตาแก่เชี่ยซื่อเสวียนให้แก้ลิขิตชะตาโดนด่วนแล้วล่ะ...


_______________________________________________________________________________________

ง่วงมากกกกกกกกกกกกก


ถ้าเจอคำผิดอะไรขออภัยนะคร้าบบบบ

ไม่ไหวแหล่วววววววว เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มคำทักทายใหม่แล้วกัน

ฝันดีนะครับทุกท่าน

บายยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 447 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2117 ploymed (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 18:12
    อี้เฟยเป็นพี่ท่านชายน้อยหรือเปล่าเนี่ย
    #2,117
    0
  2. #2083 artificial_love (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 16:46
    คุณชายก็ชอบอาเฟยแต่ทำซึนป่ะเนี่ย
    #2,083
    0
  3. #1997 J'Sun (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 00:28

    บ่องตงนะคะ เราแอบชอบเคมีคุณชายกับอี้เฟยมากกว่านิสนึงงง เพราะชอบความรักแบบยากๆค่ะ งงมาก 5555555555555555

    #1,997
    0
  4. #1950 FernNAlls (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 21:52
    นี่อย่าบอกนะว่าคู่กับคุณชายจริงๆอ่ะ แง้ แล้วจิ้นฝูล่ะ เอาน้องไปไว้ไหนรนนนนนนน
    #1,950
    0
  5. #1930 ArunsiaLoof (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 18:31
    ชอบความมึนของหมิงเล่อ
    #1,930
    0
  6. #1804 อสูรเงาปีศาจ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 16:59
    อาเฟย หมิงเล่อ แมร่ง เจ้านายกับลูกน้องคู่นี้เข้ากันได้โคตรดี555555 ส่วนคุณท่านชายน้อยนี้ก็กระโดดไต่กำแพง ไต่หลังคาทุกที ค่าตัวแพ๊งแพง5555
    #1,804
    0
  7. #1783 Paperheart96 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 12:16
    จิ้นฝูน่ารักมาก อย่าให้อะไรมาทำร้ายจิตใจนางได้เลยเถอะ ขอรว้องงงงง TT
    #1,783
    0
  8. #1593 bb.smile (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:13
    มองอสูรตัวยักษ์ยังกะน้องแมว น้องกระต่าย งุ้ยยยย มีแต่จิ้นฝูคนเดียวล่ะที่ทำได้
    #1,593
    0
  9. #1435 ni_ky (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 15:13
    ชอบความที่ใครๆก็เอ็นดูน้องอสูรอ่ะ ทำให้นางดูแบบเป็นหมาปอมตัวเล็กๆไปเลย คือถามอสูรว่า ซนหรอ โอ้ยย น่ารักกมากก คือถามเหมือนหมาตัวเล็กๆที่แอบปัดแจกันแตกงี้ ทั้งๆที่ความจริงคืออสูรร่างยักษ์พังปราสาทเละอ่ะ งื้อออ น่ารักกก
    #1,435
    0
  10. #1241 bloodc2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:18
    ขำ 55555
    ยังไงจิ้นฝูก็พระเอก---
    #1,241
    0
  11. #962 ZeHn GungnanG (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 17:31
    ชอบความที่ทุกคนเอ็นดูอสูรอ่ะ นางดูตัวเล็กไปเลย555 ชอบหมิงเล่ออ่ะ ตลก55
    #962
    0
  12. #696 Phatranooch Piyanirun (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 10:10
    ขอบคุณค่ะ
    #696
    0
  13. #530 Sei-chan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 14:07
    เกาะเรือจิ้นฝูไว้!!
    #530
    0
  14. #479 ploybrf2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 18:49
    ใช่ๆๆๆๆๆๆ
    #479
    0
  15. #229 Blueheart (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:48
    อย่าเปลี่ยนเรือนะ พลีสสสส
    #229
    0
  16. #194 Narh_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 09:50
    งื้มๆ ท่านชายน้อยเป็นเด็กมีปมสินะ
    #194
    0
  17. #149 TheViper_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 10:21
    ถึงจะเห็นใจชายน้อยแต่ก็ยังคงอยู่เรือฝูน้อยเหมือนเดิม
    #149
    0
  18. #127 BenTo@Love.com (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 13:41
    เข้าใจความรู้สึกท่านชายน้อยนะ อารมณ์แบบเกลียดใครบางคนจนไม่อยากมองหน้าแต่เขาก็ยังเข้ามาใกล้อีก มันอึดอัดมากๆ สู้ต่อไปนะชายน้อย
    ปล ยังคงทีมจิ้นฝู
    #127
    0
  19. #67 NadeePanPop (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 20:29
    รอเลยยยย ชอบบบบบบบบ
    รออาเฟยเปลี่ยนร่างอยากรู้ว่าจะสนุกขนาดไหนนนนน555555
    #67
    0
  20. #66 เจ้าเอฟคุง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 01:51
    ชอบมากอ้ะ คือเรารอตอนอาเฟยเปลี่ยนร่างซึ่งก็ยังไม่มา ...
    #66
    0
  21. #65 อลิสแสบ>////< (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 06:56
    ทำไมอิจฉาอสูรที่ได้ฟังเพลงกล่อมก่อนนอนอะ น่ารักกกกก
    นายเอกเป็นอสูรจะกลับเป็นคนเมื่อไรอะรออออออออ
    #65
    0
  22. #64 ดารุมะ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 03:35
    ชอบมากค่าาา อ่านติดกันรวดเดียวเลย555 ติดตามนะคะ สู้ๆค่าาา><~
    #64
    0
  23. #63 //Amethyst// (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 22:04
    สนุกกกกกกก
    #63
    0
  24. #62 SoJamnongnok (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 22:49
    รอๆมาต่อเร็วๆน่ะ
    #62
    0
  25. #61 Pynca (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 22:24
    สนุกก รอๆๆๆ
    #61
    0