อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 8 : อสูรสู่พรรค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 430 ครั้ง
    3 พ.ย. 60

อสูรสู่พรรค

 

            ...ตัวผมกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางอากาศ พอเลื่อนสายตามองลงไปเบื้องล่างก็เห็นแต่พื้นสีขาวคล้ายกับปุยเมฆนุ่ม แสงสีทองสว่างเรืองรองอยู่แทบทุกที่ ส่องประกายกระทบกับดวงอาทิตย์ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวผมระยิบระยับแพรวพราว ผมลอยหวือเล่นไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนาน จนสุดท้ายก็ลอยมาไกลจนเจอวิมานเมฆหลังใหญ่โตโอ่อ่าหลังหนึ่ง ผมลอยเล่นวนรอบสิงโตน้ำพุด้านหน้าวิมาน มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งสวยสิ่งงาม ในหัวพลางตัดสินเอาว่าที่แห่งนี้คงเป็นสวรรค์ไม่ผิดแน่....

                นั่นแปลว่าผมตายแล้วอย่างนั้นสินะ

                ผมทรุดตัวลงนั่งข้างสิงโตน้ำพุ ถือวิสาสะแอบจุ่มเท้าเล่นน้ำ มองดอกบัวตูมสีชมพูเพลินตา ตอนนี้เท้าของผมกลับมาเล็กสวยเป็นเท้ามนุษย์เรียบร้อยแล้ว ผมตีขาในน้ำเล่น ชะโงกมองเงาของตัวเองผ่านผิวน้ำ...ใบหน้าแสนภาคภูมิใจของผมกลับคืนมาแล้ว ไม่ว่าจะเอียงหน้ามองไปทางไหนก็น่ารักสมใจ หน้าเล็กๆ ผิวขาวๆ แก้มแดงๆ และริมฝีบางบางกระจับ ไหนจะลำตัวอ้อนแอ้นแสนคิดถึงนี่อีก ผมในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในร่างอสูรขนฟูเป็นหมาปอมอีกต่อไป...ร่างกายไม่ใหญ่โต ใบหน้าไม่น่ากลัว สิ่งมีชีวิตที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่สัตว์ก็ไม่เชิงหายไปหมดแล้ว ไม่ต้องทุกข์ระทมว่าจะถูกใครเห็นแล้วร่ำไห้อีกต่อไป...ในตอนนี้ผมตายแล้ว และก็กลับเข้าสู่สภาพเดิมของวิญญาณเสียที

                แต่ทำไมถึงไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างที่คิดไว้กันล่ะ....ผมตีขาในน้ำพุเล่น มองหยดน้ำใสที่เกาะพราวบนผิวขาวๆแล้วไหลลงกลับเข้าผืนน้ำไปหยดแล้วหยดเล่า ในห้วงความทรงจำนึกย้อนไปยามบุกตะลุยไฟเข้าช่วยจิ้นอวี๋

                เจ้าอสูรนั่นก็ออกจะแข็งแกร่งแท้ๆ ทำไมถึงได้แพ้ไฟธรรมดากัน ขนของอสูรโดนไฟเพียงนิดก็ติดพรึบพรับจนเนื้อสุกไปหมด ความหนาของขนไม่ได้ช่วยให้ผิวเนื้ออ่อนด้านในของอสูรปลอดภัยเลยสักนิด ดูจะเป็นตัวจุดชนวนเชื้อเพลิงให้โหมกระหน่ำหนักข้อกว่าเดิมเสียมากกว่า ผมบุกฝ่าซากไม้ที่ถล่มเพราะไฟและเพลิงโชติจนไปถึงตัวจิ้นอวี๋...ตอนที่คว้าตัวนางไว้ได้แล้วและกำลังจะกลับออกไป ในใจดันคิดถึงดอกไม้ดอกหนึ่งที่จิ้นฝูมอบให้ผมเอาไว้...ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ ทำให้ผมตัดสินใจบุกฝ่ากองเพลิงเข้าไปหาตำรายาสมุนไพรที่มีดอกไม้แห้งดอกหนึ่งเสียบเอาไว้ นั่นทำให้ผมถูกไฟครอบจนแทบประคองสติไม่อยู่

                คิดไปก็รู้สึกว่าตนเองโง่งมเหลือเกินที่ลุยเพลิงเพื่อดอกไม้ดอกเดียว ...แต่ดอกไม้นั่นก็สำคัญมาก สำคัญจนผมคาดไม่ถึง เพียงเพราะมันมาจากเด็กหนุ่มผู้นั้น ผมก็ยอมละทิ้งชีวิตเพื่อไปทวงดอกไม้กลับคืนมาจากเพลิงที่กำลังลุกไหม้แทบทุกทิศ

                ผมชักฝ่าเท้าบางออกจากบ่อน้ำพุ แล้วหมุนตัวไปอีกทาง นั่งเหม่อมองบรรยากาศสิวิไลรอบข้างแล้วก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมา จะว่าเสียใจก็ไม่ใช่ ทุกข์ใจก็ไม่เชิง...มันว่างเปล่าไปหมด ผมทะลุมิติไปเข้าร่างอสูรตัวที่ทั้งพละกำลังและความสามารถเหลือล้น ช่วยชีวิตคนดีทั้งสองคนเอาไว้ ได้ลูกศิษย์ซื่อบื้อมาคนหนึ่ง ลุยป่าทำสวนสร้างบ้าน ทำงานจับพลั่วจับดินท้าแดดท้าลมอย่างที่ตัวเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน  หากเป็นผมในร่างมนุษย์คงทำไม่ได้...คิดไปคิดมา การทะลุไปอยู่ในร่างของอสูรน่าเกลียดก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องแย่เสียทีเดียว

                ป่านนี้จิ้นฝูจะเป็นยังไงบ้างนะ เขาเป็นคนจิตใจอ่อนไหว...หากไม่ร้องไห้จนตาบวมก็คงดี

                “นั่น...ใครน่ะ!

                จู่ๆผมก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งโวยวายดังมาจากข้างหลัง เขาใส่เสื้อเหมือนขุนนางขั้นหนึ่งยังไงยังงั้น เสื้อสีแดงปักลายเมฆมงคลสวยงามตระการตา หมวกที่ใส่อยู่ก็สูงปรี๊ด ท่าทางเป็นชายแก่หนวดยาวขี้โวยวายมากคนหนึ่ง ผมหยัดกายลุกขึ้น เพียงพริบตาทีเดียวร่างของชายแก่คนนั้นก็เข้ามาประชิดตัวผม สีหน้าโมโหโกรธจนแดงจัด ผลักอกผมให้ถอยห่างออกไปแล้วโวยวายเสียงดังว่า

                “อย่ามาเข้าใกล้น้ำพุศักดิ์สิทธิตามใจชอบ!

                ...ก่อนจะก้มลงกวักน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่....ผมมองตาค้าง แอบยกเท้าขึ้นเช็ดกันเบาๆอย่างไม่กล้าสบตา... “วันนี้น้ำรสชาติปะแล่มๆ”

                “เอ่อ ท่านเป็นใครน่ะ” ผมรีบเบี่ยงประเด็นทันควัน เมื่อรู้ตัวว่าเผลอใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ล้างเท้าไป...ไม่มีใครเห็นใช่ไหม ไม่มีใครเห็นหรอกน่า สวรรค์ไม่มีกล้องวงจรปิดสักหน่อย!

                ชายแก่คนนั้นลูบเคราพลางเอียงคอมองหน้าผมเป็นการใหญ่ แต่แล้วก็เบิกตาโตกว้างจนแทบเหลือกถลนออกมานอกเบ้า นิ้วเรียวเหี่ยวๆยกขึ้นชี้หน้าผมขึ้นลง

                “จะ...เจ้า! หรือว่าจะเป็นอี้เฟย!

                ผมผงะเล็กน้อยแต่ก็ยกยิ้มตอบไป แต่ทว่ายิ่งผมยิ้ม ตาแก่คนนั้นยิ่งทำหน้าทำตาราวกับเห็นปีศาจมายืนแยกเขี้ยวใส่หน้า...จะบ้าหรือไง! น่ารักขนาดนี้น่ากลัวตรงไหน อุตส่าห์กลับร่างเดิมแล้วไม่ได้อยู่ในร่างอสูรหมาปอมสักหน่อย ผมแอบเจ็บจุกในใจเล็กๆ แล้วสาวเท้าเดินเข้าไปหาชายแก่ด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม

                “ท่านรู้จักผมด้วย”

                “สวรรค์ลงโทษข้าแล้ว! อย่าเข้ามานะ” ตาแก่หนวดยาวรีบถดร่างถอยหนี แต่ก็ไม่ทันฝ่ามือของผมที่รวบหนวดเขามาไว้ได้แล้วดึงตาแก่ให้ถดกลับมาใหม่ คราวนี้ลองทำหน้าตาโมโหหงุดหงิดใส่เต็มที่ เผลอยกปากขึ้นขู่แยกเขี้ยวเหมือนตอนอยู่ร่างอสูรอย่างเคยชิน ตาแก่คนนั้นกลัวไหล่สั่น รีบยกมือขึ้นบังหน้าผมแล้วผินหน้าไม่อยากมอง “ยะ อย่าทำข้า! กลัวแล้ว...”

                “นี่มันอะไรกันหา! ท่านรู้จักผมได้ยังไง ที่นี่ที่ไหน ตอบมานะ!

                “ได้ๆ เอาหน้าเจ้าออกไปก่อนสิ” ชายแก่หลับตาปี๋ หยดน้ำตาเล็กๆเกาะพราวตรงหางตา ผมเริ่มเหมือนกำลังรังแกคนแก่เลยยอมปล่อยมือออกจากหนวดของเขาแล้วกอดอกมองหน้านิ่ง ทำตัววางท่าใหญ่โตเต็มที่ทั้งที่ตอนนี้ตัวผมก็หดเหลือนิดเดียว ไม่ได้ตัวใหญ่ยักษ์เช่นอสูรอีกแล้ว “

                “เร็วเข้า!” ผมเร่ง

                “ก็กำลังจะอธิบายอยู่นี่ไงล่ะ...ข้ามีนามว่าเชี่ยซื่อเสวียน เป็นหนึ่งในเทพที่ทำงานลิขิตดวงชะตาของมนุษย์...แล้วเมื่อไม่นานมานี้...เอ่อ เกิดอุบัติเหตุบางอย่าง ลิขิตชะตาของเจ้าที่สมควรจะตายไปพร้อมกับคู่ดันเชื่อมกับชะตาของอสูรตนหนึ่งในต่างมิติเข้า”

                “แล้วยังไงต่อ” ใจผมเต้นระทึกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จ้องมองตาแก่หมวกสูงตรงหน้าคาดคั้น

                “ก็ไม่ยังไง ชะตาของเจ้ากับมนุษย์อีกคนนั้นขาดลงแล้ว เจ้าได้เข้ามามีชีวิตต่อในร่างอสูร และต้องใช้ชีวิตเป็นมัน เชื่อมชะตากับคู่ใหม่”

                “เดี๋ยว” ผมยกมือปรามห้ามด้วยความสับสน...เขากำลังพูดอะไรอยู่กันแน่ “เชื่อมชะตากับคู่ใหม่...คู่ใหม่ที่ว่านี่ไม่ใช่หยางหมิงใช่ไหม”

                “แน่นอนว่าไม่ใช่” ชายแก่ลูบเคราตอบเสียบเนิบนาบ “แม้ตอนนี้วิญญาณเจ้าจะยังเป็นอี้เฟย แต่ร่างเนื้อของเจ้าเสียหายไปมากแล้ว เจ้าจำต้องมีชีวิตต่อในฐานะอสูรมารดำในตำนานของพรรคอสูร เพื่อสานต่อคำขอของมันที่ได้วิงวอนต่อสวรรค์ให้สำเร็จ”

                “อสูรมารดำ?...วิงวอนอะไรกับสวรรค์”

                ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของกาลเวลามีท่าทีอ่อนลงเล็กน้อย ชายแก่ผู้นั้นหลุบดวงตาลงต่ำ สีหน้าดูโศกเศร้าสงสารอย่างไม่ปิดบัง

                “มันปรารถนาจะมีความรัก”

                “อสูรตัวนั้นน่ะเหรอ” ผมแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ฟัง พอลงนึกย้อนความทรงจำไปก็พบแต่ว่ามันกิน กิน กินอย่างเดียวไม่ใช่เรอะ! แล้วมันจะไปอยากมีความรักตอนไหนกัน....แต่แล้วผมก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ เจ้าอสูรจมน้ำตายเพราะต้องการปลาวิเศษไปมอบให้ใครคนหนึ่ง ที่แค่คิดจะขุดคุ้ยขึ้นมาหัวก็ปวดจวนเจียนระเบิด ผมนิ่งอึ้ง มองชายแก่ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

                “เดิมทีอสูรไม่ควรจะตกหลุมรักมนุษย์...มันหลงรักสิ่งที่ไม่ควรหลงรักเข้า แต่รูปกายของมันก็ทำให้คนผู้นั้นหวาดกลัว หนีมันครั้งแล้วครั้งเล่า มันจึงได้ขอร้องวิงวอนต่อสวรรค์ ยอมแลกซึ่งทุกอย่างเพื่อจะได้กลายเป็นมนุษย์...เฝ้าวิงวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี...สิบปี...สิบๆปี...แล้วคำขอของมันก็ทำให้เทพเจ้าบนสวรรค์เห็นใจ ยอมขัดขืนลิขิตชะตาเปลี่ยนให้มันเป็นมนุษย์ แต่ทว่าดวงชะตาของเจ้าอสูรอยู่ในความดูแลของข้า เพราะฉะนั้นตอนที่ต้องเปลี่ยนชะตาให้เจ้าอสูร ข้าถึงได้วุ่นวายมือเป็นระวิง”

                “แล้ว....” ผมพยักหน้าฟังอย่างตั้งใจ

                “เกิดความผิดพลาดขึ้น ในวันที่เจ้าอสูรต้องกลายเป็นมนุษย์ มันได้จมน้ำตายไป แล้วก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับตอนที่เจ้าวิญญาณหลุดออกจากร่างพอดิบพอดี วิญญาณของเจ้าซึ่งเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิที่เจ้าอสูรปรารถนาอยากจะเป็นจึงดึงดูดเจ้าให้เข้าร่างของมัน”

                ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว สาเหตุที่ผมมาที่นี่ เข้าร่างของมัน ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พอได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างของอสูรที่ผมเอาแต่ก่นด่าว่าเห็นแก่กินก็บังเกิดความรู้สึกผิดท้วมท้นใจ มันเพียงแค่หลงรักคนผู้หนึ่งเท่านั้น....แต่เพราะมันเป็นอสูรร่างสีดำตัวใหญ่ มันจึงถูกมนุษย์คนนั้นปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะเป็นอสูร มันก็ไม่มีสิทธิ์มีความรักหรือยังไง ผมที่อยู่ในร่างมันมาร่วมหลายเดือดกล้ำกลืนความรู้สึกขมขื่นฝืดฝาดลงคอ อย่าว่าแต่มันเลย...ขนาดครั้งแรกจิ้นฝูเจอผม เขายังร้องไห้ฉี่แตกด้วยซ้ำ ไม่ต้องคิดถึงเจ้าอสูรที่ไม่ได้มีสำนึกสามัญของมนุษย์ คงโดนกรีดร้องใส่ปานเห็นภูตผีแล้วสลบเหมือดไปกันหมดแน่

                “แล้ว...ผมควรทำยังไงต่อไป ผมตายไปแล้ว ช่วยอะไรมันไม่ได้แล้ว”

                “ได้...ลิขิตสวรรค์อวยพร ชะตาของเจ้าอสูรยังไม่ขาด” เชี่ยซื่อเสวียนบอกผมเสียงหนักแน่น เขาเดินมาจับสองไหล่บางของผมแน่น “ตอนนี้เป็นเพราะมันบาดเจ็บหนัก วิญญาณเจ้าถึงได้กระเด็นออกมา แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้มันได้รับการรักษาแล้ว”

                “ผมต้องทำอะไรบ้าง”

                “ตามหารักแท้ของอสูร...ไม่สิ ของเจ้าเสีย แล้วก็กลายเป็นมนุษย์!

                “หะ...หา” ผมเลิกคิ้วแล้วหลุดเสียงเหลอหลาออกไป แรงบีบของไหล่พลันหนักหน่วงขึ้น “หมายความว่าให้ผมตามหาคนที่อสูรเคยตกหลุมรักเหรอ!

                “ก็ทำนองนั้น”

                “หาเจอแล้วยังไงต่อ ผมต้องรักกับคนคนนั้นเหรอ...ลุง เดี๋ยว ลุง!

                ผมยังถามอะไรไม่ทันกระจ่างดี ร่างของผมก็ค่อยๆลอยหวือขึ้นท่ามกลางอากาศ ก้มลงมองเห็นด้ายสีแดงพันรอบเอวตัวเองอยู่ ผมเงยหน้ามองเชี่ยซื่อเสวียนเลิ่กลั่ก พยายามแหกปากตะโกนเรียกแต่ก็เหมือนจะไม่มีเสียงอะไรหลุดลอดออกมาจากคอเลย บ้าน่า! แบบนี้ไม่เอานะ ใครจะไปอยากรักกับคนที่เคยสลัดหัวใจอสูรหมาปอมครั้งแล้วครั้งเล่ากันล่ะ! ผมดิ้นขลุกขลัก ทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางแกะด้ายสีแดงที่รัดเอวตัวเองไว้ออกเพื่อไปคุยกับตาลุงเชี่ยซื่อเสวียนใหม่ คลุมถุงชนแบบนี้ไม่เอา ไม่ยอม!

                แต่ยังไม่ทันได้แกะด้ายสำเร็จ ร่างบางๆของผมก็ถูกด้ายสีแดงจอมบงการดึงหวือกลับเข้าสู่พื้นโลก ผมหลับตาแน่น ในหัวพลันได้ยินเสียงคล้ายของหนักกระแทกกันอย่างแรงในศีรษะ แล้วหลังจากนั้นความเจ็บก็ประดังประเดเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก

                .....................

                ...

 

                “แฮ่ก!!

                ความรู้สึกแสนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง ผมลืมตาสีอ่อนแสงโพล่ง อ้าปากพะงาบๆ กอบโกยเอาลมหายใจเข้าไปให้ได้มากที่สุด รู้สึกเหมือนตัวเองจมน้ำอีกครั้ง ปอดทั้งสองข้างเจ็บระบมเสียดแสดไปหมด แต่เส้นเสียงใหญ่แหบก็ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองได้ถูกดึงกลับมาอยู่ในร่างอสูรหมาปอมเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องเมื่อครู่ที่ไปทัวร์สวรรค์ เอาเท้าแช่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ มีตาแก่ซื่อเสวียนมาโวยวายแล้วเล่าสาเหตุที่ผมหลุดมาที่นี่ให้ฟังยังแจ่มชัดอยู่ จะอย่างไรนั่นก็ไม่ใช่ความฝัน ผมหอบเหนื่อยอย่างอ่อนล้า

                 พลันรู้สึกเหมือนมีดวงตากลมโตกำลังจ้องมอง ผมเหลือบไปตามสัญชาตญาณ ก็เห็นจิ้นฝูน้อยยืนตกตะลึงอยู่หน้าประตู...เขาค่อยๆฉีกยิ้มกว้าง น้ำตาสองสายไหลเอ่อออกมาจากนัยน์ตางาม สองเท้าเล็กวิ่งปร๋อพุ่งเข้ามากอดผมทันที

                “อาเฟย!!

                แม้จะเจ็บระบมไปหมดทั้งร่าง แต่ผมก็ยังหยัดกายขึ้นกึ่งนั่งแล้วอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแน่นบนตัก จิ้นฝูสะอื้นจนตัวโยน เขาผละออกมามองหน้าผมแล้วกอดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับกลัวผมจะสลายหายไป

                “อาเฟยยังไม่ตาย...อาเฟยยังไม่ตาย...ฮึก ดีจังเลย ดีที่สุดเลย”

                ใบหน้าเล็กซุกไซร้อยู่ตรงซอกคอ ไม่รู้เพราะคิดถึงผมมากหรือยังไง ถึงได้ใจกล้าบุ่มบ่าม ประคองใบหน้าผมแล้วบรรจงหอมซ้ายขวาเป็นการใหญ่ ผมตัวแข็งทื่ออย่างไม่อาจห้ามใจไหว รวบร่างเล็กที่นั่งคร่อมอยู่บนตักมากอดแน่น แล้วถูไถหน้าตัวเองไปกับลำตัวเล็กเหมือนแมวกำลังออดอ้อน ดีจริงๆที่ได้กลับมาพบหน้าจิ้นฝูอีก เพียงได้พบเขา จิตใจว้าวุ่นปั่นป่วนก็ได้รับการเยียวยา ความรู้สึกอบอุ่นวูบวาบในหัวใจไปมา ผมลอบคิดอย่างตื้นตัน สองสายตามนุษย์กับอสูรประสานกันเนิ่นนาน

                “ตอนอยู่กลางกองเพลิง ข้าเอาแต่คิดว่าถ้าได้พบเจ้าอีกสักครั้งก็คงดี” ผมพูดเสียงเครือ

                “ข้าเองก็เหมือนกัน...ตอนออกจากบ้านไปก็เอาแต่คิดถึงอาเฟย คิดว่าถ้าตัวเองไม่เติบโตกลับมาอย่างชายชาตรี จะไม่มีหน้ามาพบอาเฟยอีก ในใจข้ามันก็สับสนไปหมด...ยิ่งมาเห็นตอนอาเฟยถูกไฟครอก ข้าก็ยิ่งได้แต่คิดว่านับแต่นี้คงมีชีวิตโดยไม่มีหัวใจเสียแล้ว”

                เขาจะรู้หรือเปล่าว่านั่นเป็นคำสารภาพรักที่มีพลังทำร้ายแรงสูงมาก...ผมแทบอยากจะกระโจนหนีออกไปจากเตียง แล้วไปตะโกนกู่ร้องแหกปากแก้เขินเสียงดังๆที่ไหนสักแห่ง แต่เพราะทำไม่ได้เลยเพียงแต่ซุกใบหน้าเห่อร้อนเอาไว้ที่ไหล่บางๆของจิ้นฝูเท่านั้น จมูกเจ้าอสูรสูดฟุดฟิด ดมกลิ่นกายหอมกรุ่นของนายเทวดาน้อยด้วยความคะนึงหา สัมผัสได้เบาๆว่าจิ้นฝูเองก็สูดดมกลิ่นเจือจางของผมอยู่แถมข้างใบหูเช่นกัน

                สองคนหอมกันนัวเนียไปมา ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงฝีเท้ากำลังเดินเข้ามาใกล้ประตู ผมกับจิ้นฝูจึงจำต้องผละร่างห่างจากกันด้วยสายตาตัดพ้อเสียดายทั้งคู่ แต่เพราะเช่นนั้นผมจึงได้สังเกตรอบข้างอย่างละเอียดอีกที...ในตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในเรือนไม้กลางเขาอีกต่อไป แต่ดันมานอนแผ่อยู่บนเตียงขนาดโคตรคิงไซส์สี่เสาที่มีม่านมุขระย้าตกแต่งหรูหราอยู่ต่างหาก ภายในห้องผนังฉลุลายดอกบัวสวยงาม ปลาที่แหวกว่ายอยู่บนผนังคล้ายจะมีชีวิตกระโดดออกมาดิ้นได้อย่างไรอย่างนั้น เครื่องเรือนก็ใช่จะธรรมดา ทุกอย่างมีขนาดใหญ่เป้ง เหมาะสำหรับอสูรตัวโตอย่างผมเป็นที่สุด ทุกอย่างก็ดูจะทำจากไม้ชั้นดี บรรจงแต่งแต้มลายสวยสด หนำซ้ำยังมีคันฉ่องอันบะเริ่มเอาไว้ให้ผมส่องขนฟูๆของตัวเองอีก...

                เดี๋ยว....ขนฟูๆ ทำไมขนฟูๆของผมถึงได้หยิกหย็อยน่าเกลียดแบบนี้กันล่ะนี่!!!

                พระเจ้าจีซัส! จากหมาปอมกลายเป็นพุดเดิ้ลไปแล้ว อ้ากกกกกกก

                “ฟื้นแล้วรึอสูรมารดำ”

                เสียงของผู้มาเยือนคนใหม่ทำให้ผมจำต้องกล้ำกลืนสภาพขนหยิกชวนน้ำตานองหันมามองต้อนรับ คนมาใหม่คนนั้นเป็นหนุ่มหล่อผมยาวที่รวบผมเป็นมวยอย่างประณีตไว้ใต้ท้ายทอยพอดิบพอดี เขาสวมชุดสีดำล้วนแต่ใส่ทับด้วยเสื้อสีขาวไม่มีลวดลายใดๆ หน้าตาเองก็นับว่าหล่อเหลา คิ้วเข้มดกดำยกเฉียงขึ้นอย่างผู้มีอำนาจ จมูกเชิดรั้น มุมริมฝีปากหยักตกทำให้ดูเหมือนคนหน้าบึ้งตลอดเวลา

                “ท่านหมอ” จิ้นฝูยิ้มแล้วปีนลงจากเตียงไปรับกระเป๋ายาจากชายหน้าบึ้งมาถือไว้

                ผมลอบมองทั้งคู่ แอบรู้สึกหึง(ไม่นิด)ตอนที่จิ้นฝูหันไปส่งยิ้มสดใสให้เขา...บ้าเอ๊ย ใจผมกำลังร้องไห้! แล้วอะไร ทีเรียกผมทำหน้าอย่างกับคนท้องผูก แต่พอจิ้นฝูเรียกท่านหมอเสียงหวานคำเดียวดันก้มลงยิ้มให้นายเทวดาน้อยซะอย่างนั้น คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง...ก็หล่อหรอก แต่สู้ผมตอนเป็นมนุษย์ไม่ได้! ถึงผมไม่หล่อแต่หน้าตาดีกว่าแน่นอน หึ

                “ข้ามีนามว่า หลิ่วก้านลู่ เป็นหมอประจำพรรคอสูร ยินดีที่ได้พบอสูรมารดำในตำนาน” 

                ผมมองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว แต่ก็ยอมก้มหัวตอบรับ ราวกับเห็นเส้นสายฟ้าฟาดเปรี๊ยะๆระหว่างผมกับนายลู่คนนั้น แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นหมอ ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะเป็นคนรักษาเจ้าอสูรเอาไว้ แม้จะแอบไม่ชอบหน้า แต่ความดีก็คือความดี บุญคุณก็เป็นบุญคุณด้วยเช่นกัน ผมยอมลดทิฐิในใจลง แล้วเอ่ยถามไปอย่างเป็นมิตรที่สุด

                “ท่าหมอหลิ่ว ช่วยอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ได้ไหม”

                “ได้สิ จิ้นฝู ไปยกเก้าอี้มาให้ข้า”

                “ได้ขอรับ”

                ผมแอบเบิกตาโตมองจิ้นฝูที่เดินแบกเก้าอี้ตัวใหญ่เป้งมาปรนนิบัตินายหมอวางมาดคนนั้น ระหว่างที่ผมหลับไปเกิดอะไรขึ้นบ้างเนี่ย ทำไมจิ้นฝูน้อยถึงได้กลายเป็นคนใช้ตาหน้าบึ้งคนนี้ไปแล้วล่ะ! ผมเข่นเขี้ยวฟันเงียบๆ เริ่มไม่อยากผูกไมตรีขึ้นมาซะดื้อๆ

                พอได้เก้าอี้มานั่งปุ๊บ นายหมอก็สะบัดเท้าขึ้นนั่งไขว้ขาวางมาดราชินีทันควัน หมั่นไส้นัก...ว่าไปผมจะมาทำตัวงี่เง่าแบบนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมาล่ะเนี่ย ใจเย็นไว้สิอาเฟย ทำตัวแบบนี้นิสัยไม่ดีเอาซะเลย

                จิ้นฝูขยับไปยืนสงบเสงี่ยมด้านขวามือหลิ่วก้านลู่ พลางแอบส่งยิ้มเล็กๆให้กับผม

                “ท่านหัวหน้าพรรคอสูรเหลียงจิวซินได้กลับมาจากการประชุมยุทธภพ โดยได้แบกหามร่างอสูรมารดำในตำนานสภาพไหม้เกรียมกลับมาด้วย พร้อมกับสตรีหนึ่งคน เด็กหนึ่งคน และชายอีกหนึ่งคน”

                แล้วทำไมพอตอนบอกเด็กหนึ่งคนต้องหันไปยิ้มหวานใส่จิ้นฝูไม่ทราบ...ผมกดใจที่เต้นตุบๆในอก แม้ว่าตอนนี้สำนึกจะรู้ว่ากำลังหวงอย่างงี่เง่าก็ไม่ทันเสียแล้ว

                ผมไม่อยากให้ใครมาเห็นความน่ารักของเขา ความรู้สึกเห็นแก่ตัวแบบนี้จุกอกจนทรมานกว่าโดนไฟเผาซะอีก

                “งั้นที่นี่คือพรรคอสูร?” ผมถาม หลิ่วก้านลู่พยักหน้าช้าๆ

                “ถูกต้อง ยินดีต้องรับคืนสู่บ้าน อสูรมารดำ”

                ผมหันมองเขาสลับกับจิ้นฝูด้วยความงุนงง จิ้นฝูทำเพียงยิ้มน้อยๆ แล้วคอยช่วยเหลือหลิ่วก้านลู่รักษาผม ท่าทางจิ้นฝูดูคล่องแคล่ว เหมือนกับช่วยงานชายผู้นี้มาจนคุ้นมือแล้ว ผมถูกเจ้าหมอจับฝังเข็มไปทั่วร่างจนพรุนไปหมด ตอนแรกก็รู้สึกตึงๆอยู่บ้าง แต่พอถูกหลิ่วก้านลู่จิ้มไปได้สักพัก ระบบเลือดในกายก็ไหลเวียนไปทั่วร่าง ความรู้สึกชาวาบๆทว่าสบายไปหมดทั้งตัวก็ทำให้ผมสบายจนแทบหลับ

                “ข้าสลบไปกี่วัน” ผมปรือตาถาม หลิ่วก้านลู่ง่วนอยู่กับการบีบการนวดอะไรก็ไม่รู้กับขาผม แต่ก็ยอมปริปากตอบ

                “สามเดือน”

                สาม!...นี่ผมหลับไปนานมากขนาดนั้นเลยเหรอ ผมอดหันมองจิ้นฝูด้วยความตกใจไม่ได้ จิ้นฝูพยักหน้าตอบนิดหน่อย แต่หลิ่วก้านลู่ก็ชิงพูดตัดหน้าออกมา

                “เดิมทีเจ้าควรจะต้องตายไปแล้ว หากไม่ได้เด็กคนนี้ช่วยเอาไว้”

                ผมเริ่มงงกับคำพูดนั้น จิ้นฝูช่วยอะไรผมงั้นเหรอ แต่ในจังหวะที่หันไปจะถาม จิ้นฝูกลับส่ายหน้ายิ้มแป้นเหมือนว่าไม่ได้สำคัญอะไร แต่หลิ่วก้านลู่ไม่ใช่ เขาเหล่มองนายเทวดาน้อยด้วยสายตาขุ่นเคือง แรงบีบที่ขาทวีความรุนแรงขึ้นจนผมร้องจ๊าก

                “ยารักษาคนปกติเดิมทีก็ยุ่งยากอยู่แล้ว พอมาเป็นอสูรยิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่ ถึงข้าจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดาแต่ก็ไม่เคยรักษาอสูรที่มีปราณมหาสานเช่นเจ้ามาก่อน ....หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียวเจ้าก็คงต้องตายไปแล้ว ตำรารักษาของอสูรที่นี่ก็เก่าคร่ำครึ ต้องมาลองผิดลองถูกใหม่...เด็กคนนี้อาสาเป็นหนูลองยาให้เจ้า”

                ผมผลุนผลันลุกขึ้นนั่งอย่างไม่อยากจะเชื่อรูหูตัวเอง แต่ก็ถูกหลิ่วก้านลู่บีบเส้นไว้จนขยับไม่ได้ หมายความว่าไง...จิ้นฝูอาสาตัวเองเพื่อผมหรือ ผมอยากหันไปมองนายเทวดาน้อยใจจะขาด เขาคิดอะไรอยู่ถึงได้เสี่ยงขนาดนั้น

                “ยาบางตัวต้องผสมด้วยขั้นตอนซับซ้อน บางอย่างมีพิษกับมนุษย์แต่ดีกับอสูร เด็กคนนี้ต้องการช่วยชีวิตเจ้า ไม่ว่าอย่างไรก็ยอม เดิมทีข้ากับเหลียงจิวซินถอดใจกันไปหมดแล้ว แต่เด็กคนนี้ก็รั้นจะใช้ตัวเองเสี่ยงเพื่อเจ้า”

                ผมแทบจะข่มกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อรู้ว่าจิ้นฝูทำอะไรตอบแทนผมบ้าง...ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้นเลย เอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตผม...ความคิดที่ว่าเขาเป็นแค่เด็กเริ่มอันตรธานหายไปจากสมอง บัดนี้บุคคลที่ยืนถืออุปกรณ์เป็นผู้ช่วยหลิ่วก้านลู่คือบุรุษเต็มตัวผู้หนึ่ง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้ของตัวเองจะมีใครยอมเสี่ยงเพื่อผมที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมากขนาดนี้

                “แล้วจิ้นฝูเป็นยังไงบ้าง...เขาลองยาแทน อันตรายมากไหม”          

                “พิษที่ได้รับจากการทำยารักษาเจ้าไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิต...” หลิ่วก้านลู่ไม่คิดพูดโกหก ผมถามมาเขาตอบไปอย่างคนเถรตรง “แต่ถึงไม่อันตราย แต่ก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต”

                ผมแทบจะร้องไห้โฮกออกมาอยู่รอมร่อแล้ว ถ้าจิ้นฝูไม่รีบถลาเข้ามาลูบศีรษะปลอบโยนผมเอาไว้

                “ไม่เป็นไรๆ ข้ายินดี ข้าเองก็ยังปลอดภัย ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด อาเฟยไม่ต้องคิดมากนะ”

                รอยยิ้มสวยสว่างเจิดจ้าจนใจคนมองอย่างผมสั่นหวือเป็นกลองรัว ทำไมเขาถึงได้เป็นคนดีอะไรมากแบบนี้ ผมซุกหน้าลงกับหมอนอย่างยากจะทำใจทนมองใบหน้าสวยๆไหว จิ้นฝูหัวเราะคิกเบาๆ มือพลางลูบศีรษะปลอบโยนผมไปด้วย ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแปลบปลายของแรงที่เพิ่มขึ้นมาดื้อๆของนายหมอหน้าบึ้งได้ดีนัก

                ผ่านไปได้สักครึ่งก้านธูป หลิ่วก้านลู่ก็ถอนหายใจยืดยาวออกมา ออกคำสั่งให้จินฝูเก็บกระเป๋ายาและเครื่องมือของตนให้เรียบร้อย ผมกลับมานอนหงายตามเดิมแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหนื่อยจนหอบเหมือนกับไปวิ่งรอบสนามบาสมาสักสามรอบ หลิ่วก้านลู่มองดูอาการของผม ยกมือขึ้นแตะเหงื่อชื้นๆแล้วบี้ไปมาบนนิ้วมือเหมือนวิเคราะห์บางอย่าง แล้วค้นเม็ดยาอะไรไม่รู้สีดำๆท่าทางไม่น่าไว้วางใจออกมาวางแหมะบนโต๊ะข้างเตียง

                “ทุกวันหลังอาหารเย็นเจ้าต้องกินยาพวกนี้เข้าไปด้วย มันจะช่วยปรับสมดุลธาตุในตัวของเจ้า ไม่กินก็ตาย เลือกเอาแล้วกัน” กล่าวจบเขาก็เดินถือกระเป๋ายาสะบัดชายแขนเสื้อจากไป ไม่ปล่อยให้ใครกล่างเชิญ หรือพูดกำชับอะไรทั้งสิ้น จิ้นฝูไม่ได้วิ่งตามเขา แต่กลับมานั่งอยู่ข้างๆแทนที่หลิวก้านลู่

                “เขาช่วยชีวิตข้าไว้เรอะ รู้สึกขนลุกขนพองยังไงไม่รู้”

                “ฮะๆ เห็นแบบนั้นแต่ก็ใจดีมากเลยนะอาเฟย เขายังยอมให้ข้าศึกษาเรื่องยากับเขาด้วย ท่านหมอเก่งมาก ไม่ว่าอะไรก็รู้ไปเสียหมด สมุนไพรต่างๆที่ข้ายังไม่รู้จักเขาก็รู้แทบทุกสายพันธุ์ จำแนกวิธีใช้จัดหมวดหมู่ได้หมด ข้านับถือเขามากเลย”

                อยากจะกระอักเลือดริษยาออกมา...ภายในเวลาแค่สามเดือน...จิ้นฝูก็ได้พบคนเก่งที่คุยกันถูกคอเสียแล้ว ได้แต่ท่องบอกตัวเองว่าห้ามอิจฉาไร้สาระ เพราะจิ้นฝูต้องการช่วยชีวิตผม เขาถึงต้องไปขลุกอยู่กับผู้ชายคนนั้น รู้หรอกว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้...แต่มัน...ผมยอมรับก็ได้ ผมหึงเด็กเข้าเสียแล้ว

                น่าละอายใจชะมัดยาก

                “แล้วจิ้นอวี๋กับหมิงเล่อเล่า พวกเขาไปไหนกัน”

                “ท่านแม่ได้ไปทำงานอยู่ในโรงครัว ส่วนหมิงเล่อก็ทำงานจิปาถะ ทุกคนสบายดี เดี๋ยวตอนเย็นก็คงได้พบกันแล้ว”

                “ขอโทษนะที่ทำให้พวกเจ้าต้องมาลำบากแบบนี้...” ผมอดเสียใจไม่ได้เมื่อคิดว่าตัวเองคือต้นเหตุให้คนทั้งสามต้องจากบ้านมาไกล จิ้นฝูส่ายหน้า ฝ่ามือเล็กวางทาบทับลงบนอุ้งมือใหญ่สีดำแล้วนวดคลึงเบาๆเหมือนต้องการปลอบโยน

                “จะเสียใจทำไม...พวกเราติดตามอาเฟยมาเพราะอยากอยู่กับอาเฟย ไม่มีใครถูกบังคับพาตัวมาอยู่ที่นี่เสียหน่อย...ดีจะตายไป นับต่อแต่นี้ข้ากับอาเฟยก็อยู่ด้วยกันได้อย่างเปิดเผยเสียที”

                ภาพใบหน้างามตรงหน้านั้นพร่ามัวและเลอะเลือนไปเพราะม่านน้ำตา ผมสูดหายใจฟืด กลั้นน้ำตาแห่งความตื้นตันเอาไว้ ฝ่ามือที่วางทับกันกลายเป็นประสานจับแน่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จิ้นฝูเอียงใบหน้าสวยยิ้ม ลุกขึ้นเขย่งปลายเท้ากระซิบใส่ข้างหูแผ่วเบา

                “ยังง่วงอยู่หรือไม่...นอนด้วยกันไหม?”

                ผมไม่ตอบอะไรแต่มองหน้าเขาเงียบๆ จิ้นฝูสบตาแค่ทีเดียวก็เข้าใจ รีบปีนขึ้นเตียงมามุดเข้าใต้ผ้าห่มทันที ผมถดตัวลงนอนแผ่ อ้าสองแขนขึ้นรอร่างเล็กเข้ามามุดซบอก แต่ครานี้จิ้นฝูดันส่ายหน้าแล้วขยับตัวขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน โอบมือข้างหนึ่งประคองศีรษะให้ผมหนุนไว้ แล้วกดใบหน้าอสูรให้ซบลงที่อกตัวเองแทน

                ใจผมกระตุกแล้วกระตุกอีก ยอมเอนเอียงใบหน้าเข้าไปหาร่างเล็ก กลิ่นกายหอมเฉพาะตัวของเขาลอยหวือออกมากระทบสัมผัสปลายจมูกเป็นพักๆ อ้อมแขนข้างหนึ่งโอบรอบคอผม คอยประคองและลูบศีรษะคล้ายจะกล่อมให้หลับ มืออีกข้างก็คอยปัดคอยพัดแมลงให้...ทุกอย่างล้วนอ่อนโยน เป็นธรรมชาติเสียจนผมตกใจ

                จู่ๆ ก็บังเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปตัวเล็กเท่าเดิม พลิกกายเข้าซุกเขาอย่างออดอ้อน เสียงหัวเราะจักจี๋ดังแผ่วออกมาจากริมฝีปากสีชมพูนั้น นิ้วมือเล็กจับบิดใบหูอสูรเบาๆอย่างหยอกล้อ ผมหลับไปท่ามกลางเสียงหัวเราะคล้ายระฆังใสนั้นอย่างมีความสุข...

                ............

 

                ข่าวอสูรมารดำฟื้นคืนชีพแล้วแพร่สะพัดไปทั่วพรรคอสูร เหล่าผู้ปกครองพรรคและผู้มีอำนาจต่างพากันเร่งรุดประชุมด่วนกันจ้าละหวั่น เหลียงจิวซินนั่งเป็นหัวประธาน รับฟังคำประชุมด้านซ้ายขวาด้วยสีหน้าเคร่วเครียด ผู้อาวุโสหลายฝ่ายในพรรคอสูรออกความเห็นกันอย่างออกรสออกชาติ

                “เป็นดั่งคำทำนาย! ฟ้ามีตาส่งมันมาให้ท่านชายน้อยจริงๆ”

                “ข้าได้ยินว่ามันดุร้ายมาก เราจะควบคุมมันอย่างไรดี”

                “พลังทำลายล้างมหาศาล ฆ่าได้ทุกสรรพสิ่ง เพียงมีมัน พรรคเซียนสวรรค์ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเราแล้ว!

                “แต่ท่านประมุขบอกว่าอสูรตนนี้ออกจะแปลกจากอสูรมารดำทั่วไปไม่ใช่หรือ เราจะฝากความหวังได้หรือ”

                “มันฟื้นมาแบบนี้แล้ว แล้วเด็กกับสตรีและหนึ่งชายชาตรีผู้นั้นเล่าเราจะทำยังไง เดิมทีพวกนั้นล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่สมควรข้องเกี่ยวกับยุทธภพ ให้เงินสักก้อนหนึ่งแล้วไล่ไปดีไหม”

                “ไม่ได้ จิ้นฝูเป็นศิษย์ในปกครองของข้าแล้ว” หลิ่วก้านลู่ที่ถูกเหลียงจิวซินบังคับให้มาร่วมประชุมเอ่ยปากสอดอย่างหงุดหงิด ดวงตาคล้ายน้ำแข็งเยียบเย็นตวัดมองผู้นำหัวประชุมกึ่งรำคาญ “เจ้าจะออกความเห็นอะไรบ้างได้หรือยัง”

                เหลียงจิวซินนั่งขบคิดเงียบ สายตาเหลือบไปมองตำแหน่งของ ท่านชายน้อย ที่ตั้งอยู่ทางขวาของตนแล้วถอนหายใจเหนื่อยหน่าย

                “ในเมื่ออสูรโผล่มาแล้วเราก็ช่วยไม่ได้ จะดีจะร้ายยังไงก็เป็นอสูรในตำนานที่พวกเราชาวพรรคอสูรให้การเคารพมาแต่โบราณ” เหลียงจิวซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

                “แล้วท่านชายน้อยรู้หรือยังว่ามันตื่นแล้ว...บางที...อสูรตัวนี้อาจจะเป็นตัวเดียวกับที่ท่านชายน้อยเคยพบเมื่อสมัยยังเด็กก็เป็นได้” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้น

                เหลียงจิวซินลอบถอนหายใจอีกครั้ง เหลือบมองไปยังเก้าอี้ข้างตัวที่ว่างเปล่าอยู่ จะอย่างไรก็ใช้ไม่ได้จริงๆลูกชายคนนี้ เป็นถึงบุตรชายคนเดียวของประมุขพรรคอสูรแท้ๆ แต่ในเวลาสำคัญกลับหายตัวไปตลอดเหมือนจงใจ

                ...........

 

                ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา...ไม่รู้ว่านี่กี่โมงกี่ยามแล้ว แต่แสงแดดด้านนอกหายไปและรอบข้างเต็มไปด้วยแสงจากโคมไฟ พลิกตัวไปพลิกตัวมาก็เห็นจิ้นฝูนั่งอ่านหนังสือตำรายาอยู่ไม่ไกล...ภาพยามที่เขาตั้งอกตั้งใจตั้งสมาธินั้นช่างงดงามและสงบเยือกเย็น แสงสีส้มนวลๆส่องกระทบกายของเขา ชวนให้บรรยากาศรอบๆดูอบอุ่นขึ้นทันตา ผมเหม่อมองเขาเนิ่นนาน จนจิ้นฝูรู้สึกตัว ผินหน้ามาคลี่ยิ้มให้ ปิดตำรายาในมือแล้วเดินตรงมาหาผม

                “หิวหรือยัง”

                “กะ...ก็นิดหน่อย เจ้า...เฝ้าอยู่ตลอดเลยเหรอ”

                “อื้ม กลัวอาเฟยตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครจะกังวลน่ะ”

                รีบๆโตสักทีเถอะได้โปรด! (กัดฟัน)

                “ข้าขอโทษ ถ้ารู้ว่าเจ้ารออยู่ก็ไม่น่านอนนานจนลืมเวลาแบบนี้”

                “อย่าคิดมากเลย ตื่นเวลานี้ก็ดีเหมือนกัน ท่านแม่คงเลิกงานแล้ว เราไปหาท่านแม่กันเถอะ ไปหาอะไรกินด้วยกันนะ”

                ผมซาบซึ้งในความใจกว้างของจิ้นฝูชะมัด คงได้แต่เฝ้าพร่ำสั่งตัวเองว่าห้ามนอนเลยเถิดอย่างนี้อีกแล้วลุกขึ้นเดินตามร่างน้อยๆไป จิ้นฝูหยุดเดินเพื่อรอผมมาเดินข้างๆ เราจูงมือกันไปเรื่อยๆ ที่นี่ผมคงกล่าวได้เต็มอกว่าเป็นปราสาทแบบจีนโบราณดั้งเดิมขนานแท้ มีห้องเรียงรายเต็มข้างทางไปหมด ทุกอย่างล้วนตกแต่งสวยงาม ท่าทางเจ้าของปราสาทจะร่ำรวยไม่ใช่เล่น แค่เสาต้นเดียวยังสลักลายอลังการมากขนาดนี้ แอบเห็นว่ามีทองยัดกำแพงตกแต่งอยู่แทบทุกที่...รวยเวอร์วัง รวยกันบ้าบอคอแตก...

                “ปราสาทก็ตั้งกว้าง เจ้าจำทางได้หมดแล้วเหรอ” ผมถาม

                “ไม่หรอก แต่บางส่วนที่เขาห้ามเข้าข้าก็ไม่ได้ไปหรอกนะ”

                “ขอโทษที่ทิ้งเจ้าไว้ตั้งสามเดือน...” น้ำสียงของผมพลันสลดลง รู้สึกถึงแรงบีบมือเล็กน้อยที่บีบตอบกลับมา คราวนี้จิ้นฝูไม่ตอบอะไร แต่จูงพาผมเดินต่อไปเงียบๆ แม้เขาไม่พูดแต่ผมก็รู้วาเขาไม่ได้โกรธ...เราเดินมาด้วยกันสักพัก จิ้นฝูก็หยุดและสะกิดให้ผมมองสวนข้างหน้า

                สวนกว้างขวาง บ่อน้ำสุกใสเต็มไปด้วยดอกบัว และภูเขาจำลองตกแต่งข้างหลังไหลเทน้ำเหมือนน้ำตกนั่นสวยจนแทบจะหยุดหายใจมอง ผีเสื้อกลางคืนบินกันว่อน ปีกบางกระทบล้อแสงจันทร์ไปมาเหมือนเรืองแสงได้ ต้นไม้มงคลมากมายถูกจับตัดแต่งเรียงสวย พอเหมาะพอเจาะไปทุกอย่าง ผมมองบรรยากาศเหล่านั้นอึ้งๆ...เคยคิดว่าวิมานสวรรค์นั่นสวยแล้ว...แต่สวยนี่ก็สวยเทียบกับสวรรค์ได้เลย

                “สวยใช่ไหม ข้ามาที่นี่ครั้งแรก เวลาคิดมากเรื่องของอาเฟย ก็มักจะมาสงบจิตใจที่นี่เสมอ คิดว่าถ้าอาเฟยฟื้นแล้วจะมายืนดูด้วยกันสักครั้ง”

                “...โรแมนติกสุดยอดเลย...”

                “อะไรนะ”

                “เปล่า เจ้าแค่ทำข้าหวั่นไหว” 

                ผมรีบเปลี่ยนคำ แต่คำตอบใหม่ที่ไม่ทันยั้งคิดกลับทำให้ผมและจิ้นฝูอยู่ในสภาวะอึกอักทั้งคู่ จิ้นฝูหน้าแดงแจ๋อย่างไม่อาจปิดบัง ส่วนผมมีขนสีดำคลุมหนาอยู่แล้วแต่ก็ทนมองหน้าเขาไม่ได้ เราสองคนพากันอ้ำๆอึ้งๆ พูดเอ่ยพร้อมกันไปมาไม่หยุด สุดท้ายก็จำต้องหันหน้าหนีเงียบหลบไปคนละทาง แต่มือที่จับกุมอยู่ก็ไม่ได้สะลัดออกจากกัน

                “ขะ...ข้าดีใจนะ” จิ้นฝูอ้ำอึ้งเสียงเบาหวิว

                “ข้าก็...ก็ดีใจ..แล้วเราจะดีใจทำไมเนี่ย ...ขอโทษคือ ข้าพูกับตัวเอง”

                ผมเรียบเรียงตอบไปไม่ถูก พูดวกไปวนมาเหมือนคนความจำเลอะเลือน พอหันไปสบตาสวยคู่นั้นอีกครั้ง เสียงหัวเราะก็บังเกิดออกมา

                ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายเสียงหนึ่งจากที่ไกลๆก็ดังขึ้น แต่เพราะผมเอาแต่ดื่มด่ำกับความสุขระหว่างผมกับนายเทวดาน้อยอยู่จึงไม่ได้สนใจ รู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่มีเสียงตะโกนขึ้นมาว่า จับเอาไว้!!’ แล้วพอลืมตาขึ้นมอง เข่าคู่หนึ่งก็ลอยหวือมากระแทกกลางหน้าเต็มแรง!

                โป๊ก!!

                “ท่านชายน้อย!

                “อาเฟย!

                ผมล้มกลิ้งหลุนๆ จนไปชนกับเสาต้นหนึ่ง ผมเจ็บร้าวไปทั้งกระดูกสันหลังและบั้นคอ ในมือจับร่างร่างหนึ่งเอาไว้อยู่ด้วย ท่าทางเหมือนผมคงโดนเจ้านี่ชนเข้าแล้ว

                “เจ็บๆ” อีกฝ่ายอุทานออกมาแล้วจับหัวตัวเองสะบัดไปมา “เจ้าไม่เป็นไร....เห้ย!

                ผมไม่รู้จะตกใจเสียงเห้ยของเขาดี หรือจะตกใจกับหน้าตาเข้าขั้นเหนือมนุษย์ของเขาดี! ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผม ใบหน้าเราอยู่ระยะไม่ห่างกันมากนัก ใบหน้าของกันและกันสะท้อนอยู่ในแววตาของอีกฝ่ายไปมา

                ดูแล้วเขาคงอายุ 18-19 ปี เป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่มีใบหน้า...หล่อ...หล่อมาก...หล่อเกินไป หล่อจนแทบจะสิ้นสติ! ดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีเทาอ่อน ระยิบระยับแพรวพราวเหมือนกับแสงของดาวเหนือ คิ้วเข้มจมูกโด่งคมสวย ผิวพรรณหน้าตาละมุนละไมสะอาดสะอ้าน เส้นผมยาวสีดำเข้มคล้ายน้ำหมึกถูกรวบเป็นหางม้า ไม่ว่าจะหันใบหน้าไปทางไหนก็เข้ารูปดูดีไปหมด ผมนิ่งค้าง ทึ่งจนไม่รู้จะทึ่งยังไง...ต่อให้ทุ่มเงินศัลสักร้อยล้านก็คงไม่มีทางได้หน้าแบบนี้แน่

                แต่แล้วใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มก็ฉายวาบเข้ามาในหัวอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน...เจ้าอสูรตัวหนึ่งกำลังเดินตามหลังเด็กชายผู้หนึ่ง...มันพยายามพูดบางอย่างกับเขาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน...แต่ทว่าเด็กชายผู้นั้นกลับหันมาตวาดมันว่า...

                “น่าเกลียด!!

                เสียงเด็กชายในห้วงคำนึงและเสียงเด็กหนุ่มตรงหน้าพลันประสานกันครืดคราด ผมนิ่งงัน ได้ยินเสียงวี๊ดในหูหลายๆรอบจึงเข้าใจ....ความทรงจำที่ถูกคล้ายปิดผนึกมานานถูกชายตรงหน้ากระชาดเปิดออก...

 

                “ถ้าอยากเป็นเพื่อนกับข้าก็ไปหาปลาวิเศษลายแบบนี้มาให้ได้! ออกตามหาไม่ได้อย่าโผล่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก!!”  

 

            ใช่แล้วอี้เฟย...ไอ้หนุ่มหน้าหล่อนี่คือคนที่เจ้าอสูรตกหลุมรักไม่ผิดแน่ ชิบหายแล้วจ้า!!!

                หลังจากนั้นความทรงจำทุกข์ระทมทรมานต่างๆมากมายของอสูรที่โดนเจ้าเด็กนี่สะลัดรักอย่างไมใยดีก็โผล่ขึ้นมาเป็นฉากๆ ตั้งแต่ถูกกลั่นแกล้งรังแกเบาๆ ไปจนถึงถูกทรมานเกือบตายเอาชีวิตไม่รอด ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเล่นคอยเดินตามหลังเด็กชายมานานนับเกือบสิบปี...จนสุดท้ายก็ถูกรำคาญ โดนไล่ให้ไปหาปลาในตำนานที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง แล้วเด็กชายคนนั้นก็ย้ายบ้านหายไป ทิ้งให้เจ้าอสูรออกเดินทางเร่ร่อน ตามหาปลาในตำนานอย่างโดดเดี่ยว...ร่อนเร่ไปจนถึงเขาที่จิ้นฝูและจิ้นอวี๋อาศัยอยู่ หลังจากรอนแรมมานานหลายปี ในที่สุดก็พบปลาที่ตามหา แต่เพราะดีใจเกินไปจึงประมาท จมน้ำตายอย่างน่าอนาถ...

                “เมื่อก่อนเจ้าขนฟูก็น่าเกลียดพอแล้ว ตอนนี้ยังมาขนหยิกอีก อุบาทว์!” ด่าเสร็จก็รีบลุกขึ้นจากผมอย่างแรง ใช้ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยวรยุทธผลักผมจนล้มเซไปอีกด้าน ก่อนจะดีดตัวขึ้นไต่หลังคาหายไป

                “อาเฟย! เป็นอะไรไหม” จิ้นฝูรีบวิ่งเข้ามาประคองผม ตามมาด้วยเหล่าชายชุดดำที่ปิดหน้าปิดตาด้วยยันต์เหมือนผีจีน

                “ขอโทษท่านอสูร!...รอก่อนท่านชายน้อย! ท่านชายน้อยเหลียงหลวนเซียน!

                ผมนั่งอึ้งอย่าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก...ร่างสั่นน้อยๆ จิ้นฝูเขย่าแขนผมอย่างเป็นห่วงเป็นใย ผมกลืนน้ำลายอึกโตลงคอ คว้าร่างเล็กๆที่นั่งอยู่ไม่ห่างมากอดเพื่อให้จิตใจสงบลง...กอดแน่นจนเหมือนอยากให้จิ้นฝูหลุดเข้ามาอยู่ในหัวใจ

                “อาเฟย...ไม่เป็นไรข้าอยู่นี่”

                ผมซุกหน้าพลางพยักหน้าตอบ...โหยหาความอบอุ่นจากร่างเล็กเนิ่นนาน...จะให้ญาติดีกับไอ้เด็กผีนั่นน่ะเหรอ...

                โชคชะตาบ้าอะไร ฝันไปเถอะ!!


-

 -----------------------------------------------





ในที่สุดก็โผล่มาแล้ว......เจ้าผู้ที่มีสิทะธิ์เป็นพระเอกอีกคน!!


ค่าตัวแพง กว่าจะโผล่มาได้เล่นซะเกือบขึ้นบท 10.....


เป็นอย่างไรกันบ้างครับทุกท่าน ตอนนี้ผมเปิดเทอมแล้ว อาจจะไม่ได้อัพเกือบทุกๆสามวันอีก แต่จะพยายามมาอัพไม่วันเสาร์ก็อาทิตย์นะครับ ไม่ต้องห่วง ผมคิดถึงทุกๆคนเสมอ แล้วก็คิดถึงอาเฟยด้วย 


ด้วยรักจากบักปิ๊ด

จุ๊บๆ
















               

                  

 

       

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 430 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2122 ployYYploy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 17:11
    ทีมน้องฝุ
    #2,122
    0
  2. #2104 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 12:29
    ออกจะน่ารักอะ สงสารเจ้าอสูรเลย แงงงงงง
    #2,104
    0
  3. #2082 artificial_love (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 16:32
    คุณชายน้อยนิสัยไม่ดีอ่า
    #2,082
    0
  4. #2057 jkooktaev (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 14:32
    ขนฟูออกจะน่ารักน่ากอด
    #2,057
    0
  5. #2042 arenajangg (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 09:38
    นิสัยไม่น่ารักเลยนะคะ องชายน้อย
    #2,042
    0
  6. #2034 Secr3t-Key (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 14:47
    ฮืออออ สงสารอ่ะ หยั่มมาว่าน้องขนฟูนะ แง่งงงงงง
    #2,034
    0
  7. #2030 0928025324 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 10:33
    ให้น้องจิ้นฝูเถอะเเง่งงง
    #2,030
    0
  8. #2018 y_pps (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 11:23
    นิสัยแบบนี้ไม่ยกให้ค่ะ
    #2,018
    0
  9. #2000 Achila (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 14:18

    ใครพระเอกอ่ะ

    #2,000
    0
  10. #1949 FernNAlls (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 21:37
    ม่านยยยยยย ขอให้เป็นจิ้นฝู น้องงงงงงงงง
    #1,949
    0
  11. #1896 ^-^girl lino (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 09:40
    การกระทำน่าตบมาก​ พระเอกนี่ต้องได้รับการดัดนิสัย
    #1,896
    0
  12. #1846 orart2 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 17:29
    ลุ้นดีออก
    #1,846
    0
  13. #1836 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 02:55
    ไม่เอาค่ะ!หล่อแต่นิสัยไม่ถูกใจ! จิ้นฝูonly
    #1,836
    0
  14. #1782 Paperheart96 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 11:46
    ไม่นะ จิ้นฝูของเราล่ะะะะ แงงงงง๊
    #1,782
    0
  15. #1771 Overwhelm (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 08:28
    ม่ายยยยยยยย
    #1,771
    0
  16. #1746 Par_dao (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 00:39

    ชะชะ เจ้าเด็กผีนี่

    ต่อให้เจ้าเป็นพวกซึนดาเระ ข้าก็ไม่ปันใจไปจากน้องฝูเด็ดขาด

    #1,746
    0
  17. #1653 Makito_Alio (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 11:24
    พูดไม่ออก บอกไม่ถูก...
    #1,653
    0
  18. #1592 bb.smile (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:01
    ไม่น้าาาาาาาาาาาา
    #1,592
    0
  19. #1433 ni_ky (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 14:52
    อิเด็กเวรนี่มีสิทธเป็นพระเอกหรอ เหอะๆ ฝันไปเถอะ ตามแกล้งน้องหมา(ร่างเก่า)ไว้ตั้งหลายปี แถมยังแกล้งเกือบถึงชีวิตอีก ให้ความหวังแล้วจากไป แย่ แย่มากกก อิเด็กเปรต!!!
    #1,433
    0
  20. #1350 (+^m.e.e^+) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 12:57
    สรุปเจ้าหมาปอมเปนนายเอกหรือพระเอก55555
    #1,350
    0
  21. #1301 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 02:54
    ใช่ๆ ฝันไปเถอะ!!! เราลงเรือน้องจิ้นแล้ว เอ้า ติดมอเตอร์! เดินหน้าเต็มตัวววววววว
    #1,301
    0
  22. #1240 bloodc2 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:10
    เป็นชายน้อยที่-😂
    #1,240
    0
  23. #1108 Takgy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 18:49
    สนุกมากกกก. งือ. ไม่เชียร์ชายน้อยหรอก. เด็กเปรตตต. แง่มม. น้องจิ้นน่าร้ากกกว่าตั้งเยอะ
    #1,108
    0
  24. #844 0930653088 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:36
    อิเด็กเวรรรร เค้าอายุมากกว่ากุ โทดจ้าาา 😏
    #844
    0
  25. #766 ohjesus (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 14:19
    -เด็กเปรต...
    #766
    0