อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 7 : ลิขิตนำพา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,087
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 454 ครั้ง
    28 ต.ค. 60

 

ลิขิตนำพา 

 

            เบื้องล่างเขาภายในเมืองต่างพากันแตกตื่น เนื่องจากจู่ๆก็มีขบวนเดินทางจากต่างแคว้นแห่กันมาพักอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ จับจองโรงเตี้ยมกันจนเต็มทุกที่ เหล่าคนแปลกหน้าพวกนั้นสวมอาภรสีดำทมิฬ ใบหน้าของพวกเขาทุกคนล้วนถูกผ้าสีดำแปะยันต์อักขระรูปร่างพิศดานแปะปิดใบหน้าไว้ ทว่าเส้นหมึกที่ตวัดกลับให้ความรู้สึกสยดสยองน่ากลัว เหล่าชาวบ้านตาดำๆหาได้กล้ามองพวกเขาเต็มตา ไม่ช้าสองข้างถนนแทบทุกสายก็เต็มไปด้วยเหล่าคณาคนชุดดำ เดินเตร่กันอยู่เต็มไปหมด แต่ละคนก็รูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าขบวนแบกเกี้ยวสีดำเลี่ยมวาว สลักลายมังกรปี๋กันง้างเขี้ยวดูดุร้าย พวกเขาไม่พูดจาส่งเสียงใดเลยนอกจากเสียงรองเท้ากระทบพื้นยามเดินเท่านั้น...ค่ำคืนสงัดเงียบงัน ราวกับเมฆดำปกคลุมอยู่เหนือหมู่บ้าน กดให้บรรยากาศโดยรอบที่เคยสดใสกลายเป็นวังเวงทันตา...

                ล่างเขาวุ่นวาย....บนเขาเองก็ใช่จะสงบสุขเสียที่ไหนกัน

                ผมละสายตาออกจากทิวทัศน์ด้านล่าง หลังจากนั่งเหม่อมองไปอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี หมิงเล่อจึงเป็นคนกระตุกขนแถวข้อแขนเรียกสติ

                “เราไปกันเถอะท่านอาจารย์...จิ้นเจิ้งหู่กลับลงเขาไปนานแล้ว”

                ผมกล้ำกลืนพยักหน้าอย่างพูดไม่เข้าคายไม่ออก แล้วหยัดกายใหญ่ยักษ์ขึ้นลุกเดินตามหมิงเล่อไป เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกไม่อยากกลับไปเรือนสองแม่ลูกในตอนนี้...

                เดินไปได้ไม่กี่ก้าวดี เสียงแม่ลูกทะเลาะกันก็ดังกระฉ่อนออกมาถึงนอกเรือน หมิงเล่อรีบวิ่งไปดูเหตุการณ์ ในขณะที่ผมแม้จะยืนไกลแค่ไหนก็ได้ยินชัดเจนเหมือนไปยืนอยู่ใกล้ๆ เป็นคราแรกที่นึกเกลียดความสามารถของเจ้าอสูร เสียงเจ็บปวดของจิ้นฝูกับจิ้นอวี๋แจ่มชัดเต็มสองหูอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

                “ข้าไม่ไป!” จิ้นฝูที่มักอ่อนน้อมอ่อนหวานอยู่เสมอถึงกับขึ้นเสียงใส่มารดา จิ้นอวี๋ขบฟัน กำมือแน่นจนฝ่ามือซีดขาว “ทำไมท่านแม่ต้องไล่ข้าด้วย”

                “...พ่อเจ้าพูดถูก...เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่จิ้นฝู ข้า...ข้าไม่อาจเป็นแม่ที่ดีได้ ข้าไม่มีแรงพอจะสนับสนุนความสามารถของเจ้า ต่อให้ข้างัดสินเจ้าสาวไปขายจนหมด มันยังไม่พอเลย” จิ้นอวี๋กล่าวตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวด

                ไฟในหัวใจลุกโชนโหมกระหน่ำ รอยร้าวเกิดขึ้นในสายสำพันทันควัน ยามลมหนาวพัดน้ำค้างลงสู่ยอดหญ้าในค่ำคืนนี้ช่างหนาวเย็นเกินราตรีไหนๆ ผมจำใจก้าวเดินไปข้างหน้าช้าลง การต้องมาเห็นพวกเขาสองคนทะเลาะกันแบบนี้ผมไม่ชอบเอาเสียเลย หมิงเล่อวิ่งนำไปไกล นายนักฆ่าหนุ่มซื้อบื้อพยายามพูดให้ทั้งสองใจเย็นลง

                “ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ทะเลาะกันไปตอนนี้ก็มีแต่จะแย่ลง”

                จิ้นอวี๋เงียบไป นางมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนิ่ง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาหงส์งาม “...แม่รักลูกมาก”

                “ข้าเองก็รักท่านแม่...” จิ้นฝูเสียงสั่นเครือเอ่ยตอบ แต่จิ้นอวี๋กลับมีสีหน้าเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม

                “แต่ความรักของแม่ผูกลูกไว้ให้อยู่ที่นี่ ไปเถอะจิ้นฝู...ไปมีชีวิตของตัวเองเถอะ ไว้คิดถึงกันเจ้าก็ขึ้นมาหาข้าบนเขาได้นี่...”

                “ไม่มีทาง ท่านแม่ก็รู้! หากข้าไป ท่านพ่อไม่มีวันปล่อยให้ข้ากลับขึ้นมาที่นี่อีก!

                จิ้นอวี๋ไหล่สั่น ใบหน้าขาวซีดแล้วซีดอีกอย่างน่าสงสาร นางรู้นิสัยสามีดี ถ้าเขาได้ตัวลูกไปนางก็ไม่มีสิทธิ์เจอลูกอีกถ้านางไปยอมลงไปอยู่กับเขา ...แล้วนางจะผลักหัวใจออกไปได้ห่างอกเชียวหรือ ผมแอบใช้ดวงตาอสูรมองทั้งคู่จากระยะไกล จิ้นอวี๋ข่มกลั้นความรู้สึกในอกเต็มกำลัง นางไม่อาจห่างลูกชายที่รักไปได้ แต่ก็ไม่อาจให้อภัยคนผู้นั้นได้ แต่คนเช่นจิ้นอวี๋หรือจะทำใจเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วเก็บจิ้นฝูเอาไว้กับตัว นางสูดลมหายใจกล่าวต่อ

                “การส่งเจ้ากลับไปอยู่สกุลจิ้นไม่ใช่เรื่องที่ดีกับแม่หรอก....แต่มันดีกับตัวเจ้าจิ้นฝู ทั้งหมดเป็นอนาคตของเจ้าทั้งนั้น แล้วเจ้าจะเข้าใจ...”

                “ข้าไม่เข้าใจ!

                จิ้นฝูตะวาดใส่จิ้นอวี๋เสียงดังลั่น แล้วหลับตาหันหน้าหนีวิ่งหายเข้าไปในป่า ทันทีที่ร่างเล็กของลูกชายลับตาไปจิ้นอวี๋ก็ปล่อยโฮออกมา แข้งขาอ่อนแรงทรุดลงนั่งกับพื้น หมิงเล่อรีบวิ่งเข้าไปประคองจิ้นอวี๋ทันที ใบหน้าหญิงงามร้องไห้เจียนขาดใจ

                “แม่ขอโทษ....แม่ขอโทษ” เสียงที่เอ่ยออกมานั้นอ่อนแอและเบาหวิว แต่ทว่ากลับกรีดลงใจผู้ฟังได้ดีนัก

                “ทะ...ท่านอาจารย์” หมิงเล่อเงยหน้าขึ้นมองร่างสีดำปุกปุยที่เดินเข้ามาเงียบๆ ผมหลุบตาลงมองจิ้นอวี๋ที่ร้องไห้โยเยอยู่ในวงแขนหมิงเล่อด้วยในอกเจ็บแปลบ

                ถ้ารู้ว่าการไล่นังฮูหยินอีแร้งออกจากบ้านไปจะทำให้ไอ้จิ้งจอกเฒ่านั่นมาชิงตัวสองแม่ลูกล่ะก็ ผมน่าจะยอมเป็นอสูรปักหลั่นคอยไล่พวกนักฆ่าที่ยัยแร้งส่งขึ้นเขามาอย่างเดียวยังจะดีกว่า! ผมรู้สึกผิดเต็มอก แต่กลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำขอโทษออกมาจากปากได้ จิ้นอวี๋เงยใบหน้างามเอ่อคลอด้วยน้ำตาเปื้อนทั้งสองข้างแก้มมองผม สายตาวิงวอนสุดใจ

                “อาเฟย....เกลี้ยกล่อมจิ้นฝูที”

                “...จะดีเหรอ...เจ้า...ต้องการแบบนั้นจริงๆเหรอ”

                จิ้นอวี๋ชะงักนิ่ง ก่อนจะส่ายใบหน้าตอบ “ข้าไม่ต้องการ”

                “...แต่ข้าไม่มีทางรั้งเข้าไว้กับอกได้ตลอดไป” จิ้นอวี๋กล่าวต่อประโยคจนจบ “ข้ารู้ ข้ารู้ว่าจิ้นฝูเองก็ไม่อยากไป! แต่อาเฟยคิดดูสิ...เขาเป็นเด็กที่เก่ง มีความสามารถ มีความจำล้ำเลิศ หนำซ้ำยังเป็นเด็กดีกตัญญู โอกาสใช่จะมีมาได้บ่อยๆ ตัวข้ามีแต่แก่ลงไปทุกวัน เคยป่วยหนักครั้งหนึ่งใช่จะไม่ป่วยอีกตลอดไป ท่านจะให้ข้ากักตัวเขาไว้ดูแลข้าหรือ ข้าทนเห็นแก่ตัวใส่เขาไม่ได้หรอก จิ้นฝูไม่เหมาะกับที่นี่ เขาควรอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้”

                “แต่การปล่อยเขาไป เจ้าเองสักวันก็ต้องไปด้วยนะ...ต้องกลับไปอยู่กับผู้ชายพรรคนั้น” ผมกัดฟันบอก

                “ข้าทนได้” จิ้นอวี๋ตอบ

                “ฮูหยินใหญ่อาจจะกลับมา...แล้วทำร้ายเจ้าอีก”

                “ข้าไม่เป็นไร”

                “...เจ้าอาจต้องป่วยอีก”

                “ข้ายินดี”

                “เจ้าอาจจะต้องตาย”

                “อาเฟย” จิ้นอวี๋ปาดน้ำตา ผละกายออกจากหมิงเล่อ แล้วก้มหัวคำนับขอร้องผม เสียงศีรษะเล็กกระทบกับพื้นหญ้าดังขึ้นกลางอากาศ “...ได้โปรด”

                ...ได้โปรด?  

            สองคำก้องดังวนเวียนอยู่ในสมอง ผมสูดหายใจลึกๆอย่างจนปัญญาจะเกลี้ยกล่อม เดิมทีผมก็เป็นแค่คนนอก ในเมื่อแม่ของเขาเอ่ยขอร้องถึงขนาดนี้ ถึงในใจจะไม่อยากแค่ไหนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ผมหันหลังกลับไปในทิศทางที่จิ้นฝูวิ่งหายไป ถ้าใช้ใบหูอสูรจับฟังเสียงก็คงพบตัวเขาได้ในเวลาไม่นาน

                “จิ้นอวี๋” ผมหันไปเรียกหญิงสาวอีกครั้ง นางเงยหน้าขึ้นด้วยน้ำตาเต็มสองเบ้า “เจ้า...เป็นแม่ที่ดี ดีมากที่สุดที่ข้าเคยเห็น”

                แล้วร่างสีดำฟูฟ่องก็เดินหายกลืนไปกับความมืดของป่า...ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นขอบคุณของสตรีนางหนึ่งดังไล่หลัง

 


                สัญญาด้วยขนหมาๆนี่เลยว่าสักวันต้องหาทางจัดการไอ้แก่บ้าจิ้นเจิ้งหู่ให้จงได้! แต่ตอนนี้ติดแค่มันยังมีผลประโยชน์กับจิ้นฝูอยู่เท่านั้นแหละ ฮึ่ม! คอยดูเถอะ ผมจะใช้หมิงเล่อไปวางยาใส่ข้าวมันวันละสามเวลา เอาให้รู้ตัวอีกทีขยับได้แต่ลูกตาไปเลย หรืออย่างน้อยผมก็อยากจับจิ้นฝูมานั่งบนตักแล้วสอนวิชามารปอกลอกไปให้ ทำตัวน่ารักน่าเอ็ดดูแล้วขูดรีดผลประโยชน์ให้ถึงขีดสุด พอได้ทุกอย่างมาจนพอใจแล้วก็ชิ่งหนีซะ...แต่...ผมก็รู้ดี นอกจากตะล่อมวางยา ผมไม่สามารถสอนเรื่องแย่ๆแบบนั้นกับจิ้นฝูน้อยได้ ใครจะไปกล้าทำลายหัวใจใสซื่อกับดวงตาบริสุทธิ์นั่นลง

                ทำไมการเป็นคนดีถึงต้องลำบากมากขนาดนี้กันนะ...

                 ผมเองก็ไม่ได้เป็นคนดีคนเด่นมาจากไหน...เรียกได้ว่าสันดานดิบผมก็เป็นคนเห็นแก่ตัวมากคนหนึ่ง อะไรอยากได้ก็ต้องได้ อะไรไม่อยากได้ก็จะหาทางกำจัดออกไป นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตาที่แสนภาคภูมิใจแล้วผมก็ไม่ได้เป็นคนนิสัยดีเลยสักนิด...ตั้งแต่เกิดมายี่สิบกว่าปีไม่เคยทำดีเพื่อใครมากเท่านี้มาก่อน ถ้าไม่ได้มาอยู่ในร่างอสูรน่าเกลียด ตัวผมคงหลงงมงายอยู่กับความสุขจอมปลอมไม่จบสิ้น จิ้นอวี๋ไม่ได้อยากให้ลูกชายไปอยู่กับพ่อ จิ้นฝูเองก็ไม่อยากไปอยู่กับพ่อ...แต่บางอย่างมันก็ไม่ได้เป็นไปได้อย่างที่คิด ผมคิดทบทวนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะเดินเตร่ไปตามเสียงร้องไห้ที่ได้ยินมาจากในป่าลิบๆ

                ไม่ช้าผมก็พบร่างเล็กร่างหนึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้เป็นก้อนกลม ผมฝืนใจเดินเข้าไปหา ท่องบอกตัวเองให้ใจแข็งเข้าไว้

                “จิ้นฝู” ผมเอ่ยเสียงเรียก ร่างน้อยๆพลันขยับ ใบหน้างามล้ำปริ่มน้ำตาฉ่ำช้อนดวงตาขึ้นมองผม พอเห็นผมปุ๊บรอยยิ้มก็ปรากฏผ่านม่านน้ำตาออกมา จิ้นฝูปรี่เข้ามากอดผมแน่น “กลับบ้านเถอะ แม่เจ้าเป็นห่วง”

                “ไม่ ถ้ากลับไปก็ต้องไปอยู่กับท่านพ่อ...ข้าไม่อยากไป ไม่ไป”

                ผมย่อกายลง ใช้นิ้วมือซับน้ำตาข้างแก้มนวลแผ่วเบา....อา ปวดใจจริงๆที่ต้องมาเห็นนายเทวดาร้องไห้แบบนี้

                “ข้าเองก็ไม่อยากให้เจ้าไป”

                จิ้นฝูฉีกยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเราหนีไปซ่อนกันเถอะ! แล้วอีกสองสามวันค่อยกลับบ้าน...”

                “ไม่ได้” ผมปรามเสียงแข็ง จิ้มฝูยิ้มค้างค่อยๆหุบลงเชื่องช้า “อย่าดื้อสิจิ้นฝู เจ้าไปซ่อนแล้วยังไงต่อ คิดว่าตาเฒ่านั่นจะยอมเลิกราแค่นี้เหรอ...ดีไม่ดีถ้าเจ้าไปไม่เสียตั้งแต่ตอนนี้ เขาจะต้องใช้แง่กฎหมายถือสิทธิ์การเลี้ยงดู แล้วพาคนมาแย่งเจ้าไป ถ้าถึงตอนนั้นเจ้าจะหมดสิทธิ์ได้เจอจิ้นอวี๋อีกเลย”

                จิ้นฝูนิ่งค้าง กฎหมายในโลกนี้เองก็คงไม่ต่างจากโลกผมเท่าไหร่ การแย่งลูกกันเลี้ยงมีอยู่บ่อยๆ และคนที่ชนะมักเป็นคนที่พร้อมมากกว่า...จิ้นฝูตระหนักดี แต่ในแววตาก็ยังคงปนิธานแรงกล้า ไม่ยอมรับง่ายๆ

                เอาจริงๆผมอยากชวนพวกเขาหนีไปด้วยซ้ำ! แต่ผมจะไปไหนได้...ร่างอสูรแบบนี้ลงจากเขาไปได้ที่ไหนกัน คิดแล้วก็เจ็บใจนัก

                “เจ้าไม่ได้จากแม่ไปไหน อีกไม่นานจิ้นอวี๋ก็จะตามไปอยู่กับเจ้า พวกเจ้าสองแม่ลูกจะได้ในสิ่งที่เคยไม่ได้ เจ้าจะได้กลายเป็นคุณชายน้อยในเรือนจิ้น จะมีคนมาคอยรับใช้ เจ้าจะไม่ต้องทำงานหนัก เจ้าจะได้ไปโรงเรียนดีๆและเรียนในเรื่องสมุนไพรที่เจ้าสนใจ เจ้าจะมีบ้านหลังใหญ่...จะมีของเล่น จะมีเพื่อน”

                “แต่ข้าจะไม่มีความสุข”

                จิ้นฝูตอบกลับเสียงนุ่มนวล แต่ดันเย็นเยียบจนคนฟังใจเขว ผมมองหน้าเขาอีกครั้ง จิ้นฝูหยุดร้อไห้แล้ว ตรงหน้าผมมีเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่ทั้งสีหน้าและแววตาเย็นชายิ่ง...

                “ทะ...ทำไมเจ้าจะไม่มีความสุขล่ะ แม่เจ้าก็อยู่...”

                “ความสุขของข้าอยู่ที่นี่” จิ้นฝูยกยิ้มหวาน แล้วประคองสองมือขาวขึ้นมานาบสองข้างแก้มอสูรเบาๆ ขนหางพลันฟูฟ่องตอบโต้ทันควัน “ทำไมใครๆก็ชอบคิดแทนข้านัก? ให้ข้าไปอยู่เรือนใหญ่หรือ? ให้ข้าไปอยู่กับซาลาเปานั่นน่ะหรือ”

                ซาลาเปา!! โอ้มายก็อด จีซัส พระเจ้า อดัม เอวา อะไรก็ตามเถอะ...จิ้นฝูด่าคน!! ผมอ้าปากพะงาบๆเหมือนปลากระดี่ขาดน้ำ จิ้นฝูมองแล้วก็ยกยิ้มขำเสียงใส

                ว่าแต่ซาลาเปานี่เป็นคำด่าที่ผมด่าไอ้หนูจิ้นเหอนั่นนี่...แล้วผมก็เคยหลุดปากมาครั้งหนึ่ง โอ๊ย ความจำดีอย่างจิ้นฝูน่ะพูดครั้งเดียวเขาก็จำได้จนวันตายนั่นแหละ คงรู้ตัวนานแล้วว่าผมแอบตามไป แต่แค่ไม่พูดอะไรเท่านั้นเอง

                “ข้า...ไม่ได้ตั้งใจจะว่าญาติเจ้าแบบนั้น” ผมอ้ำอึ้ง

                “ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรอาเฟยหรอก เพราะข้าก็ไม่ได้ชอบเขา แล้วก็ไม่ได้เกลียดเขาด้วย”

                อารมณ์เหมือนไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเลยนี่หว่า...มิน่าล่ะเด็กผีนั่นพูดอะไรเขาถึงได้ยิ้มอย่างเดียว นั่นไม่ใช่เพราะจิ้นฝูเป็นคนดีไม่ตอบโต้ แต่เป็นเพราะเขาเห็นเจ้าเด็กนั่นเป็นอากาศธาตุมาตั้งแต่แรกแล้ว ความจริงที่ว่าจิ้นฝูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวเล่นซะผมที่ชอบประคบประหงมเขาแอบอับอายอยู่ในใจเงียบๆ

                 “ถ้าข้าไป ข้าก็จะไม่ได้พบอาเฟยอีก” จิ้นฝูหยุดยิ้มแล้วกลับมาพูดเสียงหนักแน่น “ถ้าเป็นแบบนั้นข้าไม่เอาหรอก”

                กลับตาลปัตรเป็นผมที่ฉุดตัวจิ้นฝูเอาไว้ ร่างอสูรนิ่งแข็ง นัยน์ตาพราวสีอ่อนแสงล้อแสงจันทร์ไปมาอย่างอสูรทำตัวไม่ถูก ผมสมองเบลอชั่วขณะ ก่อนจะรวบรวมสติขึ้นมาใหม่ได้ “...ข้า?”

                “อื้อ”

                “ทำไม...”

                “ข้าชอบเจ้า” จิ้นฝูตอบเสียงหนักแน่นอีกครั้งจนคนฟังขนลุกซู่

                “ขะ...ข้าเองก็ชอบเจ้า ชอบจิ้นอวี๋ ชอบหมิงเล่อ...”

                “ข้าเองก็รักท่านแม่ ชอบหมิงเล่อเหมือนกัน” จิ้นฝูยิ้ม “แต่อาเฟยเป็นคนพิเศษ”

                ผมตัวชาค้างอยู่กลางอากาศ เมื่อค้นพบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้จิ้นฝูไม่ยอมลงจากเขา...เขาไม่ใช่แค่ไม่อยากแยกจากแม่ แต่ความจริงส่วนใหญ่ๆที่ว่าเขาไม่อยากแยกจากผมด้วยทำเอาผมมึนไปหมด ยิ่งพิศมองรอยยิ้มพิมพ์ใจตรงหน้าเท่าไหร่ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ

                “ไม่ต้องเห็นต้องงงเลยอาเฟย ข้าชอบเจ้าไม่ได้แบบถึงคนในครอบครัวหรือสหาย แต่หมายถึงคนรัก...ที่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วย แต่งงาน สร้างครอบครัว แล้วก็...”

                “เดี๋ยว! เดี๋ยว ข้าขอเวลานอก!” ผมหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างตกใจ จนเกือบสะดุดก้อนกรวนเล็กๆล้มหงายหลัง แต่เจ้าหัวใจไม่รักดีดันมีปฏิกิริยากับคำสารภาพรักของเด็ก ผมมันบ้าไปแล้ว! “เจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”

                “รู้สิอาเฟย”

                “มันเป็นไปไม่ได้!” ผมตกใจลนลานจนเผลอแผดเสียงดังลั่นออกไปใส่หน้าจิ้นฝู “ข้าเป็นอสูร...ร่างยักษ์ ขนฟู เขี้ยวหนาแบบนี้ ซ้ำยังเป็นตัวผู้”

                “แล้วมันทำไมเหรอ” จิ้นฝูขมวดคิ้วใส่

                “เจ้าชอบข้าก็เพราะแค่เจ้าสับสน”

                “ข้าไม่ได้สับสน” จิ้นฝูเถียง

                “ไม่! เจ้าสับสน...เจ้ารู้จักทฤษฎีสะพานแขวนไหม...เราจะตกหลุมรักคนที่ทำดีกับเราในตอนที่เราลำบากที่สุด...เจ้าก็แค่ชอบข้าเพราะข้าช่วยเจ้าในวันนั้น”

                “ถ้าอย่างนั้นท่านแม่ก็ต้องชอบอาเฟยแบบคนรักด้วยสิ ก็ไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้น” จิ้นฝูงัดไม้เด็ดออกมาจนผมแทบเถียงไม่ออก

                “เจ้าชอบข้าเป็นเพราะเจ้ายังไม่รู้จักโลก ในตอนนี้เจ้าอาจจะแน่ใจความรู้สึกของเจ้า...แต่ในอนาคตเจ้าจะพบเจอคนอีกมากมาย เจ้าจะพบเจอสตรีหลากหลาย หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นแม่ของลูกเจ้า คนดีหน้าตาดีอย่างเจ้าจะต้องพบเจอคนที่มีศีลเสมอกันแน่นอน...อย่ามาเสียเวลากับอสูรไม่แน่นอนอย่างข้าเลย”

                จิ้งฝูเงียบไปเนิ่นนาน ในแววตากลมโตสวยสะท้อนรอยบางอย่างที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ริมฝีบางบางราวกับกลีบดอกเหมยเผยอขึ้นเอ่ยเสียงแหบพร่า

                “...นั่นหมายความว่า...อาเฟยปฏิเสธข้า”

                ผมรู้สึกเท้าเย็นมือเย็นไปหมด ที่ไหนในหัวใจสักแห่งกำลังกรีดร้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ผมไม่กล้าแม้กระทั่งสบตาของเขาด้วยซ้ำ... จิ้นฝูยังเป็นเด็กกำลังเริ่มโต หากเขาพบเจอผู้คนมากมาย กาลเวลาย่อมขัดเกลาให้เขาเปลี่ยนไปในสักวันหนึ่ง นอกจากนั้นผมก็ไม่เหมาะกับเขา ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ

                น้ำค้างเจิ่งอยู่บนยอดใบหญ้าเป็นหยดสวย ไหลลงกระทบพื้นดินแล้วก็แตกสลายซึมหายไป...จิ้นฝูเปรยขึ้นมาทำลายความเงียบเชียบ

                “ข้าจะไปเก็บของ”

                คำนั้นทิ่มแทงลงมากลางหัวใจจนตั้งรับไม่ทัน ผมได้แต่เหลือบมองร่างน้อยๆที่หันหลังหนีไปช้าๆ...ได้แต่ลอบกำขนฟูๆ ถ้าเอ่ยปากว่าอย่าไปตอนนี้น่ะยังทันนะ...ถ้าพูดออกไปตอนนี้แค่คำเดียว จิ้นฝูจะต้อง....

                เสียงฝีเท้าเล็กห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ...ไกลขึ้นเรื่อยๆ เหลือทิ้งไวเพียงอสูรขนดำร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านตนเดียวกลางป่า แบบนี้ดีแล้วสินะ...ผมทำให้จิ้นฝูยอมลงจากเขาได้แล้ว เท่ากับทำสิ่งที่จิ้นอวี๋ขอร้องสำเร็จ เพียงเท่านี้จิ้นฝูก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น....

 

                แต่ข้าจะไม่มีความสุข

 

            เสียงเล็กๆใสๆคล้ายกระดิ่งแก้วลอยหวือเข้ามาในห้วงความคิด ผมยืนเงียบอยู่ตัวเดียวอีกพักใหญ่ ก่อนจะตวัดขาพาร่างออกไปจากตรงนั้น อะไรกันแน่คือความสุขที่แท้จริง การที่เขามาอยู่ข้างผมอย่างนั้นเหรอ แล้วผมจะทำให้เขามีความสุขไปได้จนถึงเมื่อไหร่กันล่ะ...ถ้าวันนึงเขาเบื่อผม รำคาญผมขึ้นมา เขาก็จะหนีผมไปใช่ไหม ยิ่งตอนนี้ผมอยู่ในสารรูปแบบนี้ ยังไงก็คงต้องจบแบบเดิม... จู่ๆผมก็คิดถึงพี่หมิงขึ้นมา ดูอย่างรายนั้นสิ ผมอุตส่าห์เป็นที่หนึ่งของเขาได้แล้วแท้ๆ ยังไม่วายมีที่สอง...ที่สาม...ที่สิบงอกออกมาอีก

                ผมไม่ได้กลับไปเรือนไม้ แต่ไปนอนหนาวเหงาๆอยู่ตัวเดียวในถ้ำร้าง ทันใดนั้นเจ้ายุงป่าก็แห่แหนกันออกมารุมกัดรุมตอมผมเป็นการใหญ่ ยิ่งเห็นยุงผมยิ่งเอาแต่คิดถึงใบหน้าเล็กๆ น้ำเสียงเพราะๆที่ยื่นกระปุกยาสมุนไพรกันยุงมาให้...บ้าเอ๊ย! ผมหักอกคนดีๆแบบนั้นไปได้ยังไง เป็นแค่อสูรหมาปอมแท้ๆ โอหังที่สุด

                “ดี! ไอ้ยุงบ้า กัดอีก กัดไปเยอะๆ! ดูดเลือดชั่วออกไปให้หมด”

                .....................................

 

                วันใหม่แสนสดชื่นที่ไม่สดใสอีกต่อไปมาเยือน ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด สัมผัสแรกคืออาการคันจมูกเนื่องจากมีปลายหญ้ามาอังๆอยู่

                “ตื่นสักทีนะท่านอาจารย์”

                หมิงเล่อยื่นใบหน้าหล่อเหลาแสนซื่อบื้อเข้ามาหา ผมผลักหน้าเขาออกอย่างรำคาญ นายนักฆ่าหน้าหล่อเสียหลักลงล้มก้นจ้ำเบ้า แต่ยังมิวายยื่นปลายหญ้าคันๆมาตวัดไปตะวัดมาเหมือนล่อแมวอยู่ข้างหน้าผมไม่หยุด

                “ปลุกทำไม จะนอน” ผมหันหลังใส่ แต่เจ้าคนน่ารำคาญแซ่หมิงก็ยังคลานวนเวียนอ้อมมากวนไม่เลิก

                “ข้ารึอุตส่าห์วิ่งแจ้นมาปลุกท่าน จิ้นฝูน่ะออกจากบ้านไปแล้วนะ”

                “ปลุกข้าไปก็ใช่ว่าข้าจะไปส่งเขาได้ที่ไหนล่ะ”

                หมิงเล่อนิ่งคิด ก่อนจะพึมพำออกมาว่า "จริงด้วย ท่านอาจารย์ฉลาดจริง”

                “นั่นเป็นเพราะเจ้าโง่เกินไปต่างหาก!” ผมแว้ดออกไปอย่างอสูรโมโหร้าย แล้วจัดการนอนขดตัวเองเหมือนกองก้อนขนใหญ่ๆ หมิงเล่อยังไม่หยุดก่อกวน ตามมาอ้อมหน้าอ้อมหลังเหมือนสุนัขไม่มีผิด

                “เมื่อวานท่านอาจารย์ใช้อุบายอะไรเหรอ ถึงเปลี่ยนใจจิ้นฝูได้”

                อุบายบ้าบอคอแตกอะไรล่ะ ทำเด็กอกหักเนี่ยนับเป็นอุบายไหม? ผมถลึงตาใส่หมิงเล่อ แล้วพลิกหน้านอนหันหลังหนี โดนคนที่ชอบปฏิเสธเป็นใครก็ต้องหนีไปรักษาแผลใจ ไม่ยากเห็นหน้าคนคนนั้นอยู่แล้ว ยิ่งจิ้นฝูเป็นคนความจำเป็นเลิศ คงต้องใช้เวลารักษาใจนานกว่าคนปกติหลายร้อยเท่า....แค่คิดผมก็เจ็บจี๊ด น้ำตาเอ่อเบ้าออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ สลัดรักเขามาแล้วมานอนร้องไห้เสียใจอย่างนี้ก็เพิ่งเป็นครั้งแรก

                “ท่านอาจารย์ร้องไห้เหรอ”

                “ไม่ยุ่งสักเรื่องจะตายไหมเจ้าน่ะ!

               

                บ้านเรือนไม้เงียบราวกับบ้านร้าง พอไม่มีร่างเล็กคอยวิ่งไปวิ่งมาทุกอย่างก็หม่นลงถนัดตา จิ้นอวี๋เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด ทำงานไปน้ำตาก็ไหลไป ผมกับหมิงเล่อได้แต่ทำเหมือนมองไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาขุดสระน้ำเอาไว้เลี้ยงห่านเลี้ยงปลาเงียบ ทุกอย่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมาน จิ้นอวี๋ไม่พูดอะไรเลยสักคำ นางเอาแต่ง่วนอยู่กับงาน แล้วก็ร้องไห้คนเดียวเงียบๆ ผมหยุดพักจากสวนผักแล้วขึ้นไปบนเรือนใหญ่ของตัวเอง เดินไปหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งที่เสียบคากับหนังสือสมุนไพรที่เมื่อไม่นานมานี้จิ้นฝูยกให้มา

                ดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กนั่นเริ่มแห้งจนเป็นสีน้ำตาล ทว่าความงามของมันยังคงเหลืออยู่ แม้สีสันจะหายไปแล้วก็ตาม ผมได้แต่ใช้สายตาทอดมองดอกไม้บอบบางในมือนิ่ง แล้วก็พึมพำกับตนเองเท่านั้น

                “...คิดถึงจังนะ”

 

                ตกเย็นจิ้นอวี๋เอาแต่ร้องไห้จนปวดหัว นางนอนพักอยู่ในเรือนแทบไม่ได้สติ หมิงเล่อทำหน้าที่คอยดูแลและเปลี่ยนผ้าชุบน้ำโปะหน้าผากไปเรื่อยๆ พอเห็นผมชะโงกหน้าเข้ามาดูก็ทำสีหน้าลำบากใจทันที “ท่านอาจารย์”

                เรือนไม้นี้ตรงมีขนาดเล็กเกินไปผมเข้าไม่ได้ จึงทำเพียงส่งกำลังใจอยู่ข้างนอก เห็นจิ้นอวี๋แสนร่าเริงตรอมใจจนป่วยหัวใจของผมก็บีบรัดอย่างทรมาน...การส่งจิ้นฝูออกไปใช่เรื่องดีจริงๆเหรอ

                “งั้นข้าจะออกไปล่าสัตว์นะ เจ้าอยู่ดูแลจิ้นอวี๋เถอะ”

                “ถ้าอย่างนั้นข้าขอเอาเสื้อผ้าไปซักก่อน แล้วจะรีบกลับมาดู” หมิงเล่อพยักหน้าตอบ

                ผมแยกออกไปหาสัตว์ป่ามาทำอาหารเย็นคนเดียว เพราะความหงุดหงิดลึกๆเลยทำให้วันนี้ล่ามาได้เยอะกว่าครั้งไหนๆ ปลาเอย กระต่ายเอย จิ้งจอกเอย กอดพะเนินอยู่เต็มถุง...จิ้นฝูชอบเนื้อกระต่ายเอามากๆ น่าเสียดายที่วันนี้เขาไม่ได้อยู่กินด้วยกัน ให้ตายเถอะ ผมเอาแต่คิดถึงเขาอยู่เรื่อย แทนที่จะส่งกำลังใจไปให้เขาแท้ๆ

                ผมก้มมองสัตว์ที่ล่ามาได้แล้วในใจก็โหวงๆขึ้นมา...ไม่มีสมุนไพรของจิ้นฝูแล้ว หวังว่าพวกมันจะยังอร่อยอยู่นะ

                ทันใดนั้นหูของเจ้าอสูรก็กระดิกไปมา ผมแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ได้ยินเสียงจากระยะไกลที่ไหนสักแห่งกำลังตะโกนอยู่

                ท่านอาจารย์ ช่วยด้วย!!’

            หมิงเล่อ? ผมผงกหัวขึ้นมองอีก คราวนี้ลองตั้งสมาธิฟังดูก็พบว่าผมไม่ได้ฟังผิดแต่อย่างใด หมิงเล่อกำลังตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่จริงๆ ผมรู้สึกใจหายอย่างห้ามไม่อยู่ กางกงเล็บขึ้นปีนป่ายต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆทันควัน

                “ไม่จริงน่า!” สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของผมคือกลุ่มควันขนาดใหญ่...ที่ลอยออกมาจากบ้านเรือนไม้ของจิ้นอวี๋!! มันกำลังแผดเปลวเพลิงสีแดงโหมกระหน่ำ กระพือไหวไปตามอากาศอย่างโชติช่วง ผมตาลีตาเหลือกทิ้งถุงสัตว์ทิ้งทุกอย่าง ทุ่มทุกฝีเท้าตรงกลับเรือนอย่างรวดเร็วปานจะเหาะ...

                ไม่สิ...นี่มันวิชาตัวเบา ตกใจที่อสูรมีความสามารถนี้แฝงอยู่ก็จริงแต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลามาสนใจอะไรอีกแล้ว ผมพุ่งตรงกลับบ้าน เปลวเพลิงสีแดงฉานย้อมทุกอย่างตรงหน้าจนมอดไหม้ แสงสีแดงแสดของพระอาทิตย์ยามเย็นทอดสาด ขับให้ภาพตรงหน้าที่มองอยู่ราวกับขุมนรกไม่มีผิด

                บ้านกำลังไหม้ไปหมดแทบทุกส่วน...ผมหันมองซ้ายขวาตาลีตาเหลือก

                “ท่านอาจารย์!” หมิงเล่อตะโกนเรียก ในมือของเขาจับกุมร่างผู้หญิงนางหนึ่งไว้ คราแรกผมคิดว่านั่นเป็นจิ้นอวี๋แต่ไม่ใช่ “ข้ากลับมาทันเห็นบ้านไฟไหม้ เห็นหญิงคนนี้กำลังจุดตะเกียงราดน้ำมันอยู่!

                “ว่าไงนะ!” ผมแผดเสียงคำราม ยัยผู้หญิงไร้สติเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัว นางเงยหน้าขึ้นมาเห็นอสูรแทนที่จะตกใจกลับหัวเราะร่า

                ใบหน้าแบบนี้...ยัยนี่มันฮูหยินอีแร้งคนนั้นนี่

                “สุดยอดไปเลย! ท่านยมบาล...ท่านมาพาหญิงต่ำช้าคนนั้นไปแล้วสินะ”

                ไหนจิ้นเจิ้งหู่บอกว่า...ใช่ เฒ่าจิ้งจอกนั่นบอกว่า กำลัง จะให้นางออกไป ไม่ได้บอกว่านางไปแล้วเสียหน่อย...แสบ แสบนักนะ!

                “เจ้า...เจ้าเผาบ้านนี้ทำไม!” ผมตวาดถาม

                “มันสมควรตาย! มันคิดจะมาแย่งตำแหน่งฮูหยินไปจากข้า มันจะใช้ลูกชายมันมาแย่งทุกอย่างไปจากข้า! ในที่สุดมันก็จะต้องตายอยู่ในบ้านกลางเขาของมันเสียที ข้าชนะแล้ว!

                หญิงคนนี้ถูกความเห็นแก่ได้เข้าครอบงำจนเสียสติ ผมสั่งให้หมิงเล่อสกัดจุดนางจนสลบแล้วให้มัดไว้กับต้นไม้ซะ

                “ท่านอาจารย์ จิ้นอวี๋ติดอยู่ในบ้าน”

                “ไปเรียกดับเพลิงมา!

                “ได้ แล้วท่าน....”

                “ข้าจะลุยเข้าไปช่วยนางเอง”

                “ไม่ได้นะท่านอาจารย์! ไฟโหมแรงมาก ถึงท่านจะแข็งแกร่ง...แต่ว่า....”

                “ไปเร็ว!” ผมสั่งเสียงเข้ม หมิงเล่อตัวสะดุ้งโหยงไปทั้งตัว “แม่ของจิ้นฝูมีแค่คนเดียว...ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องปกป้องพวกเขาไว้ให้ได้!

                สั่งทิ้งท้ายเสร็จ ร่างขนหนาดกดำก็วิ่งฝ่าเข้าไปในกองเพลิงลุกโชนแบบไม่มีลังเล หมิงเล่อข่มกลั้นน้ำตา กัดกรามจนแน่นแล้วหันหลังวิ่งลงจากเขา ปากก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดชีวิต

                ......................................

                ....

 

                จิ้นฝูนั่งมองพู่กันในมืออย่างเหม่อๆ...เขาคัดลอกตำราแผงยามาตั้งแต่มาที่นี่แล้ว ไร้ซึ่งความสนุก ไร้ซึ่งความสนใจ ในหัวใจของเขามีเพียงแค่อยากพิสูจน์ให้อสูรขนฟูตัวนั้นรู้ว่า...แม้เขาจะออกไปเผชิญโลก หรือรู้จักกับคนอีกมากมาย แต่เรื่องที่เขาตกหลุมรักอสูรไปจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไหนเลยจะมารดาของเขา ที่ป่านนี้ไม่รู้จะคิดถึงเขามากแค่ไหน เคยเห็นหน้าอยู่ทุกวี่วันวันนี้เขาหายไป...ไม่รู้จะกินข้าวได้บ้างหรือเปล่า

                แต่เพราะเชื่อในตัวอาเฟยและหมิงเล่อว่าจะดูแลแม่เขาอย่างดี เด็กหนุ่มจึงยอมหักใจจากมาได้

                ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากข้างนอกจวนวุ่นวาย จิ้นฝูกระพริบแพขนตาอยู่สองที ก่อนจะเดินออกไปดูผ่านหน้าต่างอย่างอยากรู้อยากเห็น

                “มีไฟไหม้!

                ดับเพลิงเตรียมตัวกันวุ่นวาย จิ้นฝูขมวดคิ้วเรียวเป็นปมสวย หัวใจเต้นกระส่ำอย่างสังหรณ์ไม่ดี...ทันใดนั้นชาวบ้านคนหนึ่งที่วิ่งวุ่นไปมาพลันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา น้ำเสียงแตกตื่นบังเกิด

                “บ้านเจ้าบนเขาไฟไหม้!

                จิ้นฝูเบิกตาโพลง ทิ้งพู่กัน ม้วนกระดาษ ทิ้งทุกอย่างวิ่งหวือออกจากห้องไป ทันทีที่เปิดประตูเลื่อนก็ชนเข้ากับบุรุษชุดดำผู้หนึ่งเข้าพอดี...จิ้นเจิ้งหู่ตกใจหน้าซีด รีบดึงจิ้นฝูจากพื้นอย่างแรงแล้วบังคับให้ขอโทษเป็นการใหญ่

                ที่โดนขังอยู่ในห้องให้เอาแต่ท่องตำราก็เพราะวันนี้มีแขกชุดดำท่าทางน่ากลัวโผล่บุกมาขออาศัยนอนค้างด้วยหนึ่งวัน แถมยังมากันเป็นคณะใหญ่ ท่าทางเป็นคุณชายมั่งมีจากแคว้นไหนสักแห่ง เสนอค่าตอบแทนหลายร้อยตำลึงกับตั๋วแลกเงินอีกเป็นฟ่อน มีหรือจิ้นเจิ้งหู่จะปฏิเสธลง จับลูกชายไม่รู้มารยาทขังไว้ในห้องแล้วออกต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มประจบ

                “ขอโทษแขกสิ!” จิ้นเจิ้งหู่กดศีรษะลูกชาย จิ้นฝูคำนับของโทษหนึ่งทีแล้วรีบสะบัดร่างหนี

                “บ้านไฟไหม้! ข้าต้องรีบไป”

                “อะไรนะ” จิ้นเจิ้งหู่ผู้อุดอู้รับแขกและมีความสุขกับเงินค่าตอบแทนไม่ได้สนใจโลกและเสียงวุ่นวายภายนอกเขม่นหน้ามอง “คัดตำราเสร็จแล้วหรือไง จะหาเรื่องหนีล่ะสิ!

                มือหยาบข้างหนึ่งคว้าหูเล็กมาบิด จิ้นฝูพยายามดิ้นหนีสุดกำลัง

                “ปล่อยข้านะ ข้าจะรีบไปดูท่านแม่กับอาเฟย!

                “อาเฟย...ใครกัน หรือว่ายัยนั่นจะซุกชู้ไว้!

                จิ้นฝูขัดขืนอย่างแรง เขากระทืบส้นเท้าเล็กใส่ฝ่าเท้าพ่อบังเกิดเกล้าจนเกิดเสียงกร็อบน่าสยดสยอง จิ้นเจิ้งหู่ร้องจ๊าก ทรุดกายลงกุมเท้าใบหน้าเขียวคล้ำ

                “ชู้อะไรกัน อาเฟยเป็นอสูร เป็นของข้าต่างหาก!

                จิ้นฝูสลัดคราบเด็กดีเรียบร้อยไปจนสิ้น เสียงระฆังไฟไหม้ที่ดังสนั่นด้านนอกยังไม่ดังเท่าเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกตอนนี้เลย เขารีบรวบชายสาบเสื้อขึ้นแล้วจะออกเท้าวิ่ง แตกลับถูกฝ่ามือแข็งแรงข้างหนึ่งจับไหล่ฉุดเอาไว้

                คนคนนั้นคือแขกชุดดำที่ตามท่านพ่อมา รูปร่างสูงใหญ่ราวกับต้นโพธิ์ เสื้อผ้าทุกส่วนในกายเป็นสีดำสนิทชวนให้คิดถึงขนหนาๆของอาเฟย ฝ่ามือที่สวมถุงมือสีดำข้างหนึ่งยกขึ้นเลิ่กผ้าปิดหน้าสีดำสลักยันต์แปลกๆขึ้น เผยใบหน้าที่ซ่อนอยู่ข้างใน เขาเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันคนหนึ่ง คิ้วเฉียงหนาตวัดขึ้นรับใบหน้าเหมือนขีดด้วยหมึก จมูกโด่งคมสัน ใบหน้านับว่าดูดีมากตามฉบับชายอายุเยอะกำลังฉีกยิ้มเป็นมิตรส่งให้จิ้นฝูอยู่

                “เจ้าหนู...เจ้าบอกว่าอสูรรึ”

                “ชะ...ใช่ขอรับ”

                “เป็นอสูรรูปลักษณ์แบบไหน บอกลุงทีได้ไหม”

                “ตัวใหญ่ ขนสีดำหนา มีเขี้ยวโค้งยาว...อ๊ะ ข้าต้องรีบไป หวา!

                ร่างของจิ้นฝูลอยหวือขึ้นบนมือข้างหนึ่งของคุณลุงชุดดำ ไม่รู้เพราะเหตุใดแววตานิ่งสนิทของท่านลุงคนนั้นถึงฉายแววยินดียิ่ง

                “ข้าขออาสาพาเจ้าไปเอง”

                พูดจบจิ้นฝูก็ถูกคุณลุงคนนั้นอุ้มเหาะไต่ไปตามหลังคา จิ้นฝูตกใจจนเกาะตัวลุงคนนั้นแน่น...นี่มันชาวยุทธ เด็กน้อยเบิกตาโต เคยได้ยินว่ามีสิ่งที่เรียกว่ายุทธภพอยู่ ไม่คิดว่าในวันนี้จะได้มาเห็นจริงๆ พอหายตื่นตกใจจิ้นฝูก็มองตรงไปข้างหน้า เห็นตำแหน่งบ้านกลางเขากำลังเกิดควันไฟสีดำลอยขึ้นท้องฟ้าหัวใจดวงน้อยก็แทบจะแตกสลายไปเสียเดี๋ยวนั้น

                จิ้นฝูถูกคุณลุงคนนั้นอุ้มนำขึ้นเขาไปก่อน พอเห็นสภาพเพลิงลุกโชติตรงหน้าจิ้นฝูก็แทบจะถลาเข้าไปในกองเพลิง หมิงเล่อวิ่งหอบถังน้ำมาสาดพอดี เห็นจิ้นฝูชายหนุ่มก็แทบจะทิ้งถังน้ำแล้ววิ่งเข้ามากอด แต่ก็ต้องหยุดชะงักยามสบตากับชายแปลกหน้าที่มากับเด็กหนุ่ม  ขบวนดับเพลิงเดินทางต้องใช้เวลากันนานพอดูกว่าจะหอบของขึ้นเขามาได้

                “หมิงเล่อ ท่านแม่...อาเฟยล่ะ”

                “ยังอยู่ข้างในอยู่เลย” หมิงเล่อปานเหงื่อหอบ เหล่าชาวบ้านที่พากันขึ้นเขามายกน้ำเข้าวิดช่วยกันตาลาย พอดับเพลิงมาแล้วเพลิงก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ “ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไม่ดูให้ดี ทุกอย่างถึงได้...”

                “มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก อย่าโทษตัวเองไปเลย” จิ้นฝูเหลือบตามองไปที่ร่างสตรีร่างหนึ่งที่โดนผูกติดกับต้นไม้ ตอนนี้นางได้สติแล้วและกำลังหัวเราะอยู่ “...คนคนนั้นจะต้องถูกลงทัณฑ์อย่างสาสม”

                ยังไม่ทันสิ้นความคิด ก้อนสีดำก้อนหนึ่งก็พุ่งทะลุออกมาจากบ้าน ทะลุกำแพงไม้ออกมาอย่างแรงแล้วกลิ้งล้มลงหยุดอยู่ข้างหน้าพวกเขาพอดี ชาวบ้านที่ช่วยกันแบกน้ำและดับเพลิงพลันหยุดชะงักด้วยความสนใจ เจ้าก้อนสีดำขนาดใหญ่ไหม้เป็นตอตะโก แทบดูไม่ออกเลยว่าเป็นสิ่งใดนั้นงองุ้มทับร่างหนึ่งเอาไว้ ชายวัยกลางคนชุดสีดำเดินไปพลิกก้อนไหม้ก้อนนั้น ก่อนจะพบหญิงสาวผู้หนึ่งนอนขดอยู่ พร้อมกับตำรายาสมุนไพรเล่มหนึ่ง

                “ท่านแม่!” จิ้นฝูถลาเข้าไปหามารดา สายตาเหลือบมองไปยังก้อนขยุกขยุยสีดำ “...ถ้าอย่างนั้นนี่ก็เป็น”

                น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้มเด็กน้อย หมิงเล่อถึงกับต้องเบือนใบหน้าหนีอย่างรับไม่ได้...อยากหลอกตัวเองแค่ไหนก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่าก้อนเถ้าถ่านนั้นคืออี้เฟย เขาใช้ตัวเป็นเกราะกำบังปกป้องจิ้นอวี๋จากเพลิงไฟ จนตัวเองขนไหม้เกรียมไปหมดถึงเพียงนี้

                จิ้นอวี๋ถึงไม่ได้รับแผลแต่ก็สูดดมกลิ่นควันเข้าไปจำนวนมาก นางนอนสลบไม่ได้สติ ชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันกวักนิ้วมือเรียก ทันใดนั้นเงาร่างสองร่างที่ใส่ชุดแบบเดียวกันก็ปรากฏตัวออกมาทันทีโดยที่แทบไม่ทันสังเกต

                “เดินปราณลมไล่ควันออกให้นาง”

                สองคนนั้นโค้มคำนับแล้วอุ้มร่างจิ้นอวี๋ไปเดินปราณลมอยู่ในที่ที่กระแสลมไม่พัดควันไฟเข้ามา จิ้นฝูมองตามชายชุดดำทั้งสองที่อังฝ่ามืออยู่เหนือปอดคนหนึ่ง ประคองศีรษะมารดาขึ้นอีกคนหนึ่ง ทันใดนั้นก็เหมือนมีลมพายุหมุนเล็กๆวนอยู่รอบตัวมารดา ร่างของนางกระตุกวูบ สำลักควันสีดำออกจากปากจนไอค่อกแค่ก

                “อะ...” จิ้นอวี๋หอบเอาควันออกจนตัวโยน นางหมดแรงจนแทบไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ ได้แต่นอนหอบมองลูกชายนั่งร้องไห้อยู่ไม่ไกล

                พอเห็นมารดาปลอดภัยแล้ว จิ้นฝูก็กลับมาสนใจก้อนสีดำๆตรงหน้า เขาค่อยๆยื่นมือไปสัมผัสขนที่เคยฟูนุ่มอย่างเบามือ น้ำตาหลายสายไหลเอ่อออกมาอย่างห้ามไม่อยู่...อาเฟยช่วยแม่ของเขาไว้อีกแล้ว แต่ตอนนี้ดูสภาพเขาสิ...ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้

                “ฮึก ไม่นะ...ไม่อาเฟย ฟื้นสิ...ฟื้น” จิ้นฝูร้องไห้หลั่งน้ำตาราวกับกำลังหลั่งโลหิต ร่างน้อยๆโผเข้ากอดก้อนสีดำไหม้ๆแน่นอย่างหวงแหน กอดไปเขย่าไป สลับไปมาอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้ พอหันไปเห็นตำรายาสมุนไพรที่ออกมาพร้อมกับมารดา จิ้นฝูก็ยิ้งร้องไห้หนักกว่าเดิม เมื่อมองเห็นก้านดอกไม้แห้งๆโผล่ออกมาจากหน้าหนังสือ

                “ท่านอาจารย์” หมิงเล่อทรุดกายลงนั่งข้างๆ เขาไม่อาจจำได้เลยว่านี่เป็นอาจารย์ของตน ทุกอย่างเป็นสีดำไหม้ไปหมดจนดูไม่ออก

                ไฟไหม้เริ่มมอดดับลงราวกับจะเยาะเย้ย ชาวบ้านแห่กันมามุงดูก้อนประหลาดที่ถูกกอดร้องไห้อยู่ด้วยความสนใจ

                ชายวัยกลางคนชุดดำหรี่ตาลง พลางจับร่างอสูรไปมา...ทันใดนั้นรอยยิ้มปีติก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

                “มันยังไม่ตาย!

                จิ้นฝูเงยหน้าขึ้นมองบุรุษอาภรสีดำ สายน้ำตายังคงทิ้งรอยไว้เต็มสองแก้ม “จริงรึขอรับ”

                “สิ่งที่จะฆ่าอสูรมารดำได้มีเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น...ตอนนี้มันถูกไฟเผา ร่อแร่พอสมควรแต่ยังไม่ตายแน่นอน แม้พลังชีวิตจะอ่อนมากก็ตาม” ท่านลุงชุดดำหันมายิ้มให้จิ้นฝู ก่อนจะก้มลงเดินปราณลมเช่นเดียวกับที่ทำให้จิ้นอวี๋...ไม่สิ มันรุนแรงกว่ามาก ร่างดำๆไหม้ๆของอาเฟยกระตุกรัว ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากร่างของอสูรโขมง แล้วเสียงคล้ายสิ่งมีชีวิตบางอย่างสูดหายใจเฮือกก็ดังขึ้น จิ้นฝูกับหมิงเล่อฉีกยิ้มออก รีบโผกอดร่างสีดำอย่างดีใจ จิ้นอวี๋เหลือบมองไม่ไกลแม้ไม่มีแรงพูดแต่ก็ผลิยิ้มออกมาด้วย

                “...แต่มันยังไม่ฟื้นง่ายๆหรอก ที่ข้าทำเป็นแค่การยื้อชีวิตมันเท่านั้น เจ้าหนูหน้างดงาม เจ้าเป็นนายอสูรตนนี้หรือ”

                “ไม่ใช่ขอรับ ข้ากับอาเฟยเป็นเพื่อนกัน”

                ...และจะเป็นมากว่าเพื่อนด้วย แต่ประโยคนี้เด็กหนุ่มตัดสินใจตอบในใจแทน

                “แล้วเจ้าล่ะ” ท่านลุงชุดดำหันไปถามหมิงเล่อ

                “ข้าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์” นายนักฆ่าตาซื่อตอบ

                “งั้นหญิงผู้นั้น?”

                “ท่านแม่ข้าเป็นเพื่อนกับอาเฟยเช่นกันขอรับ”

                นี่มันแปลก...แปลกเกินไปแล้ว มีหรืออสูรมารดำจะมีนิสัยเป็นมิตรกับใครต่อใครมากมายขนาดนี้ แล้วดูจากท่าทางของพวกเขา...ไม่ได้รู้เรื่อง ตื้นลึกหนาบางอะไรในตัวอสูรมารดำเลย มีที่ไหนอสูรฆ่าคนไม่กระพริบตาเช่นมันจะเล่นเป็นเพื่อนกับใครต่อใครไปทั่วแบบนี้...แต่ดูจากสภาพที่มันลุยไฟไปช่วยหญิงสาว ก็พอบ่งบอกได้ว่าอสูรมารดำตัวนี้พิเศษกว่าตัวอื่นๆ

                “เช่นนั้นข้าคงต้องขออนุญาต พาอสูรมารดำตัวนี้กลับพรรคอสูร” แม้จะยังมีหลายอย่างค้างคาใจ แต่การพบเจออสูรมารดำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ กับอสูรในตำนานที่ร้อยปีจะโผล่ออกมาสักครั้งหนึ่งมีค่ามากกว่าแคว้นหนึ่งแคว้นเสียอีก

                “ท่านจะพาอาเฟยไปไหน” จิ้นฝูรีบใช้แขนเล็กๆกอดร่างอสูรไว้แน่น หมิงเล่อตั้งท่าจะขวางเต็มที่

                “เจ้าหนู อสูรตัวนี้เป็นอสูรในตำนานหาจับตัวยากยิ่ง การที่มันมาอยู่ที่นี่นับว่าแปลกมาก เราต้องพามันกลับพรรค ไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่”

                ชาวบ้านโดยรอบพากันแตกตื่น บางคนถึงขั้นสลบไป จิ้นฝูมองรอบๆเงียบ...เรื่องอาเฟยแตกแล้ว นับแต่นี้พวกเขาคงพบกันได้ยากเย็นขึ้น ดีไม่ดีอาจจะถูกชาวบ้านใจกล้าขับไล่ ดีไม่ดีอาจไม่ได้พบกันอีกตลอดกาล

                “เช่นนั้น...พวกเราไปด้วย”

                จิ้นอวี๋รวบรวมกำลังขึ้นมาเอ่ยเสียงแหบ นางยกยิ้มน้อยๆอย่างรู้ใจลูกชาย จิ้นฝูเห็นรอยยิ้มมารดาก็นึกอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ เมื่อจิ้นอวี๋เปิดทาง จิ้นฝูก็วิ่งเข้าพุ่งชนใส่เป้าหมายโดยไม่ลังเล

                “ใช่! พวกข้าจะติดตามอาเฟยไปกับท่าน”

                “ข้าด้วย” หมิงเล่อพยักหน้า

                เหลียงจิวซิน ประมุขพรรคอสูรคนปัจจุบันถึงกับเวียนเศียร ด้วยไม่คิดว่าการมาชุมนุมระหว่างยุทธภพจะนำพาสมาชิกใหม่เป็นหญิงหนึ่งคน เด็กหนึ่งคน และชายอีกหนึ่งคนเข้าพรรคมาแบบงงๆ แต่เมื่อชายแก่ลอบมองร่างสีดำที่ไหม้เป็นก้อนนอนอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่สามารถปล่อยผ่านอสูรในตำนานไปได้...

                “ตกลง...ในเมื่อพวกเจ้ายืนยันเช่นนั้น ข้าก็จะขอรับพวกเจ้าทั้งสามเข้าพรรคเลยก็แล้วกัน”


----------________________________________________________________________

(แอบมาแก้คำผิด ผิดเยอะมาก มีคำนึงผิดอย่างไม่น่าให้อภัย5555555//ปิดหน้าอับอาย)

เอื้ออออออออออ ;{}; มาแล้วครับ กระดึ๊บมาแล้วครับ คิดถึงทุกคนมากมาย ผมใกล้เปิดเทอมแล้ว ความจริงที่รับไม่ได้ T___T


และแล้วอาเฟยก็เข้าสู่ยุทธภพ....จิ้นฝูไม่ต้องไปอยู่กับพ่อด้วย เย็!! จุดพลุฉลองงงง


ถ้าตอนนี้ทำทุกท่านลุ้นไปด้วยได้ผมก็มีความสุขมากๆเเล้วครับ ดีมจที่มีคนตามอ่านและให้กำลังใจกันแบบนี้มากๆ 


เจอกันใหม่ตอนหน้าครับผม


บะบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 454 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2103 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 11:16
    ได้เข้าพรรคแบบงงๆ 5555
    #2,103
    0
  2. #2081 artificial_love (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 15:56
    แง อาเฟย ต้องไม่เป็นอะไรนะ
    #2,081
    0
  3. #2068 Defxx_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 06:16
    ดีจางงงง 😆
    #2,068
    0
  4. #2040 IngMin141 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 00:47
    พิสดาร สัมพันธ์ นานา //แก้คำผิดดด
    #2,040
    0
  5. #1948 FernNAlls (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 21:11
    อาเฟยของเราจะได้กลับร่างสวยๆไหมเนี่ย ตื่นมาจะช็อกที่ตัวไหม้เกรียมไหมเนี่ย
    #1,948
    0
  6. #1835 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 02:28
    จบกันทีกะนังพ่อห่วยๆ
    #1,835
    0
  7. #1770 Overwhelm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 08:08
    เย่!!!!
    #1,770
    0
  8. #1591 bb.smile (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 21:47
    เรียกดับเพลิง แอบตกใจว่าจะไปหารถดับเพลิงจากไหน เห้อออ น้ำตาซึมกับมิตรภาพที่แสนอบอุ่น ดีนะไรต์ใจดี ไม่ให้อาเฟยตายแล้วตัดไปจัดงานศพแล้วจบเลย 5555
    #1,591
    0
  9. #1490 JuniBellzium (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 22:42
    ตกใจตอนเรียกดับเพลิง นึกถึงรถเเดงเปิดหว๋อขึ้นมาทันใด 555
    #1,490
    1
    • #1490-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 7)
      16 พฤษภาคม 2561 / 23:38
      ขอโต๊ดที่ทำให้สับสน55555
      #1490-1
  10. #1432 ni_ky (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 14:28
    โอ้ยยย อาเฟยลูกมากอดดด แต่ขอโทษนะที่เรานึกภาพหมาตัวปอมไหม้อ่ะ555555
    #1,432
    0
  11. #1260 SUNOBA (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 20:02
    ทำไมนึกภาพน้องหมาขนไหม้แล้วกลายเป็นก้อนๆแล้วสงสารไม่ออกเฉยเลย ขอโทษนะอาเฟย
    #1,260
    0
  12. #1239 bloodc2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:02
    สงสารอี้เฟย ขนเกรียมเลย--
    #1,239
    0
  13. #1099 PLOYSOIYXX (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 18:11
    อยากกินหมาย่าง.น้ำลายไหล
    #1,099
    0
  14. #765 ohjesus (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 13:54
    เห็นภาพหมาปอมไหม้เป็นก้อนขนกลมๆสีดำ มีกลิ่นเกรียมๆออกมา...หอม! *ปาดน้ำลาย*
    #765
    0
  15. #525 Sei-chan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 13:09
    หมาปอมไหม้แล้วอ่ะ แงงงงง ขนดกดำของอาเฟย
    #525
    0
  16. #407 the guardian (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 16:32
    คิดภาพหมาปอมโดนไฟไหม้กลายเปนกระจุกเกรียมๆแล้วสงสารไม่ออกอะ ขอโทษนะคุณผู้แต่ง!!!!😂😂😂
    #407
    1
    • #407-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 7)
      14 มีนาคม 2561 / 18:43
      ไม่เป็นไรครับ55555
      #407-1
  17. #227 Blueheart (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:17
    ในที่สุดก็หลุดพ้นจากพ่อบ้าๆนี่ น้ำตาซึมเลยตอนที่อสูรอุ้มท่านแม่ออกมาจากกองไฟ
    #227
    0
  18. #192 Narh_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 09:24
    ขนนุ่มๆถูกไปเผาหมดแล้ววว55
    #192
    0
  19. #124 BenTo@Love.com (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 12:41
    น้ำตาแทบไหล ฮื่อ สงสารรรวงวารรรร TTOTT แต่อีกเดี๋ยวก็จะมีความสุขกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วใช่หรือไม่
    #124
    0
  20. #45 febru2102 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 19:11
    รอค่ะ เมื่อไหร่จะกลายเป็นคนอ่ะ
    #45
    0
  21. #43 0900071036 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 12:43
    เฮ่ออออ~ รอดดดดอาเฟยรอดแล้ววว รอต่อนต่อไป~ รีบมาต่อนะ
    #43
    0
  22. #42 saranaparan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 10:12
    อาเฟยยย
    #42
    0
  23. #41 PPR-11 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 22:14
    อาเฟยอย่าพึ่งตายนร้าา
    #41
    1
    • #41-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 7)
      29 ตุลาคม 2560 / 02:44
      ลุ้นครับบบบบ T_T
      #41-1
  24. #39 Bool14 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 20:36
    สงสาร T..T
    #39
    1
    • #39-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 7)
      29 ตุลาคม 2560 / 00:18
      T____T //
      #39-1
  25. #38 436043604360 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 17:17
    น้ำตาแทบไหร#โครตสนุก
    #38
    1
    • #38-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 7)
      29 ตุลาคม 2560 / 00:18
      ขอบคุณค้าบบบ
      #38-1