อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 6 : ทางที่ต้องเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 468 ครั้ง
    23 ต.ค. 60

ทางที่ต้องเลือก 

 

ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่นและทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติชวนให้ใจสงบเช่นนี้ ภายในบ้านกลางเขาเรือนงามที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่หลังเดียวกลับเกิดสมรภูมิรบขนาดย่อมๆขึ้น โดยมีอสูรขนหนาฟูฟ่องเป็นตัวกลางระหว่างชายหนุ่มดูดีต่างวัยสองคน ซึ่งคนหนึ่งก็เอาแต่ทำหน้าขรึมเชิดใส่ไม่พูดจาแต่กลับนั่งเบียดไม่ยอมห่างไปไหน ส่วนอีกคนก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวและซื่อบื้อเป็นที่สุด ผมซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างชายสองคนได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอย่างคนพูดไม่เข้าคายไม่ออก ไอ้บรรยากาศแบบนี้มันคืออะไรกัน! คุ้นๆว่าเหมือนตอนโดนผู้ชายสองคนยื้อแย่งในโลกเดิมอย่างไรอย่างนั้น...ตอนนั้นทำไมผมรู้สึกสนุกกันนะ ทำไมตอนนั้นถึงได้ภูมิใจแถมเอาไปคุยข่มใส่คนอื่นว่าตัวเองสวยจนมีคนมาแย่ง แต่ไหงตอนนี้ถึงได้อึดอัดจนพูดไม่ออก

หลังจากนายนักฆ่าหมิงเล่อจอมเหลอหลาถลันเข้ามาก้มหัวกราบกรานขอตามรับใช้ แถมยังพูดจาสองแง่สองง่ามทำเอาจิ้นฝูน้อยส่งสายตาเย็นชาใส่ผม จิ้นอวี๋ก็แบกถังซักผ้ากลับมาพอดี...พอรู้ว่านายนักฆ่าคนนี้เป็นคนรู้จักกับผม (มันโมเมไปเอง) หญิงผู้แสนดีเลยเชื้อเชิญให้อยู่ทานข้าวเย็นคุยกัน แน่นอนว่าหน้าหนาอย่างหมอนี่ไม่มีทางปฏิเสธ ผลเลยอยู่ยาวจนหนึ่งวันผ่านไป...สองวันผ่านไป มันก็ยังเกาะติดหนึบผมไม่ไปไหน! หอบข้าวหอบของมาเนียนอยู่ในเรือนไม้ใหญ่ที่ผมใช้นอนหน้าตาเฉย หมิงเล่อกล่าวว่าเดิมทีตนนั้นไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง อาศัยนอนตามข้างทางหรือบ้านร้างไปเรื่อยๆ เพราะทำงานเป็นนักฆ่าวางยาที่ต้องทำตัวเสมือนไม่มีตัวตนบนโลก อาศัยอยู่ที่ไหนได้ไม่นานก็ต้องระเห็จย้ายออกไปเพื่อไม่ให้ทางการจับตัวได้ ยามนี้อยากผันตัวมารับใช้อสูรเพราะเลื่อมใสในคำด่าเมื่อคราวก่อน ผมเคยขอร้องจิ้นอวี๋เงียบๆว่าช่วยไล่ไปที ผมไม่ต้องการข้ารับใช้ที่ไหนทั้งนั้น! แต่คนใจอ่อนอย่างจิ้นอวี๋น่ะหรือจะทำใจไล่ลง นางยังคงมองโลกในแง่ดีว่าเหมือนมีสมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้น และบ้านไม่เงียบเหงาเหมือนเมื่อก่อนรู้สึกมีชีวิตชีวาตั้งเยอะ...มีชีวิตชีวากะผีสิ! ถ้ารู้ว่าหมอนี่เคยจะเข้ามาวางยาฆ่ายังจะสดชื่นได้อยู่ไหมหา!

...แน่นอนว่าผมพูดไม่ได้ ต้องกุมความลับแสนน่าอึดอัดนี่ไว้ภายใต้ขนฟูๆต่อไป...

แต่การโผล่มาของหมิงเล่อก็ใช่ว่าจะแย่ทีเดียว...นอกจากตามติดเป็นวิญญาณแล้วเขาก็ยังช่วยงานให้จิ้นอวี๋อีกไม่มีเกี่ยงอีกด้วย พวกงานลุยสวน หาของป่า ใช้แรงงานหนักๆ งานละเอียดอ่อนที่แรงควายอย่างอสูรไม่สามารถช่วยได้นายนี่ก็เสนอหน้าไปช่วยจัดการให้ ทำให้จิ้นอวี๋ไม่ต้องเหนื่อยหนักเหมือนเมื่อก่อน

“นี่! ท่านอาจารย์ ฟังข้าอยู่หรือเปล่า”

“เรียกใครอาจารย์ไม่ทราบ”

ผมหันไปแว้ดใส่ แต่หมิงเล่อก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว จิ้นฝูที่นั่งเบียดผมชิดอยู่อีกฝั่งอมลมเข้าสองแก้มจนป่อง

“ข้าถามว่าระหว่างเป็ดกับไก่ท่านอยากเลี้ยงอะไรมากกว่ากัน ข้ากับแม่นางจิ้นคุยกันว่าอยากเลี้ยงสัตว์เอาไว้เก็บไข่กิน แต่ว่ายังตัดสินใจไม่ได้ ข้าว่าไก่ก็ดีนะเลี้ยงง่ายด้วย ข้าเคยเลี้ยงอยู่ตอนยังเป็นเด็ก ท่านอาจารย์ว่าไง”

ผมไม่เข้าใจเลยว่าไอ้เนียนนี่มันทำตัวไหลลื่นเป็นปลาไหลขนาดนี้ได้ยังไง! มาอยู่ไม่ถึงสองวันก็ตีสนิทจิ้นอวี๋ซะจนคุยกันว่าจะเอาไก่เอาเป็ดมาเลี้ยงเสียแล้ว

“ข้าว่าไก่” หมิงเล่อยิ้มแฉ่ง ใบหน้าหล่อเหลาแสบตายื่นมาใกล้จนต้องผงะหนี

“...ข้าว่าเป็ด” จู่ๆจิ้นฝูที่นั่งเงียบอยู่นานก็ปริปากพูดออกมา มือเล็กกำขนแน่นไม่ยอมปล่อย ดวงหน้างามเง้างอนแอบยู่ริมฝีปากสีชมพูนิดๆ ยามเหลือบดวงตาทรงลูกท้องหวานมองมา

ฝั่งหนึ่งไก่ฝั่งหนึ่งเป็ดหันมองผมเหมือนเร่งขอความเห็น แล้วจะมาเอาความเห็นอะไรผมเล่าไปถามจิ้นอวี๋ที่เป็นเจ้าของบ้านสิ แน่นอนว่าพอถูกขนาบข้างกดดันแบบนี้ผมที่อุตส่าห์เป็นอสูรตัวใหญ่แรงเยอะกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นหมาปอมตัวเล็กๆกลมๆ ขนาดตัวหดเหลือไซด์ทีคัพ ปากพลันอึกอักตอบไปว่า “จะอันไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ...”

“ไม่นะ ข้อดีมันต่างกัน / อาเฟยเลือกสิ”

สองหนุ่งสองวัยประสานเสียงกันใส่หูอย่างพร้อมเพรียงผมเหลือกดวงตากว้างอย่างจนปัญญาที่จะตัดสิน สายตาพลางเหลือบมองหาร่างของจิ้นอวี๋เพื่อขอความช่วยเหลือ...แล้วก็พบกับร่างบางๆร่างหนึ่งที่แอบมองอยู่ด้านหลังต้นไม้ นางสะดุ้งโหยงตอนผมพะงาบๆปากว่าช่วยด้วย ศีรษะเล็กๆสั่นไหวแล้วก็พลุบเข้าหลังต้นไม้ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

ยัยสาววายยุคโบราณนี่!!

“ขะ...ข้าว่าห่าน!” ผมตะโกนตอยออกไปโดยเลี่ยงไม่เลือกสักอย่าง แม้ในใจจะเอนเอียงไปทางไก่มากกว่าก็ตาม แต่ถ้าตอบออกไปคงได้ถูกดวงตาผิดหวังของจิ้นฝูโจมตีหัวใจจนสำลักความรู้สึกผิดตายแน่ๆ ทั้งสองหนุ่มพอได้รับคำตอบแล้วก็ค่อยถอยร่างออกห่าง ผมแอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ก็ดีนะท่านอาจารย์ ข้าได้ยินมาว่าห่านดุใช้เฝ้าบ้านแทนสุนัขได้เลย ไข่ก็อร่อยดีเหมือนกัน”

“ถ้าอาเฟยว่าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาหรอก”

เหมือนพบหนทางมีชีวิตรอด ผมล่ะอยากยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

พอตกลงได้แล้วผมก็จัดการไปลากตัวจิ้นอวี๋ออกมาจากหลังต้นไม้ จิ้นอวี๋ไม่มีปัญหาเรื่องว่าจะเลี้ยงอะไร จึงจัดการคุยตกลงเรื่องทำคอกห่านให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมเลยจะออกไปหาต้นไม้มาโค่นทำเตรียมไว้ ส่วนตัวห่านจะไปหาจับในป่าเอา จิ้นฝูและหมิงเล่อไม่พลาดที่จะตามติดผมเข้าป่า ถึงผมจะขอให้พวกเขาอยู่ช่วยจิ้นอวี๋แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล เดินตามเป็นขบวนมาอยู่วันยังค่ำ

“ท่านอาจารย์สุดยอดเลย โค่นต้นไม้ขนาดนี้ได้ยังไงตั้งเยอะ” หมิงเล่อยิ้มหน้าบานเข้ามาวนหน้าวนหลังราวกับสุนัขติดเจ้าของ ถ้ามีหางติดอยู่ที่ตูดตอนนี้มันคงส่ายดิ๊กๆเป็นใบพัดแล้วล่ะมั้ง “ข้าช่วยแบกนะ”

หมิงเล่อเดินไปยกท่อนไม้ขนาดใหญ่ท่อนหนึ่งขึ้นพาดบ่าแล้วเดินนำออกไป สมแล้วที่เป็นแรงผู้ชาย ช่วยทุ่นเวลาไปได้เยอะจริงเชียว ผมหันกลับไปล้มต้นไม้อีกสองสามต้น ก่อนจะสังเกตเห็นร่างเล็กๆร่างหนึ่งนั่งเหงาอยู่คนเดียว

“จิ้นฝู?” ผมเดินตรงเข้าไปหาเขาอย่างเป็นห่วง ตั้งแต่หมิงเล่อโผล่มาเขาก็ดูไม่ร่าเริงเลย ทำท่าไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลาจนผมอดเป็นห่วงไม่ได้ นายเทวดาน้อยเงยใบหน้าสวยจากหญ้าที่เก็บมาหมุนเล่นในมือ “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะหืม?”

จิ้นฝูส่ายหน้า เส้นผมสีดำยาวพลันพลิ้วไหวไปมา

“เจ้าไม่สบายเหรอ” ผมย่อกายลงถามไถ่ ยื่นมือไปกุมฝ่ามือเล็กเข้ามาอยู่ในอุ้งมือหนานุ่ม จิ้นฝูจับตอบมาเบาๆ  

ดวงตาหวานฉ่ำน้ำเหลือบขึ้นมอง นัยน์ตาดูลังเลชวนให้คนสบหัวใจสั่น น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ

“หมิงเล่อเก่งมากเลย...เขาช่วยอาเฟยแบกท่อนไม้ไปได้เยอะมาก แล้วยังช่วยท่านแม่ทำงานได้สารพัดอย่าง”

“เจ้าไม่ชอบเขาเหรอ” ผมลองถามดู ถ้าหากจิ้นฝูเกิดไม่ชอบนายนักฆ่าขึ้นมาจริงๆผมคงต้องสวมบทโหดแล้วไล่เขาออกไป เดิมทีที่ไม่ทำเพราะเห็นว่าจิ้นอวี๋ไม่มีปัญหาที่มีคนในบ้านเพิ่มขึ้นมา แล้วผมก็ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรจะไล่เขาที่ทำหน้าทำตาเลื่อมใสเสียขนาดนั้นให้กลับลงเขาไป แต่ถ้าหากจิ้นฝูอึดอัดที่เขาอยู่ในบ้านผมก็คงต้องไล่

จิ้นฝูชะงักไปนิดหน่อย แต่แล้วกลับส่ายหน้าอีกครั้ง “ข้าก็คิดว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร...แต่ว่า”

“แล้วเจ้าเป็นอะไรหรือ”

“อาเฟยชอบเขาใช่มั้ย...” จิ้นฝูเสียงสั่นเล็กน้อยเหมือนไม่กล้าถาม แต่มือที่บีบจับมากลับแน่นขึ้น

ผมกระพริบตาปริบๆ “ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าชอบเขาล่ะ”

“ก็...เขาเป็นผู้ใหญ่ หน้าตาก็ดี พูดก็เก่ง...แรงเยอะ ตัวสูง...หุ่นดีด้วย เวลาอาเฟยมองเขาทีไรแววตาเป็นประกายทุกที”

ผมสำลักแค่ก!! ก็รู้นะว่าจิ้นฝูเป็นคนช่างสังเกตแต่ก็ไม่คิดว่าจะสังเกตลึกซึ้งถึงปานนี้ จริงอยู่ว่าภายนอกหมอนั่นน่ะน่าจับลากไปกิน แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้เสียที่ไหน ผมถึงตอนนี้จะเป็นอสูรแต่ถ้ามีโอกาสก็เลือกนะ แถมยังเลือกมากด้วย เข้าขั้นเรื่องมากอีกต่างหาก ได้ทีผมก็ส่ายหัวปฏิเสธจนหัวแทบหลุด

“เจ้าอย่าเข้าใจผิดสิ! ก็จริงว่าข้าชอบ....หุ่น...ของเขา แต่ก็ใช่ว่าข้าจะต้องชอบเขาสักหน่อย”

จิ้นฝูได้ยินแล้วก็แทนที่จะทำหน้าดีขึ้น กลับขมวดคิ้วแววตาสั่นระริกหนักกว่าเดิมอีก!

“จะ...จิ้นฝู”

“ข้าอยากโตเร็วๆจังเลย....” จิ้นฝูดึงมือผมไปแนบข้างแก้ม สัมผัสบางเบาผ่านขนฟูหนาๆชวนหวิวใจจนขนด้านลักลุกชัน “ถ้าข้าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเมื่อไหร่ อาเฟยจะมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นมั้ย...”

สะ...สายตาแบบนั้น สายตาแบบนั้นน่ะแบบไหนกัน! ถ้าหมายถึงสายตาตอนที่ผมมองหุ่นตาหมิงเล่อล่ะก็ นั่นน่ะสายตาคนหื่นน่ะจิ้นฝู! สายตาของคนที่อยากจะพุ่งไปขย้ำขยี้(?) บดบี้ขยี้ขยำ ....แค่กๆ ผมไม่รู้ว่าจิ้นฝูหมายถึงอะไร แต่ตอนนี้แค่มองหน้าเขาผมยังทนมองไม่ได้เลย พอจิ้นฝูยื่นหน้ามาทางซ้ายผมก็หลบไปทางขวา พอมาทางขวาก็หลบไปทางซ้าย หลบๆเลี่ยงๆอย่างนี้จนนายหมิงเล่อขนไม้เสร็จเดินร้องเพลงเสียงเพี้ยนกลับมา

“ท่านอาจารย์ จิ้นฝู เล่นอะไรกันอยู่เหรอ”

ผมเผลอชักมือออกด้วยความตกใจ แต่ก็ถูกแรงน้อยๆดึงไว้ไม่ยอมปล่อย ผมหันกลับไปมองจิ้นฝู ใบหน้าเล็กน่ารักฉายแววจริงจังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมปล่อยมือนี้ไปแน่ จิ้นฝูยิ้มเงียบๆ

 

ตกดึกคืนนั้นอาหารค่ำฝีมือจิ้นอวี๋กับหมิงเล่อถูกยกมาจานแล้วจานเล่า โดยเฉพาะปอเปี๊ยะสดกับหมูผัดพริกหวานที่นายนักฆ่าภูมิใจนำเสนอนั้นถูกปากผมมากทีเดียว พอมื้อค่ำผ่านไปพักหนึ่ง จิ้นอวี๋ที่กำลังอร่อยกับทุกอย่างได้ที่ก็วิ่งหายไปในบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับไหบางอย่างในมือ

“วันนี้พระจันทร์เต็มดวงสวยนัก เรามาร่ำสุรากันหน่อยดีไหม?”

หมิงเล่อชูมือสองข้างเห็นด้วยอย่างดี๊ด๊า ส่วนตัวผมกินมากจนพุงป่องไม่อาจยัดอะไรลงท้องได้อีกแล้วจึงโบกมือลา แต่ถึงสมมุติผมยังไม่อิ่ม เหล้าก็จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมไม่แตะเด็ดขาด ตัวผมในโลกเดิมนั้นคออ่อนมาก จิบไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เมาแอ๋ไปเลื้อยใส่คนนู้นคนนี้อย่างไม่รู้ตัวแล้ว เคยมีครั้งหนึ่งผมไปฉลองวันเกิดกับพี่หมิงที่บาร์แห่งหนึ่ง ถูกนายปีศาจนั่นจับเล่นเกมพระราชาลงโทษให้ดื่มแบบไม่คิดชีวิตจนเกือบถูกผู้ชายโต๊ะข้างๆลากไปห้องน้ำแล้ว...โชคดีหน่อยที่อย่างน้อยตาบ้านั่นก็ยังมีน้ำใจไปแย่งตัวผมกลับมาได้ทันท่วงที หลังจากวันนั้นเหล้าก็เหมือนของต้องห้ามสำหรับผมโดยปริยาย แม้ตอนนี้จะเป็นอสูรแล้วแต่ผมก็ไม่เสี่ยงหรอกเกิดเมาแล้วกลายร่างขึ้นมาทำอะไรอันตรายขึ้นมาคงไม่ดี

ผมเดินนวยนาดขึ้นไปนอน หันไปมองสองผู้ใหญ่หนึ่งเด็กที่ยังดื่มด่ำกับพระจันทร์กันอยู่แล้วก็ยกยิ้มแห้งๆ...จิ้นฝูดูเหมือนยังไม่ง่วง แต่เด็กดีอย่างเขาคงไม่คิดแตะของมึนเมาอยู่แล้ว ดีไม่ดีคงนั่งรอดูแลสองผู้ใหญ่ท่าทางไม่ได้เรื่องเมาไม่ได้สติเสียมากกว่าอีกด้วย คิดได้เช่นนั้นผมก็ฟุบตัวลงนอนหลับอย่างสบายใจ....

................

...

กลางดึกสงัดน้ำค้างลงกดอุณหภูมิรอบๆจนเย็นเฉียบ ผมนอนพลิกตัวไปมา ฟังเสียงจิ้งหรีดด้านนอกสงส่งเสียงคลอเบาๆพอให้ราตรีไม่เงียบเหงาด้วยความเพลิดเพลิน และในขณะที่กำลังเคลิ้มได้ที่ ตัวก็รู้สึกหนักๆเหมือนกำลังโดนผีอำ...

บ้าน่า หนีมามิติใหม่ ยุดใหม่ละยังมีผีอำได้ยังไง ถึงเป็นผีจริงแต่ผมก็มั่นใจว่าตอนนี้ผมน่ากลัวกว่าเยอะ แล้วผมได้ยินมาว่ามันเป็นแค่การตื่นไม่เต็มที่ของสมองทำให้พวกเราคิดกันไปเองว่านั่นเป็นผี พอสรุปได้อย่างนั้นผมก็หลับตานอนต่อแบบไม่สนใจ แต่ไอ้สิ่งที่ยุกยิกๆบนตัวกลับทำให้ผมต้องทนลืมตาขึ้นมามอง ความง่วงทำให้เห็นเป็นเพียงเงารูปร่างคนตะคุ่มๆอยู่เท่านั้น...เอ...คนที่จะนอนอยู่ที่นี่กับผมมีแค่คนเดียว

“เจ้าบ้าหมิงเล่อ...ลงไปนะ” ผมงึมงำเสียงต่ำ

“...จิ้นฝูต่างหากล่ะอาเฟย”

แค่น้ำเสียงหวานราวกับลูกพลับสุกเอ่ยออกมาอ้อยอิ่ง ความง่วงทั้งหมดก็ถูกหลุมดำในใจสูบออกจนหมด ผมตาสว่างจ้า ดวงตาอสูรเหลือกโพลงสะท้อนแสงจากจันทร์เต็มดวงจนวาววับ ร่างเล็กที่กำลังคร่อมทับร่างผมอยู่คือจิ้นฝูตัวเป็นๆ ใบหน้าสวยยกยิ้มหวานย้อย ดวงตาฉ่ำน้ำเยิ้มชวนให้หลงเสน่ห์ พวงแก้มขาวนวลทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝาดสีชมพูพร่าทั่วใบหน้า ยามก้มลงหัวเราะคิกคักมีกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมปนเปออกมาด้วย นายเทวดาน้อยของผมดื่มเหล้าเข้าไปหรือเนี่ย!

“จิ้นฝู นี่เจ้าดื่มสุราไปรึ” ผมถามอย่างแตกตื่น แต่คนตัวเล็กที่นั่งทับอยู่ด้านบนกลับโน้มตัวลงนอนเท้าคางใช้นิ้วเรียวเล็กเขี่ยขนแผงอกผมเล่นพร้อมหัวเราะเบาๆไม่ใคร่สนใจ

“พอดีข้ามีเรื่องหนักใจนิดหน่อย...ท่านแม่ก็เลยให้ข้าดื่มดูน่ะนะ...ผู้ใหญ่เนี่ยเวลามีเรื่องไม่สบายใจก็ชอบพึ่งสุราอยู่เรื่อย เห็นทีที่ทำให้สบายใจคงเป็นเรื่องจริงสินะ อาเฟย...คืนนี้สวยจังเลยว่ามั้ย?”

 แต่สายตาของเขาไม่ได้หมายถึงคืนนี้เลยสักนิด! ด้วยประสบการณ์หยาบโลนอันโชกโชนของผมจากโลกเก่า ไอ้สวยนั่นน่ะหมายถึงผมชัดๆ! ยิ่งดวงตาพราวเสน่ห์หวานหยดเริ่มค่อยๆเจ้าเล่ห์ขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อที่ไม่คิดว่าตัวอสูรจะมีได้ก็ออกจนชื้นขนไปหมด ผมหยัดกายลุกขึ้นแล้วดันร่างจิ้นฝูให้ออกไปห่างตัว มองซ้ายมองขวาหาตัวช่วยทันควันก็เห็นนายนักฆ่าหมิงเล่อนอนแผ่กอดไหเหล้าไม่รู้เรื่องอยู่....ออกจะหล่อปานนั้นแต่พอเมาแล้วกลับมีสภาพเละตุ้มเป๊ะจนแทบทนดูไม่ได้ ผมพยายามยื่นขายาวๆไปเขี่ยปลุกเขา แต่ก็ถูกฝ่ามือบางตะปบท่อนขาช่วงบนหมับ! ฉิวเฉียดจุดสำคัญไปเพียงหน่อยเดียวเท่านั้น ตัวอสูรสะดุ้งโหยงไปทั้งร่าง

“ตอนนี้หมิงเล่อหลับลึกอยู่ ปลุกเท่าไหร่ก็คงตื่นยากหน่อยน่ะนะ...” จิ้นฝูพูดเสียงหวานจ๋อยราวกับน้ำผึ้งป่าเดือนห้า

“ปะ...ปลุกยาก?”

“ข้าให้เขาดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้หลับสบายน่ะ...แต่ว่ามันดันมีปฏิกิริยากับเหล้าแรงสักหน่อย ก็เลยมีคุณสมบัติเหมือนยานอนหลับ”

จิ้นฝูวางยาคน! ผมช็อกกับความจริงข้อนี้จนแทบขยับไม่ได้ พอเหล้าเข้าปาก จากเทวดาน้อยก็กลายร่างเป็นปีศาจน้อยไปเสียแล้ว คล้ายเห็นโลกถล่มลงตรงหน้า จิ้นฝูคลานเข่าเข้ามาหาผมด้วยแววตาวาวโรจน์ ผมถดตัวหนีจนร่างชนกับผนังไม้ แสงจันทร์ที่ส่องกระทบเข้าเรือนปะทะเข้ากับผิวขาวผ่องคล้ายหยกขาวจนร่างของเขาเหมือนกำลังมีแสงรอนออกมา เป็นภาพงดงามสะกดหัวใจได้ดีนัก ผมเผลออึ้งมองวูบเดียว รู้สึกตัวอีกทีภาพคล้ายเทวดาตัวน้อยก็ถูกแทนที่ด้วยปีศาจตัวแสบ เสื้อคลุมนอนยาวบนตัวจิ้นฝูก็ค่อยๆถูกเจ้าตัวแก้ออกช้าๆ...เผยให้เห็นร่างเนื้อเปลือยเปล่ากระทบแสงจันทราล่อตาล่อใจ ตอนนี้ผมว่าผมชักเข้าใจแล้วว่าทำไมหมิงเล่อถึงกรี๊ดออกมาตอนนั้น...ผมว่าตอนนี้ผมอยากกรี๊ดบ้างแล้ว!

“ถะ ถะ ถอดเสื้อออกทำไมน่ะจิ้นฝู!

“มันร้อนนี่นา....อาเฟยไม่คิดอย่างนั้นบ้างเหรอ?” ปีศาจน้อยยิ้มกริ่ม แล้วถดมือลงแก้เชือกผูกเอวเชื่องช้า

...แล้วผมก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่จิ้นฝูซ่อนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าน่ารัก...นี่เขาเป็นผู้ใหญ่ร่างเด็กหรือไง! อาวุธทำลายล้างระดับขีปนาวุธที่ซุกซ่อนอยู่ทำเอาผมแทบส่ายหน้าไม่อยากเชื่อ ไม่จริง! นี่มันมากกว่ารุกบางคนที่ผมเคยกิ๊กด้วยซะอีก ไม่ตื่นตัวยังขนาดนี้ผมไม่อยากจินตนาการตอนใช้งานจริงเลยว่าเขาจะปลุกปั่นมันให้อลังการงานสร้างได้ขนาดไหน ผมจับจ้องอย่างไม่เชื่อสายตา...จิ้นฝูได้ทีก็โถมร่างเปล่าเปลือยมากอดหมับ! ร่างที่ไม่มีแม้แต่ผ้าบางๆขวางกั้นชวนให้รู้สึกจักจี๋ไปทั้งร่าง ผมพยายามดันตัวเขาออกไปแต่กลับไม่เป็นผล เรี่ยวแรงของผมค่อยๆถูกกลิ่นหอมจางๆจากตัวของเขาฉุดให้แรงกายอ่อนปวกเปียกไปหมด

 “จู่ๆก็รู้สึกหนาวขึ้นมา...อาเฟยกอดข้าหน่อยสิ....กอดแน่นๆ”

เสียงหวานกระซิบเข้าข้าวใบหูอสูร พลางขยับกายถดเบียดเสียดสีไปมาจนผมตัวแข็งทื่อ...นี่มันชักไม่ดีแล้ว คุณตำรวจครับผมอธิบายได้!

“เจ้าหนาวเพราะเจ้าแก้ผ้าโล่งโจ้งไงเล่า ไปใส่เสื้อผ้าดีๆเถอะนะ...”

“เอ๋~ ไม่เอาหรอก อาเฟยตัวอุ่น กอดอาเฟยดีกว่า”

ไม่ไหวแล้วนะเจ้าเด็กร้ายคนนี้ ไม่วายมือเล็กก็ซนลูบไปทั่วตัวของอสูรขนฟู แหวกม่านขนหนาๆไปสัมผัสผิวเนื้อด้านในด้วยสีหน้าซุกซน

“จะ...จิ้นฝูหยุดเดี๋ยวนี้นะ”

“ว้าว หน้าท้องของอาเฟยเป็นคลื่นกล้ามเนื้อสวยจังเลย...อ๊ะ ตรงนี้มีตุ่มอะไรอยู่ด้วยล่ะ”

ตุ่มอะไรล่ะหัวนมไงเล่า! ผมพยายามปัดมือเขาไปอีกทางแต่นายปีศาจจอมแสบกลับหัวเราะคิก ลอดมือเล็กๆเข้ามาจับเข้ามาบี้ไม่เลิกจนตอนนี้ผมว่าผมเริ่ม...ไม่ไม่โว้ย! ตั้งสติเอาไว้สิอี้เฟย คติข้อหนึ่งของเราคือต้องไม่ปล้ำคนเมา ถ้าเราไม่อดทนแล้วฉวยโอกาสไปล่ะก็คนที่ต้องเสียใจจะไม่ใช่แค่จิ้นฝูแน่ๆ ผมสูดหายใจลึก คว้าไหล่ของเขาหมับแล้วจ้องใบหน้าหวานเยิ้มเพราะฤทธิ์เหล้าด้วยท่าทางจริงจัง

“จิ้นฝู!” ผมขึ้นเสียงดังใส่เขาเป็นครั้งแรก จิ้นฝูกะพริบตาปริบๆ “อย่าทำแบบนี้นะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ห้ามเข้าใกล้ข้าอีกเด็ดขาด!” ยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงดุดัน จิ้นฝูค่อยๆน้ำตาเอ่อ แล้วสุดท้ายหยดน้ำตาเม็ดใสคล้ายมุกน้ำงามก็หล่นร่วงออกจากสองดวงตาลูกท้อผล็อยๆ ผมตกใจจนไม่เป็นอันดุต่อ หัวใจอ่อนยวบลงพร้อมๆกับน้ำตาของเขา “ข้าขอโทษ! ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น...”

“นะ...นั่นเพราะอาเฟยไม่ชอบข้าเหรอ” จิ้นฝูถามเสียงสั่น ข้อมือบางยกขึ้นปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า เอื้อ...ความรู้สึกบีบหัวใจจนแทบลงไปนอนดิ้นตายมันเป็นแบบนี้เองสินะ! ผมแทบจะทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เงอะงะมองจิ้นฝูก้มหน้าสวยร้องไห้เงียบ “อาเฟยไม่ชอบข้าแล้วใช่มั้ย? ถึงได้รังเกียจข้าแบบนี้...ถึงได้ไม่อยากอยู่ใกล้ข้าอีก”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ผมอ้ำอึ้งอย่างบอกไม่ถูก เคยได้ยินมาว่าเมื่อคนเมามักพูดสิ่งที่คิดอยู่ออกมาตรงๆ...ถ้าอย่างนั้นนี่คือจิตใจลึกๆของจิ้นฝูหรือ เขาอยากให้ผมสนใจมากถึงขนาดยอมทำอะไรบ้าๆแบบนี้ “ขะ...ข้าชอบเจ้า ไม่มีทางรังเกียจเจ้าแน่นอน”

“ชอบ...ชอบมากกว่าอาหมิงด้วยหรือเปล่า”

อาหมิง? ผมเอียงคองงเล็กน้อย นี่จิ้นฝูสนิทกับหมิงเล่อขนาดเรียกชื่อเล่นอย่างนี้แล้วเหรอ แต่เมื่อเห็นผมเงียบไปนานดวงหน้างามล้ำก็เริ่มเอ่อคลออีกครั้ง จนผมต้องฉวยสองข้างแก้มขึ้นแล้วถดใบหน้าเข้ายิ้มใส่

“แน่นอนสิ! ชอบที่สุดเลย ชอบมากกว่าทุกๆคนเลยล่ะ”

“ชะ...ชอบข้า?”

“ใช่! อาเฟยชอบจิ้นฝูที่สุดเลย”

ได้ยินเพียงเท่านั้น ก็เหมือนกับม่านหมอกที่ปกคลุมดวงตากลมโตคู่นั้นถูกลมพัดเป่าหายไป แววตาเจ้าเล่ห์เริ่มกลับมาสุกใส น้ำตาหนึ่งหยดไหลออกมาส่งท้ายยามที่แพขนตายาวหลุบลงพร้อมรอยยิ้มปีติที่ผลิแย้มราวกับดอกไม้ขาว น้ำเสียงทุ้มใสพึมพำว่าดีใจจังซ้ำๆ จนกระทั่งเงียบนิ่งไปนาน พอผมปล่อยฝ่ามือทั้งสองข้างออกร่างของจิ้นฝูก็โถมลงใส่อกหลับปุ๋ยทั้งๆที่กำลังโป๊อยู่  เป็นอันว่าสงครามยั่วกิเลสได้จบสิ้นลงแล้ว...

แต่ทว่าสงครามมารในตัวผมนั้นยังไม่จบ ผมต้องกลั้นใจจับจิ้นฝูแต่งตัวให้เรียบร้อยตามเดิม แล้วก็นั่นแล...กว่าจะข่มตาหลับลงนกกระจิบก็ส่งเสียงร้องเจื้อยรับอรุณกันเรียบร้อย

                .....

 

                “ท่านอาจารย์เป็นอะไรไปน่ะ หน้าตาน่ากลัวกว่าทุกวันนะ”

                “หุบปากไป เพราะเจ้านั่นแหละ ไอ้ตัวปัญหา!

                ผมหันไปแว้ดอย่างหงุดหงิดตามประสาอสูรนอนไม่พอ นี่ขนาดว่าขนตัวเองดกดำแล้วนะทำไมถึงได้รู้สึกว่าวันนี้ใต้ตาดำกันได้ล่ะเนี่ย

                ขณะที่ผมในร่างอสูรหมาปอมกำลังหงุดหงิดอย่างที่ไม่ได้เป็นมานานนั้น จิ้นฝูกลับตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่อย่างเบิกบาน ดวงตากลมโตใสแจ๋วกลับมาสดใสตามเดิม กระทั่งรอยยิ้มที่มักจะแต่งแต้มบนใบหน้าสวยก็กลับมาส่งยิ้มให้ผมแล้ว...แต่ทว่ากลับเป็นผมเองที่พอเห็นรอยยิ้มนั่นของเขาดันทำใจมองอย่างเต็มตาเช่นเดิมไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ดันเผลอหลบตาหนีด้วยหัวใจเต้นแรงขึ้น

                “ท่านอาจารย์ เป็นอะไรน่ะ”

                “ไม่ยุ่งสักเรื่องจะตายไหมเจ้าน่ะ”

                “อ้าวจิ้นฝู อารมณ์ดีเชียวนะวันนี้ มีอะไรดีๆเกิดขึ้นเหรอ” จิ้นอวี๋ที่เดินเซเล็กน้อยออกมาทักลูกชาย ในมือถือถาดเนื้อตากแห้งลงมาด้วย

                ผมใจเต้นระรัว...จิ้นฝูไม่ใช่เด็กโกหก เขาจะต้องพูดเรื่องเมื่อคืนออกไปแน่...อย่า! ตอนนี้ผมเห็นประตูคุกเปิดอยู่รำไรแล้ว

                จิ้นฝูแอบเหลือบมองผมด้วยใบหน้าชมพูเรื่อ ผมรีบยกมือขึ้นปัดไปมาแล้วทำเป็นกากบาท ไอ้เจ้าหมิงเล่อจอมเด๋อด๋าเห็นผมทำก็ทำท่าตามเป็นการใหญ่...จะมาทำท่าตามทำไมล่ะไอ้บื้อเอ๊ย!

                “เมื่อคืน...ข้า....” จิ้นฝูพูดเสียงเบา แต่ก็ดังพอจะได้ยินกันหมด ผมกรีดร้องในลำคอ จิตใจเบื้องลึกตะโกนก้องว่าไม่รอดแล้วจ้า หวังว่าคุกในโลกนี้จะติดไม่นานนะ “ข้า...ฝันดีน่ะท่านแม่”

                เอ๊ะ...

                “ฝันดีรึ” จิ้นอวี๋ย่นคิ้วสงสัย แต่พอนางสังเกตสองแก้มแดงของลูกชาย รอยยิ้มเย้าแหย่ก็ปรากฏออกมา “ฝันถึงอาเฟยใช่มั้ยล่ะ ฝันว่าไงเหรอ”

                “มะ ไม่บอกหรอก!” จิ้นฝูรีบยกมือปิดริมฝีปากเล็กแล้ววิ่งหนีมารดามากอดเอวผมแน่น

                เขาจำไม่ได้...ไม่สิ เขาคิดว่านั่นเป็นความฝันเหรอ! เสียงระฆังแห่งชัยชนะก้องกังวานในใจผมดังสนั่น ลมหายใจโล่งอกถอนฟู่ออกมาจนขนปลิว ผมใช้อ้อมแขนอสูรกอดตัวเขาตอบ ในที่สุดระยะห่างแสนระแคะระคายก็สิ้นสุดลง...จิ้นฝูกลับมาสนิทกับผมเหมือนเดิมแล้ว นายเทวดาน้อยของผมเงยหน้ามองตาแป๋ว พลันรอยยิ้มเขินอายคล้ายไออุ่นฤดูใบไม้ผลิก็ปรากฏออกมาชวนให้ดวงใจร้อนวูบ ผมจับจังหวะหัวใจของเจ้าอสูรด้วยความรู้สึกสับสน แต่ก็ไม่อาจปล่อยสองแขนที่กอดร่างน้อยๆไปได้

                ทันใดนั้นในหูพลางได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าคนเดินมา...ผมชูคอขึ้นมอง

                “จิ้นอวี๋ ข้าได้ยินเสียงคนเดิน” ผมร้องบอกหญิงสาวที่กำลังง่วนปีนเก็บผักกาดตากแห้งบนหลังคาอยู่ นางหันมาแล้วชะโงกคอมองจากหลังคา ก่อนที่สีหน้าตกใจจะโผล่ขึ้นตาม

                “ทะ...ท่านพี่”

                “ท่านพี่? พี่ชายเจ้าเหรอ” ผมถาม

                “ไม่ใช่” สีหน้าของจิ้นอวี๋กรุ่นเค้าเครียดขึ้น “สามีของข้า จิ้นเจิ้งหู่”

                พลันสีหน้าของทั้งจิ้นอวี๋และจิ้นฝูก็หม่นลงทันตา หมิงเล่อยืนอยู่ข้างๆสะกิดหลังผมยิก

                “...เราหลบออกไปกันก่อนเถอะท่านอาจารย์”

 

                ด้วยต่อมความเผือกคูณสองระหว่างผมและนายนักฆ่า ทำให้สุดท้ายเราก็ไม่อาจตัดสินใจหลบไปไหนได้ไกล จำต้องนั่งคู้แอบฟังเรื่องในจวนคนอื่นเขาเสียอย่างนั้น ผมกับหมิงเล่อกลับมาหลบอยู่ในเรือนไม้กว้างที่เชื่อมกับเรือนของสองแม่ลูกเงียบ ลงกลอนใส่ไม้คั่นประตูกันไม่ให้มีใครเปิดเข้ามา ขังตัวเองไว้ในเรือนนั้น

                “ข้าเองก็นึกว่าพวกเขาหย่าขาดกันแล้ว”

                “เจ้าโง่หรือโง่ ถ้าหย่าขาดกันจริงนังฮูหยินอีแร้งจะส่งเจ้ามาฆ่าพวกเขาทำซากอะไรล่ะ”

                “ก็จริงของท่านอาจารย์ ท่านนี่ฉลาดจริงๆ!

                “...ข้าว่าเพราะเจ้าโง่เกินไปต่างหาก” ผมหรี่ตาด่า แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งโดนผมด่าหมิงเล่อถึงดูดีอกดีใจ แต่พอจะอ้าปากด่าไปอีก ใบหูก็กระดิกไปมา ผมยกนิ้วชี้จรดปากให้หมิงเล่อเงียบลง เขาพยักหน้ารับแล้วแนบหูฟัง

                “ข้าได้ยินไม่ถนัดเท่าไหร่เลยแฮะ” หมิงเล่อบ่น แต่ผมซึ่งเป็นอสูรและมีความสามารถพิเศษดักฟังเสียงและมองทะลุสิ่งของกลับมองเห็นและได้ยินทุกอย่างชัดเจนเหมือนไปนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย

                จิ้นฝูยกชามาเสิร์ฟตามคำสั่งมารดา ก่อนจะถดกายนั่งลงข้างจิ้นอวี๋เงียบ รอยยิ้มที่แต้มบนใบหน้าสวยหายไป จิ้นฝูกลายเป็นเด็กเงียบขรึมหน้าตายไร้ชีวิตชีวาเหมือนตุ๊กตา จิ้นอวี๋ก็ไม่แพ้กัน ท่าทางร่าเริงสดใสของนางไม่มีเหลืออยู่เลย กลายเป็นหญิงสาวใบหน้าอมทุกข์

                ตรงข้ามพวกเขาคือชายวัยกลางคนหน้าตาหยิ่งๆคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสราคาแพงทอลายวิจิตร บ่งบอกฐานะ ให้ผมเดานั่นคงเป็นจิ้นเจิ้งหู่ สามีของจิ้นอวี๋และพ่อบังเกิดกล้าวของจิ้งฝู

                ส่วนถัดไปด้านหลังอีกคือเหล่าคนใช้ที่ติดตามมาสองสามคน ผมจะไม่พูดถึงละกันเพราะดูไร้บทบาท

                “ไม่ทราบว่าท่านพี่มีธุระอะไรกับพวกเราหรือ” จิ้นอวี๋ถามเสียงเข้ม นางไม่ยอมสบตาสามีเลยแม้แต่นิด

                “อวี๋เอ๋อร์” ตาแก่นั่นยื่นมือมากุมมือจิ้นอวี๋ไว้ สีหน้านางดูตกใจมากแต่ก็ไม่กล้าชักออก “เรือนนี้เจ้าลงมือสร้างเองรึ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีความสามารถเก่งกาจถึงเพียงนี้ เจ้าทำมันคนเดียวได้อย่างไร”

                “...อย่านอกเรื่องเลยเจ้าค่ะ มีธุระใดก็พูดมา ข้ายังต้องไปเก็บเนื้อตากแห้งอีก”

                “เนื้อตากแห้ง!” ตาแก่เจิ้งหู่ทำทีเอามือทาบอกเบิกตาตกใจ ส่ายหน้าไปมา “โถ่อวี๋เอ๋อร์ ช่างหน้าเวทนาสงสารยิ่ง”

                ...แล้วมันเป็นเพราะใครกันล่ะฟะที่หลับหูหลับตาหลงเมียใหม่ไล่นางออกมา! ผมขบเขี้ยวกรอด ใจอยากลุกไปช่วยจิ้นอวี๋เสียเดี๋ยวนั้น

                “พวกเราก็อย่างนี้ อยู่บนเขาอยู่กับป่า ต้องรู้จักถนอมอาหารไว้เสมอ” จิ้นอวี๋ตอบปัดตัดรำคาญ “ท่านมีอะไรก็รีบพูดเถิด”

                เมื่อเห็นเมียไม่อารัมภบทตาม จิ้นเจิ้งหู่ก็ทำทีกระแอมไอแก้เก้อ

                “เจ้า...กลับไปอยู่เรือนสกุลจิ้นกับข้าเถิด”

                ได้ยินเพียงเท่านั้นหน้าจิ้นอวี๋กับจิ้นฝูก็พากันตื่นตะลึง จิ้นฝูยื่นมือมาจับจิ้นอวี๋แล้วเอ่ยเรียกท่านแม่เสียงเบาหวิว

                “ท่าน...ล้อข้าเล่นหรืออย่างไร ข้ากลับไปได้ที่ไหน ท่านพี่ก็รู้ว่าฮูหยินใหญ่ไม่ชอบข้า! ระหว่างที่ข้าท้องจิ้นฝูนางก็ทำสารพัดอย่างเพื่อให้ข้าแท้ง วางยาพิษใส่ข้าต่างๆนาๆจนสั่งสมเป็นโรคร้าย ข้ารักตัวกลัวตาย และเป็นห่วงชีวิตของลูกยิ่งกว่าสิ่งใด ตอนที่ท่านเสนอให้ข้าออกจากเรือนใหญ่ไปอาศัยอยู่บนเขาข้าถึงยอมระเห็จระเหินออกมา แม้ท่านไม่ส่งเบี้ยเลี้ยงใดมาให้ก็ไม่เคยบากหน้าไปขอ”

                ความจริงที่หลุดออกมาจากปากจิ้นอวี๋ทำเอาทุกอย่างเงียบสนิท จิ้นเจิ้งหู่ข่มตาลงอย่างฝืนทนต่อความจริงแสนโหดร้ายว่าเขานั้นทอดทิ้งพวกนางเอาไว้เพื่อให้ตกตายอยู่กลางเขา ผมซึ่งเป็นคนนอกแต่รู้เรื่องอยู่บ้างได้มาฟังอีกครั้งก็สะเทือนใจมันทุกครั้ง จิ้นอวี๋ผู้เข้มแข็งจับฝ่ามือเล็กของจิ้นฝูไม่ยอมปล่อย

                ต่อให้ต้องป่วยตายอย่างน่าเวทนาบนเขาร้างผู้คน แต่หากจะให้นางลดศักดิ์ศรีล่ะก็ไม่มีวัน

                “ข้าผิดต่อเจ้าแล้ว” จิ้นเจิ้งหู่ไม่ยอมถอดใจง่ายๆ “เจ้าอยู่บนเขาอาจไม่รู้...แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะส่งนางกลับไปอยู่แคว้นเยวี่ยบ้านเกิดของนางแล้ว ในเรือนใหญ่จึงไม่มีฮูหยินลี่อีก”

                จิ้นอวี๋ตกใจจนเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัว นางย่นคิ้วงวยงง “ส่งฮูหยินใหญ่กลับบ้านเกิด...”

                “ใช่ เมื่อไม่กี่วันก่อนบ่าวรับใช้และชาวบ้านละแวกนั้นได้พบว่านางเล่นชู้”

                ผมถึงกับสำลักพรืด! หมิงเล่อที่แอบฟังอยู่ข้างๆ อุตส่าห์ไม่ได้ยินบทสนทนาตั้งมากแต่กลับได้ยินคำนี้ชัดแจ๋ว เจ้าตัวยกฝ่ามือขึ้นนวดขมับอย่างอับจน

                “ข้าเองก็เพิ่งกลับมาจากงานราชการพร้อมกับจิ้นเหยียน ได้ทราบข่าวก็โกรธจนแทบจะล้มป่วย แต่ลี่มี่ก็ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง จนข้าเรียกหมอมาตรวจสอบ...ก็ไม่พบอย่างที่นางว่า แต่ทว่าชื่อเสียงครั้งหนึ่งเมื่อเสียไปแล้วก็ยากจะกู้คืนมาภายในเวลาสั้นๆ ร้อยปากร้อยตาว่าไม่เหมือนกัน จนกว่าเรื่องจะซาลง ข้าจึงส่งนางกลับไปยังบ้านเกิดเสีย”

                จิ้นอวี๋สดับฟังเงียบเชียบ ใบหน้าราบเรียบไม่ฉายแววเวทนาหรืออารมณ์ใดๆออกมาเลย

                “...ท่านจึงอยากให้ข้ากลับไปดูแลจวนหรือ”

                “ใช่”

                ช่างเห็นแก่ตัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผมนึกอยากจะพังกำแพงแล้ววิ่งไปกัดคอพ่อจิ้นฝูมันเดี๋ยวนั้น ให้ตายเถอะ ทำไมผู้ชายยุโบราณถึงได้โลเลใจง่ายเสียขนาดนี้ ทำรางกับสตรีเป็นสิ่งของ ได้ใหม่ลืมเก่า ทิ้งขว้างตามใจชอบ พอนึกอยากได้คืนก็เรียกกลับไปใหม่แบบนี้ก็ได้เหรอ หมิงเล่อที่เป็นบุรุษยุคนี้ได้ฟังคำพูดเห็นแก่ตัวของจิ้นเจิ้งหู่ยังแหยหน้าไม่พอใจ

                “ตาแก่นี่น่าจะโดนวางยาตายๆไปสักทีนะท่านอาจารย์”

                “นี่แหละคนที่เจ้าสมควรฆ่าหมิงเล่อ” ได้ทีผมก็กรอกข้อมูลผิดๆเข้าสมองซื่อบื้อเป็นการใหญ่

                ในห้องนั้นเงียบลง จิ้นอวี๋หลับตาคล้ายใช้ความคิด ใบหน้างดงามเหมือนเทพธิดาผ่องสว่างบริสุทธิ์จนจิ้นเจิ้งหู่มองเคลิ้มไปหลายวินาที แต่ทว่าเมื่อนางลืมตาขึ้นมาใหม่ ใบหน้าของสามีก็ซีดลงทันตา

                “...ข้าขอปฏิเสธ!

                “ทำไม!” จิ้นเจิ้งหู่ตะวาดเสียงดังลั่น

                “ข้านั้นเคยคิดว่าการถูกไล่ออกจากบ้านมาอยู่ที่นี่เป็นโชคร้าย แต่ความจริงแล้วมันคือโชคดีต่างหาก ข้าได้อยู่กับลูกชายโดยไม่ต้องคอยกังวลว่าวันไหนจะตายเมื่อไหร่ ไม่ต้องมานั่งเครียดยามต้องโดนกลั่นแกล้งรังแกเหมือนหมูเหมือนหมา มีสามีก็เหมือนไม่มี ไม่ต้องถูกดูถูกเหยียดหยามทุกวี่วัน ได้พบสหายที่ดีมาก ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ อยู่กลางเขาใช้ว่าจะลำบาก กินของป่า หาอาหารตามธรรมชาติใช่ว่ารสชาติจะย่ำแย่อะไร ท่านพี่เข้าใจสิ่งที่ข้าอยากพูดมั้ย”

                “จะ...เจ้า หรือว่าเจ้า...”

                “ข้าขอหย่า!” จิ้นอวี๋เร่งระดับเสียงดังลั่นเรือนจนไม้สั่น แล้วล้วงหยิบม้วนกระดาษหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ “นี่เป็นใบหย่าที่ฮูหยินลี่มี่เคยให้ข้าเมื่อนานมาแล้ว วันนี้ข้าขอใช้มัน”

                “บังอาจนักจิ้นอวี๋! นี่เจ้าคิดว่าทำแบบนี้ดีแล้วอย่างนั้นรึ”

                “ก็ยังดีกว่าต้องอยู่กับท่านไหมล่ะ”

                พ่อแม่ทะเลาะกันไปมาข้ามร่างน้อยๆที่สั่นกลัวอยู่ ผมสงสารจิ้นฝูจับใจ...แล้วพลางคิดถึงตัวผมเองในตอนเด็ก ผมเองก็เคยต้องไปหลบอยู่ใต้บันไดหนีเสียงทะเลาะของพ่อกับแม่บ่อยครั้ง แต่ก็โชคดีที่ความทรมานนั้นสิ้นสุดลงเร็ว ผมเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก แล้วก็จำหน้าแม่แทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ความทรงจำของแม่ที่ตกค้างอยู่เลยมีแต่ตอนที่พวกเขาทะเลาะกันเท่านั้น

                จิ้นเจิ้งหู่เหมือนจนคำพูด เขามองซ้ายขวาเหมือนกำลังหาตัวช่วย...ทันใดนั้นก็สบเข้ากับดวงตาคลอน้ำของนายเทวดาน้อย รอยยิ้มร้ายเผล่ออกมา

                “เจ้าไม่อยากกลับไปอยู่กับข้าไม่เป็นไร...แต่จิ้นฝูต้องไป”

                “ไม่ได้!” จิ้นอวี๋กอดร่างบอบบางไว้แน่น

                “ไม่ได้ได้อย่างไร...เจ้าก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าการที่จิ้นฝูต้องมาทนจับเจ่าอยู่กับเจ้าแบบนี้ทำให้เขาเสียโอกาสดีๆหลายอย่าง เขาไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเลยสักคน! เสื้อผ้าก็มีแต่เก่าๆขาดๆ ฟูกนอนพวกเจ้าก็แข็งอย่างกับศิลาหิน มันไม่ดีกับจิ้นฝูเลยเห็นไหมล่ะ แล้วที่สำคัญ...ทั้งข้าทั้งเจ้าก็รู้ดีแก่ใจว่าจิ้นฝูเก่งเรื่องสมุนไพรมากแค่ไหน ความสามารถของเขาต้องได้เงินข้าสนับสนุน เจ้าเป็นแค่สตรีอ่อนแอจะไปมีปัญญาส่งเสียให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างไรถ้าไม่พึ่งพาข้า ข้าจะส่งจิ้นฝูเข้าโรงเรียนดีๆ แล้วไปเป็นหมอยาอย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้...ดีหรือไม่เล่า”

                จิ้นอวี๋นิ่งงัน...ผมเองก็อึ้งไป...อยากเถียงใจแทบขาดแต่กลับพูดอะไรไม่ออก เพราะทุกสิ่งที่จิ้นเจิ้งหู่พูดเป็นความจริงทุกอย่าง จิ้นฝูเป็นเด็กที่เก่ง เขาต้องการแรงสนับสนุน...แต่พวกเราไม่สามารถส่งเขาไปได้ เรื่องการใช้ชีวิต ข้าวของทุกอย่างก็เป็นเรื่องจริง แม้บ้านจะกว้างขวางขึ้น มีสวนผักและกำลังจะมีเล้าห่าน แต่มันก็ไม่ได้กลบความจริงที่ว่าจิ้นฝูต้องได้อยู่ที่ที่ดีกว่านี้ไปได้เลย กระทั่งหมิงเล่อที่เพิ่งมาอาศัยชายคาด้วยไม่นานยังรู้ความจริงในข้อนี้ พวกเราสามคนล้วนจุกจนพูดไม่ออก

                จิ้งจอกเฒ่าเจิ้งหู่ยิ้มแฉ่ง เขาวางแผนมาอย่างดีแล้วสินะ คงรู้อยู่แล้วว่าแค่มาขอร้องธรรมดาไม่อาจเปลี่ยนใจจิ้นอวี๋ได้ถึงได้เอาจิ้นฝูมาขู่อ้าง หากได้ตัวเขาไปแล้ว จิ้นอวี๋ที่รักลูกมากจะต้องตามไปในไม่ช้าอยู่ดี

                “แล้วพรุ่งนี้ข้าจะมารับข่าวดี”

                จิ้นเจิ้งหู่หยัดกายลุกขึ้นเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่รีรอ ขบวนคนรับใช้เดินออกมากันหมดบ้าน แล้วบ้านก็กลับเข้าสู่สภาวะเงียบงัน...

               

 

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


...อย่าเอาน้องป๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย ;{};


กลับมาพบกันอีกครั้งครับผม ถ้าตอนนี้ทำให้ทุกท่านสนุกไปกับผมด้วยได้ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะครับ


ว่ากันว่าบางทางเลือกก็ถูกกำหนดไว้ แล้วใครกันที่มากำหนด เรา หรือ คนอื่น


ตอนนี้คือจิตด้านมืดอย่างแต่งให้จิ้นฝูอ่อยอย่างชั่วร้าย แต่กฏหมายคุ้มครองเด็กจ่อคอหอยจนผมต้องเก็บต่อมบ้ากามเข้าสู่หลุดดำในจิตใจ ให้แซะพอเป็นพิธีแล้วค่อยเก็ยไปแซะหนักๆตอนน้องโตละกัน.....(ร้องไห้หนักมาก---)

บักปิ๊ดขอกล่าวอำลาทุกท่าน รักและคิดถึงทุกคนเสมอครับ

เจอกันตอนหน้าครับผม

บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 468 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2102 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 15:05
    มาทีวงแตกเลย
    #2,102
    0
  2. #2080 artificial_love (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 15:40
    ตาแก่จิ้นนนนนน กลับไปเลยไป๊
    #2,080
    0
  3. #2011 shin ai2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 22:18
    อิตาหมิงเล่อนี่มันอินชัดๆ เจ้าเด็กน้อยนั่นก็วิลเลี่ยม555555555
    #2,011
    0
  4. #1947 FernNAlls (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 20:36
    น้องงงงงงอย่ามายุ่งกับน้องนะ!!! ออกไป๊!!!
    #1,947
    0
  5. #1778 S e L u O n l y (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 00:06
    แต่ตัดสินใจยากมากจริงๆ...
    #1,778
    0
  6. #1777 S e L u O n l y (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 00:06
    สนุกกกก
    #1,777
    0
  7. #1590 bb.smile (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 21:34
    เกลียดผชแบบนี้จริงๆ
    #1,590
    0
  8. #1299 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 01:54
    อ้ากกกก เครียดแทนนนน กุมขมับ
    #1,299
    0
  9. #1238 bloodc2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 15:49
    อห พ่อเลวมั่ก--
    #1,238
    0
  10. #1147 พิราบโลหิต (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 01:15
    เรื่องนี้เบี้ยนหนักมาก แต่ดูจากขนาด..แค่ก! หมายถึงบทบาทน้องฝูคงเป็นรุกใช่มั้ยลูกก
    #1,147
    0
  11. #1119 sirinda8844 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 18:51
    .....น่ากระโดดถีบ-คุณพ่อเวนตะไรจริงๆ
    #1,119
    0
  12. #896 paweenapk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 12:02
    จิ้นฝูเป็นรุก..
    #896
    0
  13. #764 ohjesus (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 13:35
    จิ้นฝูโตขึ้นหนูต้องสวยสะพรั่งแน่นอน คนอะไรน่ารักเหลือเกิน YvY ตอนอยู่กับพี่ปอมก็เหมือนมีออร่านายเอกออกมาตลอดเวลา เคะ!
    #764
    0
  14. #523 Sei-chan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:53
    อาเฟยตบมันให้กระเด็นกลิ้งลงเขาไปเลย!
    #523
    0
  15. #476 ploybrf2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 04:59
    เป็นคนที่บัดสบมาก
    #476
    0
  16. #276 momo-moon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:08
    อิพ่อนี้ น่าให้อาเฟยตบให้กระเด็นซะที
    #276
    0
  17. #225 Blueheart (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:01
    ฮึ้ย เป็นพ่อและสามีที่บัดซบมาก
    #225
    0
  18. #191 Narh_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 09:10
    อย่าเอาน้องไปปปปป
    #191
    0
  19. #123 BenTo@Love.com (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 12:14
    อย่าเอาน้องไปนะลุงจอมเจ้าเล่ห์!! ให้อาเฟยจับตบคอหัก
    #123
    0
  20. #35 LN3210 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 09:49
    กำลังหวีดจิ้นฝูเลยงานดีเหลือเกินค่ะ (ซับเลือด) อิพ่อโผล่มาทำไมมมมมมม
    #35
    0
  21. #34 witchhound (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 00:58
    อ่านรวดเดียวจบเลย สนุกมากกกก
    ไม่อยากให้จิ้นฝูไปกับพ่อเลย ส่งเสียดีแล้วยังไง ความสุขทางใจมันสำคัญกว่า
    อีกถ้าไปอยู่กับพ่อก็ต้องแยกกับอี้เฟยนะสิ จิ้นฝูจะยอมไปจริงหรอ?
    #34
    0
  22. #33 436043604360 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 21:34
    พ่อแม่ง เ_-้_ย
    #33
    0
  23. #32 Bool14 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:55
    ด้าน x ด้าน มากอิท่านพ่อ
    #32
    0
  24. #31 เพลิงเจ้าหญิงซาตาน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:41
    โคตรน่าฆ่า.....
    #31
    0
  25. #30 พีมครับ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:10
    ค้างงงอ่าาาามาต่อไวๆนะ
    #30
    0