อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 5 : ไม่เด็ดอย่าเรียกอสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,854
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 515 ครั้ง
    18 ต.ค. 60

ไม่เด็ดอย่าเรียกอสูร 

 

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ และกลิ่นหอมสบายของสมุนไพรธรรมชาติ ณ ห้องโถงหนึ่งของเรือนไม้สักมีเด็กผู้ชายหน้าตางดงามราวกับหลุดออกมาจากสวรรค์สักชั้นนั่งขมักเขม้นบดยาสมุนไพรในถ้วยกระเบื้องอยู่ ฝ่ามือเล็กบางก็คอยจับเส้นผมสีดำยาวเหมือนม่านน้ำตกทัดใบหูครั้งแล้วครั้งเล่า...จนผมเข้ามานอนแผ่เอกเขนกโชว์ขนฟูฟ่องขนาดนี้แล้วเขาก็ยังไม่รู้ตัว

เวลาที่จิ้นฝูตั้งใจทำอะไรสักอย่างเขามักจะมีสมาธิมากซะจนไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลย...ดูใบหน้าน่ารักที่ขมวดคิ้วนั่นสิ ไหนจะริมฝีปากเล็กๆสีชมพูที่กำลังเม้มแน่นนั่นอีก โอ๊ย....ผมพยายามหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปคว้าตัวเด็กมาฟัด พร่ำบอกต่อจิตใจว่าห้ามเขาไปกวนตอนจิ้นฝูกำลังผสมยาอยู่เด็ดขาด ผมเคยเข้าไปกวนครั้งหนึ่ง สมุนไพรที่อุตส่าห์ดั้งด้นไปเก็บบนเขามาได้เลยเสียไปฟรี ยังจำสีหน้าสวยเศร้าสลดนั้นได้อยู่เลย ตราบาปที่ทำให้ใบหน้างามน้ำตาคลอวันนั้นตอกลงกลางใจเหมือนเข็มพิษฝังตะปู ผมไม่กล้าเข้าไปชวนเขาเล่นตอนที่ทำยาสมุนไพรอีกเลย

จิ้นฝูเป็นเด็กที่ทั้งขยัน กตัญญู เก่งแถมฉลาด เขาจดจำทุกอย่างผ่านสายตาได้แม่นเพียงครั้งเดียว ที่เห็นนั่งบดนั่งบี้สมุนไพรอยู่ก็เป็นเพราะว่าตอนเด็กแค่เปิดหนังสือสมุนไพรในบ้านดูโดยบังเอิญเท่านั้น...พอโดนเนรเทศมาอยู่บนเขาเห็นสมุนไพรเลยเอามาทำเล่นฆ่าเวลา...แต่ไอ้ฆ่าเวลาของเขาน่ะมันดันใช้ได้ดีมาก ซ้ำยังมีประโยชน์อีกต่างหาก ตอนจิ้นอวี๋ยังป่วยอยู่ก็ได้ยาสมุนไพรของลูกชายช่วยไว้ตั้งกี่ครั้งก็ไม่รู้ นี่แทบไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเขาเกิดเอาจริงเอาจังขึ้นมาจะสร้างยาวิเศษแบบไหนได้...

“อาเฟย?” น้ำเสียงทุ้มใสเอ่ยเรียกพร้อมกับท่าเอียงคอพิฆาตใจ ผมสะดุ้งโหยงจนขนชี้ กำลังเหม่อๆอยู่ถูกเรียกทีไรร่างเจ้าอสูรมักสะดุ้งไปซะทุกที จิ้นฝูคลานเข้ามาใกล้ๆอสูรที่นอนแผ่พุงอยู่แล้วชะโงกยิ้มมอง “มานอนตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะไม่เห็นรู้ตัวเลย”

“เห็นเจ้าตั้งใจบดยาอยู่เลยไม่กล้าเรียกน่ะสิ”

จิ้นฝูนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะยกชายแขนเสื้อขึ้นมาดมแล้วถดร่างออกห่างจากอสูร...ผมหยัดกายลุกขึ้นแล้วจะขยับเข้าไปใกล้ เขาก็รีบถอยหนีทันที

“เจ้าจะถดตัวหนีไปไหนน่ะ” ผมเอ่ยถามออกมา

จิ้นฝูก้มหน้าที่กำลังขึ้นสีแดงซ่านแน่นิ่ง น้ำเสียงหวานคล้ายลูกพลับสุกกล่าวอ้อมแอ้มเสียงเบา

“ตะ...ตัวข้าตอนนี้มีแต่กลิ่นยาสมุนไพรฉุน อาเฟยอาจจะเหม็นก็ได้...”

ทันใดนั้นสมองผมก็ประมวลภาพเหตุการณ์ตอนซาลาเปาไส้หมาพูดล้อจิ้นฝูขึ้นมา...ตอนนั้นมันด่าว่าจิ้นฝูน้อยว่าตัวมีแต่กลิ่นยาสมุนไพรเหม็นโฉ่ ผมเห็นสีหน้าเขายังส่งยิ้มอยู่เลยคิดว่าอาจจะไม่ได้สนใจเก็บมาคิด แต่คราวนี้ดูท่าว่าจะไม่เป็นอย่างที่คาดเสียแล้ว จิ้นฝูอายกลิ่นสมุนไพรที่มักติดกายเข้าอยู่เสมอ สองแขนเล็กยกขึ้นกอดตัวเองเหมือนไม่อยากให้ผมได้กลิ่น

ในใจผมปะทุแค้นเจ้าซาลาเปาที่บังอาจมาสร้างแผลใจให้นายเทวดาน้อยของผม! ต่อให้ในอนาคตจิ้นฝูจะมีกลิ่นตัวเหมือนขี้หมาผมก็ยังว่าหอมนั่นแหละ! ว่าแล้วผมก็ใช้ท่อนแขนใหญ่ของอสูรคว้าตัวบางๆที่กำลังถอยหนีเหมือนปูเสฉวนให้กลับเข้ามาในรัศมีวงแขนใหม่ จิ้นฝูตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง เสียงเล็กๆแผ่วๆเอ่ยเรียอาเฟยอย่างลุกลี้ลุกลน

“มะ...ไม่ได้นะมันเหม็น ข้าอาย...”

“ตัวเจ้าไม่ได้เหม็นสักหน่อย! ไอ้เจ้าซาลาเปานั่นต่างหากที่สมควรจะเหม็น!!

“เอ๋?...ซะ...ซาลาเปา?”

อิ๊บอ๋าย....ผมกัดปากตัวเองแน่น ถ้าโพล่งออกไปมากกว่านี้ล่ะก็คงโดนจับได้ว่าแอบตามไป จิ้นฝูที่ถูกกอดเป็นตุ๊กตาอยู่แหงนหน้าส่งสายตาใสซื่อขึ้นมองคาดคั้น

“อาเฟย...ซาลาเปาที่ว่านี่หมายถึง...”

ไม่! ถ้าไปสบตาเข้าล่ะก็ต้องเผลอพูดความจริงออกมาแน่ ช่วงวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์บีบคั้นนี่ยังไงดี วิธีเอาตัวรอดจากโลกเดิมดันโผล่พรวดขึ้นมาซะงั้น...คิดได้ปุ๊บก็โน้มหน้าก้มลงใส่จิ้นฝู สูดลมหายใจเข้าที่ข้างแก้มของเขาฟอดใหญ่ สัมผัสได้ถึงลำตัวบางใต้ร่างที่กระตุกเกร็ง จิ้นฝูรีบหันใบหน้าสวยมาแล้วก็สบเข้ากับดวงตาพราวแสงของอสูรที่อยู่ห่างไม่กี่คืบ ริมฝีปากเล็กสั่นระริก ใบหน้าขาวราวกระเบื้องลามไปถึงผิวหนังตามลำตัวถูกย้อมด้วยสีชมพูระเรื่อไปหมดแทบทุกส่วน “อะ...อาเฟย...เจ้า”

“...อะไรกัน ก็ไม่เห็นเหม็นนี่นา” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีก คราวนี้ลองก้มลงสูดหอมเข้าฝ่ามือที่ยกขึ้นมาจับแก้มตรงที่ถูกหอมไปเมื่อครู่ “จมูกเจ้าคงมีปัญหาแล้วกระมัง ถึงได้คิดว่ากลิ่นสมุนไพรที่ติดตัวเหม็นได้...ข้าออกจะชอบกลิ่นตัวของเจ้าแท้ๆ”

เหมือนได้ยินเสียงตู้ม!ระเบิดออกมาจากใบหน้าของเขา แล้วร่างนุ่มนิ่มน้อยๆก็อ่อนระทวยล้มพับลงเหมือนไร้กระดูกไปเลย...

“จะ...จิ้นฝู! เดี๋ยว อย่าเพิ่งตาย”

“แฮะๆ...อาเฟย...อาเฟย”

ลาก่อนสติ...

ความจริงถ้าเป็นอี้เฟยเวอร์ชั่นอ่อยเหยื่อต้องพุ่งเข้าคล้องคอแล้วจูบปิดปาก แต่ทว่าพออยู่ในร่างขนดกใหญ่ยักษ์อย่างนี้แล้วถ้าทำคงหนีไม่พ้นภาพอสูรหน้าโหดสูบวิญญาณเด็กแน่...เลยลดเลเวลขี้อ่อยจากจูบปากไปหอมแก้มแทน ไอ้เราก็คิดว่าจิ้นฝูน้อยจะหันมาโกรธโวยวายใส่ตอนโดนขโมยหอมแก้ม จะได้ลืมเค้นความจริงเรื่องเด็กซาลาเปาไป...แต่ที่ไหนได้เขาดันเขินจนตัวแดงแล้วสลบเป็นลมไหลอยู่ในอ้อมแขนซะอย่างนั้น...ไม่คิดว่าเขาจะใสซื่อมากขนาดนี้นี่นา! ความจริงที่ว่าผมทำเทวดาน้อยแปดเปื้อนโดยมีหลักฐานเป็นร่างเล็กๆน้อยยิ้มไม่ได้สติบนตักมัดตัวแน่นซะจนหนีไม่ได้...ไอ้ผมก็ไม่ใช่ไม่เคยหอมแก้มใครสักหน่อย ทำไมต้องรู้สึกผิดในใจมากขนาดนี้กัน! ไหนจะจิตใจด้านมืดที่อยากจะก้มลงหอมอีกหลายๆครั้งอีก

ผมนั่งนิ่งอย่างไม่รู้จะจัดการกับร่างน้อยๆที่ยังนอนกำขนตัวเองอยู่ยังไงดี แล้วสายตาก็เผลอปะเข้ากับดวงตาหวานที่แอบมองอยู่ตรงบานประตูที่ถูกเปิดแง้มนิดหน่อย...

“จิ้นอวี๋...มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ...”

คุณแม่ยังสาวใบหน้าแดงเรื่อไม่ต่างจากลูกชาย นางค่อยๆแง้มประตูออกมาโผล่ช้าๆ “ตะ....ตั้งแต่ตอนเจ้าจับจิ้นฝูหอม”

แล้วทำไมต้องเขินด้วยเล่า!

“...ขะ...ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าเขาจะสลบไปแบบนี้...”

“จิ้นฝูเป็นเด็กไม่ค่อยรู้จักโลก...ก็คงจะตกใจล่ะมั้ง...”

“ตกใจยังไงทำไมยิ้มเยิ้มขนาดนี้...” ผมก้มลงมองใบหน้าสวยที่ยังยิ้มเผล่ราวกับฝันดีเงียบ...

“ความจริงข้าควรเข้าไปห้ามเจ้านะ...แต่ว่าทำไมถึงอยากดูก็ไม่รู้ ขอโทษนะจิ้นฝู!” จิ้นอวี๋รีบเดินเข้ามาลากร่างลูกชายออกไป ตามประสาคนปากตรงกับใจ จิ้นอวี๋แหงนใบหน้าสวยที่เหมือนกับจิ้นฝูเป๊ะขึ้นมาพูดเสียงอู้อี้ “พะ...พอเห็นพวกเจ้าอยู่ด้วยกันแล้วหัวใจข้ามันก็เต้นรัวเหมือนกับสาวแรกรุ่นยังไงก็ไม่รู้!” แล้วก็รีบหอบลูกชายหนีไปทันควัน...ทิ้งให้อสูรขนปุยนั่งเอ๋อกลางโถงตัวเดียว...

ถ้าหากผมยังอยู่ในโลกปัจจุบันล่ะก็...ผมคงต้องไปตั้งกระทู้นี้ในเว็บบอร์ด

ถ้าแม่เพื่อนจับเราจิ้นกับลูกตัวเองควรทำยังไงดีครับ

...

 

หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็มักจะรู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่เสมอ แล้วพอหันไปทีไรก็มักจะเจอกับแววตาวิบวับของจิ้นฝู หันไปอีกทางก็เห็นจิ้นอวี๋แอบเหลือบมองด้วยดวงตาหลุกหลิก...พอลองเอ่ยถามดูทั้งแม่ทั้งลูกก็ลุกลี้ลุกลนปัดมือไปมาปฏิเสธว่าไม่มีอะไร

...แต่ทว่าความรู้สึกที่เหมือนมีคนจ้องอยู่ก็ไม่หายไป ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ พอลองปลีกตัวเดินเข้าไปในป่าคนเดียวก็ยังรู้สึกอยู่...นี่มันชักยังไงกันนะ

“วันนี้ข้าจะไม่อยู่บ้านนะ”

ผมโพล่งออกไปวันหนึ่งที่เริ่มรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นจิ้นฝูไม่ก็จิ้นอวี๋ที่แอบมอง แต่ว่ามันไม่ใช่ ความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้ผ่านอสูรตัวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่ถูกมองอย่างชื่นชม แต่เป็นจิตขุ่นมัวคิดไม่ดีต่างหาก แล้วดูจากท่าทางของสองแม่ลูกแล้วไม่มีทางคิดร้ายกับผมแน่

“ข้าไปด้วย” จิ้นฝูรีบพูดขึ้นมาทันที

“ขะ...ข้าขอตามไปดู...ดูแลนะ” จิ้นอวี๋รีบพูดตามมา แต่คราวนี้ผมจำต้องห้ามเสียงจริงจัง

“ไม่ได้หรอก...ข้าเองก็ไม่อยากมีความลับ แต่มันจำเป็นจริงๆ ไว้จะรีบกลับมานะ”

พอผมปฏิเสธไปอย่างจริงจัง ใบหน้าสวยๆของสองแม่ลูกก็พลันสลดผิดหวัง โดยเฉพาะจิ้นฝูที่มีสีหน้าหงอยจนผมรู้สึกอยากกระอักเลือดสำนึกผิด...แต่ว่าไม่ได้! คราวนี้ต้องห้ามใจอ่อนเด็ดขาด

“แล้วจะรีบกลับมา” ผมหลับตาพูด ก่อนจะรีบเดินออกจากเรือนไม้...

หลังจากเดินทอดน่องไปได้สักพัก ผมก็เดินวนกลับมาที่เรือนตามเดิม แต่คราวนี้ผมไม่ได้กลับขึ้นไปหาทั้งสอง แต่ตัดสินใจพรางตัวหมอบอยู่มุมมืดมุมหนึ่งในพงหญ้า ขนสีดำของอสูรกลืนไปกับความมืดจนแทบมองตาเปล่าไม่เห็น หากเป็นตรงนี้ล่ะก็ผมสามารถใช้ดวงตาและความสามารถของอสูรมองเห็นชัดทุกส่วนในบ้านแน่นอน...เอาล่ะ ไหนมาดูซิว่ามีหนูตัวไหนมาก่อกวนพวกเราอยู่

......

ตกดึกกลางคืนเงียบสงัด ผมยังคงนั่งเฝ้ายามไม่หลับไม่นอน คราวนี้ผมแข็งแกร่งขึ้นแล้วเพราะชโลมสมุนไพรกันยุงมาอย่างดีทำให้นั่งนิ่งได้โดยไม่โดนยุงโจมตี นอกจากนั่งมองมดแก้เบื่อหูก็คอยฟังเสียงไปด้วย...ทันใดนั้นในเวลาประมาณตีสามกว่าๆ เงาร่างหนึ่งที่ดูไม่คุ้นตาก็ปรากฏกายขึ้น

ผมเพ่งตาไปมองอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นสรีระร่างกายของผู้ชายไม่ผิดแน่ เขาใส่ชุดสีทะมัดทะแมงคลุมทั้งตัว โชคร้ายที่ถึงดวงตาของอสูรจะสามารถมองทะลุสิ่งของได้แต่กลับมองทะลุเสื้อผ้าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผมคงมองเห็นใบหน้าที่อยู่ใต้ผ้าของเขาไปแล้ว...อืม...น่าจะมองทะลุเสื้อได้ แสกนจากมุมมนี้หุ่นดีไม่เลวเลย

อ๊ะ มันแอบเข้าไปข้างในบ้านแล้ว! ผมรีบใช้ความสามารถพิเศษย่องเบาออกจากพงหญ้าที่ซ่อนตัวอยู่ตามมันไปติดๆ ขอบคุณขนสีดำและความมืดตอนกลางคืนที่ทำให้ผมเหมือนปีศาจล่องหน เจ้านั่นยังคงไม่รู้ตัว มันเดินย่องเข้าไปเรื่อยๆก่อนจะไปหยุดอยู่ที่กระสอบถุงข้าว มันหันซ้ายแลขวา แล้วเดินอ้อมไปเปิดฝาหม้อที่ใส่ข้าวสำหรับตวงกินไว้เปิดออก พลางทำท่าเหมือนกำลังโรยบางอย่างลงไป...

ผมยกจมูกขึ้นสูดฟุดฟิด ถึงจะไม่ได้เก่งกาจแยกสมุนไพรได้เหมือนจิ้นฝู แต่จากกลิ่นแสบจมูกที่เจือจางนี่ก็ทำให้ผมเดาได้ไม่ยากว่านั่นเป็นยาพิษ! แถมกลิ่นบางอย่างนี้จมูกมนุษย์ไม่มีทางรู้แน่ เคยได้ยินมาว่ายาพิษยิ่งกลิ่นอ่อนท่าไหร่ฤทธิ์ยิ่งแรงมากเท่านั้น ไอ้บ้านั่น...มันตั้งใจจะฆ่าทั้งสองคน!

ผมแทรกกายไปอยู่ด้านหลังมันทันควัน “เฮ้ยแก”

แล้วทันทีที่มันหันหน้ามาปุ๊บผมก็คว้าคอมันแล้วลากออกจากบ้านปั๊บ โดยไม่ลืมหันไปคว้าหม้อบรรจุข้าวขึ้นไปกำจัดทิ้งด้วย เจ้าชุดดำดิ้นเร่าเป็นการใหญ่ แต่ยิ่งมันดิ้นผมก็ยิ่งใช้แรงบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆจนมันรู้ตัวว่ายิ่งดิ้นยิ่งตาย แต่เรื่องอะไรผมจะให้มันตายไปง่ายๆกันล่ะ ว่าแล้วก็ลากมันไปในป่ามืด พาไปยังโพรงถ้ำร้างหนึ่งที่ผมเคยไปพบเข้าโดยบังเอิญ แสงจากดวงจันทร์เองก็สว่างเข้าถ้ำพอดี พอถึงที่ปุ๊บผมก็โยนร่างมันอย่างแรง!

“แค่ก! แค่ก!” มันไอโคลก ผมเดินไปประชิดร่างมันเร็วจี๋

“แกเป็นใคร!

“กะ...แกต่างหาก เป็นตัวอะไรกันแน่!” มันผวาแล้วรีบถอยร่างร่นห่างไป แต่ก็ถูกผมคว้าขาลากกลับมาใหม่ “เหวอ!

“แกเองสินะที่แอบมองพวกเราอยู่! คงกะจังหวะให้ข้าไม่อยู่แล้วไปจัดการพวกจิ้นฝูใช่ไหม แกทำแบบนี้ทำไมใครสั่งแกมาหา! อย่าบอกนะว่า...นังฮูหยินใหญ่นั่น”

มันเบิกตาโตเป็นไข่ห่านอย่างตกใจเมื่อผมเดาถูกภายในครั้งเดียว...จะตกใจทำไมฟะ แม่ลูกกลางป่าเขาจะไปทำเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ใครได้ยกเว้นนังพญาอีแร้งในสกุลจิ้นนั่นน่ะ คงคับแค้นที่จิ้นฝูจับโจรได้เลยส่งหมอนี่มาสินะ

“ยะ...อย่าฆ่าข้าเลย! พวกนั้นจ้างข้ามาอีกที ข้าไม่มีทางเลือก”

“แล้วข้ามีตัวเลือกอะไรที่เหมาะสมกับการไว้ชีวิตเจ้ากันล่ะ” ขนผมเริ่มพองขึ้น ขยายร่างอสูรที่ใหญ่อยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้นไปอีก อักฝ่ายตัวสั่นงันงกจนไม่มีแรงคลานหนี ในแววตาฉายแววกลัวตายอย่างห้ามไม่อยู่ “เจ้าเป็นนักฆ่า คร่าชีวิตผู้คนมานักต่อนัก แต่พอถึงคราวเจ้าเจ้ากลับร้องขอ...น่าตลกนัก เจ้ามันน่าสมเพช!

เขานิ่งอึ้งไปเหมือนถูกคำพูดเมื่อครู่สะกดนิ่ง...ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลร่วงลงมาจากหางตา แล้วหลังจากนั้นเสียงร้องไห้ก็ตามมาอีกระลอกใหญ่

“จริงของท่าน...ขะ...ข้ามันน่าสมเพช” จู่ๆก็มาเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันจนผมปรับอารมณ์ตามไม่ทัน ในหัวคิดวุ่นว่านี่การแสดงเรียกร้องความเห็นใจหรือเปล่า “ข้าแค่พวกนักฆ่าปลายแถวรับจ้างวางยาคน อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ วางมือไปนานแล้วแต่แค่เพียงเพราะตกหลุมรักสาวใช้สกุลจิ้นถึงได้ยอมตกปากรับคำทำเลวอีกครั้ง ข้ามันสมควรตาย สมควรตาย!

ทันใดนั้นผมก็คิดอะไรบางอย่างออก ฝ่ามือประดับเล็บแหลมยื่นไปคว้าลำตัวหนาให้เข้ามาประชิดดวงตา

“ใช่! แล้วตอนนี้แกก็ถูกข้าสาปไปแล้ว!

“กรี๊ดดดดดด”

....ผมได้ยินผู้ชายกรี๊ด นี่เป็นรับมาทั้งชีวิตยังไม่เคยกรี๊ดเลยเหมือนกันนะ...

“ต่อให้เจ้าฆ่าพวกเขาไม่ได้ นังพญาแร้งก็คงส่งนักฆ่าคนอื่นขึ้นเขามาอีกแน่” กำจัดยากยิ่งกว่าพวกกิ๊กของพี่หมิงเสียอีกยัยแก่นั่น...ผมควรทำยังไงต่อไปดีนะ ถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกทั้งคู่ พวกเขาคงต้องทุกข์จนไม่เป็นอันหลับอันนอนแน่ แต่ก็ดี เดี่ยวจะแสดงสกิลขับไล่ออกมาให้ยลเอง “รู้รึเปล่าว่าถ้าอยากแก้คำสาปล่ะก็ต้องทำยังไง...”

“ทะ ทำยังไง...” เจ้านักฆ่าสาวแตกถามเสียงประหวั่น ผมฉีกยิ้มกว้างแล้วคว้าคอมันมาใกล้ๆ...

“ลงเขาไปกับข้า นำทางไปบ้านสกุลจิ้นเดี๋ยวนี้!

อยากมาหาเรื่องเทวดาน้อยของผมใช่ไหม...ได้ป้า...ได้

แต่ผ่านดานซานตานไปก่อนให้ได้แถอะ!

 

เพราะผมเคยตามจิ้นฝูไปครั้งหนึ่งจึงยังจำทางและหน้าบ้านของเขาได้ ต่อให้นายนักฆ่านี่หลอกพาไปบ้านอื่นผมก็สามารถรู้อยู่ดี...แต่เพราะเขากลัวคำสาปล่ะมั้งถึงได้นำทางถูก เจ้าตัวสั่นงกเป็นลูกนกในกำมืออสูร ผมจัดการมือมือมัดเท้าเขาด้วยเถาวัลย์แล้วแบกขึ้นบ่าย่องเข้าบ้านไปเงียบเชียบ

เรือนสกุลจิ้นยิ่งใหญ่สะใจ ผมอธิบายลักษณะบ้านไม่ค่อยเป็นเสียด้วย แต่แปลนมันก็คล้ายๆกับบ้านขุนนางกว้างๆสมัยก่อนของจีนที่เห็นในพิพิธภัณฑ์นั่นแหละ มีเรือนใหญ่ สวนกว้างๆ เรือนเล็กๆแยกออกมาอีกยุบยับ ตกแต่งวิจิตรกันไปตามเรื่องตามราวแต่เพราะผมกำลังรีบจึงไม่ใคร่สังเกตอะไรมากมายนัก

“ห้องนอนของฮูหยินใหญ่อยู่ไหน” ผมหันไปถามนายนักฆ่า เขาส่ายหน้าไม่รู้ แต่สุดท้ายเพราะกลัวสายตาดุดันกับคำสาปปลอมๆถึงได้ยืดคอช่วยหา แปลนบ้านมันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ ห้องฮูหยินก็คงเป็นห้องกว้างๆ บานประตูอลังๆนั่นแหละ หลังจากย่องหาไม่กี่รอบก็มาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่งที่กลิ่นแป้งหอมฉุนเตะจมูกออกมาจนแทบสำลัก

“นี่สินะ” ผมพึมพำพลางเลื่อนประตูออก บนเตียงกว้างที่มีม่านระย้าห้อยโตงเตงมีร่างหญิงคนหนึ่งที่อายุมากกว่าจิ้นอวี๋นอนหลับอยู่ ดูจากชุดนอนและของประดับตกแต่งรอบห้องดูอู้ฟู่ เดาได้ไม่ยากเลยว่ายัยนี่แหะฮูหยินนรกแตกคนนั้น หน้าตาก็สวยดีแต่ไม่สู้จิ้นอวี๋สักนิด ผมวางนักฆ่าลง ก่อนจะเริ่มย่องขึ้นเตียงไปถอดชุดนอนนังฮูหยินออก

!!?

“เดี๋ยวเจ้าจะเป็นรายต่อไป” ผมหันไปเขม่นตาใส่นายนักฆ่า พอจับยัยนี่แก้ผ้าเสร็จสรรพ ผมก็จัดการดึงนายนี่ขึ้นมาเปลื้องต่อ “นี่แหละวิธีแก้คำสาป เจ้าต้องแก้ผ้าอยู่ในห้องกับผู้หญิงยังไงล่ะ! ไม่ต้องห่วงข้าจะแก้เสื้อผ้า ส่วนผ้าที่ปิดใบหน้าเจ้าอยู่ข้าจะไม่ถอดออกมา...แล้วพอข้าให้สัญญาณ เจ้าก็รีบวิ่งออกไปทางหน้าต่างนั่นเลยนะ ไม่ต้องห่วง แก้เฉยๆไม่ทำอะไรหรอก”

พอได้รับคำยืนยันเขาก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วยอมนั่งนิ่งให้ผมฉีกเสื้อตัวเองอย่างสนุกสนาน...ฉีกจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ฉีกจนเสื้อกลายเป็นเศษผ้า นายนักฆ่ามองเสื้อตัวเองถูกฉีกตาละห้อยไม่เว้นแม้แต่กางเกงซับใน ผมมองสภาพล่อนจ้อนของเขาแล้วแอบห่อลิ้นในใจ...ชายเปลือยคนแรกหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานาน...เอื้อก

“เอาล่ะ ตอนนี้คำสาปก็ใกล้จะได้รับการคลายแล้ว” ผมค่อยๆย่องไปกลืนอยู่กับมุมมือมุมหนึ่งของห้อง “ข้าอยากลองอะไรสักอย่าง ขอเวลาสักครู่”

ว่าแล้วผมก็ลองจับลูกกระเดือกของเจ้าอสูร แล้วลองงึมงำดัดเสียงดู...เสียงเจ้านี่แตกแถมยังแหบพร่า...หวังว่าสกิลเสียงสองจากโลกเดิมจะยังพอใช้ได้อยู่นะ...

พอลองไล่เสียงจนพอใจ ผมก็กระแอมอะแฮ่มเบาๆหนึ่งที พร้อมกับป้องปาก...แล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น

 

“ฮูหยินใหญ่สกุลจิ้นเล่นชู้เจ้าค่า!!!!

 

เจ้าค่า....เจ้าค่า.....

“สะ...เสียงอะไรน่ะ!” ยัยฮูหยินนั่นรีบลุกขึ้นจากเตียง แต่พอรู้สึกว่าตัวโล่งโหวงก็กรีดร้องเสียงดังลั่น...แต่ดังได้ไม่เท่าเสียงแหกปากของผมเมื่อกี้หรอก

แค่เสียงอสูรตัวเดียวก็ดังไปสามบ้านเจ็ดบ้าน ไม่ต้องถามว่าในเรือนใหญ่ได้ยินหรือไม่...เสียงฝีเท้านับสิบที่กำลังวิ่งกรูกันมานั่นแหละคำตอบล่ะ

“ฮะ...ฮูหยินลี่...กรี๊ดดดดดดด!

สาวคนใช้ที่วิ่งแห่กันมาพากันปิดหน้าปิดตากรี๊ดเมื่อเห็นนายหญิงแสนรักเปลื้องผ้าอยู่ในห้องกับผู้ชาย...ส่วนนายนักฆ่าที่กว่าจะรู้ตัวว่านั่นแหละสัญญาณให้วิ่งออกไปจากห้อง เหล่าเพื่อนบ้านที่สะลึมสะลือตื่นมาเพราะเสียงวี้ดของผมก็ออกมายืนกรูกันเต็มหน้าเรือนแล้ว

และยิ่งพอนายนักฆ่ารีบวิ่งออกไปด้วยสภาพล่อนจ้อนทว่าผิดหน้าอยู่...เสียงแตกตื่นยิ่งกว่ารังผึ้งแตกก็กระหึ่มดัง

ผมฉีกยิ้มชั่วอยู่มุมหนึ่งในห้องนั้น ค่อยๆเฟดตัวออกไปกับความมืดราวกับตัวร้ายในโคนัน...

                .......................

 

                เช้าอันสดใสฉายแสงส่องสว่างมาเยือนเรือนไม้แสนสงบสุขบนเขาของสองแม่ลูกจิ้นอีกครั้ง จิ้นฝูตื่นนอนแต่เช้ากว่าวันอื่นๆ พอเริ่มรู้สึกตัวปุ๊บก็ไม่ยอมล้างหน้า เดินเตาะแตะไปหาเรือนใหญ่อีกเรือนที่เชื่อมกับบ้านของตนทันที ดวงตากลมโตคอยชะเง้อมองหาอสูรขนฟูแทบทั้งคืนจนผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทันรู้ตัว

                แล้วความหวังก็เป็นจริง...อาเฟยกลับมานอนแผ่อยู่ในเรือนดังเดิมแล้ว

                “อาเฟย” เสียงทุ้มหวานเรียกอย่างคิดถึง...แค่ไม่ได้เห็นหน้าวันเดียวกลับรู้สึกยาวนานจนแทบทนไม่ได้ หนุ่มน้อยกุมหัวใจที่เต้นกระส่ำด้วยความดีใจ แล้วแอบคลานเข้าไปมุดร่างฝังตัวอยู่ภายในอ้อมแขนฟูนุ่ม

                ...

                เพราะแทบไม่ได้นอนเลยทั้งวันเมื่อวานทำให้ผมหลับเป็นตาย รู้สึกตัวอีกทีก็มีอะไรนิ่มๆมายุกยิกๆในแขนเสียแล้ว ความสะลึมสะลือทำให้สมองของผมเบลอหนัก จับโฟกัสความฝันกับความจริงไม่ได้เท่าไหร่ พอลองปรือตาขึ้นมองก็เห็นใบหน้าหนึ่งอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่นัก...เพราะสติยังไม่เต็มร้อย ปากจึงงึมงำออกไปเองโดยไม่ตั้งใจ...

                อา...อา...

                “....อาหมิง?”

                “!

                แล้วผมก็หลับอุตุต่อโดยไม่ได้รู้เลยว่าชื่อเมื่อกี้ที่เผลอพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจทำให้ร่างเล็กที่ซุกตัวกอดอยู่ตัวแข็งทื่อ...จิ้นฝูไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อหลุดออกจากปากอสูร ดวงใจก็คล้ายกับโดนฟ้าผ่าเปรี้ยง!

                “คะ...ใครกัน”

                .....

 

                “ฮ้าว!” ผมหยัดตัวบิดขี้เกียจแล้วเอื้อมมือเกาหลังตามประสาอสูรขี้เกียจตัวเป็นขน เมื่อวานทนเมื่อทั้งคืน แถมคอยังเจ็บไปหมดอีกด้วย แต่พอคิดว่าตัวเองได้ทำความดีให้สองแม่ลูกก็ค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย ผมเดินแบกร่างหนักๆออกไปจะทักจิ้นฝูกับจิ้นอวี๋ นายเด็กหน้าสวยคงคิดถึงเจ้าอสูรหมาปอมแย่แล้วมั้ง

                “อ๊ะ จิ้นฝู....”

                “ฮึ!

                เอ๊ะ...

                ผมกะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นจิ้นฝูแล้วยกมือทักแต่เขาดันหันหน้าหนีใส่ซะงั้น...ปกติแล้วเขาต้องวิ่งพุ่งเข้ามากอดผมเลยไม่ใช่เหรอ ทำไมผมถึงได้โดนเมินกันล่ะ!

ผมหันไปมองจิ้นอวี๋อย่างขอความเห็น นางส่ายหน้าให้ด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาหา

“ข้าเองก็ไม่รู้...ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นลูกชายหงุดหงิดมาก่อนเหมือนกัน ตื่นมาก็หน้าบูดแบบนี้แล้ว”

“...หรือว่าจะเป็นไอ้นั่น อารมณ์หนุ่มแรกรุ่นเริ่มโต”

“ขอทางด้วยขอรับ!” จิ้นฝูยืนถือถาดหน้าหน้าตึงเดินมาหาผมกับจิ้นอวี๋ “พวกท่านขวางทางเข้าประตูนะ”

นะ...นี่มันชักไม่ดีแล้ว! นายเทวดาน้อยของผมไม่เคยหน้าบึ้งนานกว่าสองวินาทีมาก่อนเลย...แถมยังไม่เคยทำเสียงแข็งใส่ด้วย ผมหันมองหน้าจิ้นอวี๋เลิ่กลั่ก “ระ...หรือว่าตอนที่ข้าไม่อยู่พวกเจ้าทะเลาะกัน?”

“ไม่ใช่หรอก จำไม่เห็นได้เลยว่ามีปากเสียงกันตอนไหน...”

“พวกท่านช่วยมาเตรียมข้าวเช้าสิขอรับ!

แล้วผมกับจิ้นอวี๋ก็ตัวสะดุ้งไปตามๆกัน

ถึงจะรู้สึกแปลกตาแปลกใจเพราะไม่คิดว่าทั้งชีวิตในร่างอสูรจะเห็นจิ้นฝูแสนดีโกรธมาก่อนก็เถอะ คนอะไรก็ไม่รู้ถึงโกรธก็ยังดูน่ารัก...ไม่ใช่สิ เรื่องอะไรกันที่ทำให้คนอย่างจิ้นฝูโกรธได้ ขนาดโดนซาลาเปาด่าลามปามถึงแม่เขายังยืนยิ้มได้เลย ทั้งวันผมกับจิ้นอวี๋พากันคิดไม่ตก เค้นหัวคิดแล้วคิดอีกก็คิดไม่ออกว่าเรื่องอะไรที่จะทำให้จิ้นฝูหงุดหงิด เพราะทั้งวันจิ้นฝูเอาแต่หน้าหน้าบึ้งไม่พูดจา สร้างความลำบากใจจนผมกับจิ้นอวี๋อยู่กันไม่สุข

“หรือว่าเขาจะน้อยใจที่เจ้าออกไปเมื่อวานโดยไม่ยอมบอก”

“จิ้นฝูเป็นคนขี้น้อยใจขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมหันไปถาม

“เอาตรงๆก็ไม่ใช่หรอก...แต่พอคิดว่าถ้าเป็นเรื่องของเจ้าก็น่าจะเป็นไปได้น่ะ”

เอายังไงดีล่ะ...แต่ถ้าบอกว่าเมื่อวานหนีไปจัดการนักฆ่าให้ก็คงไม่ได้อีก แต่ว่าถ้าจะให้โกหกล่ะก็...โอ๊ยยยย คิดหนัก!

“ข้าจะทำทีหลบไปซักผ้าที่แม่น้ำ ระหว่างนั้นเจ้าก็เข้าไปคุยกับจิ้นฝูล่ะ”

“ซักผ้าแน่นะ...ไม่ใช่ไปแอบมองอยู่หรอกนะ”

“จะ...เจ้านี่ล่ะก็!” จิ้นอวี๋หน้าแดงตีแขนผมเสียงดัง แล้วรีบเดินดุ่มๆแบกถังผ้าหนีไปทันควัน

พอทั้งเรือนเหลือแค่ผมกับจิ้นฝู ผมก็เดินหน้าเข้าไปหาร่างเล็กที่นั่งงอนอยู่ตรงระเบียงทันที แอบเห็นประกายดีใจเล็กๆตอนที่ผมเดินเข้าไปหา แต่ก็รีบเบนหน้าหนีไปอีกทางเหมือนไม่อยากมอง

“นี่...เจ้าเป็นอะไรน่ะ บอกข้าได้ไหม”

จิ้นฝูเงียบไปพักหนึ่งแต่สุดท้ายก็ยอมปริปากพูดออกมาอ้อมแอ้ม “...ข้าก็แค่...น้อยใจ”

“น้อยใจ เรื่องอะไรเหรอ” ชิบละ ชีวิตจิ้นฝูมีเรื่องให้น่าน้อยใจเยอะเป็นกะตัก! สงสัยจะเป็นฮอร์โมนแปรปรวนช่วงวัยรุ่นจริงๆล่ะมั้ง

คราวนี้จิ้นฝูหันมาสบตามองผมตาแป๋ว คิ้วเรียวราวกับคันสรขมวดแน่นเป็นปมน่าเอ็นดู ริมฝีปากสีชมพูธรรมชาติทำทีอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาสักทีดูน่ารักจนแทบทนไม่ไหว

“ขะ...ข้าก็แค่น้อยใจ...พะ...พอคิดว่าตัวข้าไม่รู้เรื่องอะไรของอาเฟยสักอย่าง...”

พอได้ยินกับหูว่าเป็นเรื่องของตัวเอง...ใจผมก็อดเต้นรัวไม่ได้ ถึงสิ่งที่จิ้นฝูอยากรู้จะเป็นเรื่องของตัวอสูรไม่ใช่อาเฟยก็เถอะนะ แต่พอคิดว่าตัวเองโดนดวงตาใสซื่อให้ความสำคัญมากขนาดนี้ หัวใจกลับหวั่นไหวจนแทบจะหลุดออกมา

“ถะ...ถ้าเป็นเรื่องของข้าล่ะก็เจ้าถามได้เสมอนั่นแหละ...แต่ว่า...เอ่อ อย่างที่ข้าบอกเจ้าว่าข้าความจำเสื่อมเพราะตกน้ำ อาจจะตอบได้ไม่หมด แต่ข้าจะไม่มีเรื่องปิดบังเจ้าแน่นอน”

ใบหน้าบึ้งตึงเริ่มรากฎรอยยิ้มหวานสะพรั่งราวกลีบดอกไม้อีกครั้ง...แค่เผลอมองตาตอบ ใจก็ดันสั่นจนห้ามไม่อยู่เสียแล้ว

“ข้าถามได้หมดเลยเหรอ! จริงๆนะ”

“จริงสิ!

“ถ้าอย่างนั้น...คนที่อาเฟยละเมอพูดออกมา...”

“อื้ม”

“ที่ขื่อ...อา...”

“ท่านอสูร!

เสียงบุคคลปริศนาดังแทรกขึ้นคั่นทำให้การสนทนาหยุดชะงัก ผมกับจิ้นฝูหันหน้าไปมองจากระเบียงบ้าน ก็เห็นร่างผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าหมอบอยู่...

เอ...หุ่นแบบนั้น...

ตานักฆ่าคนนั้นนี่นา!

เขาเงยใบหน้าขึ้นมองอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีผ้าอะไรปกปิดจึงเผยใบหน้าให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องบอกเลยว่าเข้าขั้นหล่อลาก...หน้าอย่างนี้ถ้าในโลกของผมคงไปเป็นพระเอกหนังจีนหล่อๆได้สบายเลย ผมยังจำหุ่นของตานี่ได้ บอกตามตรงว่าถ้าอยู่ในร่างเดิมละก็จะจิกไปกินให้หนำใจนานแล้ว

จิ้นฝูมองผมสลับกับนายนักฆ่าไปมา

“เมื่อวานนี้ท่านทำให้ข้าตาสว่าง” เขาตะเบ็งคอตะโกนอีกครั้ง “คำถามที่ท่านเอ่ยถามข้าในถ้ำทำให้ข้าค้นพบสัจธรรม! โปรดรับข้าไปรับใช้ท่านด้วยเถิด”

“อาเฟย! คะ..คนคนนี้ใครน่ะ” จิ้นฝูคว้าแขนผมไปเขย่ารัวๆ “ทะ...ที่อาเฟยไม่กลับบ้านเมื่อวานเพราะไปอยู่กับผู้ชายคนนี้มาเหรอ!

“เดี๋ยว! จิ้นฝูคือว่า...”

“ท่านนั้นเองจิ้นฝู ยินดีที่ได้พบ ข้ามีนามว่าหมิงเล่อ เมื่อวานได้ท่านอสูรชี้ทางสว่างให้”

“.....หมิง” จิ้นฝูนิ่งแล้วเงียบกริบจนผมใจหาย

“ใช่ ข้านามว่า หมิง” นายนักฆ่าหน้าหล่อยังคงยิ้มแย้มแนะนำตัวต่อ ไม่ได้สนใจหน้าพระหน้าเจ้าใดๆ “หลังจากที่ท่านจับข้า แก้ผ้า เมื่อคืน ข้าก็ต้องตัว ล่อนจ้อนไม่มีกระทั่ง กางเกงซับใน จะใส่ แต่พอได้ตัว เปลือย แบบนั้นนั้นข้าถึงได้รู้ซึ้ง และตาสว่าง ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปจะล้างมือแล้วกลับตัวเป็นคนดี บทเรียน พิเศษที่ท่านมอบให้ เมื่อคืน ตราตรึงใจข้าจนข้าต้องกลับมาหาท่านอีกครั้ง!

ชิบหาย ชิบหาย ชิบหาย!!!

ขนาดผมเป็นอสูรแข็งแกร่ง ยังไม่เคยรู้ซึ้งถึงจิตสังหารมากมายก่ายกองมากขนาดนี้เลย...ผมหันหน้าไปหาจิ้นฝูช้าๆ เรื่องนี้ข้าอธิบายได้นะ...ข้า....

“....ข้าเกลียดอาเฟยแล้ว”

ผมอาจจะชนะยัยฮูหยินนั่นนะแต่...ช็อตนี้ผมตาย!






________________________________________________-

สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านครับบบบ กระผมกลับมาอีกครั้งแล้ว พร้อมกับผู้ชายคนใหม่---ค่อกแค่ก!

ทุกคนยังจำหยางหมิงกันได้ใช่มั้ยครับ นายรุกเซ็กส์ทอยที่โดนอาเฟยผลักตกน้ำ บุคคลลึกลักที่ตอนนี้อาเฟยก็ยังไม่รู้ว่าโดนจับทะลุมิติมาด้วยกันหรือตายไปแล้วนั่นเอง

ส่วนตานักฆ่าก็ซวยไป ดันมีชื่อหมิงเหมือนกับนายรุกข้างบน โดนจิ้นฝูมองเป็นศัตรูหัวใจไปแล้วเรียบร้อย55555555555

ความป่วงของอสูรคนฟูยังไม่จบอยู่แค่นี้แน่นอนครับ ผมจะเค้นพลังความบ้าบอของตัวเองมาผลักดันอาเฟยให้ได้5555 จะพยายามอย่างเต็มที่ครับ หากพบคำผิดหรืออะไรบ่อยๆ ต้องขอโทษด้วยครับ ผมจะปรับปรุงให้ดีขึ้น จะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังแน่นอนนนน


อนึ่ง เมื่อคราวที่แล้วคุยกับซาแซงผู้แต่งเจ้าหัวใจจอมเเพลพอโดนเพื่อนถามชื่อถึงได้รู้ซึ้งว่าผมไม่เคยมีเลยนี่หว่า....งั้นมาตั้งเอาตอนนี้เลยแล้วกัน สวัสดีครับผมปริศนาเองครับ เรียกบ้านๆก็บักปิ๊ด เรียกแบบน่ารักๆก็อะปิ๊ดๆ(.....ขำกันมั้ย ไม่หรอ...) ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ


รักนะ

บะบาย



 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 515 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2101 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 14:52
    สงสารอาเฟย 555555555
    #2,101
    0
  2. #2079 artificial_love (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 15:25
    อาเฟยงานเข้าแล้ว 5555555555555
    #2,079
    0
  3. #2039 IngMin141 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 00:05
    555555555เกลียดความหมิงเหมือนกัน น้องเข้าใจผิดไปไกลแย้สวววววส
    #2,039
    0
  4. #2017 y_pps (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 10:42
    โถ่ ลูก
    #2,017
    0
  5. #1945 FernNAlls (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 12:51
    5555555สงสารอาเฟยเค้านะคะ5555555
    #1,945
    0
  6. #1933 ninety-fourseven (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:50
    รีบตามไปง้อเร็ววววว
    #1,933
    0
  7. #1834 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 01:45
    ตายยยยยยย
    #1,834
    0
  8. #1769 Overwhelm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 07:36
    โอ้ยยตลกกก5555
    #1,769
    0
  9. #1745 Par_dao (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 23:32

    เรื่องนี้ท่านแม่คือสาววายเกรดเอ

    สรุปตาหมิงซวยไป

    #1,745
    0
  10. #1738 9SRAM (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 01:02
    คำว่าชิบหายลอยมาเลย 55555555555
    #1,738
    0
  11. #1662 Shomei (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 14:27
    คนละหมิงรู๊กกกก 5555555+
    #1,662
    0
  12. #1589 bb.smile (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 21:15
    55555 เด็กน้อยก็ฉลาดจริงๆ ตีเนียนหลอกถามซะได้ ส่วนหมิงเนี่ย มาถูกจังหวะซะจริงๆ ไหนจะคำพูดอีก งอนอีกยาว สู้ๆ นะอาเฟย
    #1,589
    0
  13. #1492 NaYae Towa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 22:57
    ขำอ่ะฮืออ55555555555
    #1,492
    0
  14. #1489 nidta2003 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 18:39
    ตายๆ ชื่อเหมือนกัน น้องน้อยใจแล้วรีบง้อเร็ว
    #1,489
    0
  15. #1487 여우 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 18:04
    5555555 ดันชื่อเหมือนกันอีก 55555555555
    #1,487
    0
  16. #1298 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 00:49
    อ้าวเสร็จกัน กรรมตามสนอง!!!
    #1,298
    0
  17. #1259 SUNOBA (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 19:06
    ซวยแท้
    #1,259
    0
  18. #1248 Daw Prdz KS (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 21:58
    ตลกกกกก555555555อาเฟยเอ้ยยยย
    #1,248
    0
  19. #1237 bloodc2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 15:31
    ชื่อหมิงเหมือนกันด้วย เหว้ย 5555
    #1,237
    0
  20. #853 555 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 13:01

    ฮืออออ ขำอะ555555555555555555555555555555555555 ซวยอะไรแบบนั้น

    #853
    0
  21. #843 0930653088 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:16
    โอ้ยอิเ-้ย กูขำ5555
    #843
    0
  22. #693 Phatranooch Piyanirun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 09:20
    555555
    #693
    0
  23. #647 KuppaKP (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 09:30
    เวรกำ ดันชื่อว่าหมิงอีก
    #647
    0
  24. #522 Sei-chan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:28
    ใช้คำได้โครตส่อแง่สองง่ามมากค่ะคุณหมิง
    #522
    0
  25. #521 Sei-chan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:28
    ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ค่ะคุณแม่
    #521
    0