อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 33 : ไม่ใช่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,623
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 285 ครั้ง
    3 เม.ย. 61

ไม่ใช่

 

            “ท่านประมุขฟื้นแล้ว!

                นั่นคือข่าวดีที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา

                เหลียงจิวซินเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ภายใต้การดูแลติดตามผลอย่างประชิดของหลิ่วก้านลู่ ประมุขพรรคอสูรไอโขลก สำรอกเลือดเสียสีดำออกมาทีหนึ่ง เหลียงหลวนเซียนได้ยินเสียงระฆังประกาศ ก็ทิ้งหวีที่กำลังสางเส้นผมให้อสูรมารดำลงกับพื้น ฉีกยิ้มยินดี

                “ท่านพ่อฟื้นแล้ว อาเฟย ไปหาท่านกัน!

                ผมนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตา มองเงาร่างแปลกหน้าที่สะท้อนเป็นเงาผ่านคันฉ่อง พอตั้งสติได้ค่อยเอ่ยตอบเซื่องๆ

                “อ๋อ...อื้ม”

                มันเป็นข่าวดี แต่ผมกลับไม่ได้มีความรู้สึกร่วมด้วยมากมายเท่าไหร่ กล่าวเปรียบให้ชัดคงเหมือนคนคนหนึ่งที่นั่งดูหนังสักเรื่อง รับรู้ว่าใครเป็นใคร ตัวละครในเรื่องเจอเหตุการณ์อะไร...แต่ก็แค่รับทราบ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

                ให้ชัดกว่าเดิมก็คง...เป็นคนนอก

                ข้อมือถูกจับดึงกึ่งวิ่งไปตามทางเดินที่เริ่มซ่อมแซมแล้วเสร็จ เหลียงหลวนเซียนวิ่งลากผมจนถึงห้องพักฟื้นตัวของประมุขพรรคอสูร ในห้องนั้นมีผู้อาวุโสในพรรคหลายคนนั่งเยี่ยมอยู่ จิ้นอวี๋กำลังยกน้ำชาดูแลแขก ท่าหมอหลิ่วจับจุดชีพจรและตรวจกำลังภายในของเหลียงจิวซินที่หายไปจากการต่อสู้โดยมีลูกศิษย์มือดีช่วยอยู่ด้านข้าง...

                ผมเหม่อมองใบหน้าของจิ้นฝู รู้สึกหัวสมองโล่งๆ ตอนที่เผลอสบตากัน ก็ได้แต่ผงกหัวใส่อีกฝ่ายเท่านั้น

                “หลวนเซียน” เหลียงจิวซินเอ่ยเรียกลูกชาย เหลียงหลวนเซียนดีใจจนน้ำตารื้อ ถลาเข้าไปกุมมือผู้เป็นบิดา

                “ท่านพ่อ ท่านฟื้นแล้ว ดีจริงๆ”

                เหลียงจิวซินหยัดกายขึ้นกึ่งนั่งโดยใช้หลังพิงกับหมอน หลิ่วก้านลู่คอยประคองไม่ห่าง เขาดแก่ลงมาก ทั้งที่ก่อนจากกันผมจำได้ว่าเขาไม่ได้ชรามากขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเสียปราณในร่าง กับกำลังวรยุทธ์ที่สั่งสมมาในการต่อสู้ ที่สูบกำลังแรงกายจนส่งผลต่อรูปลักษณ์ของเขาเช่นนั้น

                ฝ่ามือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะลูกชายที่ฟุบกอดอยู่ ผมมองภาพนั้นเงียบๆ คิดว่าดีจังนะ...ครอบครัวเนี่ย พ่อผมไม่เคยจะจับหัวผมเลยสักครั้ง แค่เฉียดก็ยังไม่

                “เจ้าทำได้ดีมาก หลวนเซียน...เจ้าทำให้ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าไม่ใช่ท่านชายน้อยอีกต่อไป”

                เหลียงหลวนเซียนยิ้มกว้าง ซุกหน้าลงหอมมือบิดา

                ผมก้าวถอยหลัง เห็นเหลียงหลวนเซียนยิ้มได้ ความรู้สึกอึดอัดส่วนหนึ่งของผมก็ละลายหายไป

                “เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับพี่ชายใหญ่ เจ้าจัดการเขาไปหรือยัง”

                “ยัง ท่านพ่อ ประมุขพรรคเซียนสวรรค์ใช้วิชาลับ สวดมนต์ปิดผนึกร่างของท่านพี่ให้หลับใหลไปตลอดกาลแล้ว”

                “ว่าอย่างไรนะ! พรรคเซียน....แค่ก แค่ก”

                “อย่าเพิ่งตะโกนสิ คอเจ้ายังไม่หายดี” หลิ่วก้านลู่เอ็ดเสียงเข้ม กวักมือเรียกใช้จิ้นฝูให้รินน้ำอุ่นในกามา

                “ท่านพ่อ อย่าฝืนเลย พรรคเราก็ได้พวกเขาช่วยซ่อมแซมจนใกล้แล้วเสร็จ พวกเขามิได้แย่อย่างที่เราเข้าใจเลย”

                “ได้อย่างไรกัน...เกิดอะไรขึ้น พวกนั้นมาได้อย่างไร”

                “พวกเขาพาอาเฟยมาส่งคืน...จึงอาสาช่วยเหลือ”

                “อาเฟย...อสูรมารดำยังไม่ตาย?”

                “ใช่แล้วท่านพ่อ ไม่มีเรื่องแย่ๆ อะไรเลย มีแต่เรื่องน่ายินดีทั้งสิ้น นั่นไง อาเฟยยืนอยู่ตรงนั้น”

                เหลียงจิวซินไล่กวาดตามองตาม ก่อนจะสะดุดกับร่างเพรียวระหงใบหน้างามแฉล้มที่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตู ผมยกยิ้มจางๆ โค้งหัวลงก้มคำนับนอบน้อม ไม่เปล่งเสียงสักแอะ

                “อะ...อสูรมารดำ...ทำไมถึงได้....”

                “เขากลายเป็นมนุษย์เพื่อทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้า” เหลียงหลวนเซียนลูบหลังบิดาพลางตอบ

                ไม่ใช่หรอก...ก็แค่เผลอกินปลาในถ้ำทวยเทพโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น เพราะตอนนั้นโดนพิษของงูเจ็ดพิษไป สภาพไม่ต่างกับตาย มองไม่เห็น ฟังไม่ได้ยิน จะยืนหรือจะเดินก็ไม่รู้สึกเลย แต่ผมก็เลือกจะเงียบ เหนื่อยแล้วที่ต้องตอบคำถาม

                อยากให้ทำอะไร ให้นั่งอยู่ไหน ก็จะทำอย่างนั้นให้ ในเมื่อสิ่งที่ต้องการคือร่างอสูรมารดำ ไม่ใช่ผม

                “อสูร...อาเฟย เดินมาให้ข้าเจ้าดูหน่อย” เหลียงจิวซินเรียก

                ผมเดินไปอย่างว่าง่าย ผู้อาวุโสในพรรคหันคุยกระซิบกระซาบเสียงเบาจ้องผมไม่วางตา จิ้นอวี๋ยืนหลบอยู่ตรงมุมห้อง จิ้นฝูก้มหน้าก้มตาผสมยาตามคำสั่งหลิ่วก้านลู่ นอกจากดวงตาสีเทาของสองพ่อลูกแล้ว ผมก็ไม่สนใจอะไรอีก

                “ท่านพ่อ อาเฟยไม่ใช่อสูรมารดำแล้ว...ท่านจะยังไล่เขาไปหรือไม่”

                “พูดยากจริงๆ...” เหลียงจิวซินทำหน้าเครียด “จากหูกับหางนี่...จะกล่าวว่าเป็นมนุษย์ก็ยังไม่ใช่ ครึ่งอสูรหรือ”

                “...” ผมก้มหน้านิ่ง ไม่โต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ

                “ข้าคงไม่ใจดำไล่คนงามเช่นนี้ออกไปจากพรรคหรอก” เห็นผมเงียบไม่พูด เหลียงจิวซินก็เอ่ยแหย่อย่างเอ็นดู ผมเพียงแค่นยิ้มเรียบๆ ก้มหน้าจนคางชิดติดกับตัว “แต่ก็คงให้อยู่ในปราสาทฐานะอสูรต่อไปไม่ได้ เจ้ายอมรับหรือไม่”

                “...ข้ายอม” ผมตอบเสียงเบา

                “อย่างนั้นก็ดี...”

                “ท่านพ่อ!” เหลียงหลวนเซียนทำหน้าดีใจเหมือนคิดอะไรออก โพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่น “งั้นให้อาเฟยแต่งงานกับข้าสิ!

                “อะไรนะ!

                เพล้ง!

            “...ขอประทานโทษขอรับ ข้าไม่ระวัง ยาดีเสียไปเปล่าเลย ข้าจะผสมใหม่เดี่ยวนี้” ทุกสายตาเพ่งมองไปยังจิ้นฝูเป็นตาเดียว ถ้วยบดยาถูกมือเผลอปัดตกแตกลงพื้น จิ้นฝูหันมาขอโทษขอโพยทุกคน ขุกเข่าลงเก็บเศษกระเบื้องเงียบๆ

                เมื่อไม่มีอะไรแล้ว เหลียงหลวนเซียนก็เริ่มคุยแผนกับบิดาต่อ

                “หากจะลดฐานะเขา งั้นให้เขาแต่งงานกับข้าก็สิ้นเรื่อง เป็นฮูหยินใหญ่ ทีนี้ก็จะได้อยู่ในปราสาทพรรคต่อแล้ว”

                “แต่งงานหรือ! แต่อาเฟยเป็นบุรุษ...ไม่ใช่รึ” เหลียงจิวซินตกใจจนเผลอตะโกน ผู้อาวุโสบางคนด้านหลังเป็นลมสลบไปแล้ว

                “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ท่านพ่อ ท่านเองก็ชอบเขาไม่ใช่เหรอ ความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษกับบุรุษก็ใช่ว่าจะไม่มี หรือท่านพ่อกังวลเรื่องทายาท? ข้าไปรับเด็กมีแววสักคนมาเป็นลูกบุญธรรมก็ได้...”

                “นี่เป็นเหตุผลที่เจ้าเลี่ยงไม่ดูตัวตลอดมางั้นรึ...” เหลียงจิวซินทำหน้าเหมือนจับไข้ ไถร่างลงไปกับหมอน

                “ข้าถึงได้บอกพวกท่านเสมอว่าหยุดเอาคู่ดูตัวมายัดเยียดให้ข้าได้แล้ว ข้าไม่แต่งกับใครทั้งนั้น แต่พวกท่านไม่เคยฟังข้าเลย”

                “คนในใจเจ้าคืออสูรมารดำ?...โอ มีเรื่องไหนอีกหรือไม่ที่เจ้ายังไม่ได้บอกข้า ลูกชาย”

                “ข้าตัดสินใจจะไม่ฆ่าท่านพี่ ตัดสินใจจะเป็นประมุขพรรคต่อจากท่าน และจะเป็นพันธมิตรกับพรรคเซียนสวรรค์”

                เหลียงจิวซินฟังไปหน้าก็ซีดลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความคิดเห็นของลูกชายเลย “เฮ้อ...ข้าหมดคำด่าเจ้าจริงๆ เจ้ามันหัวดื้อ...ข้าค้านไปก็คงไม่ฟังสินะ”

                “...ข้าขออภัยท่านพ่อ”

                “ช่างเถิด ข้าเองก็แก่แล้ว...คงถึงเวลาเปลี่ยนยุคสมัยใหม่ๆ เสียที เจ้าเป็นถึงคนที่อสูรมารดำเลือก คงไม่มีทางทำให้พรรคที่ข้ารักยิ่งกว่าชีวิตพังทลายแน่...พรรคเซียนสวรรค์หรือ เฮ้อ ในตอนที่ข้าไม่ได้สติมีเรื่องเกิดขึ้นมากจริงๆ ผู้นำคนปัจจุบันเป็นพวกไม่สนใจโลกใช่หรือไม่ ข้าอยากลองสนทนากับเขาดูจริงๆ”

                “ตอนนี้ประมุขพรรคเซียนสวรรค์น่าจะกำลังฝึกวิชาขั้นสุดท้ายก่อนบรรลุเป็นเซียนอยู่ แต่ถ้าหากท่านพ่ออยากพบ ข้าจะไปแจ้งให้คนในพรรคเซียนสวรรค์ที่อ่านพระคัมภีร์กรอกหูเหลียงเหวินหลางในคุก นำเจตจำนงของท่านพ่อไปแจ้งให้เขารู้เอง”

                นอกจากเจียดคนมาช่วยซ่อมแซมพรรคอสูร หลิ่งเซียวหรูยังจัดเวรยามผลัดคนให้มาอ่านคัมภีร์พระธรรมใส่ท่านชายใหญ่อีกด้วย ความดีและความจริงใจนี้มองเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากหวังดี เหลียงจิวซินเป็นคนหลักแหลมดูคนเป็น เห็นพรรคอริยอมอ่อนข้อให้ก่อน คนเถ้าคนแก่อย่างเขาก็ไม่มีไฟจะไปหาเรื่องเช่นกัน

                ท่านประมุขพรรคอสูรถอนหายใจปนยิ้ม แล้วโบกมือไล่ “มีแต่เรื่องจริงๆ ข้าเหนื่อยแล้ว จะนอนสักหน่อย ไว้มาเยี่ยมข้าใหม่เถอะ”

                พอถูกไล่ ต่างคนก็ต่างทยอยแยกย้ายออกจากห้อง เหลียงจิวซินล้มตัวลงนอน ในห้องเหลือเพียงหลิ่วก้านลู่กับจิ้นฝูคอยดูแลต่อไปอีกพักหนึ่ง

                ผมเดินตามท่านชายน้องมาเงียบๆ ฟังเขาพูดถึงงานแต่งงานอย่างมีความสุข จนกระทั่งเขาหันมาถามความเห็นของผม ถึงได้เพิ่งสังเกตเห็นว่าผมกำลังทำหน้าไม่สู้ดีมากแค่ไหน

                “เหตุใดทำหน้าแบบนั้นเล่า เจ้าไม่ดีใจหรือ”

                “...ข้ายังไม่อยากแต่ง”

                “ว่าไงนะ!” น้ำเสียงลิงโลดผันเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ตะคอกถามต่อว่า “ทำไม!

                “ขอเวลาให้ข้าสักหน่อยเถอะ!

                “ทำไมต้องรั้งรออีก!

                “...หลวนเซียน ข้าถามจริงๆ ท่านกำลังมองใคร”

                “ถามแปลกๆ” เหลียงหลวนเซียนเหยียดยิ้ม “มองเจ้า”

                “ไม่ใช่” ผมเสียงแข็ง นานแล้วที่ผมไม่อ้าปากพูดต่อล้อต่อเถียงกับเขาเช่นนี้ เห็นประกายแววตาสีเหลืองอ่อนของอสูรวาววับ เหลียงหลวนเซียนก็นิ่งอึ้ง “ท่านกำลังมองข้าทับซ้อนกับเงาของใครอยู่ต่างหาก!

                “เจ้าอย่ามาหาเรื่องข้านะ...”

                “หรือไม่จริง!

                ผมจ้องตาสู้ หลายวันมานี้ผมอดทนอยู่เงียบๆ มานานพอแล้ว บางคราผมก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตัวผมถึงต้องมานั่งรับผิดชอบความรู้สึกของคนมากมายด้วย ทำไมไม่มีใครสนใจเลยว่าผมจะรู้สึกยังไง? ผมสงสารเหลียงหลวนเซียน แต่ก็สมเพชตัวเอง นึกอยากจะหนีไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังมีความคิดโง่ๆ หวังล้มๆ แล้งๆ ว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น แต่มันไม่ใช่ ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นเงาของสะคราญโฉมในคันฉ่อง อยู่นิ่งๆ เป็นตุ๊กตาให้เหลียงหลวนเซียนดูแลตามใจชอบ ผมยอมรับว่าเขาเป็นคนดีและจริงใจ ถ้าผมเปิดใจให้เขา เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแน่นอน เพราะอสูรมารดำคือรักแท้ของเหลียงหลวนเซียน

                แต่ผมไม่มีหัวใจหรือไง ความคิดเห็นของผมอยู่ไหน มันไม่มีความหมายบ้างเหรอ

                เหลียงหลวนเซียนโกรธจนตาแดงก่ำ ท่าทางเจ็บปวดไม่น้อย ทำท่าจะต่อว่าผมต่อ แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้ สะบัดหน้าหนีไป “ไว้อารมณ์เย็นแล้วค่อยกลับมาคุยกัน”

                กล่าวเสร็จก็ฉาดตัวเดินจากไป ผมกำมือแน่น รู้สึกหงุดหงิดกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สุดท้ายก็ตะโกนลั่นว่า “ไอ้บ้าเอ๊ย!” จนนกตัวน้อยที่อยู่รอบๆ บินฮือหนีออกมาจากต้นไม้

                ผมไม่รู้ว่าตัวเองด่าใคร บางทีอาจจะทุกคน ทุกอย่าง แล้วก็ไม่สนด้วยว่าใครจะได้ยินแล้วคิดยังไง ผมรวบชายเสื้อขึ้นเหนือเข่า แล้วจ้ำอ้าวลงสวนไปหาที่เงียบๆ สงบจิตใจอยู่คนเดียว

                ตอนนี้หลายคนทำงานซ่อมแซมปราสาทกับบ้านเรือน ส่วนพวกสวนสวยงามถูกปล่อยไว้จัดการทีหลัง รอบข้างปลอดคน ผมเดินลุยหญ้าสูงชัฏเข้าไปใน เห็นซากปรักหักพังของศาลาเก่า ก็มุดเข้าไปนั่งกอดเข่าอยู่ด้านใน ปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น

                ได้แต่ปลอบตัวเองว่าทำดีที่สุดแล้ว พยายามทำให้ทุกคนมีความสุข แต่ตัวเองกลับไม่มี ผมทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร ผมทำเต็มที่แล้วนะ ผมเป็นอสูรมารดำอย่างดีที่สุดแล้ว มันอยากกลายเป็นมนุษย์ ถึงจะเป็นครึ่งอสูร แต่ผมก็เป็นให้มันได้แล้ว ผมสูดน้ำมูกฟืด คิดขำตัวเองที่หนีมาร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่เงียบๆ คนเดียวอย่างกับนางเอกละคร เกือบตายมาหลายครั้งกลับไม่มีน้ำตา น่าตลก...ฮึก น่าตลกเป็นบ้า

                ไม่ว่าจะโลกเก่าหรือโลกใบนี้ มันก็ไม่มีที่สำหรับผมเลย

                ศีรษะชนเข่า สองแขนกอดตัวเองแน่นเหมือนรู้สึกหนาวตลอดเวลา พวงหางฟูนุ่มสีดำชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา ผมสะอื้นฮัก เนื้อตัวสั่นเทา ร้องไห้ไม่หยุด และไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากเข่า จนตะวันลอยคล้อยลับขอบฟ้า ผมก็ร้องไห้จนเหนื่อยฟุบไปกับซากศาลา...    

                ...

                “อะ...โอย”

                ผมหลับไปเหรอเนี่ย...

                ตาบวมเป่งจนมองเห็นรอบๆ ไม่ชัด รู้เพียงแต่ว่าทุกอย่างมืดไปหมดแล้ว ผมร้องไห้หนักขนาดไหนกันแน่เนี่ย ทำไมตื่นมาอีกทีก็กลางคืนซะแล้วล่ะ ปวดหัวปวดตาไปหมดเลย เฮ้อ...

                ผมยกหลังมือขึ้นมาถูจมูก กลับสะดุดกลับกลิ่นปริศนาที่ผ่านแทรกน้ำมูกเข้ามา

                “เอ๊ะ...”

                คุ้นๆ ว่าเคยได้กลิ่นนี้ที่ไหนมาก่อน...

                ผมก้มหน้าลงสั่งน้ำมูกฟืดกับเสื้ออย่างไม่สนใจใยดีว่ามันจะเปื้อนทุเรศยังไง แล้วดมหลังมือตัวเองให้ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อลองตั้งใจดมดูทั้งสองข้าง จับหน้าตัวเองกับลำคอ ก็พบว่าทุกส่วนที่โผล่พ้นจากเสื้อถูกทาไว้จนหมด...

                ผมตัวสั่นสะท้านเมื่อคิดออกแล้วว่ามันคือกลิ่นสมุนไพรกันยุงของจิ้นฝู

                “อะไร...ทำไม...”

                กลิ่นเจือจางเบาบางที่ถ้าไม่ตั้งใจดมก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ผมไม่เคยลืมกลิ่นนี้แน่นอน ในเมื่อมันคือสิ่งแรกที่เขาทำให้ กระปุกยาสมุนไพรกันยุงที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาเพราะผมชอบโดนยุงกัด ยังไม่ทันคิดอะไร ผมก็วิ่งหน้าตั้งออกจากสวนที่ขึ้นทึบจนเหมือนป่าออกไปข้างนอกแล้ววิ่งหาจิ้นฝูไปทั่วจนรองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่ง

                ตอนนี้เลยพลบค่ำมาไกล ผู้ติดตามพรรคบางส่วนกำลังถือตะเกียงแสงไฟเดินตรวจตรารอบๆ อยู่ พอเห็นผมวิ่งรองเท้าหายข้างหนึ่ง เส้นผมยุ่งกระเซอะกระเซิง ดวงตาบวมแดง ก็พากันตกใจ กรูกันเข้ามาขวางทางถามไถ่ทันที

                “อสูรมารดำ เกิดอะไรขึ้น!

                “จะ...จะ...” ผมวิ่งจนหอบ ยึดไหล่ของหนึ่งในนั้นมาจับพยุงตัวไว้ไม่ให้ล้ม “จะ...จิ้นฝู...อยู่...ไหน”

                “หะ...ศิษย์หลิ่วก้านลู่...เอ่อ หน้าจะเดินตรวจตราอยู่แถวหลังกำแพงอุทยานเหนือเมฆ...ท่านมีอะไร...”

                “ขอบคุณมาก!” 

                ผมตบไหล่ขอบคุณแล้ววิ่งจากมาโดยไม่หันกลับไปมอง บุรุษชุดดำต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก “...ควรรายงานเรื่องนี้กับท่านชายน้อยหรือไม่?”

                “ข้าว่า...อย่าดีกว่า” ชายอีกคนพูด ก่อนจะแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ผมตระเวนเที่ยวทั่วพรรคนี้มาหมดจนจำได้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่นานนักผมก็วิ่งมาจนถึงกำแพงอุทยานเหนือเมฆที่ทอดยาวไปไกลลิบ ระหว่างที่กำลังคิดหนังว่าควรไปทางทิศตะวันตกหรือตะวันออก จิ้นฝูกับเพื่อรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสองสามคนก็เดินออกมาจากข้างกำแพงพอดี

                เพียงแค่ได้เห็นหน้าของเขา ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็สลายหายไป ผมตะโกนก้อง “จิ้นฝู!

                ตอนแรกพวกเขายังเดินหัวเราะกันมาดีๆ แต่พอเห็นผม จิ้นฝูก็หุบยิ้มลง สีหน้าเคร่งขรึมทันควัน บรรยากาศกดดันไม่ต้อนรับ แต่ผมไม่สนใจ เดินเข้าไปหาเขาไม่มีกลัว

                เพื่อนๆ รอบตัวเห็นท่าทางไม่ค่อยดีก็ถอยหลังกันไปก้าวสองก้าว

                “มีอะไรให้ช่วยเหรอ” จิ้นฝูเปิดบทสนทนาอย่างสุภาพ แต่ผมไม่มีเวลามาอ้อมค้อม บุกเข้าประเด็นทันที

                “เจ้าแอบมาทาสมุนไพรกันยุงให้ข้าใช่มั้ย!

                จิ้นฝูสีหน้าเย็นชา เพื่อนๆ เห็นแววไม่ดีก็ขอตัวหลบฉากออกไปจนเหลือแค่ผมกับเขาสองคน ผมหอบไปมองหน้าเขาไป รู้สึกตัวเองโง่มากอีกแล้ว ผมจะมาถามเขาเพื่ออะไร ผมทำแบบนี้ไปทำไม ผมไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เห็นชัดๆ ว่าเขาไม่ได้สนใจกันแล้ว ทำไมถึงยังหวังอะไรอยู่อีก...

                “คิดว่าข้าทำหรือ” ในที่สุดจิ้นฝูก็ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น แต่คำพูดกลับชวนหนาวเหลือเกิน “คงเป็นท่านชายน้อย ข้าเองก็ทำแจกทุกคนในพรรค ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม ข้าทำงานต่อก่อนนะ”

                “เดี๋ยวสิ”

                คำพูดเมื่อกี้ไม่มีคำด่าแต่ทำเอาหน้าชา ผมเองก็ยังดื้อด้าน พอจิ้นฝูทำท่าจะเดินก็รีบดักหน้า ไม่ยอมให้เขาไป

                “ต้องการอะไรจากข้าอีก”

                “...เอ่อ...ข้า” ผมตอบไม่ถูกว่าต้องการอะไร เห็นเขาไร้เยื่อใยขนาดนี้แล้วทำไมถึงยังไม่หยุดทำตัวระรานเขาสักที จิ้นฝูยกยิ้มให้ทีหนึ่งแล้วเดินอ้อมผมจากไป ผมรีบหันตาม เห็นแผ่นหลังของเขาก็รู้สึกราวกับถ้าไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง ผมจะไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว จึงรีบร้อนตะโกนว่า “ข้ารักเจ้า!

                จิ้นฝูหยุดเดิน ยืนนิ่งไม่ยอมหันมา ผมใจหล่นวูบ เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป แต่ก็ไม่คิดจะกลับคำ ผมเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้น รวบรวมความกล้าแล้วโผตัวกอดเขาจากด้านหลังแน่น

                “...ปล่อยเถอะอาเฟย”

                “ข้ารักเจ้า...ข้ารักเจ้ามากจริงๆ...”

                ผมเสียงสั่นเครือไปหมด ตอนซบหน้าลงกับหลังของเขาก็อดทนกลั้นไม่ให้น้ำตามันเปียกเสื้อ จิ้นฝูเงียบอยู่นานสองนาน ก่อนจะยกมือขึ้นดึงแขนผมที่กอดเขาอยู่ให้ปล่อยออก

                “มันสายไปแล้ว ข้ารอฟังมานาน ตอนนี้ข้าไม่ต้องการมันแล้วล่ะ อาเฟยเก็บไว้บอกกับคนที่เหมาะสมเถอะนะ”

                “ทำไม...เพราะเจ้ารักกับเหอเหมียวลี่แล้ว?...”

                จิ้นฝูยิ้ม ไม่ตอบ ผมร้องไห้หนักมาทั้งวัน มาตอนนี้ก็ไม่รู้ค้นน้ำตาเมาจากไหนได้อีก ไหลเผาะๆ จนแสบร้อน

                “เจ้าบอกข้า แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรหรือ ลองพูดมาสิ” น้ำเสียงนุ่มหูที่เจ็บแสบยิ่งกว่าเสียงบันดาลโทสะ ผมได้แต่ยืนมองเขาอย่างโง่ๆ จิ้นฝูเห็นผมไม่ตอบก็หัวเราะขบขัน “ช่วงเวลาที่ผ่านมามันมีความสุขมากจริงๆ แต่พอเถอะ อาเฟยทิ้งท่านชายน้อยไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฝืนหรอก ไม่ต้องเลือกด้วย ข้าไปเอง เท่านี้ก็จะได้สบายใจเนอะ”

                จิ้นฝูยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ แต่ผมไม่คิดจะรับ ความใจดีของเขามีแต่จะเป็นมีดแทงผมให้ทรุด

                “ข้า...รักเจ้า...ข้ารักเจ้าจริงๆ นะ...”

                พูดไปแล้วเปลี่ยนอะไรได้เหรอ แน่นอนว่าไม่ได้ แต่ผมก็คิดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากพ่นคำพูดที่คนฟังไม่คิดจะรับเอาไว้อีกต่อไป ได้แต่พูดซ้ำๆ ว่าข้ารักเจ้า เหมือนตุ๊กตาไขลาน ที่เล่นวนซ้ำแต่ประโยคเดิมๆ

                “...อาเฟย”

                “ฮึก...ฮึก..”

                “ฟังข้า” จิ้นฝูเอ่ยเสียงเย็นชา ผมสะดุ้ง เงยหน้ามองขึ้นประสานตากับเขา รอยสีน้ำเงินที่ขึ้นอยู่ที่ซีกหน้าหนึ่งดูเข้มขึ้นเล็กน้อย “ข้าตกหลุมรักอสูรขนฟู ตัวใหญ่ๆ หน้าดุๆ ที่แรงเยอะเหมือนไม่มีวันใช้หมด ตัวที่ทำให้ข้าผวาจนปล่อยเบา...ข้าตกหลุมรักอสูรตัวนั้น ไม่ใช่โฉมงามที่ทำให้ใครต่อใครตกหลุมรัก เจ้าไม่ใช่แบบที่ข้าชอบแล้ว เหตุผลข้าก็เท่านี้แหละ”

                เพราะผมไม่ใช่อสูรหมาปอม...ฮะฮ่า...เหตุผลบ้าบออะไรกันเนี่ย ผมยิ้มทั้งน้ำตา สุดท้ายก็ตบหัวตัวเองแรงๆ หนึ่งทีให้หายโง่ “ฮะๆๆ งั้นเหรอ นั่นสินะ ขอโทษที่มารบกวนเวลาทำงาน ข้า...ไปก่อนนะ”

                สุดท้ายตัวผมมันก็ไม่มีความหมายจริงๆ...

                ผมยอมแพ้แล้ว

                ...

 


                จิ้นฝูยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่ จนสุดท้ายแล้วก็เดินไปตรวจตราต่อไปเงียบๆ เห็นสีหน้าของเขาพวกเพื่อนๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาชวนคุยอีก พอผลัดเวร จิ้นฝูก็ปลีกตัวออกไปนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียว

                เขาเกือบจะใจอ่อน ตอนที่ได้ยินคำบอกรัก แต่สุดท้ายก็หักห้ามใจเอาไว้จนได้

                นึกถึงตอนที่ปักปิ่นผมให้เหอเหมียวลี่ จิ้นฝูก็พรูลมหายใจ เหอเหมียวลี่ไม่ใช่คนรักของเขา แล้วนางก็ไม่ได้ชอบเขาแล้ว คนที่นางชอบคือเผิงเว่ย เจ้าคนหางตาตกที่เคยหาเรื่องให้เขาแต่งหญิงเดินเที่ยวเมืองต่างหาก...

                ตอนเกิดการต่อสู้กัน เหอเหมียวลี่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ได้เผิงเว่ยที่หลงรักนางมานานเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือไว้ หลังจากนั้นเหอเหมียวลี่ก็เริ่มมองเห็นความดีความชอบของเผิงเว่ย สุดท้ายก็ตกลงปลงใจกันไป ส่วนจิ้นฝูที่เคยเป็นคนที่เหอเหมียวลี่แอบชอบก็กลายเป็นเพื่อนของพวกเขา เพราะเขาอาสารักษาอาการบาดเจ็บให้เผิงเว่ย จากที่เคยไม่ชอบหน้าเขา ก็เริ่มเปิดใจให้มากขึ้น

                เหอเหมียวลี่จะไปนัดดูตัวกับเผิงเว่ย แต่ไม่รู้จะปักปิ่นไหนดีจึงนำติดตัวไว้ตลอด ตอนนั้นแค่จะไปเก็บดอกไม้บังเอิญเจอจิ้นฝูในสวนเท่านั้นเลยขอให้เขาช่วยเลือก อีกฝ่ายก็เป็นสหายคนหนึ่ง จึงไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น

                ตอนมองปิ่นดอกไม้ เสียบมันลงกับผมนาง เขากลับเอาแต่คิดถึงตอนเสียบมันลงข้างหูให้อี้เฟย ความทรงจำแสนหวานที่เขาจดจำไว้ในใจ

                เขารัก...วันแรกรู้สึกอย่างไรก็ไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่ตอนที่ได้ปลามา ตอนที่อี้เฟยชมว่าเขาหน้าสวย ตอนที่มองพระจันทร์แล้วเห็นเงาของอสูรอยู่ในนั้น มันยังเหมือนเดิม เพียงแค่เขาเติบโตมากขึ้นและเห็นแก่ตัวมากขึ้น

                จิ้นฝูเป็นเด็กคนหนึ่งที่แม้ทุกคนจะชมว่าเขาดี แต่เขารู้ตัวว่าเขาไม่ใช่เด็กดีเลย เมื่อเขามีความรักครั้งแรก เขาก็อยากจะกลายเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อม เอาแต่คิดโทษว่าทำไมตัวเองถึงโตช้านักอยู่เสมอ พยายามฝึกฝนตัวเองในทุกด้าน เพราะอยากให้อีกฝ่ายรักตนมากขึ้นสักนิดก็ยังดี

                พออี้เฟยเจอกับเหลียงหลวนเซียน จิ้นฝูก็เอาแต่กลัวว่าจะถูกแย่งไป เลยพยายามจะขัดขวางไม่ให้ทั้งสองคนพบกัน เขารู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกผิดกับท่านชายน้อย แต่เขาเองก็รักอี้เฟยเหมือนกัน ฉะนั้นเขาจึงกลัวเสมอว่าถ้าวันหนึ่งอี้เฟยจำเรื่องท่านชายน้อยได้ วันนั้นต่อให้เขาพยายาม...พยายามจนขาดใจ เขาก็ไม่มีอะไรจะสู้อีกฝ่ายเลย

                เขาเป็นแค่คนธรรมดา อีกฝ่ายเป็นท่านชายน้อยประจำพรรคที่จะก้าวเป็นผู้นำ เขาไม่มีทรัพย์สิน แต่ท่านชายน้อยมีพร้อม เขาเป็นคนจดจำอะไรเร็ว แต่ท่านชายน้อยเป็นคนมีพรสวรรค์ เขามีแต่หัวใจ แต่ท่านชายน้อยมีทั้งหัวใจและชะตาลิขิต ความคิดของเขาเหมือนพวกขี้แพ้ แต่ถ้ามองในความเป็นจริง ก็เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพียงความรู้สึกอย่างเดียว ไม่อาจทำให้คนที่เขารักกินอิ่มนอนหลับ ถ้าเจ้าของตัวจริงมาทวงคืน เขาจะทำอะไรได้นอจากถอยออกมา  

                ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนจะถูกไล่ไปอยู่บนเขา ไม่เคยมีอะไรเป็นของเขาเลย...แต่ไม่เป็นไร เขาชินแล้ว

                ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดอยากจะแย่งอี้เฟยมา จิ้นฝูอยากทำ อยากจะลักพาตัวคนคนนั้น กอดเอาไว้ให้แน่นๆ แล้วพาหนีไปด้วยกัน แต่มันผิด...แล้วแม่ของเขาล่ะ หมิงเล่อ ไป๋เยว่ เขาจะทำเรื่องเลวร้ายโดยไม่คิดถึงหน้าคนที่รักเขาลงหรือ

                จิ้นฝูก้มหน้าเงียบๆ ยกมือขึ้นมาลูบหัวตัวเอง กล่าวเบาๆ ให้ได้ยินแค่คนเดียว

                “...เก่งมาก...เก่งมาก...”

                น้ำตาหนึ่งหยดไหลเปื้อนขา ก่อนจะร่วงตามมาไม่หยุด

                การพบกันของเราอาจเป็นโชคชะตา...แต่ไม่ใช่พรหมลิขิต ถ้าคนมันไม่ใช่ ชอบแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นตัวจริง

                ...

 

                เช้าวันถัดมา พรรคแทบจะแตกเป็นเสี่ยง จิ้นฝูงัวเงียตื่นมาเพราะจิ้นอวี๋มาปลุกสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะลากเขาไปที่โถงประชุมของพรรคอสูร

                เหลียงหลวนเซียนนั่งหน้าดำคร่ำเครียด เห็นหน้าเขาปุ๊บก็ปราดมากระชากคอเสื้อหาเรื่อง

                “เจ้าทำอะไร!

                “....อะไร?” จิ้นฝูยังตามเรื่องไม่ทัน เหลียงหลวนเซียนดึงเขาไปที่หน้าโต๊ะยาว ฟาดกระดาษแผ่นหนึ่งลงมา

               

                จะออกไปท่องเที่ยว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องตามหา ถ้าตามหาจะหนีไปไม่กลับ

            เฟย.

 

            ทุกคนมองหน้ากันนิ่ง สุดท้ายก็ตะโกนออกมาดังสนั่น

                “อสูรมารดำหนีไปแล้ว!!




----------------------------------------------

ยะฮู้ว555555555555555555


เอาตรงๆ นะ เสน่ห์อย่างหนึ่งของเรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นน้ำเน่า(ไม่)นิดเนี่ยแหละ555 //กุมขมับ


ทั้งท่านชายน้อยกับจิ้นฝูเป็นตัวละครสีเทา มีด้านดีกับด้านเสียกันหมด ส่วนหลวงพี่นี่---อืม นอกชากช็อตศีลแตก อาจจะขาวๆ หม่นๆ เล็กน้อย แต่ก็เป็นคนดีมาก555


พูดถึงเรื่องหลวงพี่ เป็นตัวละครที่มีคนรักเยอะมาก ดีใจแทนพี่แกจริงๆ ว่าจะเขียนเจาะลึกตอนจบเรื่องไปแล้ว แต่มาเขียนขยายตอนนี้สักนิดเลยละกัน

หลิ่งเซียวหรูเป็นคนที่เลือกเดินตามความฝันของตัวเองมากกว่ายึกติดกับความรักครับ  ตัวผมเคยอ่านนิยายมาหลายเรื่องอยู่ ที่ตัวละครเลือกทิ้งเป้าหมายไปเพราะมีความรัก ก็เลยว่า เออ แหวกๆ หน่อยดีกว่า เลยกำเนิดเป็นหลวงพี่คนดีของเรื่องนั่นเอง555 

ไม่ต้องห่วงเลยว่าหลวงพี่จะไม่มีความสุขเพราะเลือกทางนี้ เขามีความสุขครับ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้เดินทางในทางที่เลือกเองอย่างถูกต้อง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนจริงๆ


ส่วนจิ้นฝู วางไว้ตอนแรกให้เป็นเด็กน้อยใสซื่อ แต่เพราะเป็นเด็กจึงต้องเติบโต ลองผิดลองถูกบ้างเพื่อเรียนรู้ ถึงจะเก่ง แต่ก็ยังเป็นเด็ก การกระทำบางอย่างจึงชวนให้รู้สึกเหวอๆ ไม่น้อย 


ท่านชายน้อยคือคนที่ทำตามความคิดและทางเดินของตัวเองแบบเส้นตรงมากๆ แน่วแน่ขั้นสุด นิสัยออกแนวพระราชา มีข้อดีคือใครดีด้วยจะดีตอบตลอดไป


อาเฟยนี่สายฮา5555 แต่ทุกการกระทำของเขามีที่มาที่ไปนะ ไว้จบแล้วจะเขียนอธิบายให้ยืดเลย---


เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ


ขอบคุณที่รักและเอ็นดูตัวละครในเรื่องนี้มากนะ 









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 285 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2116 chew2007 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 23:49
    ......ตอนนี้เป็นตอนแรกที่ร้องไห้ และเป็นตอนแรกที่ร้องไห้หนักมากจริงๆ...
    #2,116
    0
  2. #2107 Drizzleinwinter (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 03:30
    หน่วงอะ

    ร้อง

    ชอบหลวงพี่

    ฮือ
    #2,107
    0
  3. #2045 Sudarat357 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 18:54

    มาตามอ่านทีหลัง แอบเชียร์หลวงพี่อ่ะ แพ้คนไทป์นี้สุดๆ สงสารจัง
    #2,045
    0
  4. #2015 shin ai2 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 23:16
    สุดติ่งกระดิ่งแมวจริงๆ
    #2,015
    0
  5. #2004 NNieNamich (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 23:38

    ร้องไห้อะบอกตรง เยอะด้วย หน่วงใจสุดๆ
    #2,004
    0
  6. #1978 coco i cookie (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 00:30

    ฉากนี้ดรียกน้ำตาสุดๆ แงงง ชอบทุกอย่างของเรื่องนี้เลยค่ะ
    #1,978
    0
  7. #1868 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 05:44
    หนีไปพักใจจจจ
    #1,868
    0
  8. #1791 NongYingNutty (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 16:41
    โอย ฉากที่จิ้นฝูลูบหัวตัวเองแล้วชมตัวเองคือหน่วงมาก ปวดใจ น้ำตาไหลเลย เศร้าคนเดียว ปลอบตัวเองคนเดียว สงสารน้อง TT
    #1,791
    0
  9. #1705 TAT47 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 21:42

    แงงง กินน้ำตาลก็ขมอะตอนนี้

    ชอบที่เขียนฉากอารมณ์มาก เป็นคนอินกับอะไรแบบนี้ แงงงง เขียนดีมากเลย ล้องห้ายยย

    #1,705
    0
  10. #1615 bb.smile (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 01:35
    ดีแค่ไหนที่นั่งอ่านเรื่องนี้ในห้องตัวเอ ไม่ได้อยู่ข้างนอก //*ปาดน้ำตา
    #1,615
    0
  11. #1451 ni_ky (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 01:34
    คิดว่าหนีไปเที่ยวแล้วค่อยกลับงี้แหละดีลูกก แต่จิ้นฝูช่วยถามความเห็นหมาปอมเรานิดนึง สู้เขาไม่ได้แล้วไง ได้หัวใจมาแล้วนะเว้ยย จะยอมแพ้งี้หรอ อย่ากากดิ แต่หลวงพี่ค่ะ เลือกทางที่ดีแล้วค่ะ เดี่ยวเราจะเป็นเซียน แล้วครองรักกันนะคะ//โดนตบจากฝัน
    #1,451
    0
  12. #1391 com23476 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 01:04

    หหนีพวกงี่เงาไปแล้วพวกงี่เง่าจะทำอย่างไรต่อไปนะ555+ ต้องพลิกแผ่นดินหาชัว

    #1,391
    0
  13. #1317 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 21:57
    คิดเหมทอนกันเลยย หนีไปซะ -พวกงี่เง่าแบร่ๆๆๆ
    #1,317
    0
  14. วันที่ 23 เมษายน 2561 / 12:06
    น้ำตาไหล555 ไม่เคยเจอนิยายเรื่องไหนที่ตัวละครเอกเจอคนที่ชอบกำลังใช้สายตาตาแบบที่เขาใช้มองกันได้อินแบบนี้.. จะร้องงงงง เรือหนูมีหวังแฃ้วค่ะ แงงง
    #1,179
    0
  15. #1115 Takgy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 00:37
    อห. เราอินมาก. แต่ตอนหลวงพี่จบดีจนจะร้อง. เหมาะมาก.
    #1,115
    0
  16. #976 พรธิชา กลิ่นเกษร (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 19:36
    น้ำตาไหลเยอะมาก คนเขียนสามารถแต่งให้เราอินได้มากขนาดนี้ นับถือมากค่ะ
    #976
    0
  17. #904 mynameismiko (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 15:23
    สงสารอ่าาาาาาT_T
    #904
    0
  18. #854 fantaQwQ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 16:42
    โอ้ยยยยยยยยอยากตายยยยยยยยยQwQ =w=
     หนีไปเลยลูกกกกก
    #854
    0
  19. #852 Miyakochan (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 10:00
    ฮือๆๆๆ
    #852
    0
  20. #851 SeeTheRain (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 00:46
    ขอภาวนาให้หลวงพี่ได้สำเร็จวิชาเป็นเซียนค่ะ สาธุ 5555 สงสารอาเฟยทำตัวไม่ถูก เลยเลือกหนีซะเลย แต่ว่า หนีไปแบบนี้ระวังจะตกหนุ่มมาเพิ่มนะ อิอิ
    #851
    0
  21. #850 0930653088 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 19:14
    เลือกไม่ได้ก้อหนีแม่มมมมมมมมม
    #850
    0
  22. #841 bai_tong034 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 11:25
    โอ้ยยยย คู่กับจิ้นฝูมันก้จบแล้วโว้ย ถ้าเลือกไม่ได้ ไม่เอากันสักทีนี่จะเป้นผัวให้อาเฟยเอง -^-*
    #841
    0
  23. #837 ploybrf2 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 03:54
    มาม่าเรื่องอื่นมาแล้วยังมาเจอเรื่องนี้อีก//ไม่ได้ว่านะตัวเอง//หนีไปไกลๆเลยลูก
    #837
    0
  24. #835 Get out my heart 💕 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 22:50
    หาได้เส้นที่4 ใหม่เลยลูก T T
    #835
    0
  25. #831 PIP'3 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 21:56
    ชอบมากเลยยย
    #831
    0