อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 32 : ทางแยกสามทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 253 ครั้ง
    6 ก.ค. 61

ทางแยกสามทาง

 

                พรรคอสูรต้องอาศัยแรงกายแรงใจและเวลาอย่างมากเพื่อที่จะฟื้นฟูให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม หลิ่งเซียวหรูออกคำสั่งให้ทุกคนในพรรคเซียนสวรรค์ตามมาไปช่วยคนในพรรคอสูรซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่พังไป ตอนแรกทุกคนยังมีท่าทีขัดขืนอยู่บ้าง แต่เพราะท่านชายน้อยยืนกรานให้ทุกคนต้องยอมให้ช่วย แม้ไม่เต็มใจก็ต้องทำตาม

                “ครั้งนี้เราผิดกับพรรคเซียนสวรรค์ก่อน แต่พวกเขายังนำอสูรมารดำมาส่งคืน ไม่มีเหตุผลต้องต่อสู้กัน!” เหลียงหลวนเซียนประกาศกร้าว

                คนชุดขาวเริ่มเดินไปปะปนกับพวกคนชุดดำ แม้ท่าทางทั้งสองฝ่ายจะดูไม่ค่อยอยากมองหน้ากันเท่าไหร่ แต่ผมรู้ดี คนในพรรคเซียนสวรรค์เป็นคนดี ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องสนิทกับพรรคอสูรได้แน่

                หลังจากฟาดเหลียงเหวินหลางจนสลบเหมือดไป หลิ่งเซียวหรูก็จัดการเริ่มต้นสวดทันที ขั้นตอนนี้ไม่ควรมีคนนอกอยู่ร่วม ผมกับท่านชายน้อยจึงเดินแยกตัวออกมา

                หลังจากที่ปล่อยให้เขาเดินตามมาพักใหญ่ ผมก็หันไปถามเขา “ห้องข้าล่ะ”

                “พังไปแล้ว แต่ถ้าเจ้าอยากดูก็ตามมาเถอะ”

                ห้องนอนของอสูรมารดำพังยับเยินอย่างที่เขาว่า อะไรเคยเป็นอะไรแทบดูไม่ออก แถมเพดานกับผนังยังทะลุเป็นรูโบ๋ ไม่คิดเลยว่าห้องนอนของผมจะเป็นสถานที่ที่เละที่สุดในปราสาทพรรคอสูร เห็นแล้วใจก็เจ็บวูบวาบ ยามก้มลงไล้นิ้วกับข้าวของเดิมๆ ความทรงจำที่เคยใช้มันก็แล่นเข้ามาไม่หยุด ผมสำรวจไปทั่ว จนนึกเอะใจอะไรขึ้นมาได้

                “ตำราสมุนไพรของข้า!

                “...ตำรา...อ๋อ ที่มีรอยไหม้เยอะๆ นั่นน่ะรึ”

                “มันอยู่ไหน” มันเดินเข้าไปหาเหลียงหลวนเซียน สีหน้าร้อนรน พอเหลียงหลวนเซียนไม่ยอมตอบสักที ผมก็คว้าแขนเขาเขย่าไปมา “ในนั้นมีดอกไม้ที่ข้าเสียบเอาไว้อยู่...”

                เหลียงหลวนเซียนเสตาหลบเหมือนไม่กล้าสบตา ผมร้องเรียกเขาอีกครั้งหนึ่ง ท่านชายน้อยถึงยอมปริปากพูด “มันคงถูกทำลายไปแล้วล่ะ”

                “ไม่จริงน่า...” ถึงปากจะพึมพำไปอย่างนั้น แต่ผมรู้ดีว่ามันคือเรื่องจริง พอคิดถึงดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่เก็บรักษาเอาไว้จนกลายเป็นสีน้ำตาลดอกนั้น ความรู้สึกมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ของขวัญชิ้นแรกตั้งแต่ที่เข้าร่างอสูรหมาปอม ดอกไม้ดอกเล็กดอกเดียวที่เคยเป็นบ้าเสี่ยงตายลุยไฟเข้าไปเพื่อเก็บมันออกมา...แต่ในวันนี้ ดอกไม้แห้งๆ ดอกนั้นที่ผมเฝ้าถนอมกลับปลิวหายไปไหนก็ไม่รู้เสียแล้ว คำสัญญาที่เคยพูดไว้ว่าจะเก็บรักษาอย่างดี...ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้

                “...อย่าเศร้าไปเลย” ฝ่ามือใหญ่วางเบาๆ ลงตรงกลางศีรษะ แล้วบรรจงลูบปลอบโยน “ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะหามาให้ใหม่เอง จะกี่ดอกก็ได้ กี่ช่อก็ได้ หรือจะให้ปลูกไว้จนเต็มสวนก็ยังได้ ตำรานั่นถ้าเจ้าต้องการ ข้าจะสั่งให้คนไปทำเลียนแบบขึ้นมาเอง จะเอาให้มีรอยไหม้เหมือนเดิม ข้าก็ทำให้เจ้าได้ เพราะฉะนั้นอย่าเสียใจไปเลย...นะ”

                “ไม่ใช่...” ผมพึมพำเบาๆ ช้อนตาขึ้นมองเขา เสียงพลันสั่นตาม “มันไม่เหมือนกัน”

                มือที่ลูบศีรษะผมอยู่สะดุดกึก ก่อนจะชักกลับไปไว้ข้างตัวเหมือนเดิม ใบหน้าหล่อเหลาของเหลียงหลวนเซียนเริ่มขุ่นมัว “เพราะจิ้นฝูมอบให้เจ้ารึ”

                ผมสะอึก ยิ่งตอนที่ได้สบตากับนัยน์ตาสีเทาคู่นั้น ก็เหมือนมีหอกแหลมมากมายหันจ่อที่คอหอยเตรียมจะจ้วงแทงอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำใจกล้า พยักหน้ากลับไป ทันทีที่เห็นผมโคลงศีรษะรับ เหลียงหลวนเซียนก็สูดหายใจเฮือก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย มุมปากตกลงจนสังเกตเห็นได้

                “ท่านชายน้อย”

                “เรียกข้าด้วยชื่อ”

                “...หลวนเซียน” ผมกำมือให้กำลังใจตัวเอง ยืนเผชิญหน้ากับสายตาผิดหวังคู่นั้น ทั้งที่ขี้ขลาด อยากหนีไปจนขาสั่น แต่ก็ยังเก่งกล้าท้าดี ยืนจ้องตากับเขา “มันเป็นของสำคัญจริงๆ มันอาจไม่มีราคา แต่มันมีเพียงแค่ชิ้นเดียว”

                “ข้ามีทุกอย่างให้เจ้า อสูรมารดำ การที่เจ้าเป็นมนุษย์กลับมา ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าจะทำตามสัญญาของเราหรือ...มีแค่ข้าที่หลงดีใจไปเองคนเดียวงั้นรึ ขอเพียงแค่เจ้าพูดมาสักคำ ข้าพร้อมจะให้เจ้าทุกๆ อย่าง ให้ได้ดีกว่าใครทั้งหมด...ทั้งบ้าน เงินทอง อาหาร ความสบาย ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ กระทั่งความรู้สึก หรือวิญญาณของข้า ก็ยกให้เจ้าได้”

                “หลวนเซียน...” ผมเรียกเขาเสียงแผ่ว เหลียงหลวนเซียนดึงมือผมไปกุมแน่น เพียงแค่เห็นถึงหัวใจของเขา ผมก็ยิ่งขมขื่นไปทั้งใจ “ตลอดมา...ท่านปกป้องข้า แต่ข้าไม่รู้เลย ซ้ำยังต่อว่าท่านเสียๆ หายๆ เผลอทำให้ท่านเสียความรู้สึกไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่หลวนเซียน ท่านรู้หรือไม่...ข้าไม่ใช่คนนั้น”

                มือที่จับกันอยู่เย็นลงทันตา แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเรียกความกล้าออกมา อ้าปากพูดต่อไป แม้ทุกคำพูดจะเหมือนกับคมมีดที่กรีดหัวใจของคนฟังก็ตาม

                “หลวนเซียน” ผมเรียกเขาอีกครั้งหนึ่ง “ข้าเป็นคนอื่น ข้าเป็นวิญญาณจากที่อื่นมาสิงร่างอสูรมารดำ! ข้ากลัวมาตลอดว่าถ้าวันหนึ่งพรรคอสูรรู้ความจริง ข้าอาจจะถูกฆ่าตายข้อหาหลอกลวง แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกแล้ว ข้าจะถูกฆ่าอีกครั้งก็ไม่เป็นไร แต่ท่านจะถูกหลอกลวงไม่ได้ อสูรมารดำที่ท่านเฝ้าหาจากไปแล้ว...มัน...จากไปแล้ว เพราะฉะนั้น...ข้าขอโทษ ข้า...ข้าขอโทษ...”

                ผมมองหน้าเหลียงหลวนเซียนไม่ชัดเพราะน้ำตาที่ตีตื้นเต็มเบ้ามันทำให้ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด กะพริบตาไล่น้ำตาสักกี่ครั้ง ผมก็ยังไม่เห็นใบหน้านั้นชัดๆ เสียที จนสุดท้ายก็กลั้นลูกสะอื้นไม่ได้ ทั้งที่คิดว่าจะบอกเขาอย่างเข้มแข็งแท้ๆ

                “...อย่าร้องไห้ เจินอี๋”

                “ไม่ใช่นะ ข้าไม่ใช่เจินอี๋ ไม่ใช่...”

                “เจ้าใช่!” เหลียงหลวนเซียนตะคอกกลับมาจนผมตกใจ มือที่จับอยู่ออกแรงบีบน้อยๆ ไม่เจ็บ...แต่ก็ไม่ปล่อย

                “ภายนอกใช่ แต่ข้างในไม่ใช่! หลวนเซียนท่านอย่า...” ผมเตรียมจะแย้ง แต่พอกะพริบตาให้น้ำตามันร่วงหล่นลงจนมองเห็นเขาชัดๆ คำพูดทุกคำ ประโยคทุกอย่างก็เลือนหายไปในลำคอ “อย่า...”

                “ข้ารู้...รู้แล้วว่าเจ้าเปลี่ยนไป นิสัยของเจ้า ตั้งแต่พบกันมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังแอบดีใจที่เจ้าบอกว่าเจ้ายังจำข้าได้ ดีใจที่บอกว่าจำได้ว่าสมัยก่อนพวกเราอยู่ด้วยกัน คิดว่าต่อให้เจ้าจะเป็นยังไง เจ้าก็ยังเป็นอสูรตัวนั้นของข้า ทั้งๆ ที่ถ้าเจ้าไม่พูดมันออกมา...ข้าก็จะยอมเชื่ออย่างนั้นไปจนตายแท้ๆ...แล้วตอนนี้เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าปล่อยเจ้าไปงั้นเหรอ เพราะอะไรกัน ข้าผิดต่อเจ้าที่ตรงไหน ทำไมเจ้าถึงจะทิ้งข้าไปอีกแล้ว ทุกวันที่ข้าเฝ้ารอคอยเจ้า ทุกช่วงเวลาที่ข้าคิดถึงเจ้า ทุกเรื่องที่ข้าทำเพื่อเจ้า...มันไม่มีความหมายเลยหรือ เจ้าไม่เคยเห็นมัน ไม่เคยแลมันบ้างหรือ เพราะข้าไม่ใช่เด็กคนนั้น...แล้วข้าล่ะ ข้าทำอะไรผิด ข้ามาก่อน ข้าพบเจ้าก่อน ทำไมข้าถึงไม่ได้สิทธิ์ที่ข้าต้องได้

                ข้ารู้...รู้ว่าเจ้าไม่ใช่อสูรตนเดิม แต่ทุกครั้งที่ข้ามองเจ้า เจ้ายังคงเป็นอสูรตนนั้น ร่างกายนั้นที่ให้คำสัญญากับข้า ร่างกายนั้นที่เคยเฝ้าตามข้า หากเจ้ากล่าวว่าความรักที่ข้ามีให้สู้ใครคนอื่นไม่ได้ เช่นนั้นข้าก็อยากจะขอถามเจ้า ว่าความรักแบบใดที่เจ้าเห็นว่าดี”

                เหลียงหลวนเซียน...เขารู้ทุกอย่าง แต่ปิดหูปิดตาตัวเองมาตลอด และเลือกที่จะไม่ปล่อยมือจากผม...เพราะเขายังทำใจไม่ได้ ที่จะยอมรับว่าหัวใจของตัวเองจากไปแล้ว

                มือถูกดึงไปวางทาบตรงอกซ้ายตำแหน่งหัวใจ เหลียงหลวนเซียนเอ่ยขึ้นอีก “ข้ายกให้เจ้าได้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม” 

                ผมพยายามดึงมือกลับ แต่ก็ถูกยื้อเอาไว้ไม่ปล่อย “ข้าบอกท่านแล้ว ข้าไม่ใช่!

                “...แล้วเจ้าจะทำเช่นไร? วิ่งโร่ไปหาใคร ประมุขพรรคเซียนสวรรค์งั้นหรือ”

                “ท่าน! อย่าพูดถึงหลิ่งเซียวหรูแบบนั้นนะ”

                “เจ้ากลายเป็นโฉมงาม ใครต่อใครถึงมารุมรักเจ้าอย่างนั้นสิ? ที่รอดมาได้จนถึงตอนนี้เพราะหว่านเสน่ห์ใส่ประมุขพรรคเซียนสวรรค์จนหลงรึ เจ้าใช้วิธีไหนกันล่ะ ได้ยินว่าเขาเป็นพวกไม่สนใจอะไรนอกจากพระธรรมนี่ จากท่าทีของเขา คงเริ่มชอบเจ้าแล้วล่ะสิ” ทั้งที่ปากพ่นคำด่าใส่ผมอย่างเจ็บแสบ แต่ทว่าดวงตาของเหลียงหลวนเซียนกลับสะท้อนแววเจ็บปวดอย่างที่สุด

                ผมรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรสกปรกแบบนั้น แต่กลับปฏิเสธไม่ออกเลย หลิ่งเซียวหรูชอบผมจริงๆ และที่ทำทั้งหมดก็ไม่ใช่เพราะอยากทำกุศลบุญกับศัตรูอีกแล้ว...นั่นเพราะพวกเราไม่ใช่ศัตรูกันอีกต่อไป

                แล้วถ้าผมไม่ใช่ศัตรู ผมกับหลิ่งเซียวหรูจะเป็นอะไรกัน

                “ไม่ตอบ ใช่สินะ” เหลียงหลวนเซียนเพิ่มแรงจับข้อมือจนผมเบ้หน้าเจ็บ

                “หลิ่งเซียวหรูไม่ใช่คนแบบที่ท่านคิด ถ้าเขาหลงข้าเขาคงกักตัวข้าไว้ในพรรคไม่ปล่อยให้ข้ามาเหยียบที่นี่หรอก!

                เหลียงหลวนเซียนเหยียดยิ้ม แต่เรียวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันอย่างระทมทุกข์ “ถ้าอย่างนั้นใคร...เด็กน้อยของเจ้า”

                “หลวนเซียนปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ!” ผมถูกกำข้อมือจนเลือดไม่เลี้ยง ขาวซีดไปทั้งมือ ถ้าเขายังดื้อด้านไม่ปล่อย ผมก็คงต้องเตะขัดขา เหยียบเท้า หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้พ้นการจับกุมนี้แล้ว

                ผมกำลังจะเงื้อเท้า แต่เหลียงหลวนเซียนพูดขัดขึ้นก่อน “น่าเสียใจนะ...ที่เขาไม่คิดจะทำอะไรอย่างนั้นแล้ว”

                “...เอ๊ะ...”

                “เพราะจิ้นฝูเป็นเด็กดี เขาต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้า สัญญาก่อนที่เขาจะตายไปครั้งหนึ่ง หากประลองแล้วแพ้จะต้องเลิกยุ่งกับเจ้า...และเขาแพ้”

                “นี่ท่านยังคิดจะถือสาเรื่องบ้าๆ อย่างนั้นด้วยรึไง ก็เห็นชัดๆ ว่าเพราะพวกเหลียงเหวินหลางเข้ามาก่อกวนการประลอง ฉางหลันก็เอากำยานหลอนประสาทมาหลอกใช้ข้าจนธาตุไฟเข้าแทรก เกือบเสียสติไปแล้ว!

                “แต่แพ้ก็คือแพ้!” เหลียงหลวนเซียนตวาด “พอเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง รับรู้เรื่องที่เจ้าต้องเสี่ยงตายเพื่อไปเอาดอกไม้มารักษาชีวิต เขาก็ควรตระหนักได้ด้วยตัวเองว่าเขาไม่เหมาะสม! จิ้นฝูเป็นเด็กฉลาดเข้าใจอะไรง่าย เขาไม่มายุ่งกับเจ้าอีกแล้วล่ะ ถ้าตัดเรื่องที่เขาเคยมาวุ่นวายทำให้เจ้าไขว้เขวออกไป เขาก็นับเป็นเด็กซื่อตรงนิสัยดีคนหนึ่ง ข้ายินดีให้เขาอยู่ในพรรคอสูร ดีไม่ดีจะให้ตำแหน่งเงินทองกับเขา เอาไปตั้งตัวกับมารดาด้วยซ้ำ”

                “...อะไรกัน”

                “ต่อให้เจ้ายืนยันว่าเจ้าเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม...แต่เจ้าเป็นคู่ของข้า ข้าเป็นลิขิตของเจ้า มันถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่อาจเปลี่ยน”

                “...”

                “ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าเรียกเจินอี๋ ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าอาเฟย” เหลียงหลวนเซียนปล่อยมือที่จับจนเจ็บออกในที่สุด “อาเฟย ข้าสามารถรักเจ้าได้ ความรู้สึกของข้า สถานะของข้า ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย” เหลียงหลวนเซียนกล่าวทิ้งทาย หันหลังเดินหนีออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมซึ่งไร้ทางเลือกยืนกุมมือที่ถูกจับแน่นไว้อย่างโดดเดี่ยว จนเงาร่างของเหลียงหลวนเซียนกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ ผมถึงได้พึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า ไม่ใช่

                ไม่ใช่...  

                ...

 

                รอยบีบที่มือ ผ่านไปสามวันแล้วก็ยังไม่จางหายไปสักที ไม่รู้เพราะผิวของร่างนี้มันบางหรือยังไง โดนอะไรนิดหน่อยก็แดงก็ช้ำง่ายไปหมด...

                ผมถอนหายใจครั้งหนึ่ง เหลียงหลวนเซียนวนมาดูรอยที่มือผมบ่อยมาก หาหยูกยามาทาให้ไม่เลิกจนมือผมมีแต่กลิ่นยา สุดท้ายเพราะทนกลิ่นฉุนนั้นไม่ได้ เลยดื้อแพ่ง ไม่ยอมให้เขาเอาอะไรมาทามือผมอีก ถ้ามันจะช้ำจะม่วงก็ปล่อยมันไปเถอะ มันไม่เน่าตายเพราะแค่ถูกบีบหรอก

                พรรคยังต้องซ่อมแซมอีกเยอะ ในขณะที่แต่ละคนล้วนมีงานล้นมือ คนชุดสีขาวกับสีดำเริ่มพูดจาหยอกล้อสนิทสนมกันมากขึ้น ผมกลับแยกตัวมานั่งห้อยขาอยู่ตรงสะพานข้ามบึงสระบัว มองปลาในน้ำว่ายไปว่ายมา เบื่อหรือก็เบื่อ แต่ก็ไม่มีงานอะไรที่จะทำได้เลย ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมเป็นอสูรมารดำแรงกายมากมายเหมือนไม่มีหมด คงเสนอหน้าไปช่วยแบกหามนู่นนี่นั่นบ้างแล้ว แต่นี่อะไร นอกจากจะไร้เรี่ยวแรง ความรู้ความสามารถที่จะช่วยได้ก็ไม่มี และทุกคนก็เหมือนไม่ยินดีให้ผมมีส่วนร่วมช่วยเหลือ แค่เห็นผมเดินเข้าไปหา ก็พากันฉีกยิ้ม ไล่ให้ผมไปนั่งพัก นั่งเล่น พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอย่ามาทำงานหนักๆ อย่างนี้เลย และผมมารู้เอาทีหลังว่าเหลียงหลวนเซียนเป็นคนสั่งให้ทุกคนอย่าใช้ผมทำงานหนักเด็ดขาด ผมจะรั้นเถียงสู้ก็เปล่าประโยชน์ เลยยอมปลีกวิเวกหนีมานั่งเงียบๆ คนเดียว

                เงาสะท้อนใบหน้าสะคราญโฉมนั่งซึมเซาเบื่อหน่าย งามพริ้มเพราจนเหมือนไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ใบหูสีดำทรงแหลมกระดิกไปมา ดวงตาสีเหลืองอ่อนสวยงามล้อแสงอททิตย์ระยิบระยับเหมือนอัญมณีน้ำงาม ผมพ่นลมหายใจอีกครั้ง...

                ดีแต่สวย! ทำประโยชน์อะไรไม่ได้สักอย่าง

                ถึงจะเหลือเค้าโครงใบหน้าเดิมของผม แต่บอกตรงๆ เลยว่ายิ่งมองเห็นนายคนสวยในเงาน้ำก็มีแต่จะหมั่นไส้ เหม็นขี้หน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเมื่อก่อนถึงภูมิใจกับหนังหน้าตัวเองนักหนา ตอนนี้หน้าตาดีไปก็ไม่เห็นจะช่วยให้ปัญหาปวดหัวมันแก้ไขได้ ดีแต่ทำให้เรื่องมันแย่ลง...

                ปลาตัวอ้วนที่ว่ายอยู่ไม่ไกลสะบัดหางไปมาตรงผิวน้ำจนกระเซ็น พร้อมกันนั้นก็ปรากฏใบหน้างามราวรูปสลักของใครคนหนึ่ง ชะโงกหน้ามองปลาในสระอยู่ด้านหลังผม

                เส้นผมสีเงินร่วงลงมาคล้ายม่านน้ำตก พอเงยหน้าขึ้น ก็ประจันกับดวงตาใสแจ๋วที่ก้มลงมอง

                “หลิ่งเซียวหรู” หลังจากที่เขาเอาแต่หมกตัวสวดมนต์ สวดอะไรก็ไม่รู้อยู่ในคุกคุมขังเหลียงเหวินหลางสามวันสามคืน โดยไม่ยอมให้คนนอกเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด ขนาดข้าวปลาก็ยังไม่คิดจะแตะ ในที่สุดท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์ก็ยอมโผล่หน้าออกมาจากคุกมืดแล้ว “เป็นอย่างไรบ้าง”

                “เขาหลับไปแล้ว...แต่ยังมีสติรู้อยู่” หลิ่งเซียวหรูอ้อมมานั่งลงห้อยขาอยู่ข้างๆ ปลายรองเท้าจุ่มลงผิวน้ำเล็กน้อย “เหลืออีกแปดสิบแปดบท เขาก็จะหลับไปถาวร”

                “ท่านเหนื่อยไหม”

                “ไม่ ข้าชอบสวดมนต์”

                ผมขำเบา               ๆ ในโลกนี้มีคนที่ชอบอะไรแบบนี้อยู่ด้วย แต่ในเมื่อเป็นชายที่ชื่อหลิ่งเซียวหรู ผมก็ชักไม่แปลกใจ

                “แล้วตอนนี้เหลียงเหวินหลางมีโอกาสตื่นมาอีกหรือไม่”

                “ไม่มีแล้ว ทว่ายังมีสติ แต่จะเหมือนหลับอยู่ตลอด”

                “ถ้าอย่างนั้นก็พอเถอะ เอาแค่นี้แหละ”

                “ทำไมว่าเช่นนั้น”

                “ข้าคิดแผนแก้แค้นดีๆ ออกน่ะสิ” ผมยกยิ้มชั่วร้าย

                “ยังไง” หลิ่งเซียวหรูหน้าตาจริงจังตาม

                ผมลดเสียงเบากระซิบ “ให้เจ้าคนชั่วเหลียงเหวินหลางมีสติไปอย่างนั้นแต่อาละวาดไม่ได้แหละดี ข้าจะได้ขอให้คนผลัดเวร อ่านพระธรรมกรอกหูเขาทุกวัน! เอาให้ซึมลงไปในชีพจรทั้งเจ็ด ทีนี้ล่ะอยากหนีก็หนีไม่ได้ ต้องนอนทนฟังอยู่อย่างนั้น หลับก็ได้ยินตื่นก็ได้ยิน โดยเฉพาะเรื่องกตัญญู เรื่องปล่อยวางความอิจฉาริษยา ขอเน้นๆ หนักๆ”

                “เผื่อว่าเขาจะกลับใจใช่ไหม” หลิ่งเซียวหรูเดาเจตนาผมออกในทันที ผมหัวเราะแหยๆ เกาหัวตัวเอง

                “ข้าอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปล่ะมั้ง...แต่ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากให้เหลียงเหวินหลางต้องทนทุกข์เลย มันไม่ยุติธรรมกับคนที่ตายไปใช่ไหม”

                “ไม่หรอก” หลิ่งเซียวหรูส่ายหน้าเร็วรี่ “หากใจสำนึกผิดอย่างแท้จริง ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเริ่มใหม่ทั้งสิ้น เรื่องที่ผิดพลาดไปไม่อาจแก้ไขได้ มีแต่ต้องทำปัจจุบันให้ดีเท่านั้น”

                “เลื่อมใสแล้ว” ผมยกมือขึ้นมาพนม

                “ความคิดเจ้าไม่เลว ข้าจะนำข้อความนี้ไปกล่าวกับท่านชายน้อยพรรคอสูรเอง...ถ้าเขาเห็นด้วย งานของข้าก็คงจบลงแล้ว”

                คำว่างานจบลงทำให้ผมใจหายไม่น้อย ได้แต่กลั้นใจมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลิ่งเซียวหรู

                “ท่านจะกลับพรรคเซียนสวรรค์แล้วสินะ...”

                “...อืม” ปลายรองเท้าสีขาวงัดขึ้นเตะผิวน้ำเล่นราวกับเด็กน้อย

หยดน้ำที่กระเซ็นจากปลายรองเท้าตกลงกลับคืนสู่ผืนน้ำใสเกิดเสียงจ๋อมแจ๋ม ปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายหนีเตลิดกระจายไปคนละทิศทาง ผมรับรู้ได้ว่าหลิ่งเซียวหรูเองก็มีเรื่องที่ต้องการบอกกับผมเช่นกัน...และตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้ว

                “...ข้าชอบเจ้านะ ไม่รู้ว่าจะแจกแจงอธิบายอย่างไรให้เข้าใจดี เพราะข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่หลังจากที่เจ้าโผล่มา ข้าก็รู้สึกสนุกมาก...บางครั้งก็ทุกข์ บางทีก็สุข...แต่บางคราวก็เศร้า ในอารมณ์หลากหลายเหล่านั้นข้าก็เพิ่งพานพบเป็นครั้งแรก สับสนจนไม่รู้จะจัดการยังไงดี”

                “ข้าผิดไปแล้ว...”

                “เจ้าไม่ผิด อย่าขอโทษเลย” หลิ่งเซียวหรูพูดแย้ง “ข้าเรียนรู้อะไรมากมายจากเจ้า และคิดว่าในชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ข้าได้สัมผัสกับความรู้สึกมากมาย มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่าเหลือเกิน”

                “ท่านพูดเหมือนข้าที่เป็นมารผจญเป็นเทวดานางฟ้าจากสุขาวดีงั้นแหละ ทั้งๆ ที่ข้ามาป่วนพรรคท่านแท้ๆ”

                “ก็จริง เจ้ามาป่วนพรรคข้าจนวุ่นวายไปหมด อะไรไม่เคยมีก็มี เด็กๆ ในโรงศึกษาเคยเรียบร้อยก็ทะเล้นขึ้นเยอะ แต่มันก็ทำให้ศิษย์ของข้าเติบโตขึ้นจากการพบเจอเจ้า”

                “...ท่านก็พูดเกินไป”

                “ข้าก็ด้วย” หลิ่งเซียวหรูแหงนหน้าขึ้นฟ้า “การได้รู้จักคำว่าชอบ มันดีจริงๆ นะ” ต่อให้เป็นคนใจแข็งแค่ไหน แต่ถ้าได้ยินคำพูดซื่อตรงจากคนอย่างเขา ย่อมต้องรู้สึกใจหวิวไม่มากก็น้อย ผมยกมือจัดผมด้านหน้าตัวเองแก้เขิน หลิ่งเซียวหรูยื่นมือมาหาข้างหนึ่ง “ขอจับมือหน่อยได้ไหม”

                ผมลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมส่งมือข้างหนึ่งไปให้จับ ตอนแรกมันเป็นเพียงสัมผัสจากการแตะเบาๆ แต่หลิ่งเซียวหรูกลับมุดมือเข้ามา กุมแน่นกับหว่างนิ้วจนกระชับพอดี เราต่างนั่งเงียบ สายตามองจ้องหาปลา แต่จิตใจดันไม่อยู่กับปลา

                “มือท่านเหงื่อซึมเชียว”

                “มือเจ้าก็เย็นเฉียบ”

                “เพราะข้าตื่นเต้นต่างหาก”

                “ข้าก็ด้วย”

                เสียงถอนหายใจดังฟู่ออกมาพร้อมกัน เราต่างแอบเหลือบมองอีกฝ่าย สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ

                “เล่นอะไรของท่าน” ผมถามกลั้วหัวเราะ

                หลิ่งเซียวหรูสบตาแล้วยิ้ม ไม่มีอะไรเจือปนอยู่ในการกระทำเหล่านั้นเลย “ข้าดีใจที่เห็นเจ้ายิ้ม”

                “ข้ายินดีที่เห็นว่าท่านดีใจ”

                “อี้เฟย”

                “หืม?”

                “ข้าไม่เคยเสียใจที่ได้ชอบเจ้าหรอกนะ”

                “...ท่าน” ผมอยากพูดอะไรสักอย่างแต่กลับคิดไม่ออก มือที่จับซ้อนกันอยู่ขยับน้อยๆ

                “มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ข้าจะไม่มีวันลืม”

                “ท่านหมายความว่า...”

                หลิ่งเซียวหรูหันมายิ้มกว้าง “ข้าจะกลับพรรคเซียนสวรรค์ ไปฝึกวิชาในตำรานั่น แล้วมุ่งเดินตามเป้าหมายในชีวิตของข้า สำเร็จเป็นเซียนตามที่ตั้งใจเอาไว้”

                ผมไม่รู้จะทำท่ายินดีหรือแสดงอาการอย่างไร เห็นคนผมสีเงินนัยน์ตาใสกระจ่างฉีกยิ้มแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ได้แต่ถามไปว่า “ตัดสินใจได้แล้ว?...”

                “ตอนแรกข้าลังเล” หลิ่งเซียวหรูถอนหายใจฟู่ “แต่พอได้มาเห็นชายอีกสองคน ได้เห็นว่าเขาเป็นอย่างไร ข้าถึงได้ตัดสินใจได้...คนที่ข้าชอบจะได้รับความรักอย่างแน่นอน เขาจะดูแลเจ้าได้อย่างดี เท่านี้ก็พอแล้ว”

                “ท่าน...หวังดีต่อข้าเกินไปแล้ว...”

                “ข้าจะได้หมดห่วงสักที แค่รู้ว่าต่อจากนี้เจ้าจะมีความสุข ข้าก็จะได้กลับไปบำเพ็ญศีลต่ออย่างสบายใจเสียที”

                “ข้าขอภาวนาให้ท่านทำทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมาย ในชีวิตนี้ของข้า ข้าคงไม่พบเจอใครที่เป็นคนดีได้เท่าท่านอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ต่อจากนี้ไปข้าอาจจะไม่มี...ข้าไม่ควรพูดสินะ”

                “เจ้าจะมีความสุขแน่นอน” หลิ่งเซียวหรูยกมือที่จับกันขึ้นมา “ข้ายังไม่บรรลุเป็นเซียนที่หยั่งรู้อนาคต ไม่มีฤทธิ์เดชมากมายไปกลับสวรรค์กับแผ่นดิน แต่ข้ารู้ว่าเจ้าจะมีความสุขอย่างแน่นอน ดวงชะตาของเราทั้งสามที่เกี่ยวพันกันกับเจ้าไม่ใช่เรื่องไร้ความหมาย สำหรับข้า การที่ได้รู้จักบ่วงอารมณ์ที่เรียกว่ารักชอบ คือประสบการณ์ที่สอนอะไรได้มากมาย และเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อข้าชนะเจ้าได้ ข้าก็ไม่มีวันแพ้อะไรอีกแล้วบนโลกนี้”

                คำพูดของหลิ่งเซียวหรูเหมือนน้ำเย็นๆ ที่มาชำระล้างความขุ่นมัวในใจให้หายหลุดไป ความปรารถนาหนึ่งที่ผมเลือกจะเชื่อว่าผมมาที่นี่เพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข...

                น้ำลายอึกหนึ่งกลืนลงคอ ผมถามหลิ่งเซียวหรูกล้าๆ กลัวๆ “ท่าน...มีความสุขใช่ไหม”

                “แน่นอน” หลิ่งเซียวหรูยิ้มกว้าง “ตอนนี้ก็คงได้เวลาปล่อยมือจากเจ้าแล้ว”

                มือที่จับกุมกระชับอยู่ค่อยๆ ปล่อยออกจากกันอย่างเชื่องช้า เหลือทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัส

                “...ข้ามีความสุขที่ครั้งหนึ่งได้เป็นมารผจญนะ” ผมกล่าว ยามก้มลงมองมือของตัวเอง

                “ข้าก็เช่นกัน มีความสุขที่ครั้งหนึ่งเคยได้พบมารผจญ ต่อจากนี้ไป แม้เราไม่ใช่ศัตรูกันแล้ว หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากข้า ข้าช่วยได้ข้าก็จะช่วย เราคงจะได้พบกันอีก”

                “แต่ถ้าข้าไม่ใช่มารผจญ ข้าจะเป็นอะไรกันล่ะ” ทำกุศลกับศัตรูเป็นบุญสูงสุด แต่ถ้าผมไม่ใช่ศัตรู งั้นผมควรเป็นอะไรดีถึงจะช่วยให้เขาได้บุญเสริมดวงมากกว่าเดิม...

                หลิ่งเซียวหรูทำหน้าครุ่นคิด ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “กัลยาณมิตรของข้าอย่างไรเล่า”

                เช้าวันถัดมา หลิ่งเซียวหรูกับคณะจำนวนหนึ่งก็เดินทางกลับพรรคเซียนสวรรค์ แต่ก็ยังเจียดคนอีกครึ่งหนึ่งเอาไว้คอยช่วยซ่อมแซมพรรคอสูร เหลียงหลวนเซียนไม่มีปัญหากับข้อเสนอของหลิ่งเซียวหรู ที่อยากให้คงสติของเหลียงเหวินหลางเอาไว้ แล้วจับอัดคำสอนผิดชอบชั่วดีทุกวัน โดยยังบอกอีกว่าจะจับฟังไปเรื่อยๆ สักสิบๆ ปี แล้วปลุกขึ้นมาใหม่ ถ้ายังมีแววชั่วร้ายอยู่อีกคราวนี้จะจัดการทำให้หลับไปถาวร

                เสี่ยวฟงเองก็เดินทางกลับไปด้วยเช่นกัน เขาสนิทกับพวกในพรรคอสูรที่มีอายุไล่เลี่ยกับเขาไม่น้อย ตอนขากลับยังเห็นร่ำลากันดิบดี แต่พอหันมาเห็นผม สีหน้ายิ้มแย้มตาลปัตรตรงข้าม ดูอมทุกข์หงุดหงิดพิลึก

                ผมยกมือโบกไปมา เสี่ยวฟงเดินเข้ามาหา ย่นคิ้วชนแทบจะรวมเป็นเส้นเดียว

                “เดินทางดีๆ นะ” ผมบอก เสี่ยวฟงไม่ยอมยิ้มเลย แต่หันหน้าไปอีกทาง

                “รู้แล้ว ข้าลาล่ะ...พี่ชาย” พูดเสร็จก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปเลย ผมยกมือค้าง เห็นหูแดงๆ ของเจ้าคนน่ารังแกขึ้นสีก็ยิ่งหุบยิ้มไม่ได้ ผู้นำซื่ออย่างไร คนติดตามก็ซื่ออย่างนั้น ผมเคยแกล้งแหย่เสี่ยวฟง ชอบขอให้เขาเรียกตัวเองว่าพี่ บอกวาอยากมีน้องชายเหมือนเขา ไม่คิดว่าเสี่ยวฟงจะเก็บเอาไปคิดจริงจัง พอจะลากันเลยรวบรวมความกล้ามาเรียกสักที แล้วก็รีบเก็บซ่อนความอับอาย วิ่งหนีไปรวมกับกลุ่มคน

                หลิ่งเซียวหรูก้าวขึ้นรถม้า หันมาสบตาแวบหนึ่ง ส่งยิ้มให้กันเล็กน้อยแล้วก็จากลา ไม่มีคำพูดพร่ำเพ้อยืดยาว แต่เข้าใจกันดีว่าอะไรเป็นอะไร ผมยืนส่งคณะเดินทางจนเห็นเป็นแค่จุดเล็กๆ

                “อาเฟย” เหลียงหลวนเซียนเรียกเบาๆ ผมไม่ได้หันไปมองแต่ก็รับคำว่าอืม “ข้าจะไปดูงานต่อ เจ้าจะไปดูกับข้าไหม”

                “ไม่ ข้าจะเดินเล่นแถวนี้”

                บรรยากาศตะขิดตะขวงระหว่างผมกับท่านชายน้อย นับจากวันนั้นไม่เคยจางหายไป เขายินดีจะให้ผมเป็นเงาของคนที่เขารัก และผมไม่มีเหตุผลอะไรที่เอามาปฏิเสธได้ ต่างคนต่างพยายามจะเข้าใจ แต่สุดท้ายก็เหมือนไม่เข้าใจอยู่ดี ผมยอมรับว่าผมยังใจแข็งไม่พอจะหักดิบกับเหลียงหลวนเซียน เรื่องมันถึงบานปลายมาอย่างนี้ แน่นอนว่าเขาเป็นคนดีมาก และผมมาที่นี่เพื่อจะคู่กับเขา แต่บางอย่างมันไม่ถูกต้อง...บางทีที่ผมยังไม่ยอม เพราะผมอยากคุยกับใครคนนั้นก่อน

                จิ้นฝูไม่ได้เข้ามาวุ่นวายกับผมอย่างที่ท่านชายน้อยบอก เจอกันแต่ละทีก็ยังคงยิ้มแย้มปกติ...แต่ไม่เคยจะหยุดสนทนากันเลยสักครั้ง เขาวางท่าทางสุภาพมากเหมือนเดิม แต่ไม่สนิทกันอีกแล้ว จิ้นอวี๋กับหมิงเล่อเคยพยายามให้ผมกับเขาได้นัดคุยกัน แต่ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้งเพราะจิ้นฝูไม่เคยมา

                ท่านชายน้อยไม่น่าจะโกหกเรื่องที่จิ้นฝูไม่ได้รักผมแล้ว แต่ผมก็อยากจะฟังคำนั้นด้วยหูผมเอง ผมยอมรับ ผมเห็นแก่ตัว เขาไม่อยากพบก็อยากดื้อดึงให้ได้คุย ทั้งที่มันจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกของทุกฝ่าย แม้กระทั่งท่านชายน้อยก็ตาม

                ความเย็นชาที่เจ็บปวดที่สุดคือยังทำเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม มันเจ็บกว่าการทำเป็นเมินเฉยเสียอีก ผมเดินทอดน่องไปตามทางเดินปูหินในสวนดอกไม้ที่แม้ถูกทำลายไปหลายส่วนแต่ยังคงเค้าสวยอยู่ กลับได้ยินเสียงสตรีคนหนึ่งดังขึ้นมา “อันนี้สวยกว่าหรือ?”

                ผมรีบหลบตามสัญชาตญาณ ชะเง้อหน้าผ่านพุ่มไม้ออกไปมอง เห็นจิ้นฝูยืนอยู่กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กท่าทางน่ารักมากคนหนึ่ง ผมหรี่ตา เพ่งมองใบหน้านางชัดๆ ก่อนจะต้องใจกระตุกเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

                ลูกสาวป้าเหอ...คนที่เคยชอบจิ้นฝู จนถึงขั้นป้าเหออยากจะยกบุตรธิดาให้แต่งงานด้วย แต่กลับถูกจิ้นฝูปฏิเสธไป ตอนนี้กลับมายืนอยู่ด้วยกัน ท่าทางสนิทสนม จิ้นฝูที่โตเป็นหนุ่มร่างสูงใบหน้าหมดจดไร้ที่ติคลี่ยิ้ม ลูกสาวป้าเหอเองก็เป็นสตรีร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก...ยืนคู่กันแล้ว...ดูเหมาะสมกัน...

                “อย่างเจ้าเหมาะกับปิ่นดอกไม้มากกว่าปิ่นขนนกกระเต็นอยู่แล้ว” จิ้นฝูกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล “เหมียวลี่”

                “งั้นหรือ...” เหอเหมียวลี่เก็บปิ่นขนนกกระเต็นเข้ากล่องอย่างว่าง่าย ก่อนจะขอร้องเสียงหวาน “วานเจ้าปักผมให้ข้าหน่อย”

                ผมได้แต่แอบลักลอบฟัง ทั้งที่อยากจะเดินหนีไปขาดันไม่ขยับ จิ้นฝูรับปิ่นมา เดินอ้อมไปซ้อนอยู่ด้านหลังเหอเหมียวลี่ เอ่ยขออนุญาตแล้วจับเส้นผมของนาง จากนั้นจึงค่อยๆ เสียบปิ่นดอกไม้เข้าไปให้อย่างเบามือ

                การกระทำของเขาไม่นับว่าหวือหวา แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะอึกจนร่างชาคือสายตาที่เขามองไปที่ปิ่น แววตาที่เขามองนาง

                ...มันเหมือนกับครั้งที่เขาใช้มันมองผม




------------------------------------------------------------------------------------------------------

...เจ็บ


ต่อพรุ่งนี้เลยครับ ไม่เย็นก็ดึกนะ ใกล้จบแล้วววววว อีกไม่กี่ตอน....


มีความสุขมากที่ทุกท่านที่ติดตาม เอาใจช่วยและที่รอกันเสมอ 


ขอบคุณมากครับ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 253 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2025 y_pps (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 16:19
    คือเชียร์​ให้กลับไปกับหลางพี่แล้ว พวกบ้าาา
    #2,025
    0
  2. #2009 ซาสุโกะคุง (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 20:33
    ไม่เอาาาาาา!!!! จะร้องไห้แทนอี้เฟยแล้วน้าาาาา
    #2,009
    0
  3. #2003 NNieNamich (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 23:28
    ตะเตือนตัยฟุดๆอะ ฮือ~
    #2,003
    0
  4. #1992 G_D_G_errard (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 14:05
    หลวงพี่ก็คือหลวงพี่ จบกันได้ดี ยังคงเหลืออีก2 อาเฟยสู้นะเอาจิ้นฝูกลับมาาาาาาา
    #1,992
    0
  5. #1916 thifu:') (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 04:43
    เรือชั้นจะไม่แตกถูกไหมคะ ฮือออ
    #1,916
    0
  6. #1867 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 05:28

    เจ็บบบบบบ ชั้นรักหลวงพี่!ฮืออออ
    #1,867
    0
  7. #1741 9SRAM (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 07:27
    ใจนี่ช้ำไปหมดแล้ววววว จิ้นฝูอย่าทำแบบนี้กับอาเฟยเลย//พังไปหมดแล้วค่ะใจ
    #1,741
    0
  8. #1614 bb.smile (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 01:27
    สรุปสุดท้ายอาเฟยออกบวช ถ้าจะฌศร้าแล้วแยกกันคนละทาขนาดนี้ แง้
    #1,614
    0
  9. #1450 ni_ky (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 01:18
    พังทุกเรือ แล้วหาใหม่ค่ะลูกกก เจ็บมากอ่ะ คือจากรักมาก เป็นแค่คนเดินสวนทางกัน จากสายตาที่เขาเคยมองแค่เรา ไปมองคนอื่นแทนน ลูกกกมากอดด จินฝูต่อยกันมั้ย
    #1,450
    0
  10. #1316 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 21:35
    อ๊ะ เรือมีรอยรัววววว น่ากลัวมากกกก ปลาอะไรเจาะเรือฉัน!!! หายางมาอุดเร็วเข้าาาาาา
    #1,316
    0
  11. #1288 Wan_asl3 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 14:41
    น้ำตาไหลเลยอะ เจ็บ เจ็บมาก
    #1,288
    0
  12. #1216 sosn (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 05:32
    ทำร้ายจิตใจมากกคะ
    #1,216
    0
  13. #975 พรธิชา กลิ่นเกษร (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 19:25
    ม่ายยยยยยย
    #975
    0
  14. #849 0930653088 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 19:10
    ดังเป๊าะเลยอกข้าาา อะเฮือกกก //นอนตาย
    #849
    0
  15. #840 bai_tong034 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 11:17
    nooooไม่นะ ตอนแรกไม่ชอบจินฝู แต่ตอนนี้คือกลับมาเถอะะะ ขอร้อง
    #840
    0
  16. #834 Get out my heart 💕 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 22:42
    เอี่ย เหมือนอกหักไปด้วย
    #834
    0
  17. #771 apudsagan (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 18:05
    มาต่อค่ะ ค้าง 555 รู้สึกความเปนพระเอกในตัวจินฝูมาแรงนะคะ
    #771
    0
  18. #763 Faipaneta (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 10:12
    อ่านจบเเล้วร้องเลยค่ะ ขอเถอะนะขอให้อาเฟยคู่กับจิ้นฝู ฮือๆๆๆ หน่วงโว้ยยยยย
    #763
    0
  19. #762 Bb_JiN (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 10:09
    อ่านจบแล้ว...........ตะโกนออกมาว่า "หน่วงโว้ย"!!!!!!!!!!
    #762
    0
  20. #761 momo-moon (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 01:06
    เรื่องหลวงพี่ เป็นการจบที่ดีนะ ถึงจะเสียดาย(มากๆ) แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการจากไปด้วยความเข้าใจ ตอนนี้กลัวแต่ว่าสุดท้ายอาเฟยอาจจะไม่ได้คู่กับใครในโลกฝั่งนี้เลย แล้วตอนจบก็กลับไปโลกเดิม ถ้าเป็นแบบนี้มันเศร้าเกินไป
    #761
    0
  21. #760 bassjeedjad (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 00:39
    อะไรเนี่ย... หน่วงจัง
    ทางไหนก็ลำบาก จิ้นฝูทำไมทำกับพี่แบบนี้!
    หลวงพี่ก็ละทิ้งไปทางธรรมละ เศร้า
    #760
    0
  22. #759 Mil_L (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 00:05
    รุ้สึกเจ็บที่หัวใจค่ะ...เชียร์จิ้นฝูมาตั้งนาน เรือเราจะล่มแล้วใช่มั้ย? ฮรึก...
    #759
    0
  23. #758 SPACEKA (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 23:47
    พึ่งเห็นคำว่าใกล้จบแล้ว ใจหายเลย..
    อย่าว่าแต่ฮาเร็มเลย อาเฟยอาจจะไม่มีใครเลยก็ได้ดูจากทรงนี้
    จิ้นฝูก็เหมือนตัดใจจากอาเฟยไปแล้ว เป็นคนรักษาคำสัญญาจนอยากจะร้องไห้แทนอาเฟยจริงๆ
    ส่วนหลวนเซียนก็เหมือนทำใจไม่ได้ ยิ่งโดนบอกตอกหน้าแบบนี้คงพยายามบีบให้อาเฟยเป็นเงาแทนเจินอี๋แน่นอน สงสารทั้งคู่ อาเฟยก็รู้สึกผิด หลวนเซียนก็ปล่อยวางเรื่องนี้ไม่ได้เพราะรักมากจนยอมทำแบบนี้
    เรื่องหลวงพี่ จริงๆก็เสียดายนะ มีคนเคยทำนายเรื่องระหว่างอาเฟยกับหลวงพี่ว่าถ้าให้อยู่พรรคเซียนสวรรค์ต่อก็คงชอบพอกันไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ หลวงพี่ก็คงไม่แข็งใจพอที่จะทำร้ายอาเฟยแบบนั้นได้
    ตอนนี้อาเฟยต้องดูแลตัวเองให้มากๆแล้วนะ 

    #758
    0
  24. วันที่ 2 เมษายน 2561 / 23:25
    ร้องไห้เลยอะ แงงง
    #757
    0
  25. #756 ploysira (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 23:14
    หลวงพพพพพี่ ฮึกก
    #756
    0