อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 31 : ไม่เหมือนเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,582
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 271 ครั้ง
    29 มี.ค. 61

ไม่เหมือนเดิม

 

            ท้องฟ้าวันนี้ดูมืดครึ้มกว่าทุกวัน อาจจะเป็นเพราะใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว แสงอาทิตย์ถึงได้สลัวรางจนหม่นมัวหมอง มองไปก็รู้สึกหดหู่ตาม  

                หมิงเล่อขี่ม้านำอยู่หน้าขบวน พอถึงทางเข้าพรรคอสูรก็ตะโกนก้อง “ข้ากลับมาแล้ว!

                ผมอดใจไม่ไหว แอบเลิกม่านในรถม้าขึ้นดูด้านนอก เพราะไม่ได้กลับมาที่นี่นานพอสมควรทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย แต่พอเห็นรอบๆ ความรู้สึกยินดีก็ถูกแทนทับด้วยความสลดปนตกใจ

                ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่เป็นสถานที่เดียวกันกับก่อนผมจะเดินทางไปเอาดอกหลี่เถียไกว่ ในตอนนั้นพื้นดินมันไม่ใช่ทรายแดงแห้งแล้งอย่างนี้ ต้นไม้เองก็เขียวชอุ่มมากกว่านี้ ไหนจะพวกบ้านเรือนที่ตั้งกันเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หน้าพรรคอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย อะไรที่เคยมีก็หายไป กลายเป็นความเวิ้งว้างว่างเปล่า ผมกำมือกลั้นน้ำตา รู้สึกปวดใจที่ตัวเองไม่ได้อยู่ร่วมลำบากไปกับทุกคน ทั้งที่เป็นถึงอสูรมารดำที่คนในพรรคนี้ต่างชื่นชมสรรเสริญ ยามเกิดภัยกลับไม่อยู่ปกป้อง ผมนี่มัน...แถมยังมีหน้าเผลอคิดไปว่าอยู่พรรคเซียนสวรรค์ก็ไม่เลวอีก เอาแต่หวาดกลัวปัญหาของตัวเองโดยไม่คิดถึงคนอื่น

                “เจ้ากลับมาแล้ว อย่างไรนั่นก็เป็นเพียงอดีต ช้าหรือเร็วเหลียงเหวินหลางก็ต้องบุกมาทำลายพรรคอยู่ดี” หลิ่งเซียวหรูนั่งอยู่ในรถม้าฝั่งตรงข้ามพูดเบาๆ ผมเงยหน้า ยกยิ้มล้า

                “ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”

                “แค่มองหน้าเจ้าก็รู้แล้ว”

                ตลอดการเดินทางนี้หลิ่งเซียวหรูมักพูดแต่ประโยคว่ามองหน้าผมก็เดาออก ไม่ใช่แค่เขา แต่รวมไปถึงพวกเสี่ยวฟงด้วย ท่าทางความกังวลของผมจะแสดงออกผ่านทางสีหน้าจนหมด คงมีแค่หมิงเล่อเท่านั้นที่ดูไม่ออก...หรือดูออก แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เพื่อไม่ให้ผมเครียดไปมากกว่านี้

                “พวกชุดขาวนั่น...พรรคเซียนสวรรค์!?”

                “หมิงเล่อ เจ้าพาพรรคนั่นมาหรือ!

                ชาวบ้านที่กำลังซ่อมแซมบ้าน บุกเบิกที่อยู่ใหม่อยู่นั้นวิ่งเข้ามาดูเต็มสองข้างทาง สีหน้าเจ็บปวดสะท้อนชัดเจนอยู่ภายในตา หมิงเล่อตะบึงม้าไปข้างหน้า ก่อนจะหยุดแล้วตะโกนก้อง

                “มาดี! ต่อไปนี้พรรคเซียนสวรรค์ไม่ใช่พรรคอริอีกต่อไปแล้ว”

                “เจ้ารู้ได้อย่างไร เรื่องบาดหมางมีมากว่าร้อยปี กล้าเชื่อรึว่านั่นไม่ใช่คำลวงเพื่อจะเข้ามาจัดการพรรคเราในตอนที่อ่อนแอ!” ความหวาดกลัวที่เพิ่งประสบพบเจอมาทำให้เหล่าชาวบ้านในพรรคอสูรไม่คิดจะเชื่อใจโดยง่าย ผมอยากจะวิ่งออกไปปรากฏตัว แล้วอธิบายให้ทุกคนฟังว่าตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถูกหลิ่งเซียวหรูคว้ามือไว้

                “อย่าเพิ่งออกไป เจ้าพูดอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ รอพบกับประมุขพรรคอสูรแล้วให้พวกเขาออกตัวแทนเถอะ”

                ผมพยักหน้าช้าๆ ยอมทรุดร่างนั่งลงอีกครั้ง กำมือกับเสื้อที่ใส่อยู่แน่น

เสียงเอะอะโวยวายของพวกชาวบ้านเริ่มดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงขั้นจะปาข้าวของใส่ สถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้นทุกที หมิงเล่อไม่รู้จะทำอย่างไร พูดอะไรไปก็ไม่มีใครยอมฟัง

                “ชักไม่ดีแล้ว...” ผมนั่งกุมมือเย็นเฉียบอยู่ในรถม้า “ไม่ได้การณ์แล้ว ข้าจะออกไปพูดกับทุกคน”

                “เจ้าอยู่ในนี้ ข้าออกไปเอง” หลิ่งเซียวหรูกดไหล่ผมให้นั่งลงไปใหม่ แล้วทำท่าจะเปิดประตูรถม้าออกไป

                ความกระวนกระวายใจตีตื้นเต็มสมอง จะเปลี่ยนความคิดของทุกคนยังไงดี ผมไม่ใช่อสูรมารดำแล้ว พวกเขาจะยังฟังผมอยู่อีกไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด สับสน หวาดกลัวไปหมด...

                “เอะอะอะไร! เสียงดังไปถึงนั่น เงียบ!

                หลิ่งเซียวหรูชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปเปิดประตู ผมเองก็ตกใจเสียงดังนั้นจนสะดุ้ง พลันผู้คนที่เอะอะโวยวายอยู่ก็ค่อยๆ เงียบลง ผมหันมองหน้ากับหลิ่งเซียวหรู นี่หมายความว่ามันดีขึ้นแล้วใช่ไหม

                ว่าแต่นี่เสียงใคร...ไม่เห็นคุ้นเลย

                “จิ้นฝู...” น้ำเสียงหมิงเล่อเบาลงนิดหน่อย แต่ก็ดังมากพอจะให้ผมที่นั่งเกร็งอยู่บนรถม้าได้ยินชัดเจน

                ผมได้ยินไม่ผิดใช่ไหม...หมิงเล่อเรียกคนคนนั้นว่าจิ้นฝู เสียงนั้นเป็นเสียงของนายเทวดาน้อยเหรอ! ผมตื่นเต้น ตะลีตะลานพุ่งลงจากรถม้า หลิ่งเซียวหรูรีบหันมาคว้าแต่ว่าไม่ทัน ผมวิ่งลงมาแล้ว ทันทีที่เปิดประตูรถออก เสียงฮือฮาของคนรอบๆ ในพรรคที่เพิ่งเคยพบผมร่างนี้ครั้งแรกก็ดังตามมาอีกครั้ง แต่ผมไม่สนใจว่าใครจะมองผมว่ายังไง รีบรวบชายเสื้อยาวสีขาวที่ใส่อยู่ขึ้น แล้ววิ่งลัดเลาะพวกศิษย์ในพรรคเซียนสวรรค์ที่อยู่นำขบวนด้านหน้าจนเกือบสะดุดขาตัวเองล้ม

                “จิ้นฝู!” ผมตะโกนเรียกเสียงดังลั่น  ทุกก้าวที่วิ่งไปข้างหน้าช่างเร็วไม่ได้ดั่งใจ

                คนที่ควบอยู่บนหลังม้าขนดำล้วนก้มหน้าลงมองตามเสียงเรียก ผมตะลึงจนยกยิ้มค้าง เมื่อเห็นว่าใครคนนั้นไม่เหมือนกับคนที่อยู่ในความทรงจำ...

                ใบหน้าคมคงเค้าสวย จนบางมุมดูงามคล้ายสตรี แต่เพราะนัยน์ตาสีดำสนิทใต้แพขนตายาวเหมือนหลบซ่อนบางสิ่งไว้ดูดุดันน่าเกรงขาม จึงลบความรู้สึกบอบบางอ่อนแอไปจนหมดสิ้น ริมผีปากสีชมพูธรรมชาติปิดสนิทบึ้งตึง เรียวคิ้วได้รูปขมวดจ้องมองมาเหมือนไม่รู้จัก เสี้ยวหน้าข้างหนึ่งมีรอยสีน้ำเงินแต้มกระจายอยู่ สองมือกำรัดทึบที่ล่ามรอบอกม้าไว้แน่น

                เสี้ยววินาทีที่ได้สบตา คำพูดมากมายหลายล้านคำที่เคยคิดไว้ว่าอยากพูดกลับพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ แววตาที่มองสะท้อนมาเหมือนมองไม่เห็นตัวผมที่ยืนอยู่ตรงนี้เลย ผมใจหายวาบ มือกับเท้าเย็นเฉียบไปหมด แต่กระนั้นก็ยังรวบรวมความกล้า เปล่งเสียงเรียกออกไป “จิ้น...”

                คำพูดของผมสะดุดอยู่แค่ตรงนั้น เมื่อมีชายคนหนึ่งกระโดดเข้ามาสวมกอดผมจนร่างจมอยู่ในวงแขน

                “เจ้ากลับมาแล้ว!

                ...ท่านชายน้อย!

                ตอนนั้นผมถึงได้รู้ว่าข้างหลังจิ้นฝูยังมีคนจากในพรรคที่ขี่ม้าออกมาดูอยู่อีก คนทั้งหมดพอได้ยินท่านชายน้อยพูดอย่างนั้นก็หันมาจ้องมองผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วอุทานขึ้นพร้อมเพรียงเหมือนนัดกันมา

                “อสูรมารดำ!

                “นั่นอสูรมารดำหรือ!

                “เป็นไปได้อย่างไร อสูรมารดำกลายเป็น...”

                “ดูจากหูกับหางและดวงตานั่น...ไม่น่าเชื่อ!

                “แล้วเหตุใดถึงมากับพรรคเซียนสวรรค์...”

                เหลียงหลวนเซียนกระชับกอดแนบแน่น จนกระดูกแทบจะแหลกเป็นผง ผมตีไหล่เขาไปมาเมื่อเขากอดแน่นจนหายใจไม่ออก เหลียงหลวนเซียนยอมผละไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะดึงร่างเข้ามาใหม่ “เจ้ากลับมาแล้ว! เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว...”

                น้ำเสียนั้นเจือสะอื้นอยู่ในที ความคะนึงหาถูกส่งมาผ่านอ้อมกอดอันอบอุ่น แผ่นหลังถูกฝ่ามือใหญ่ลูบไล้อ่อนโยน ราวกับอยากจะสัมผัสแตะต้องให้แน่ใจว่าผมที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา พอผละมามองหน้าผมอีกครั้ง ดวงตาสีเทาที่เคยเย็นชาไร้ชีวิตชีวาของเขากลับเต็มตื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความยินดี ใบหน้าของเลียงหลวนเซียนแดงเรื่อไปหมดเหมือนเด็กเล็กๆ ที่ร้องไห้จ้า ทุกครั้งที่นิ้วของเขาแตะลงบนใบหน้า ผมก็รับรู้ได้ว่านี่คือตัวตนที่เหลียงหลวนเซียนเก็บซ่อนเอาไว้ตลอดมา

                การเสแสร้งว่าเกลียดอสูรมารดำอันยาวนานสิ้นสุดลงแล้ว...เหลียงหลวนเซียนยิ้มสลับกับหลั่งน้ำตา ผมตัวชาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ

                นี่มันมากเกินไป ผม...ผม...

                “เจ้าคงเหนื่อยมากแล้ว ไปเถอะ...เชิญพรรคเซียนสวรรค์ด้วย” เหลียงหลวนเซียนยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มสดใสที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาก้มหน้าลงมองผมที่ถูกกอดอยู่ในวงแขนอีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วช้อนตัวผมขึ้นอุ้ม!

                “ดะ...เดี๋ยว!” ผมตกใจลนลาน แต่พอจะดิ้นกลับถูกล็อกตัวไว้แน่น

                “เงียบไปเลย!...ให้ข้าดูแลเจ้า”

                เหลียงหลวนเซียนไม่ฟังคำคัดค้าน เดินอุ้มผมตัวปลิวไปหาม้าของตัวเอง ในตอนที่เขาประคองผมขึ้นไปนั่งบนม้า ผมเหลือบมองเห็นหลิ่งเซียวหรูเดินลงรถม้ามาหยุดยืนดู เมื่อมองเลยไปอีกก็เห็นจิ้นฝูที่สีหน้าเรียบเฉยกำลังจ้องอยู่ ผมรีบหลบสายตาของคนทั้งสอง หัวใจบีบรัดจนเจ็บไปหมด เหลียงหลวนเซียนกระโดดขึ้นมานั่งซ้อนด้านหลังโดยมีผมนั่งอยู่ตรงกลางแขนด้านหน้า เอ่ยน้ำเสียงนุ่ม “ถ้าเมื่อยจะพิงข้าก็ได้นะ”

                ผมไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้ายิ้ม เพราะสุดท้ายก็นั่งตัวแข็งอยู่บนหลังม้าจนถึงปราสาทพรรคอสูร

                ปราสาทพรรคอสูรเสียหายอย่างหนัก ตอนที่ไปถึงพวกคนในพรรคกำลังนั่งลานซ่อมแซมส่วนที่ภินท์พัง พอหันมาเห็นขบวนเดินทางพรรคเซียนสวรรค์ที่นำโดยท่านชายน้อยก็หยุดมือที่ทำงานเป็นระวิง มายืนออดูกันเต็มขนัดแน่น สายตาหลายคู่จับจ้องมองผมที่นั่งอยู่บนม้าตัวเดียวกับเหลียงหลวนเซียนด้วยความสนอกสนใจ บางคนถึงขั้นตะลึงจนทำค้อนหลุดมือเกือบตำใส่เท้า แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจหรือภูมิใจ กลับกัน ผมรู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี

                “ท่านชายน้อย!” หลิ่วก้านลู่เดินแหวกวงล้อมเข้ามา กวาดไล่มองขณะพรรคเซียนสวรรค์ทีละคนเหมือนไม่ค่อยไว้ใจ “นี่มันอะไรกัน มีคนแจ้งว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่ประตูพรรค...”

                “ท่านหมอ พวกเขามาดี เขานำอสูรมารดำมาคืนข้า” เหลียงหลวนเซียนลงจากหลังม้า ย่อกายคำนับ

                “อสูรมารดำกลับมาแล้ว!? อยู่ที่ไหน” หลิ่วก้านลู่รีบปราดเดินเข้ามาหา ผมยิ่งนั่งตัวลีบบนม้าไม่กล้าเงยหน้า

                “เรื่องนั้น...” เหลียงหลวนเซียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือมาจับมือของผม ท่านหมอหลิ่วเบิกตาโพลงเหมือนไม่อยากจะเชื่อ อ้าปากค้างกลางอากาศ เหลียงหลวนเซียนไม่สนใจท่าทีท่านหมอเทวดา แต่อุ้มผมลงมาแล้วโอบไหล่ยืนอยู่ข้างกัน “นี่แหละอสูรมารดำ”

                “ไม่...เป็นไปไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น! พวกพรรคเซียนสวรรค์หลอกเจ้าแล้ว คิดตบตาเอาปิศาจโฉมงามมาจำแลงกายล่อลวงเจ้าล่ะสิไม่ว่า หรือถ้าไม่ใช่ ก็แสดงว่าพวกมันร่ายเวทย์ใส่อสูรมารดำทำให้ร่างกายเป็นแบบนี้ ต่ำช้า!

                “ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ เจ้าพวกพรรคถ่อย!” เสี่ยวฟงควบม้าขึ้นมา ใบหน้าอ่อนเยาว์โกรธเกรี้ยวเต็มที “พวกข้าไม่มีทางทำเรื่องโสมมอย่างนั้นแน่ แค่พวกเจ้าเลว อย่าเหมารวมว่าคนอื่นต้องเลวเหมือนเจ้า”

                พรรคอสูรเพิ่งผ่านพ้นเรื่องร้ายมาย่อมต้องสะเทือนใจกับประโยคนั้นไม่น้อย พอถูกหยามเกียรติ อารมณ์รอบตัวจึงเริ่มคุกกรุ่นไม่เป็นมิตร ความรู้สึกของทุกคนพังพินาศย่อยยับไม่ต่างกับปราสาทที่พังจนไม่เหลือเค้าเดิม

                “นี่อสูรมารดำจริงๆ ท่านหมอหลิ่ว ข้าจำโฉมหน้าวิญญาณในวันพิธีเชื่อมจิตวิญญาณได้” มือที่โอบไหล่ผมอยู่กระชับแน่น ดึงให้ตัวเขยิบเข้าไปใกล้มากขึ้นเหมือนต้องการปกป้อง

                ผมควรรู้สึกอุ่นใจ แต่ทำไมถึงได้รู้สึกหนาวเหน็บก็ไม่รู้ พอทำใจกล้ามองช้อนขึ้นมองหน้าผู้คนที่อยู่รอบตัว ที่มองผมเหมือนกำลังเห็นใครสักคนที่ทรยศพวกเขา ผมก็อยากจะวิ่งหนีไปดื้อๆ แต่ก็รู้ว่ามันทำไม่ได้ ผมไม่อาจหนีเรื่องนี้พ้นอีกต่อไปแล้ว

                “แล้วพรรคอริที่บาดหมางกว่าร้อยปีเดินทางแห่มาถึงที่นี่ในช่วงที่พรรคอสูรประสบปัญหา ไม่ทราบว่ามีเจตนาใดงั้นรึ” หลิ่วก้านลู่ถามเสียงเย็น

                “เจตนามีเพียงโปรดศัตรูทำบุญกุศลเท่านั้น”

                หลิ่งเซียวหรูที่ไม่รู้เดินมาอยู่ข้างๆ ตั้งแต่ตอนไหนกล่าวตอบ เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นมาอีกคน วงกว้างที่รายล้อมอยู่ก็ยิ่งขยายขนาดเข้าไปใหญ่ ร่างสีขาวปลอดของประมุขพรรคเซียนสวรรค์ดูเด่นมากเมื่อมายืนปะปนกับคนชุดสีดำในพรรคอสูร ใบหน้างามดุจรูปสลักไม่ฉายแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

                “นี่รึประมุขพรรคเซียนสวรรค์ที่ร่ำลือกัน...บำเพ็ญศีลจนเกศากลายเป็นสีเงิน” หลิ่งเซียวหรูแสยะยิ้ม ประเมินอีกฝ่าย

                “ท่านประมุข!” เสี่ยวฟงตะโกนเรียก หลิ่งเซียวหรูเพียงยกมือขึ้นปรามครั้งหนึ่งทุกคนก็ยอมเงียบไป

                “เหลียงเหวินหลางผู้นั้นทำเรื่องโง่เขลา ข้ามาเพื่อช่วยจัดการให้เขาหลับไปโดยไม่ต้องฆ่า”

                “เกรงว่าคงไม่ต้องลำบากท่านหรอก อีกไม่นานประมุขพรรคอสูรจะฟื้น และคนในพรรคเราอาสาปลิดชีวิตเขาไปแล้ว”

                “เจ้าหมายถึงเด็กหนุ่มผู้นั้นหรือ” หลิ่งเซียวหรูพูดถึงจิ้นฝู จิ้นฝูไม่ว่าอะไร เพียงแค่ควบม้าคุมเชิงไม่สนใจ “ข้าได้ยินว่าเหลียงเหวินหลางใช้วิชาปลุกศพซึ่งเป็นวิชาต้องห้าม ถ้าจะฆ่าคนที่จะใช้วิชานี้ก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะกระทบกับดวงจิตอยู่ไม่น้อย การใช้วิชาปลุกศพคือการขัดขืนกฎแห่งวัฏฏะ เมื่อตายดวงวิญญาณจะระเบิดแหลกเป็นผุยผง ไม่ได้ไปนรกหรือสวรรค์ และไม่ได้ไปผุดไปเกิด และเมื่อดวงวิญญาณระเบิด ไออาคมหลังร่างเนื้อตายอาจจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างของคนที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เสี่ยงตายไปด้วย เจ้าอยากให้มีคนในพรรคตายเพิ่มหรือ”

                หลิ่งเซียวหรูพูดยืดยาวชนิดไม่เว้นช่องว่างพักหายใจ ทำให้หลิ่วก้านลู่ที่อ้าปากจะพูดแทรกก็ไม่มีโอกาสแทรกสักที สุดท้ายก็ทนฟังจนจบ ประมุขพรรคเซียนสวรรค์ยังเอ่ยพ่วงท้ายอีกว่า “...มารผจญไม่ต้องการให้เด็กผู้นั้นตาย”

                บรรยากาศกลับไปเงียบเชียบอีกครั้งหนึ่ง พอๆ กับมือที่กุมไหล่ผมอยู่สั่นกระตุกเล็กน้อย ผมเอาแต่ก้มหน้า หลิ่งเซียวหรูไม่พูดอะไรอีก ท่านชายน้อยก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

                “เช่นนั้นเชิญแขกไปสนทนากันข้างในดีหรือไม่ขอรับ ท่านชายน้อย”

                จิ้นฝูเดินโดดลงจากหลังม้าเดินมากลางวง รอยยิ้มหวานคลี่ยิ้มตามมารยาทเต็มสองแก้ม ผายมือเชื้อเชิญให้หลิ่งเซียวหรูกับคณะเข้าไปข้างใน

                “จิ้นฝู” หลิ่วก้านลู่เรียกเสียงเข้ม จิ้นฝูแค่นยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นเป็นเหมือนคำตอบว่าไม่สนใจว่าหลิ่วก้านลู่จะแย้งอะไรขึ้นมาอีก ท่านหมอจึงจำต้องส่ายหน้าระอาในความตาซื่อแต่หัวดื้อของศิษย์

                “ข้าเคยพบท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์มาก่อน เขาเป็นคนดี พูดคำไหนคำนั้นขอรับ”

                เสี่ยวฟงยืนฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าเหมือนคิดอะไรออก คงจำได้แล้วว่าจิ้นฝูคือเด็กตัวเล็กที่เคยเข้ามาขวางทางขอความช่วยเหลือในวันนั้น

                จิ้นฝูเปลี่ยนไปมาก ผมอยู่ในร่างนี้ทำให้ตัวหดเล็กลง จากที่เคยต้องก้มหน้ามองเขา มาตอนนี้กลับต้องเงยหน้ามองแทน จิ้นฝูสูงขึ้นเยอะ เขาอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต จะสูงขึ้นพรวดพราดก็คงไม่แปลก...แต่อาจจะเป็นเพราะฝึกวรยุทธ์ไปด้วย ถึงได้ดูโตกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก ผมเคยวาดฝันถึงภาพตอนที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่ มาวันนี้กลับไม่นึกอยากเห็นอีกแล้ว

                “ถ้าเหลียงจิวซินฟื้น ไม่รู้ว่าจะพูดถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไร” หลิ่วก้านลู่ถอนหายใจยาว

                “ข้าชี้แจงเอง วางใจเถอะขอรับ” จิ้นฝูยิ้มกว้าง หันไปส่งสายตาให้เหลียงหลวนเซียนเดินนำเข้าไป ในฐานะที่เขาเป็นศิษย์ท่านหมอหลิ่ว เขาจะรับหน้าอธิบายตรงนี้แทนเอง

                “ขอคำตอบดีๆ ด้วยว่าทำไมอสูรมารดำถึงแปรสภาพเป็นอย่างนี้”

                “เรื่องนี้ข้าอธิบายเอง” ท่านชายน้อยเอ่ย

                เมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้ว หลิ่วก้านลู่ไม่คิดจะขวางทางอีกจึงยอมหลีกทางให้ เหลียงหลวนเซียนพยักหน้าขอบคุณเบาๆ หนึ่งทีให้จิ้นฝู แล้วโอบไหล่ผมเดินผ่านไป จิ้นฝูไม่แม้แต่จะแลหางตามองมาที่ผม เขาโค้งคำนับคณะเดินทางของพรรคเซียนสวรรค์กับหลิ่งเซียวหรู แล้วยืนพูดอะไรบางอย่างต่อกับหลิ่วก้านลู่และคนติดตามที่ล้อมวงจอแจอยู่รอบปราสาท คงกำลังอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ให้คนในพรรคที่ตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวของพรรคเซียนสวรรค์เข้าใจ

                หัวใจเจ็บหนึบ ยามมองเห็นว่าข้างในปราสาทที่เคยสวยงามมีสภาพย่ำแย่แค่ไหน หากจะต้องซ่อมแซมก็คงต้องรื้อถอนออกสร้างใหม่เกือบทั้งหมด เสาหลักของปราสาทที่เคยยีดทองทาสีวาดลวดลายสวยงามบัดนี้เป็นแค่เศษซากผุพัง ในอดีตมันเคยสวยเพียงไร มาวันนี้ใครจะเชื่อว่ามันเปลี่ยนไปหมดสิ้น

                ระหว่างที่กำลังเดินไปตามทางเดินแตกเต็มไปด้วยซากอิฐหิน ร่างของสตรีนางหนึ่งก็วิ่งทะเล่อทะล่าออกมาจากห้องข้างทาง พร้อมกับสตรีอีกจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามมาจับตัวนางเอาไว้

                “ท่านชายน้อย! ข้าได้ยินว่าหมิงเล่อกลับมาแล้ว...อาเฟยล่ะ! อาเฟยกลับมาด้วยมั้ย” จิ้นอวี๋ร้องไห้ไปพูดไป สายตาก็สอดส่องมองหาว่าผมอยู่ไหน ตอนที่สบตากัน จิ้นอวี๋เพียงแค่กะพริบตาตกใจ ก่อนจะมองเลยผ่านไปด้านหลัง 

                “จิ้นอวี๋ แผลเจ้ายังไม่หายดี ไปพักก่อนเถอะ” หมิงเล่อปราดเข้ามาช่วยพยุง แต่นางก็ยังชูคอมองหาไม่ลดละ

                ผมทนไม่ไหว ยื่นมือไปจับท่อนแขนจิ้นอวี๋ไว้ นางตกใจจนสะดุ้ง รีบดึงแขนหนีเหมือนไม่คุ้นเคย

                “ข้าอยู่นี่...จิ้นอวี๋ นี่ข้าเอง!” ผมไม่ยอมแพ้ ดึงมือจิ้นอวี๋มาจับใหม่ คราวนี้ใช้สองมือของนางประกบเข้าที่ข้างแก้มอย่างแรง “เจ้าจำดวงตาของข้าได้ใช่ไหม”

                ได้ผล คราวนี้จิ้นอวี๋หยุดดิ้นหนี ดวงตาใสราวแก้วเจียระไนสั่นระริก ผมใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวว่าจิ้นอวี๋จะจำกันไม่ได้จริงๆ แต่สุดท้ายแล้วก็นัยน์ตาของนางก็ค่อยๆ ปริ่มน้ำตาออกมาจนล้นเอ่อ ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง “อาเฟย!

                ร่างสตรีบอบบางโผเข้ากอดผมอย่างไม่ไว้กิริยา จิ้นอวี๋เป็นอีกคนที่ดีใจจนร้องไห้เมื่อเห็นผมกลับมา นอกจากตอนที่จิ้นเจิ้งหู่ สามีของนางจะมาพรากจิ้นฝูไป ผมก็ไม่เคยเห็นจิ้นอวี๋ร้องไห้หนักหนาเท่านั้นมาก่อน มาตอนนี้กลับร้องไห้โยเยเป็นเด็ก ผมถึงได้ซึ้งจนคันจมูกตามไปด้วย

                “ดีจริงๆ ที่เจ้าไม่ตาย ฮึก ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ ถ้าเจ้าต้องมาตายเพราะจิ้นฝู ข้าคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต...”

                “ไม่เป็นไรแล้ว ข้ากลับมาแล้ว...เจ้าต่างหาก เป็นยังไงบ้าง เมื่อครู่หมิงเล่อบอกว่าแผลเจ้ายังไม่หายดี เจ้าเป็นอะไร”

                จิ้นอวี๋ยิ้มสลับกับปาดน้ำตา ส่ายหน้าเบาๆ เอ่ยตอบ “แค่แผลเล็กน้อยตอนหนีพวกศพเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอก เจ้าเจอจิ้นฝูหรือยัง”

                ผมสะอึกไปแวบหนึ่ง ก่อนโคลงศีรษะช้าๆ จิ้นอวี๋ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม กุมมือทั้งสองข้างของผมจนมิด “เขาคิดถึงเจ้ามากเลยนะ! ถ้ายังไงเดี๋ยวข้าจะเรียกเขามา แล้วพวกเรามานั่งคุยกันเถอะ จิ้นฝูคงมีเรื่องอยากพูดกับเจ้าเยอะมาก ไว้ข้าจะทำขนม...”

                “ไว้ก่อนเถอะจิ้นอวี๋ อสูรมารดำมีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องทำ” เหลียงหลวนเซียนสอดมือเข้ามาจับเอว ผมตกใจแต่ก็ไม่กล้าดึงออก จิ้นอวี๋มองตามมือนั้น รอยยิ้มจืดเจื่อนลงไปนิดหน่อย

                “อ๋อ...อื้ม เจ้าค่ะ...ขอโทษที่มาขวางทางนะอาเฟย เจ้ารีบอยู่แท้ๆ ฮะๆ”

                “จิ้น...”

                “หมิงเล่อ ดูไป๋เยว่หน่อยไหม มันครางหงิงๆ หาเจ้ามาหลายวันแล้ว”

                “มันฟื้นแล้วเหรอ!” หมิงเล่อรีบวิ่งพรวดเข้าไปในห้อง ก่อนที่จะได้ยินเสียงสตรีกรีดร้องตามมาจากข้างใน แต่หมิงเล่อก็หาได้สนใจไม่ ตะโกนก้อง “ไป๋เยว่ ข้ามาแล้ว เจ้าหมาน้อย!

                เสียงหัวเราะดังตามมาอีกระลอก ก่อนจะปรากฏร่างสีขาวขนฟูเดินออกมาให้ผมตกตะลึง

                จมูกสีชมพูรูปหัวใจดุนแก้มหมิงเล่อ ก่อนจะตวัดลิ้นเลียจนหน้าชุ่ม พอดวงตาสีทับทิมคู่นั้นเห็นผม พวงหางปุกปุยสีขาวก็สั่นผั่บๆ เดินโขยกเขยกเข้ามาหา

                “ทะ ทำไมมันตัวใหญ่ขนาดนี้ล่ะ” นี่มันตัวพอๆ กับลูกหมาพันธุ์ทิเบตันที่กำลังโตเลย และตอนนี้ไป๋เยว่ก็ยืนสองขาเหมือนตอนที่ผมเป็นอสูรหมาปอมเด๊ะ “ตอนนั้นยังตัวเท่าลูกหมาอยู่เลย”

                “พอพ้นช่วงหย่านม อสูรมารดำจะโตเร็วน่ะ” เหลียงหลวนเซียนลูบหัวไป๋เยว่ “อีกสักสามเดือนก็ตัวโตเท่ากับเจ้าเมื่อก่อนแล้ว ตอนต่อสู้มันทุ่มสุดตัวเลย”

                “เด็กดีๆ” ผมกอดมันให้หายคิดถึง หลิ่งเซียวหรูท่าทางสนใจเดินเข้ามาดู ไป๋เยว่เห็นหลิ่งเซียวหรูก็ไม่ได้ขู่กรรโชก แต่กระดิกหางให้แล้วแลบลิ้นเลียมือเขาไป

                เหมือนเห็นดอกไม้ลอยออกมาจากหน้าหลิ่งเซียวหรู ท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์นั่งย่อตัวลงนิดหน่อย ท่าทางเหมือนเตรียมตัวจะเล่นกับหมาเต็มที่ ด้วยความเคยชิน ผมเอื้อมไปดึงแขนเสื้อเขาไว้ “หยุดเลยท่าน”

                “มันฟู...”

                “มีเรื่องสำคัญต้องทำก่อนนะ เดี๋ยวค่อยให้หมิงเล่อพามาแล้วกัน”

                ตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วหมิงเล่อยังเรียกว่าหมาน้อยได้อีก ยอมใจความหลงจริงๆ

                การกระทำทุกอย่างของผมอยู่ในสายตาเหลียงหลวนเซียน เขาจ้องมองมือผมที่จับแขนเสื้อหลิ่งเซียวหรูแต่ไม่พูดอะไรออกมา แต่ถึงไม่พูดผมก็รับรู้ได้เอง เลยปล่อยมือที่จับเสื้อสีขาวออกไปไพล่หลังแทน ผมบอกลาจิ้นอวี๋ ขอตัวไปจัดการธุระก่อนแล้วจะกลับมาเยี่ยมใหม่ จิ้นอวี๋โบกมือลาส่งอยู่หน้าห้อง มองส่งผมจนลับตา

                “เจ้าดูสนิทกับประมุขพรรคเซียนสวรรค์ดีนะ”

                “อืม เขาเป็นคนดี”

                เหลียงหลวนเซียนทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรต่ออีก แต่ผมทำหน้าเหมือนไม่อยากฟังเขาถึงเงียบไป ผมต้องหาทางบอกเขาให้ได้ว่าวิญญาณในร่างนี้ไม่เหมือนเดิม แต่พอเห็นท่าทางดีใจของเขามันก็เริ่มพูดยากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเขาจะต้องเสียใจอีกคราวนี้คงเป็นการเสียใจที่โหดร้ายที่สุดแล้ว ถ้าหากรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามปกป้องมาตลอดไม่ใช่สิ่งที่เฝ้าคอย ผมควรจะทำยังไงในตอนนั้นดี ผมคิดไม่ออกเลยว่าผมจะทำใจดำทอดทิ้งเขาลงได้ยังไง แต่จะปล่อยให้เหลียงหลวนเซียนคิดว่าผมเป็นเจินอี๋ต่อไปมันก็ผิดต่อพวกเขาทั้งคู่ นี่คืออีกหนึ่งความจริงที่ผมไม่อยากเผชิญ

                ผมชักเข้าใจความหมายของคำพูดว่ายอมโกหกให้สบายใจดีกว่าพูดความจริง แต่การหลอกลวงอย่างนั้นผมทำไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งเขารู้จากปากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม ต่อให้ไม่อยากเสียความรู้สึกก็คงยากแล้ว

                เหลียงหลวนเซียนเดินนำไปที่ห้องลับใต้ดินของปราสาท ณ ที่แห่งนั้นทั้งชื้นทั้งเย็น ใจกลางกรงขังเขรอะตะไคร้ราคือร่างหนึ่งที่ถูกมัดมือ ปิดตา ปิดปาก ล่ามข้อเท้าทั้งสองกับโซ่ตรวน ที่มียันต์สีแดงแปะกระจายเต็มไปหมด รอยหมึกที่ตวัดเขียนด้วยพู่กันราวกับส่องแสงได้นิดๆ ทุกครั้งที่ร่างนั้นสูดลมหายใจ

                นั่นคือเหลียงเหวินหลางไม่ผิดแน่ สภาพเขาเหมือนตายไปแล้วทั้งเป็น ผมเผ้ายุ่งเหยิงพันกันจนดูไม่ได้ ตามตัวมีรอยแผลทั้งสดทั้งเก่าทิ้งอยู่เต็มไปหมด นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนาม ผมกลั้นหายใจเฮือก ไม่คิดเลยว่ามันจะโหดร้ายขนาดนี้ แต่เขาก็ทำเรื่องเลวร้ายลงไปมาก โดนแบบนี้มันก็สมควร ทว่าอีกใจหนึ่งผมก็อดจะสลดสังเวชไม่ได้ พี่น้องกันกลับต้องมาจองจำอยู่ในบ้านขงตัวเองราวกับนักโทษรอประหาร แย่หน่อยก็ตรงอาจต้องตายด้วยน้ำมือคนในครอบครัว แต่เหลียงหลวนเซียนไม่ปรารถนาจะฆ่าพี่ชายตัวเอง หน้าที่นั้นจึงตกไปอยู่กับเหลียงจิวซินซึ่งเป็นบิดา แต่เหลียงจิวซินยังไม่ฟื้น และคนในพรรคไม่อยากจะยื้อเวลาให้นานไปมากกว่านี้แล้ว ต้องมีใครสักคนฆ่าคนคนนี้

                ผมไม่อยากโลกสวย แต่ก็อยากจะถามว่าไม่ฆ่าไม่ได้เหรอ ทำไมถึงได้ตัดจบปัญหาด้วยการฆ่าแกงกันด้วย หรือคนบางคนจิตใจมืดบอดเสียจนฉุดดึงไม่ได้อีกแล้ว

                “กลิ่นไม่ดี” หลิ่งเซียวหรูย่นจมูก

พอได้ยินเสียงคนพูด เหลียงเหวินหลางที่นั่งคอพับอยู่ก็หัวเราะขึ้นมาโดยไม่เงยหน้า

                เสียงหัวเราะหลอนประสาทน่าขนหัวลุกเกินบรรยาย ผมถอยหลังร่น จ้องมองร่างที่ถูกจองจำอยู่ด้วยอารามผวาไม่น้อย ท่าทางจะโดนขังจนเสียสติไปเรียบร้อย

                “ท่านคิดจะสวดให้คนพรรค์นี้หลับไปจริงหรือ” เหลียงหลวนเซียนถาม หลิ่งเซียวหรูไม่ตอบ แต่ขอให้เขาเปิดประตูลูกกรงเข้าไปแทน

                “เปิดกรง เปิดตากับปากเขาด้วย ข้าอยากรู้อะไรบางอย่าง”

                “ข้าไม่แนะนำนะ อสูรมารดำอยู่ที่นี่ด้วย เขาอาจจะคลั่งขึ้นมาอีก”

                “นั่นพี่ชายเจ้าไม่ใช่รึ ไม่คณามือหรอก”

                เหลียงหลวนเซียนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมไขกุญแจกรงขังเข้าไปข้างใน ผมทำใจสู้เดินตามเข้าไป ทันทีที่ผ้าปิดตาถูกแกะออก นัยน์ตาสีเทาก็เหลือกถลนแดงฉาน เสียงร้องโหนหวยเหมือนสัตว์ป่าใกล้ขาดใจดังระงมจนต้องยกมือขึ้นปิดหู เหลียงเหวินหลางสอดส่องสายตาไปทั่ว ก่อนจะหยุดชะงักที่ผม

                “ขะ...เขาเสียสติไปแล้วเหรอ” ผมถาม รู้สึกขนลุกกับสายตานั่นจนอยากอ้วก

                “ธาตุไฟกำลังแทรก แต่ยังพอมีสติ” เหลียงหลวนเซียนตอบ พลางดึงผมไปหลบอยู่ข้างหลัง

                “หึหึหึ นั่นรึอสูรมารดำ มานี่ เอามันมา!” เหลียงเหวินหลางตะโกนแผดเสียง ดิ้นขลุกขลักอยู่บนเก้าอี้หนามจนถลอกผิวเลือดซิบ

                “เขาไม่ใช่อสูรมารดำอีกแล้ว เจ้าหยุดเสียที ไม่มีอสูรมารดำที่นี่ เจ้าฆ่าเขาไม่ได้แล้ว!” เหลียงหลวนเซียนขึ้นเสียง

                ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สั่นกระตุก จ้องมองผมอย่างอาฆาตเคียดแค้น

                “ทำไมเจ้าไม่เลือกข้า! ถ้าแค่เจ้าเลือกข้า ทุกอย่างมันก็คงไม่เป็นแบบนี้ ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า อสูรมารดำ ข้าเป็นลูกคนโต เฝ้าฝึกฝนมาตลอดเพื่อตำแหน่งผู้นำ แต่พอเจ้าเสนอหน้าเข้ามา กลับทำลายทุกอย่าง ทำลายความตั้งใจของข้า พรากความฝันสูงสุดของข้าไปด้วย! ข้าถูกทุกคนทรยศหักหลัง ไม่ว่าข้าจะพยายามสักเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ถูกเจ้าเลือกมันก็ไม่มีความหมาย ข้าไม่มีวันได้เป็นประมุขพรรค! น้องชายของข้า...เขาไม่ต้องพยายามอะไรเลย กลับได้ทุกอย่างไป แล้วข้าเล่า! ข้ามาก่อน ข้าฝึกหนักกว่า ข้าทำทุกอย่างมากกว่า แต่ทำไม ทำไม!

                ความฝันของข้า ความตั้งใจของข้า ทุกคนที่เคยถือหางชื่นชมข้า ทอดทิ้งข้าไป เหตุใดความพยายามของข้าถึงต้องมาพังเพียงเพราะน้องชายโง่เง่ากับอสูรวิปลาสที่หลงรักมนุษย์ พวกเจ้าดูถูกข้าหรือ! กำลังคิดว่าข้าน่าสมเพช อยากหัวเราะเยาะข้า อยากจะฆ่าข้าใช่ไหม เอาสิ เอาเลย!

                “ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า ต่อให้ในมือข้าถือมีดอยู่ ข้าก็จะใช้มันหั่นหมูเอาไปใส่ข้าวต้ม ไม่เอามาปาดคอเจ้าให้เสียคมหรอก!” ผมตวาดแว้ดกลับไป เหลียงเหวินหลางอึ้ง คนที่เดินตามผมมาก็อึ้ง ทั้งหมดเงียบฉี่โดยไม่นัดหมาย “เจ้าก็แค่อิจฉา แล้วก็ทำให้เรื่องมันใหญ่ขึ้นจนเดือดร้อนคนอื่น โง่หรือโง่กันน่ะหา! เจ้าไม่ถูกเลือกแล้วอย่างไร ชีวิตเจ้าขึ้นอยู่กับข้าหรือ แค่ข้าไม่เลือกเจ้าทีชีวิตเจ้าจบแล้วรึไง”

                “เจ้าไม่เข้าใจอสูรมารดำ...เจ้าไม่เข้าใจ ชะตาชีวิตของข้าที่ข้าเชื่อมั่นมาตลอดต้องมาพังทลายลง”

                “เจ้าตายไปเจ้าก็เอาตำแหน่งประมุขบ้าบอนี่ไปไม่ได้หรอก จะเอาไปเบ่งใครในนรกหรือไง ไม่มีใครเขาสนใจหรอกว่าเจ้าตำแหน่งอะไร เขาสนแต่ว่าบาปที่เจ้าทำมันมากเท่าไหร่ต่างหาก!

                “พูดดี เคยตายแล้วรึ!

                ผมแสยะยิ้ม “ถามโง่ๆ ก็ต้องเคยอยู่แล้ว หลิ่งเซียวหรู เอาไอ้นั่นมา!

                “ไอ้นั่น?”

                “ที่พกเดินไปเดินมาอยู่ตลอดนั่นแหละ เอาออกมา”

                ท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์ดูงงๆ แต่ก็ยอมล้วงเสื้อหยิบม้วนคัมภีร์พระธรรมหนาปึกออกมาแล้วยื่นให้ผม

                “เฮอะ! คิดจะอ่านพระธรรมล้างจิตใจข้า? ฝันไปเถอะ!

                “ใครว่าข้าจะอ่านให้เจ้าฟัง หนาขนาดนี้ข้าชิ่งหลับไปก่อนแล้ว” ผมกระชับม้วนคัมภีร์ในมือให้จับถนัดๆ “ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่โกรธกับสิ่งที่เจ้าทำ เพราะความเห็นแก่ตัวของเจ้าล้วนๆ ที่ทำให้คนดีๆ หลายคนต้องมาตาย ถ้าข้าอยากจะแก้แค้นหรือทำอะไรสักอย่างกับเจ้า นี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย จำเอาไว้!

                ป๊าบ!!    

            หลิ่งเซียวหรูยกมือขึ้นทาบอก เหลียงหลวนเซียนเผลอกุมหัวตัวเอง พวกคณะชุดขาวที่เดินตามมาพากันเสหน้าหลบเป็นแถว กับท่าไม้ตายคัมภีร์พิฆาตขนาดฟาดหัวเปรี้ยงเดียวสลบ

                ผมคืนคัมภีร์ให้หลิ่งเซียวหรู หันมาพูดกับท่านชายน้อย “ข้ารู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม หลวนเซียน ข้ามีบางอย่างต้องบอกท่าน”

                เหลียงหลวนเซียนทำหน้าไม่ยิ้มไม่บึ้ง เหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมมีเรื่องจะสารภาพ




------------------------------------------------------------------------------------

ฝึกมาดี แต่ตอนเป็นอสูรดันตบยุงไม่ตายสักตัว55555555


อ่านความเห็นทุกคนเสมอเน่อ ดีใจที่ชอบเรื่องนี้กันนะ ไม่คิดว่าจะชอบกันขนาดนี้ ดีใจ ;;


จะรีบมาต่อนะครับ แวบละ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 271 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #1974 FernNAlls (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 23:14
    ทำไมทีงี้ตบแล้วตาย ทียุงตบไม่เคยโดน5555
    #1,974
    0
  2. #1915 thifu:') (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 04:08
    เจ้าบอสใหญ่........โถ่ ทำไมมันกลายเป็นตลกไปได้ล่ะเนี่ย
    #1,915
    0
  3. #1904 ^-^girl lino (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 23:44
    เป็นการใช้คัมภีร์​ที่ไม่ถูกต้อง​ 55
    #1,904
    0
  4. #1866 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 05:08
    เสียดายคู่ท่านชายกะอสูรจัง วิญญาณนางจะไปอยู่ไหนนะ
    #1,866
    0
  5. #1066 With Wolffy Pritty (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 10:47
    คัมภีร์ฟาด5555 มาต่อไวๆนะ.
    #1,066
    0
  6. #715 Carecare975 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 14:45
    ต่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #715
    0
  7. #713 noey3110 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 18:29
    รออยู่นะคะ รีบๆกลับมาต่อเน้อออออออ อยากอ่านมากมาย
    #713
    0
  8. #712 noey3110 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 18:28
    ทำไมขำท่ากระโดดตบ55555 โธ่จิ้นอย่างอนเลยยยยย อาเฟยนางยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ หรือจิ้นไปทำสัญญากับท่านชายน้อยมา แอบสงสารชายน้อยจังอยากให้อสูรมารดำตัวจริงกลับมากอดปลอบอ่ะ
    #712
    0
  9. #711 apudsagan (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 12:13
    จิ้นนางฟอร์มยุใช่ปะ 555 พอยุสองคนสงสัยจะกระโดเข้าหาอาเฟยเราปะเนี่ย
    #711
    0
  10. #709 ดารุมะ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 23:04
    จิ้นฝูเป็นอัไร ไม่งอนนานนะ ไม่เอามาม่า ฮืออออ
    #709
    0
  11. #708 kanrawe24 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 22:56
    จิ้นฝูทำไมเย็นชาขึ้นเยอะเลย แงงงงง
    #708
    0
  12. #707 darlingcutety (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 21:31
    ไรท์ปูมาให้จิ้นฟูขนาดนี้ เหมือนเรือหลวงพี่จะจมเลยคะTT
    #707
    0
  13. #706 cantus1011 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 21:20
    ฮาตอนที่ เป็นอสูรตบยุงไม่ตายนี่แหละ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก555
    #706
    0
  14. #705 punch98line (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 20:53
    คือตั้งเเต่ต้นเรื่องนี่อ่านไป ขมวดคิ้วไป พอมาเจออสูรมารดำเเว้ดใส่นี่โอ้โห เปลี่ยนมูดเเทบไม่ทัน ฮือออ อาเฟยยังไงก็คืออาเฟย
    #705
    0
  15. #704 secret secret (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 18:19
    5555เกือบฉุดอารมณ์แต่กะกลับมาฮาต่อ5555
    #704
    0
  16. #703 Lifeลั้นลา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 17:20
    ทำไมฮาตอนฟาด555555555555 โอ้ยยนชั่งคิด ตอนแรกก็แบบเจ็บแปลบๆกับจิ้นฝู
    #703
    0
  17. วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 16:14
    หน่วงมากตอนแรก...พอตอนท้ายๆเท่านั้นแหละ5555โอ้ยยตลก รีบๆมาต่อยะคะ:3
    #702
    0
  18. #701 Get out my heart 💕 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 13:57
    นางอยู่ร่างนี้ไม่มีพลังหน่อยหย่อ 55
    #701
    0
  19. #700 NTWwkn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 13:45
    ครึ่งแรกกำลังหน่วงที่จิ้นฝูเปลี่ยนไป พอมาครึ่งหลังเท่านั้นแหละ55555 ทีเดียวน็อกเลยมั้ยคะ?
    #700
    0
  20. #699 Mil_L (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 13:02
    อ่านมาก้หลายตอนแต่ก้รุ้สึกค้างทุกตอน!!!
    #699
    0
  21. #698 bassjeedjad (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 12:02
    ขอให้คุยกันแล้วผ่านไปได้ดีนะ
    #698
    0
  22. #697 PILAHCPORNGot (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 11:15
    ตอนหน้าขอจื้นฟู ขอให้คุยกันรู้เรื่อง ได้โปรดดดด
    #697
    0
  23. #695 KaTuyOopa! (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 09:38
    สนุกนะแต่บับทำไมตรูค้าง....ค้างเด้อคนดี
    #695
    0
  24. #694 Demon1704 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 09:21
    ว่าแล้วว่าจิ้นฝู...ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว. กลับมาครานี้ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
    #694
    0
  25. #692 เทพบุตรแห่งแสง (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 08:51
    สนุกจัง อิอิ
    #692
    0