อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 3 : เป็นโชคชะตาใช่ไหม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 591 ครั้ง
    20 มี.ค. 61

เป็นโชคชะตาใช่ไหม 

 

            หากเปรียบการใช้ชีวิตในร่างอสูรขนหนานี่เป็นเกมแล้วล่ะก็ ผมว่าผมเจอมิชชั่นหินเข้าแล้วล่ะ...

                ขนสีดำเมี่ยมของมัน...เรียกยุงได้ดีนักแล

                ไอ้บ้าเอ๊ย คันคะเยอไปหมดทั้งตัวแล้ว! สรุปคืนนั้นผมก็ไม่ได้นอน ต้องนอนปัดยุงทั้งคืน พอพวกมันไปกันหมดก็ปรากฏว่าเช้าแล้ว นี่ขนาดผมแหกปากจนพ่นไฟสีฟ้าออกมาเผายุงได้โขยงหนึ่ง โขยงใหม่ก็ตามมา วนเวียนไม่จบสิ้น จนตอนนี้ยุงพวกนั้นไปหมดแล้ว และผมก็นอนแผ่สิ้นแรงด้วยสภาพน่าสมเพชเกินจะเอ่ย

                บ้านของอสูรตนนี้อยู่ที่ไหนผมก็ไม่ทราบ ก็อย่างที่บอกไปว่าคุ้ยความทรงจำกี่ทีๆก็เจอแต่เรื่องของกิน ของกิน ของกิน! อะไรที่สมควรค่าแก่การใช้ประโยชน์ได้นั้นไม่มี...แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมคุ้ยเจอจากความทรงจำของมัน...นั่นคือผมไม่เคยค้นเจอว่าอสูรตนนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับอะไรเลย....

                ก็เข้าใจอยู่หรอกว่ามันเป็นอสูรหน้าตาน่ากลัว ที่มีแรงมหาสาร พ่นไฟได้ ทำลายล้างได้ แค่ผมชะโงกหน้ามองเงาสะท้อนน้ำผมยังผวาเลย สภาพอย่างเจ้านี่คงอยู่ร่วมกับอะไรไม่ได้ แต่มันไม่มีอสูรเผ่าพันธุ์เดียวกันบ้างเลยเหรอ หรือเพราะสันดานดิบไม่สังคม เลยอยู่ร่วมกับพ่อแม่พี่น้องตัวเองไม่ได้ จึงมาอาศัยอยู่กลางป่าเขาตัวเดียว

                น่าเศร้า...ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ภาพเจ้าอสูรนั่งแทะนั่งกินของกินอยู่ตัวเดียว นอนตัวเดียว เดินตัวเดียว ไปไหนมาไหนเจอตัวอะไรก็ตามจะต้องวิ่งหนีเจ้าอสูรนี่กันป่าราบจนสุดท้ายก็เหลือมันยืนเขาโด่เด่โดดเดี่ยวทำให้ในใจผมอ้างว้างอย่างแปลกประหลาด ...ผมเพิ่งมาเป็นมันจึงไม่เข้าใจนัก และคิดว่าตัวมันคงอาจจะไม่ได้สนใจก็ได้ แต่การถูกสิ่งรอบข้างปฏิเสธบ่อยๆมันจะไม่เสียใจบ้างเหรอ

                เพราะตัวตนมนุษย์ของผมดูดีจึงดึงดูดใครต่อใครเข้าหาอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ถูกต้อนรับและเอาอกเอาใจอยู่ตลอด พอวันหนึ่งต้องมากลายเป็นสิ่งมีชีวิตแสนน่ากลัวที่แม้แต่ตัวเองยังทำใจส่องกระจกดูไม่ได้แบบนี้ ช่างเป็นอะไรที่พูดไม่ออกเลยจริงๆ

                ถ้าจมน้ำไปอีกครั้งหนึ่ง จะกลับโลกเดิมได้ไหมนะ... ผมเดินเตร่มาหาปลากินแถวคูน้ำที่เดิมพลางคิดเรื่อยเปื่อย ผมคิดว่าผมไม่ได้ทะลุมาในประวัติศาสตร์ใดๆ ของมนุษยชาติแน่นอน ตัวผมนั้นเป็นหลักประกันชั้นเยี่ยม สิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการแบบนี้ไม่มีทางมีอยู่ในโลกของผม แต่ถ้าเป็นโลกอื่นล่ะก็จะมีก็คงไม่แปลก แต่การที่โลกนี้ยังมีมนุษย์และใช้ภาษาสื่อสารกันรู้เรื่องก็มีความเป็นไปได้ว่าที่ที่ผมอยู่อาจจะเป็นโลกคู่ขนาน ที่มีสิ่งมีชีวิตแปลกๆหลายเผ่าพันธุ์อยู่ก็เป็นได้

                แต่ถ้าเรากลับไปโลกเดิม...ก็จะต้องเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตายสิเนี่ย แล้วไหนจะเหล่าบรรดาแฟนคลับของเจ้าหยางหมิงที่จะตามมาฆ่าผมที่ไปฆ่าเขาอีกทอดหนึ่งอีกล่ะ ชีวิตผมกลับไปก็น่าจะวุ่นวายจนเป็นบ้าไปเลย ไม่มีอะไรยืนยันด้วยว่าถ้าผมจมน้ำไปอีกรอบผมจะได้กลับไปโลกเดิม...ผมอาจจะทะลุไปโลกใหม่เลย แล้วก็กลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ที่แย่กว่าการเป็นอสูรหมาปอมนี่! ไม่สิ บางทีถ้าคราวนี้ผมตายอีกรอบ คงได้ไปโผล่ยมโลกเลยต่างหาก!

                “บันเทิงจริงๆ...” ผมนั่งกุมขนดกดำอย่างปลงตกต่อโลกใบนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงสายตาหนึ่งคู่ที่แอบมองอยู่หลังโขดหิน

                “อ๊ะ....”

                อีกฝ่ายอุทานเสียงเหลอหลาทันทีที่ดวงตาดุร้ายของอสูรสบมอง ผมย่นคิ้วมุ่นเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ใครน่ะ”

                “ขะ...ข้าเองขอรับท่านอสูร!” เจ้าเด็กหน้าสวยคนเมื่อวานนี่เอง เขารีบวิ่งออกมาจากหลังโขดหินจนสะดุดล้ม ผมมองท่าทางลุกลี้ลุกลนนั่นแล้วก็ขำออกมาเบาๆ

                “อะไรกัน เจ้าอีกแล้วรึ น่าแปลกใจจริงเชียวที่ได้พบกันอีก ข้านึกว่าเจ้าจะหวาดกลัวข้าเสียจนหนีไม่มาที่นี่อีกแล้ว”

                “มะ...ไม่ขอรับ ข้า...ข้าก็แค่...”

                “แล้วกลับมาแถวนี้จะมาหาปลาไปฝากแม่เหรอ”

                “ทำนองนั้นขอรับ...” เด็กน้อยตอบเสียงอ้อมแอ้ม

                วันนี้ดูท่าทางจะแปลกไปจากเมื่อวานยังไงก็ไม่รู้แฮะ...สงสัยอากาศวันนี้จะร้อนหรือยังไง แก้มทั้งสองของเขาถึงได้แดงเป็นลูกมะเขือเทศอย่างนี้...เอ แต่ถ้าร้อนผมก็ต้องร้อนกว่าสิ ก็ขนหนาขนาดนี้ แต่เป็นอสูรนี่นา บางทีขนของมันอาจจะมีคุณสมบัติระบายอากาศดีก็ได้....แต่ถ้าทำได้ขนาดนั้นทำไมยังไล่ยุงไม่ได้ล่ะ ครุ่นคิด...

                “งั้นข้าจะเดินไปที่อื่นก็แล้วกัน เจ้าจะได้หาปลาสะดวกๆ” มีสัตว์อสูรหน้าดุนั่งคุมที่แบบนี้เขาคงไม่กล้าจับแน่ๆ มิน่าล่ะถึงได้ไปแอบมองผมอยู่หลังโขดหินแบบนั้น คงรอผมไปที่อื่นแล้วค่อยออกมา

                “เดี๋ยวก่อนขอรับ!” เสียงใสๆที่ยังไม่แตกดีของเจ้าหนุ่มหน้าสวยดังขึ้น เขารีบวิ่งตุปัดตุเป๋เข้ามาหา ใบหน้าแดงเรื่อ ประกายในดวงตากลมโตใต้แพขนหนาหนาสะท้อนแสงอาทิตย์แวววาว ผมมองภาพนั้นอย่างอึ้งๆ ในใจส่วนลึกอยากพาเจ้าเด็กนี่ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ครีมหน้าใสสักยี่ห้อพิลึก “ข้าไม่ได้มาหาปลา...ข้ามาหาท่านอสูร”

                หือ....

                ได้ข่าวว่าตอนเจอผมครั้งแรกฉี่ราดไม่ใช่เรอะ....

                “หรือตัวข้าจะมีตำนาน...แบบล้มได้แล้วจะได้เงิน?”

                “มะ...ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นขอรับ” เขารีบส่ายหัวพัลวัน จนเส้นผมยาวเลยแผ่นหลังสะบัดไปมา พลิ้วเรียงกันเป็นเส้นไม่ตกทรง นี่ใช้ยาสระผมยี่ห้ออะไรกันนะอยากรู้...แต่สมัยก่อนมียาสระผมที่ไหนเล่า

                แววดีเกินไปแล้วเจ้าเด็กนี่

                “แล้วมีอะไรกับข้ารึ” ผมตีหน้าขรึมถาม ทั้งที่ในใจอยากชวนคุยเรื่องผมของเขาใจจะขาด อยากรู้สูตรบำรุงชะมัดเลย

                “เมื่อวาน...ท่านอสูรยกปลาตัวหนึ่งให้กับข้า ปลาตัวนั้นเป็นปลาวิเศษ แค่ท่านแม่ของข้าทานไปคำเดียว โรคร้ายทั้งหลายก็หายเป็นปลิดทิ้ง มัจจุราชคลืบคลานออกจากบ้าน ท่านแม่ของข้าหายดี ทั้งหมดเป็นเพราะท่านอสูร ท่านอสูรช่วยชีวิตท่านแม่ของข้าไว้แล้ว”

                “หือ...เจ้าปลาลายพิลึกนั่นเป็นปลาวิเศษหรอกเหรอ” ผมเบิกตาโตด้วยความแปลกใจ หรือเพราะมีอิทธิฤทธิ์วิเศษแบบนั้น เจ้าอสูรถึงได้ลิงโลดดีใจจนจมน้ำตาย...

                ....แต่สุขภาพของมันไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าป่วยเลยสักนิด แล้วมันจะเอาปลาวิเศษที่รักษาโรคได้ไปทำอะไร...

                ......หรือว่า...มันจะเอาไปให้ใคร

                ตึก!!

                ทันใดนั้นผมก็รู้สึกปวดจี๊ดขึ้นมาในสมองทันที ราวกับหัวจะระเบิดแตกเป็นผลุ แข้งขาใหญ่ทรุดลงกับพื้นหินจนประคองร่างไว้ไม่อยู่ เจ้าเด็กหน้าสวยรีบถลาเข้ามาหาพลางร้องเรียกเสียงหลง “ท่านอสูรขอรับ”

                มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีอะไรนอกจากปวดหัวจนโลกหมุนเ พอเวลาผ่านไปได้พักหนึ่งทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ ผมสูดหายใจลึกๆแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ก็เห็นภาพใบหน้าสวยหน้าหนึ่งกำลังน้ำตาเอ่อคลอท่าทางน่าสงสาร

                “ท่านอสูรไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม เกิดอะไรขึ้นทำไมจู่ๆท่านก็ทรุดลงไปแบบนั้น....”

                ผมเบนหน้าไปมองเจ้าของน้ำเสียงสะอื้นที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ท่าทางเจ็บปวดแทนของเขาทำให้ผมเริ่มยิ้มออกมาบ้าง

                “อย่าร้องสิ ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก...คิดว่านะ”

                “หะ...หายแล้วใช่ไหมขอรับ”

                “อืม หายแล้วล่ะ” ผมสะลัดใบหน้าไปมา แล้วเริ่มจับโฟกัสภาพข้างหน้าใหม่ พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ผมก็ลองพยุงร่างใหญ่ยักษ์นี่ลุกขึ้นดู แข้งขาอ่อนแรงเมื่อครู่กลับมามีพละกำลังแข็งแกร่งเช่นเดิม เหมือนกับว่าทุกอย่างตะกี้นี่เป็นผมคิดไปเอง

                แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมจับสัมผัสได้...นั่นคือความทรงจำเมื่อกี้เป็นความทรงจำต้องห้ามสินะ

                ผมเองก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องเบื้องลึกอะไรของอสูรตนนี้มากนักหรอก แล้วยิ่งเป็นความทรงจำที่ฝังลึกจนแค่คิดอยากนึกถึงก็ปวดหัวจะแตกผมยิ่งไม่อยากเข้าไปยุ่งสุดๆ ไม่อยากให้รู้ก็ไม่รู้ก็ได้ แต่อย่างน้อยขอความทรงจำที่เป็นประโยชน์เรื่องอื่นแทนไม่ได้รึไง

                “อ๊ะ...ใช่ขอรับ พอท่านแม่ถามว่าข้าไปได้ปลามาจากไหน ข้าก็ตอบไปว่าได้มาจากอสูรใจดีตนหนึ่งในป่า แม่ข้าก็เลย...”

                “ก็เลยไม่ให้เจ้ามาหาข้าอีก?”

                “ก็เลยเชิญท่านไปพบที่บ้านขอรับ”

                ...เอ๊ะ?

 

                ผมเดินตามร่างเล็กไปอย่างสับสนในใจ ถ้าวันหนึ่งลูกมาบอกว่าเจออสูรในป่า คนเป็นแม่ก็จะต้องห้ามไม่ให้ลูกเข้าป่าไปเจออสูรไม่ใช่เหรอ ยิ่งเป็นคนสมัยก่อนที่เชื่องมงายเรื่องพลังความมืด ความชั่วร้ายแล้วยิ่งต้องไม่อยากพบอสูรเข้าไปใหญ่ แล้วเจ้านี่ก็ดูไม่ใช่อสูรกิ๊กก๊อกด้วย เห็นแค่ปลายหางยังรู้เลยว่าต้องชั่วร้ายตัวพ่อแน่ๆ แล้วแม่เขาคิดอะไรกันถึงอยากเจอหน้ามัน เดี๋ยวพอเจอก็กลัวจนไข้จับป่วยไปอีกรอบพอดี

                แต่พอปฏิเสธก็เจอกับแววตาใสซื่อเว้าวอนจนพูดอะไรไม่ออก รู้ตัวอีกทีก็เดินตามเขามาแล้ว ร้ายไม่ใช่เล่นเลยนะ

                เดินมาได้สักพักก็มาถึง กระท่อมเล็กในป่าที่ทำจากไม้สักเก่าๆสลับกับฟางหลังเล็กๆ พื้นที่รอบๆเป็นดินว่างเปล่า พอเห็นบ้านของเด็กหน้าสวย ผมก็รู้สึกปลงตกกับมาตรฐานชีวิตของแม่ลูกคู่นี้ ทุกอย่างดูเล็กและลำบากไปเสียหมด พอคิดย้อนไปว่าตอนนั้นแม่ของเขาป่วยอยู่ด้วย ก็ทวีความเวทนาเข้าไปอีก คนป่วยที่ต้องมาใช้ชีวิตกลางป่าเขาและอาศัยอยู่ในสภาพบ้านโทรมๆมันโหดร้ายเกินไป ยัยฮูหยินใหญ่นั่นมันจงใจจะฆ่าพวกเขาชัดๆ

                “ท่านแม่ขอรับ! พาท่านอสูรมาแล้วขอรับ”

                “อะไรกัน! มาแล้วรึ แม่ยังทำกับข้าวเลี้ยงไม่เสร็จเลย แต่จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ!” เสียงหวานของสรตีนางหนึ่งดังตอบออกมาจากในกระท่อมเล็ก นางรีบวิ่งออกมาจากในบ้าน และเมื่อได้เห็นเจ้าขนดกร่างยักษ์หลังลูกชาย ฝีเท้าก็ชะงักไปวูบหนึ่ง จากที่วิ่งออกมาด้วยความดีใจก็ค่อยๆชะลอจนกลายเป็นหยุดนิ่ง

                ก็นะ...ใครเห็นก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น

                ผมถอนหายใจออกมาหนึ่งฟืด เมื่อเห็นว่าแม่ของเขาไม่กล้าขยับเขยื้อนยามต้องเผชิญหน้ากับอสูร ผมเลยจะถอนเท้าออกมาจากตรงนั้นเพื่อไม่ให้แม่ลูกต้องอึดอัด ถึงจะเสียใจอยู่ลึกๆแต่มันก็ช่วยไม่ได้...ช่วยไม่ได้จริงๆ

                “ระ....รอก่อนเจ้าค่ะ!

                เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพี๊ยะ! ผมหยุดฝีเท้าแล้วหันหลังกลับไปมองด้วยความตกใจ ภาพที่เห็นคือแม่ของเขาตบใบหน้าตัวเองด้วยมือทั้งสองข้างจนแดงเถือก เธอสูดหายใจลึกๆแล้วฉีกยิ้มขึ้นมาใหม่

                “ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทต่อท่าน ได้โปรดอยู่ทานอาหารด้วยกันได้หรือไม่”

                ผมกะพริบตาปริบๆ สายตาหวาดกลัวเมื่อครู่สลายหายไปจากดวงตาคู่งามของนาง เหลือเพียงแววตาสดใสที่อยากผูกมิตรเท่านั้น

                พอก้มลงมาก็ปะทะกับอีกแววตาใสซื่อคาดหวัง ผมพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วผงกหัวตกลงอย่างสู้ไม่ได้

                “ข้ามีนามว่าจิ้นอวี๋ เป็นมารดาของจิ้นฝูเจ้าค่ะ”

                นางยิ้มแนะนำตัวพลางยกสำรับอาหารออกมาจากในบ้าน เพราะตัวของอสูรนั้นใหญ่เกินไปจนเข้าไม่ได้ ถ้าเข้าไปเห็นทีบ้านคงถล่มลงมา เลยต้องมานั่งปูผ้ากินกันข้างนอก พอได้เพ่งมองดีๆถึงได้รู้ว่าเจ้าเด็กหน้าสวยนี่ได้ความสวยมาจากแม่เต็มๆ จิ้นอวี๋เป็นแม่ยังสาว ที่ดูอายุแล้วไม่น่าจะมากกว่าผมตอนเป็นมนุษย์เท่าไหร่ เคยได้ยินว่าคนสมัยก่อนแต่งงานกันเร็วท่าจะเป็นความจริง คิดไปแล้วก็รู้สึกสงสารจิ้นอวี๋ ทั้งๆที่ยังสาวแต่ก็ถูกจับแต่งงานตั้งแต่เด็ก ปรนนิบัติรับใช้สามีตั้งแต่ยังไม่รู้ความ พอสามีแต่งงานใหม่อีกรอบก็ถูกลดขั้นเป็นอนุเพราะชาติกำเนิดไม่สูง พอมีลูกหลังเมียใหม่ก็ถูกไล่ออกจากบ้านอีก เห็นทีคงเป็นเพราะนังฮูหยินใหญ่นั่นสวยไม่สู้จิ้นอวี๋ถึงได้ไล่นางออกมา แล้วก็คงงามได้ไม่เท่าลูกชายนางด้วย เฮอะ เป็นตัวขี้อิจฉาอย่างกับหลุดออกมาจากทีวี

                “ข้าอี้เฟย ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

ผมแนะนำตัวตอบกลับไป จิ้นฝูที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างพลันอุบอิบชื่อผมด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “ท่านอี้เฟย...”

“เรียกทำไมเหรอ?”

“ปะ...เปล่าขอรับ!

“จิ้นฝู! อย่าไปรบกวนท่านอี้เฟยสิ ไปยกน้ำมา”

จิ้นฝูทำหน้างุ้มนิดหน่อยแต่ก็ยอมเดินผละไปแต่โดยดี จึงเหลือจิ้นอวี๋กับผมอยู่กันสองคน คุณแม่ยังสาวพอเห็นลูกชายเดินหน้าสวยจากไปก็เริ่มชวนผมคุย แม้จะมีบางช่วงที่หลบสายตาผมหรือแอบกุมชายเสื้อ แต่น้ำเสียงก็ไม่สั่น รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าเสมอ ถือว่าเป็นสตรีที่จิตใจแข็งแกร่งพอตัวที่มานั่งเสวนากับอสูรหน้าดุโดยไม่เป็นลมเป็นแล้งไปก่อน ท่าทางของเธอที่อยากขอบคุณผมจากใจจริงทำให้ผมอดรู้สึกดีไม่ได้

“เป็ดตุ๋นยาจีนนี่ข้ามั่นใจพอตัว ขอเชิญท่านอี้เฟยลองลิ้มรสดูเจ้าค่ะ”

“ท่านเทิ่นอะไรกัน เรียกอี้เฟยเถอะ หรืออาเฟยก็ได้ ไม่ต้องให้เกียรติอะไรข้านักหรอกนะ”

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเสียมารยาท...อี้เฟย” นางขบเม้มปากพูดเสียงไม่มั่นใจ แต่พอเห็นผมไม่ได้ดูหงุดหงิดอะไรก็ยิ้มออกมาและพูดเสียงดังขึ้น “ฝีมือข้าใช้ได้หรือไม่อี้เฟย”

“อร่อยมากเลยล่ะ รู้สึกเหมือนไม่ได้กินอะไรอย่างนี้นานมากเลยแฮะ” หลังจากอยู่ร่างอสูรมาจนถึงเมื่อวานก็กินแต่อะไรดิบๆ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้รู้สึกเหมือนไม่ได้กินอะไรอย่างนี้นานมาก

“เดิมทีฝีมือข้าก็ไม่ได้เลิศเลออะไรหรอก ต้องขอบคุณสมุนไพรต่างๆที่จิ้นฝูเก็บมานั่นแหละ ช่วยทำให้รสชาติดีขึ้นมาก”

จิ้นฝูที่เดินกลับมานั่งเมื่อครู่เหลือบมองผมแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เห็นท่าทางใสซื่อของเขาผมก็อดหัวเราะไม่ได้

“เก่งมากเลยล่ะ”

ใบหน้าขาวผ่องราวกับกระเบื้องเคลือบของจิ้นฝูขึ้นสีชมพูทั่วทั้งใบหน้า เขาหัวเราะด้วยน้ำเสียงน่ารักแล้วก็ตักนู่นตักนี่ใส่ชาม (ที่คล้ายจะเป็นหม้อใหญ่ๆ) ให้ผมไม่หยุด

นับว่าจิ้นอวี๋เฉลียวพอสมควร พอได้ยินว่าอสูรนางก็เล่นทำอาหารเสียเยอะ ทำให้มีมากพอต่อกะเพราะของมัน ผมนั่งกินข้าวกับพวกเขาไปด้วยความเอร็ดอร่อย จนไม่รู้เวลา จวบจนกระทั่งศัตรูตามธรรมปรากฏกาย ผมถึงได้รู้ว่าตอนนี้เย็นแค่ไหนแล้ว

“อุ๊!

“เป็นอะไรรึขอรับ”

“ยุงน่ะสิ โอ๊ยยย กัดอยู่ได้” ผมขยับขาไปมาเพื่อไล่ยุง “มืดขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”

“ในป่าในเขายุงป่าเยอะน่าดูด้วยเจ้าค่ะ” จิ้นอวี๋เปรยขึ้น

จิ้นฝูจ้องมองเหล่ายุงที่จู่ๆก็โผล่พรวดแห่กันมากัดขาผมด้วยสายตาโกรธๆ ก่อนที่จะทิ้งขาแพะในมือวิ่งปรู๊ดเข้าบ้านไป แล้วพักหนึ่งเขาก็ออกมาพร้อมกับกระปุกบางอย่าง

“ท่านอสู....ท่านอี้เฟยขอรับ”

“อะไรเหรอ”

“สิ่งนี้น่าจะช่วยไล่ยุงได้” เขายื่นกระปุกนั้นมาด้วยมือสั่นนิดๆ “ได้โปรดลองใช้ดูขอรับ”

“อ๋อ เจ้านี่เป็นสมุนไพรไล่ยุงน่ะ จิ้นฝูเป็นคนทำขึ้น ใช้ได้ดีทีเดียวล่ะอี้เฟย”

“จริงเหรอ ขอบคุณมากนะจิ้นฝู” ผมแยกเขี้ยวยิ้มดีใจ มือที่เต็มไปด้วยขนสีดำนุ่มหนาคว้าเอาสองมือเล็กมากุมไว้ จิ้นฝูเบิกตาโตกว้าง ใบหน้าแดงเรื่อ ริมฝีปากเล็กบางสั่นระริก “อ๊ะ ทำให้กลัวรึ ขอโทษที”

“มะ...มิได้ขอรับ” เจ้าเด็กหน้าสวยผวาจนเสียงสั่น เขานำมือทั้งสองมากุมไว้ที่อก

จิ้นอวี๋ที่นั่งมองอยู่สองนานจู่ๆก็ร้องอ๋อออกมาเสียงดังใส่หน้าลูกชาย “จิ้นฝู!...นี่เจ้า.....”

“ห้ามพูดนะขอรับ!

มื้อค่ำยาวต่อไปอีกพักใหญ่ จิ้นอวี๋นับเป็นผู้หญิงไม่กี่คนที่ผมคุยด้วยแล้วถูกชะตา นางค่อนข้างพูดตรงโผงผาง ทว่าก็ดูจริงใจมากทีเดียว ส่วนจิ้นฝูนั้นตรงกันข้ามกับนาง เขาเป็นเด็กผู้ชายที่ดูใสซื่ออย่างแท้จริง ท่าทางขี้อายพูดน้อย ทว่าดวงตาวาวๆที่มักสะท้อนแสงอยู่เสมอกลับดูซุกซนอยู่ในที ผมเป็นเพื่อนกับพวกเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็สนิทกับทั้งคู่เหมือนสหายที่คบค้ากันมาหลายปี

“อย่างนั้นหรือ เจ้าตกน้ำแล้วก็ความจำเสื่อม?” จิ้นอวี๋ถามเสียงดัง

“ประมาณนั้นแหละ ตอนนี้ข้าเลยจำไม่ได้ว่าบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน” ผมระบายอย่างปลงตก

“...อย่างนั้นรึ อี้เฟย เช่นนั้นท่านมาอยู่กับพวกเราดีหรือไม่?”

“ท่านแม่!” จิ้นฝูเรียกมารดาเสียงหลง

“พูดจริงนะจิ้นฝู อี้เฟยช่วยชีวิตแม่ไว้ เหตุใดพวกเราจะไม่มีน้ำใจให้เขาเลยเล่า ในป่าเขาแห่งนี้นอกจากพวกเราสองแม่ลูกแล้วก็ไม่เคยพบเจอใครอีกเลย ก็เคยได้ยินมาว่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่มีเผ่าจินหม่าตั้งอยู่ แต่พวกนั้นค่อนข้างถือตัวนัก เลยไม่เคยตัวเลย”

“เผ่าจินหม่านี่คือ...”

“ครึ่งคนครึ่งม้าน่ะ”

โอเค....มิตินี้ลี้ลับกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก...

“....ดีหรือไม่ท่านอี้เฟย มา...มาอยู่กับข้า...”

“อะไรนะจิ้นฝู” ผมชะโงกใบหน้าพลางเอียงหูฟัง ทำไมเสียงของเขามันทั้งเบาทั้งเล็กเหมือนขนนกอย่างนี้ล่ะเนี่ย

“จิ้นผูถามว่าดีหรือไม่ที่เจ้าจะมาอยู่กับพวกเราน่ะ” จิ้นอวี๋ตอบแทน

“...ก็อยากอยู่หรอกนะ แต่ว่าบ้านของเจ้าคงรับน้ำหนักข้าไม่ไหวหรอก”

“ถ้าเช่นนั้นก็ต่อเติมเสียสิ ตอนนี้พละกำลังของข้ากลับมาแข็งแรงแล้ว บ้านนี่ข้าก็ลงมือสร้างเองก่อนป่วย ไม่มีทางไม่ไหวอยู่แล้ว!” จิ้นอวี๋ทำท่าขึงขัง ผมหันกลับไปมองกระท่อมนั่นอีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าคนสร้างเป็นผู้หญิงแค่คนเดียว สายตาที่มองบ้านหลังนี้ก็เปลี่ยนไป...

ชักรู้แล้วว่าทำไมยัยฮูหยินนั่นไล่จิ้นอวี๋ออกมา....ผู้หญิงคนนี้เก่งจริงๆ

 

วันต่อมาพวกเราสามคนก็เริ่มลงมือต่อเติมบ้าน จิ้นอวี๋วานผมให้ไปหาพวกไม้หรืออะไรพวกนี้มา ผมกับเจ้าเด็กหน้าสวยจึงเดินป่าออกตามหาต้นไม้เหมาะๆเพื่อที่จะโค่นกลับไปต่อเติมบ้าน ไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างจะอยู่ในสมองของจิ้นอวี๋ แบบบ้านที่จิ้นอวี๋ออกแบบนั้นไม่ต้องใช้ตะปูหรืออะไรเลยสักนิด เพราะทุกอย่างจะเหมือนเลโก้ที่มีช่องใส่ประกอบกัน ไม่น่าเชื่อว่าหัวความคิดของนางจะก้าวไกลได้มากขนาดนี้ พอตกลงสัดส่วนคร่าวๆก็เหลือแค่วัด ตัด หักไม้เป็นชิ้นๆ ซึ่งส่วนนี้ผมรับอาสาเอง แรงช้างอย่างเจ้าอสูรนี่หักไม้เหมืนหักไม้จิ้มฟัน ไม่ช้าเกินวันบ้านหลังหนึ่งที่สร้างง่ายๆก็เสร็จ

บ้านที่มีเสาไม้ยกสูงจากพื้นเล็กน้อยขนาดใหญ่มากพอจะให้ผมเข้าไปนอนเหยียดได้ถูกสร้างไว้ใกล้ๆกับกระท่อมของสองแม่ลูก จิ้นอวี๋บอกว่าเดี๋ยวจะมาต่อเติมให้ใหญ่กว่านี้ พอได้แรงอสูรมาช่วยการสร้างบ้านสักหลังก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆ นางขอร้องว่าเดี๋ยวจะขอยืมแรงปรับปรุงกระท่อมหลังเก่าให้แข็งแรงกว่านี้ ซึ่งผมไม่ขัดข้อง เลยเชียร์ให้ทำเป็นคฤหาสน์ไปเลย

จิ้นอวี๋ดูสนใจไอเดียนี้ไม่น้อย ระหว่างนั้นจึงนั่งออกแบบไปพลางว่าอยากได้บ้านแบบไหน ผมกับจิ้นฝูจึงออกไปหาไม้มาเตรียมรอไว้

 

ไม่น่าเชื่อว่าผมจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจิ้น พวกเราช่วยกันต่อเติมนู่นต่อเติมนี่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปพักหนึ่ง จากกระท่อมไม้สักเก่าๆโทรมๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหลังใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้น และมีแววจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รอบบ้านที่เคยเป็นดินเปล่าๆก็จัดการปลูกผักปลูกหญ้า ทำเกษตรง่ายๆ เป็นชีวิตกลางป่าเขาที่สงบสุขจนน่าตกใจ

จิ้นอวี๋ถึงขั้นกล่าวว่าการพบเจอกันของพวกเราต้องเป็นโชคชะตา หรือพรจากสวรรค์เป็นแน่ บางครั้งระหว่างที่นั่งเหม่อมองฟ้า นางมักจะกล่าวขอบคุณผมออกมาบ่อยๆ แต่บางครั้งก็มีประโยคแปลกๆแบบ ฝากจิ้นฝูด้วย ก็มี

“อาเฟย!

เมื่อเริ่มสนิทกันมากขึ้น จิ้นฝูก็ขยับมาเรียกชื่อเล่นของผมเช่นเดียวกับแม่ของเขา เขาวิ่งปรี่เข้ามาหาผมที่นั่งงมเก็บเห็ดอยู่แถวโคนต้นไม้ สองแก้มแดงเรื่อ

“อะไรรึ”

ผมผละจากเห็ดหันไปมองใบหน้าชื้นเหงื่อเล็กๆของเขา จิ้นฝูจ้องผมตาแป๋ว เขาทำท่ายุกยิกๆก่อนจะยื่นสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมา โดยใช้มืออีกข้างประคองข้อมือไว้

ผมอดเลิกคิ้วแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขายื่นมาให้ผมเป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง กลีบของมันหยิกหยักเป็นช่อสวย

เขาทำหน้าอึกอัก แต่สุดท้ายก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“โปรดรับนี่ไว้ด้วยขอรับ แม้มันจะไม่มีค่าอะไร แต่ข้าสัญญา เมื่อข้าโตขึ้น จะมอบสิ่งที่มีค่ากว่านี้ให้...จะทำให้ท่านมีความสุขให้ได้”

หูแหลมๆของอสูรพลันกระดิกดิ๊กสองสามทีกับประโยคที่เหมือนจะขอแต่งงานนั่น...แต่เจ้านี่ยังเป็นแค่เด็ก...หนำซ้ำตัวผมยังเป็นเพียงอสูรน่ากลัว ไหนเลยจะกล้าคิดจริงจังอะไรได้ จึงยื่นมือที่ประดับไปด้วยเล็บแหลมรับดอกไม้นั่นไว้ด้วยสองมือ แล้วส่งยิ้มขอบคุณไปให้

“ขอบใจนะ จะเก็บไว้ให้ดีเลยล่ะ”


----------------------------------------------------------------------

แอบลัดคิวมาลงเรื่องนี้-----แค่กกกกกก


อสูรหมาปอมจะกลายเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ แล้วจิ้นฝูจะใช่พระเอกหรือเปล่า (ตอนนี้ก็เลี้ยงต้อยไปก่อน---แค่กกกก) มาติดตามกันนะครับผม





//ปิดหน้าเขินนน


เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ ใครอยากรู้เรื่องเผ่าจินหม่า ครึ่งคนครึ่งม้า สามารถไปอ่านเรื่องเจ้าหัวใจจอมเสเพลได้ครับผมมมมมมม


บะบุย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 591 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2123 NNieNamich (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 10:27
    ใครจะรู้ว่าโตมาน้องจะกลายเป็นผัว
    #2,123
    0
  2. #2099 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 14:15
    น้องหมาน่ารักเวอร์ น้องน้อยกะน่ารักเหมือนกัน
    #2,099
    0
  3. #2077 artificial_love (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 14:43
    ฮึ้ยย เลี้ยงต้อยยยยย
    #2,077
    0
  4. #2056 jkooktaev (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 13:32
    ปฏิบัติการเลี้ยงต้อยกำเนิดขึ้นแล้ววววว
    #2,056
    0
  5. #2033 Secr3t-Key (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 12:08
    น้องหมาป่าที่ตัวใหญ่ๆแค่นั้นเองงงง น่ารักจะตาย
    #2,033
    0
  6. #2010 worajaroen2517 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 01:40
    คือกูจินตนาการณ์ภาพอสูรน่ากลัวสุดๆเทียบไม่ไดเลยพอมาเจอภาพจริง เอ่อออ น้องน่ารักกว่าที่กูจินตนาการณ์ไว้เลย555+
    #2,010
    0
  7. #1943 FernNAlls (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 07:33
    น้องคือพระเอกหรอ น้องงงงงงงเอ็นดูววววววว
    #1,943
    0
  8. #1907 thifu:') (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 16:01
    น้องน่ารักกกกก
    #1,907
    0
  9. #1892 Chocoe'clair (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 23:47
    ถ้าจิ้นฝูเป็นพระเอกน้องต้องโตมาหล่อเหลาเครางามนะคะ 55555
    #1,892
    0
  10. #1832 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 01:16
    น่าร้ากกก
    #1,832
    0
  11. #1829 ohxinghun94 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 16:10
    อี้เฟยยยยย
    #1,829
    0
  12. #1790 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 12:47
    รูปสสยเว่อวังอลังการมาก
    #1,790
    0
  13. #1765 RhongTood (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 20:36
    ใครบนล่างเนี่ย 5555
    #1,765
    0
  14. #1744 Par_dao (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 23:05

    ปักธงสำเร็จ

    ไม่รู้ใครเป็นฝ่ายปักใครกันแน่

    #1,744
    0
  15. #1587 bb.smile (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 20:55
    ภาพประกอบน่ารัก ท่านแม่ก็น่ารัก เด็กน้อยก็น่าร้ากกกกกกกก
    #1,587
    0
  16. #1529 fanggg- (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 18:06
    Beauty and the Beast ชัดๆ 555555555
    #1,529
    0
  17. #1484 여우 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 17:27
    เขาว่ากันว่ายิ่งตินเด็กสวยมากแค่ไหนตอนโตจะหล่อโดยไม่รู้ตัว
    #1,484
    0
  18. #1430 ni_ky (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 01:17
    โอ้ยย น่ารักก ภาพปลากรอบยิ่งน่าร้ากกก
    #1,430
    0
  19. วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 13:13
    ภาพประกอบน่ารักมากเลยอ่าาาา~~~~
    #1,386
    0
  20. #1342 Tip Anan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 03:02
    ภาพปลากรอบ น่ารักมากกอ่ะ
    #1,342
    0
  21. #1338 (+^m.e.e^+) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 01:18
    น่าย้ากกกกหสดาสดสสดสด
    #1,338
    0
  22. #1296 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 00:01
    ว้ากกก ภาพประกอบโดนใจไปไหม บิดตัวเขินนนนน น่าร้ากกกกกก
    #1,296
    0
  23. #1257 SUNOBA (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 18:36
    น่ารักกกกกกก คุณแม่โคตรเทพค่ะ
    #1,257
    0
  24. #1235 bloodc2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 15:18
    โอ๊ยยย กร๊าวใจ ฮือออ
    #1,235
    0
  25. #1107 Takgy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 16:14
    เง้อออ. น่ารักก
    #1,107
    0