อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 27 : ยากจะหักห้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    20 มี.ค. 61

ยากจะหักห้าม

 

            ท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์ออกจากห้องสวดมนต์บ่อยขึ้น โผล่หน้ามาให้เหล่าศิษย์เห็นหน้าค่าตามากขึ้น และเริ่มสนทนามากขึ้นเช่นกัน ยามว่างจะนั่งสมาธิฝึกตนอยู่เงียบๆ ยามพักก็จะนั่งสนทนาสั้นๆ กับมารผจญ เป็นภาพที่เห็นได้บ่อยๆ หากเดินผ่านเรือนพักของหลิ่งเซียวหรู

                “จะปล่อยข้ากลับบ้านเมื่อไหร่หรือ”

                “ยังไม่ถึงเวลา”

                จะถามสักกี่ครั้งก็มักจะตอบกลับมาแบบเดียวกันทุกครั้ง ผมจึงได้แต่นั่งรอเวลาที่เขาว่า ปล่อยให้ด้ายสีใสที่พันข้อมือรัดแน่นขึ้นทุกวัน 

                ในพรรคเซียนสวรรค์แห่งนี้ไม่ได้มีอะไรให้ตัวประหลาดอย่างผมทำมากมายนัก การหาสูตรสมุนไพรกำจัดศัตรูพืช และหน้าที่ฉีดพ่นกลายเป็นเพียงอย่างที่เดียวผมทำได้ นอกนั้นคือนั่งวาดรูปการ์ตูนแก้เบื่อ...แต่กระดาษของที่นี่มันกระดาษสำหรับคัดพระธรรม ผมที่วาดไปได้ไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม ที่จะเอากระดาษดีๆ มาใช้ไปกับเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นกระดาษเหลือก็ว่าไปอย่าง เพราะเสียดายกระดาษดีๆ ผมเลยเลิกวาดตั้งแต่นั้นมา เปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่าเหม่อ คอยเฝ้าจับตามองหลิ่งเซียวหรูสวดมนต์บ้าง นั่งสมาธิบ้าง แล้วเปรยถามเขาเป็นพักๆ ว่าให้อภัยผมหรือยัง ปล่อยผมได้หรือยัง

                คำตอบก็ยังเป็นไม่...หรือบางครั้งก็ไม่ตอบเลย

                ผมเคยคิดว่าอยู่นี่ก็ไม่เลวทีเดียว แต่ผมก็ไม่อยากหนี ทั้งๆ ที่ก็กลัว จะทำอย่างไรได้ ถึงพรรคเซียนสวรรค์จะเป็นที่ที่มีความสุข แต่มันไม่ใช่ที่สำหรับผมซึ่งเป็นมารผจญของพวกเขา

                ทุกครั้งที่เหม่อไปยังอากาศ ผมมักคิดถึงเรื่องราวภายภาคหน้า มันยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็น่ากลัวมากอยู่ดี คิดถึงท่านชายน้อยคนนั้น คิดถึงจิ้นฝู คิดถึงจิ้นอวี๋กับหมิงเล่อ คิดถึงไป๋เยว่...และบางครั้งก็คิดถึงหยางหมิง

                ถ้าเขารู้ว่าหลังจากที่ผมโดดตามลงน้ำมาเจอกับอะไรแบบนี้เขาจะว่ายังไงนะ อาจจะสมน้ำหน้าผมก็ได้ เพราะถ้าผมไม่ผลักเขาตกลงมาคงไม่ต้องทุกข์ใจขนาดนี้ อาจเป็นเวรกรรมแต่เก่าก่อนที่ทำให้ผมต้องมาชดใช้ หลังจากนั่งฟังบทสวดมนต์ทุกเช้า กลางวัน เย็น และอ่านคำสอนในหนังสือตำราเพราะไม่มีอะไรทำ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าคำสอนพวกนี้กำลังซึมลึกเข้าไปในจิตใจเสียแล้ว

                อะไรหนักๆ ก็ปล่อยวางไปเสียงั้นเหรอ?

                “ไปเยี่ยมเด็กๆ กัน”

                “เอ๊ะ...อืม” ผมขานรับทื่อๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านตำรารวมคำสอนต่อไป

                หลิ่งเซียวหรูจ้องมองผมต่อไปอีกนิดหน่อย โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสนทนาใดออกมาอีก แต่แล้วเขากลับเอ่ยแทรกเบาๆ ว่า “นึกว่าจะดีใจกว่านี้”

                “อะไรนะ”

                “...ไม่มีอะไร”

                ผมได้ยิน แต่ทำเป็นเหมือนว่าไม่ได้ยินไปอย่างนั้นเอง

                ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นยังไม่ละไปจากตัว ทำให้ผมต้องทนเงยหน้าขึ้นมาตอบเสริมไปอีกประโยค “รู้แล้วได้ยินแล้วน่า มองข้าขนาดนี้มีอะไรก็พูดมา”

                หลิ่งเซียวรู้ชะงักนิดหน่อย สีหน้าเรียบเฉยดวงนั้นดูหม่นหมองลง “อยากทำอะไรไปฝากเด็กๆ ไหม”

                “ไม่นี่”

                บทสนทนาสิ้นสุดลงแค่นั้น...

                สายตาผมจับจ้องอยู่กับตำรา หลิ่งเซียวหรูหลับตาลงนั่งสมาธิ หากแต่จิตใจของผมไม่ได้อยู่กับตัวหนังสือเลยสักนิด ผมก็ไม่อยากจะแข็งกับเขาหรอกนะ แต่ผมคิดว่าที่ผมทำอยู่ไม่ถูกต้อง ผมจะไปตีสนิทกับหลิ่งเซียวหรูให้ได้อะไรขึ้นมา ถ้ายังสนิทกันมากกว่านี้ เขาอาจจะไม่ปล่อยผมออกจากที่นี่เลยก็ได้ แล้วการที่ประมุขอย่างเขาจะเก็บเอามารผจญไว้ต่อไปมันใช่เรื่องที่น่ายินดีงั้นเหรอ?

                ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ได้ แต่เด็กๆ พวกนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร ผมไม่อยากจะผูกพันกับพวกเด็กๆ อีกแล้ว แต่ก็ทนทำเฉยชาใส่ไม่ลง พอคิดว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอพวกเขา ผมก็ถอนหายใจเฮือก คลานไปสะกิดหลิ่งเซียวหรูที่นั่งสมาธิอยู่ฝั่งตรงข้าม

                หลิ่งเซียวหรูลืมตาโพลงทันทีจนผมตกใจ รีบชักมือกลับมาแทบไม่ทัน

                “เอ่อ...คือข้าแค่...”

                “...”

                “...ยืมครัวได้ไหม”

                “จะทำอะไร”

                “ทำเห็ดชุบแป้งทอด”

                เราสองคนมองตาสู้กัน ปล่อยเวลาให้ทิ้งไปกว่าหนึ่งถ้วยชา (ราว10-15 นาที) จนในที่สุดหลิ่งเซียวหรูก็เป็นฝ่ายเอ่ยนำก่อน

                “ตามมา”

                ครัวของที่นี่ก็เหมือนครัวทั่วๆ ไป คนที่รับหน้าที่เป็นพ่อครัวเห็นหลิ่งเซียวหรูเดินพาผมมาก็พากันแตกตื่นใหญ่โต ยิ่งพอรู้ว่ามารผจญจะทำอะไรไปให้เด็กในโรงศึกษากิน ก็พากันห้ามปรามเสียงดังลั่น กลัวว่าผมจะผสมยาพิษใส่ลงไปในกับข้าว หรือกลัวผมจะร่ายมนต์ดำลงไปในเครื่องครัว มีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งนั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งอยากจะขำให้ฟันหัก

                “ถ้ามันลำบากนักก็ช่างเถอะ” ผมตัดปัญหา แล้วตั้งท่าจะเดินออกจากห้องครัวไป เสียเพียงก็แต่ท่านประมุขยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับเดินตามมา ยังยืนปักหลั่นอยู่ตรงนั้นกับพวกพ่อครัว

                “ให้เขาทำ”

                “นี่! ข้าโดนรังเกียจบ่อยเข้าก็เอือมเหมือนกันนะ ไปกันเถอะน่า” ผมพยายามดึงด้ายที่พันข้อมืออยู่ให้อีกฝ่ายมาหา แต่หลิ่งเซียวหรูดื้อดึง ไม่ยอมรามือง่ายๆ “เอ๊ะ! ยังไงเนี่ยท่าน พวกเขาก็บอกอยู่ไม่ได้ๆ!

                พวกพ่อครัวหน้าเหลอหลา ไม่คิดว่าผมจะเข้าข้างเริ่มออกอาการอ้ำอึ้ง

                “แต่ข้าอยากกิน”

                “กินอะไรเล่า ถ้าเห็ดชุบแป้งทอดก็สั่งให้พวกเขาทำสิ เฮ้อ”

                “อยากกินฝีมือเจ้า” หลิ่งเซียวหรูตอบเสียงกระด้าง

                พวกพ่อครัวหน้าถอดสี เตรียมตะโกนขอร้องอ้อนวอนให้กลับความคิด แต่ถูกผมที่ปากไวกว่าตะโกนแหวใส่ก่อน

                “ไม่ทำแล้ว! เดี๋ยวก็ร่ายคำสาปใส่ซะเลย!

                หลิ่งเซียวหรูหน้าบูด กำมือแน่น เสียงโมโนโทนเริ่มดังขึ้นสู้ “คิดว่าข้ากลัวหรือไง”

                “ไม่กลัวท้องเสียก็ลองดูสิ!

                “ลอง!

                “ไม่!

                เสียงที่ตะโกนใส่กันเริ่มเพิ่มระดับทวี พวกพ่อครัวกอดกันกลมดิก มองผมกับท่านประมุขเถียงกันข้ามหัวท่าทางตกตะลึงพรึงเพริด “ทะ...ท่านประมุขโมโห!?” “มารผจญชั่วร้ายยิ่ง ทำให้ท่านผู้นั้นกริ้วได้!

                “ถึงทำจริงข้าก็ไม่ให้ท่านกินหรอก!” ผมตะคอก

                “ที่นี่เป็นพรรคของข้า ของทุกอย่างเป็นของข้า ข้ากินได้”

                “ดื้อด้าน!

                “ใช่!

                ผมยกมือขึ้นทาบอก เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนที่เถียงสู้แบบยอมรับกันซึ่งๆ หน้าอย่างนี้ ผมอ้าปากค้าง คิดคำโต้เถียงไม่ออกไปหลายชั่วขณะ เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรไป ประมุขพรรคเซียนสวรรค์รูปงามก็ดูจะสะท้อนโต้มาได้หมด

                “เอาล่ะๆ มารผจญ หยุดเถิด พวกข้ายอมแล้ว เชิญใช้ครัวได้ อย่าทำให้ท่านประมุขพิโรธอีกเลย” พ่อครัวใจกล้าคนหนึ่งเดินเข้ามาห้ามทัพ แต่ผมสะบัดหน้าหนี

                “ไม่ทำ!

                นายพ่อครัวชุดขาวหน้าซีดเผือด เหล่มองไปยังท่านประมุขเซียนสวรรค์ที่มุ่นคิ้วเป็นปมราวจะฆ่าแกงคนผ่านทางสายตา ก็แทบหลั่งน้ำตาเผาะๆ จะทรุดตัวก้มหัวขอร้องผมรอมร่อ “ทำเถ้อ...”

                ทำไมอยู่ๆ ถึงกลายเป็นผมถูกขอร้องอ้อนวอนให้ทำเห็ดชุบแป้งทอด ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังห้ามผมจนลิ้นพันกันมั่ว ฟังแทบไม่รู้ศัพท์อยู่เลย ผมส่ายหน้าเหนื่อยหน่าย หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เหลือบมองหลิ่งเซียวหรูแล้วก็ส่งเสียงฮึในลำคอ เดินผ่านเขาไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าอุปกรณ์ทำครัว แล้วเอ่ยว่า “คอยดูเถอะ ข้าจะร่ายมนต์ดำ เอาให้เสนียดติดครัวนี้จนไม่เหลือช่องว่าง เอาให้พวกเจ้าที่เกลียดข้าเหม็นกลิ่นกาลกิณีจนจับไข้ท้องร่วง ฮึ่ม! มีเห็ดมั้ยหะ!

                “หะ...เห็ดอะไรหรือ...”

                “เห็ดนางรม!

                “มะ...มีๆ...” พ่อครัวผู้ตกเป็นเหยื่ออารมณ์เหงื่อไหลซกน่าเวทนาเดินตัวสั่นไปหยิบเห็ดมาให้พร้อมกับแป้งโดยไม่ต้องสั่ง “โฮ...ข้าจับเครื่องครัวเข้าแล้ว ข้าต้องโดนคำสาปแล้วแน่ๆ...”

                ผมเชิดคางไม่ตอบ อยากรังเกียจผมดีนักผมก็จะไม่อธิบายให้รู้หรอกว่าผมร่ายคำสาปบ้าบอสาปแช่งใครไม่ได้ ถึงจะสงสารเหล่าคนซื่อในพรรคนี้ก็เถอะนะ

                ผมง่วนอยู่กับการเตรียมเห็ด ตั้งหม้อไฟเทน้ำมันพืช ไม่หันกลับไปมองว่าพวกพ่อครัวที่น่าสงสารและท่านประมุขผู้ดื้อด้านว่าทำอะไรกันอยู่อีก เลยไม่รู้ว่ามีเรื่องสยองเรื่องใหม่อยู่ข้างหลังตัวเอง หลิ่งเซียวหรูยืนพิงขอบประตู มองผมแล้วหัวเราะขันเบาๆ โดยมีสายตาหวาดผวาของพวกพ่อครัวกอดปลอบขวัญกันเป็นฉากหลัง

                 ระหว่างที่กำลังหั่นเห็ด เทแป้ง เหล่าพ่อครัวก็เดินประคองกันออกไป หลิ่งเซียวหรูเดินมาชะโงกหน้าดูผ่านไหล่ไม่ให้ซุ่มเสียง เอ่ยถาม “โกรธข้าเหรอ”

                ผมไม่เงยหน้าหันไปแต่ก็ยอมตอบ “ใช่”

                “เรื่องที่ข้ายังไม่ให้เจ้าไปใช่ไหม”

                “ใช่...นี่ อย่ามายืนซ้อนสิ มันเกะกะข้านะ”

                หลิ่งเซียวหรูไม่ยอมขยับ แถมยังเดินตามมาติดๆ “ถ้าขอโทษแล้วเจ้าจะหายโกรธหรือไม่?”

                “ไม่” ผมปลงลมหายใจ ไล่ยังไงก็ไม่ไปสักที พอคลุกเห็ดกับแป้ง รอน้ำมันเดือดได้ที่เลยโยนเห็ดลงไปอย่างแรงจนน้ำมันกระเด็นหวือออกมา

                หลิ่งเซียวหรูสะดุ้งก้าวเท้าหนี ผมหันกลับไปแสยะยิ้มใส่ “อ้าว ไม่มาดูใกล้ๆ แล้วเหรอ”

                คราวนี้คนดื้อด้านส่ายหน้า ยอมไปนั่งเงียบๆ อยู่อีกมุมแต่โดยดี

 

                ...

                “ท่านนี่มันยังไงกัน! บอกปาวๆ ว่าทำให้เด็กๆ แต่เล่นกินไปเกือบครึ่งหนึ่ง!” ผมเดินว่าเขามาตลอดทาง แล้วถือจานใส่เห็ดชุบแป้งทอดประหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่ต้องรักษาสุดชีวิต มุมปากหลิ่งเซียวหรูยังติดเศษแป้งอยู่เลย

                หลิ่งเซียวหรูตีหน้าขรึมไม่ตอบโต้ เพราะรู้ว่าทำผิดเลยไม่เถียงสักคำ ผมส่งเสียงฮึดฮัด เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไปโรงศึกษา ฮุ่ยหวงได้ยินเสียงของผมมาแต่ไกลก็เดินออกจากประตูใหญ่มาต้อนรับ เพราะรู้ว่าถ้าผมมาหลิ่งเซียวหรูก็ต้องมา

                “ท่านพี่มารผจญ!” เด็กน้อยที่ย่องมาชะเง้อแอบดูอยู่ข้างหลังฮุ่ยหวงเห็นผมก็พากันฉีกยิ้มตื่นเต้นยินดี ร่ำๆ จะวิ่งเข้ามาหาแต่ก็ถูกฮุ่ยหวงสกัดไว้ให้สำรวมกิริยา

                ฮุ่ยหวงไม่ได้บอกปฏิเสธที่ผมทำของกินมาให้เด็กๆ ทานกัน ผมถูกทุกคนลากให้ไปนั่งล้อมวงด้วย เสี่ยวถงใจกล้ากว่าใครเพื่อนมุดแขนมมานั่งบนตัก ระหว่างที่ฟังเด็กๆ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วกันปากมัน แย่งกันจิ้มน้ำจิ้มหวาน ผมก็เล่านิทานจากโลกเดิมให้ทุกคนฟังไปพลางๆ ส่วนหลิ่งเซียวหรูแยกตัวไปนั่งคุยกับฮุ่ยหวง

                ระหว่างที่เล่าเรื่องพินอคคิโอ เจ้าตัวเล็กที่นั่งบนตักก็ขยับตัวดุ๊กดิ๊ก จนขาผมที่เหน็บชาต้องขอร้องให้เขาลุกออกไปก่อน “เดี๋ยวๆ ขาข้าชาแล้ว ลุกออกไปก่อนนะจิ้นฝะ...”

                “หือ?” 

                “อะ...เสี่ยวถง”

                เสี่ยวถงลุกออกไปนั่งใกล้ๆ ผมเริ่มเล่านิทานต่อไป แต่ความสดชื่นในน้ำเสียงลดลงไม่น้อย

                ...

 

                ข่าวดีในวันนี้คือผัดหมี่ผักไม่มีหนอนอีกแล้ว และข่าวร้ายคือผมนอนไม่หลับ...

                ความคิดมากมายตีกันวุ่นวายในหัวจนปวดไปหมด ผมนอนตะแคงซ้ายตะแคงขวา รู้สึกไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ไม่สบายเลยสักท่า

                เมฆนอกหน้าต่างลอยผ่านดวงจันทร์ไปก้อนแล้วก้อนเล่า ผมยังนอนลืมตาอยู่อย่างนั้น นี่ไม่ใช่คืนแรกที่มีอะไรมากวนใจจนนอนไม่หลับ เพียงแต่คราวนี้สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความรู้สึกยากจะอธิบาย หลิ่งเซียวหรูนอนอยู่ฟูกข้างๆ ผมคิดว่าเขาหลับไปแล้ว แต่จู่ๆ เขากลับเอ่ยทักขึ้นมาท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์

                “เรื่องที่เจ้าเล่าให้เด็กๆ ฟังวันนี้คืออะไร”

                “ตั้งหลายเรื่อง เรื่องไหนล่ะ” ผมขี้เกียจจะคุย แต่ถ้าไม่ตอบก็ไม่ได้ น้ำเสียงถึงดูเบื่อมากแบบนี้

                หลิ่งเซียวหรูนอนมองเพดาน ปากยังขยับคุยต่อ “เจ้าหญิงดีบุกอะไรสักอย่าง”

                “อ๋อ ดิสนีย์” ผมส่งเสียงเอือมๆ ตอบ “ทำไมไม่นอน ปกติสวดมนต์เสร็จก็หลับไปเลยไม่ใช่เหรอท่าน”

                “ข้าอยากรู้ ทำไมองค์ชายผู้นั้นถึงเสน่ห์หาต่อศพ” หลิ่งเซียวหรูเมินคำถามผม

                “สโนว์ไวท์สวยไงเล่า” ผมตอบตัดรำคาญ แต่เจ้าคนข้างๆ ก็ยังถามไม่เลิก

                “งั้นถ้าเจ้าตาย ก็จะมีคนอยากจูบเจ้ารึ?”

                “บ้าแล้ว!

                “แล้วองค์หญิงคนนั้นเล่า ถูกเข็มปักนิ้วมือสลบไป”

                “อืม มันทำไมล่ะ”

                “สตรีที่ร่ายมนต์ดำใส่นางเป็นหมอฝังเข็มในตำนานหรือ ถึงได้กะจุดได้แม่นนัก”

                ผมกำลังจะประสาทแตก แต่ก็ต้องข่มเขี้ยวตอบ “แม่มดที่ไหนจะเป็นหมอฝังเข็ม!

                “แล้วองค์หญิงองค์นั้นล่ะ ที่ทำรองเท้าหลุด”

                “ไม่ต้องถามเลยนะว่าทำไมถึงหลุด ข้าก็ไม่รู้ นอนได้แล้ว”

                “เจ้ายังไม่ง่วง ข้ารู้”

                แล้วเขาก็ตีหน้าซื่อชวนผมคุยต่อหน้าตาเฉย ให้ผมเล่านิทานที่เขาเรียกว่าดีบุกต่อไปจนเมื่อยปาก เล่าไปก็มีคำถามแทรกมาเป็นช่วงๆ จนมันลากยาวไม่จบสิ้นสักที จากไม่ง่วงก็เริ่มง่วงจริงๆ ผมงึมงำเสียงอ้อแอ้ ในขณะที่หลิ่งเซียวหรูน้ำเสียงยังไม่ส่อเค้าง่วงงุนเลย

                “มีเรื่องที่เกี่ยวกับอสูรบ้างไหม”

                “มี...โฉมงามกับเจ้าชายอสูร...”

                “เล่า”

                โอ๊ยยยย ให้ตายเถอะ เจ้าคนผมหงอกก่อนวัย!

                “มีหญิงสาวงดงามอยู่คนหนึ่ง...” ผมเปิดปากเล่าอย่างจำยอม คิดเสียว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายแล้วนะท่าน

                หลิ่งเซียวหรูนอนหันข้างตะแคงมาทางฝั่งผม สีหน้าเรียบนิ่งดุจน้ำแข็งตั้งใจฟังจดจ่อเหมือนนอนฟังธรรมมะอยู่ก็มิปาน ผมที่เริ่มสติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยอ้าปากเล่าไป เสียงค่อยๆ ลดหายไป

                ไม่รู้ว่าเล่าไปถึงไหนแล้ว แต่อาจจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง หลิ่งเซียวหรูก็ถามขึ้นว่า

                “องค์หญิงจูบแล้วอสูรกลายร่างเป็นองค์ชายรูปงามรึ...”

                “อืม....”

                “อี้เฟย”

                “อะไร....” ผมงัวเงีย ขนาดที่ว่าหลิ่งเซียวหรูกลับไปเรียกชื่อผมหลังจากเอาแต่เรียกว่ามารผจญมาตั้งนานก็ไม่รู้สึกตัว

                “ถ้าเจ้าถูกจูบ เจ้าจะกลับเป็นอสูรไหม”

                “พูดอะไรของท่าน มีที่ไหนถูกจูบแล้วกลับไปน่าเกลียดน่ากลัว...ข้าไม่กลับร่างหรอก...นอนสักทีเถอะ”

                ผมงึมงำหลับไป ทิ้งให้ท่านประมุขพรรคครุ่นคิดเรื่องนี้ต่อคนเดียว

                ...

                หลิ่งเซียวหรูนอนก่ายหน้าผากคิดเรื่องที่อี้เฟยเล่า แล้วเขาก็นอนไม่หลับ ยามพลิกหน้าไปชะเง้อมองเสี้ยวหน้างามที่หลับอุตุไปแล้วก็พลันเกิดคำถามขึ้นมา...หากในตอนนี้ที่นอนอยู่ข้างๆ เป็นอสูรมารดำตัวนั้น ไม่ใช่มารผจญตนนี้ เขาจะยังรู้สึกปั่นป่วนอยู่อีกหรือไม่?

                บทสนทนาที่คุยกับฮุ่ยหวงพลันแล่นเข้ามา อาจารย์ฮุ่ยแนะนำให้รีบจัดการกับมารผจญ หากตัดใจฆ่าไม่ได้ ก็ให้ปล่อยไปเสีย มารตนนี้แตกต่างจากมารตนอื่น แม้ไม่เรียกได้ว่าดี ก็ไม่ถึงกับเลว แต่สิ่งที่อาจารย์ฮุ่ยเตือนเขาไม่ใช่แค่นั้น

            “หากยังรั้งมันไว้ต่อไป ท่านจะก้าวล้ำเส้นเข้าสักวัน”

            พระพุทธองค์เคยตรัสสอนในเรื่องอารมณ์รักนั้นเปี่ยมด้วยอำนาจ ไม่ควรปล่อยตนให้หลงเพ้อไปกับมัน การพรากจากสิ่งที่รักเป็นเรื่องบีบคั้น ยั้งการณ์มิให้พรากจากย่อมเป็นไปไม่ได้ สุดวิสัยอย่างไรก็มิอาจเปลี่ยน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเจ็บปวดเพราะต้องจากลากับสิ่งที่รักชอบ

                อาจารย์ฮุ่ยคงมองออกแล้วถึงได้กล่าวเตือนเช่นนี้

                การมีสิ่งที่ชอบพอ...เป็นเรื่องต้องห้าม

                หลิ่งเซียวหรูยันตัวลุกขึ้นนั่งเหม่อ ก่อนจะขยับไปนั่งอยู่ข้างฟูกนอนของมารผจญ แล้วก้มหน้าลงมองหน้าอีกฝ่ายใกล้ๆ ถ้ามารผจญกลับไปร่างขนฟูหนา มันจะต้องดีกว่านี้แน่ๆ เขาคงไม่ต้องรู้สึกกระสับกระส่ายมากแบบนี้

                ถ้าลองจูบดู...จะกลับคืนร่างไหมนะ

                กลับไปเป็นอสูรมารดำตัวเดิมตัวนั้น

                ใบหน้าค่อยๆ ลดช่องว่างจากกัน หลิ่งเซียวหรูแอบฉวยโอกาสตอนที่มารผจญหลับสนิท ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากบางสีแดงธรรมชาติ หลังจากสัมผัสแผ่วเบาราวกับขนนก เขาก็ถอนหน้าออกมา จ้องมองอีกฝ่ายใกล้ๆ ด้วยอารมณ์ความผิดหวัง

                ไม่เปลี่ยน...

                แต่...

                หลิ่งเซียวหรูแตะริมฝีปากของตน ความรู้สึกร้อนๆ ที่หลงเหลืออยู่ยังชัดเจนแจ่มแจ้งไม่จางหาย การลักจูบ ถือเป็นการขโมยหรือไม่นะ?

                อา...เขาทำผิดอีกแล้วสิเนี่ย

                ...

                ……..

 

                พรรคอสูร ยังคงความวุ่นวายประดุจไฟนรกลนอยู่ใต้พรรคทั้งพรรค แผ่นดินที่เหยียบย่ำนองไปด้วยมรสุมเลือด ไม่คิดเลยว่ากลุ่มคนที่หักหลัง และสายที่เหลียงเหวินหลางส่งมาจะเข้าปะปนอยู่ในพรรคเยอะถึงเพียงนี้

                เหล่าหนอนบ่อนไส้ ล้วนเห็นตรงกันด้วยเรื่องที่ว่าท่านชายน้อยไม่มีคุณสมบัติผู้นำพรรค คนที่มีคือท่านชายใหญ่ ทว่าอสูรมารดำไม่เลือกเขา ทำให้ตำแหน่งนี้ตกไปอยู่ในกำมือของคนที่ไม่สมควรจะได้

                ราตรีดึกสงัด แต่เสียงลมหวีดหวิวยังคงพัดต่อเนื่อง จันทราสุกสกาวดวงโตมีสีแดงราวกับกำลังหลั่งเลือด ยามง้างสายธนูขึ้นปล่อยไปยังกบฏอีกฟากฝั่ง เสียงร้องโหยหวนช่างน่าเวทนาสนั่นหวั่นไหว ชาวบ้านไร้วรยุทธ์ที่เหลืออยู่รอดชีวิตกันไม่กี่คน นับเป็นหยิบมือได้ หญิงสาวในพรรคหลบภัยอยู่ในห้องลับของปราสาทพรรคอสูร คนที่มีวรยุทธ์ก็อยู่ป้องกันภันอยู่ด้านหน้า

                “จัดการเท่าไหร่ก็ไม่หมด เจ้าพี่ใหญ่นั่นแฝงนักฆ่าเข้าพรรคมากี่คนกันแน่เนี่ย” เหลียงหลวนเซียนสบถลั่น หลังจากกวาดแส้หนังฟันลำคอสองคนขาดในฉับเดียวไป “เอาแต่หดหัว ปล่อยพวกไก่กามาทอนกำลัง น่าละอายใจจริงๆ”

                บางทีการที่อสูรมารดำอยู่ในพรรคเซียนสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะเหลียงเหวินหลางไม่มีทางทำอะไรโง่ๆ อย่างไปบุกจัดการอสูรมารดำถึงในพรรคอริโดยเด็ดขาด

                “เลยไม่ได้ไปไถ่ตัวอสูรมารดำของเจ้าสักที เสียใจด้วยนะ” เหลียงหลวนเซียนตะโกนบอกบุคคลในชุดสีดำอีกคนหนึ่งที่ต่อสู้อยู่ไม่ไกล จิ้นฝูง้างธนูหัวลูกไฟด้วยท่ามาดมั่น แล้วปล่อยยิงลงกลางเป้าหมายแม่นยำ ทุกอย่างทำเป็นจังหวะจะโคน ดูเหมือนถูกจับวางเอาไว้ก่อนแล้ว

                เด็กหนุ่มหน้าสวยทว่าใบหน้าซีกหนึ่งผิดแผกเพราะปานสีน้ำเงินวงโตกระตุกยิ้มบางๆ ทว่าไร้ความรู้สึกใด

                “หยุดพูดลองใจข้าเถอะขอรับท่านชายน้อย” จิ้นฝูตอบน้ำเสียงเย็นชา “ข้ารักษาสัญญาที่ให้ไว้อยู่แล้ว”

                “สัญญานั่นน่ะรึ” เหลียงหลวนเซียนแค่นหัวเราะตอบ วิ่งพุ่งไปหาซากศพหนึ่งที่กำลังขยับกายลุกขึ้นมา ฟันร่างจนขาดเป็นสามส่วน จิ้นฝูหยิบธนูลูกใหม่ ง้างขึ้น เล็งไปยังเป้าหมาย แล้วปล่อยสายออกไปไม่มีลังเล

                หัวธนูพุ่งแทงทะลุร่างศัตรูถึงสองคนในครั้งเดียว แรงเหนี่ยวนั้นต้องมากกว่าเก้าสิบชั่งได้

                “ข้าตัดใจจากเขาแล้วขอรับ” น้ำเสียงทุ้มใสที่เริ่มแตกหนุ่มตอบเสียงหนักแน่น

                สงครามในพรรคอสูรยังคงดำเนินต่อไป





------------------------------------------


หะ.....


ขอโทษเจ้าหญิงดิสนีย์ด้วยนะขอรับ....


ขอบคุณทุกคนที่ชื่นชอบเรื่องนี้และอยู่เป็นเพื่อนผมมาจนถึงตอนนี้นะครับ


เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ อิ___อิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2120 WachirapornHuang (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 04:39
    จิ้นฝู!! เเรงนะ เอาดีๆ กรี๊ดดด
    #2,120
    0
  2. #2035 hunnay (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 10:59
    จิ้นฝูไม่นะะะ
    #2,035
    0
  3. #2024 y_pps (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 15:08
    เอ๋ หลวงพี่เป็นคนแรกที่ได้จูบอี้เฟยหรือเปล่า
    #2,024
    0
  4. #1970 FernNAlls (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 22:27
    วดฟ.!!!!! อิหยังว่ะ เดี๋ยวลูกจิ้นฝูลูกกกกกก ลูกจะทำแบบนี้ไม่ด้ายยยยยยย
    #1,970
    0
  5. #1913 thifu:') (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 03:25
    ม่ายยยย อี้เฟยยังไม่ตาย นว้องอย่าเพิ่งถอดใจไปนะ ;__;
    #1,913
    0
  6. #1862 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 03:58
    ฮะ? ได้เรอะ!
    #1,862
    0
  7. #1756 Par_dao (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 12:49

    มม่ายนะ อย่าทำแบบนี้

    #1,756
    0
  8. #1611 bb.smile (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 00:55
    จิ้นฝู คืออะไร
    #1,611
    0
  9. #1446 ni_ky (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 00:09
    ว้อทท ตัดใจอะไรรรร แต่รักหลวงพี่อ่าา ฮืออ แต่เราว่าจิ้นฝูเป็นพระเอกแน่ๆ
    #1,446
    0
  10. #1396 Ash-Grey (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 04:07
    อะไรตัดใจ!!!
    #1,396
    0
  11. #1284 Wan_asl3 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 12:58
    หลวงพี่มันร้าย!!!!
    #1,284
    0
  12. #1114 Takgy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 23:41
    ตัดใจอะไรรร. ไม่นะ. อย่าา
    #1,114
    0
  13. #974 พรธิชา กลิ่นเกษร (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 18:30
    ลงเรือหลวงพี่!! แม้เรือแตกก็จะไม่เสียใจ!!!!!!!!
    #974
    0
  14. #793 ohjesus (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 21:22
    บาปมั้ยที่นั่งสวดทุกวันให้หลวงพี่ศีลแตก
    #793
    0
  15. #673 NTWwkn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 11:23
    อ้าววว งี้ใครเป็นพระเอกกันแน่เนี่ย ชอบหลวงพี่
    #673
    0
  16. #524 shibata (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:56
    ม่ายยน้าาาจิ้นฝูแต่เราก็แอบมีใจให้หลวงพี่เบาๆอ่าาา
    #524
    0
  17. #503 Kaning Guliko (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 01:57
    ฮือออออ จิ้นฝู ไม่นะะ
    #503
    0
  18. #502 ploysira (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 01:35
    ม่ายยยยย เรือจิ้นฝู เรือหลวนเซียน เรือหลวงพี่ กุพายทุกลำำำำำำำ
    #502
    0
  19. #477 Boworange (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 16:52
    ฮาเร็มเถอะะะะะ......
    #477
    0
  20. #473 LN3210 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 18:06
    อย่าตัดใจจจจจ แงงงงงงง จะร้องไห้ อย่าพังเรือหนู ฮือออออออ
    #473
    0
  21. #472 Lovestory555 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 14:44
    ม่ายยยย จิ้นฝูทำไมพูดแบบเน้~~~
    #472
    0
  22. #471 MiNt565 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 22:08
    อย่าตัดใจนะจิ้นฝูㅠㅠㅠㅠ
    #471
    0
  23. #470 aquasoman (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 19:12
    แงอย่าตัดใจนะ อี้เฟยรู้สึกกับจิ้นฝูมากกว่าคนอื่นอีกอ่า ทำแบบนี้ถ้าเจอกันอี้เฟยเจ็บมากแน่ๆ/หัวอกคนเปงแม่/ ฮือ y__y
    #470
    0
  24. #469 Nusda (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 11:27
    คุณพระเรืออิชั้นกำลังจะแตก!
    #469
    0
  25. #468 momo-moon (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 05:55
    สัญญาอะไรจิ้นฝู ตัดใจอะไรกัน ฮืออ เดี๋ยวเชียร์ให้อี้เฟยอยู่กับหลวงพี่ไปเลย
    #468
    0