อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 22 : ท่านชายน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,979
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 252 ครั้ง
    27 ก.พ. 61

ท่านชายน้อย

 

            “ยังไม่หลับรึ”

                ผมไม่ได้หันไปตามเสียงเอ่ยทักนั้น เพราะรู้ดีแก่ใจว่าใครที่บุ่มบ่ามเข้ามาในห้องส่วนตัวอสูรได้ ซึ่งมีแค่คนเดียวเท่านั้น

                เหลียงหลวนเซียนเห็นผมไม่ตอบก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินอาดๆ เข้ามาด้านในโดยไม่พูดอะไรอีก

                พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นเหนือม่านฟ้า แสงอันอ่อนโยนย้อมราตรีมืดมิดสลัวราง ดวงดาวบนท้องฟ้าของที่นี้สุกสว่างกระจ่างใสกว่าโลกของผมมากมายนัก ถ้าผมเป็นพวกชอบดาราศาสตร์ และสนใจศึกษาพวกหมู่ดาวมากกว่านี้สักนิด ผมคงรู้สกสนุกกับการหาหมู่ดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไปนานแล้ว แต่นี่แค่ดาวเหนือธรรมดาผมยังดูไม่ออก ได้ยินว่าเป็นดาวที่ส่องสว่างที่สุด แต่ท้องฟ้ายามนี้ไม่ว่าดาวดวงไหนก็ระยิบระยับสุกสกาวไม่ต่างกันสักดวง ผมนั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านม่านหน้าต่างผืนบาง จับจ้องไปยังหมู่ดาวจนรู้สึกเหมือนม่านกระจกตาสีเหลืองอ่อนของอสูรหมาปอมถูกแสงดาวย้อมจนนัยน์ตาพราวระยับ

                ภาพท้องฟ้าในตอนนี้เหมือนภาพเพ้อฝันในนิยายไม่มีผิด ผมปลงลมหายใจช้าๆ รับรู้ว่าเจ้าผู้บุกรุกหน้าหล่อทรุดกายลงนั่งไม่ไกล

                พอหวนคิดถึงเรื่องวุ่นวายในโถงประชุมก่อนหน้านี้ผมก็เหนื่อยใจขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าท่านชายน้อยปากปีจอนั่นจะปากร้ายจัดจ้านมากขนาดนี้!

                ลำพังแค่เขาเถียงกับเหลียงจิวซิน ประมุขพรรคอสูรควบตำแหน่งบิดาของตนผมก็เสียวสันหลังวาบๆ มากพอแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะหันไปเกลี้ยกล่อมแกมบังคับจิ้นอวี๋ และวางอำนาจบาตรใหญ่อย่างเกรี้ยวกราดใส่หมิงเล่อกับไป๋เยว่ ลองเห็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนระเบิดอารมณ์ราวจะแผดไฟออกมาจากคำพูดได้ เป็นใครก็ต้องหนีกันทั้งนั้น

                ขนาดผมว่าผมเป็นคนปากจัดผมยังต้องขอยอมแพ้...คนอะไรด่าเหมือนหายใจทางผิวหนัง รัวติดกันเป็นชุดยิ่งกว่าแรพเปอร์มืออาชีพ ไม่รู้ว่าที่คนอื่นหยุดเถียงเขาไปเพราะจนปัญญาเถียงหรือกำลังอึ้งเพราะฟังเขาด่าไม่ทันอยู่กันแน่

                จิ้นอวี๋ถึงกับหยุดร้องไห้ อ้าปากพะงาบๆ แล้วกุมศีรษะกล่าวว่า “ข้าปวดหัว...ขอไปพักก่อนนะ”

                ถึงนางจะยอมถอยทัพไป แต่ผมรู้ดี คนจิตใจแน่วแน่อย่างจิ้นอวี๋ไม่มีทางรามือผมแค่นี้ พนันได้เลยว่าพอพรุ่งนี้เช้ามานางจะต้องรุดมาหาผม เพื่อขอร้องไม่ให้ผมเดินทางไปพรรคเซียนสวรรค์อย่างแน่นอน

                ผมเข้าใจความเป็นห่วงของทุกคน...แต่ผมทำใจนิ่งเฉยไม่ได้จริงๆ แม้จิ้นอวี๋จะกล่าวว่ามันไม่ใช่ความผิดของใคร ผมก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นเพราะผม ผมหลอกตัวเองไม่ได้ แล้วผมก็ไม่จะหนีความผิดครั้งนี้

                ผมนั่งกอดเข่ามองไปที่ปลายเท้าประดับเล็บแหลมคมของอสูรมารดำ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ ท่ามกลางบรรยากาศว่างเปล่า

                “อสูรมารดำออกจะแข็งแกร่ง....ทำไมมีแต่จุดอ่อนกันนะ”

                ผมเข้าร่างมันมา เสี่ยงตายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งที่มันเป็นอสูรหน้าดุ แรงควาย และมีวิชาเยี่ยมยุทธ์แต่กำเนิด ทว่ามันกลับจมน้ำตายง่ายๆ ถูกไฟเผาง่ายๆ และแพ้กลิ่นศพงูเจ็ดพิษอย่างง่ายๆ...ทั้งที่มันก็ไม่ได้อ่อนแอแท้ๆ ทำไมถึงได้จนตรอกกับเรื่องแค่นี้กันนะ

                “ยิ่งแข็งแกร่งมาก...จุดอ่อนก็ยิ่งมาก”

                ผมไม่คิดหวังจะได้รับคำตอบ แต่คนที่ถือวิสาสะมานั่งคอแข็งอยู่ในห้องคนอื่นดันชิงพูดขึ้นมา ทำให้ผมถึงอยากจะเมินเขาไปก็จำต้องหันไปมอง

                “ยังไง”

                “ก็ไม่ยังไง เจ้าฟังไม่รู้เรื่องเหรอ หรือว่าแปลไม่ออก”

                ก็เป็นซะอย่างเนี่ย! มันน่าคุยด้วยไหมล่ะฮึ่มมม

                “อย่ามาชักสีหน้าใส่ข้านะ” เหลียงหลวนเซียนเขม่นตาทำเสียงเข้ม ผมทำเป็นหันหน้าไปอีกทาง ขมุบขมิบปากล้อเลียนประโยคเมื่อกี้ “ข้าเห็นนะ!

                “ข้าเห็นนะ”

                “เจ้าจะกวนข้ารึ!

                “เจ้าจะกวนข้ารึ”

                “หน็อย...ไอ้อสูรขนฟูอัปลักษณ์”

                “หน็อย...ท่านอสูรขนเงางามสวยพริ้มเพริศแพร้วสะคราญโฉม”

                “นะ...หน้าไม่อาย”

                “ไม่รับ จงสะท้อนกลับ” กับคนที่บุ่มบ่ามเข้ามาในห้องคนอื่นยามวิกาลอย่างเขาน่ะเงียบไปเลย ทำตัวราวกับโจรย่องเบา ผมไม่ขุดเรื่องนี้มาพูดแค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

                เหลียงหลวนเซียนเหล่มองผม สีหน้าเหมือนไม่พอใจอยู่หน่อยๆ แต่ก็ไม่ยอมเคลื่อนย้ายตัวเองออกไปเสียทีจนผมต้องออกปากถามเชิงไล่ “ท่านมีอะไรกับข้ากันแน่ ถ้าไม่มีก็ออกไปสักทีข้าจะนอนแล้ว”

                อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่นั่งคู้ตัวกอดเข่าในท่าเดียวกับผมแทน

                ผมรึอยากสวนด่าเขาไปด้วยประโยคนั้นมาก ท่านฟังไม่รู้เรื่องเหรอ หรือแปลไม่ออก? ด้วยประโยคกัดเจ็บนี้ของเจ้าตัวจะต้องทำให้ท่านชายน้อยจอมโอหังยอมหักไม่ยอมงออย่างเหลียงหลวนเซียนกระอักเลือดโมโหจนอกแตกตายแน่ คิดถึงใบหน้าหล่อเหลาบูดเบี้ยวเพราะความโกรธ ได้เห็นนัยน์ตาสีเทาคู่สวยวาวโรนจน์เพราะพิษคำพูด จิดใจห่อเหี่ยวของผมก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย ทางออกทางหนึ่งของการระบายความขุ่นเคืองใจของผมคือกวนประสาทคนอื่นเขาเนี่ยแหละ โดยเฉพาะพวกยุอะไรก็โกรธก็เต้นผ่างอย่างท่านชายน้อยล่ะเหยื่ออารมณ์ผมเลย...เอาล่ะ เรามาแหย่คนกันเถอะ....

                “เจ้าเกลียดข้ามากหรือไม่”

                อะ...อ้าว...

                คำเหน็บแนมถูกเก็บกลับคืนไป ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างนั้นอย่างรวดเร็ว จิตสำนึกรู้ดีรู้ชอบว่านี่ไม่ใช่คำถามที่ตอบเล่นได้ “ถามว่าเกลียดงั้นเหรอ...ท่านต่างหากเล่า เกลียดข้าขนาดไหน”

                “เท่าภูเขาลูกนู้น” เหลียงหลวนเซียนชี้ไปยังทิวเขาที่เห็นไกลๆ ผ่านทางหน้าต่างเห็นเป็นเงาสีดำ ผมเพ่งมองอึดใจหนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่ภูเขาลูกข้างๆ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากันนิดหน่อย

                “ข้าเท่านู้น”

                เหลียงหลวนเซียนมองตามนิ้วผมพลางหัวเราะออกมาหน่อยๆ “เจ้านี่มัน...”

                “ข้าทำไม” ผมยืดอกเถียง แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับใบหน้ายิ้มๆ ที่หันมามองด้วยสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหลียงหลวนเซียนอมยิ้มบางๆ ก่อนผินหน้ากลับไปมองวิวนอกหน้าต่างตามเดิม

                “...นึกว่าเจ้าจะโกรธข้าจนพานไม่พูดกับข้าอีกแล้ว”

                “ข้าก็ไม่ได้งี่เง่าขนาดนั้นซะหน่อย...ก็จริงว่าข้าโกรธ แต่จะโทษท่านคนเดียวก็ไม่ได้”

                ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเหลียงหลวนเซียนมันทั้งแปลกทั้งเปราะบาง เราไม่ใช่เพื่อนกัน ไม่ใช่กระทั่งคนรู้จัก กล่าวตามตรงผมเป็นแค่คนอาศัยอยู่ในบ้างเขาเท่านั้น ส่วนเขาเอาจริงๆ ก็ไม่ได้รู้จักผมเลย ไม่ได้รู้จักผู้ชายที่ชื่ออี้เฟย ที่เขารู้มีแค่ตัวตนของอสูรมารดำ และอดีตสมัยเด็กเท่านั้น

                พอมาพูดอย่างนี้แล้ว...จะว่าไงดีล่ะ มันไม่นำพาให้รู้สึกลึกซึ้ง แต่ก็สลัดออกจากกันไม่หลุด ผมเคยคิดว่าที่ผมยังตัดขาดจากเขาไม่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพิธีเชื่อมจิตวิญญาณที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมก็เป็นได้ ผมยังจำน้ำเสียงตวาดของเหลียงหลวนเซียนในวันนั้นแม่น เขาตะคอกใส่หน้าผม ถามว่ารู้ความหมายของพิธีไหม รู้ไหมว่าชะตาของเราจะเชื่อมกันไปทั้งชีวิต...

                ทั้งชีวิตเลยเหรอ ฟังดูยาวนานชะมัด

                “เจ้าจะไม่ถามอะไรข้าสักหน่อยรึ”

                “ถามอะไรล่ะ” ผมเกยคางกับขอบหน้าต่าง เหม่อมองดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ถูกเมฆหนาลอยบังกว่าครึ่งหนึ่ง “เหมือนถามไปแล้วท่านจะตอบข้าดีๆ”

                “ก็ลองถามมาดูสิ” เหลียงหลวนเซียนตอบเสียงเนือย เท้าคางมองพระจันทร์ดวงเดียวกับผม

                แล้วไหงเราสองคนถึงได้มานั่งถกคำถามใส่กันในห้องผมล่ะเนี่ย...ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวไปเลยก็ได้แท้ๆ ไม่รู้ว่าท่านชายน้อยคิดอะไร ปกติทนคุยกันได้ไม่ค่อยนาน วันนี้กลับประกบติดเหนียวแน่นหนึบซะยิ่งกว่าปลิง ราวกับกลัวว่าปล่อยผมอยู่คนเดียวแล้วผมจะหนีหายไปไหนอย่างนั้นแหละ

                แต่ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่...กับการมีเขามานั่งเป็นเพื่อนในตอนที่รู้สึกเศร้าเสียใจ การอยู่คนเดียวมีแต่จะทำให้จิตใจผมดาวน์ลง เห็นผมพูดมากๆ อย่างนี้หัวใจผมไม่ได้สดชื่นไปด้วยเลย ส่วนลึกข้างในมันยังคงคิดวนเวียนแต่เรื่องจิ้นฝู...พยายามไม่คิดมาก และคิดอวยพรให้โชคเข้าข้างเขา ให้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้มากพอจะยื้อเขาเอาไว้ ให้ผมโชคดีเดินทางไปหาน้ำหวานจากดอกหลี่เถียไกว่มาปรุงยาให้เขาทัน ผมเอาแต่ครุ่นเครียดเรื่องพวกนี้จนไม่เป็นอันหลับอันนอน พอมีคนมานั่งเถียงด้วยก็ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปได้หลายส่วน

                ปกติแค่ผมเห็นหน้าท่านชายน้อยสมองผมก็ปวดตุบๆ แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงคิดว่าดีแล้วที่ได้คุยกับเขา

                “เรื่องของสองพรรค...พรรคของเรากับพรรคเซียนสวรรค์ผิดใจกันเรื่องอะไรเหรอ แล้วมันร้ายแรงมากขนากไหน ทำไมจนป่านนี้แล้วยังให้อภัยกันไม่ได้” ผมหันไปถามเหลียงหลวนเซียน

                “...นั่นสินะ ถ้าตามบันทึกล่ะก็รู้สึกว่าจะเพราะความคิดไม่ตรงกันนี่แหละ”

                “ท่านเล่าละเอียดกว่านี้ทีสิ”

                เหลียงหลวนเซียนถอนหายใจเหมือนขี้เกียจ แต่ก็ยอมเปิดปากเล่าให้ฟัง “ขยับมาใกล้ๆ ข้าสิ”

                ผมเขยิบตูดไปหาอย่างว่าง่าย แล้วจดจ้องมองเขาอย่างตั้งใจฟัง “เล่าเลย”

                “ก็...มีจอมยุทธ์อยู่สองคน คนหนึ่งชื่อเหลียงฟู่หรงกับหลิ่งหรูอี้ สองคนเป็นศิษย์สำนักจอมยุทธ์สะท้านภพ มีฝีมือฉกาจทั้งคู่ แล้วก็เป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกในสำนัก อะไรๆ ก็เป็นต้องแข่งกันตลอด จนกระทั่งอาจารย์ของทั้งสองเสีย ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้ว่าจะยกสำนักให้คนใดคนหนึ่งในสองคนนี้สืบทอด”

                “แล้วก็เลยต่อสู้กันเหรอ”

                “อืม...ก็เป็นตอนนั้นเองที่ทั้งเหลียงฟู่หรงกับหลิ่งหรูอี้ค้นพบแนวทางวิชาที่ตนคิดค้นขึ้นมาเอง ก็เลยกลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก ลามปามกลายเป็นการฆ่าฟันคนในครอครัวของฝ่ายตรงข้าม” เล่ามาถึงตรงนี้เหลียงหลวนเซียนก็พรูลมหายใจยาว “ข้าไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อนหรอกนะ แต่หลังจากนี้คือมหากาพย์ล้างแค้นกันไปมา วุ่นวายสุดๆ เลย”

                “โห ขนาดท่านเป็นบุตรสายตรงยังถอนหายใจขนาดนี้ แสดงว่าถูกบังคับให้อ่านบันทึกจนจบเลยสินะ”

                “ก็ใช่น่ะสิ เพื่อซึมซับถึงความโกรธแค้นของบรรพบุรุษ แต่ที่ข้าอ่านมาข้าว่าพรรคเราก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลยสักนิด มีที่ไหนขโมยฮูหยินคนอื่นไปผ่าท้องแล้วเอาลูกเขาไปต้มกินให้คนฝ่ายตรงข้าม! ถึงในบันทึกจะเขียนว่าพรรคเซียนสวรรค์เป็นคนเริ่มก่อน แต่บันทึกนี่มันก็นานมากแล้ว ข้าไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวมันถูกเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน...แล้วก็คิดว่าบันทึกของอีกฝ่าย เราก็คงเป็นตัวโกงไม่ต่างกัน”

                “ยอดไปเลยท่านชายน้อย ไม่โอนเอนไปกับอะไรง่ายๆ” ผมมองเหลียงหลวนเซียนด้วยสายตาชื่นชม

                “อย่าชมข้าเลย ข้าก็แค่ขี้เกียจมีเรื่อง”

                ที่ว่าไม่อยากเป็นผู้สืบทอดคงไม่ใช่เพราะแค่ขี้เกียจธรรมดาหรอก เขาก็แค่รู้สึกว่าการเป็นจอมยุทธ์ไม่ใช่หนทางของเขา แต่เพราะเลือกเกิดไม่ได้เลยจำต้องใช้ชีวิตต่อไปทั้งอย่างนี้ ตั้งแต่ผมมานี่ คนในพรรคทุกคนล้วนมีเลือดนักสู้เข้มข้น รักและเทิดทูนพรรคยิ่งกว่าอะไรดี โกรธเกลียดพรรคเซียนสวรรค์ทั้งที่ยังไม่เคยเจอ จะมีแต่ท่านชายน้อยล่ะมั้งที่มองพรรคเซียนสวรรค์อย่างเป็นกลาง ไม่เออออห่อหมกไปตามบันทึก ถึงไม่ใช่คนในพรรคอสูรผมก็ว่าข้อดีนี้น่าชื่นชมอยู่ดี

                ในโลกเก่าข่าวลือข่าวลอยคือเรื่องปกติของมนุษย์ ทุกอย่างถูกใส่สีเติมแต่งจนเกิดจริง อย่างผมก็โดนมาไม่น้อย เคยโดนคนที่ไม่ชอบขี้หน้าผมปล่อยข่าวว่าผมขายตัวด้วยซ้ำ...ส่วนพี่หมิงคนฮอตก็ถูกอดีตคนเคยคบปล่อยข่าวว่าทำสาวท้องบ้างล่ะ หรือแต่งงานแล้วบ้างล่ะ มีแต่เรื่องไม่เป็นจริงทั้งนั้น แล้วก็น่าแปลกเหลือเกินที่คนฟังต่อๆ กันมาเลือกที่จะเขื่อเดี๋ยวนั้นโดยที่ไม่ถามผมสักคำ หรือบางคนไม่รู้จักผมเลยด้วยซ้ำก็เอาไปพูดต่อซะเป็นเรื่องเป็นราวราวกับรู้จักตัวผมดีนัก

                แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนดีดุจผ้าขาว แต่อย่างน้อยผมก็ไม่เคยไปพูดถึงใครเสียหายหรือบิดเบือนความจริงของใครเขาแน่

                “ฮ้าว...”

                “แล้วก็ยังมีเรื่องทำนองสองคนแย่งสาวงามกัน...เฮ้”

                ผมอิงหน้ากับขอบหน้าต่าง หลับตาลงด้วยความเหนื่ออ่อน...ก็นอนไม่หลับมาสี่วันกว่าแล้วนี่นา “อืม...ฟังอยู่...”

                เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ของเหลียงหลวนเซียนยามไม่เกรี้ยวกราดหรือพ่นคำเสียดแทงช่างน่าฟังและกล่อมหูคนอื่นได้ดีนัก ผมอ้าปากหาวกว้าง แล้วงึมงัมคำพูดที่ติดอยู่ในลำคอไม่ยอมออกมา พึมพำอ้อแอ้ราวกับเด็กทารก

                ไม่ช้าน้ำเสียงสบายหูก็ค่อยๆ ห่างไกลออกไปจากจิตสำนึก ผมหลับสนิททั้งที่กึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าต่าง...

                ...

                เหลียงหลวนเซียนจ้องมองอสูรขนฟูสีดำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...นี่เล่นหนีหลับกันโต้งๆ เช่นนี้เลยรึอสูรมารดำ!

                ข้าหรืออุตส่าห์ยอมลดกำแพงที่ตั้งไว้สูงลิ่วเพราะอยากคุยกับเจ้า แต่เจ้าเล่นหลับหนีข้าไปแบบนี้ได้ยังไง เหลียงหลวนเซียนกอดอกเขม่นตามอง อสูรร่างใหญ่ยังคงหลับสนิทนิ่ง แถมยังกรนออกมาอีกต่างหาก น่าหงุดหงิดที่สุด...

                “ข้าเล่าเรื่องเครียดไม่ได้เล่านิทานกล่อมเจ้า ให้ตายเถิด เจ้านี่มันอสูร...”

                คำด่าประณามคาอยู่บนปลายลิ้น เหลียงหลวนเซียนหุบปากลงช้าๆ แล้วจัดการเก็บคำพูดร้ายกาจเอาไว้กับตัว ด่าไปตอนนี้ก็เท่านั้น เจ้าขนฟูหลับไปแล้ว ขืนยังตะโกนโวยวายอยู่คนเดียวคงไม่แคล้วมาละอายใจใส่ตนเองว่าเหมือนคนบ้าทีหลังแน่

                ...แต่เห็นสามารถหลับได้แบบนี้ก็รู้สึก...โล่งใจอยู่เหมือนกันนะ

                ตลอดการเดินทางอสูรมารดำไม่กินไม่นอน ไม่ขยับเขยื้อนทำตัวราวกับตายไปแล้ว เขาแอบใช้วิชาพรางตัวย่องไปลอบส่องดูในรถเทียมม้าอสูรทุกคืน เห็นอี้เฟยในสภาพเสมือนตายทั้งเป็นจะบอกว่าไม่รู้สึกร้อนใจเลยก็คงไม่ใช่

                เป็นห่วงงั้นเหรอ...อืม ก็คงอย่างนั้น

                ก็ถ้าเป็นอะไรขึ้นมามันลำบากเขาใช่ไหมล่ะ! เหลียงหลวนเซียนคิดร้อนตัวหาคำตอบให้ตัวเอง ทั้งที่ในใจก็รู้ดีว่าทำไม

                นัยน์ตาสีเทามองตรงไปยังใบหน้าอสูรมารดำที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว พลันอ่อนใจขึ้นมาดื้อๆ

                “...ก็ไม่ได้อยาก...จะทำตัวแย่ใส่เจ้าหรอกนะ”

                ตั้งแต่วันแรกที่กลับมาพบกันอีก...

            เพ้อมาถึงตรงนี้ท่านชายน้อยก็หยัดกายลุกขึ้นยืน เดินไปคว้าเอาผ้าห่มบนเตียงกว้างของอสูรมารดำลงมา

                “ข้าไม่ใจดีเหมือนเจ้าเด็กคนนั้นของเจ้า เพราะฉะนั้นข้าจะไม่แบกเจ้าขึ้นไปนอนบนเตียงหรอก หึ! ขอให้ตื่นมาคอเคล็ด เจ้าอสูรขนร่วง”

                ปากว่าอย่างนั้นแต่ก็ยังอุตส่าห์คลุมผ้าห่มลงไหล่อสูรมารดำอย่างเบามือ เขาไม่ได้อยากทำดีให้อีกฝ่ายเห็น แต่ก็ทนมองข้ามไม่ได้ นี่เป็นนิสัยไม่ดีมาตั้งแต่เด็กแล้ว

                พอห่มผ้าให้อสูรมารดำเสร็จ ท่านชายน้อยก็ค่อยๆ ย่องออกจากห้องไป แต่ก่อนจะไปก็ยังไม่วายหันมามองอี้เฟยอีกครั้งหนึ่ง

                ร่างขนฟูยังคงนอนหลับอิงแอบแนบชิดอยู่ตรงหน้าต่างโดยไร้วี่แววว่าจะตื่น ดูท่าคงหลับลึกไปเรียบร้อย  

เสียงหัวเราะโล่งอกดังออกมาส่งท้ายก่อนจะแง้มประตูปิดเบาๆ

                ...

 

                ใช้เวลากว่าสามวัน กว่าผมและเหลียงหลวนเซียนจะเกลี้ยกล่อมทุกคนสำเร็จ พอผ่านด่านประมุขมาได้ก็ต้องมาเจอกับน้ำตาที่ไหลเหมือนสั่งได้ของจิ้นอวี๋ พอใจแข็งผ่านมาอีกก็ต้องเจอลูกตื้อคูณสองของเจ้าคู่หูต่างเผ่าพันธุ์ พอพ้นผ่านมาอีกก็ต้องมารบรากับเหล่าผู้อาวุโสและคนอื่นๆ ในพรรค โชคดีที่ผมกับเหลียงหลวนเซียนสู้ไม่ถอย ท่านชายน้อยอาละวาทยังไงผมก็ผสมโรงช่วยไปเท่านั้น เอะอะตึงตัง เล่นซะสามวันในพรรคร้อนระอุประหนึ่งขุมนรก ใครจะไปทนอยู่กันได้ จำต้องหลีกทางให้พวกเราออกเดินทางกันไปเท่านั้น

                ยิ่งไปกว่านั้นคือร่างของจิ้นฝูเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำค้างบนยอดหิมะ กลัวว่าถ้ายังดื้อดึงมากกว่านี้ จะกลายเป็นว่ายังไม่ทันเดินทาง ร่างเล็กนั่นจะสลายไปก่อน เมื่อเวลาของร่างมีจำกัด และผมกับเหลียงหลวนเซียนเร่งเร้าจะออกไปให้ได้ ทุกคนก็ยอมถอยกันไปทีละก้าวสองก้าว จนสุดท้ายก็เปิดทางให้พวกเราเดินทางกันไป

                “ยิ่งเดินทางกันไปเยอะยิ่งอันตราย” นั่นคือคำกล่าวเตือนของเหลียงจิวซิน การเดินทางไปเขตพรรคเซียนสวรรค์ยังไม่อันตรายเข้าลอบขโมยดอกไม้ใต้โพรงดินลึก ที่ที่ดอกไม้ขึ้นนอกจากจะอยู่ใต้พรรคอริ ยังเป็นที่อยู่ของงูเจ็ดพิษอีกด้วย รู้กันดีว่างูเจ็ดพิษคือศัตรูตามธรรมชาติของอสูรมารดำ การเผชิญหน้ากับมันไม่ต่างจากการเจอประมุขพรรคเซียนสวรรค์เลย

                ผมแอบไม่เห็นด้วยหน่อยๆ ยามพูดถึงประมุขพรรคเซียนสวรรค์...ชายผมสีเงินยวงยาวใบหน้าราวรูปสลักงาม ท่าทางดูน่าเกรงขามแต่ดันป้ำเป๋อกว่าที่เห็นภายนอกนักคนนั้น...ป่านนี้คงนั่งสวดมนต์ ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีใครแอบบุกเข้าเขตพรรคด้วยซ้ำ

                เมื่อคุยกันไปคุยกันมา ไม่มีใครในพรรคยินยอมจะเดินทางไปด้วยเลย ทุกคนแม้ยอมหลีกทางให้พวกผมไป แต่สุดท้ายก็ยังรั้นจะยื้อจวบจนวินาทีสุดท้าย โดยใช้วิธีนิ่งเฉย ไม่ให้ความร่วมมือแต่ก็ไม่ขัดขวาง ผมโมโหจนลมออกหู ทางด้านท่านชายน้อยไม่ต้องพูดถึง รังสีอำมหิตจะปล่อยออกมาฆ่าคนตายได้รอมร่อ จับข้อมือผมแน่นแล้วพูดใส่กันเสียงดัง

                “ไม่มีใครอยากไปก็ช่างบิดามารดามัน เราไปกันแค่สองคนได้!

                “ตรงใจข้ายิ่ง ท่านชายน้อย!

                เราตะโกนใส่หน้ากันเหมือนทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งผมนึกสงสัยว่าไม่ผมก็เขาแหละที่หูตึง เจอหน้ากันคุยกันทีเหมือนอยู่กันคนล่ะฝั่งฟาก แต่สารภาพ...ผมว่าผมกับเขาสนิทกันมากขึ้น

                บางทีท่านชายน้อยก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เขาทำตามทุกอย่างที่พูดวันนั้น ผมอยู่ไหน เขาอยู่นั่น ทุกอย่างมันเท่านั้นจริงๆ

                “ท่านอาจารย์...ข้า...”

                หมิงเล่อปรากฎตัวเข้ามาในวันที่ผมจะออกเดินทาง เจ้าอดีตนักฆ่าหน้าหล่อเซ่อซ่ากุมมือเดินมาหา แค่ผมมองหน้าเขา ผมก็รู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร

                “เจ้าไม่ต้องไปด้วย”

                “แต่...”

                “ไม่มีแต่ มันอันตรายเจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ อยู่ที่นี่แหละ อยู่ดูแลจิ้นอวี๋แทนข้า...ถ้าเจ้าหายไปอีกคน ใครจะอยู่เป็นเพื่อนนาง”

                “อย่าพูดเหมือนจะไม่กลับมาแบบนั้นได้ไหม” หมิงเล่อทำสายตาเจ็บปวด ก้มหน้ามองพื้นไม่สบตาผม แค่เท่านั้นผมก็เดาออกว่าเขาคงไม่ตามมาแล้ว

                ผมเดินไปตบไหล่หมิงเล่อเพื่อเป็นการปลอบใจ แอบเห็นประกายหยดน้ำตาไหลผล็อยตกลงมาใส่พื้น กับเจ้าเซ่อที่ถูกผมหลอกให้แก้คำสาปโดยการแก้ผ้า หรือหลุดกรี๊ดออกมาใส่หน้าผมในครั้งแรกที่เจอกัน ผมไม่คิดเลยว่าจะรู้สึกถึงคำว่าเพื่อนกับเจ้าคนที่ตีเนียนมาติดตามผมได้มากขนาดนี้ คนที่นี่ช่างจริงใจกับผมเหลือเกิน จนบางครั้งผมคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมจะได้รับความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น...เจ้าอสูรโชคดีเหลือเกิน ทั้งที่มีรูปลักษณ์ไม่เป็นมิตร แต่กลับเป็นที่รักและได้รับความรักจากคนที่หวังดีกับมันจากหัวใจ แตกต่างกับผมในร่างมนุษย์ ที่ถึงแม้จะหน้าตาน่ารักกลับไม่มีมิตรแท้ และรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา

                การได้เป็นอสูรมารดำมีเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี ทว่าที่สุดแล้วเรื่องที่ดีที่สุดคือเรื่องที่ผมได้สัมผัสกับความอบอุ่นจากคนรอบตัว ที่ต่อให้ได้เป็นมนุษย์ ได้มีหน้าตาดีๆ ได้รับชื่อเสียงสะท้านไปไกลกว่าสามภพก็ไม่มีทางแลกมาได้

                 “อาเฟย” จิ้นอวี๋โผล่ตามออกมา ใต้ดวงตางามแดงก่ำ บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาทั้งคืนยื่นห่อผ้าหนึ่งให้ผม “ข้าบอกแล้วแท้ๆ ว่าไม่ต้องไป เจ้าก็ดื้อจะไปให้ได้...ช่างเหมือนกันไม่มีผิด”

                “ขอโทษจริงๆ แต่ข้าจะกลับมา”

                “เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีของข้า...ข้าจะเชื่อใจเจ้า” จิ้นอวี๋สูดน้ำมูกฟืด “นี่เป็นขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าทำเอาไว้ให้จากสูตรที่เจ้าเคยทิ้งไว้ให้ข้าเมื่อตอนอยู่ในเรือนไม้บนภูเขา ข้าทดลองทำทั้งคืน แต่สำเร็จออกมาแค่นี้...”

                ผมเปิดห่อผ้าออกดู ในตะกร้าสานนั่นมีคุกกี้กว่ายี่สิบชิ้นจัดวางอย่างมีระเบียบอยู่ จิ้นอวี๋หัวเราะอายๆ “ข้าไม่รู้จักว่า เอ่อ...เจ้าขุก...”

                “คุกกี้”

                “นั่นแหละ มันคืออะไร รสชาติยังไงถึงเรียกว่าอร่อย ก็เลย...ทำๆ พลาดๆ ไปเยอะ หวังว่าจะถูกปากเจ้านะ....”

                ไม่คิดว่าคำพูดเล่นๆ ที่ผมบ่นว่าอยากกินเมื่อตอนอยู่บนเขานางจะจดจำได้จนถึงตอนนี้ ให้คนสมัยก่อนมาอบคุกกี้ แน่นอนว่าทั้งส่วนผสมทั้งสถานที่ย่อมไม่อำนวยความสะดวกอยู่แล้ว แต่จิ้นอวี๋ก็ยังทำออกมาให้มันมีรปร่างสวยงามได้ขนาดนี้ ยอมใจนางจริงๆ...ผมอดใจไม่ไหว ยกขึ้นมากัดคำหนึ่ง พบว่ารสชาติคล้ายคลึงกับของโลกเดิมมาก “ยอดเลย จิ้นอวี๋ เจ้านี่มันอัจฉริยะ”

                “ละ...โล่งใจไปที ทานได้สินะ” จิ้นอวี๋หัวเราะด้วยใบหน้าสดชื่นขึ้นหน่อย “ระหว่างนั้นได้ไป๋เยว่ช่วยชิมให้ โชคดีจริงๆ ที่เชื่อลิ้นของมัน”

                ไป๋เยว่เรอะ...มิน่าล่ะ กินคุกกี้ไปเยอะนี่เอง ถึงได้ไม่เห็นโผล่มาพร้อมหมิงเล่อ คนนอนพุงกางอยู่สินะเจ้าก้อนนี่

                “ข้าจะกินทุกชิ้นให้อร่อยที่สุด ขอบคุณน้ำใจเจ้าจริงๆ จิ้นอวี๋...”

                “ไม่เป็นไร ข้าก็ทำได้เท่านี้ ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ ปลอดภัยกลับมานะอาเฟย...ต่อให้ไม่ได้ดอกหลี่เถียไกว่ก็ตาม ข้ากับหมิงเล่อ แล้วก็ทุกคนในพรรคจะรอเจ้ากับท่านชายน้อยกลับมา”

                ทั้งที่อยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานว่าจะสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวไป จิ้นอวี๋ก็ยังคงเข้มแข็ง ทุกการกระทำของนางทำจากใจ ประกายดวงตาสุกใสคู่นั้นแม้หม่นหมองทว่ายังคงสวยงามเสมอ ผมมองใบหน้าสวยหวานนั่นเนิ่นนาน ก่อนจะหันไปมองหมิงเล่อที่ยังคงก้มหน้ากลั้นสะอื้น และทุกคนในพรรคที่ออกมาส่งผมกับท่านชายน้อยทีละคนๆ รู้สึกขอบตาร้อนๆ แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นโผงผาง “ทำหน้าเศร้ากันทำไม อย่างกับข้าจะไปตายงั้นแหละ นี่ข้าเป็นอสูรมารดำในตำนานเชียว ไม่ตายง่ายๆ หรอก!” ส่วนเกือบตายมาสามครั้งนั่นไม่นับ...เพราะยังไม่ตาย ผ่าม

                “ลาเสร็จแล้วรึ” เหลียงหลวนเซียนถามขึ้นตอนที่ผมเดินไปกับเขา

                “ท่านเล่า ไม่ไปลาประมุขพรรคหน่อยเหรอ”

                “ไม่จำเป็น ข้าก็หายไปออกบ่อย เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

                ผมเหลือบมองเหลียงหลวนเซียน ก่อนจะกระทุ้งสีข้างแหย่ “ขี้เก๊กจังนะท่าน”

                “ขี้เก๊กคืออะไรอีก หยุดสร้างคำแปลกๆ ใส่ข้าได้แล้ว ตั้งแต่ขี้งอนของเจ้าแล้วนะ”

                “ยังจำได้อยู่เหรอ”

                “เฮอะ คิดว่าความจำข้าสั้นเท่าเจ้าหรือไง”

                “นั่นไง งอนอีกแล้ว” ผมแยกเขี้ยวชี้ไปที่ใบหน้าบูดบึ้งนั่น เหลียงหลวนเซียนหน้าแดงด้วยความโกรธ หันมาตวาดใส่

                “ไม่ใช่!

                “รู้ความหมายหรือไง”

                “ไม่รู้! แต่คิดว่าต้องเป็นคำที่ไม่ดีแน่ๆ เจ้าต่างหากขี้งอน ไอ้เจ้าขี้งอน!

                “นี่ด่าสวนข้าทั้งที่ไม่รู้ความหมายเหรอ? อุก...โอ๊ย เจ็บจังเลย ท่านชายน้อยด่าข้าว่าขี้งอน ข้าจะต้องตรอมใจเน่าตายในสามวันแน่ๆ แค่กๆ”

                “จะ...เจ้านี่มัน...ฮึ้ย!

                เหลียงหลวนเซียนกระฟัดกระเฟียดเร่งฝีเท้าให้ก้าวเดินเร็วกว่าผมจนเกือบจะวิ่ง ผมมองตามแผ่นหลังในชุดดำนั่น รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งเหลือเกิน พอเห็นคนขี้หงุดหงิดแซ่เหลียงเคืองหน้าดำหน้าแดงจนพอใจ ผมก็เป็นฝ่ายวิ่งตามไปขอโทษเอง

                “โกรธข้าได้แต่อย่าโกรธนาน เราต้องเดินทางด้วยกันอีกหลายวันนะ เอาเป็นว่าข้าแบ่งคุกกี้ให้ แล้วท่านก็ช่วยลืมเรื่องเมื่อกี้ไปที”

                “คิดว่าข้าจะหายโกรธเพราะของกินหรือไง...อืม...ก็อร่อยดี”

                “ใช่ไหมล่ะ” 

                เราเดินทางไปตามแผนที่เก่าจากหอสมุด ลัดเลาะหุบเขาไปเรื่อยๆ เจอเหวบ้าง เจอดินถล่มบ้าง แต่ก็ฝ่าฟันกันมาได้ ระหว่างทางก็ทะเลาะกันทุกๆ สองนาที แต่เพราะมีกันแค่สองคน จะโกรธกันนานก็ไม่ดี ตื่นมาอีกวันเจอหน้ากัน หุดหงิดแค่ไหนก็ต้องอยู่ด้วยกัน จนผมชักคิดว่ามันคล้ายค่ายดัดสันดานพิลึก จับเด็กสองคนไม่ถูกกันมาอยู่ด้วยกัน เกลียดขี้หน้าแค่ไหนก็ต้องสามัคคีกันให้ไว้ ทำเอาหวนคิดถึงตอนอยู่ประถมหกเลย ผมไม่ถูกกับเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเพราะเจ้าหมอนั่นชอบล้อว่าผมไม่มีช้างน้อย ส่วนผมก็ชอบล้อมันว่าหน้าเหมือนหมาปักกิ่ง เลยตีกันทุกวัน ครูจึงจับผมกับหมอนั่นทำงานกลุ่มด้วยกันสองคน ทั้งที่งานนั่นต้องมีกันห้าคน ผมกลับต้องมาทำงานกับเจ้านี่สองต่อสอง นรกแตกสุดๆ ไปเลย

                ยังจำความรู้สึกตอนต้องกล้ำกลืนทำงานกับคนที่ไม่ชอบได้แม่น...พอผมไม่ทำมันก็ด่า พอมันไม่ทำผมก็ด่า แต่ถ้าไม่มีใครรับผิดชอบงานแล้วเอาแต่หนีด้วยเหตุผลว่าเกลียดอีกฝ่ายงานก็จะไม่เสร็จสักที แล้วพอไม่เสร็จเราก็จะไม่ผ่าน เลยต้องร่วมมือกันทำงานส่วนของห้าคนทั้งที่มีกันอยู่แค่สองคนให้เสร็จให้ได้

นับเป็นความทรงจำวัยเด็กที่สนุกไม่น้อย ผมกับเจ้านั่นต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง ไม่รู้ฝั่งนั้นแต่งงานมีลูกไปหรือยัง เพราะไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย  

                เหลียงหลวนเซียนมีนิสัยคล้ายเจ้าเพื่อนสมัยประถมคนนั้นไม่น้อย เขายังมีท่าทางต่อต้านผมเนืองๆ แต่ก็เข้ามาช่วยเหลือทุกครั้งที่ผมลำบาก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ผมเริ่มเปิดใจให้เขาคือในคืนหนึ่งที่นอนพักอยู่ในป่าชื้น ผมบังเอิญสะลึมสะลือตื่นมากลางดึก เห็นท่านชายน้อยนั่งตบยุงให้ผมจนเกือบเช้า ส่วนผมก็ตอบแทนเขาด้วยการล่าสัตว์ถลกหนังมาทำเปลให้เขานอน แต่เช้าวันถัดๆ มาเราก็ต่างทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างไม่พูดถึงเรื่องที่ทำนู่นทำนี่ให้กัน พอเหลียงหลวนเซียนไม่เอ่ยถึงผมก็ไม่เอ่ยถึง

                แต่ก็รู้ดีกับใจว่าเราไม่ได้เกลียดกันแล้ว...และอีกอย่างหนึ่งคือผมรู้ว่าท่านชายน้อยคิดอะไรกับอสูรมารดำ เอาเข้าจริงก็รู้มาตลอดแต่ไม่อยากยอมรับ ท่านชายน้อยยังแสดงท่าว่าไม่อยากให้พูดผมก็ไม่พูด เหตุผลไม่ใช่เพราะแค่อยากรักษาท่าทางระหว่างกัน แต่เพราะรู้ดีว่าถึงพูดไปก็มีแต่จะแย่ลง...และถึงหลายวันมานี้ผมจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนดี แต่ผมก็มีคนในใจแล้ว

                ดูเป็นอสูรเสน่ห์แรงเลือกได้ยังไงชอบกล ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

               

               

                “นี่เหรอปากถ้ำของทวยเทพ...”

                ผมแหงนหน้ามองปากถ้ำขนาดใหญ่ หลังจากฝ่าค่ายกับดักรอบพรรคเซียนสวรรค์กันมาได้ เหลียงหลวนเซียนจ้องมองปากถ้ำพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

                “จากบันทึก พอเข้าไปด้านในจะมีกับดักลวงตาอยู่อีกมาก อย่าอยู่ห่างจากข้าเชียว”

                “รู้แล้วน่า”

                ในที่สุดการเดินทางร่วมอาทิตย์ก็สิ้นสุดลง ขอบคุณวรยุทธ์ท่านชายน้อยและความถึกของอสูรมารดำ ทำให้การเดินทางที่ต้องใช้เวล่ร่วมเดือนหดเหลืออาทิตย์เดียว ผมกับท่านชายน้อยจิตใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้เรามาอยู่ในอาณาเขตของศัตรูแล้ว ตอนหลบหลีกกับดักกันเข้ามายังพอทำเนา แต่เมื่อย่างมาถึงหน้าปากทางเข้าถ้ำซึ่งมีดอกไม้ที่ต้องการอยู่ข้างในนั้นดันรู้สึกกลัวขึ้นมา เหลียงหลวนเซียนหันมองผม คว้ามือไปจับเงียบๆ

                “ข้าจะไม่ปล่อยมือเจ้า”

                “...”

                สีหน้าและแววตาขึงขังทำหัวใจผมกระตุกไปทีหนึ่งจนต้องรีบหลบตาหนี...อะไรน่ะความรู้สึกเมื่อกี้...

                เหลียงหลวนเซียนทำมาธิครู่หนึ่ง แล้วฉวยมือผมเดินเข้าไปด้านในถ้ำทวยเทพทันที

                บันทึกหอสมุดกล่าวว่าถ้ำของทวยเทพ เป็นถ้ำที่ประมุขของพรรคเซียนสวรรค์จะใช้บวงสรวงเมื่อต้องการบูชาพระอริยที่ตนเคารพ โดยประมุขพรรคแต่ละยุคสมัยต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาจนบรรลุขั้น ถึงขนาดงูเจ็ดพิษที่อาศัยอยู่ในถ้ำไม่เข้ามาทำอันตรายเพราะยำเกรงในรัศมีธรรม

ผมเดินย่องไปตามทางเดินในถ้ำนั้น รู้สึกถึงเสียงหยดน้ำที่ดังก้อง ดวงตาอสูรมารดำมองเห็นในความมืดทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง เหลียงหลวนเซียนก็เช่นกัน เพราะฝึกวิชาที่เลียนความสามารถของอสูรมารดำมาทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ตอนนี้ดวงตาสีเทาของเขาส่องแสงสว่างท่ามกลางความมืด มองเห็นทุกอย่างชัดแจ๋วไม่ต่างกับผม

“เราเดินมาลึกแค่ไหนแล้ว” ผมถามคนข้างหน้า เหลียงหลวนเซียนยังคงเดินจับมือผม ไม่หันมามองแต่ก็ยอมตอบ

“น่าจะมากกว่าดินแรกแล้ว...”

ดินแรก...อืม คงหมายถึงชั้นดินล่ะมั้ง ผมพยักหน้าเบาๆ

เราเดินกันมาจนขาจะลากติดดิน เพราะไม่รู้กลไกกับดักในถ้ำทวยเทพจึงไม่กล้าใช้วิชาอะไรมาก ต้องเดินระวังทุกฝีก้าวไม่ต่างจากคนปกติ ดวงตาสีเทาที่สะท้อนแสงพราวสอดส่องจ้องมองไปข้างหน้า ก่อนจะหยุดเดินกึก

“อะ...อะไรเหรอ”

“มาแล้ว!

พริบตานั้นเสียงขู่ฟ่อก็ดังระงมกึกก้องไปทั้งถ้ำ ผมตกใจถดตัวไปใกล้เหลียงหลวนเซียน ทันใดนั้นภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็ทำผมแทบสลดเหมือด

“นี่งูเจ็ดพิษเรอะ!

งูขนาดยักษ์...เน้นว่ายักษ์ เพราะมันใหญ่มาก! ตัวใหญ่แบบที่กินคนห้าคนลงไปได้ในคำเดียว ถ้าตัวใหญ่อย่างนี้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเป็นศัตรูตามธรรมชาติของอสูรมาดำได้ไง ตัวใหญ่ผิดวิสัยงูแบบนี้ลาออกจากงูไปเป็นมังกรเวอร์ชั่นไม่มีขาเถอะแก

“อุก...กลิ่นนี่มัน”

“กลิ่นพิษงูเจ็ดพิษ” เหลียงหลวนเซียนยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดจมูก ในขณะทีมืออีกข้างยังไม่ยอมปล่อยจากผมไป “ไม่ได้มีตัวเดียว...”

“ว่าไงนะ...”

ลึกไปด้านในอีกมีงูเจ็ดพิษชูคอแผ่แม่เบี้ยอีกสามตัว...รวมเป็นสี่ตัว พระเจ้า จีซัส! เล่นกันโหดไปไหมเนี่ย

นี่ประมุขพรรคเซียนสวรรค์ต้องเข้ามาบำเพ็ญศีลโดยเดินผ่านงูพวกนี้ไปแบบชิวๆ เรอะ ท่านนักบวช ท่านละได้ยังไงมาบอกข้าที!

“ดอกหลี่เถียไกว่อยู่ตรงนั้น บนยอดหินนั่น งูตัวนี้ขวางอยู่ เราต้องจัดการมัน”

“ทำยังไงล่ะท่าน มีตั้งสี่ตัว” ผมถามอย่างร้อนรน เหลียงหลวนเซียนกระชับมือที่จับกันแน่นขึ้น สายตาดุดันราวมีประกายไฟอยู่ข้างใน

“ข้าจะล่องูสามตัวหลัง เจ้าจัดการตัวหน้านี่ แล้วฉวยโอกาสไต่ขึ้นยอดหิน คว้าดอกไม้ได้แล้วเราก็หนีกันเลย!

“ไม่มีแผนเลยเหรอ!

“แผนของข้าคือเชื่อใจกัน เท่านี้ก็พอแล้ว!” เหลียงหลวนเซียนว่าจบก็ปล่อยมือที่จับกันอยู่ออก วิ่งหลบงูที่ขวางอยู่ข้างหน้าไปหาอีกสามตัวด้านหลัง “รีบไปรีบกลับ งูเจ็ดพิษเอะอะกันมากขนาดนี้ ไม่ช้าพรรคข้างบนต้องรู้ตัวแล้วตามลงมาแน่ เราจะซวยกันหมด ทำให้มันจบๆ แล้วกลับบ้านกัน...เด็กคนนั้นรอเจ้าอยู่”

“หลวนเซียน...” ผมมองตามแผ่นหลังกว้างนั่น ทั้งอึ้งทั้งทึ่งที่เขาทุ่มเทใจยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้มากนัก คิดว่าเขาจะแค่พูดให้ผมหายเสียใจ แต่มันไม่ใช่ เขาทำยิ่งกว่าที่เขาพูด การกระทำของเขาตอบคำถามทุกอย่าง ผมกัดฟันกรอด รีบคำรามเสียงดังใส่งูตัวที่อยู่หน้าสุด เพื่อดึงให้มันหันมาสนใจผมแทน “คู่ต่อสู้แกคือข้า เจ้าอสรพิษเดรัจฉาน!

งูตัวใหญ่ยักษ์หันกลับมาแผ่แม่เบี้ยใส่ ก่อนพุ่งฉกเข้ามาอย่างแรงจนพื้นดินร้าว ถ้าผมหลบไม่ทัน ต่อให้ไม่ใช่พิษก็คงถูกแรงกระแทกเมื่อครู่ทับจนตายคาที่แน่ ผมไต่ผนังหินวิ่งหลบหลีก การโจมตีของงูเจ็ดพิษแม้ไม่เร็วแต่เฉียบขาด กว่าจะพ่นไฟสีฟ้าตอบโต้สักทีต้องอาศัยจังหวะอย่างมาก

ทุกครั้งที่งูพ่นพิษออกมา กลิ่นของมันทำลายกำลังภายในให้ค่อยๆ ถดไปทีละสิบ ผมซวนเซเล็กน้อย หันไปมองเหลียงหลวนเซียนที่ต่อสู้เบนความสนใจกับงูอีกสามตัว

                เขาเองก็ทำท่าจะไม่ไหวแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเราคงได้ตายกันอยู่ในถ้ำแน่

                เจ้างูที่อยู่ด้านหน้าผมก็เหลือเกิน! ไม่เปิดช่องว่างให้ไต่ขึ้นไปเอาดอกไม้เลยสักนิด...ถ้าอย่างนั้นคงต้องใช้แผนนั้นแล้ว

                บุกมันไปตรงๆ เนี่ยแหละ!

                ผมพ่นไฟสีฟ้าออกมาใส่ลูกตาของเจ้างูยักษ์ ก่อนจะใช้จังหวะนั้นปีนป่ายตัวมันขึ้นไป เจ้างูยักษ์สะบัดไปมาอย่างแรง แต่เล็บอสูรมาดำจิกลงกับเกร็ดของมันอย่างเหนียวแน่น เจ้างูโกรธมาก ในที่สุดพิษที่รุนแรงเจ็ดชนิดของมันก็พ่นเข้าใส่ร่างผมเต็มๆ

                “อสูรมารดำ!

                เสียงตะโกนตกใจของเหลียงหลวนเซียนดังขึ้นมา แต่ผมไม่สนใจ ปีนป่ายตัวงูขึ้นไปทั้งๆ ที่ขนสีดำชุ่มไปด้วยพิษ

                “ข้าจำได้น่า...ถ้ามันพ่นพิษออกมาครบเจ็ดครั้งมันจะตายไปเองใช่ไหมล่ะ”

                “นี่เจ้าหยุดความคิดบ้าๆ นั่นเลยนะ!

                ผมไม่ฟังคำเตือนนั้น อย่ามาพูดดีไปเลยท่านชายน้อย...สีหน้าท่านเองก็จะไม่ไหวแล้ว ผมไม่ยอมให้ท่านชายน้อยมาตายอยู่ในถ้ำเป็นเพื่อนหรอกนะ

                เจ้างูเจ็ดพิษเริ่มคลุ้มคลั่ง ปัดป่ายลำตัวกระแทกไปตามผนังถ้ำเพื่อกำจัดตัวอสูรมารดำที่เกาะเกี่ยวลำตัวอยู่ออก เกิดเป็นเสียงตึงตังคล้ายแผ่นดินถล่ม ผมฮึดแรงเฮือกสุดท้าย กระโจนขึ้นไปบนยอดหิน แต่กว่าจะปีนขึ้นมาได้...ตัวผมก็ถูกพิษของมันพ่นใส่กว่าสามครั้ง

                ดวงตาที่เคยส่องสว่างเรืองแสงในความมืดเริ่มมองอะไรไม่เห็นทุกที แต่มือก็ยังคว้าเอาลำก้านของดอกหลี่เถียไกว่ได้ในที่สุด

                ผมตะเบ็งลำคอตะโกนก้อง “ได้แล้ว!!

                ท่านชายน้อยละทิ้งการต่อสู้ วิ่งหนีจากงูทั้งสาม ผมพยุงตัวลุกขึ้นด้วยสติพร่าเลือด พยายามประคองร่างให้ตั้งตรงแล้วหนีตามเขา แต่แล้วเจ้างูทั้งสามตัวด้านหลังก็แผ่แม่เบี้ยเข้ามาฉกพุ่งชนยังยอดหินที่ผมยืนอยู่

                “อสูรมารดำ!

                กรรมซ้ำกรรมซัดของเจ้างูเจ็ดพิษทั้งสี่ มันพุ่งชนข้างผนังถ้ำ และยอดหินที่ขึ้นระเกะระกะจนความสมดุลถูกทำลาย ผนักถ้ำของทวยเทพสั่นคลอนเป็นระลอกก่อนจะถล่มครืนลงมาทับงูเหล่านั้นทีเดียวสี่ตัว!

                ยอดหินที่ผมยืนตระหง่านอยู่ถูกแรงสะเทือนสั่นคลอนจนถล่มตามลงมา ผมเสียหลักล้มนาบกับพื้น เหลียงหลวนเซียนปราดเข้ามาหา แต่แล้วหินผนังถ้ำด้านบนตัวผมก็ร่วงลงมาใส่ร่างผมจนตัวติดอยู่ข้างใน

                “เจ้าออกมาได้หรือไม่!

                “ไม่...ไม่ไหว”

                “โถ่เอ๊ย!” เหลียงหลวนเซียนสบถออกมา แล้วรีบอ้อมตัวผม ดึงหินที่ทับร่างอสูรมารดำออกไป ผมมองร่างตะคุ่มๆ นั่นด้วยสายตาเลือนราง ท่ามกลางหินที่เริ่มถล่มร่วงลงมา ดูเหมือนกลิ่นของงูเจ็ดพิษจะทำลายวรยุทธ์ของเขาจนมันเหลือเท่าคนธรรมดาเสียแล้ว

                ในมือผมยังกำดอกไม้อยู่ ผมยื่นให้เหลียงหลวนเซียน พร้อมกับลั่นวาจาใส่เขาเสียงดัง

                “เอามันกลับไป!

                “เจ้ายังติดอยู่ในซอกหิน!

                “แต่ถ้าท่านอยู่นี่ท่านก็จะตายไปด้วย! ลืมเป้าหมายแล้วเหรอ ไม่มีเวลาแล้ว ถ้ำถล่มแล้ว ท่านจะมาตายกับข้าไม่ได้”

                “อสูรมารดำ!

                “หลวนเซียน!

                “เจ้า...เจ้านี่มัน” เหลียงหลวนเซียนจ้องมองผม ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

                “ท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ไปเสีย! แล้วข้าจะตามกลับบ้านทีหลัง...ตกลงนะ”

                “คำสัญญาหลอกเด็ก!” เหลียงหลวนเซียนตะคอกกลับมา น้ำตาสายหนึ่งไหลร่วงลงที่ข้างพวงแก้ม หัวใจผมตกวูบ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเห็นน้ำตาของเหลียงหลวนเซียนผู้นั้น “แต่ข้าก็ยังโง่เชื่อเจ้า...ให้ตายเถอะ”

                หินด้านบนเหนือศีรษะที่ยืนอยู่สั่นอย่างรุนแรง เหลียงหลวนเซียนกัดปากตนแน่นจนเลือดปริ ก่อนก้มลงมาจับสองแก้มของผม พลันประทับริมฝีปากลงมาอย่างรวดเร็ว!

                “ข้าเชื่อ...เจินอี๋ของข้า”

                เหลียงหลวนเซียนคว้าดอกไม้ในมือผม แล้วหันหลังวิ่งทันที เป็นเวลาฉิวเฉียดก่อนที่หินแหลมด้านบนจะพังครืดลงมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

                เจินอี๋...

            นามนั้นมัน...

                “หลวนเซียน!” ผมน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับเหลียงหลวนเซียนก็ถูกเปิดออกจนหมด...

                ผมจำได้แล้ว...จำเรื่องระหว่างอสูรมารดำกับท่านชายน้อยผู้นั้นได้หมดทุกอย่าง...

                ราวกับกล่องความทรงจำที่ถูกปิดผนึกมานาน เฝ้ารอคอยกุญแจคือชื่อที่เด็กหนุ่มตั้งให้ อสูรมารดำต้องการเพียงแค่ได้ยินชื่อที่เหลียงหลวนเซียนตั้งให้เท่านั้น...เพียงแค่ได้ยิน ความรู้สึกมากล้นที่อัดอั้นตันใจมานานก็ไหลทะลักออกมา

                ผมปวดหัวหนึบ ด้วยเพราะถูกพิษของงูเจ็ดพิษ และความทรงจำมากมายที่ไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน ในห้วงความทรงจำไม่กลายเป็นสีซีดเหมือนหนังม้วนเก่าอีกต่อไป มันสดใสแจ่มชัด และเต็มไปด้วยสีสันแห่งความสุข

                เหลียงหลวนเซียนผู้นั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ จับมืออสูรมารดำ สีหน้ามืดครึ้ม

                “อย่ามาเจอข้าอีก...”

            “ทำไม” เสียงดุดันแหบพร่าตอบกลับมา เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงอสูรมารดำโต้ตอบ

                “ท่านพี่จะฆ่าเจ้าไงล่ะ!” เหลียงหลวนเซียนตอบเสียงแข็ง “คนที่จะขึ้นเป็นประมุขพรรคคือคนที่อสูรมารดำยอมรับ แต่เจ้าไม่ยอมรับท่านพี่แต่ยอมรับข้า ทางเดียวที่จะทำให้ท่านพี่ขึ้นเป็นประมุขได้คือกำจัดเจ้าที่เป็นอสูรมารดำแต่ขัดขวางเขาออกไป เจ้าเข้าใจไหม”

                “ไม่”

            “โถ่เว้ย! เจินอี๋ฟังข้า...ข้าไม่อยากให้เจ้าตาย!

            “ข้าก็ไม่อยากตาย”

            “แต่ถ้าเจ้ายังอยู่กับข้า ท่านพี่จะต้องตามมาแล้วเจอตัวเจ้าสักวันแน่ ตอนนี้ยังไม่มีอะไร แต่ข้ารู้นิสัยท่านพี่ เขาจะทำทุกวิถีทางกำจัดเจ้า เขาอยากขึ้นเป็นผู้นำมานานแล้ว”

            “...แต่ข้าไม่อยากอยู่ห่างเจ้า ข้าอยากอยู่กับเจ้าตลอดไป”

                เหลียงหลวนเซียนวัยเยาว์นิ่งเงียบ...

                วันต่อมา เหลียงหลวนเซียนกลับมาอีกครั้งพร้อมภาพวาดปลาตัวหนึ่ง น้ำเสียงโผงผางกล่าวกับอสูรว่า

                “ถ้าอยากเป็นเพื่อนกับข้าก็ไปหาปลาวิเศษลายแบบนี้มาให้ได้! ออกตามหาไม่ได้อย่าโผล่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก!!

            “ปลาตัวนี้....” อสูรมารดำหรี่ตามองม้วนภาพใกล้ๆ

                “...ข้าไปศึกษาตำราลับในหอสมุดมาทั้งคืนจนเจอนี้เข้า มันเป็นปลาวิเศษ มันจะทำให้เจ้า กลายเป็นมนุษย์ ไปออกตามหามันมา...หลังจากนั้นกลับมาหาข้า หากเจ้าไม่ใช่อสูรมารดำ ท่านพี่ไม่มีวันฆ่าเจ้าได้”

                ดูก็รู้ว่าเหลียงหลวนเซียนแค่อยากจะซ่อนอสูรมารดำจากพี่ชายกระหายอำนาจของตน ฝ่ามือข้างหนึ่งกำกันแน่นราวข่มกลั้นอามรณ์อาวรณ์ เพื่อที่จะปกป้องอสูรมารดำ ซึ่งตอนนั้นตัวเองยังไม่มีวรยุทธ์แก่กล้ามากพอจะต่อกรกับพี่ชายใหญ่ เด็กน้อยสวมหน้ากากทำเป็นใจยักษ์ ไล่เจ้าอสูรขนดกดำต่อไป

                “ถ้าเจ้าเป็นมนุษย์ข้าสัญญาว่าข้าจะรักเจ้า เพราะฉะนั้นหนีไปซะ...หนีไปให้ไกลจากที่นี่ ข้าปกป้องเจ้าได้แค่นี้จริงๆ”

            “หลวนเซียน?”

            “เจินอี๋...เจ้าสำคัญกับข้ามากกว่าที่เจ้าคิด...ถ้าบังเอิญเจอกันอีกข้าจะทำเป็นว่าข้าเกลียดเจ้า ข้าจะพูดไม่ดีกับเจ้า ข้าจะทำเหมือนข้าไม่อยากอยู่ใกล้เจ้า ทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้พี่ชายข้าทำลายเจ้า ถ้าเมื่อไหร่ที่พี่ชายใหญ่ได้อำนาจสมใจ ข้าจะออกจากพรรคแล้วตามหาเจ้าเอง หลังจากนั้นเจ้าจะหาปลาเจอ หรือจะไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เราจะอยู่ด้วยกัน สัญญาไหม”

            “สัญญา...เจินอี๋สัญญา”

            ...

                ความจริงเป็นอย่างนี้เองเหรอ...ทำไมเขาถึงทำตัวเย็นชาใส่ทั้งที่ใจจริงเจ้าเด็กหลวนเซียนรักอสูรมารดำมากแค่ไหน ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องไม่ให้มันตายจากพี่ชายที่ต้องการตำแหน่งผู้นำพรรค...

                แต่แล้วเจ้าพี่ชายตัวดีดันไหวตัวทัน เลยหลบหนีออกจากพรรคไปตั้งพรรคใหม่ เพื่อย้อนกลับมากำจัดอสูรมารดำ...

            ข้าเข้าใจท่านผิดมาตลอดเลยเหรอท่านชายน้อย...

                ผมหมดสติใต้ซอกหิน ไม่รู้ว่าน้ำตานี่เป็นของเจินอี๋...หรืออี้เฟยกันแน่


__---------------------------------------------------------------------------------------


ตอนนี้ยาวสะใจมาก เจอคำผิดที่ไหนเดี๋ยวมาแก้นะครับ...............


ท่านชายน้อย...อึดอัดมากไหม ฮือ ทนเล่นละครตบตามาตั้งนาน

ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าหมาปอมมีชื่อเหมือนคนอื่นด้วยนะครับบบบ


อัดอั้นตันใจแค่ไหน T__T เห้อออ ไม่รู้จะสงสารใครก่อนดี


ปักธงรบ---ใครจะเป็นพระเอก เรื่องยังไม่จบ สงครามนี้อีกยาวไกล//ฮว้าก5555


ขอบคุณทุกๆความเห็น กำลังใจ และนักอ่านทุกท่านครับผม

ว่าไปเจ้าปลาที่ทำให้เป็นคนได้โผล่มาตั้งกะตอนแรกแล้วนี่หว่า นี่มันจุดใต้ตำตอชัดๆ555555555


เจอกันตอนต่อไปครับผม


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 252 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2088 Itthiphon Bunsit (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 12:20
    ตอนที่แล้วก็ร้องรอบนึงละน้าาาา ร้ายกาจ
    #2,088
    0
  2. #2043 arenajangg (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 23:36
    ฮรื่ออไม่ไกวอล่ววววว
    #2,043
    0
  3. #1965 FernNAlls (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 14:52
    โอ้ยยยยย ทำไมต้องทำร้ายอี้เฟยเราขนาดนี้ด้วย ฮือออออ อสูรมารดำ น่าสงสารมากเลยฮือออออ น้ำตาไหลตามแล้วเนี่ย
    #1,965
    0
  4. #1911 thifu:') (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 02:35
    ฮืออออออออออ เสียใจ ทั้งอสูรตนก่อนทั้งอาเฟย
    #1,911
    0
  5. #1857 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 02:39
    ฮืออยากจะให้ฮาเร็มจัง ดีทุกคน
    #1,857
    0
  6. #1752 Par_dao (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 11:51

    แต่เจินอี๋ของนายตายไปแล้ว!!! นี่อาเฟยของอาฝู ในเมื่อปกไม่ใช่ฮาเร็ม ข้าก็เก็บนายน้อยไม่ได้! !

    ปวดใจจุง

    #1,752
    0
  7. #1606 bb.smile (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 00:21
    โอ้ยยยยยยยยยยยย อะไรเนี่ย ร้องไห้ติดกันอีกตอนแล้ว โธ่ เด็กน้อยยย
    #1,606
    0
  8. #1495 NaYae Towa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 05:02
    ก็ยังเชียร์ชายน้อยอ่ะฮืออ 55 แต่ไม่เป็นไร ทำใจไว้แล้วฮ่ะ/อ่านตอนนี้แล้วแอบน้ำตาร่วง
    #1,495
    0
  9. #1395 Ash-Grey (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 03:18
    อ่านถึงตอนนี้แล้วเลือกเรือไม่ถูกเลย พายมันทั้งสองไปก่อนละกัน
    #1,395
    0
  10. #1280 Wan_asl3 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 11:35
    จิ้นฝูเราขอโทษ แต่เราเชียร์ท่านชายน้อยมาก เขารักกันมานานแล้ววว ถึงไม่ใช่อี้เฟยก็เถอะ
    #1,280
    0
  11. #1113 Takgy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 22:59
    หักไปอีกกก. ตายแล้ว. เขารักกัน. ทำไงดีไม่อยากให้มีคนเสียใจ3pเถอะ55555
    #1,113
    0
  12. #1072 Len-sama (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 21:55
    บอกเลยร้องไห้อ่ะ สงสารชายน้อย เขารักของเขาอ่ะะ จะร้องอีกรอบ อินมากกก (TTmTT) หลวงพี่ก้น่ารัก ฮื่อออ เศร้าง่าาาา
    #1,072
    0
  13. #838 bai_tong034 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 09:20
    ให้ท่านชายน้อยเถอะะะะ เค้ารักกันมาตั้งนานแล้วมาก่อนด้วย(T T)
    #838
    0
  14. #537 ploybrf2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 15:46
    เครียด!
    #537
    0
  15. #356 ภูตเงา [Doppelganger] (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 16:44
    เรือสั่นไหวสึดๆเลยอ่ะตอนนี้ ฮาเร็มได้มั้ยคะไรท์*^*
    #356
    0
  16. #299 saranaparan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:05
    อ่าวปลาไม่มีให้กินแล้วนิ
    #299
    0
  17. #298 MiNt565 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:05
    จะว่าไปก็สงสารหลวงพี่เนอะ ขนาดมาเยือนถิ่นหลวงพี่ท่านแล้ว พี่แกก็โผล่มาได้แค่ชื่อ เอ๊ะ!! รึเปล่าหว่าา
    #298
    1
    • #298-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 22)
      28 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:08
      ค่าตัวแพงครับ555555
      #298-1
  18. #297 เจ้าลูกหมู (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:23
    โอ๊ย!! เชียร์หลวงพี่แทนแล้วกัน ไม่ทำร้ายใคร 5555 #ปล่อยหลวงพี่ไปออกบวชเถอะ 555
    #297
    1
    • #297-1 lawliet30101979(จากตอนที่ 22)
      28 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:07
      ทีมธรรมมะครับ555
      #297-1
  19. #296 aquasoman (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:03
    ฮาเร็มไหมคะ เจ็บปวดจะได้น้อย เหยียบหลายเรือแล้วลำบากเหลือเกิน ทางไหนใจก็เจ็บ อินกว่าอาเฟยแล้วค่ะตอนนี้
    #296
    1
  20. #295 ออรินจิบินได้ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:12
    แต่ยังไงตอนนี้อาเฟยก็คืออาเฟยไม่ใช่อสูรมารดำที่นายน้อยชอบสักหน่อย แถมอาเฟยชอบจิ้นฝูอีก เฮ้อ
    ลงเรือลำบากจัง ปักธงท่านนักบวชละกัน5555555

    #295
    1
  21. #294 ดารุมะ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:55
    อ่านตอนแรกคือแอบเซ็งไม่มีจิ้นฝูเพราะลงเรือจิ้นฝู(ถึงแม้จะแอบๆมองท่านชายน้อยก็ตาม),อ่านตอนหลังอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบอี้เฟยหลุดออกจากร่างอสูรมารดำโดยปรากฎว่าอสูรมารดำยังไม่ตาย #ภารกิจต่อไปคือทำให้อสูรมารดำกลายเป็นคน#อี้เฟย(เคะ)คู่กับจิ้นฝู(เมะ)ที่ฟื้นแล้ว#ท่านชายน้อย(อ่านอดีตแล้วอยากให้เป็นเคะ)คู่กับอสูรมารดำ(เมะ)#จริงๆแนวฮาเร็มก็ชอบอ่าน แต่เรื่องนี้ความรู้สึกเหมือนแบบถ้าเป็นฮาเร็มแล้วสงสารอสูรมารดำอะ(เพราะคิดว่าเป็นคนต้องหล่อแน่ๆ...สรุปคือสงสารคนหล่อ555)&สงสารท่านชายน้อยชอบอสูรมารดำขนาดนั้นจะไปชอบอี้เฟยได้ไงเดี๋ยวพอรู้ความจริงก็สับสนอีกว่าสรุปแล้วคิดกับอสูรมารดำแค่เพื่อน?แล้วมาชอบอี้เฟยในร่างอสูรมารดำ? สรุปคือไม่ค่อยชอบแนวโลเลหรือสถานการณ์สับสนนั้นละ555#บ่นไปงั้นแต่ก็ติดตามอยู่นะคะ#ส่วนหลวงพี่...ปล่อยเขาบำเพ็ญเพียรต่อไปก่อนละกัน555
    #294
    1
  22. #293 .•:*´Lenna`*:•. (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:48
    เวรกรรม เผลอเหยียบเรือคู่ไปซะแล้วเพระอ่านตอนนี้ ฮื้อออ (;^;)
    #293
    1
  23. #292 BokuMing (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:42
    ยากให้นักบวชเป็นพระเอก นางน่ารักดี 55555
    #292
    1
  24. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:18
    ชั้นนน...ฮืออออ เลือกไม่ถูกเลยยย
    #291
    1
  25. #290 cocozyrup (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:58
    ใครจะเป็นพระเอกกก คนโน้นก็ดี คนนี่ก็เริ่ด คนออกบวช เอ้ย ไกลๆ ก็กรุบ
    #290
    1