อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 20 : ธาตุไฟเข้าแทรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 267 ครั้ง
    22 มิ.ย. 61

ธาตุไฟเข้าแทรก

 

            ผมยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ร่างทั้งร่างแข็งค้างจนขยับไม่ได้ กระทั่งปลายนิ้วยังรู้สึกชา...เรื่องตลกร้ายอะไรกันเนี่ย นักบวชโลกไม่ยุ่งมุ่งแต่บุญคนนี้น่ะเหรอประมุขพรรค ที่สำคัญคือพรรคเซียนสวรรค์ พรรคอริช้านานของพรรคอสูร จะดวงตกก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยก็ได้มั้งโชคชะตา! สาดเทปัญหาใส่หน้ากันรัวๆ แบบนี้คิดว่าผมเป็นยอดมนุษย์หรือไง ตัวฟูเป็นหมาปอมช่วงผลัดขนอย่างนี้แค่รนหาเรื่องออกมานอกที่ซ่อนก็เหนื่อยแทบหืดขึ้นคอแล้ว ยังมาจ๊ะเอ๋กับคนที่ไม่ควรเจอมากที่สุดอีก เรื่องเซอร์ไพรส์มันก็มีได้ทุกที่ แต่มันไม่ควรมีติดๆ กันสิ ถ้าผมหัวใจวายตายไปใครจะช่วยฮ่องเต้

                หรือผมมันคนทำความดีไม่ขึ้น? ไม่เอาน่า ผมก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นสักหน่อย อย่างน้อยศีลห้าข้อผมก็รักษาได้ตั้งสามข้อเลยนะ...

                “แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร”

                เอาแล้วไง! ในที่สุดท่านประมุขพรรคอริก็เอ่ยถามออกมาจนได้ ผมจ้องดวงตาใสกระจ่างของหลิ่งเซียวหรูอ้ำอึ้ง ราวกับเห็นลำแสงบุญบารมีของอีกฝ่ายแผ่ซ่านออกมาจากตัว จนทำให้คำพูดที่ตระเตรียมโกหกในหัวคาข้างอยู่ตรงปลายลิ้น ไม่สามารถพูดออกมาได้

                “ขะ...ข้าชื่ออี้เฟย...” ผมพูดตะกุกตะกัก เพราะทนสบตาเขาไม่ได้เลยเอาแต่เสหลบไปหลบมาจนตาเกือบเหล่ “เป็น...เป็นจอมยุทธ์...อุก!

                ผมเผลอกัดลิ้นตัวเองเข้าเต็มรัก นี่แค่โกหกแบบมีความจริงปนมาสองในสามส่วนแล้วนะ ยังจะทำไม่ได้อีกเหรอ

                หลิ่งเซียวหรูร้องอ้อออกมาเบาๆ แล้วเอาแต่นั่งจับเข่าจ้องหน้าผมมุมนู้นมุมนี้ ผมก็เหมือนร้อนตัว หลบหน้าไปทางซ้ายทีทางขวาที ประมุขพรรคเซียนสวรรค์เนี่ยจะเป็นเซียนตามชื่อพรรคเลยหรือเปล่า แล้วตอนนี้จะรู้หรือยังว่าผมเป็นอสูรไม่ใช่มนุษย์ เขาถึงจะดูป้ำเป๋อ แต่ตำแหน่งก็เป็นถึงประมุขพรรค ฝีมือคงไม่ใช่ไก่กา ถ้าต้องต่อสู้กันตอนนี้ผมคงไม่มีทางเอาชนะได้แน่

                หนีไปดื้อๆ อย่างนี้เลยดีหรือเปล่านะ ทางนั้นก็หยุดจ้องกันสักทีเถอะ หน้าจะทะลุแล้ว!

                “เจ้าเหงื่อออกเยอะจัง” หลิ่งเซียวหรูทำตาใสจับสังเกต

                “ระ ร้อนล่ะมั้ง” ผมพยายามจะไม่ทำท่ากระโตกกระตาก แต่ยิ่งพยายามยิ่งดูมีพิรุธหนักกว่าเก่า ถ้าขืนยังอยู่กับประมุขพรรคอริต่ออย่างนี้คงต้องถูกจับได้ในไม่ช้า “ท่านดีขึ้นแล้วสินะ ข้าขอตัวเลยแล้วกัน”

                “เดี๋ยวสิ”

                ผมกำลังจะติดสปีดวิ่ง แต่เท้ามันดันหยุดกึกตามคำเรียกของเขาเสียอย่างนั้น ให้ตายเถอะอาเฟยเอ๊ย แกได้ซวยจริงๆ แน่คราวนี้!

                “อะ...อะไรหรือ”

                “เหงื่อเจ้าไหลโชกราวกับตกน้ำ หน้าก็ซีดเผือก เจ้าป่วยไม่ใช่หรือ มานั่งพักก่อนสิ”

                นั่งแน่แต่ไม่ใช่ข้างท่าน ผมแย้งในใจ ความจริงคือได้แต่ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพชน “ไม่เป็นไรๆ”

                ทันใดนั้นผ้าหยาบผืนหนึ่งก็กดซับเข้าที่ข้างขมับ ผมตกใจจนตัวแข็ง ยืนนิ่งเป็นหินศิลาเพราะทำตัวไม่ถูก...หลิ่งเซียวหรู ประมุขพรรคอริคนนั้นกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ผมอยู่

                ถึงจะกล่าวว่าผ้าเช็ดหน้าแต่มันก็ค่อนข้างจะหยาบไปหน่อยนะ...ยังไงดีล่ะ นี่มันเหมือนกับผ้าขี้ริ้วมากกว่าผ้าเช็ดหน้า สัมผัสแสบๆ คันๆ ทำให้ผมต้องก้าวถอยหลังหนี แล้วก็ต้องขอถอนคำพูดเมื่อกี้ใหม่ด้วยครับ นั่นไม่ใช่ผ้าขี้ริ้ว นั่นเศษกางเกงผมเอง แว้ก

                ใช่ผมจะจำไม่ได้หรอกนะว่าตัวเองเคยฉีกกางเกงให้เป็นเศษผ้าพันแผลตรงข้อเท้ากับเขา ไม่คิดว่าเขาจะยังไม่ทิ้งและเก็บมันไว้ แต่เล่นเอามาใช้ซับหน้าคนอื่นนี่มันก็ออกจะเกินไปหน่อยหรือเปล่าท่าน

                หลิ่งเซียวหรูเห็นผมผงะถอยก็ผละมือออกแต่โดยดี ผมมองหน้าใสซื่อนั่นสลับกับอดีตเศษกางเกงตัวเองด้วยความสับสน ท่าทางอย่างนี้คงไม่ได้จงใจแกล้ง “เอ่อ ผ้าเช็ดหน้าท่านแปลกดีจัง...”

                อย่างประมุขพรรคเซียนสวรรค์น่าจะใช้อะไรที่ดีกว่านี้...แม้ไม่ยึดติดกับสิ่งของ แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าเก็บเอาซากกางเกงมาใช้...

                “ข้าไม่มีของเช่นนั้นหรอก นี่คือผ้าที่อสูรใจดีตัวหนึ่งมอบให้ข้า”

                “อสูรใจดี?”

                แต่ท่านเป็นประมุขพรรคเซียนสวรรค์ไม่ใช่เหรอ ไม่มีทางที่ประมุขพรรคอริจะไม่รู้และไม่ศึกษาเรื่องของศัตรู ถ้าเขาเป็นประมุขพรรคจริงเขาต้องรู้สิว่าอสูรมารดำรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหน ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้ แต่ทั้งที่รู้ก็ยังเก็บเอาไว้ คนผู้นี้แปลกเหลือเกิน

                “ปกติแล้วข้าไม่ค่อยรับข้าวของใดมาเป็นสมบัติเท่าไหร่ แต่สิ่งนี้คือน้ำใจของมัน จะให้ทิ้งไปข้าก็ทำไม่ลง จึงเลือกเก็บเอาไว้ใช้ต่อ”

                ผมกลืนน้ำลายเอื้อก ย้อนไปตอนที่พบกันครั้งแรก หลิ่งเซียวหรูปรากฏตัวขึ้นพร้อมจิ้นฝู เขากล่าวว่ามาเพื่อช่วยเหลือผม ผมยังคงจำคำพูดนั้นได้ดี ตอนที่ผมถามว่าเขาเป็นใคร คนที่ตอบคำถามนั้นไม่ใช่เขาแต่เป็นจิ้นฝู ก็เท่ากับว่าเขาจงใจปิดบังฐานะที่แท้จริงมาโดยตลอด...แปลก แปลกเกินไปแล้ว

                “ท่าน...อสูรตัวนั้น อสูรมารดำใช่หรือไม่”

                “ใช่” หลิ่งเซียวหรูพยักหน้าตอบทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

                “ข้า...” เป็นครั้งแรกที่ผมจงใจจ้องดวงตาคู่นั้น ประกายแววตาสีน้ำตาลใสสะท้อนเห็นเงาใบหน้าเล็กๆ ของผมเลือนราง ริมฝีปากเล็กเม้มแน่น ก้อนเนื้ออกซ้ายเต้นอย่างบ้าระห่ำกับการพูดความจริง “เป็นคนของพรรคอสูร”

                พริบตานั้นบรรยากาศรอบข้างก็มาคุทันควัน ประดุจน้ำแข็งเฉียบเย็นเยียบฉาดอาบอยู่ตรงคอหอย ผมตื่นเต้นจนปากสั่นฟันกระทบ รู้ดีว่าถ้าเดิมพันพลาดขึ้นมาคนที่จะจัดการผมคงไม่ใช่พี่ชายของเหลียงหลวนเซียน...แต่เป็นชายคนนี้

                “ขะ ข้าไม่ได้...ไม่ได้จะหาเรื่องท่านนะ ท่านฟังก่อน” ผมกดความกลัวทั้งหมดลงไป แล้วกำมือฮึดสู้ “ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

                สีหน้าเย็นชาของหลิ่งเซียวหรูยังไม่เปลี่ยนไป ดวงตาเคยใสกระจ่างคู่นั้นหรี่มองผมเขม็งราวคมมีด เพียงแค่ถูกจ้องมอง ขาก็เหมือนถูกโซ่ตรวนตรึงอยู่กับที่ นี่เหรอบรรยากาศกดดันของคนในตำแหน่งประมุขพรรค...เพิ่งจะเคยเจอจริงจังก็วันนี้ ผมพ่นลมหายใจถี่ รวบรวมกำลังใจเอ่ยต่อว่า “จะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น บางทีอาจถึงขั้นมีการลอบปลงพระชนม์”

                “ว่าอย่างไรนะ”

                “เฮือก”

                มีเส้นด้ายคมแหลมบางๆ เส้นหนึ่งวาดผ่านอยู่ตรงกลางลำคอของผม ผมชูคอเงยขึ้นตามสัญชาตญาณ นัยน์ตาดำเผลอสบกับแววตาดุดันของคนตรงข้าม หลิ่งเซียวหรูยังคงยืนนิ่งอยู่ แต่เมื่อเขาขยับมือ เส้นด้านตรงลำคอก็ขยับรัดมากขึ้น

                “รู้หรือเปล่าว่าหากโกหกข้าจะเกิดอะไรขึ้น”

                ไหนว่ารักษาศีลไม่ฆ่าสัตว์ไงท่าน! ขอถอนคำพูดอีกครั้ง คนในยุทธภพไม่มีใครเป็นพระเป็นเจ้าจริงๆ สักคน!

                “เรื่องนี้จะโกหกได้ยังไง ถ้าข้าจะโกหกท่าน ข้าคงไม่มาขอความช่วยเหลือจากพรรคศัตรูให้ตัวเองเสี่ยงตายเช่นนี้หรอก” ผมโวยวายคืน “จะขู่ข้าหรือฆ่าข้าก็รีบๆ ทำเถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาอีกแล้ว ถ้าเกิดเรื่องอะไรในงานครั้งนี้ขึ้นจริงๆ คนที่ต้องซวยคือใครท่านรู้มั้ย...เจ้าอสูรขนฟูเหมือนหมาผลัดขนตลอดเวลาตัวนั้นไงเล่า! ตัวที่ฉีกกางเกงเน่าๆ มาพันเท้าให้ท่าน ตัวที่ช่วยเดินนำทางท่านที่หลงป่าจนกลับที่พักถูก เจ้าตัวนั้นนั่นแหละ!!

                “ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่อง...”

                “บอกแค่ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยก็พอ ไหนว่าโปรดศัตรูเป็นกุศลบุญสูงสุดไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ข้าก็มาขอความช่วยเหลืออยู่นี่ไง ช่วยข้าสิ!

                ปากกล้าอวดเก่ง และงานทวงบุญคุณเก่าก็มา หารู้มั้ยว่าขาผมสั่นพั่บๆ ขนาดไหน ถ้าไม่ติดว่าทรุดลงพื้นไปจะถูกด้ายรัดคอขาดตายก็จะล้มลงนอนแหมะมันเดี๋ยวนี้แหละ!

                ผมจ้องตาสู้หลิ่งเซียวหรู กะพริบขนตาใส่หน้าเขาปริบๆ เพื่อแสดงความจริงใจขั้นสูงสุด แล้วก็ทำหน้าตาน่ารักเผื่อจะมีคะแนนความน่าเห็นใจ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรกับจิตใจแสวงบุญสักเท่าไหร่ก็เถอะ

                หลิ่งเซียวหรูทำสีหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะกวักมือครั้งหนึ่ง ด้ายสีใสที่พาดลำคอผมอยู่ก็คลายออกหายไป “ข้าก็แค่ลองใจเจ้าดูเท่านั้น เจ้าเองก็ช่วยข้าออกจากพุ่มไม้ด้วย คงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร...”

                “ใช่ไหมล่ะ”

                “เจ้าเล่ามาสิ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาขอความช่วยเหลือจากข้าแทนที่จะเป็นคนในพรรคเจ้า”

                สมแล้วที่เป็นท่านนักบวช...เอ๊ย ประมุขพรรคเซียนสวรรค์ผู้โอบอ้อมอารี ขนาดหมวกยังยกให้ลิงป่าไปง่ายๆ งั้น (ภาพลวงตา) คนตัวเล็กน่ารักตรงนี้ก็คงไม่ถูกแล้งน้ำใจใส่สินะ ผมลอบฉีกยิ้มกว้าง สวิตช์ทำตัวแอ๊บแบ๊วทำงานปั๊บ

                “คือข้าถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักเย็นน่ะสิ ถ้าเกิดไปขอความช่วยเหลือจากคนในพรรค คงถูกหาว่าโกหกแน่ๆ แล้วก็คงจะถูกจับไปขังอีก”

                กระซิก...ปิดหน้าหันข้าง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีน้ำตาสักหยด...

                “ข้าเป็นทุกข์เหลือเกินที่รู้เรื่องสำคัญๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้แถมโดนเนรเทศออกมา ฮึก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกพ้องของข้า ข้าคงจะรู้สึกผิดไปจนวันตาย...”

                “...น่าสงสารจัง”

                หลิ่งเซียวหรูขมวดคิ้วจนหางตาตก สีหน้าสงสารผมจับใจ

                ...ขอโทษครับ ขอโทษที่ทำตัวแบบนี้ครับ...

                “ตำหนักเย็นที่ข้าถูกขังอยู่ติดกับตำหนักเย็นของสนมนางหนึ่งที่ถนัดวิชาอาคมสิ่งเร้นลับ นางมาหาข้า บอกว่าพรายขอนางทราบข่าวเรื่องลอบปลงพระชนม์ ซ้ำยังมีหลักฐานเป็นยันต์รูปร่างแปลกประหลาด...ข้าอธิบายไม่ได้ เอาเป็นว่าข้ามั่นใจ งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ปกติแล้ว”

                “งั้นหรือ” หลิ่งเซียวหรูสีหน้าเคร่งเครียด “ตอนนี้ใกล้เข้ายามสิบเอ็ด (19.00-20.59 น.) แล้ว เหล่าจอมยุทธ์และพวกพรรคใหญ่ๆ คงไปจัดกินเลี้ยงชุมนุมกันที่ลานประลองนั่น ฮ่องเต้ก็ไปด้วย หากจะมีเหตุวุ่นวาย คงเป็นตอนนั้น”

                “ท่านเชื่อข้าใช่ไหม”

                “...” หลิ่งเซียวหรูเงียบไปอึดใจหนึ่ง ใบหน้างามราวรูปสลักหินพลันขยับยิ้มเล็กน้อย “อืม”

                คนดีนี่มันคนดีจริงๆ เขาคงเกิดมาเพื่อบำเพ็ญศีลให้หลุดพ้นจากโลกจริงๆ สินะ ที่พูดนี่ไม่ได้ประชด แต่ผมซาบซึ้งในน้ำใจของชายคนนี้อย่างแท้จริง จะมีคนสักกี่คนที่ยอมเชื่อศัตรูตัวเองแบบนี้ง่ายๆ ถ้าเขาเป็นคนหัวแข็งเลือดสู้รบข้นสักหน่อย อะไรๆ คงยากมากกว่านี้หลายขุม

                หลังจากวันนี้ไปผมจะขยันสวดมนต์ก่อนนอน เพื่ออุทิศผลบุญส่งให้คนคนนี้...หลังจากพบคนผู้นี้ ผมรู้สึกอยากเป็นคนเคร่งศาสนาตามขึ้นมาแปลกๆ

                “แต่ข้าจะเข้างานไปได้ยังไงดี...ที่นั่งท่านอยู่ใกล้ฮ่องเต้หรือไม่”

                หลิ่งเซียวหรูเงียบขบคิดพักหนึ่ง “คิดว่าใกล้”

                “พาข้าเข้าไปทีได้ไหม”

                “...อืม” หลิ่งเซียวหรูเหลียวมองเสื้อผ้าที่ผมใส่อยู่ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเหมือนคิดบางอย่างออก “ข้าไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนในพรรคข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใครคงวุ่นวายแน่...เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้ารออยู่นี่”

                อย่าหนีนะ หลิ่งเซียวหรูกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเดินดุ่มๆ จากไป

                ผมนั่งก้นยังไม่ทันแตะม้านั่งดี หน้าขาวๆ ของประมุขพรรคเซียนสวรรค์ก็โผล่กลับมาพร้อมชุดสีขาวในมือ

                “เครื่องแบบคนในพรรคของข้า ใส่สิ”

                จะ...จะใส่ได้อย่างนั้นเหรอ ที่เห็นอยู่นี่น่ะภาพลวงตาล้วนๆ ไม่รู้ว่าจะยัดตัวอสูรจริงๆ ลงเสื้อได้ไหม ผมลองสอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปดูด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ วินาทีที่ท่อนแขนเล็กของผมสอดเข้าไปในแขนเสื้อแล้วไม่รู้สึกอึดอัด วินาทีนั้นผมเหมือนขาก้าวพ่นปรโลกแล้วข้างหนึ่ง ใส่ได้ครับ...โล่ง

                ใช้เวลาไม่นานผมก็กลายเป็นคนพรรคเซียนสวรรค์เรียบร้อย หลิ่งเซียวหรูกันเหนียวด้วยการเอาหมวกผ้าคลุมสีขาวมาใส่ปิดบังใบหน้าให้ผมด้วย ทำให้ตอนนี้สภาพของผมเหมือนนักบวชชุดขาวที่ไม่เปิดเผยผิวและหน้าตา แต่ในสายตาผม ผมกลับคิดว่ามตัวเองเหมือนแคชเปอร์ผีน้อยน่ารัก...เสื้อสีขาวตัวใหญ่หลวมโพรกไม่โผล่ให้เห็นแม้กระทั่งปลายนิ้ว นี่ไม่ใช่งานฮาโลวีนนะ นี่งานจอมยุทธ์ ผมมาผิดงานรึไงกัน

                หลิ่งเซียวหรูมองผมในสภาพผีน้อยแคชเปอร์ก่อนคลี่ยิ้มเล็กๆ ขึ้นที่มุมปาก “ก็เข้าดีนะ”

                ตรงไหน!

                “พวกคนในพรรคท่านจะไม่สงสัยข้าใช่ไหม”

                “อยู่ใกล้ๆ ข้าอย่าให้ห่าง เพียงเท่านี้คนในพรรคข้าก็ไม่มายุ่งกับเจ้าแล้ว” หลิ่งเซียวหรูบอกเสียงเนิบนาบ

                “ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้น เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

                .......

 

                ผมเดินตามหลิ่งเซียวหรูไม่ห่าง จนคิดว่าจะขี่คอเขาได้อยู่แล้วถ้าจะเดินใกล้กันมากขนาดนี้ แต่เพราะมันจำเป็นเลยสวมบทหมาน้อยต้วมเตี้ยม เกาะติดประมุขพรรคเซียนสวรรค์อย่างนั้นไม่มีช่องว่าง คนในพรรคของเขามองผมเหมือนอยากรู้แต่ไม่มีใครเอ่ยถามสักคน จริงอย่างที่หลิ่งเซียวหรูบอกไว้ทุกประการ ขอเพียงผมอยู่ใต้เงาเขา คนในพรรคไม่ว่าใครก็ไม่มีใครกล้าสอดปากยุ่มย่าม

                “นั่นพรรคเซียนสวรรค์”

                “....ผู้นำพรรคผู้นั้น...ผมสีเงินดังเช่นคำร่ำลือ”

                เสียงเซ็งแซ่ทำนองนี้ดังแว่วตลอดทาง พร้อมกับการแหวกทางเป็นสองฝั่งให้ขบวนพรรคเซียนสวรรค์เดินผ่าน ผมเดินนำอยู่หน้าขบวนพร้อมกับหลิ่งเซียวหรูจึงพลอยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใหญ่คนโตไปด้วย หลิ่งเซียวหรูไม่สนใจคำทักทายผูกมิตรของจอมยุทธ์คนไหน เขาตีหน้านิ่ง เดินฝ่าฝูงชนไปแบบไม่สนใจใยดี โดยแอบมาเกาะไหล่ผมทีหลังพลางบ่นว่า

                “อี้เฟย...เมา...”

                ที่เก๊กขรึมเพราะเมาคน ในฐานะที่เขาเป็นคนดี ผมจะยอมเก็บความลับนี้ไว้เพื่อรักษาหน้าตาให้เขาแล้วกัน

                ขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปยังลานประลองอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งฮ่องเต้ประทานสร้างไว้เพื่องานครั้งนี้โดยเฉพาะ หินดำขัดมันเลี่ยมแวววานใสจนกึ่งจะเป็นกระจกส่องประกายวาววับ ผมเงยหน้ามองลานประลองสูงใหญ่ประหนึ่งกำแพงสูงจนปวดคอ ไม่ทันมองทาง หลิ่งเซียวหรูก็หยุดเดินชะงักจนใบหน้าผมชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างนั่น

                “อะ...อะไรท่าน...”

                “จุ๊” หลิ่งเซียวหันมาส่งเสียงจุ๊ใส่ ก่อนจะพะเยิดหน้าเบาๆ

                ที่ตรงประตูทางเข้านั้น...ขบวนพรรคเซียนสวรรค์ ปะฉะดะเข้ากับขวบนเดินทางของพรรคอสูรอย่างไม่ตั้งใจ

                ผู้ที่เดินนำอยู่หน้าขบวนเดินทางพรรคอสูรคือเหลียงหลวนเซียน ท่านชายน้อยตัวแทนประมุขเหลียงจิวซิน โดยขนาบข้างของเขาคือจิ้นฝู เด็กชายหน้าสวยใบหน้าเรียบนิ่ง สองมือประคองข้าวของของท่านชายน้อยท่าทางระมัดระวัง

                ผมหลบเข้ากับแผ่นหลังหลิ่งเซียวหรูทันที หัวใจเต้นถี่เร็วจนก้องไปทั้งใบหู

                เหลียงหลวนเซียนเหลือบนัยน์ตาสีเทาขึ้นมอง ใบหน้าหล่อเหลาแข็งกระด้าง ไร้เค้ารอยยิ้ม รังสีฟาดฟันระหว่างคนของสองพรรคทบทวีจนแค่ยืนเฉยๆ ยังอึดอัด

                ผมทนความเงียบไม่ไหว แอบกระตุกชายเสื้อหลิ่งเซียวหรู “ท่าน...”

                หลิ่งเซียวหรูรับรู้ถึงแรงน้อยๆ แต่ไม่ยอมหันมามอง เขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้อย่างดี

                “วันนี้วันดี” หลิ่งเซียวหรูเปรยขึ้น “เรื่องใดในอดีตวางไว้ก่อน”

                เหลียงหลวนเซียนได้ยินดังนั้นก็กระตุกยิ้มเหยียด “ช่างใจกว้างเสียจริง”

                ไม่รู้ทำไมแรงกดดันมันถึงได้มากขึ้นกว่าเมื่อกี้อีก! ผมเลิ่กลั่กใจก็กลัวจะเข้างานไม่ทัน อีกใจก็กลัวสองพรรคจะมาตีกันตายก่อนตัวร้ายลงมือ จำต้องใจสู้ก้าวออกไปจับแขนหลิ่งเซียวหรูเขย่า “ท่าน”

            เรามีเรื่องสำคัญมากกว่าจะมาเขม่นกันหน้างานนะท่าน!

                หลิ่งเซียวหรูก้มลงมองผม หัวคิ้วเรียวสีเทาชนกันเป็นคำตอบ

                ข้าก็อยากรีบๆ เข้าไป ข้าเมาคนจะแย่อยู่แล้ว!

            เราสองคนส่งสายตาคุยกันไปคุยกันมา แค่เรื่องพรรคไหนจะก้าวเข้างานก่อนก็ยังเอามาทะเลาะกันได้นะเจ้าพวกชาวยุทธ์นี่! ผมทนยืนขาแข็งต่อไปไม่ไหว เลยกึ่งยื้อกึ่งจูงท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์ให้เดินเข้าประตูงานไปเลย พอกันที ใครจะจ้องกันหน้างานก็จ้องไปให้ตาแตกเถอะ จ้องให้เป็นปลากัดแล้วท้องเลยก็ได้ ผมจะเข้างานแล้ว พอที อาเฟยจะไม่ทน

                หลิ่งเซียวหรูที่พะอืดพะอมคนอยู่ก่อนแล้วออกเดินตามผมมาง่ายๆ พอประมุขพรรคเซียนสวรรค์เป็นคนก้าวเดินก่อน คนในพรรคก็พากันยิ้มกริ่ม ก้าวเท้าเดินตามทันที

                “พรรคเซียนสวรรค์มีสิทธิ์ใดก้าวเข้างานก่อน เห็นชัดๆ ว่าพรรคอสูรมาก่อน!

                ว่าแล้วว่ามันต้องมีมุขนี้โผล่มา! ผมหันขวับไปมองเจ้าคนปากเก่งผู้นั้น ก็พบว่าเขาคือนายหน้าเศร้าเผิงเว่ย ชายหนุ่มวัยละอ่อนที่ถูกลูกสาวป้าเหอสลัดรัก ปากดีคราวก่อนยังไม่สาแก่ใจสินะแก ตามมาถึงนี่ ถ้าไม่พูดขึ้นมาก็ไม่มีใครว่าเจ้าลิ้นด้วนหรอกนะ

                อย่ามาสุมเชื้อไฟเชียวนะเฟ้ย ผมชะเง้อคอมองเผิงเว่ยผ่านตัวหลิ่งเซียวหรู เสียงปลุกปั่นนั่นได้ผลพอควร คนในพรรคอสูรเริ่มทำท่าไม่พอใจตามกันเป็นทอดๆ

                เหลียงหลวนเซียนแอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย จิ้นฝูหลุบตาลงต่ำมองพื้นวางตัวเฉยเมย

                ในตอนนั้นเองลมสายหนึ่งก็พัดขึ้นอย่างแรง มีใครบางคนในพรรคอสูรจงใจลอบใช้เพลงกระบี่ลมโจมตีหลิ่งเซียวหรูแต่ถูกท่านชายน้อยสกัดไว้ทัน ก่อให้เกิดมรสุมลมขนาดย่อม ผมยืนอยู่ใกล้หลิ่งเซียวหรูจึงถูกสายลมปะทะเข้าอย่างจัง พัดเอาหมวกผ้าคลุมสีขาวให้เลิ่กเปิดขึ้น!

                จิ้นฝูยังคงก้มหน้ามองพื้นอยู่จึงไม่ทันเงยมอง ผมตกใจรีบดึงให้หมวกลงมาปิด สายตาสอดส่องเผลอสบเข้ากับดวงตาสีเทาที่เหลือกโตกว้าง

                เหลียงหลวนเซียนยืนเบิกตาโต ริมฝีปากได้รูปขยับอ้าออกเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างทว่าไร้เสียง

                ผมเองก็ตกใจไม่แพ้เขา เลยรีบฉวยโอกาสตอนทุกคนตกใจกับการลอบโจมตีนั่นลากหลิ่งเซียวหรูให้เข้าไปในงาน

               

                เขาคงจำผมไม่ได้หรอกน่า มันแค่แวบเดียวเท่านั้นเอง ผมนั่งกุมมือหวั่นๆ ในใจ โดยมีหลิ่งเซียวหรูนั่งอยู่ด้านข้าง

                ผมไม่รู้ว่าหลิ่งเซียวหรูให้ผมเป็นเด็กเส้นมากขนาดไหน แต่ที่นั่งด้านหน้าระดับติดขอบเวทีข้างเขาเป็นของผม อันที่จริงแล้วควรจะไล่ระดับฐานะตามความสำคัญของที่นั่ง พอต้องมานั่งปะปนรวมกับพวกหัวหน้าพรรคจอมยุทธ์คนอื่นแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะเกร็ง หลิ่งเซียวหรูบอกกับผมว่าคนในพรรคเซียนสวรรค์ทุกคนไม่เคยยึดติดกับฐานะความสำคัญ ฉะนั้นใครจะมานั่งข้างเขาตรงนี้ก็ได้ การที่ผมมานั่งนี่จึงไม่นับว่าแปลกใหม่อะไร

                ผมวางใจให้เย็นลง นั่งสำรวมกิริยาเรียบร้อยได้ไม่นาน ที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ทำผมเกือบตกเก้าอี้...

                เหลียงหลวนเซียน...ท่านชายน้อยประมุขพรรคอสูรนั่งเผชิญหน้าอยู่ตรงข้าม

                ใครมันช่างคิดแผนผังที่นั่งวะครับ จงใจใช่ไหมพูด!

                “ท่านชายพรรคอสูรจ้องเจ้าใหญ่เลย” หลิ่งเซียวหรูเอี้ยวตัวมากระซิบ

                “รู้น่า...อย่าทักสิ” ผมงุบงิบ

                การแสดงร่ายรำต้อนรับทยอยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาของเหลียงหลวนเซียนยังคงไม่ยอมละไปจากผม เอะอะเดี๋ยวมองเอะอะเดี๋ยวจ้อง จนผมรู้สึกอยากหายตัวไปจากตรงนี้ ขนาดว่ามีหมวกปิดหน้ายังเพ่ง ถ้าถอดหมวกออกเขาคงโดดข้ามลานประลองมานั่งจ้องหน้าผมแน่

                เสียงประกาศว่าฮ่องเต้เสด็จดังขึ้น ผมก้มลงทำความเคารพพลางแอบลอบมองไปยังพระที่นั่ง ฮ่องเต้จินหลงในชุดสีเหลืองงดงามเดินมากล่าวเปิดงานด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ชูจอกเหล้าขึ้นก่อนประกาศให้ทุกคนในงานสนุกสนานครื้นเครง

                ที่นั่งของผมกับตำแหน่งที่ฮ่องเต้อยู่ไม่ไกลกันมาก ถ้าใช้พลังของอสูรคงดีดตัวพุ่งไปถึงตัวฮ่องเต้ได้ทันเวลา ผมมองพื้นที่รอบๆ พลางกะคำนวณแรง และสำรวจดูรอบๆ ว่ามีใครท่าทางน่าสงสัยหรือไม่

                อาหารและน้ำชาเริ่มทยอยยกมาวางตรงหน้า แต่ผมไม่มีอารมณ์จะกินอะไรทั้งนั้นเลยได้แต่มองเฉยๆ ระหว่างนั้นก็มีการต่อสู้ระหว่างพรรคและจอมยุทธ์จากหลายสำนักมาสู้เป็นคู่ๆ ผมเฝ้ามองคอยสอดส่องระแวดระวังจนตาล้า กลัวว่าถ้าละมองไปชั่วขณะเดียวจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

                แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววผิดแปลกใดเกิดขึ้น ผมนวดหัวตาแก้ปวดตอนประกาศสู้ของคู่ต่อไป

                “เจ้าไหวนะ” หลิ่งเซียวหรูถาม

                “อืม...”

               

            “คู่ประลองคู่ต่อไป จางหลีไห่ พรรคบูชาพยัคฆ์ และจิ้นฝู พรรคอสูร!

 

            ว่าไงนะ...

                เพราะชื่อที่ห้อยพ่วงด้านหลังคุ้นหู ผมรีบเงยหน้าจากฝ่ามือ ยืดหลังตรงมองลงไปยังสนามประลอง...

                จางหลีไห่เดินก้าวเข้าลานประลองพร้อมเสียงปรบมือเป่าปาก ขณะเดียวกันนั้นร่างเด็กชายคนหนึ่งจากอีกฝั่งมุมก็เดินก้าวเข้ามา...

                ใบหน้าสวยเด่น ชุดสีดำเมี่ยมทั้งตัว ในดวงตาสีดำหวานทรงลูกท้อฉายประกายเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...

                จิ้นฝูไปทำอะไรตรงนั้นกัน! เขาฝึกวรยุทธ์ถึงขั้นลงประลองได้แล้วหรือไง แล้วดูอีกฝ่ายสิ จางหลีได่จากพรรคบูชาพยัคฆ์อะไรนั่นตัวใหญ่อย่างกับหมีป่า เขาตัวแค่นั้นแถมเพิ่งฝึกวิชาได้ไม่นาน ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางชนะคู่ต่อสู้แน่ เหลียงจิวซินยังบอกเองเลยว่าต่อให้เร่งฝึกอย่างไรก็คงได้เต็มที่แค่พื้นฐาน...แล้วทำไม เขาถึงลงไปที่นามประลอง เขาคิดจะทำอะไรกันแน่

                ผมหันมองเหลียงหลวนเซียน ก่อนพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองผมอยู่เช่นกัน

                เรื่องนี้ท่านชายน้อยรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือ...เขายอมให้จิ้นฝูลงนามประลองได้ยังไง คิดจะฆ่ากันเหรอ!?

                ถ้าผมไม่ใช้กำยานพรางตัวมานั่งอยู่ตรงนี้คงไม่มีทางรู้แน่ๆ ว่าจิ้นฝูทำตัวเสี่ยงอันตรายอีกแล้ว ผมนั่งไม่สุข นึกอยากลงไปกลางลานประลองแล้วอุ้มพาตัวจิ้นฝูออกมาเดี๋ยวนี้

                เสียงแตรประกาศการแข็งขันดังขึ้น ผมร้อนรนใจจนเกือบจะกระโดดดิ่งลงไปกลางสนาม ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือ กระบี่เพลงหนึ่งก็ฟาดสกัดจุดโจมตีจางหลีไห่จนเข่าทรุด...

                “...จะ...”

                จิ้นฝู?

                เท้าข้างขวาก้าวมาด้านหน้า สองมือกระชับจับด้ามกระบี่สีดำล้วนรูปทรงคล้ายกระดูกหางสัตว์แน่น จิ้นฝูตั้งท่าต่อสู้ เตรียมวาดลวดลายในท่วงท่าต่อไป เสียงปรบมือโห่ร้องดังก้อง

                ผมอึ้งจนพูดไม่ออก จางหลีไห่พอหยัดกายลุกได้ก็กระโจนเข้าโจมตีจิ้นฝูราวกับเสือตะครุบเหยื่อ จิ้นฝูสกัดได้บ้างไม่ได้บ้างสลับกันไป ผมลุ้นแทนเขาจนปลายเท้าจิก พอเห็นร่างเล็กๆ กลิ้งล้มหลุนๆ หัวใจก็เจ็บปลาบขึ้นมา แต่พอเขาหลบหลีกหนีทันแล้วโจมตีกลับโดนคู่ต่อสู้ รู้ตัวอีกทีผมก็คลี่ยิ้มตะโกนส่งเสียงเชียร์เขาจนคอแตก

                “นั่นเด็กที่มาขอร้องข้านี่” หลิ่งเซียวหรูกวาดตามองการต่อสู้ “เป็นมือใหม่ ท่วงท่าถูกต้องแต่ยังไม่เฉียบคม”

                “ก็เขาเพิ่งฝึกไม่นานเองนี่ ทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว” ผมหันไปแก้ตัวแทน สองมือกำเข้ากับอกตะโกนส่งเสียงเชียร์

                “อย่าเอาแต่ดูล่ะ อย่าลืมเรื่องสำคัญ”

                “รู้แล้วๆ”

                แม้จะติดใจว่าทำไมจิ้นฝูถึงลงนามไปต่อสู้ อยากคาดคั้นท่านชายน้อยใจจะขาด แต่เพราะคราบตัวผมตอนนี้ไม่ใช่อสูรมารดำแต่เป็นเงาของอี้เฟย มนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

                เพลงกระบี่ร่ายรำมากกว่าสิบบทเพลง และท่วงท่าต่อสู้ดุเดือนคล้ายสัตว์ป่าต่อสู้ยาวนานยืดเยื้อก็ยังไม่มีวี่แววผลแพ้ชนะ จิ้นฝูหอบสะบัด เหงื่อไหลซึมพราวเต็มกรอบหน้าเล็ก พวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีชมพูเรื่อ แต่ดวงตากลับร่างกายยังไม่ยอมล่าถอย ยังคงจับอาวุธตั้งท่าสู้อยู่เช่นนั้น ผมทำเพียงส่งกำลังใจ ภาวนาให้เขาเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่อีกใจอยากให้เขายอมแพ้ไป เขาเจ็บตัวหนำซ้ำยังเหนื่อยจนหายใจจะไม่ทัน ไม่เหมือนอีกฝั่งที่ฝึกปรือร่างกายมาอย่างดี ต่อสู้ยาวนานเท่าไหร่ก็แค่หอบหน่อยๆ เท่านั้น

                มันเป็นการประลองครั้งแรก ...แต่มันก็ยากเกินไป จิ้นฝูพอเถอะ...

                ต่อให้ภาวนาแค่ไหนหรือเรียกเท่าไหร่เขาไม่มีทางได้ยิน

                “ทำไม...ถึงต้องทุ่มเทกับการสู้มากขนาดนี้...”

                จิ้นฝูตั้งรับสลับจู่โจมแบบนับครั้งได้ เขาถูกหมัดแรงหวดเข้าใส่หน้าจนร่างปลิว ผมหยัดตัวลุกจากเก้าอี้ สัมผัสได้ว่าร่างมันสั่นไปทั้งร่าง

                “อี้เฟย!

                หลิ่งเซียวหรูตะเบ็งเสียงเรียก ผมสะดุ้งโหยง หอกคมสายหนึ่งถูกขว้างเล็งมากลางลานประลอง!

                เสียงตกใจแตกฮือเหมือนผึ้งดังกระหึ่ม พริบตานั้นธนูไฟกว่าร้อยสายก็สาดเทลงมายังลานประลองราวห่าฝน ยังไม่ทันตั้งสติ คู่ต่อสู้ของจิ้นฝู จางหลีไห่ผู้นั้นก็วิ่งปราดเข้ามาใช้ศอกชนจิ้นฝูอย่างแรง ร่างน้อยๆ กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงหินจนเกิดรอยร้าว

                “จิ้นฝู!” ผมวิ่งสวนผู้คนลงไปที่ลานประลอง

                หลิ่งเซียวหรูปรี่ไปหาฮ่องเต้แล้ว เขาตะโกนเรียกผม “อี้เฟย หลบก่อน!

                “ไม่ได้!

                เลือดสีแดงสดสายหนึ่งไหลซึมจากมุมปาก ดวงตาทรงลูกท้อหวานปิดสนิท ผมเขย่าร่างจิ้นฝูเรียกสติแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาเลย กำแพงร้าวเป็นรอยรูปคน จิ้นฝูถูกชนเข้าแรงมาก เขาหมดสติไปทันที

                จางหลีไห่เดินอาดๆ เข้ามาหาผม พร้อมกันนั้นคนบางคนในงานก็เดินลงมายังลานประลอง ดวงตาดำเหลือกหลนหายไปเหลือเพียงตาขาวซีดๆ ...ผมถูกล้อมแล้ว

                “เจ้า!” เหลียงหลวนเซียนกระโจนลงมาจากที่นั่ง จับไหล่ผมให้หันไปก่อนเลิกหมวกผ้าคลุมขึ้นเปิดดูหน้า “...อสูรมารดำ”

                ท่อนแขนสองข้างถูกบีบอย่างแรง “เจ้าออกมาทำไม! ข้าสั่งไว้อย่างไร เหตุใดถึงไม่จำ!!

                “ท่านให้จิ้นฝูลงสนามประลองได้ยังไง!

                “อย่านอกเรื่อง นี่มันอะไร ทำไมเจ้าถึง...แล้วยังแต่งตัวด้วยชุดของพรรคเซียนสวรรค์อีก”

                “แตกคอกันเองแล้วรึ”

                เสียงหวานเสียงหนึ่งดังสอดบทสนทนา ฉางหลันก้าวขาเข้ามากลางวงล้อม กรีดยิ้มสยองกว้าง ผมช็อกจนไม่รู้จะพูดอะไร ไม่คิดว่าจะโดนหลอกซ้ำซากอย่างนี้

                “เจ้าเป็นใคร” เหลียงหลวนเซียนถามขึ้น

                “อดีพพระสนามฉางหลัน...” ฉางหลันผงกศีรษะทักทาย ก่อนจะปล่อยร่างลงกองพื้นเหมือนของเล่นพังๆ แต่ปากยังขยับพูดได้ “หรือศพชักใย...ของเหลียงเหวินหลาง”

                ไม่มีการลอบปลงพระชนม์ ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรทั้งนั้นกับฮ่องเต้...ทั้งหมดมันก็แค่เรื่องแต่ง ที่จะหลอกให้ผมโผล่หัวจากที่ซ่อนเท่านั้น

                ถ้าฉางหลันเป็นคนของเหลียงเหวินหลาง นางก็เจอตัวผมแล้ว แล้วทำไมถึงต้องอยากให้ผมปรากฏตัวออกมาอีก ผมคิดไม่ตก แต่ในตอนนี้ไม่ว่าจะทุ่มสมองคิดเท่าไหร่ ผมก็คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้นนอกจากร่างในอ้อมกอดที่หายใจรวยริน

                “อี้เฟย!” หลิ่งเซียวหรูตะโกนเรียกจากประตูทางหนีด้านหลังพระที่นั่ง เขาคงพาฮ่องเต้หลบหนีไป แต่ย้อนกลับมาเรียกผม

                “กำยานใช้ได้ดีหรือไม่ เช่นนั้นข้าก็ยินดีแล้ว” ฉางหลันพยุงตัวลุกขึ้นท่าทางเหมือนไร้กระดูก “เสียดายเหลือเกินที่เวลาหมดลงแล้ว”

                ควันจางลอยคลุ้ง ปรากฏร่างใหญ่ยักษ์ขนสีดำล้วนขึ้นแทนที่ร่างมนุษย์เล็กๆ หลิ่งเซียวหรูชะงักมอง อสูรมารดำหน้าตาน่ากลัวตัวนั้นคือมนุษย์คนนั้นเอง...

                รู้สึกผิดที่หลอกเขาไป แต่ผมโกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่ ตะคอกถามฉางหลันจนแผ่นดินสะเทือน

                “ต้องการอะไรจากข้า!

                “อสูรมารดำ ใจเย็นลงก่อน” เหลียงหลวนเซียนยึดร่างผมไว้ แต่ไม่ทันการแล้ว...

                ผมกระโจนเข้าหาฉางหลัน พอผลักนางลงพื้นได้ก็ฝังเขี้ยวลงไปที่ลำคอทันที ฉางหลันหัวเราะร่า ปากขยับพูดต่อไปอย่างนั้น

                “กำยานนั่นมีฤทธิ์หลอนประสาท ยิ่งสูดดมมากเท่าไหร่ ภาพหลอนในห้วงคิดรุนแรงมากเท่านั้น...อา ครู่นั้นเจ้าได้เห็นแล้วใช่หรือไม่! ฉากสะเทือนใจที่เด็กมนุษย์คนนั้นถูกทำร้ายตรอกลงไปในใจเจ้าแล้วใช่ไหม ดีเหลือเกิน ข้าทำงานสำเร็จแล้ว ท่านเหวินหลาง...”

                สิ้นคำร่างเนื้อฉางหลันพลันสลายกลายเป็นทราย ผมรีบถุยบ้วนออกระลอกใหญ่ สิ่งที่นางพูดหมายความว่ายังไง ทำสำเร็จ...อะไรสำเร็จ? จิ้นฝูไม่ได้เป็นอะไรสัก...

                “อาเฟย...ช่วยด้วย”

                ใบหน้าสวยล้ำแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ดวงตาคู่งามกลวงลึกโบ๋ รอยแผลช้ำม่วงเป็นจ้ำๆ กระจายเต็มเรือนร่าง ไม่ช้าแผลพวกนั้นก็กลายสภาพเป็นหลุมโบ๋สีดำ จิ้นฝูยื่นมือมาทางผม “ฆ่าพวกมัน”

                “จิ้นฝู...”

                “ฆ่าพวกมัน!

            หลังจากคำนั้น สติสัมปชัญญะของผมก็หายดับไป

                .........

                ...

 

                เป้าหมายของเหลียงเหวินหลางในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ

                กลิ่นกำยานหอมชวนคลื่นเหียน ปะปนไปกับกลิ่นเลือดคั่งจากศพเน่าเหม็น ใจกลางวงล้อมบ้าระห่ำคืออสูรมารดำสภาวะขาดสติตัวหนึ่ง มันกระโจนโจมตีทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่มีเลือก กระทั่งคนในพรรคเดียวกันยังหันคมเขี้ยวใส่ ยิ่งได้กลิ่นโลหิตมากเข้า พลังทำลายก็ยิ่งทวีรุนแรงมากเรื่อยๆ

                เหลียงหลวนเซียนประคองร่างจิ้นฝูไปหลบพักอยู่มุมหนึ่ง เขาพยายามตะโกนเรียกสั่งให้อี้เฟยกลับมา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรอสูรมารดำที่ขาดสติไปแล้วนั้นยากนักจะหวนคืนได้...

                ไม่คิดเลยว่าพี่ชายใหญ่จะใช้แผนการนี้! เจ้าศพคนตายเดินได้พวกนี้เพียงยืนเฉยๆ เป็นเป้านิ่งให้อสูรมารดำตวัดเขี้ยวเล็บจัดการ จำนวนมากมายมหาสานของศพเพิ่มพูดเป็นกองสูง มีอสูรคลั่งเป็นตัวต้นเหตุ หากใครหน้าไหนกล้าเข้าขวางมัน คนผู้นั้นจะต้องจบชีวิตลง

                ทุกอย่างลงเอยและเป็นไปตามแผนการของพี่มากเกินไป...ถ้าหากเหลียงหลวนเซียนไม่คิดจะต่อรองกับจิ้นฝูโดยใช้การประลองบ้าๆ นี่ บางทีเรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้

                เป้าหมายของเหลียงเหวินหลางคราวนี้คือการหลอกล่ออสูรมารดำให้ธาตุไฟแตก ตำราในหอสมุดกล่าวไว้ว่าอสูรมารดำเป็นสัตว์ดุร้ายที่มีธาตุไฟไหลเวียนอยู่ภายในกาย หากวันใดธาตุไฟแตกหรือซึมแทรกเข้าจิตใจ เมื่อนั่นอสูรมารดำจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหาร จะเข่นฆ่าจนกว่าจะหมดลมหายใจ

                เพราะมีแผนนี้เอง ทำให้แม้หาที่ซ่อนอสูรมารดำเจอ แต่ถ้าล่อให้ออกมาไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ เหลียงหวนเซียนขบฟันกรอด ยอมรับความพ่ายแพ้ในคราวนี้ เขาจัดการจับจิ้นฝูนั่งพิงกำแพงพัก แล้วงัดกระบี่ยาวข้างเอวไปหาอี้เฟย

                แต่เดิมแล้วหากเข้าพิธีเชื่อมวิญญาณกัน ต่อให้ไม่ต้องการแต่เขาและอี้เฟยจะมีจิตสื่อถึงกันโดยตรง เหลียงหลวนเซียนพยายามเพ่งสมาธิหาอี้เฟย แต่พบเพียงหลุมไร้ก้นสีดำเท่านั้น เขาหาจิตใจของอี้เฟยไม่เจอ!

                “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เจ้าจะต้องตาย!” เหลียงหลวนเซียนลุยหน้าเข้าต่อสู้ ผู้ติดตามในพรรคคนอื่นล้วนรู้ดีว่าไม่มีใครสู้แรงบ้าของอสูรมารดำตอนธาตุไฟแทรกได้ จึงถอยร่นออกมา คอยกันชาวยุทธ์คนอื่นมิให้ถูกลูกหลง

                มีหลายคนต้องการเข้าไปช่วยสกัดอสูรมารดำ แต่เข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย และเหลียงหลวนเซียนไม่ได้ต้องการให้ใครลงมือฆ่าเจ้าอสูรขนฟูตัวนี้ เขาต้องการเดิมพันทุกอย่างเพื่อเรียกสติมันกลับคืนมา

                “มองข้าสิ อสูรมารดำ!

                เสียงขู่คำรามไร้ศัพท์มนุษย์ส่งโต้กลับมา ประกายไฟเดือดสีฟ้าลอยลอดดงเขี้ยวระอุไอ อี้เฟยคำรามกังวาน ตั้งท่ากระโจนเข้าไปหมายใช้กรงเล็บฟันกลางลำตัวเหลียงหลวนเซียน

                “ข้าเหลียงหลวนเซียน นายน้อยของเจ้า!

                ถ้าเจ้าตายไปแล้วคำสัญญา...คำสัญญาเมื่อครั้งก่อนใครจะรับผิดชอบ เหลียงหลวนเซียนกัดฟัน รำกระบี่ฟาดใส่ใบหน้าอสูรมารดำ ยิ่งถูกโจมตีอี้เฟยยิ่งคลุ้มคลั่ง วิ่งกระโดดเข้ามาไม่คิดชีวิต

                “ท่านชายพรรคอสูร!” หลิ่งเซียวหรูตะโกนเรียก ในมือกำด้ายสีใสที่ถักโยงรยางค์พร้อมตัดศีรษะเอาไว้ “อสูรตัวนั้นสติและธาตุไฟแตกแล้ว อย่าพยายามเลย ถ้าท่านไม่กล้าข้าจะช่วยปล่อยมันให้เป็นอิสระจากบ่วงเอง”

                “ไม่ได้ อย่ามายุ่งนะ อย่ามา...อย่ามาพรากมันไปจากข้า!

            ข้าจากมันมาครั้งหนึ่งแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้มันจากไปไหนอีก!!

            กึก!

                เท้าข้างหนึ่งสะดุดกับขาศพที่กองอยู่ เหลียงหลวนเซียนเสียหลักหงายล้ม จังหวะเดียวกัน เงาดำร่างใหญ่ยักษ์ราวขุนเขากระโจนเข้ามาทาบทับ เงื้อเล็บแหลมคมสีดำอย่างรวดเร็ว...

                ลมหายใจสั้นๆ แผ่วเบา ไม่ช้าเร็วล้วนดับไป หากวันนั้นมาถึงแล้ว และเป็นอสูรมารดำที่พรากมันจากไป เมื่อนั้นแล้วความรู้สึกยามถูกฆ่าจะเป็นดีใจหรือเสียใจกันนะ...

                เหลียงหลวนเซียนหลับตาลงช้าๆ รอรับสัมผัสสุดท้ายอย่างจำยอม หากเรียกมันกลับคืนมาไม่ได้...เช่นนั้นสู้จากไปพร้อมกันเลยยังจะดีกว่า

                “อาเฟยหยุดนะ!

           

 

            ผมได้ยินเสียงเล็กๆ แสนคุ้นหูเสียงหนึ่งเรียกดังมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง

                ผมพยายามคิด คิด คิด...ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และมาทำอะไรที่นี่ ทำไมทุกอย่างมันช่างเงียบเชียบวังเวง น่าเศร้ามากขนาดนี้?

                รู้สึกเสียใจ รู้สึกอยากร้องไห้ รู้สึกคิดถึง ความรู้สึกเหล่านี้วนเวียนอยู่รอบตัวผม พลันเสียงหัวเราะใสๆ คล้ายกระดิ่งแก้วต้องลมก็พัดผ่านเข้ามาในโสตประสาท ตามมาด้วยกลิ่นของสายฝน และสัมผัสอ่อนโยนราวดอกไม้คลี่แย้ม

                ในหัวปรากฏภาพคนผู้หนึ่งขึ้นมา ในมือหมุนก้านดอกไม้แห้งสีเหลืองเล่น บนหน้าตักมีตำราสมุนไพรเก่าๆ วางอยู่ เขาหันมาหาผม แสงสะท้อนย้อนแสงจากบานหน้าต่างทำให้ผมเห็นเพียงรอยยิ้มเจือจางจากเขาเท่านั้น

                “อาเฟย”

                ..............

                ….

                ...

                “....อ...อาเฟย”

                เกิดอะไรขึ้น ภาพโฟกัสตรงหน้าผมแปรเปลี่ยนไป กลิ่นคลุ้งคาวเลือดลอยกระทบแตะจมูก ฝ่ามือทั้งสองข้างย้อมสีแดงเข้มซึมขนดงขนหนา ภาพต่างๆ ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาอย่างช้าๆ ผมยืนนิ่ง อวัยวะภายในกายร้อนระอุประดุจไฟสุม กว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้หัวก็ปวดจี๊ดไปหมด

                “เจ้ากลับมาแล้ว...”

                “เหลียง...หลวนเซียน?”

                “เจ้าจำข้าได้...ปาฏิหาริย์ เด็กคนนั้นสร้างปาฏิหาริย์แล้ว...”

                ใครสร้างอะไร ผมจับศีรษะตัวเองที่กำลังหมุนไปหมุนมา แต่เมื่อก้มลงมองปลายเท้า กลับเห็นร่างจิ้นฝูนอนนิ่งอยู่

                “จิ้นฝู! เจ้าเป็นอะไร...”

                ผมพลิกตัวเขาขึ้นมา หัวใจหล่นร่วงลงตาตุ่ม เขาโดนซัดเข้ากำแพงแรงขนาดนี้เลยเหรอ...ทำไมเลือดของเขาถึงได้เจิ่งนองเต็มมือผม...เต็มพื้น เต็มตัว...ไหลออกมาแม้กระทั่งใบหูเยอะขนาดนี้

                “จิ้น...จิ้นฝู”

                ผมเขย่าตัวเขาเบาๆ ดวงตาทั้งสองร้อนผ่าว ไม่จริงน่า อย่าล้อข้าเล่นแรงแบบนี้สิ ผมยกยิ้มฝืน เรียกเขาซ้ำๆ ราวกับเด็กหัดพูด “จิ้นฝู นี่ จิ้นฝู...จิ้นฝู”

                ระหว่างที่เรียกชื่อของเขานั้น ภาพจากความทรงจำช่วงที่สติขาดหายไปก็ไหลทะลักแล่นเข้ามา ผมเพิ่มแรงเขย่าตัวเขา ศีรษะเล็กโคลงเคลงไปตามแรงนั้นจนคอพับ ดวงตากลมโตปิดนิ่งสนิท ไม่มีแม้กระทั่งแรงขยับ ความสิ้นหวังตีตื้นขึ้นมาเต็มหัวใจจนทรมาน ผมทำอะไรลงไป ผมทำบ้าอะไรลงไป!

                “จิ้นฝู ตื่นขึ้นมาก่อน ข้ามีเรื่องที่ยังต้องบอกเจ้าอยู่นะ จิ้นฝู จิ้นฝู ข้า....จิ้นฝู”

                เลือดไหลหยดกระทบเป็นเสียงหยดน้ำไม่หยุดเสียทีเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน...ทำไมเลือดของเขาถึงเป็นสีนี้กันล่ะ ผมกอดกระชับร่างของเขาเต็มวงแขน ใช้ขนนุ่มซึมซับเลือดนั่นไว้เพราะกลัวมันจะไหลออกไปมากกว่านี้ ออกไปจนหมดตัวของเขา

                เขาตัวแค่นี้เอง จะเสียเลือดมากกว่านี้ไม่ได้...ไม่ได้

                “อสูรมารดำ” เหลียงหลวนเซียนเดินเข้ามาจับไหล่ผม “ข้า...เสียใจ”

                เสียใจอะไร ไม่เอา ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดก็แค่....

                “อะไรกันท่านชาย...ข้า...”

                เหลียงหลวนเซียนดึงผมเข้าไปกอดแน่น เป็นครั้งแรกที่เขาทำอย่างนี้ ผมเบิกตาโตกว้างพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอไหลลงมา “ข้าขอโทษ ขอโทษ...”

                ใช่ว่าผมจะไม่เข้าใจคำพูดนั้น ผมเพียงแค่หลอกตัวเอง...

                เสียงหัวใจ...เสียงชีพจร

                ทำไมผมถึงไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นจากจิ้นฝูเลย

               

               ----------------------------------------


:'(


อย่าเพิ่งหนีกันนะ มาเอาใจช่วยตอนต่อไปกันก่อน


เจอกันใหม่ตอนต่อไปครับ

               

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 267 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2020 y_pps (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 14:08
    ห๊าาาา
    #2,020
    0
  2. #1963 FernNAlls (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 14:18
    อะไรว่ะเนี่ยยยสย
    #1,963
    0
  3. #1855 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 01:58
    กรี๊ดดดดดม่ายยยยย
    #1,855
    0
  4. #1818 BaiChaKung (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 20:25

    ขว้างโทรศัพท์ใส่ไรท์ แง้ นายเอกได้จากไปแล้ว;0;

    #1,818
    0
  5. #1785 Paperheart96 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 / 03:10
    จิ้นฝูของพี่ น้องงงงงงง ม่ายยย
    #1,785
    0
  6. #1604 bb.smile (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 00:06
    เดี๋ยวๆๆๆๆ อัไรๆๆๆๆ
    #1,604
    0
  7. #1188 praewpraew21 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 16:07
    ร้องไห้เลยอ่า ไรท ์(ถือมีด แสยะยิ้ม)
    #1,188
    0
  8. #1111 Takgy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 22:36
    อะ...อะไรรรกันนน
    #1,111
    0
  9. #846 0930653088 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 15:54
    ไรท์ว้อยยยย TT
    #846
    0
  10. #773 ohjesus (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 18:52
    โอ้มายก็อด....
    #773
    0
  11. #354 ภูตเงา [Doppelganger] (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 16:23
    ไม่นะ...ไรท์จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ..ไม่นะ...ไม่...
    #354
    0
  12. #254 Pasuta72548 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:03
    ม่ายยย คนงามของเรา! เรือเราจะล่มจริงๆหรอ?!
    #254
    0
  13. #253 คุณหลอกดาว! (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:52
    เรือจิ้นฝูจะล่มหรอ แงงงงงงง
    #253
    0
  14. #252 lu_min (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:47
    ม่ายยยยยยยยยยยยยยยน้องต้องไม่เป็นไรนะะะะะะะ
    #252
    0
  15. #251 Corona_Borealis (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:28
    ใจร้ายยย น้องเพิ่งอายุ15เอง ฮือออออ
    #251
    0
  16. #249 มารร้าย♥ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:38
    ไม้นะะะะ
    #249
    0
  17. #248 aquasoman (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:02
    โอ้ยวุ่นวายอีกแน่ๆหลังจากนี้เพราะอสูรของเราขาดสติไปแล้วแง ทำไงดีไหนจะคนงามของเราเป็นอะไรไปอีก T__T
    #248
    0
  18. #247 Ziolp (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:13
    เกิดอะไรขึ้นนนนนนนน
    #247
    0
  19. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:17
    ม่ายยยย..จิ้นฝูห้ามตายนะ!
    #246
    0
  20. #245 cantus1011 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:59
    หน่วงใจอ่า~ ไม่อยากให้ใครตาย อีกอย่างจิ้นฝูยังไม่ได้ยินคำที่อาเฟยจะบอกเรยนะ อย่ารีบด่วนจากไปสิ๊ แร้วอนาคตอาเฟยจะยังอยากกับร่างเดิมรึเปล่าเนี่ย จะกลายเป็นอสูรใบ้อีกไม๊เนี่ย สงสาร ฮื่อๆๆๆ
    #245
    0
  21. #244 เพลิงเจ้าหญิงซาตาน (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:49
    กรี๊ดดดดดดดดดดดด
    เจ้าเฒ่า!! ลงมาช่วยเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!!
    #244
    0
  22. #242 ดารุมะ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:20
    ม่ายยยยยยย!!!เรือล่มเหรอคะ!!?? ฮืออออจิ้นฝู่#เดี๋ยวนางก็ฟื้นใช่มั้ย?อาจจะเป็นวิญญาณชั่วขณะแล้วเห็นร่างที่แท้จริงของเฟยเฟย ไม่งั้นก็อาจจะไปอยู่ร่างคนอื่นเหมือนกับที่เฟยเฟยมาอยู่ในร่างอสูรมารดำ#ยังคงหลอกตัวเองและมโนต่อไป ฉันจะไม่ยอมรับความจริง!!! ฮืออออ นอนไม่หลับแล้ว!!ไรท์กลับมาก่อน พรีสสสส~#ยังคงพายเรือจิ้นฝูไปพร้อมกับน้ำตาและความหวังอันน้อยนิด ...หรือไม่มีเลย#ฉันลงเรือผิด?จะร้องไห้
    #242
    0