อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 19 : เผชิญหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,985
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 236 ครั้ง
    11 ก.พ. 61

เผชิญหน้า

 

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสายลับระดับ 707...

พูดเวอร์ไปงั้นแหละ ผมยังไม่เคยดูหนังสายลับนั่นด้วยซ้ำ ก็แค่เปรียบเทียบให้มันฟังดูเข้าใจง่ายเท่านั้นแหละ การต้องปิดบังตัวตนที่อันตรายของตัวเองในดงจอมยุทธ์เป็นความรู้สึกแปลกใหม่เหลือเกิน และถ้าผมเป็นสายลับ ผมคงเป็นสายลับที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผมใช้ผ้าโปร่งสีดำบางๆ ที่คุ้ยเจอในซอกตู้มาพันใบหน้าเอาไว้ เสื้อผ้าใส่อยู่ตอนนี้เป็นเพียงภาพลวงตาทำให้ถอดไม่ออก จำต้องใส่เดินออกไปทั้งอย่างนั้น เป็นเสื้อยืดสีดำตัวโคร่งสกรีนลายตัวการ์ตูนแมวสีขาวทำให้ผมที่ตัวเล็กอยู่แล้วยิ่งดูตัวเล็กเข้าไปอีก กับกางเกงสามส่วนสีเทาเลยหัวเข่ามานิดหน่อย โชว์ต้นขาขาวๆ วับๆ แวมๆ ชุดใส่สบายตัวโปรดที่ใช้ใส่ได้ทุกสาถการณ์ จะมาเปลี่ยนเสื้อเอาตอนนี้ก็ทำไม่ได้ มาตอนนี้มันกลับดูแปลกประหลาดในดงคนเหลือเกิน

ถ้ามีใครจับได้ว่าผมเป็นอสูรมารดำต้องฉิบหายวอดวายแน่ๆ แล้วยิ่งมาแต่งตัวแปลกแยกอย่างงี้อีก โอ๊ย มันจะตกเป็นเป้าสายตาไปถึงไหน พวกจอมยุทธ์รอบตัวเริ่มหันมามองผมจนคอเอี้ยว ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วว่าจอมยุทธ์จากสำนักไหนกันแต่งตัวแปลกประหลาดนักดังมาตลอดทาง ผมกระชับมือที่จับผ้าโปร่งคลุมหน้าแน่น เดินอาดๆ ฝ่าฝูงชนหาที่ลับตา ขืนยังยืนเอ๋อตรงนี้ต่อคงมิวายถูกดึงตัวไปถามอย่างแน่นอน

หมับ!

ไม่ทันขาดคำ ไหล่ผมก็ถูกมือหนึ่งคว้าเอาไว้แล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิโว้ย

เหงื่อโชกไหลเข้าเบ้าตาจนแสบ ผมเกร็งตัวสู้ ไม่หันไปหามือนั้นในทันที จนคนที่คว้าไหล่ผมกดเสียงถามสงสัย

“เจ้าเป็นจอมยุทธ์จากสำนักใด รายงานมาซิ”

“เอ่อ คือ...คือ...” ผมอ้ำอึงตอบไม่ถูก จะให้มาด้นสดเอาในเวลาอย่างนี้ใครมันจะไปคิดออกกันเล่า! “สะ...สำนักคุ้มภัย...”

“สักกัดไหน”

จะเจาะลึกไปหาสมบัติเจ็ดย่านน้ำเรอะ! คนที่มาฉุดตัวผมไว้ใส่เครื่องแบบทหารองครักษ์ คงมาเดินตรวจตาแล้วสะดุดผมที่ทำตัวมีพิรุธสินะ จะด่าคนที่ปฏิบัติตามหน้าที่ก็ยังไงอยู่ เพราะผมก็ทำตัวน่าสงสัยจริงๆ แต่ขอทีเถอะ ครั้งนี้ช่วยขี้เกียจทำงาน แล้วปล่อยผ่านไปไม่ได้หรือไง

ทหารองครักษ์นายนั้นมือข้างหนึ่งก็คลี่ม้วนกระดาษซือเสวียนไล่หาชื่อสำนักคุ้มภัยรอ กดดันกันระดับแผ่นดินสะเทือนเก้าจุดเก้าริกเตอร์ นึกอยากให้จู่ๆ แผ่นดินแยกแล้วสูบนายทหารคนขยันนี่ลงไปใต้ดินมันเสียตอนนี้

ผมกดผ้าโปร่งสีดำให้แนบชิดกับแก้ม หันไปประจันหน้ากับทหารองครักษ์ เอ่ยเสียงตอบไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด ขอบคุณกำยานอำพรางขั้นเทพที่พรางได้แม้กระทั่งเสียง ทำให้ตอนนี้เสียงผมมันเล็กๆ หวานๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีเพี้ยน

“สำนัก...สำนักเฮยเซ่อขอรับ”

“เฮยเซ่อ? (สีดำ) เนี่ยนะ”

มุมปากผมกระตุกนิดๆ ก็จะมาให้คิดชื่ออลังการเอาช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานให้มันได้อะไร สู้ใช้คำพื้นๆ เรียบๆ คุ้นหูที่ใครก็เคยได้ยินไม่ดีกว่าเหรอ เกิดตอบเวอร์ๆ ไปอย่างวิหกเหินหาว หรือมังกรสยายปีกแล้วเกิดไม่มีหรือชื่อไปซ้ำกับใครเขาขึ้นมา...พ่อคุณเอ๊ย ตายเป็นตาย ทหารองครักษ์ทั้งวังหลวงและจอมยุทธ์เปี่ยมคุณธรมมทั้งหลายคงกรูกันเข้ามาจับผมข้อหาคนน่าสงสัยแอบลักลอบเข้าวังหลวง แล้วเกิดจับไปจับมากำยานพรางตัวหมดฤทธิ์ ร่างอสูรขนฟูโผล่ตู้มสู่สายตาชาวยุทธ์ ปล่อยขนพองๆ ปลิวเข้าปากคนอื่น จะวุ่นขนาดไหนแค่คิดผมก็อยากตายแล้ว

“ใช่ขอรับท่าน ท่านก็น่าจะเคยได้ยินนี่นา เฮยเซ่อ เฮยเซ่อ...” ผมพูดซ้ำกรอกเข้าหูทหารผู้นั้นราวกับสะกดจิต น้ำเสียงใสๆ ติดจะหวานหน่อยๆ ตะล่อมจนคนฟังเริ่มทำหน้าเคลิ้มๆ

ไม่รู้เสียงออดอ้อนของผมมันใช้ได้ดี หรือนายทหารคนนี้เมากลิ่นกำยาน ไม่ว่าจะเพราะอะไรแต่ขอซื้อต่อได้ไหมไอ้กำยานเนี่ย มันจะใช้ดีเกินไปแล้วนะ

“ก็...อืม คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินอยู่ ว่าแต่ทำไมเจ้าแต่งตัวแปลกเช่นนี้”

เหล่าคนในงานบริเวณรอบด้านเริ่มพุ่งสายตามายังผมเป็นวงล้อม

“เครื่องแบบไงขอรับ พอดีสำนักข้าเป็นสำนักที่รับเอาวัฒนธรรมจากต่างแดนเข้ามาด้วย เลยออกจะแปลกแยกไปสักหน่อย”

“งั้นรึ” ทหารองครักษ์จ้องหน้าที่ถูกผ้าโปร่งปิดตาไม่กะพริบ ก่อนจะค่อยๆ ไล่มองเรื่อยไปจนถึงปลายเท้า ก่อนสายตาเหมือนสะดุดอยู่ตรงช่วงต้นขาที่โผล่ออกมาแถวกางเกงขาสั้น

ลืมไปเลยว่ากางเกงสามส่วนสำหรับคนที่นี่ไม่ต่างจากกางเกงซับใน! ผมรีบเอื้อมมือไปดึงกางเกงให้ต่ำลงมาทันที โดยลืมไปว่ามันเป็นภาพลวงตาเสมือนจริง ดึงให้มันหลุดพรืดลงมาทั้งยวงก็ดึงให้มันปิดไม่ได้หรอก ผลคืออะไรรู้ไหมครับ ผมตกใจลนลานจนเผลอปล่อยมือจากผ้าโปร่งที่ปิดหน้าตัวเองอยู่ไงเล่า!!

ผ่ามพ้าม ผ้าโง่ๆ ที่ใช้ปิดหน้าตัวเองหล่นร่วงลงพื้นเหมือนทิชชู่เปียกบางๆ น่าอเนจอนาถที่สุด...

ทหารองครักษ์ก้มลงเก็บผ้าโปร่งสีดำจากพื้นขึ้นมาให้ แต่ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตา สิ่งแรกที่ผมเห็นคืออาการตาค้าง ตามมาด้วยเสียงอู้อี้ในลำคอเหมือนพูดอะไรไม่ถูก

รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม โดนเห็นหน้าซะขนาดนี้คงหนีไม่รอดแล้วอาเฟยเอ้ย จะเข้าวังหลวงทั้งทีต้องโดนตรวจมากขนาดไหนทำไมผมจะไม่รู้ แล้วมีหรือคนแปลกหน้าแต่งตัวผิดแผกจากคนอื่นจะไม่ถูกจำหน้าได้ง่ายๆ เอาล่ะ ตอนนี้เห็นทีสิ่งเดียวที่ทำได้คือ...

วิ่งหนี วิ่งไปให้สุดขอบฟ้า วิ่งไปให้ถึงอีกฟากกำแพงวังไปเลย!

ผมหันหลังวิ่งหนีติดเกียร์หมาทันที ภายนอกถึงจะเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็ก แต่ร่างจริงและความสามารถยังคงเป็นอสูรมารดำตัวบะเริ่มแรงกายมหาศาล ร่างตอนเป็นคนวิ่งหนีเจ้าหนี้ว่าเร็วแล้ว มาร่างอสูรบวกกำลังภายใน บอกเลยว่าวิ่งหนีทหารตรวจตาน่ะจิ๊บๆ

“เดี๋ยว!

ใครอยู่ก็โง่แล้วครับผม!

 

เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของผมก็หายวับไปกับความมืดของอีกฟากหนึ่ง ความเร็วระดับจับตาไม่ได้สร้างเสียงตื่นตกใจเป็นแถวๆ ชั่วขณะเดียวก็เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและมือที่ยื่นไปข้างหน้าของทหารองครักษ์...

“ความเร็วขนาดนั้นมันอะไรกัน!

“เมื่อครู่เจ้าคนคนนั้นมันอยู่สำนักใดกันนะ”

“แค่พริบตาเดียวก็ทิ้งไว้แค่ฝุ่น...บรรลุวิชาตัวเบาเข้าขั้นหนือภพแล้วชัดๆ”

“อย่างนั้นมันสุดยอด...ปะ...ปรมาจารย์”

สุดยอดปรมาจารย์ปรากฏกายแล้ว...

“ว่าไปเจ้าเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นหรือไม่...”

“เห็นสิ...ใบหน้านั่นมัน...”

ทุกคนเหลือบสายตาไปยังทหารองครักษ์ที่ยังยืนค้างอยู่ท่าเดิม ราวตกอยู่ในภวังค์ฝัน เขาก้มลงมองผ้าโปร่งสีดำในมืออย่างช้าๆ พวงแก้มทั้งสองข้างค่อยๆ แดงซ่านขึ้นเรื่อยๆ...

 

ในขณะที่การปรากฏตัวอย่างวู่วามที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีสร้างความแตกตื่นโกลาหลไม่น้อยแก่ผู้พบเห็น ผมก็หลบหลีกเลี่ยงหนีฝูงชนมาตามตรอกมืด คอยหลบพวกทหารเวรยามที่เดินตรวจตาอยู่รอบทิศจนหอบ แม้จะลอบเข้างานมาได้แล้ว แต่กลับเดินไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างใจคิด สร้างความลำบากไม่น้อย ผมนั่งคู้ตัวคิดขณะนั่งกอดเข่าอยู่มุมมืด จะมีการลอบสังหารเกิดขึ้น ผมจะขัดขวางยังไง แค่ฐานะที่จะใช้ยืนยันตัวในงานยังไม่มีเลย ขืนออกไปดื้อๆ อย่างนี้คงถูกจับยัดเข้าคุกหลวง รอเวลากำยานหมดฤทธิ์พอดีน่ะสิ

เวลานี้ไม่มีใครรู้จักผม ครั้นจะไปขอความช่วยเหลือจากพรรคอสูรก็คงเป็นไปไม่ได้...เมื่อผมไม่ใช่อสูรมารดำ ผมก็ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป แวบหนึ่งผมคิดถึงเหลียงหลวนเซียนขึ้นมา ถ้าเป็นท่านชายน้อยคนนั้นจะยอมเชื่อผมหรือเปล่านะ แต่แล้วความคิดนี้ก็ถูกพับเก็บไป เมื่อผมนึกขึ้นได้ตามมาว่าเขาสั่งไม่ให้ผมออกจากตำหนักเย็น

เหลียงหลวนเซียนพึ่งไม่ได้ งั้นจิ้นฝู ถ้าเป็นเด็กคนนั้นต้องเขื่อผมอย่างแน่นอน...

จิ้นฝู...

ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในห้วงความคิด ก่อนจะเลือนหายไปราวกับรอยทรายที่ถูกน้ำซัด...

ผม...ยังมีหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเด็กคนนั้นอยู่อีกหรือไง...เพิ่งจะทำเขาเสียใจไปแหม่บๆ ยังจะเอาหน้าที่ไหนไปขอความช่วยเหลืออีกไม่ทราบ ต่อให้รู้ว่าจิ้นฝูใจดีแค่ไหน แต่ผมก็ไม่มีหน้าไปสู้เขาอยู่ดี

ไปในสภาพคนแบบนี้เขาจะว่ายังไง ถ้าเห็นผมในร่างนี้จะรู้สึกยังไง ถ้าไม่ชอบขึ้นมา...

“บ้าชะมัด ดึงสติกลับมาก่อน ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้นนะ...” ผมกระซิบบอกตัวเอง ตบแก้มแรงๆ สักสองทีแล้วฮึดขึ้นมาใหม่ ขอให้เรื่องนี้จบลงเมื่อไหร่ผมจะไปพูดคำนั้นกับเขา คราวนี้จะไม่ปล่อยให้เสียงหายไปอย่างนั้นอีกแล้ว

เมื่อแรงใจเริ่มหลั่งไหลผมก็พยายามขบคิดหากลวิธีที่จะพาตัวเองเนียนเข้าไปร่วมงานในวังหลวง ทางที่ดีคือต้องแฝงตัวเข้าไปถึงในงานเลี้ยงตำหนักใหญ่ และต้องอยู่จุดที่มองเห็นฮ่องเต้ชัดเจน แต่ตำแหน่งวีไอพีขนาดนั้นจะทำยังไงให้ได้มากันล่ะ กับคนที่ไม่มีอะไรมายืนยันตัวตน บอกเลยว่ามันยากมากเกินความสามารถจริงๆ ต่อให้ตอนนี้ฝึกวิชาจนได้เซียน แต่จะเข้าใกล้ฮ่องเต้ที่ฐานะเปรียบสมมติเทพมันก็ยังยาก

มิชชั่นระดับหิน จะถอนตัวก็ไม่ได้จะหนีก็ไม่ดี มีทางเลือกอะไรให้ผมนอกจากลุยไหมฮะ อย่างน้อยขอไอเท็มเด็ดๆ หน่อยไม่ได้เหรอ! ถ้าเป็นเกมผมคงทุ่มหมดหน้าตักเติมจนไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำไปนานแล้ว แต่นี่มันไม่มีทางลัด เล่นจริงเจ็บจริง และตายจริง ตายขึ้นมารอบนี้จะมีโอกาสกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมนั่งกุมขมับอยากร้องไห้ให้ดังๆ สักที ตอนสอบตกเกือบเรียนไม่จบยังไม่มืดแปดด้านเท่าตอนนี้ แต่แล้วกลับมีเสียงโอดโอยเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากผมนัก

ผมชะเง้อคอออกมาดู เห็นร่างสีขาวตะคุ่มๆ ดูคุ้นตากำลังมุดอยู่แถวพงหญ้า...

เดี๋ยวสิ นั่นมัน...

“ท่านนักบวช...”

                ก้อนขาวๆ อย่างนี้นอกจากไป๋เยว่ก็มีแต่นักบวชคนนี้เท่านั้นแหละ ผมหันซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีคนก็ค่อยเดินออกไปหาร่างสีขาวร่างนั้น ช่วงบนติดอยู่ในหญ้าสูง โผล่ออกมาแต่ก้นโด่งๆ กับช่วงล่างที่จะมุดเข้าก็ไม่เข้าจะออกก็ไม่ออก

                นี่อย่าบอกนะว่าติดน่ะ...แล้วไปติดได้ยังไงกัน คนคนนี้น่าสงสารเกินไปแล้ว...

                “ให้ข้าช่วยไหม” ผมเอ่ยปากถาม ร่างนั้นสะดุ้งนิดหน่อยแล้วเงียบไป ก่อนจะมีเสียงเบาหวิวลอยตอบ

                “อืม...”

                ผมจับช่วงบั้นเอวไว้แล้วออกแรงดึง ร่างใต้เสื้อขาวมิดชิดแน่นปั๋งกว่าที่คิดจนจิตอกุศลด้านคลั่งผู้ชายหุ่นดีทำงานหนักมาก กว่าจะตระหนักว่าอีกฝ่ายเป็นนักบวชน้ำลายก็ไหลยืดเกือบใส่ก้นเขา อีกฝ่ายหันหลังแถมหัวยังติดอยู่อีกด้านหนึ่ง คงไม่เห็นท่าทางอุบาทว์ของผมหรอกใช่ไหม ผมยังไม่อยากทำให้นักบวชคนนี้มีมลทินในชีวิตหรอกนะ

                ใช้เวลาไม่นานผมก็ดึงเขาออกมาจากหญ้าได้ เสียง ผลุบดังก้อง ตามมาด้วยร่างกำยำเต็มตัวของชายคนหนึ่งที่ล้มคะมำใส่ตัวผม สภาพของเขาเละตุ้มเป๊ะอีกแล้ว ทำไมเจอกันทีไรเขาก็ต้องตัวเปื้อนดิน ไม่เปื้อนดินก็หลงทาง ไม่หลงทางก็โผล่มาแปลกๆ ตลอดเลย นึกอยากถามเขาชะมัดว่าวันๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง ทำไมถึงได้ซนอะไรขนาดนี้

                ผมประคองกึ่งอุ้ม ลากร่างเลอะๆ ร่างนั้นมานั่งพักอยู่ที่ม้าหินอ่อนใกล้ๆ ศีรษะสีเงินโงนเงนไปมา ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท เรียวคิ้วขมวดแน่นเป็นปม ผิวของเขาซีดขาวอยู่แล้วแต่ตอนนี้ซีดมากเป็นพิเศษ อาการอย่างนี้คล้ายคนใกล้เป็นลม ผมย่อตัวลงมองหน้าพะอืดพะอม ใช้มือโบกๆ พัดๆ ไปมา

                “ท่าน เป็นอะไรหรือไม่”

                “อือ...เวียนหัว จะ...จะ...” 

                อ้วก....

                ขอบคุณความเร็วและจมูกอันฉับไวของอสูรหมาปอม ขืนรู้ตัวช้ากว่านี้ล่ะก็ ผมคงถูกน้ำมนต์ของเขาสาดเข้าเบ้าหน้าไปแล้วเป็นแน่...

                “เวียนหัว...อุก”

                “ท่าน ไม่เป็นไรนะ” ผมอ้อมไปลูบหลังเขาให้ พลันนิ้วเรียวยาวใต้ชายเสื้อขาวก็ยกขึ้นชี้ไปยักบ่อปลาทองใกล้ๆ

                “ขอน้ำ...”

                “น้ำจากบ่อปลา?”

                “อือ...”

                เอาวะ ไม่มีทางเลือก! ผมเดินไปไหนไกลไม่ได้ซะด้วย งั้นก็กวักน้ำจากบ่อปลาทองเนี่ยแหละ มันก็จะคาวๆ เค็มๆ หน่อย อย่ามาบ่นกันทีหลังนะท่านนักบวช

                ผมกวักน้ำจากบ่อมาเต็มสองมือ บรรจงป้อนเข้าปากให้อย่างดี ท่านนักบวชเงยหน้ารับอย่างไม่รังเกียจ พอกลั้วปากบ้วนได้ครั้งหนึ่งก็ขออีกครั้ง แต่คราวนี้ท่านเล่นกลืนลงคอไปเลย ผมได้แต่เบิกตาโตมอง จะค้านก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่คิดอวยพรว่าอย่าท้องเสียนะท่านนะ...

                พออาการเริ่มดีขึ้นสีหน้าก็ดีตาม เขายกยิ้มบางๆ ปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย

                “โถ่ท่าน ป่วยอยู่หรือเปล่าน่ะ” ผมชะโงกหน้าไปมองหน้าเขาเพื่อสังเกตดูว่าสีหน้าเขาเป็นยังไง ตาแห้งหรือเปล่า แต่พอเขาลืมตาขึ้นาเห็นหน้าผมในระยะไม่ไกล เขากลับตกใจจนร่างโยก ถดตัวหนีไปจนเกือบตกม้าหินอ่อน “ท่าน!?”

                ก็นะ ลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าอสูรดุๆ ใกล้ๆ ใครก็ต้อง...ไม่สิ ผมไม่ใช่อสูร ตอนนี้กำยานพรางตัวผมอยู่ เขาก็ต้องเห็นผมเป็นมนุษย์สิ หรือว่ากำยานจะหมดฤทธิ์แล้ว

ผมรีบก้มลงมองมือตนเอง ก็ยังเห็นว่าเป็นฝ่ามือเล็กๆ บางๆ อยู่ ไม่ได้เป็นอุ้งมือหนานุ่มขนดกสีดำสักหน่อย แล้วเขาตกใจอะไรกันล่ะ

“หรือท่านมอเห็นข้าน่ากลัว อัปลักณษ์!?” ไม่ได้นะ ขืนเป็นอย่างนั้นล่ะก็แผนที่แต่เดิมต้องแฝงตัวเข้าไปก็ยิ่งพังไม่เป็นท่ากันพอดี ผมหวั่นวิตก มองอ้อมตัวเองไปมา หรือคนอื่นจะเห็นผมเริ่มกลับร่างหมาปอมแล้ว แต่ผมยังเห็นตัวเองเป็นคนอยู่นะ หรือที่เห็นจะมีแค่ตัวเราคนเดียว? “ไม่เอานะ จะมาซวยอะไรหลายตลบกัน เหนื่อนแล้วนะ ฮืออออ”

ผมทรุดตัวลงปิดหน้าร้องไห้โฮ ไม่เอาแล้ว หนูอยากหนี หนูเหนื่อย หนูหิวข้าวววว

ถึงจะกล่าวว่าร้องไห้แต่น้ำตาก็ไม่ออกสักหยดหรอก ที่ออกมาก็มีแค่เสียงกรีดร้องโวยวายตัดพ้อเท่านั้นแหละ ผมปิดหน้าปิดตานั่งขดตัวบนพื้น พลันมีสัมผัสเบาๆ มาแตะอยู่ตรงหัวไหล่ ท่านนักบวชยกนิ้วจิ้มสะกิด

“ระ...ร้องไห้ทำไม”

ทำไมต้องจิ้มด้วยท่าทางรังเกียจเหมือนจิ้มอึอย่างนั้นล่ะท่าน ทีตอนเป็นอสูรไม่นึกรังเกียจ มารังเกียจร่างมนุษย์เนี่ยนะ ผมเบ้ปากใส่อย่างอดไม่ไหว มู่หน้าแล้วก้มหน้ากับแขนต่อ ผมไม่มีเวลาว่างมานั่งปวดหัวเพิ่มกับนักบวชท่านนี้หรอกนะ จะไปแสวงหาที่นั่งวิปัสนาบำเพ็ญเพียรที่ไหนก็ไปเถอะ อย่าเพิ่งมากวนกันเลย แค่นี้หัวก็จะแตกแล้ว...

ท่านนักวชไม่ได้ลุกเดินไปไหน เขายังนั่งจ้องผมอยู่อย่างนั้นจนกลายเป็นผมที่เริ่มรู้สึกอึดอัด จำต้องยอมแพ้แล้วเงยหน้าขึ้นมาเอง

“มองอะไรของท่าน ข้ากำลังเครียดอยู่นะ”

“...ข้าก็เครียดเหมือนกัน”

“เครียดที่หาที่นั่งสมาธิไม่ได้ล่ะสิ”

“เจ้ารู้ได้ยังไง?”

อย่างท่านน่ะมีเรื่องอื่นนอกจากสะสมบุญเจริญปัญญาด้วยรึไง ผมนึกอยากย้อน แต่แค่นี้ก็บาปจะแย่แล้ว บาปกว่านี้คงทะลุนรก เลยเลี่ยงตอบคำพูดที่อาจจะทำให้ทะเลาะกันออกไป “แค่เดาเท่านั้นแหละ”

ดวงตาใสกระจ่างจดจ้องมองหน้าผม ก่อนจะหลบตาหนีไปมาเหมือนวางตาไม่ถูก

“...ขอบคุณที่ช่วย”

“ช่างเถอะ ทำไมไปอยู่ในนั้นได้ล่ะท่าน”

“ข้าเมาผู้คน มองไปทางไหนก็เจอแต่คนจนข้ารู้สึกเวียนศีรษะ เลยหาจังหวะเหมาะๆ มาหาที่หลบพัก แต่เพราะเวียนศีรษะมากเกินไปจนประคองร่างไม่อยู่ ล้มลงใส่พุ่มไม้ตรงนั้น แต่พยายามทำยังไงก็ไม่หลุดออกมาสักทีจนหมดแรง...เจ้าเล่า”

“ข้าก็...หลบผู้คนเหมือนกัน เพราะข้าแต่งตัวแตกต่างจากคนอื่นเลยตกเป็นเป้าสายตา” ผมพูดพลางยกมือชูขึ้นโชว์เสื้อยืดตัวโคร่งของตัวเอง

ท่านนักบวชที่สีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่เมื่อครู่รีบหันหน้าหนี แล้วยกมือขึ้นบังทันที

“อย่ายกแขน! เห็นข้างในหมดแล้ว”

“ว่าไงนะ?”

ผมเลิกคิ้ว เอี้ยวมองแขนที่ยกชูขึ้น ก็เห็นว่าแขนเสื้อกว้างๆ นั่นอ้าออกตามการขยับและแรงโน้มถ่วงจนสามารถมองลอดไปเห็นเนื้อสีข้างด้านใน...ก็จริงหรอกว่าเมื่อก่อนจงใจใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ เพราะจะทำให้ตัวเองดูตัวเล็กน่ารัก แล้วยังเป็นการอ่อยแบบเนียนๆ หยางหมิงก็ชอบให้ผมแต่งแบบนี้ แล้วผมก็ชอบใส่เสื้อตัวใหญ่เพราะสบาย ทว่า...เวลานี้ชักรู้สึกละอายใจพิลึก

“ไม่เป็นไรหรอกท่าน ข้าก็บุรุษ”

“บะ...บุรุษ”

“แหงสิ ถึงเสียงจะไม่ค่อยต่ำแต่ก็เป็นบุรุษนะ ดูสิ หน้าอกก็ไม่มี”

ผมพยายามหาที่ยืนในความเป็นชายให้กับตัวเอง แต่ยิ่งทำยิ่งแย่ ท่านนักบวชหน้าแดงแจ๋เป็นลูกมะเขือเทศ หลับตาปี๋ยกมือขึ้นรั้งดึงเสื้อของผมให้ถกกลับไป

“อย่าแหวก!

“บ้าเหรอท่าน ข้าเป็นผู้ชายนะ นี่ไง!

“ขะ ข้าไม่เคยเห็นร่างกายของใครนอกจากตัวเอง” ท่านนักบวชขอร้องเสียงสั่น

ผมไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งพระแกล้งเจ้าหรอกนะบอกไว้ก่อน ก็แค่เห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผลกับการแค่เห็นร่างใต้เสื้อผมแล้วต่อต้านเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขายืนยันว่าไม่เคยเห็นร่างกายคนอื่นนอกจากตัวเอง ก็คงเป็นไปได้ว่าไม่เคยมองหรืออาบน้ำกับคนอื่นเลย ชักสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่านักบวชท่านนี้โตมายังไง

บำเพ็ญศีลอยู่ในถ้ำตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ย...

“เจ้านี่ก็...ทำไมแต่งตัวโป๊ยั่วยวนอย่างนี้กัน”

“ยั่วยวนเนี่ยนะ...ก็จริงหรอกว่ามันดูเปิดเผยกว่าชุดปกติของคนในยุคนี้...เอ่อ คือก็อยากเปลี่ยน แต่ว่ามันเปลี่ยนปุบปับไม่ได้น่ะสิ”

สีหน้าเหลอหลาของท่านนักบวชเริ่มคงที่สมดุล เว้นแค่แก้มทั้งสองยังแดงเรื่ออยู่นิดๆ นี่ขนาดผมเป็นผู้ชายยังขนาดนี้ เจอผู้หญิงจริงๆ เข้าไปจะไม่เป็นลมไปเลยเหรอเนี่ย

“ข้ารู้สึก...คุ้นๆ เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า” เขาถาม

ผมตาขวากระตุกเบาๆ แสร้งฉีกยิ้มเอียงคอหัวเราะกลบเกลื่อน “จริงเหรอ ไม่หรอกมั้งท่าน ฮะๆๆ”

“จริงหรือ แต่ว่าข้าคุ้นเจ้ามาก”

“ฮะๆๆๆ ท่านนี่ตลกจัง”

“...”

“ฮะๆๆๆ....”

“...น่ารัก”

“ฮะ...หะ”

“แฮ่ม เปล่า”

“...เอ่อ”

“ไม่ โกหกเป็นสิ่งไม่ดี เจ้า...น่ารักดี อืม น่ารัก ข้ารู้จักคำนี้แต่ไม่เคยใช้ และไม่เคยรู้จักอะไรน่ารัก แต่คิดว่ามันน่าจะหมายถึงเจ้า”

พูดไม่ออกสิครับงานนี้...

แต่ดวงตากระจ่างใสราวกระจกคู่นั้นไม่มีแววคุกคาม เขาแค่เพียงมองแล้วก็พูดไปตามที่รู้สึก...เหมือนชมตัวเองแปลกๆ แต่ผมก็อวยว่าตัวเองหน้าตาดีมาตั้งแต่ต้นเรื่อง งั้นจะขอน้อมรับคำชมนี้แต่โดยดีก็แล้วกัน ใช่ว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชมว่าน่ารักซะเมื่อไหร่

“ขอบคุณท่าน...ท่านก็รูปงามเหมือนกัน”

“รูปกายเป็นเพียงอสุภะเนื้อหยาบเท่านั้น ข้าไม่ยึดติด แต่ก็ขอบคุณ”

“ทั้งที่ชมว่าข้าน่ารักเนี่ยนะ”

“ข้าไม่ได้หมายถึงรูปกาย ข้าหมายถึงเสียงหัวเราะของเจ้า”

ถ้าไม่ติดว่านี่นักบวชผมคิดว่าตัวเองกำลังโดนจีบอยู่นะเนี่ย แต่อีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นคนที่ยอมหนีทุกอย่างไปหาที่นั่งสมาธิ จะคิดว่ามาจีบคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นานๆ ทีจะเจอคนที่ทั้งปากทั้งใจตรงกันราวกับไม้บรรทัด เป็นคนประเภทที่หาได้ยากยิ่ง

“ว่าแต่ท่านนักบวชมางานเชื่อมสัมพันธไมตรีของยุทธภพได้อย่างไรรึ”

มันไม่น่าจะเกี่ยวกับนักบวชไม่ใช่เหรอ หรือเขาจะมาสวดมนต์เปิดงาน? ผมเอ่นถามซื่อๆ แต่ทว่ากลับได้ใบหน้างุนงงตอบกลับมาแทน

“นักบวช?”

“อ้าว ก็ท่านเป็นนักบวชนี่”

“เปล่า ไม่ใช่”

“เอ๊ะ...” ก็ตอนนั้นจิ้นฝูบอกกับปากเองว่าเขาเป็นนักบวช... “ละ...แล้วท่านเป็นใคร”

คล้ายจะเห็นว่าเงาร่างของชายที่นั่งอยู่ด้านข้างจะขยายใหญ่ขึ้น ผมเผลอตัวลุกขึ้นยืนอย่างตกใจ จ้องมองไปยังร่างสีขาวร่างนั้นอีกครั้งหนึ่ง บรรยากาศสบายรอบกายถูกแทนทับด้วยความกดดันอย่างประหลาด สายลมเอื่อยเย็นโชยพัดเข้ามาราวกับรอโอกาสมานาน เสียงวาโยหวีดหวิวดังก้อง ตามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเปี่ยมอำนาจ

“ประมุขพรรคเซียนสวรรค์ หลิ่งเซียวหรู”


______________________________________________________________


แฮ่ พอดีว่ากลับจากค่ายเร็ว และทำการบ้านเสร็จไปวิชานึง ท่านแม่ของผมเลยอนุญาติให้แตะคอม จึงมีโอกาสมาเจอกับทุกคนในอาทิตย์นี้ครับ เย้~!


ตอนนี้ไม่ยาวเท่าไหร่ ใจจริงอยากลากยาวไปจนถึงตอนพีค แต่ไม่ไหวแล้ว ปวดบั้นเอว55555555


ผมไปเข้าค่ายทรหดมา เป็นค่ายที่บังคับให้ทุกคนทำงาน ทำงาน ทำงาน5555 ห้ามเหนื่อย ห้ามพัก ห้ามตาย แต่ผมกลับป่วยวันสุดท้ายที่ต้องเดินทางกลับ ทนนั่งรถ 8 ชั่วโมงกว่าจนกระดูกกระเบนเหน็บร้องไห้หลั่งน้ำตาจนชา ตื่นมากี่ทีก็ยังไม่ถึงบ้าน แทบขาดใจมากจริงๆ ครับ TT

อันนี้คือบ่นปอดแปด เป็นค่ายที่เหนื่อยแต่คุ้มครับ รู้สึกได้รับประสบการณ์การทำงานมากจริงๆ


ไม่มีอะไรมากกับตอนนี้ 19 ตอน....ในที่สุดเราก็ได้รู้ชื่อของเขาแล้ว หลวงเพ่!!


คุ้มแล้ว5555 ดีนะไม่ล่อจบเรื่องค่อยรู้ชื่อหลวงพี่ท่าน5555 หรือจบแล้วชื่อก็ยังเป็นปริศนาต่อไปอะไรอย่างงี้ (เคยคิดจะไม่ตั้งอยู่เหมือนกัน แต่มันต้องตั้งสินะ ใช่มั้ย5555)

เจอคำผิดที่ไหนขอโทษด้วยครับ จะค่อยมาแก้ทีหลัง5555


ขอบคุณทุกกำลังใจครับ หายเหนื่อยจากค่ายเพราะทุกท่านและอสูรหมาปอมล้วนๆ555


ใกล้เรียนจบเเล้ว อาทิตย์หน้าอาจจะหายหน้าไปจริงๆ ยังไงก็อย่าเพิ่งลืมกันนะ ;-; ผมถ้ามีเวลาว่างก็จะเสนอหน้ามาหาทุกๆ คนทันทีครับ


ตีสองแล้วไม่ยอมนอน5555 เอาเป็นว่าฝันดีนะครับ

บายยยยยย




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 236 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2019 y_pps (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 13:27
    เอ่อ เพิ่งรู้​ชื่อ
    #2,019
    0
  2. #1962 FernNAlls (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 13:25
    หลวงพี่จะไปแก้ตัวทำไม เป็นนักบวชรุ่งสุดแล้ว55555
    #1,962
    0
  3. #1899 ^-^girl lino (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 17:01
    เอาฉายานักบวชไปเถอะ​ 55
    #1,899
    0
  4. #1854 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 01:34
    งื้อหลวงพีาก็น่ารักเจ้าค่ะ!
    #1,854
    0
  5. #1821 talalan (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 22:06
    หลวงพี่บังเกิดกิเลสซะแล้ว
    #1,821
    0
  6. #1817 BaiChaKung (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 19:52

    อ่าว.... เรียกหลวงพี่มาตั้งนาน555 ลืมไปเลยว่าหลวงพี่เป๋นประมุขนี่นา~^~

    #1,817
    0
  7. #1603 bb.smile (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 23:57
    คู่นี้ตลก
    #1,603
    0
  8. #772 ohjesus (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 18:31
    อาเฟยเหมาะกับประมุขพรรคจริงๆ555555555 ชอบครต.ท่านนักบวช ซื่อๆบ๊องๆ ไม่พูดปด5555555
    #772
    0
  9. #240 jkjmmn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:50
    เดาว่าเดี๋ยวท่านนักบวชกลับไปป้ำๆเป๋อๆเหมือนเดิมแน่ๆ เก็กได้ไม่ถึง5นาทีหร๊อก55555555
    #240
    0
  10. #239 คุณหลอกดาว! (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:15
    ท่านนักบวชชชช น่ารักกก
    ขอคิดอกุศลแปบ
    /มันบาปนะโยมรี้ด...
    //พระท่านไม่ได้กล่าวไว้=..=
    #239
    0
  11. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:58
    โอ้ววว..รู้สึกบาปจังค่ะ555555 นี้อยากให้อาเฟยแต่งกับทุกคนไปพร้อมๆกันเลนค่ะ..แต่มันคงเป็นไปไม่ได้..กิ๊สสส #ทีมทุกคนค่ะ
    #237
    0
  12. #236 snowdraqon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:29
    เราจะฮาเร็มมไปพร้อมมมกันนนนนนงานดีแม่มทุกคนอ่ะกรี้ดดดด
    #236
    0
  13. #235 ดารุมะ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:25
    ขอบคุณค่าาา#ทีมจิ้นฝู อย่างอนกันนานนะ ฮืออออ
    #235
    0
  14. #234 aquasoman (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:42
    แงอสูรดำของเราจะมีโอกาสได้เป็นคนแบบนี้อีกไหมคะ หรือจะได้เป็นอสูรไปตลอดเลยแง หลวงพี่เท่มากเลยค่ะบทนี้ 5555 สู้ๆนะคะไรท์
    #234
    0
  15. #226 Ziolp (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:02
    ให้หลวงพี่ช่วยเลยยยยยย มาขนาดนี้แล้วววว
    #226
    0
  16. #221 $a$i (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:51
    หลวงพี่บทจะเปิดตัวก็แอบเท่ไท่หยอกนะเจ้าคะ55555
    #221
    0