อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 18 : ตำหนักเย็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,698
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 293 ครั้ง
    3 ก.พ. 61

 

ตำหนักเย็น

 

วังหลวงเป็นสถานที่แบบไหน ตามนิยายที่ผมอ่าน ส่วนใหญ่จะเปรียบเสมือนดินแดนสุขาวดีแสนงดงาม ทุกอย่างรอนแสงตระการตาระยิบระยับยากหาสิ่งใดเปรียบ เหล่าสนมนางกำนัลในตำหนักล้วนหน้าตางดงามหมดจด กิริยาอ่อนหวานแช่มช้อย นุ่มนวลน่ารัก สมกับที่ได้เข้ามาในตำหนักใหญ่ มีฮ่องเต้รูปหล่อมากความสามารถคอยเป็นผู้นำปกครองบ้านเมือง...โอเค นั่นน่ะฉากหน้าทั้งนั้น

หลังจากบรรยายพรรณนาถึงความงามเลิศจบ ทุกอย่างจะถูกหักดิบให้กลายเป็นคู่ตรงข้าม ศึกแย่งชิงบัลลังก์เลือด เหล่าสนมที่มีฉากหลังไม่น่าพิสมัย การลิดรอนอำนาจของพวกขุนนาง ถ่วงดุลอำนาจกันเมามัน กว่าเรื่องจะจบต้องมีตระกูลใหญ่สักสองสามตระกูลถูกใช้เป็นเครื่องสังเวย จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ...ผมเพ้อเจ้อมากไปใช่ไหม

“ท่านอสูรพักในตำหนักเย็นหรือ?”

“ขอรับ”

เหล่าขันทีเดินออกมาต้อนรับเอ่ยกล้าๆ กลัวๆ เหลือบมองมาทางรถม้าที่ผมนั่งขนฟูอยู่ตลอดเวลา ราวกับหวาดหวั่นว่าผมจะพุ่งออกไปกัดคอฆ่าพวกเขาตาย

ผมนั่งๆ นอนๆ หาวปากกว้าง ถ้าพูดถึงตำหนักเย็น สถานที่กึ่งคุกใช้ขังสนมทำผิดกฎของฮ่องเต้ มักจะถูกสร้างอยู่ในมุมอับแสง เก่าทรุดโทรม วังเวงชวนขนหัวลุก และไม่ค่อยมีใครกล้าเดินผ่าน พูดไปก็เหมาะกับอสูรหมาปอมไม่น้อย ผมรู้ดีน่าว่าตัวเองจะเล่นไปเดินเอื่อยๆ โชว์ตัวหราไปนู่นไปนี่เหมือนอยู่ในพรรคอสูรไม่ได้ ขืนทำอย่างนั้นอย่าว่าแต่นางสนมแสนบอบบางที่จะตกใจตายเลย เกรงว่านอกจากคณะที่ติดตามมาจากพรรค วังหลวงคงกลายเป็นวังร้างเพราะอสูรหน้าดุตัวนี้แน่นอน

ผมใช้ดวงตาอสูรมองทะลุเทียมรถม้า เห็นตำหนักเทาๆ มีตะไคร้น้ำขึ้นเปรอะอยู่ไม่ไกล บริเวณรอบๆ กว้างขวางพอจะให้อสูรเข้าไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ แต่ไอ้ลูกกรงที่กั้นเป็นรั้วให้ความรู้สึกอึดอัดเหมือนคุกชอบกล

“ฮ่องเต้ท่านรบเร้าอยากจะมาดูตัวอสูรมารดำตั้งแต่เช้าแล้ว แต่พวกเราเกรงว่าหากท่านมา...เอ่อ อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน” ขันทีน้อยเสียงแหลมอ้อมแอ้มพูด

“อาจจะไม่ยอมไปทำราชกิจ จึงอยากจะให้อสูรมารดำเก็บตัวไว้ก่อน” ขันทีที่ดูมีอายุมากกว่ารีบแก้ให้ฟังดูดีขึ้น แต่ไหงดูแย่กว่าเดิมกันหว่า

“สนมบางคนในปราสาทยังไม่รู้ว่าฮ่องเต้นำอสูรมารดำเข้ามา พวกนางรู้เพียงแค่ท่านจะจัดงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับยุธภพเท่านั้น เกรงว่าหากพวกนางเหล่านั้นรู้ว่าในวังหลวงมีอสูรอาศัยอยู่ อาจเกิดการโกลาหลขึ้นมา”

“สรุปว่าอยากให้เก็บเรื่องอสูรมารดำไว้เป็นความลับสินะ” คนในพรรคอสูรพูดแทรกเสียงแข็ง จนขันทีต้อนรับทั้งสองคนคอหดเป็นลูกเต่า

“จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”

ผู้ติดตามในพรรคแผ่รังสีไม่ชอบใจทะลุยันต์กันผีที่แปะแหมะอยู่กลางหน้าออกมาเลย ชักสงสารเจ้าขันทีน้อยสองคนแล้วแฮะ

ผมเข้าใจอยู่ กับเรื่องสัตว์อสูรของโลกนี้ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งเป็นมิตรและไม่เป็นมิตร โชคร้ายเหลือเกินที่อสูรมารดำจัดอยู่ในหมวดไม่เป็นมิตร นอกจากหายากแล้วยังอันตราย ต่อให้ผมนิสัยผิดแปลกจากอสูรปกติมากขนาดไหน แต่จะให้มนุษย์ธรรมดาๆ ทำใจกล้ามาเข้าใกล้สนิทสนมทันทีคงเป็นไปไม่ได้

“เช่นนั้นพาอสูรมารดำเข้าตำหนักเย็นเลยเถอะ”

เทียมม้าของอสูรมารดำถูกลากเข้าไปถึงหน้าประตูใหญ่ตำหนักเย็น ดอกไป๋ซันเยี่ย (ไวท์โคลเวอร์) สีขาวดอกเล็กๆ ที่ขึ้นแซมอยู่แถวพื้นดินดูเหมือนจะเป็นเพียงสีสันเดียวในตำหนักอันอ้างว้างแห่งนี้ กลิ่นหญ้าแห้งและฝุ่งละอองเล็กๆ ลอยอวลเข้าจมูกจนผมเผลอจามออกมา

“เช้ย!!

“อสูรมารดำกริ้วแล้ว!!

ขอโทษละกัน...

ผมเมินเสียงประหวั่นเหล่านั้น มุดร่างฟูฟ่องออกจากประตูรถม้า

ร่างกายปุกปุยสูงใหญ่โตบังแสงอาทิตย์เหนือหัวมนุษย์ตัวจ้อยจนมิด เพียงแค่มองวิญญาณก็แทบลอยลิ่วออกจากร่างไปสยบอยู่ใต้เท้าเทพจงขุย ทหารรักษาการณ์จิตแข็งทั้งหลายถึงขั้นกระชับดาบข้างเอวเมื่ออสูรหมาปอมก้าวลงมา ผมเหลือบมองแวบหนึ่ง ถอนหายใจจนขนปลิวแล้วเดินจ้ำหายเข้าไปในตำหนักเย็นทันที

“มัน...ไม่ทำอะไร”

“ดูสงบเสงี่ยมกว่าที่คิดไว้นะ...”

“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ...”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ลอยเข้าหูมากับลม แค่ภาพลักษณ์ดูน่ากลัวคนเราก็ตัดสินไปแล้วกว่าครึ่ง จะว่าชินก็ยังไม่ชิน รู้แค่ว่าผมในร่างอสูรดูน่ากลัวเท่านั้น อดทนไว้อี้เฟย ยอมทนนั่งๆ นอนๆ จนกว่าจะจบงาน หลังจากนั้นเราก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตสุขสบาย สงบๆ อิ่มหนำสำราญในพรรคแล้ว...ไม่สิ

ผมยกมือขึ้นมาลูบใบหน้า ก่อนจะผละอุ้งมือนุ่มนั่นออกมอง ฝ่ามือนี้ที่กุมมือกับจิ้นฝู คำสัญญาในรถม้าก่อนที่จะถูกพวกอาภรณ์สีเหลืองลอบทำร้าย คำสัญญาว่าจะผละตัวออกไปใช้ชีวิตเงียบๆ กันที่บ้านเก่ากลางเขาสองคนฝังแน่นในใจ  อย่างไรผมก็ยังไม่ตัดขาดกับพรรคอสูร ถ้าหากขอร้องดีๆ บางทีเหลียงจิวซินคงไม่ขัดขวาง จิ้นอวี๋หากยังอยากอยู่ทำงานเป็นแม่ครัวต่อในพรรคก็ได้ หมิงเล่อไม่น่ามีปัญหา ตอนนี้ตัวติดกับไป๋เยว่ และสนุกกับอิสระในพรรค อาจจะตามมาหรือไปๆ กลับๆ ผมตั้งใจว่าถ้าจบเรื่องงานของฮ่องเต้จะขอเหลีบงจิวซินหลบไปพักสบายๆ ในหุบเขาเดิม แม้บ้านจะถูกเผาไปแล้ว แต่ถ้าผมลงแรงลงใจทำอีกครั้ง จะสร้างใหม่ก็คงเป็นไปได้อยู่

อาจจะยังย้ายออกมาเลยไม่ได้ น่าจะต้องค่อยๆ ออกมา ผมไม่ได้อยากเห็นแก่ตัว ทำคุณบูชาโทษ อาศัยอยู่กินในพรรคแล้วจะหนีออกมาก็หนีหายไปเลยสักหน่อย ก็แค่คิดว่ายังไงตัวผมก็ไม่ใช่อสูรมารดำตัวจริง ตอนอยู่ที่พรรคไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์สักอย่าง รั้งอยู่ต่อก็เป็นภาระให้คนในพรรคที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคอยนั่งรับใช้อสูรมารดำตัวปลอม...ใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าความจริงที่ผมไม่ใช่อสูรมารดำเปิดเผย ทุกอย่างที่เคยดีมันจะหายไป

โดยเฉพาะดวงตาสีเทาคู่นั้น...เหลียงหลวนเซียนจะทำสีหน้ายังไงเมื่อเขารู้ว่าอสูรมารดำไม่ใช่อสูรตัวเดิมที่เขาเคยรู้จักแล้ว ผมไม่อยากทำร้ายเขามากกว่านี้ บอกอ้อมๆ ไปหลายครั้งว่าผมไม่ใช่อสูรตัวนั้นตัวเดิม ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

ผมมานั่งคิดวิเคราะห์แยะแยะถึงอะไรหลายๆ อย่างระหว่างผมกับเหลียงหลวนเซียน เพราะอยู่ในร่างอสูรทำให้ผมมองข้ามอะไรไปเยอะ แต่จะให้บอกว่าเขา...ชอบ มันก็กระดากใจจนต้องฟุบหน้าหนีกับดงขน อสูรนะ...อสูรเชียวนะ! แค่มีจิ้นฝูมาหลงชอบคนหนึ่งก็เหลือเชื่อมากพอแล้ว ถ้ามีท่านชายน้อยมาอีกคน ผมว่าผมคงต้องมองคนในมิตินี้ใหม่แล้วล่ะ... อยากจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง แต่ผมไม่ได้น่ารักตัวเล็กเหมือนคนเก่าแล้ว มันเลยจะเชื่อก็เชื่อไม่ลง...จะให้หลงตัวเองเหมือนเก่าก็ทำใจไม่ได้

เอาอย่างนี้ ถ้าสมมุติ...แค่สมมุตินะ ว่าท่านชายน้อยเกิดนึกแปรปรวนชอบอสูรขึ้นมาจริงๆ แล้วเขาชอบมันตั้งแต่ตอนไหน...ก่อนที่ผมจะเข้าร่างมัน หรือหลังจากที่ผมเข้าร่างมา?

ถ้าเป็นก่อนที่ผมจะเข้าร่าง งั้นก็มีคำถามอีกร้อยแปดแล้วล่ะว่าทำไม เพราะอะไร เจ้าเด็กเหลียงหลวนเซียนถึงได้ชอบอสูรเข้า...ถ้าความทรงจำมันไม่ขาดๆ หายๆ เหมือนส่วนสำคัญเป็นรูโบ๋ล่ะก็ผมคงจะได้รู้คำตอบและเรื่องราวอสูรมารดำมากกว่านี้

แต่ถ้าเป็นหลังเข้าร่าง ใช่ว่าผมจะหายใจโล่งปอดซะเมื่อไหร่ ยอมรับก็ได้ว่าเมื่อก่อนผมมั่นใจในเสน่ห์และลีลาน่าเอ็นดูของตัวเอง แต่นั่นมันเมื่อก่อนไง! ตอนตัวเล็กๆ น่ารักๆ ทำอะไรแค่ไหนก็ได้ ไม่ใช่สภาพขนฟูเป็นหมาเตรียมลากเลื่อนกลางหิมะอย่างนี้

เสียงจากพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ก้าวเดิน ผมทรุดตัวลงนั่งอยู่ตรงหน้าสวนหย่อม สวนนี้ถูกละเลยการดูแลมานานจนไม้เลื้อยเขียวขจีขึ้นพันเป็นดงหนามองหาความงามไม่เจอ เพราะขึ้นทึบจนมองทะลุไม่ได้จึงเหมาะกับการซ่อนตัวไม่น้อย ผมมองเหม่อไปเรื่อย ท่านชายน้อยต้องไปพักอยู่ตำหนักรับรอง จิ้นฝูอยู่ในบทบาทคนติดตามของท่านชายเลยถูกจับไปพักในที่เดียวกัน...เอาเป็นว่าผมอยู่ไกลที่สุด ห่างไกลจากมนุษย์มากที่สุด หลายวันต่อจากนี้คงต้องทนเหงาไปก่อน

“ฟู่...อากาศดีจัง” เปรยขึ้นเบาๆ พร้อมกับแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นเศษฝุ่นสีขาวๆ ลอยลิ่วอยู่เต็มไปหมด ในเมื่อไม่มีใครอย่างนี้ งั้นอสูรขี้เหงาอย่างผมคงต้องหาอะไรทำเล่นเพื่อไม่ให้หัวโล่งแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลงมือทำความสะอาดเจ้าตำหนักนี่สักหน่อยละกัน

ผมเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ สมชื่อตำหนักเย็นที่ทั้งมืดทั้งแคบและตั้งอยู่ในจุดลมพัดผ่านเย็นสมชื่อจริงๆ เสาบางจุดเก่าผุพังและมีรูแหว่ง คราบสีดำขึ้นเปรอะเป็นแนวยาวคล้ายรากไม้เก่าๆ พื้นบางที่เปราะมากจนแค่ก้าวยังไม่ทันลงแรงเต็มก็พังครืนลงมาแล้ว เรือนใหญ่เรือนปีกแยกเล็กๆ ไม่เยอะมากเท่าไหร่ สวนหย่อมด้านหน้าเต็มไปด้วยไม้เขียวพันเลื้อยขดชวนให้คิดถึงป่ารกชัฏ รกรุงรังจนกลัวว่าถ้าก้าวเข้าไปใกล้จะโดนงูกัดตายหรือเปล่า มีบ่อน้ำขุดอยู่หลังเรือน น่าจะใช้ดื่มใช้กินกับใช้อาบน้ำ ผมมองเงาสะท้อนในน้ำ เห็นลูกอ๊อดตัวเล็กๆ ว่ายหนีวุ่นวาย...นี่ต้องอยู่ที่นี่จนถึงเมื่อไหร่กันนะ

มีม้วนผ้าเก่าๆ ถูกเก็บไว้ในตู้ฉลุลายพรรณไม้ในห้องแต่งตัว คาดว่าคงเป็นของสนมคนเก่าที่อาศัยอยู่ที่นี่ ในเมื่อเจ้าตัวทิ้งไว้อย่างนี้ ผมเลยถือโอกาสเอามาฉีกทำผ้าขี้ริ้วซะเลย

ให้รีโนเวทตำหนักเย็นทั้งหลังคงทำไม่ได้ แต่ถ้าจะทำให้มันสะอาดขึ้นคงไม่เกินความสามารถ ผมตวงน้ำจากบ่อลูกอ๊อด บ่อกว้างพอสมควรไม่ต้องกลัวจะตักตัวอะไรขึ้นมาด้วย หลังจากนั้นก็เริ่มปัดฝุ่น เช็ดนู่นเช็ดนี่

“ฮัดเช้ย!” ฝุ่นมากมายปลิวว่อนออกมาจากไม้ปัดขนไก่ แต่แค่ผมจามหนึ่งที ตำหนักก็สั่นเหมือนมีแผ่นดินไหวขนาดย่อม “ให้ตายเถอะ...”

สบถไปก็เท่านั้น ผมส่ายหน้าเบาๆ ย้อนกลับไปคุ้ยหาเศษผ้าในตู้อีก คราวนี้ฉีกมันมาใช้คาดหน้าปิดปากกันฝุ่น ในมือหนึ่งถือถัง อีกมือถือไม้ขนไก่ ขนสีดำล้วนถูกละอองฝุ่นทำร้ายจนกลายเป็นสีเทาหย่อมๆ ด่างๆ น่าอนาถเหลือคณา

เป็นอสูรแล้วต้องมาทำตัวเป็นพ่อบ้านอย่างนี้...โอ้ ผมเป็นอสูรที่น่าสงสารที่สุดในโลกแล้วล่ะ

ผมลงมือลงแรงขัดขัดคราบเสา โดยไม่สังเกตว่ามีดวงตาใสแจ๋วคู่หนึ่งแอบมองลอดตำหนักเข้ามา...

 

สามวันผ่านไปหลังจากอาศัยอยู่ในตำหนักเย็นระดับสามดาว ผมนอนกลิ้งอยู่ตรงระเบียงทางเดิน มองดูผ้าขี้ริ้วที่ตากผึ่งแดดเอาไว้ ได้ยินเสียงนกกระจิบลอยแว่วอยู่ตรงลำตัว พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นนกน้อยสามตัวขนสีเหลืองหน้าตาบ้องแบ๊วกำลังก้มจิกๆ ขนผมอยู่

ในหนึ่งวันจะมีคนจากวังหลวงยกสำรับอาหารมาให้สี่มื้อ หน้าไม่เคยซ้ำกันเลยสักคน แค่วิ่งขาสั่นๆ มาวางเอาไว้หน้าประตูทางเข้า ตะโกนเรียกอสูรมารดำแล้วก็รีบวิ่งแจ้นหายไปทันที จนผมกะจะถามถึงคนในพรรคอสูรว่าเป็นยังไงบ้างก็ไม่มีโอกาสได้ถาม อยากจะถามหาจิ้นฝูก็ไม่ได้ถาม อยากถามถึงหมิงเล่อกับไป๋เยว่ก็ไม่มีโอกาสเหมาะๆ ถ้าจะกลัวกันมากขนาดนั้นทำไมไม่ให้คนจากพรรคอสูรยกมาให้เล่า

แปะ..แปะ

“อ๊ะ...”

หยดฝนเม็ดเล็กๆ หล่นร่วงใส่ปลายจมูก ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสตั้งแต่เมื่อครู่ปรากฏเมฆหนาสีเทาค่อยๆ ลอยคืบคลานเข้าบดบังเต็มทั่วทั้งท้องฟ้า แสงอาทิตย์สีขาวหม่นมืดลง ผมหยัดกายลุกขึ้นกึ่งนั่ง เจ้านกทั้งสามตัวที่บินมาเกาะผมยังคงยึดขนช่วงศีรษะเป็นรังซุกไม่ยอมบินหนี

“เราตากผ้าห่มไว้...”

ฝนตกแบบนี้ผ้าคงชื้นแหงๆ ผมยิ่งไม่ชอบกลิ่นผ้าอับๆ อยู่ด้วยสิ แย่ชะมัด สองวันก่อนสภาพอากาศยังสดใสไม่มีทีท่าว่าจะมีฝนเลยแท้ๆ หรือนี่จะเป็นฝนก่อนฤดูหนาวกันนะ ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้วนี่นา หน้าหนาวของโลกนี้จะเป็นเหมือนโลกผมหรือเปล่า ถ้าไม่หนาวร้ายแรงขนาดมีภัยพิบัติก็คงดี

ผ้านวมสีขาวซีดๆ ถูกวางพาดราวลวกๆ เม็ดฝนตกหนาเม็ดขึ้นอย่างร้ายกาจ ผมกุลีกุจอวิ่งเหยาะๆ ไปเก็บผ้าเปียกเชื้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบร่างใครคนหนึ่งยืนเปียกมะล่อกอยู่หลังผ้านวม

“ท่านชายน้อย!

เส้นผมสีดำเปียกลู่ไปกับกรอบหน้า เสื้อผ้าแนบชิดกับลำตัว ดวงตาสีเทาคู่นั้นจับจ้องผมขึ้นๆ ลงๆ ผมผงะเล็กน้อยกับสายตานั้นของเขา กดเสียงถาม “มาทำอะไรที่นี่เนี่ย...”

“เดินเล่น”

เดินเล่นไกลไปนะบางที...

“ช่าง...ช่างเถอะ ฝนตกหนักขนาดนี้ ท่านเข้ามาหลบฝนข้างในก่อนมั้ย”

ถามไปอย่างนั้นแหละ อย่างเหลียงหลวนเซียนน่ะรึจะยอมลดตัวมาหลบฝนในตำหนักเย็นเก่าๆ โทรมๆ พ่วงด้วยอสูรขนเปียกเป็นหมาตกน้ำ คำตอบของเขาคงไม่พ้น เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าเชิญให้ข้าเข้าไปหลบฝนด้านในรังหนูเก่าๆ นี่น่ะรึ ไม่มีทาง กลับล่ะ!’

“นำไปสิ”

“ได้ นำๆ...หะ”

“ยืนนิ่งอยู่ได้ ข้าเปียกหมดแล้ว นำไปสักทีสิ”

อ้าว...

ผมเกาหัวงงๆ แต่ก็ยอมเดินนำท่านชายน้อยให้เข้าไปนั่งหลบฝนอยู่ด้านใน ท่านชายน้อยตัวเปียกน้ำหยดแหมะๆ ไปตลอดทางนั่งอยู่ตรงขอบทางเดิน จ้องมองสวนหย่อมรกๆ ด้วยนัยน์ตาว่างเปล่า ผมเดินหายไปคุ้ยหาผ้าสะอาดที่ซักเล่นไว้ตอนไม่มีอะไรทำ เพราะเป็นตำหนักเย็นเก่าๆ ซ้ำสิ่งที่มาอาศัยอยู่ยังไม่ใช่มนุษย์ ทำให้ไม่มีชาหรืออะไรดีๆ มาต้องรับ เลยจัดการต้มน้ำอุ่นให้แทน จะดื่มไม่ดื่มก็ไม่ได้คาดหวัง

ท่านชายน้อยรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างว่าง่าย พร้อมทั้งยกน้ำต้มสุกดื่มแบบไม่มีอิดออด

วันนี้มาแปลก นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมคิดได้จากเขา

“เอ่อ...เป็นยังไงบ้าง” ผมถาม

“เป็นยังไงนี่คืออะไร”

“ก็...ข้าโดนไล่มาอยู่ตรงนี้ห้ามออกไปไหน เลยไม่รู้ความเป็นไปข้างนอกน่ะสิ ก็เลยอยากรู้ว่า...”

“ศิษย์หลิ่วก้านลู่ อ๋อ ถ้ารายนั้นล่ะก็เจ้าเลิกหวังเถอะ ถูกองค์หญิงสามกักตัวไว้แล้ว”

“หมายความว่าไง!

เหลียงหลวนเซียนมองผมด้วยสายตาสมเพชกับท่าทีร้อนรนเกินหน้าเกินตาของผม “องค์หญิงสามสนใจเรื่องยาสมุนไพร หลายวันมานี้เลยสนทนากับจิ้นฝูแทบทั้งวัน เห็นว่าคุยถูกคอ เลยอยากจะชวนให้เข้าวังมาเป็นสหายร่วมเรียน...”

“มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ...”

“เจ้าจะตกใจทำไม ทั้งที่เจ้าก็รู้คำตอบของเด็กนั่นอยู่แก่ใจ เฮอะ”

ผมหน้าแดงวาบ ไม่คิดว่าท่านชายน้อยจะจงใจพูดแขวะประโยคนี้ออกมา

จิ้นฝูต้องปฏิเสธอยู่แล้ว ทั้งที่รู้ดีแก่ใจ มันก็อดจะวิตกไม่ได้ พอไม่ได้อยูใกล้ๆ ก็รู้สึกกังวล อุตส่าห์ทำเป็นมองข้ามแล้วหาอะไรทำให้ตัวเองยุ่งหัวหมุนมาตั้งหลายวัน เจอท่านชายน้อยบอกข่าวคราวประโยคเดียว ความสงบในใจก็หายแวบไปหมดเลย

“ในหัวเจ้านอกจากเรื่องกินก็เป็นเรื่องเด็กคนนั้นเหรอ คิดอย่างอื่นไม่ออกแล้วรึไง”

“ข้าก็ไม่ได้คิดอย่างอื่นไม่เป็นสักหน่อย แล้วนอกจากนั้นเล่า หมิงเล่อกับไป๋เยว่”

“หมิงเล่อเหมือนจะเป็นที่นิยมในหมู่นางสนมกับขันที ส่วนไป๋เยว่ก็ตัวติดกันอย่างนั้นแหละ ช่วงนี้เหมือนจะอารมณ์รุนแรง ขู่ทุกคนมั่วไปหมด...”

น่าจะ...ขู่ทุกคนที่เข้าใกล้หมิงเล่อซะมากกว่าล่ะมั้ง ผมหัวเราะพรืด จินตนาการถึงเจ้าก้อนตัวเล็กขนพองฟูเป็นสำลีเห่าบ๊อกๆ อยู่บนไหล่คู่ของมัน...ถ้าไม่ติดว่าในอนาคตเจ้าก้อนตัวนี้จะกลายสภาพเป็นเหมือนผม ผมคิดว่าอสูรน้อยตัวนี้ไม่ต่างจากสุนัขหวงเจ้าของเลยสักนิด

ยิ่งคิดก็ยิ่งอดขำไม่ได้ ผมหัวเราะอย่างทนไม่ไหว โชคดีที่เสียงขำขันดังก้องหายไปกับเสียงสายฝน ไม่อย่างนั้นคงมีข่าวลือน่าหวีดสยองว่ามีเสียงหัวเราะชั่วร้ายดังอยู่ในตำหนักเย็น เหลียงหลวนเซียนหันมาจ้อง ก่อนจะผินหน้าหนีไปอีกทาง

“ฮะๆๆ...แล้ว...แล้วท่านเล่า เป็นอย่างไร?”

เหลียงหลวนเซียนเบิกตาโต หันกลับมามองผมใหม่อีกครั้ง “ข้า?”

“ใช่ ท่านล่ะเป็นยังไงบ้าง อยู่ในวังหลวงลำบากไหม”

ท่านชายน้อยทำสีหน้าตกใจอึ้งๆ พูดจาติดๆ ขัดๆ อยู่ในลำคอ เบนสายตาหนีไปมองข้างหน้าแทน “...เหนื่อย”

“เหนื่อยเหรอ”

“ใช่”

“ทำไมเล่า”

“ก็...พูดไปเจ้าจะช่วยข้าได้รึไง”

“ไม่เอาน่า ดีกว่าเก็บไว้คนเดียวไม่ใช่เหรอ ข้าเป็นอสูร ไม่มีทางเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศบอกใครอยู่แล้ว” ผมเขยิบเข้าไปใกล้อีกประมาณหนึ่งฝ่ามือ เพราะเสียงฝนที่ตกดังอย่างต่อเนื่องทำให้ได้ยินเสียงเหลียงหลวนเซียนไม่ค่อยชัด

เหลียงหลวนเซียนทำท่าจะขยับหนี แต่สุดท้ายก็นั่งเอนหลังไปอีกด้านแทน

“เริ่มมีคนจากพรรคอื่นเดินทางมากันแล้ว ข้าเดินดูสถานที่จัดงาน ฮ่องเต้ลงทุนถึงขนาดสร้างลานประลองยุทธ์จากหินดำขัดมัน สงสัยคงอยากชมการต่อสู้ระดับฝีมือก่อนภพของพรรคต่างๆ แต่ข้าเหนื่อย แล้วก็ขี้เกียจ อยากยกธงขาวยอมๆ แพ้ไปซะ แต่ทำไม่ได้...”

“อย่างนั้นเหรอ”

“ในฐานะจอมยุทธ์แล้วน่าสมเพชใช่ไหมล่ะ จะเยาะเย้ยก็ได้ข้าไม่ว่าหรอก”

“ข้าจะเยาะเย้ยท่านทำไมกัน”

“จอมยุทธ์แต่ละคนล้วนมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ หนึ่งในความฝันคืออยากเป็นหนึ่งในยุทธภพ...แต่ข้าไม่มีความฝันเหล่านั้น ข้าไม่ได้อยากเป็นจอมยุทธ์ ข้าไม่ได้ฝึกวิชาเพราะชอบ ทุกครั้งที่ข้าเห็นเสี่ยวเอ้อร์หรือศิษย์ในสำนักขยันขันแข็ง เลือดร้อนในวิชา ข้ามักรู้สึกว่าตัวเอง...”

“...อื้อ”

“ทำไมต้องตั้งใจฟังขนาดนั้น! อย่ามองข้า หันไปทางโน้น!

“ข้าผิดอะไรเนี่ย”

หน้าผมถูกมือเหลียงหลวนเซียนดันให้หันไปอีกทาง แต่คราวนี้ไม่ได้เจ็บหรือรุนแรง เขาเพียงแค่ใช้แรงระดับคนธรรมดาปกติ

“ไม่เห็นต้องเขินเลย” ผมท้วง

“ข้าไม่ได้เขินสักหน่อย!

“ก็ได้ๆ ไม่เขินก็ได้ ข้าจะหันหน้าไปมองกำแพง ท่านก็พูดต่อแล้วกัน”

“ไม่ ไม่พูดแล้ว”

“น่านะ นิดนึง” นานๆ ทีจะได้มีโอกาสหยอกล้อเหลียงหลวนเซียน จะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ได้ยังไง “ข้าอ้อนวอนแล้วนะ”

“นั่นไม่ได้เรียกอ้อนวอนสักนิด”

“โถ่ ท่าน เรื่องแค่นี้อย่าขี้งอนเลย”

“ขี้งอนคืออะไร”

“ก็อย่างนี้ไง”

ผมหันหน้ากลับไปหาเหลียงหลวนเซียนที่ยังไม่ทันตั้งตัว ทำให้เห็นว่าบริเวณมุมปากของเหลียงหลวนเซียนที่พยายามดึงดันให้ผมหันหน้าไปมองทางอื่นที่ไม่ใช่หน้าเขากำลัง...ยิ้มอยู่

เหลียงหลวนเซียนยกยิ้มค้าง มองสบตากับผมปริบๆ...

“...ยิ้มอะไรน่ะ”

“ใครยิ้ม”

“ท่านไง”

“เจ้ามองผิด”
                “ไม่...”

“ภาพลวงตาจากสายฝน”

ผมมองคนตีหน้าขรึมดึงดัน อับจนปัญญาจะต่อล้อต่อเถียง จำใจยักไหล่เออออแต่โดยดี เถียงเขาไปก็เท่านั้น สีข้างท่านชายน้อยหนาปานนี้ ไม่มีทางเถียงสู้คนแถเก่งได้อยู่แล้ว “ได้ๆ ข้ามองผิดเอง”

“แล้วอะไรคือขี้งอน”

“ท่านเป็นแบบไหนก็นั่นแหละขี้งอน”

เหลียงหลวนเซียนเงียบไปพักหนึ่ง จับใต้คางครุ่นคิด ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ข้าหน้าตาดี งั้นขี้งอนก็คือหน้าตาดี”

บ้าแล้ว...

“เมื่อครู่มุขตลกใช่ไหม” ผมถาม

“ถ้าเจ้ากล้าขำก็ขำสิ”

“มิกล้าขอรับ” ผมปัดป่ายมือเหนื่อยหน่าย ไม่คิดเลยว่าท่านชายน้อยคนนั้นนอกจากปากเสียระดับปวดเศียรแล้วยังหลงตัวเองมากกว่าที่เห็นภายนอกเสียอีก

เราสองคนเงียบลง มองหยดน้ำฝนที่ตกกระทบมุงหลังคา เสียงสายฝนที่สาดเทลงมาอย่างต่อเนื่องขับให้บรรยากาศรอบข้างไม่เงียบเหงาเกินไป กลิ่นไอดินหอมคลุ้งสดชื่น สวนหย่อมรกๆ ที่ถูกหยดน้ำฝนชะล้าง มองไปมองมาก็เป็นทิวทัศน์ที่สวยไปอีกแบบ ความงามจากธรรมชาติที่ไม่ถูกสิ่งใดตัดแต่ง สวนรกๆ ที่ถูกทิ้งไว้ยังหลงเหลือร่องรอยของการดูแลจากอดีต แม้จะเป็นตำหนักเย็น แต่เค้าเดิมของสวนที่นี่คงงามไม่แพ้ที่อื่น

ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามา หอบเอาเสน่ห์ของกลิ่นฝนให้เข้ามาด้วย ได้ยินเสียงฮัมเพลงของเหลียงหลวนเซียนดังแว่วแผ่วเบา

ทำนองคลับคล้ายเพลงกล่อมเด็ก ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ผมเผลอหลับตาลอบฟัง เคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะหนึ่ง เสียงฝนที่เคยตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งค่อยๆ ลอยหายไปช้าๆ แทนที่ด้วยเสียงฮัมเพลงที่แทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทรับรู้

ได้ยินเสียงคล้ายตัวล็อกกุญแจถูกเปิดออก ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ลมเอื่อยๆ กระทบผิวข้างแก้มเป็นอย่างแรก สวนหย่อมข้างหน้ากลายเป็นป่า บรรยากาศเย็นชืดจากฝนตกปรอยๆ ทำให้ทุกอย่างดูเหงาหงอย ใต้ผาหินที่ยื่นแหลมออกมามีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งยืนหลบฝนอยู่...

ภาพรอบๆ ดูซีดจางราวกับหนังม้วนเก่า ผมตระหนักขึ้นทันทีว่าผมหลุดเข้ามาในภวังค์ความทรงจำของอสูรมารดำอีกแล้ว ผมรับรู้สัมผัสทุกอย่างกระทั่งหยดน้ำฝมที่ตกปรอยกระทบร่างก็สมจริงเหลือเกิน รับรู้แต่ควบคุมร่างไม่ได้ ในมโนภาพนั้นอสูรมารดำเดินเข้าไปหาเด็กน้อยคนนั้น เมื่อเข้าไปประชิดใกล้ระยะหนึ่ง ดวงตากลมโตสีเทาก็เงยขึ้นสบจ้อง

ไม่มีคำพูดใด หรือเสียงกรีดร้องหวาดหวั่น หยดฝนที่ตกปรอยเป็นม่านกันระหว่างอสูรที่ยืนตากฝนอยู่ข้างนอกกับเหลียงหลวนเซียนที่ยืนหลบฝนอยู่ใต้ผาหินคนเดียว

เบื้องลึกในหัวใจกระซิบบอกผมว่านั่นคือครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน...

เสียงฮัมเพลงทำนองคุ้นหูจบลง กะพริบตาอีกครั้งภาพความทรงจำราวกับฝันก็หายวับไป กลับสู่โลกปัจจุบันที่ฝนยังคงตกหนัก และเหลียงหลวนเซียนมิได้เป็นเด็กตัวจ้อยอีกแล้ว

ครั้งแรกเลยที่ผมรำลึกความทรงจำของอสูรมารดำแล้วไม่รู้สึกเจ็บปวด กลับกัน ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ช่างอบอุ่นและชวนให้คิดถึงเหลือเกิน

“...ยังไงช่วงนี้ เจ้าอย่าปรากฏตัวออกมานะ”

เหลียงหลวนเซียนน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา ผมสะดุ้งนิดๆ หันกลับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างนั่น

“ทำไมล่ะ”

“บางที...ข้าอาจคิดไปเอง แต่ข้ารู้สึกว่างานครั้งนี้มันมีบางอย่างแปลกๆ”

ผมอึ้งงันแล้วไม่ตอบกลับไป เหลียงหลวนเซียนเหล่ตามอง “อะไร”

“นี่...อย่าบอกนะว่าที่ท่านถ่อมาตั้งไกลก็เพื่อจะเตือนข้าเรื่องนี้”

“บ้า! ข้าก็บอกอยู่ว่ามาเดินเล่น”

“เดินเล่นแค่ไหนก็ไม่น่าจะถลากถลำเข้ามาถึงในตำหนักเย็นนะท่าน” ผมฉวยไหล่ผึ่งมาจับ ความชื้นจากเสื้อเปียกที่ลู่ติดเนื้อให้ความรู้สึกเหมือนจับผิวหนังโดยตรงไม่มีผิด “ท่านชายน้อย”

เหลียงหลวนเซียนปัดมือผมทิ้ง “จะยังไงก็ช่าง อย่าให้ใครรู้ว่ามีเจ้าอยู่ก็พอ ฮ่องเต้ตรัสกับข้าเมื่อวาน บอกว่าจะให้เจ้าปรากฏตัวเข้างานในวันสุดท้าย แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดเปลี่ยนแผนกะทันหัน กลายเป็นว่าการมีอยู่ของเจ้าอันตรายเกินไป”

“ข้าไม่เข้าใจ มันเกิดอะไรขึ้นข้างนอกใช่ไหม”

“...จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ใจเย็นก่อน ตอนนี้...เจ้าอย่าออกจากตำหนักนี่เด็ดขาด ถ้าข้าไม่มารับอย่าก้าวออกไป ดูเหมือนในหมู่จอมยุทธ์จะมีข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับอสูรมารดำกระหึ่มขึ้นมา ขอเวลาข้าสืบดูก่อน ถ้ามันไม่ปลอดภัย เราก็แค่กลับบ้าน”

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพี่ชายของท่านด้วยไหม”

“ข้าคิดว่าใช่” เหลียงหลวนเซียนตอบรับแบบไม่คิด “ถ้าข้าเดาไม่ผิด งานครั้งนี้พวกของพี่ชายข้าอาจจะเข้ามาปะปน ตำหนักเย็นไม่ใช่ที่ซ่อนที่ดี แต่เรามาอยู่ในวังหลวงแล้ว จะออกไปทันทีก็ไม่ได้...เจ้า...อดทนก่อน”

ผมส่ายหน้าไหวๆ อย่างแสลงใจ “ข้าไม่เป็นไร ท่านต่างหาก...พี่ชายของท่านคนนั้น ถ้าต้องสู้กันอีกล่ะก็...”

“ช่างพี่ข้า” เหลียงหลวนเซียนอยู่ดีๆ ก็ใช้สองมือตีป้าบเข้าข้างแก้มผมแล้วดึงเข้าไปใกล้ “ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ ข้าไปล่ะ”

“เดี๋ยว!” ผมคว้าชายเสื้อสีดำนั่นไว้ เหลียลวหลวนเซียนเสียหลักเซล้มก้นจ้ำเบ้า หันมาทำตาขวางเตรียมจะอ้าปากด่า แต่ผมรีบสอดปากแทรกก่อน “ข้ามีเรื่องที่อยากถามท่าน”

ฝนที่ตกฉ่ำดินเจือหายไปกับอากาศ เมฆฝนเคลื่อนตัวหายจากฟ้า แสงแดดสีขาวสว่างส่องลอดเมฆมา ฝนตกหมดฟ้าแล้ว...

“เรื่องอะไรอีก” 

ดวงตาสีเทาใสกระจ่างในระยะใกล้ส่องสะท้อนเงากันและกันราวกระจกใส ผมสูดหายใจลึก

“ท่านเข้ามาในห้องตอนข้าหลับ...ทำไม”

“...”

“ท่านชายน้อย บางทีท่านก็ทำดีกับข้า แต่บางทีก็ร้ายกับข้า เพราะอะไร หรือจริงๆ แล้วท่านชะ...”

“อย่าพูดออกมา” ปากผมถูกฝ่ามือบีบปิดเข้าหากัน เหลียงหลวนเซียนลอบยิ้มขื่น น้ำเสียงที่ฟังอยู่ตอนนี้ทั้งเบาทั้งหวาน ราวกับว่ามันเป็นภาพลวงตาหลังฝนตกไม่มีผิด “ข้ายังตอบเจ้าไม่ได้ รู้ไว้แค่ว่าทุกอย่างที่ข้าทำมีความหมายก็พอ เจ้าจะเข้าใจหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า”

เรื่องของเจ้าเนี่ยนะ...แบบนี้แทนที่จะเข้าใจก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ สรุป ผมไม่ได้คำตอบชัดเจนอีกแล้ว แถมยังมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาเป็นดงเห็ดอีกต่างหาก รู้เพียงอย่างเดียวที่เริ่มจะแน่ใจได้มากขึ้นก็คือเหลียงหลวนเซียน...ไม่ได้เกลียดอสูรจริงๆ

แกรบ

เสียงเหยียบใบไม้ดังขึ้น เหลียงหลวนเซียนไม่หันไปมอง สีหน้าของเขากลับมาดูหงุดหงิดเหมือนปกติอีกครั้ง

“ข้าต้องไปแล้ว ขอตัวล่ะ”

“เดี๋ยว...อ๊ะ”

เหลียงหลวนเซียนลุกเดินหายไป กลายเป็นคนที่โผล่เข้ามาแทนคือจิ้นฝู นายเทวดาน้อยมีสีหน้าแข็งค้าง หลุบตามองลงต่ำไม่สบตา เพียงก้มหัวคำนับเหลียงหลวนเซียนที่เดินผ่านไหล่ไป

หลังฝนตกคือท้องฟ้าอันสดใส แต่ทำไมมันถึงได้ดูหม่นหมองขนาดนี้กัน

จิ้นฝูเดินมานั่งอยู่จุดที่ท่านชายน้อยนั่ง นานๆ ทีจะเห็นจิ้นฝูอารมณ์ไม่ดี ผมเอ่ยทักเขา พยาพยามทำเสียงให้ครึกครื้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ไม่เห็นหน้าตั้งนานเลย จิ้นฝู เจ้าเป็นไงบ้าง องค์หญิงสาม...”

“อาเฟย”

“วะ...ว่าไง”

“ข้าเอาเซาปิ่งมาฝาก”

“อ๋อ...ขอบคุณนะ”

“ข้ากลับก่อนนะ”

“รีบกลับจัง อยู่เล่นกับข้าก่อนสิ”

ผมมองถุงเซาปิ่งในมือสลับกับจิ้นฝูที่ลุกจะเดินออกไป รีบคว้ามือเขามาจับเอาไว้ แต่คราวนี้กลับถูกดึงออก...

“ไม่ต้องหรอก ท่านชายน้อยมาแล้วนี่นา”

“จิ้นฝู นี่เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่ หันมามองข้าแล้วพูดดีๆ ซิ”

จิ้นฝูไม่ยอมหันหน้ากลับมามอง ไอ้ผมจะบังคับจับหน้าให้หันมาก็ไม่อยากทำ พอเอื้อมมือไปจับมือเขาก็ถูกสะบัดออก “นี่เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย”

“...”

“อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย” ผมเริ่มสับสนพอๆ กับฉุน เขาจะมาไม่พอใจผมแล้วเล่นเงียบไปดื้อๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ ทำตัวเหมือนตอนหมิงเล่อไม่มีผิด พอไม่พอใจก็ไม่พูด ปล่อยให้เดาเอาเอง “เจ้าไม่พอใจที่ท่านชายน้อยมาหาข้า?”

“...” จิ้นฝูไม่ตอบแต่ยอมหันหน้ามาหาแล้ว ผมใจหล่นวูบ ไม่เคยเห็นสีหน้าของจิ้นฝูเป็นแบบนี้มาก่อน

“อย่าทะเลาะกับข้าเพราะเรื่องนี้เลยน่า ข้ากับท่านชายน้อยไม่ได้มีอะไรสักหน่อย”

“แล้วเจ้าถามว่าเข้ามาในห้องทำไมล่ะ”

จิ้นฝูไม่เรียกอาเฟย แต่เรียกเจ้าด้วยเสียงโทนที่แค่ได้ยินก็ขนลุกซู่ ดูเหมือนคราวนี้นายเทวดาน้อยจะกลายร่างเป็นซาตานเข้าจริงๆ แล้ว

“เจ้าแอบฟังอีกแล้ว?”

“เจ้าถามเขาเรื่องนั้นทำไม ไหนบอกว่าไม่สนใจไง”

“ข้าไม่เคยพูดว่าไม่สนใจสักหน่อย...เจ้าต่างหากที่รู้เรื่องนี้แต่ก็ปิดบังข้า”

“ถ้าอาเฟยรู้คำตอบแล้วจะทำยังไง” จิ้นฝูหันกลับมาเผชิญหน้ากับผม ฝ่ามือทั้งสองกำแน่นจนแดง “อยากรู้ขนาดนั้นเลยเหรอว่าท่านชายน้อยคิดยังไง”

“เขาจะคิดยังไงกับข้าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่!

“เป็น!

“เป็นอะไรล่ะ!

“นี่เจ้าแกล้งไม่รู้หรือไง เขาคิดเหมือนที่ข้าคิดกับเจ้านั่นแหละ!

จิ้นฝูสวนกลับมาด้วยคำพูดที่ทำเอาเถียงไม่ออก แต่เรื่องมันชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่แล้วนะ “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไงไม่ทราบ จะให้ข้าเด็ดบัวไม่เหลือใยกับเขาเหรอ เขาอาจจะคิดว่าข้าเป็นเพื่อน...จะให้ข้าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะมาหลงรักอสูรเนี่ยนะ เจ้าบ้ารึเปล่า”

“บ้า...บ้าเหรอ?” จิ้นฝูฉีกยิ้มบิดเบี้ยวออกมา มองผมขึ้นลงเหมือนไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “ข้าก็หลงรักเจ้า...ทำไมการที่เจ้าเป็นอสูรแล้วเจ้าไม่มีสิทธิ์โดนหลงรักเหรอ? ทั้งๆ ที่ข้าหลงเจ้ามากขนาดไหนเจ้าก็เห็น! ก็จริงของเจ้า เวลาที่เจ้าอยู่กับเขาข้าเหมือนจะเป็นบ้าให้ได้ กลัวสารพัดว่าถ้าวันหนึ่งเจ้าจำเรื่องเกี่ยวกับเขาทั้งหมดได้ เมื่อถึงวันนั้นต่อให้ข้าทุ่มเทแค่ไหนข้าก็ชนะเขาไม่ได้! เจ้าเอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นอสูรน่ากลัว ตัวผู้ ใครจะมาชอบลง แล้วข้าที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นตัวอะไร น้องชายเจ้าเหรอ เจ้าดูถูกความรู้สึกของข้าเหลือเกินอาเฟย”

เหมือนถูกรัวหมันจนน็อคไปแต่ก็ยังถูกดึงมาต่อยต่อ ผมสมองชา ไม่คิดว่าจะต้องมาทะเลาะกับจิ้นฝูเข้าสักวันจะเป็นวันนี้

“เจ้าพูดเกินไปแล้ว ข้าดูถูกที่ไหนกัน ก็ข้าเป็นอสูรไม่ใช่มนุษย์ เจ้าก็เห็น ข้าสู้มนุษย์ไม่ได้ มันผิดตรงไหนถ้าข้าจะปกป้องความรู้สึกตัวเอง...”

“นั่นเพราะเมื่อก่อนเจ้าหลงรักท่านชายน้อยไงล่ะ”

“อะไรนะ...”

“ข้าต้องทนมากขนาดไหน ทุกครั้งที่ข้านอนอยู่ข้างเจ้า ข้ากอดเจ้า แต่หลังจากที่เจ้าพบกับท่านชายน้อย เจ้าละเมอพูดถึงเขาทุกครั้ง...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชื่อที่เจ้าละเมอก็มีแค่ อาหมิงครั้งเดียว แต่คราวนี้เจ้าเล่นพูดทุกคืน เจ้าจะให้ข้าคิดยังไง”

“ข้าไม่รู้ตัวเลย...” เรื่องจริงนะ ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองละเมอพูดถึงเหลียงหลวนเซียน แม้คราวก่อนนู้นหมิงเล่อจะเคยมาบอกแล้ว แต่ผมก็หลงลืมไป และไม่คิดว่าตัวเองจะพูดถึงเขาติดต่อกันทุกคืนบบนั้น

...ผมไม่ได้พูด...ผมไม่ได้พูดจริงๆ แต่รั้นแก้ตัวก็มีแต่จะแย่ลง จะให้ผมมาบอกเอาตอนนี้ว่าอสูรตัวนั้นกับผมไม่ใช่ตัวเดียวกันใครจะเชื่อลง

“นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าไม่เคยบอกว่ารักข้าใช่ไหม”

“ข้าเคยบอกว่าข้าชอบเจ้าแล้ว เจ้าอย่างี่เง่าได้ไหม”

“งั้นอาเฟยพูดสิ พูดว่ารักข้า”

จิ้นฝูก้าวเข้ามาประชิดตัว แต่ผมเดินถอยหนี รู้สึกเหมือนเห็นใครคนอื่นที่ไม่รู้จัก “เจ้าอย่าทำแบบนี้ได้มั้ย”

“พูดสิ”

ผมตั้งใจจะพูดส่งไปให้มันจบๆ แต่แล้วพอจะพูดคำว่ารักออกมา...เสียงกลับหายไป

จิ้นฝูยกยิ้มคล้ายรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เขาหันหลังเดินกลับ ไม่เหลียวมองผมอีก ทิ้งเพียงคำพูดประโยคหนึ่งไว้ทิ่มหัวใจผมจนพังยับ “ข้าไม่น่า...ไม่น่าเลยจริงๆ”

...........

ฝนตกอีกแล้ว

แต่ผมไม่มีอารมณ์จะขยับทำสิ่งไหน อะไรหลายอย่างมันตีกันในหัวจนวุ่นวายไปหมด รู้สึกตัวเองนอกจากเป็นหมาปอมแล้วยังโง่มาก ไม่รู้ว่าก่นด่าตัวเองไปรอบที่เท่าไหร่แล้วตั้งแต่วันที่ทะเลาะกับจิ้นฝู ทิฐิในใจส่วนหนึ่งบอกว่าตัวผมไม่ได้ผิดสักหน่อย จิ้นฝูหาเรื่องทะเลาะและเริ่มก่อนเองแท้ๆ เขาไม่ใช่แฟนผม...โอเค ยอมรับก็ได้ ผมเลวเอง ที่ไม่เคยทำอะไรชัดเจน เคยด่าหยางหมิงว่ายังไงตอนนี้ผมกำลังจะกลายเป็นแบบนั้นซะแล้ว ท่านชายน้อยจะชอบผมหรือไม่ผมก็ควรจะพูดดีๆ มากกว่านี้

แต่จิ้นฝูก็ทำเกินไปแล้ว ไม่พอใจก็น่าจะพูดตรงๆ สิ เก็บเงียบไว้มารอระเบิดทีเดียวใช้ได้ที่ไหนกัน ในอนาคตถ้าอยู่ด้วยกันแล้วเขายังมีนิสัยเสียนี่ติดอยู่คงได้ตีกันแบบกลับไปมองหน้าไม่ติดแน่ๆ เอะอะก็ยิ้ม พูดแต่ไม่เป็นไรๆ ทั้งที่ในใจไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย

สรุปว่าผิดทั้งคู่ แล้วผมต้องไปขอโทษเขาก่อนหรือเปล่า แต่ผมไม่ได้เริ่มสักหน่อย...โอย ปวดหัว

“เรื่องของเจ้าเถอะ ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว” ผมพลิกตัวนอนหันหลัง นกที่บินมาเกาะหลบฝนตกใจกระพือปีกหนี สักพักก็มีคนในพรรคอสูรเข้ามาหา คราวนี้ไร้เงาทั้งเหลียงหลวนเซียนและจิ้นฝู ชายในพรรคคนนั้นเพียงมาบอกข่าวว่าวันนี้จะเริ่มงานเชื่อมสัมพันธไมตรีแล้ว ตกดึกๆ ฮ่องเต้จะมาชมตัวผม บอกข่าวเสร็จก็กลับ ตำหนักเย็นเงียบเหงาอีกครั้ง

งั้นเหรอ คืนนี้ต้องเจอฮ่องเต้สินะ ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกอีกแล้ว รีบๆ อยากทำให้เสร็จแล้วกลับไปนอนชะมัด ราวกับตัวเองเป็นสัตว์ในสวนสัตว์ ชักเข้าใจแล้วแฮะว่าทำไมฮิบโปที่ไปดูในสวนถึงทำหน้าเหม็นเบื่อขนาดนั้น มันน่าเบื่ออย่างนี้นี่เอง

ผมผล็อยหลับไปพักใหญ่ ตื่นมาอีกทีก็ได้ยินเสียงกลองหนังดังสนั่นหวั่นไหว คล้ายจะมีงานประลองเกิดขึ้น ดาวบนฟ้าวันนี้ดูเบาบางตามากกว่าปกติ เห็นถาดอาหารสองถาดวางไว้หน้าประตูทางเข้า ผมคงหลับไปมากกว่าสองยามสิเนี่ย ปวดหลังคอจัง...

“ตื่นสักทีนะอสูรมารดำ”

“เฮ้ย!?”

ผมตกใจจนถลาหน้าเกือบทิ่ม ถ้าใครหันไปเจอเงาผู้หญิงดำๆ มืดๆ นั่งประกบอยู่ด้านหลังเป็นใครก็ต้องขวัญหนีดีฝ่อทั้งนั้น ผมจ้องผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้น นางดูไม่ตกใจผมสักนิด เส้นผมสีดำยุ่งเหยิง ตาขาวแดงก่ำ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็เก่าซอมซ่อ ทว่าเค้าโครงหน้าเดิมคงเป็นสาวงามคนหนึ่ง ผมอ้ำอึงถาม “เจ้าเป็นใคร...”

“อดีตสนมชั้นเฟยคนหนึ่ง อาศัยอยู่ตำหนักเย็นไม่ไกลจากเจ้า”

“อดีตสนม...แล้ว...เจ้ามาทำอะไรในนี้”

นางยกมือขึ้นสางเส้นผมที่พันกันยุ่ง แอบเห็นเหาตัวเล็กๆ บนหนังศีรษะ ”ข้ามีนามว่าฉางหลัน ข้าแอบมองเจ้ามาตั้งแต่วันแรกที่เจ้าย้ายเข้ามาแล้ว เห็นเจ้าวุ่นวายทำความสะอาดก็คิดว่าเจ้าแปลกดีเลยชอบมาแอบดู”

ผมเกาขนแขนเก้อๆ สตรีนางนี้ไม่สมประกอบรึเปล่าเนี่ย “เอาล่ะฉางหลัน เจ้าไม่ตกใจกลัวข้าก็ดีไป...แต่เจ้าอย่าแอบเข้ามาในนี้อีกเข้าใจไหม ถึงข้าไม่ทำอะไรเจ้าก็เถอะ”

“ฟังก่อนอสูรมารดำ เจ้าดูนี่” ฉางหลันล้วงเศษผ้าหนึ่งยื่นให้ เพียงแค่เห็นแค่เสี้ยวผมก็จำได้แม่น...นี่มันยันต์แปะหน้าของพวกเสื้อสีเหลือง!

“เจ้ามีมันได้ยังไง”

“ข้าคุ้ยมาได้จากข้ารับใช้นายหนึ่ง มันทำตัวลับๆ ล่อๆ แถวตำหนักเย็น แต่คงสับสนระหว่างตำหนักข้ากับเจ้า...ข้าก็ไม่รู้ว่ายันต์นี่มันอะไร แต่ข้าคิดว่าเจ้าต้องรู้แน่ๆ ว่ามันหมายความว่ายังไง ตามมาตำหนักข้าก่อน”

ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็ยอมลอบออกจากประตูไม้เก่าๆ หลังตำหนักเย็นของตัวเองไปตำหนักเย็นของฉางหลัน ตรงตามที่นางบอกเด๊ะ ตำหนักเย็นของนางอยู่เชื่อมกับตำหนักเย็นของผมเลย แถมยังไม่มีข้ารับใช้แม้แต่คนเดียว ราวกับว่าฮ่องเต้หลงลืมนางไปแล้ว ถ้านี่เป็นกลลวงผมคงถูกจับปาดคอตาย โชคดีที่ไม่ใช่อย่างนั้น ฉางหลันพาผมเข้าไปในเรือนหลัก ในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของรูปร่างชวนขนหัวลุก กระดูกศีรษะของสัตว์ต่างๆ ลูกแก้ว ไม้ประคำเก่าแก่ ไม่คฑารูปร่างแปลกๆ ใจกลางโต๊ะยาวคือลูกแก้วสีดำขุ่นมัว...เรือนที่เต็มไปด้วยของลี้ลับอย่างนี้ ฉางหลันเป็นแม่มดหรือเปล่าเนี่ย

“ข้าไม่อาจพบหน้าผู้คน เจ้าเห็นก็คงพอเดาออก...ข้าชื่นชอบเรื่องลี้ลับ และฝึกวิชาแม่มด เมื่อสี่ปีก่อนข้าฝึกวิชาจนสำเร็จขั้นก่อนพิภพ แต่มันแลกมาด้วยความงามของข้า เหล่าสนมที่รังเกียจข้ามานานจึงใช้ข้อหานี้มากำจัดข้า แต่เพราะฮ่องเต้ยังเมตตาอยู่ข้าจึงถูกส่งมาที่ตำหนักเย็น”

“ฉางหลัน เจ้ารู้อะไรใช่ไหม ระหว่างที่ข้าถูกคุมขังอยู่ในตำหนักนั่น”

ฉางหลันพยักหน้า “พรายกระซิบบอกข้าแล้ว แล้วเจ้าดูนี่”

ผมก้มลงดูกระดาษสีดำเมี่ยมในมือฉางหลัน ในนั้นปรากฏข้อความที่ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกสีแดงฉานว่า “กำจัด?”

พริบตานั้นกระดาษสีดำก็สลายเป็นเถ้าถ่าน ฉางหลันบดบี้ขยำกระดาษเถ้าในมือจนป่นปี้ นางขบฟันกรอด “กระดาษชนิดพิเศษของพวกลอบสังหารมืออาชีพ ถ้าพรายของข้าสื่อสารไม่ผิด และสิ่งที่ข้าเดาถูกล่ะก็...จะมีการลอบสังหารฮ่องเต้ในงาน”

“วะ ว่าไงนะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้!

หรือนี่จะเป็นเรื่องที่เหลียงหลวนเซียนบอกว่าติดใจ...ถ้าผมปรากฏตัวออกไปล่ะก็ โทษความผิดจะต้องตกเป็นของอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ถ้าเกิดฮ่องเต้โดนลอบปลงพระชนม์จริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่แผ่นดินจะผลิกทั้งผืนแลยหรือ...

แต่ถ้านี่เป็นแผนที่ทำให้อสูรปรากฏตัวออกไปล่ะ? ไม่งั้นจะมีเศษผ้ายันต์ของพวกเสื้อสีเหลืองโผล่มาได้ยังไง...

มีตัวร้ายสองคนในงานรึ?

หรือทั้งหมดเป็นพวกอาภรณ์เหลืองทั้งหมด?

“เจ้าเชื่อข้าใช่ไหม” ฉางหลันจับแขนผมแน่น

“เชื่อน่ะสิ”

“ยามนี้ฐานะข้าเป็นแค่สตรีสติไม่สมประกอบ พูดไปใครก็ไม่เชื่อ ข้าไม่มีพรรคพวกในราชสำนักดังสนมคนอื่น หุนหันออกไปก็มีแต่จะเป็นเรื่องตลกขบขันที่ใช้ยกมาเล่าสนุกปากยามน้ำชาเท่านั้น ข้าปล่อยให้ฮ่องเต้ตายไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่มีปัญญาจะออกไปจัดการเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น เจ้าช่วยออกไปจัดการที”

“ตอนนี้นอกตำหนักเย็นเต็มไปด้วยคนจากยุทธภพ ต่อให้ซ่อนตัวกับเงามืดขนาดไหนก็คงหลบหนีสายตาของยอดฝีมือไม่พ้น” ผมพึมพำ “จะออกไปก็ออกไม่ได้ ถ้าโผล่ตัวออกไปตอนนี้ล่ะก็ได้เข้าทางพวกนั้นพอดี” ผมวิตก

“เรื่องนั้นไม่เป็นไร...ข้าฝึกวิชาแม่มดจนได้ขั้นมาแล้ว” ฉางหลังหันไปคุ้ยของบางอย่างจากชั้นวางของรกรุงรัง ยื่นกำยานหอมถุงหนึ่งให้ “เหตุผลหลายอย่างทำให้ข้าไม่สามารถเปิดเผยวิชาได้และไม่สามารถออกจากตำหนักได้ไกล แต่ข้าจะคอยช่วยเจ้าอยู่ข้างหลัง เจ้าแค่ทำยังไงก็ได้ขัดขวางไม่ให้มีการลอบปลงพระชนม์เกิดขึ้น”

ผมรับถุงกำยานนั่นมาพลิกดู ฉางหลันกล่าวต่อ “กำยานลวงตา กลิ่นของมันจะช่วยเจ้าพรางตัว ทุกคนจะไม่เห็นเจ้าเป็นอสูร แค่นี้ก็น่าจะช่วยให้เจ้าหลบหลีกพวกไม่หวังดีได้...แต่เจ้าต้องระหวังหน่อย เมื่อใดที่กลิ่นหอมของมันหมด ฤทธิ์ของมันจะทำให้เจ้ากลับร่างเดิม”

“นั่นก็คือข้าไม่ได้เปลี่ยนร่างแต่แค่ลวงตาสินะ”

“ใช่”

ผมสูดหายใจเรียกกำลังวังชาให้กลับคืน “บอกวิธีใช้มา ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้”

“ยืนหน้าคันฉ่องทองของข้า หลับตาแล้วถ่ายเทกำลังภายในทั้งหมดของเจ้าไปที่มือข้างที่จับถุงกำยานอยู่ กำยานนี้คงอยู่ได้ด้วยกำลังภายในของเจ้า มันจะปล่อยกลิ่นออกมา ให้เจ้าคิดว่าเจ้าจะพรางตัวเป็นใคร กำยานจะส่งกลิ่นแล้วเปลี่ยนเจ้าเอง”

ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าคันฉ่องทองตามคำสั่งฉางหลัน ภาพเงาสะท้อนบานกระจกคืออสูรขนสีดำเมี่ยมเงาเขี้ยวโค้งเขางอ ดวงตาสีเหลืองพราวระยับสันดาปตัวหนึ่ง เมื่อลองหลับตาลงแล้วคิดว่าอยากจะเป็นอะไร ภาพที่ผุดขึ้นมาคงหนีไม่พ้น...ตัวเองในโลกเก่า

กำลังภายในร่างถูกถ่ายเทไปยังมือ กลิ่นหอมกำยานลอยคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งตัว ภาพที่เห็นในหัวค่อยๆ ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น ใบหน้าเก่า ตา หู จมูก ปาก แขน ขา นิ้วมือ ปลายเท้า เสื้อผ้าที่เคยชอบใส่...ทุกอย่างที่เคยเป็นผม ผมยังคงจำมันได้ดี

กลิ่นหอมฟุ้งค่อยๆ เบาบางลง ตามมาด้วยเสียงติดจะตื่นเต้นของฉางหลัน “ละ ลืมตาได้แล้ว”

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...คราวนี้เงาสะท้อนที่สะท้อนกลับมาคือมนุษย์คนหนึ่ง เงาร่างแสนคิดถึงที่ห่างหายไปนาน!

“นี่มัน...ข้า”

“เจ้าไปเอาร่างต้นแบบนี้มาจากไหนกัน...สุดยอดมาก” ฉางหลันจับหน้าผมหันไปมา ดวงตาเป็นประกาย “สมบูรณ์แบบ ถึงเสื้อผ้าจะแปลกๆ ไปก็เถอะ”

ผมก้มลงมองเรียวมือขาวบางของตัวเอง นี่แหละมือผม ขนาดไฝแมลงวันเล็กๆ หลังนิ้วนางซ้ายยังมี งานละเอียดเวอร์วังจริงๆ เจ้ากำยาน

“กำยานจะช่วยพรางแค่ร่างอสูรเท่านั้น แต่พละกำลังดั้งเดิมของเจ้ายังอยู่ ฉะนั้นระวังด้วย”

“ได้ ข้าจะระวัง” ผมพยักหน้ารับแข็งขัน หันกลับไปมองเงาสะท้อนตัวเองร่างเดิม จิตใจเหือดแห้งก็ฟื้นคืนมา ถึงจะรู้ว่ามันเป็นภาพลวงตาไม่ใช่ของจริงก็เถอะ “ฉางหลัน ถึงจะเพิ่งมาถามก็เถอะ แต่ทำไมเจ้าดูไม่ตกใจกับข้าเลย”

“จะตกใจยังไง ข้าเคยอยู่ในพรรคอสูรมาก่อน” ฉางหลันหัวเราะเบาๆ “รีบไปเถอะ ไว้ถ้ามีโอกาสข้าจะเล่าให้ฟัง”

ผมก้าวไปที่ประตูทางออก เห็นปลายรองเท้าเล็กๆ ของตัวเองสั่นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องปรากฏโฉมในร่างที่ไม่ใช่อสูรมารดำ ต้องตื่นเต้นมากอยู่แล้ว แต่ในความตื่นเต้นปนยินดีคือภารกิจยิ่งใหญ่ระดับคอขาดบาดตาย...

“เอาล่ะ ไปล่ะนะ!


--------------------------------------------------------------

หากเจอคำผิดจะกลับมาแก้นะครับ


อาเฟยเป็นคนแล้ววว---//ยัง

เอาน่า ถึงไม่ได้เป็นก็เหมือนเป็นแหละ55555


อาทิตย์หน้างดอัพนะครับ ไปค่าย//ร้องไห้หนักมาก


คิดถึงทุกคนเสมอนะครับ เจอกันตอนหน้านะ

บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 293 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #1961 FernNAlls (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 13:16
    น่าจะตกผู้ได้หลายคนเลยนะแบ- ค่อกแค่ก! แอบเสียดายที่เป็นแค่ภาพลวงตา ถ้าแปลงร่างได้นี่คงจะดีไม่น้อยเลย
    #1,961
    0
  2. #1853 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 01:22
    ร่างคนนน
    #1,853
    0
  3. #1816 BaiChaKung (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 19:42

    รู้สึกจะมีคนมาเพิ่มฮาเร็- แค่กๆ

    #1,816
    0
  4. #1789 vviiwwyy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 13:01
    เอามาขังทำไม ไม่ดูแลให้ดีๆเลยอะ เชี่ยมากกก
    #1,789
    0
  5. #1751 Par_dao (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 10:31

    ฉันโกรธฮ้องเต้มากเลย เวลาอยากได้อยากเจอก็ใช้อำนาจเอาตัวอาเฟยมา พอมาถึงก็เอามาขังไว้ในตำหนักเย็นเก่าๆ เครื่องอำนวยความสะดวกอะไรก็ไม่มี จนอาเฟยต้องทำความสะอาดที่อยู่เอง ไม่ไหนก็ไม่ได้เพราะกลัวนางสนมกับข้ารับใช้ตกใจ เนี่ย จะโดนทำร้ายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฮ้องเต้อยากเจอก็ออกไปหาเอาสิ

    #1,751
    0
  6. #1602 bb.smile (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 23:50
    สู้เค้าาาา
    #1,602
    0
  7. #1500 JuniBellzium (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 18:21
    อาเฟยสู้ๆ~
    #1,500
    0
  8. #1443 ni_ky (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 21:55
    ตื้นเต้นนแทนนน โอ้ยย สู้ๆลูกกก
    #1,443
    0
  9. #1308 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 14:44
    ตื่นเต้นแทนนน
    #1,308
    0
  10. #508 ploybrf2 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 03:13
    รู้สึกว่ามีความชิบหายอยู่ข้างหน้า
    #508
    0
  11. #219 ดารุมะ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:49
    ไม่นะ ฮืออออออ รอค่อยไรท์ต่อไปปปป~#จิ้นฝูไม่งอนนะลูก อาเฟยรีบๆไปปรับความเข้าใจกันเร็วเข้า#ค้างกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
    #219
    0
  12. #218 Raina. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:45
    รู้สึกเหมือนปอมน้อยจะพาตัวเองเข้าไปติดกับดักเลย งื้ออออ
    #218
    0
  13. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:39
    ค้างง แงง ไรท์ทิ้งรัเบิดไว้แล้วมากู้ด้วยเด้ออออ ฮรือออ..ปวดใจแทนอาเฟยจริงๆ
    #217
    0
  14. #216 cantus1011 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:11
    พอบอกว่าไม่อัพ ใจนี่ร่วงเรย คือติดตามมากๆค้างสุดๆ ยอมรับเรยว่าติมากจิงๆ จะรอไรท์กลับมาจากค่ายที่ท่าน้พทุกวันเรยนะ TT
    #216
    0
  15. #215 darlingcutety (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:32
    กลัวจิ้นฟูจะเป็นยันมาก ออกแนวแบบฉันไม่ได้ก็ไม่ต้องมีคนได้ น้องน่ากลัวว น้องดูเก็บกด กลัวน้องแตกสลายออกมาแล้วจะไม่ใช่น้อง ฮืออออ กลัวแทนอาเฟย
    #215
    0
  16. #213 norinamfon188 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:00
    ไม่อยากให้กลับร่างอสูรเลยยย -3-
    #213
    0
  17. #211 Gian098 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:59
    ค้างงงง😥😥😥
    #211
    0