อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 17 : เพียงฝ่ามือกั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 291 ครั้ง
    28 ม.ค. 61

เพียงฝ่ามือกั้น

 

            ท่านชายน้อยกล่าวว่าเจ็บแผล แต่กลับไม่ยอมให้ดู เขานั่งเงียบไม่พูดอะไรต่ออีกเลย ปล่อยเวลาให้ไหนผ่านไปอย่างนั้น ผมซึ่งหิวท้องกิ่วไม่ทันได้เอะใจถึงท่าทางที่แปลกไป เอาแต่นั่งกินไก่ของท่านชายน้อยอยู่อย่างนั้น จนมันหมดจาน ผมถึงได้สำนึกสำเหนียกขึ้นมาว่าตัวเองทำตัวน่าอายมากแค่ไหน และเมื่อท้องเต็มสมองก็เริ่มแล่น...กินมากตั้งขนาดนี้ หูกลับโล่งสบายปราศจากเสียงค่อนแคะ ผมหันไปมองเหลียงหลวนเซียนอีกครั้ง สีหน้าเรียบเฉยสะท้อนแสงเทียนนวลผ่อง ริมฝีปากปิดนิ่งสนิท ไม่มีวี่แววความเกรี้ยวกราดดังเช่นที่ผ่านมา

                “ท่าน...เป็นอย่างไร นั่งเงียบแบบนี้เจ็บมากเลยเหรอ” ผมทำใจกล้าๆ กลัวๆ สอดปากถาม เหลียงหลวนเซียนส่ายหน้าตอบ “หรือท่านโกรธข้ามากจนคิดคำด่าไม่ออก? เรื่องนี้ข้าผิดเองที่ไร้มารยาทบุกเข้ามาในกระโจมของท่าน ยึดตั่งท่าน กินไก่ท่าน...”

                เงียบกริบ ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองจากเหลียงหลวนเซียน เขาไม่แม้แต่จะชายตาเหลียวมามองผมสักเสี้ยว สิ่งที่ได้ยินและรับรู้จากตัวเขาในเวลานี้มีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้น

                หรือเขาจะเครียดเรื่องพี่ชายกันนะ...แน่ล่ะ คนในครอบครัวทั้งคน จู่ๆ วันหนึ่งหันคมดาบเข้าทำร้าย ไม่อยากเชื่อแค่ไหนก็ต้องยอมรับความจริง ผมเป็นลูกคนเดียวที่พ่อไม่สนใจ แม่ก็ตายไปตั้งแต่ยังเด็ก ถูกเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ให้เงินใช้แล้วก็ต่างคนต่างอยู่ จึงไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับครอบครัวนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรักของคนในครอบครัวคนอื่นเสียทีเดียว เหลียงหลวนเซียนเห็นเขาทะเลาะกับประมุขพรรควันเว้นวัน เถียงแพ้ก็หนีหายไปจากพรรค แต่สุดท้ายก็ยังย้อนกลับมาอยู่ดี ประมุขพรรคแม้จะด่าจะบ่นเขาจนปากเปียกปากแฉะ แต่ถ้าถามว่ารักลูกคนนี้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่ารักอย่างแน่นอน

                แล้วประสากับพี่ชายที่หนีออกจากบ้าน กลับมาอีกทีก็เปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคน แต่ห่างเหินสักเท่าไหร่ยังไงก็ขึ้นชื่อว่าพี่ ไม่มากก็น้อยในความทรงจำก็ต้องมีคนคนนี้อยู่ ผมจินตนาการถึงเหลียงหลวนเซียนตอนเด็กยามอยู่กับกับครอบครัวไม่ออก แต่ถ้าเทียบในความทรงจำของอสูรมารดำ เจ้าตัวเป็นเด็กหน้าตาดีที่หยิ่งผยองสุดใจ กดขี่ข่มเหงผู้อื่นสารพัด แต่ถ้าเล่นแรงมากเกินไปสุดท้ายถึงจะไม่ยอมพูดคำว่าขอโทษ ก็จะทำอย่างอื่นชดใช้ให้เอง

                “เดี๋ยวมันจะผ่านไปนะ” ผมเปรยขึ้น

                เหลียงหลวนเซียนเหล่มอง หัวเราะขึ้นจมูกมาคำหนึ่ง เหมือนอยากจะกล่าวว่า อสูรอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไร อย่างนั้นแหละ

                “พี่ชายของท่าน...ข้าเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็จะกลับตัวกลับใจ”

                “พี่ใหญ่...เจ้าคิดว่าข้าคิดเรื่องพี่ใหญ่หรือ”

                “ถ้าไม่ใช่แล้วเรื่องอะไรล่ะ”

                “คิด...เรื่องเจ้า”

                “ข้าหรือ ใช่ ข้ากินไก่ท่านไปหมดแล้ว...ขออภัยจริงๆ ข้าหิวมาก ขนาดท่านเข้ามาแล้วข้ายังหยุดกินไม่ได้ ข้านี่มันตะกละสมที่ท่านด่าจริงๆ”

                เพราะไม่ชินกับการที่ไม่ถูกเหลียงหลวนเซียนด่า ทำให้ผมร้อนตัวชิงด่าตัวเองก่อน ผลคือเหลียงหลวนเซียนเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรมากมายอยู่ดี

                “เหตุใดท่านถึงเงียบไปเช่นนี้ ข้าไม่ชินเสียเลย...ถ้าอย่างไร มีอะไรไม่สบายใจท่านบอกข้าได้นะ”

                เหลียงหลวนเซียนขมวนคิ้วเข้มมุ่น ผมร้อนรนปัดป่ายมือไปมา “ไม่ใช่ว่าวางแผนอะไรเลวๆ ไว้หรอกน่า ข้าแค่รู้สึกไม่สบายใจที่ท่านชายน้อยซึมแบบนี้ ท่านชายน้อยในตอนนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าใหญ่ เป็นตัวแทนของประมุขพรรค ถ้าท่านเป็นอะไรไปพวกคนในพรรคก็ต้องแย่สิ”

                “คงแย่...นั่นสินะ เจ้าเด็กคนนั้นก็คงแย่ไปด้วย”

                “เด็กคนนั้น?”

                “เจ้าชอบศิษย์หลิ่วก้านลู่คนนั้นเหรอ”

                ผมเกาขนแผงคองงๆ ทำไมท่านชายน้องถึงถามวนมาเรื่องจิ้นฝูได้กันนะ...แต่ดูจากสายตาไม่ค่อยสบอารมณ์ของเขา ถ้าผมเล่นตัวไม่ตอบ คงมิวายถูกแผงฤทธิ์ใส่แหงๆ

                “...ชอบ...อืม ก็ชอบแหละ”

                “...”

                “แต่บางครั้งข้าก็คิดว่าเขาน่าจะยอมปริปากพูดความในใจของตัวเองบ้าง เขาเป็นเด็กดีมันก็ดี แต่บางครั้งข้าก็คิดว่าเขาพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป ช่วงเวลาตอนเป็นเด็กน่ะมันมีแค่ครั้งเดียวนะ ข้าก็อยากให้เขาสนุกกับอะไรๆ มากกว่านี้”

                “ใช่ ช่วงเวลาตอนเด็กมีแค่ครั้งเดียว”

                “ใช่ไหมล่ะ”

                “เหมือนตอนข้ายังเด็กแล้วอยู่กับเจ้า”

                ผมสะอึกไปพักหนึ่ง เหลียงหลวนเซียนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะจุดประสงค์ใด ผมมองไม่ออกเลย

                “อ๋อ..เรื่องนั้น...”

                “ตอนเจ้าอยู่กับข้า ข้าเป็นเด็กแบบไหน ข้าเล่นสนุกสมวัยเด็กหรือไม่”

                แล้วมาถามผมเอาป่านนี้...ผมจะเอาอะไรมาตอบกันล่ะ จริงอยู่ที่ผมจำได้ว่าอสูรมารดำในอดีตเคยพบเหลียงหลวนเซียนวัยเยาว์และอยู่เล่นเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ผมไม่ใช่มัน ผมไม่มีทางเดาอารมณ์ของมันถูกได้หรอก จากสายตาของผม เหลียงหลวนเซียนในตอนนั้นเป็นเด็กซนมากๆ คนหนึ่ง

                คุ้ยความทรงจำขาดๆ หายๆ จนปวดไปทั้งสองขมับ สุดท้ายจึงเลือกตอบมาคำหนึ่ง “ท่านก็...สดใสดี”

                “แค่นั้น”

                “...แค่นั้น?” จะให้ตอบว่ายังไง ท่านดื้อนรกแตกทำอสูรมารดำเกือบตายมากี่รอบรู้ตัวหรือเปล่าอย่างนี้น่ะเหรอ มีหวังได้ถูกท่านชายน้อยรำหมัดชกช้ำในคากระโจมก่อนพอดี

                “เจ้า...ลืมข้าไปหมดแล้ว”

                “เอ่อ...”

                “เจ้าไม่...”

                ผมไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดีเมื่อเหลียงหลวนเซียนเบิกตาโตด้วยสีหน้าเจ็บปวด เขาต้องการคำตอบแบบไหน หวังจะได้ฟังอะไร ผมเดาใจเขาไม่ถูก เป็นครั้งแรกที่ผมไม่อาจคาดเดาความรู้สึกของคู่สนทนาได้ เหลียงหลวนเซียนที่บางทีก็ทำท่าเกลียดผม ทว่าบางครั้งกลับทำท่าเหมือนอาลัยอาวรณ์บางอย่างอยู่เสมอทำให้ผมไม่อาจเข้าใจเขาได้เลย มีคำตอบหนึ่งผุดเข้ามาในสมอง แต่ไม่ว่าจะทำใจให้เชื่อยังไงผมก็ยังเชื่อได้ไม่สนิทใจ มันเชื่อไม่ลง...ถ้าจะบอกว่าเขาชอบอสูรมารดำ มันจะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ

                แล้วชอบแบบไหน ชอบในฐานะอะไร หรือเขาแค่อยากปั่นหัวผมเล่นกันแน่ เดิมทีอสูรมารดำต้องนอบน้อมยอมสิโรราบแก่เขาทุกอย่างจนชายหนุ่มเคยตัว แต่พอผมเข้ามาในร่างมันผมกลับไม่ยอมเขา เถียงเป็นเถียง สู้เป็นสู้ ไม่ยอมความกับเขา เขาเลยไม่พอใจเหรอ เราสองคนต่างจ้องตากัน ผมมมีประโยคคำถามเกินกว่าสิบข้อไหลพรั่งพรูเข้ามาจนไม่รู้จะเลือกหยิบอะไรมาถามก่อนดี

                “ถ้าข้าบอกว่าข้าลืมความรู้สึกทุกอย่างทั้งหมดในสมัยก่อนไป ท่านจะทำอย่างไร”

                ดวงตาเรียวหงส์กระตุกหนึ่งที แสงสะท้อนสีเทาเคล้านัยน์ตาคล้ายจะหม่นแสงลงไปกว่าสิบส่วน ผมใจหายวูบ ไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ตัดสินใจถามเรื่องนี้ออกไป...ผมก็แค่อยากรู้ปฏิกิริยาของเขาเท่านั้น

                “แต่เจ้ายังจำข้าได้”

                “ก็ใช่ แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

                “ข้าไม่เข้าใจ”

                “ข้าก็ไม่เข้าใจท่าน” ผมสวน “ท่านชายน้อย ท่านคิดอย่างไรกับข้ากันแน่”

                “...”

                “ท่านเกลียดข้า”

                “ใช่ ข้าเกลียดเจ้า...เกลียดจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว!

                ผมนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหิน เมื่อศีรษะทุยๆ ของท่านชายน้อยเอนซบลงมาใส่ขนตรงท่อนแขน อากาศเย็นวาบลงกะทันหัน ผมอ้าปากพะงาบๆ เสียงหายไปกว่าสองนาทีกว่าจะเค้นออกมาได้ “ท่าน...ชาย?”

                “ข้าเกลียดที่เจ้าลืมข้า”

                “...”

                “เกลียดที่เจ้าโอหังใส่ข้า”

                “...ท่าน”

                “เกลียดที่เจ้ามองข้ามข้า...เกลียดที่เจ้าไม่พูดกับข้า เกลียดที่เจ้าไม่คิดจะเดินตามข้าอีก เกลียดที่เจ้ามองมาที่ข้าเหมือนมองคนที่ไม่รู้จัก ทำไม...ทำไมล่ะ”

                หัวใจเต้นถี่รัวเร็ว ความเงียบรอบกายทำให้ผมได้ยินเสียงเต้นตุบๆ อย่างชัดแจน แม้ไม่ใช้ใบหูอสูร แต่เชื่อว่าแค่ใบหูมนุษย์ธรรมดาก็ยังจับจังหวะเสียงทุ้มแนอ่อนโยนนี้ได้

 “...ข้ามันก็แค่อสูรขนฟูตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไรให้ท่านต้องใส่ใจ เดี๋ยวความสับสนมันก็จะค่อยๆ จางหายไปเอง ระหว่างนั้นท่านก็คิดแค่ว่าข้าเป็นสุนัขพูดได้ตัวหนึ่งก็พอ”

สายตาเหลียงหลวนเซียนที่มองตอบมาช่างเย็นชา เขากลับไปยืดหลังนั่งตรงเหมือนเดิม ผมคิดว่าให้มันเป็นไปแบบนี้คงดีที่สุด ไม่ใช่กับใครแต่เป็นตัวเหลียงหลวนเซียนเอง และผมก็ไม่อยากตีโพยตีพาย ตัดสินอะไรง่ายๆ ถึงจะไม่ชอบความรู้สึกคลุมเครือ แต่เพราะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้วจึงมีแค่ยกธงขาวยอมแพ้เท่านั้น

“เจ้าคนข้างนอกนั่นน่ะคิดจะแอบฟังไปจนถึงเมื่อไหร่” เหลียงหลวนเซียนตะเบ็งเสียงแข็งกร้าวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแสนน่าอึดอัด ผ้ากระโจมที่นิ่งสนิทตั้งแต่เมื่อครู่ถูกเปิดเลิกขึ้นอย่างว่าง่าย จิ้นฝูสีหน้าไม่สู้ดี เขาโค้งศีรษะให้เหลียงหลวนเซียนได้องศาสวยงามทีหนึ่งแล้วเหลือบมองมาทางผม

เขาแอบฟังตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย ผมไม่เห็นจับเสียงอะไรได้เลย เห็นทีวิชาลบตัวตนที่เขาเคยใช้ย่องเข้ามาในห้องน้ำผมจะได้เรื่องได้ราวมากกว่าจะเอามาใช้ทำอะไรไร้สาระอีก

“ข้าแค่มารับอาเฟยไปทานข้าว...แต่พวกท่านคุยกันอยู่ ข้าก็เลย...”

“ก็เลยแอบฟังงั้นรึ”

จิ้นฝูหลับตาปี๋คอหด ท่าทางน่าสงสารจนผมอดเอ่ยปากแก้ตัวแทนให้ไม่ได้ “ช่างเถอะท่านชายน้อย เขาไม่ได้ตั้งใจ ก็พวกเราคุยกันอยู่เขาเลยไม่รู้จะเข้ามาแทรกยังไง...”

บรรยากาศรอบตัวกดต่ำลงจนขนด้านหลังหนาวสะท้าน ผมรีบลุกขึ้นจับไหล่จิ้นฝูดันให้เดินออกจากกระโจมเหลียงหลวนเซียนโดยด่วน “ยังไงข้าขอไปกินข้าวก่อนนะท่านชายน้อย ไว้จะมาเยี่ยมใหม่!

 

...

ร่างสีดำฟูฟ่องรีบดันไหล่เด็กหนุ่มหน้าหวานเดินดุ่มๆ ออกไป เหลียงหลวนเซียนนั่งนิ่งทำได้แค่มองตาม จังหวะนั้นดวงตาก็พลันสบเข้ากับนัยต์ตาโตทรงลูกท้อของเจ้าเด็กขี้อิจฉาผู้นั้น...

เพียงชั่วแวบเดียวที่จิ้นฝูสบตาตอบ ภายในดวงตาสีดำสุกใสส่วนลึกที่สุดไม่ได้ฉายแววหวั่นเกรงหรือสำนึกผิดดังเช่นที่แสดงออกมาแม้แต่นิด ออกจะนิ่งสงบ เฉยชา ราวกับมองฝุ่นมองอากาศ เจ้าเด็กนั่นมาเพียงเพื่อจะพาอสูรมารดำไปเท่านั้น ส่วนตนจะอยู่หรือไม่นั้น เจ้าเด็กคนนั้นไม่ได้เห็นอยู่ในสายตา

เด็กนั่นไม่ได้เยาะเย้ยสมเพชเขา ถ้ามองตามความจริงศิษย์หลิ่วก้านลู่ผู้นี้ก็เป็น เด็กดี ตามที่คนชื่นชมกันในพรรค ขยันฝึกซ้อม หนักเอาเบาสู้ อาจารย์หวังให้ทำอะไรก็ทำ หลิ่วก้านลู่พาลำบากไปที่ไหนก็ไป เจ็บไม่ร้องเหนื่อยไม่ปริปากบ่น ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินพวกแม่ครัวในโรงครัวชื่นชมว่าเป็นเด็กกตัญญูต่อมารดา แม่ป่วยหนักแรมปีก็อยู่ดูแลไม่ห่าง...ทั้งที่ก็ฟังดูเป็นเด็กดี แต่เหลียงหลวนเซียนทำใจชอบไม่ลง

อย่างเหลียงหลวนเซียนคงเรียกว่าคนใจแคบได้กระมัง สายตาของเจ้าเด็กคนนั้นเวลามองเขามันน่าหงุดหงิด การกระทำต่อหน้าและลับหลังอสูรมารดำแม้นจะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าสองหน้าแต่ก็แตกต่างกันอยู่หลายส่วน เด็กคนนั้นรู้ดีว่าอสูรมารดำขี้ใจอ่อนเลยชอบทำตัวน่าสงสาร เลือกที่จะยิ้มหวานแบบที่ใครเห็นก็ต้องรัก เลือกที่จะใช้น้ำเสียงโอนอ่อนและคำพูดหวานหูเกลี้ยกล่อมผู้อื่น ยิ่งเห็นก็ยิ่งขัดตา...สิ่งไหนที่เด็กคนนั้นทำ เหลียงหลวนเซียนล้วนทำไม่ได้

เขาทำตัวเป็นคนน่าสงสารไม่ได้ เขาพูดหวานไม่ได้ เขาใช้น้ำเสียงโอนอ่อนไม่ได้...

“เจ้าบอกว่าคนผู้นั้นน่าสงสาร...แล้วข้าเล่า”

ข้าไม่น่าสงสารบ้างหรืออสูรมารดำ?

...

 

อาการของเหลียงหลวนเซียนดีขึ้นตามลำดับจนสามารถออกเดินทางต่อได้แล้ว ขบวนเดินทางของพรรคอสูรถูกเพิ่มจำนวนผู้ติดตามเอิกเริก เดินพ้นจากป่ามาเจอหมู่บ้านหนึ่งที่ต้องใช้เป็นทางผ่าน ชาวบ้านละแวกนั้นตกใจล้มพับลงสวดอ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตกันแทบตลอดทาง สาเหตุคงมาจากชุดเครื่องแบบแนวผีดิบเดินดินกลางวัลแสกๆ ของพวกเขา ที่ทำให้ใครต่อใครได้เห็นก็ราวกับเห็นยมทูตถือเคียวเดินอาดๆ อยู่ต่อหน้า จนผมทนไม่ไหว สั่งให้พวกเขาเก็บเครื่องแบบน่ากลัวพวกนั้นไปแล้วใส่ชุดเหมือนชาวบ้านธรรมดาแทน ถึงอย่างนั้นพวกคนในพรรคก็รักกฎระเบียบกันเหลือเกิน...นอกจากชุดเครื่องแบบแล้วหาได้มีชุดอื่นไม่ ดำทะมึนกันมาทุกหีบผ้า จนผมละเหี่ยใจเหลือเกินว่าเจ้าคนพวกนี้รู้จักสีอื่นนอกจากสีดำมั้ยเนี่ย

ท่ามกลางการเดินทางอันแสนสุขฤดีปนเปไปกับเสียงหวีดร้องตกใจของพวกชาวบ้านข้างทาง ผมปวดหัวไมเกรนแทบแตก จิ้นฝูชงสมุนไพรให้มากกว่าสิบแก้วก็ยังไม่ดีขึ้น จนถึงช่วงเวลาต้องหาโรงเตี้ยมพัก ผมถึงได้ยื่นคำขาดให้พวกคนในพรรคออกไปหาเสื้อผ้าสีสันสดใสใส่เดี๋ยวนี้! ใครขัดคำสั่งถูกจับแต่งหญิง!!

การลงโทษนี้ถึงจะไม่เจ็บตัวแต่ผลกระทบสะเทือนถึงใจแน่นอน สำหรับชาวยุทธ์แสนมาดแมนสมชาตรีพวกนั้นคงไม่มีเรื่องไหนน่าอับอายไปมากกว่าโดนหยามเกียรติอีกแล้ว พอผมประกาศกร้าวออกไป เพียงยามเดียวคนในพรรคทุกคนก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าสีสันสดใสแสบตา ไม่รู้เพราะซื่อบื้อเรื่องสีเสื้อ หรือเพราะไม่เคยใส่เสื้อสีอื่นนอกจากสีดำกันแน่ถึงได้เลือกสีกันมาแบบ...สีชมพูแปร๊ดๆ งี้ สีแดงตัดเขียวงี้ บางคนไม่รู้ไปหาเสื้อสีเหลืองแสดมาจากไหน ส่องสว่างมาตั้งแต่ห้าร้อยหลา มองรวมๆ เหมือนคณะเดินทางเรนโบว์ ไม่รู้จะขำหรือสงสารดีที่ออกคำสั่งไปอย่างนั้น...แต่มันก็ดีออกนี่ เพราะพอใส่ชุดสีสันเจิดจ้า ความน่ากลัวรอบกายที่แผ่ออกมาข่มคนอื่นถึงได้ทุเลาลงตั้งเยอะ จากที่ชาวบ้านเห็นพากันกลัวหัวหดก็ตาลปัตรเป็นเห็นแล้วหลีกทางอมยิ้มส่งให้ บางคนไม่รู้เรื่องรู้ราวถึงขั้นพ่นชาที่จิบอยู่ลงไปขำท้องแข็งเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังทำให้สามารถเช่าโรงเตี้ยมอย่างดีทั้งหลังได้โดยไม่ต้องใช้รัศมีข่มขู่เป็นครั้งแรก ดีจะตายไป! หัดใช้สันติวิธีอย่างนี้ซะบ้างเจ้าพวกพรรคขี้ตี ศัตรูจะได้เบาๆ ลงหน่อย 

ผมมองผลลัพธ์คณะเดินทางสีสันสดใสอย่างพอใจในห้องลึกสุดที่เช่าไว้ให้ผมโดยเฉพาะ แต่พยักหน้าสบายใจได้ไม่ทันไรก็มีเสียงค้านเสียงหนึ่งดังขึ้น

“จิ้นฝูไม่ยอมเปลี่ยนเสื้อนี่นา”

ผมสะดุ้งนิดๆ หันไปมองเจ้าคนปากดีที่ทะเล่อทะล่ามาแตะนายเทวดาน้อย เขาเป็นหนึ่งในผู้ติดตาม รู้สึกจะชื่อเผิงเว่ย ผมพอจำเขาได้เพราะเขาเป็นคนอายุน้อยที่สุดในหมู่ผู้ติดตามและมีวรยุทธของพรรค อายุน้อยกว่าท่านชายน้อยปีหนึ่ง น่าจะราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี อา...ใช่ หมอนี่ชอบลูกสาวป้าเหอ

พูดถึงป้าเหอผมก็เกือบจะลืมป้าแกไปเลย ป้าเหอที่บ้านอยู่ตรงแถบทางเข้าออกประตูพรรค เคยอยากยกลูกสาวให้จิ้นฝูแต่กลับถูกนายเทวดาน้อยปฏิเสธหัวทิ่ม...ด้วยวลีที่ว่า ถ้าขนไม่ฟูไม่ผ่านนะขอรับ

น่าเจ็บใจแทนป้าเหอเหลือเกิน แต่คนที่ดูอกจะอกแตกตายคงไม่พ้นเจ้าหนุ่มเลือดร้อนคนนี้ เผิงเว่ยหลงรักลูกสาวป้าเหอนางนั้น แต่สาวเจ้าดันดูจะมีใจให้จิ้นฝู แต่จิ้นฝูก็ไม่สนใจสาวน้อยสาวใหญ่คนไหนเลยเพราะเอาแต่ขลุกอยู่กับผม กลายเป็นว่าลูกสาวป้าเหออกหักตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เผิงเว่ยเห็นสาวในดวงใจต้องมาน้ำตาตกในเลยพาลไม่ชอบจิ้นฝูไปดื้อๆ กระนั้นเขายังนับได้ว่ามีสติปัญญาแยกแยะ รู้ว่าจิ้นฝูเป็นคนโปรดของใครหลายโดยเฉพาะอสูรมารดำ ทำให้อยู่ต่อหน้าก็ยังเก็บอาการ ไม่แสดงออกโจ่งแจ้ง

อุตส่าห์นึกโล่งใจว่าเจ้าหนุ่มจืดจางคนนี้จะไร้บทบาท ทำอะไรนายเทวดาน้อยไม่ได้แท้ๆ ผมคิดผิดสินะไอ้งูพิษ!

“จิ้นฝูต้องอยู่ดูแลข้าในรถม้าตลอดจะไปเอาเวลาที่ไหนหาเสื้อใหม่” ผมออกตัวปกป้อง

“แต่คำสั่งของอสูรมารดำคือคำสั่งศักดิ์สิทธิ์นะขอรับ” เผิงเว่ยคำนับตัวนอบน้อม แต่คำพูดคำจากลับเถียงไม่ถอย

“ท่านชายน้อยไม่เห็นจะเปลี่ยนเลย”

“ท่านชายน้อยเป็นลูกชายประมุขพรรค ตำแหน่งเทียบเท่าผู้นำ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนี่ขอรับ”

เจ้านี่! ไม่คิดเลยว่าหน้าซื่อตาเศร้าจะปากเก่งอย่างนี้ ผมจ้องร่างเจ้าคนที่ใส่เสื้อสีส้มเหลือบแดงเอาเรื่อง แต่เผิงเว่ยไม่ได้หวาดกลัวอสูรมารดำเหมือนปถุชนธรรมดานอกพรรค แรงกดดันที่ผมปล่อยออกไปจึงไม่อาจทำอะไรเขาได้

เผิงเว่ยก้มหัวต่ำลง “หากละเว้นคนผู้หนึ่ง แล้วพวกข้าที่ปฏิบัติตามกฎจะเป็นอย่างไรล่ะขอรับ”

ก็ข้าเนี่ยแหละกฎ! ผมกำลังจะแหกปากประกาศออกไป ถึงจะเป็นคำพูดที่น่าสมเพชว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกก็ตาม แต่เพราะอยากปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นชายให้จิ้นฝูเต็มกำลัง ถึงจะถูกมองว่าเป็นอสูรงี่เง่าก็ช่างหัวมันสิ

“อาเฟย ไม่เอา” จิ้นฝูนั่งมองการปะทะคารมมานานยื่นนิ้วมาแตะเข้าที่ริมฝีปากผม พร้อมโปรยยิ้มหวานละมุน คล้ายรู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไรทำลายภาพลักษณ์ตัวเองออกไป

การที่ผมโพล่งคำสั่งให้ทุกคนเปลี่ยนเสื้อเพราะทนไม่ไหวกับเสียงหวาดผวา และทนไม่ได้กับภาพน่ากลัวของพรรคที่คนอื่นมองเข้ามา ไม่คิดว่ามันจะนำพาความซวยมาเยือนจิ้นฝู...ผมมันโง่เอง พลาดซะแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าต่อให้เป็นคนดีสักแค่ไหนแต่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ มีรักก็ต้องมีเกลียด คนในพรรคถึงจะเอ็นดูจิ้นฝูแค่ไหนก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบหน้าเขาสักคนสองคนอยู่แล้ว

“เช่นนั้นข้าจะไปหาร้านเสื้อเปลี่ยนนะ” จิ้นฝูหันไปยิ้มให้เผิงเว่ย

“ไม่มีปัญหา แต่เจ้าต้องแต่งเป็นสตรี”

“เผิงเว่ย นี่เจ้า!

“อาเฟยไม่โกรธนะ ไม่ดีๆ” จิ้นฝูยังคงยิ้มแย้ม ในขณะที่ผมร่ำๆ จะพ่นไฟออกมาเผาหน้าเจ้าคนแซ่เผิง แน่ะ ยังมาทำตาหวานใส่อยู่อีก เจ้านี่มันคิดจะทำให้เจ้าอับอายนะจิ้นฝู!

ผมมองข้ามหัวเผิงเว่ยไปหาเหลียงหลวนเซียน แต่รายนั้นไม่เคยสนใจสายตาขอความช่วยเหลือจากผมอยู่แล้ว สบตากันปุ๊บก็หันหลังใส่ปั๊บ ให้มันได้อย่างนี้สิท่านชาย

ขนข้างพวงแก้มถูกหยิกดึง จิ้นฝูชะโงกหน้าเข้ามาหาพร้อมยิ้มเผล่ “ไหนดูซิ มีคนอารมณ์ไม่ดีอยู่ตรงนี้คนหนึ่งด้วย”

“ให้ตายเถอะ...จิ้นฝู” ผมใจอ่อนยวบ ไฟโทสะในใจดับมอดลงไปทันทีที่เห็นเขายื่นหน้ามาส่งยิ้มให้ใกล้ๆ “ข้าจะเปลี่ยนคำสั่ง เจ้าดูไม่ออกหรือว่าเขา...”

“ข้ารู้” จิ้นฝูส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องเปลี่ยนคำสั่งหรอก คำไหนคำนั้นไปเถอะ มันแย่กับทุกๆ คนนะ ที่ข้าไม่ยอมไปหาเสื้อเปลี่ยนเพราะอยากอยู่อ้อนอาเฟยเอง มันเป็นความผิดข้า...ก็แหม ตอนอาเฟยปวดหัวแล้วเรียกหาแต่ข้ามันรู้สึกดีนี่นา ใครจะตัดใจทิ้งลงกัน”

ศีรษะอสูรถูกมือเล็กลูบอีกสองสามที จิ้นฝูหันไปส่งยิ้มใส่เผิงเว่ยด้วยมาดเปี่ยมมารยาท แล้วเดินผ่านตัวเขาไปราวกับอากาศธาตุ

“ไม่ต้องห่วงจิ้นฝู ข้าจะแต่งหญิงเป็นเพื่อนเอง!

และแล้วหมิงเล่อที่หายไปในดงของกินตลาดตั้งแต่ถึงโรงเตี้ยมก็โผล่พรวดเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ข้างขาของเขามีเจ้าก้อนสำลีไป๋เยว่ หลายวันมานี้ไป๋เยว่หันไปติดหมิงเล่อแจจนผมแปลกใจไม่น้อย ซ้ำยังโก่งคอเรียกหมิงเล่อว่า คู่ คู่!’ กระดิกหางดิ๊กๆ วิ่งตามไม่ห่าง หมิงเล่อก็ดันบ้าจี้เรียกเจ้าก้อนว่า คู่ ไปด้วย ทีนี้ล่ะท่านเอ๋ย ตามติดยิ่งกว่าเงา ไป๋เยว่ถ้าสิงหมิงเล่อได้มันคงทำไปแล้ว

คู่ของหมิงเล่อน่าจะหมายถึงคู่หู...แต่คู่สำหรับไป๋เยว่นี่ผมว่ามันชักจะยังไงๆ...

ผมมองนายอดีตนักฆ่าหน้าหล่อในมือถือลูกชิ้นหมูด้วยความระอาใจ สแกนไปยังหุ่นของหมิงเล่อที่เต็มแน่นไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อสีสด ส่วนสูงเฉียดร้อยแปดสิบ ดวงหน้าคมคายหล่อเหลา และท่าทางทะมัดทะแมงสมชายเต็มขั้น...จะแต่งหญิง?

เพียงแค่คิดสภาพหมิงเล่อแต่งสาวขนทั่วทั้งตัวก็ลุกเกรียวกราว เห็นแก่สายตาของชาวบ้านชาวช่อง ผมกล่าวถามย้ำกับเขาเหมือนจงใจเตือน “ข้าให้โอกาสเจ้าไตร่ตรอง เจ้าจะแต่งเป็นเพื่อนจิ้นฝูจริงๆ เหรอ...”

“สองหัวดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้วท่านอาจารย์” หมิงเล่อยิ้มร่าเริง ลืมไปเลยว่าหมอนี่ไม่เคยคิดตรองสิ่งใดมากกว่าสองวินาที เออ...ตามใจ ต่อแต่นี้ไปผมไม่รู้จักเจ้าเซ่อนี่ชั่วคราว ทุกคนเป็นพยานให้ผมนะครับ

จิ้นฝูถูกหมิงเล่อลากตัวไปแล้ว ผมนั่งเกาหัวอารมณ์เสีย ตวัดสายตามองเผิงเว่ย นายหางตาตกยังคงทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ ผมนึกอยากจับเขามาถลกหนังกินให้รู้แล้วรู้รอด ตัวเองไม่สมหวังในความรักเลยมาลงกับคนอื่นหรือไง น่าโมโหจริงๆ ยิ่งคิดว่าคนในสมัยก่อนโดยเฉพาะผู้ชายจะถือเรื่องศักดิ์ศรีถึงขนาดฆ่าได้หยามไม่ได้ จิตใจก็เริ่มห่อเหี่ยว มีที่ไหนผู้ชาย (ในอนาคต) ของผมต้องมาแต่งหญิงเดินไปเดินมา ไม่เคยมีมาก่อน!

เผลอทำอะไรโง่ๆ ไปอีกแล้วสินะ...ผมถอนหายใจฟู่ โบกมือไล่ทุกคนที่อยู่ในห้องออกไปให้หมด ก่อนล้มตัวหมกอยู่ใต้ผ้าห่มหนา ดับตะเกียงทุกดวง หลบซ่อนเร้นกายกับความมืด เพราะไม่สามารถออกไปไหนข้างนอกได้ตามอำเภอใจ เลยต้องนอนเหงาอยู่อย่างนี้คนเดียว

จริงของจิ้นฝู พอเขาไม่อยู่ ทุกอย่างมันเงียบลงจริงๆ

 

...

“เจ้าไม่ต้องแต่งเป็นเพื่อนข้าก็ได้นะ” จิ้นฝูเอ่ยบอกกับสหายต่างวัยข้างตัว หมิงเล่อเดินจูงมือเขาไปตามทาง มือชี้โบ้ชี้เบ้ไปที่แผงลอยขายอาหาร บนไหล่กว้างมีไป๋เยว่นั่งจ๋องอยู่ ทั้งหนึ่งคนหนึ่งตัวไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กหนุ่มจะพูดอะไร

“ช่างเถอะน่า เจ้าเองก็เป็นเด็กที่แปลกซะจริง ไม่คิดจะแก้ต่างให้ตัวเองบ้างเลย แค่อ้างไปว่าอยู่รับใช้อสูรมารดำผู้สูงส่งอยู่ เจ้าคนแซ่เผิงคนนั้นก็ไล่ต้อนเจ้าไม่ได้แล้ว”

ใช่ว่าจิ้นฝูจะไม่รู้ว่าควรโต้ตอบกลับไปอย่างไรให้ตนเองหลุดพ้นข้อกล่าวหา แต่เพราะคิดว่าถ้าแก้ตัวไปอย่างนั้นอาเฟยคงถูกพวกนั้นผิดใจใส่ ไม่ดีแน่ถ้าอสูรขนฟูต้องมาปวดหัวเพิ่มกับพวกคนติดตามที่ไม่ยอมรับตัวเอง ที่สำคัญ แค่ตอนนั้นอาเฟยลำเอียงเข้าข้างเขา แค่นี้เขาก็ดีใจมากพอแล้ว

ส่วนจะแต่งชุดอะไรจิ้นฝูไม่ได้สนใจเท่าไหร่ หนำซ้ำยังคิดแผนการออดอ้อนดีๆ ออกอีกด้วย มีแต่ได้กับได้ ไม่เห็นแย่ตรงไหนเลย

เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ไหล่ก็ถูกคนที่เดินสวนมาชนเข้า จิ้นฝูเบี่ยงหลบพลางเอ่ยขอโทษหญิงวัยกลางคนผู้นั้น

“คนเยอะจังเลยนะ”

“ครึกครื้นมากเลย เห็นว่าจะมีงานเทศกาลน่ะสิ” หมิงเล่อตอบ

“เทศกาลเหรอ?”

“อืม เห็นว่าบุตรชายท่านเจ้าเมืองนี้กลับมาจากต่างแคว้นหลังจากที่ไม่ได้กลับมานานเกือบเจ็ดปี ท่านเจ้าเมืองก็เลยจัดเทศกาลฉลองให้ลูกชายไปด้วยเลย”

“อ๋อ...” จิ้นฝูลากเสียงยาว ดวงตาทรงลูกท้อหวานเบิกมองโคมไฟฉลุที่แขวนประดับเหนือศีรษะสวยงามทอดเป็นทางยาวสุดลูกตา ข้างทางเริ่มจอแจไปด้วยแผงขายของ เด็กเล็กๆ วิ่งเล่นกันไปมา ในมือถือประทัด กระโดดโลดเต้นท่าทางสนุกสนาน จิ้นฝูหยุดมองกลุ่มเด็กๆ ริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อฉีกยิ้มหวาน

“มองอะไรอยู่รึ”

“เด็กๆ...ดีจังเลยนะ ตอนข้าอายุเท่านั้น ข้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแอบอ่านตำราสมุนไพรในเรือนหลักหลบฮูหยินลี่ ไม่เคยออกจากบ้านไปเล่นกับใครมาก่อน”

ชีวิตช่วงวัยเด็กจบลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีก็ถูกไล่ไปอยู่กลางเขากับมารดาที่สุขภาพทรุดโทรมลงทุกวันๆ หมิงเล่อน้ำตาคลอ จับบ่าเขาตบลงเบาๆ “ไม่เป็นไร ตอนนี้เจ้ามีท่านอาจารย์ ซื้อประทัดไปเล่นกับท่านอาจารย์ก็ได้!

“ฮะๆ เป็นความคิดที่ดีนะ” 

เดินต่อไปอีกสี่ซอยทั้งสองก็เจอร้านขายเสื้อผ้าสตรี ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป สตรีในร้านล้วนหยุดทำทุกอย่างหันมาจดจ้องทั้งคู่เป็นตาเดียว จิ้นฝูมีใบหน้าสวยหวานส่งยิ้มละไมให้สตรีเหล่านั้น “พวกข้ามาซื้อเสื้อผ้าสตรี มีชุดไหนที่พวกเราสองคนใส่ได้หรือไม่ขอรับ”

“เจ้าเป็นบุรุษ?” หญิงที่น่าจะเป็นเถ้าแก่เดินปราดมาหาจิ้นฝู มองเขาสลับกับหมิงเล่อที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ คิดคาดคะเนไปต่างๆ นาๆ

“คณะแสดงละครตลก นายจ้างพวกเราต้องการให้เราแต่งชุดสตรีสร้างความบันเทิง วันนี้วันงานเทศกาล คงไม่แปลกหรอกกระมัง”

เหตุผลที่จิ้นฝูยกขึ้นมาข้างๆ คูๆ ฟังขึ้นไม่หยอก รวมกับใบหน้าฉีกยิ้มแฉล้มชวนให้คนมองเคลิ้มตาม เถ้าแก่ร้านหลงเชื่อเขาง่ายๆ โดยไม่ถามสิ่งใดอีก ไม่ทันไรพวกเขาทั้งสองก็ถูกเหล่าลูกจ้างในร้านดุนดันหลังเข้าไปลองเสื้อด้านใน จิ้นฝูตัวเล็กกล้ามเนื้อยังไม่เยอะไม่มีปัญหากับขนาดของเสื้อ ไป๋เยว่ถูกมองว่าเป็นลูกสุนัขวิ่งกระวนกระวายอยู่ด้านหน้าฉากกั้นรอหมิงเล่อส่งเสียงงี้ดๆ ไม่ขาดสาย

หมิงเล่อออกมาก่อนเพราะทนเสียงร้อนปานใกล้ขาดใจของไป๋เยว่ไม่ไหว สองตาสีทับทิมแหงนจ้อง คู่ ตาค้าง

“เอ้าๆ ไม่ร้องนะคู่” หมิงเล่อในชุดสตรีทำเอาสาวๆ รอบๆ ข้างหันหน้าป้องปากหนี วางตาไม่ถูกกันเลยทีเดียวว่าควรนำสายตาไปไว้ตรงไหนในร่างผู้ชายคนนี้

ไป๋เยว่ไล่มองหมิงเล่อตั้งแต่ปลายเท้าจรดศรีษะ เพราะตัวใหญ่ไหล่กว้างจึงไม่มีชุดไหนใหญ่พอจะให้ชายหนุ่มยัดร่างเข้าไปได้ ผลสรุปคือเหลือแค่เสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนตัวโตสำหรับสตรีเท่านั้น กระนั้นแขนขาเขายังยาวเกินไป ปลายเสื้อเลยเต่อขึ้นมาถึงครึ่งแข้ง แขนเสื้อว่ายาวๆ ยังถดขึ้นมาเหมือนนักเลงถกแขนเสื้อข้างถนนเวลาจะมีเรื่องกัน เผยท่อนแขนสีทองแดงที่มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาตามแนวกล้ามแขน เสื้อกระชับแนบติดกับลำตัวจนเห็นรูปร่างใต้เสื้อชัดเจน หากไม่ติดว่าเป็นเสื้อสตรี บอกไม่ถูกเลยว่าบุรุษรูปหล่อคนนี้จงใจแต่งตัวประหลาดเพื่ออะไรกันแน่

ไป๋เยว่สติหลุดไปหลายขณะ ตาสีทับทิมอมชมพูประกายวูบวาบ จมูกรูปหัวใจขยับไปมา ขนสีขาวสว่างราวด้ายไหมแท้พองฟูขึ้นจนทั่วทั้งตัวกลมดิก สุดท้ายคำพูดที่หลุดโผออกมาคือคำว่า หิว

หิว หิวอะไร มองหมิงเล่อแล้วหิวนี่มันหมายความว่าไงกัน มีเพียงตัวลูกอสูรมารดำเผือกตัวนี้เท่านั้นที่รู้แจ้งกับใจ

“อืม แน่นจริงๆ สตรีชอบแต่งกายรัดรูปขนาดนี้ไม่อึดอัดกันบ้างรึไงนะ” หมิงเล่อขยับตัวบ่นไปมาอย่างอึดอัด แผงอกใต้เสื้อคลุมเนื้อบางสีฟ้าแนบลู่ไปตามจังหวะการขยับ จนบางสิ่งกลมๆ ใต้เนื้อผ้าเริ่มขึ้นร่องรอยโผล่เด่นขึ้นรางๆ...

สตรีทุกคนในร้านต่างหน้าแดงหูแดง บางคนถึงขั้นปิดตาแต่ยังอุตส่าห์เว้นช่องว่างแอบมอง...อะไรกัน บุรุษแปลกประหลาดแต่งหญิงมันควรจะ...ควรจะตลกไม่ใช่รึ แล้วเหตุใดถึงได้รู้สึกว่าเมื่อชายอกสามศอกถูกจับแต่งหญิงเช่นนี้มันเร้าอารมณ์แปลกๆ บุรุษในชุดสตรี...บุรุษในชุดสตรี

เห็นทีคงต้องลองให้สามีที่บ้านลองแต่งดูบ้างแล้ว...เหล่าสาวๆ ในร้านแอบลงความห็นเงียบๆ

ไป๋เยว่สัมผัสได้ถึงจิตไม่หวังดีของสาวน้อยในร้านเสื้อ มันดิ้นลงจากมือหมิงเล่อ แล้ววิ่งสับขาไปคาบเอาผ้าคลุมไหล่ผืนหนึ่งกลับมาเพยิดหน้าใส่

“ไอ้นี่อะไร เศษผ้ารึ?”

“นะ...นี่ผ้าคลุมไหล่เจ้าค่ะ” แม่นางน้อยผู้หนึ่งรีบเอ่ยตอบ นางเหล่มองลูกหมาขนสีขาว กล่าวชมในใจว่าทำได้ดีมากเจ้าตัวเล็ก

ไป๋เยว่เชิดหน้าใส่สตรีเหล่านั้นราวผู้ชนะ ของข้าข้าดูได้คนเดียว!

ระหว่างชุลมุนวุ่นวายกับการค้นพบรสนิยมใหม่ของสาวๆ จิ้นฝูก็เดินออกมาจากฉากกั้น ทันทีที่เขาปรากฏตัวออกมา เสียงเซ็งแซ่ทุกอย่างก็หยุดชะงักลงราวกับตกอยู่ในภวังค์

จิ้นฝูไม่มีปัญหาเรื่องขนาดตัวเหมือนหมิงเล่อ ทำให้เขาสามารถแต่งองค์ทรงเครื่องได้ตามแต่ใจ สีเสื้อที่เลือกไม่ได้สว่างสดใส ออกจะเป็นสีเทาหม่นๆ ไม่เด่นสะดุดตา แต่เพราะคนใส่ที่ใส่ออกมาแล้วดูไม่ออกว่าเป็นเพศไหน ทำให้ทุกคนตกตะลึงกันเป็นแถบๆ เส้นผมสีดำน้ำหมึกถูกปิ่นดอกเหมยรวบขึ้นสูงจนเห็นหลังต้นคอขาวผ่อง คอเสื้อปิดขึ้นมาถึงลำคอบังลูกกระเดือกได้พอดี ขนาดเสื้อตัวหลวมโพร่งหน่อยๆ ส่งผลให้เขาดูเหมือนเด็กหญิงวัยแรกแย้มที่ยังโตไม่เต็มที่ ดูน่ารักน่าทะนุถนอมจนเหมือนจับต้องไม่ได้ ผนวกกับใบหน้าสวยเป็นทุนเดิมที่ไม่ได้มีการแต่งแต้มใดๆ ใครบ้างไม่เหลียวมองลง

หน้าสดยังขนาดนี้ แต่งเต็มจะขนาดไหน...

จิ้นฝูส่งยิ้มเขินๆ ให้ทุกคนที่จ้องมองเขา ก่อนเดินไปหาหมิงเล่อ แล้วแกล้งดัดเสียงสูงใส่ “ข้าจ่ายเงินให้แล้ว พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ”

หมิงเล่อกะพริบตาปริบๆ อ้ำอึ้งอมพะนำจนไป๋เยว่ใช้อุ้งเท้านุ่มนิ่มดันหน้าเขาให้หันไปอีกทาง “อะ...เอ้อ ไป...”

สองหนุ่มชุดสตรีเดินออกไปจากร้านจนลับตา สาวๆ รวมเถ้าแก่ถึงกับทรุดนั่งพื้นราวนัดกันมา แต่ละคนต่างกรีดร้อง “ความเป็นผู้หญิงของข้าพังพินาศแล้ว!” “ผัวที่บ้านข้าทำไมไม่เป็นอย่างนั้นบ้าง!” “อยากเลี้ยงหมา!

...

 

งานเทศกาลวันนั้นถูกกล่าวขานต่อกันมาอีกหลายวันว่ามีสตรีน้อยนางหนึ่งงดงามราวนางฟ้า เดินเที่ยวอยู่ในงานด้วยรอยยิ้มพิสุทธิ์ใส จนถึงขั้นชายหนุ่มที่เดินขบวนแห่ฉลองเดินชนตอเสา ไม่รู้ว่าเป็นบุตรธิดาบ้านไหน จบงานเทศกาลท่านเจ้าเมืองตามหานางแทบผลิกแผ่นดินก็ยังไม่เจอ ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้สู่ขอทาบทามไว้

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ท่านเจ้าเมืองเท่านั้นที่เสียดาย ชายหนุ่มทุกคนต่างก็เสียดายพอกัน ถ้าไม่ติดว่ามี...เอ่อ...สตรีร่างยักษ์บึกบึนกับสุนัขตัวเล็กที่ดุอย่างกับเสือเป็นไม้กั้นขวางไว้ พวกเขาคงได้รู้แล้วว่าสตรีน้อยน่ารักคนนั้นเป็นใคร...

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมรู้หลังจากนั้นนานพอควร ตอนนี้ผมนอนหลับไปหลายตื่นท้องฟ้าก็ยังไม่สว่าง ได้ยินเสียงตีกลองและแห่บวงสรวงไกลๆ ความเงียบรอบข้างทวีความเปล่าเปลี่ยวจนพุ่งพรวด ทำไมไม่มีใครอยู่เลยล่ะ การที่ออกจากห้องไม่ได้แบบนี้มันทรมานกันชัดๆ ผมหลบซ่อนตัวได้แต่ถูกขังไม่ได้ อย่างน้อยทิ้งใครสักคนไว้ให้คุยหน่อยไม่ได้หรือ

ผมคิดว่าจิ้นฝูคงรีบไปรีบมา ครั้งนี้ผมคงเดาผิด จิ้นฝูอาจจะเดินเที่ยวในงานต่อพร้อมกับหมิงเล่อ เจ้าก้อนไม่รู้มีเรื่องถูกใจอะไรหมิงเล่อนักหนาถึงได้ไม่ยอมออกห่างตัวเขาเลย ไม่งั้นผมคงขอมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นไปแล้ว เวลาอย่านี้ล่ะท่านชายน้อยดันไม่ยอมมา...

...ไม่สิ เขาไม่มาก็ดีแล้วนี่ หลังจากวันที่มีปากเสียงกันเขาก็ไม่พูดถึงมันอีก ไม่ได้เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ไม่คุยกับผมเลย แต่เป็นวางตัวปกติจนออกแนวตั้งใจมากเกินไปด้วยซ้ำ

ผ่านหมู่บ้านนี้เหลือเดินทางอีกสามวันจะไปถึงวังหลวง เมื่อถึงตอนนั้นจะมีอะไรรอผมอยู่กันนะ ฮ่องเต้คนนั้นคงไม่คิดพิเรนทร์จับผมกินหรอกใช่ไหม หวังว่าจะไม่มีเรื่องเล่าแปลกๆ อย่างกินเนื้ออสูรแล้วอายุยืนหมื่นปี หรือกินเลือดอสูรแล้วจะกลายเป็นเทพเซียน ผมยกฝ่ามือสีดำมอง กำแล้วแบอย่างนั้นไปมาเพื่อรับรู้วานี่เป็นร่างกายใหม่ที่ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป ถ้าวันหนึ่งผมได้กลับไปในโลกเดิมที่จากมา ได้ร่างเดิมกลับคืนมา เมื่อถึงตอนนั้นผมจะทำยังไงดีนะ

คิดไปก็เท่านั้น โอกาสกลับไปได้ผมไม่เคยหวังอยู่แล้ว

“อา...เฟย!

“เจ้า!

ขณะเหม่อๆ อยู่ ร่างสีดำก็ถูกคนตัวเล็กโถมทับ จิ้นฝูล้มกลิ้งหัวเราะร่วนอยู่บนตัวผม ปิ่นปักผมดอกเหมยหลุดร่วงลงพื้น

“นี่เจ้าเหรอ...สุดยอด...”

สุดยอด...เจ็บใจ เจ็บใจที่สุด! จิ้นฝูในชุดผู้หญิงเข้ากับเขามากเกินไปแล้ว แค่ใบหน้าอย่างเดียวก็ชนะขาดลอย คนเราแค่เปลี่ยนเสื้อก็เปลี่ยนได้ขนาดนี้เลยเหรอ เขาน่ารักมากอยู่แล้ว พออยู่ในชุดผู้หญิงยิ่งดูน่ารักเข้าไปใหญ่ โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าผมกลับเป็นคนได้ขึ้นมาแล้วสวยไม่เท่าเขาผมจะเอาหน้าไปไว้ไหน ตอบ!

จิ้นฝูกอดคอผมหัวเราะคิกคัก “ตกใจใช่มั้ย ดีใจจัง แค่เห็นหน้าอาเฟยตกใจก็คุ้มแล้ว” ว่าแล้วเขาก็ก้มลงหยิบปิ่นดอกเหมยบนพื้นมาปักเสียบเข้าที่ขนข้างใบหูอสูร “เข้าจริงๆ ด้วย”

เพราะขนฟูหนาเลยไม่มีปัญหาว่ามันจะร่วงตกลงมา ผมใช้นิ้วแตะปิ่นนั่น รู้สึกเก้อเขิน “มันไม่เหมาะกับอสูรอย่างข้าหรอก เจ้าเอาไปเสียบผมเจ้าเถอะ”

“ไม่เหมาะที่ไหนกัน อาเฟยสวยมากเลย”

พอถูกชมเข้าตรงๆ ผมหมดคำโต้เถียง กระดากอายไปมีแต่จะทำให้นายเทวดาน้อยได้ใจ จะให้เอาออกก็ใจแข็งไม่พอ เลยยอมเออออปักมันทิ้งไว้อย่างนั้นแม้รู้ตัวว่าไม่ได้เข้ากับร่างอสูรเลยก็ตาม จิ้นฝูมองผมยิ้มๆ ลุกแล้วยื่นมือมาหา “ไปกันเถอะ”

“ไปไหน?”

“หนีเที่ยว”

รอยยิ้มขี้เล่นระบายเต็มใบหน้า ผมยกยิ้มชั่วร้าย “เจ้าเป็นเด็กดื้อขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“อาเฟยเบื่ออยู่ไม่ใช่เหรอ ไปกันนะ นะ?”

แล้วปฏิเสธได้เหรอ ผมหัวเราะเบาๆ ยื่นมือจับตอบฝ่ามืออุ่นนุ่มนั้นไว้ ยันตัวลุกขึ้น พรางตัวกับความมืดแล้วหายวับออกจากห้องนอนไป

“จะไปไหนล่ะ เจ้ามีที่ที่อยากพาอสูรอย่างข้าไปไหนดี”

“ข้าเดินสำรวจมาหมดแล้วล่ะ หลังเรือนร้างตรงนั้นมีเนินเขาชันอยู่ ด้านหลังใช้เป็นสุสาน ปลอดคนแน่นอน”

“เจ้าชวนข้าไปสุสานรึ” ผมแกล้งบีบจมูกจิ้นฝู

“ปลายผามีต้นบ๊วยอยู่ต่างหาก เป็นบ๊วยต้นใหญ่ที่ออกดอกสะพรั่งตลอดเวลา ชาวบ้านเขาเล่าว่าเป็นคำสาปของขุนนางเจ้าของเรือนร้างหลังนั้น ปลูกทิ้งไว้ให้คนรักที่ตายจากไป รอวันที่คนรักจะกลับมาดูดอกไม้บานด้วยกันเลยยังบานอยู่อย่างนั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปหรอก”

“แล้วเราเข้าไปได้เหรอ”

“อืม...ข้าทำพิธีขอขมาไว้แล้ว บอกว่าถ้าโกรธก็โกรธข้าคนเดียวน่ะ คิดว่าถ้ามีวิญญาณจริงๆ เขาคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง ของเซ่นข้าก็วางไว้แล้วด้วย”

“นี่เป็นเหตุผลที่เจ้ามาหาช้าสินะ...”

จิ้นฝูยิ้มเงียบๆ จับมือผมหลบเลี่ยงผู้คนนำทางไปยังผาหลังเรือนร้างหลังนั้น ราวกับงานเทศกาลครึกครื้นค่อยๆ จางหายห่างออกไป หลงเหลือเพียงพวกผมสองคนเท่านั้น

ละแวกเรือนร้างปลอดผู้คนดังที่จิ้นฝูพูดไว้ เปิดทางโล่งสะดวกให้เราใช้เป็นทางผ่านเข้าไปหาผาที่มีต้นบ๊วยปลูกไว้ด้านใน พื้นที่ชันเล็กน้อย ต้องใช้แรงมากหน่อยเดินขึ้นไป ระหว่างทางรายล้อมด้วยป้ายสุสาน ให้ความรู้สึกหนังผีมากกว่าหนังรัก แต่พอเงยหน้ามองขึ้นเมื่อใดจะเห็นจิ้นฝูเดินนำทางอยู่ข้างหน้า คอยชะเง้อมองกลับมาเสมอจนถึงที่หมาย

ต้นบ๊วยต้นใหญ่ดูมีอายุมากกว่าร้อยปีตั้งเด่นอยู่ปลายผา ดอกสีชมพูเข้มปลิวไสวเป็นพวงตามแรงลม ดุจภาพวาดในม้วนคัมภีร์ ดึงคนมองให้รู้สึกเสมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ผมตกตะลึงจนกลั้นหายใจ คิดไม่ถึงว่าจะมีต้นไม้สูงใหญ่สวยมากอยู่ในที่แบบนี้ได้

“ต้นไม้ต้องสาป...ชักเชื่อแล้วล่ะ” ผมพึมพำ

จิ้นฝูเดินนำไปที่ต้นบ๊วย แล้วจัดการปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งใหญ่ ภาพเบื้องหลังเป็นมวลดอกไม้สีชมพู เหนือศีรษะเป็นท้องฟ้านวลแสงจันทร์ จิ้นฝูนั่งแกว่งขาอยู่ตรงนั้น ผลิยิ้มกวักมือเรียกผมให้เดินตามมา

ผมเดินเหม่อเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา จิ้นฝูนั่งอยู่บนกิ่งต้นไม้ทำให้ความสูงของเราเท่ากัน เขายื่นมือออกมาจับข้างแก้มพลางลูบเบาๆ หลายที

“มองลงจากตรงนี้เห็นงานเทศกาลทั้งหมดเลย ลองดูสิ”

ผมชะโงกหน้าจากหลังลพต้นไม้ เห็นภาพเบื้องล่างของงานเทศกาลที่ไกลสุดตาย้อมไปด้วยแสงสีส้มอ่อนๆ แผงร้านค้าที่มีของขายไม่ขาด กลุ่มชาวบ้านจับเข่าล้อมวง เด็กๆ วิ่งไล่เล่นกัน เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นมาจนจับศัพท์ไม่ได้ เป็นบรรยากาศครึกครื้นสนุกสนาน ผมใจชื้น สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด อากาศข้างบนเย็นหอมน้ำค้างชวนให้หวนคิดถึงตอนอยู่บนภูเขา

พริบตานั้นทั่วทั้งงานก็เริ่มลดเสียงลง ตามด้วยอะไรบางอย่างที่ลอยขึ้นเต็มท้องฟ้า

“โคม?”

โคมจากสิบเป็นร้อยๆ ค่อยๆ ลอยเอื่อยตามกันเป็นทอด ส่องแสงย้อมทั่วทั้งฟ้าให้สว่างระยิบระยับ ผมอ้าปากค้าง ฉีกยิ้มร้องว้าวเสียงดัง

“หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องทำโคม เหมือนอยู่ในฝันเลยเนอะอาเฟย”

“ใช่...สวยมากเลย”

ในโลกเก่าก็มีลอยโคมเช่นกัน แต่ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ และท้องฟ้าโลกนั้นก็ไม่ได้กว้างโล่งเท่าที่นี่ด้วย ภาพที่เห็นเวลานี้ทำผมตื่นตาตื่นใจ เสียดายจริงๆ ที่ไม่มีกล้องถ่ายรูปเก็ยภาพประทับใจไว้ ได้แต่จดจำใส่หัวใจว่าครั้งหนึ่งเคยเห็นโคมสวยเต็มฟ้าแบบนี้

“ว่าแล้ววาต้องชอบ เพราะงั้นข้าเลยไปซื้อมาด้วย...”

“โคมเหรอ!

“เปล่า ไฟเย็น”

“...”

จิ้นฝูหลุดขำกับสีหน้าผิดหวังของผม เขารีบปลอบ “จะจุดโคมต้องใช้ไฟนี่นา ข้า...ไม่ค่อยอยากให้อาเฟยอยู่ใกล้ไฟเท่าไหร่ แค่ตัดสินใจซื้อไฟเย็นมาเล่นก็คิดนานอยู่” เพราะเคยเกือบเสียผมไปเพราะไฟ เรื่องนี้คงฝังลึกลงในใจจิ้นฝู “แต่ถ้าอาเฟยอยากลอยโคม ข้าจะลงไปซื้อให้เดี๋ยวนี้”

“ไม่ๆ ไฟเย็นก็ได้ จุดเล่นเลยเถอะ”

“ข้าจุดให้นะ”

จิ้นฝูลงจากต้นบ๊วยมาจุดไฟอย่างง่ายๆ แล้วยื่นด้ามไฟเย็นส่งให้ผมด้ามหนึ่ง ตัวเองถือเล่นอีกด้ามหนึ่ง เราสองคนนั่งยองๆ กันบนพื้น มองดูประกายไฟสีขาวส่องแสงเป็นแฉกคล้ายดอกไม้เรืองรอง

เป็นไฟเย็นธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ผมกลับละสายตาจากมันไปไม่ได้ พอมันใกล้ถึงโคนหมด จิ้นฝูจะยื่นปลายด้ามของตัวเองมาจุดต่อให้ไฟเย็นที่ผมถืออยู่

เหลืออีกสี่ด้าม เขาทำแบบนี้ให้ทุกด้าม ต่อไฟเย็นให้ผมเมื่อมันใกล้จะหมด จนของตัวเองชิงดับไปก่อนทุกครั้ง

โคมลอยระย้าเต็มฟ้า จิ้นฝูเปรยถามเมื่อไฟเย็นของเราหมดแล้ว “เสียใจไหมที่ข้าไม่ซื้อโคมมาฝาก”

“จะเสียใจได้ยังไง โคมลอยขึ้นฟ้า ปล่อยไว้สักพักเดี๋ยวก็ร่วงตกลงมา”

“แต่ไฟเย็นก็ดับนะ”

“ก็จริง แต่ข้าชอบเวลาเราลุ้นให้มันส่องแสงสว่างต่อไปด้วยกัน ชอบเวลาเจ้ายื่นไฟมาต่อให้ข้า หรือเจ้าไม่ชอบ?”

จิ้นฝูยิ้มหวาน สายตาส่องประกายลึกซึ้ง แสงสะท้อนจากโคมบนท้องฟ้ากระทบเข้าใบหน้าด้านข้างที่แดงระเรื่อ จิ้นฝูหยัดตัวลุกขึ้น ยื่นมือมาปิดริมฝีปากผมที่นั่งยองๆ อยู่แล้วก้มหน้าลงจุมพิตผ่านฝ่ามือ

ใบหน้าใกล้กันห่างแค่ฝ่ามือกั้น ผมเหลือกตาโต มองเห็นแพขนตายาวสั่นระริกอยู่ด้านหน้า เสียงจุ๊บดังเบาๆ จากกลีบริมฝีปากที่ละผละไป สองแก้มร้องผะผ่าวย้อมปนกับผิวเนื้อแดงปลั่ง น้ำเสียงใสกังวานหัวเราะคลอเหมือนแก้เขินให้ตนเอง

“ฮะๆ ตกใจเหรอ?”

“เจ้าทำอะไร...”

“ไว้ข้าใจกล้ากว่านี้แล้วจะทำของจริงให้นะ”

ยินเสียงแว่วกลองหนังดังถูกตีขึ้นอีกครั้ง บ่งบอกว่างานเทศกาลได้จบลงแล้ว “เรารีบกลับกันเถอะ”

ผมกับเขาเดินลงกลับจากผา ยามราตรีเงียบสงัด ลมเอื่อยแผ้วผ่านผิวจนรู้สึกหนาวเหน็บ ทว่าฝ่ามือที่กุมกันไว้ยังคงอบอุ่นเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง



_______________________________________________________________


สวัสดีครับทุกๆ คน


ยังไม่ต้องรีบสละเรือกันครับ! เราจะเดินทางไปต่อด้วยเรือนี้..


เครดิตน่ารักๆ : https://pbs.twimg.com/media/DTAWYvuU8AAZIn5.jpg

55555555555555555555555555555555

//โดนทุกคนเตะ

หลวงพี่หายอีกแล้ว อะไรกันคนๆนี้ มาให้งงแล้วก็จากไป...

ส่วนท่านชายน้อย มีอะไรก็พูดสิท่าน T__T รู้ไหมทุกคนเขาลุ้นกันอยู่นะ แค่ก

จิ้นฝูตอนนี้แย่งซีนความสวย55555 ท่องไว้อาเฟย โตเมื่อไหร่รู้เลยยยย รู้เลยยย

หมิงเล่อกะไป๋เยว่ฟีลมะหมาหวงเจ้าของนี่มันอะไรกัน /=___=\ เอาเป็นว่าพวกเขายังเฟรนด์โซน มิตรภาพเบิกบานกันอยู่ ทำไมผมชอบคู่นี้พิลึก ถถถถ


งานยังคงทับผมเกือบตายแต่ผมก็กระดึ๊บมาหาแล้วครับ ตอนนี้เป็นโค้งสุดท้ายใกล้จบแล้ว งานเลยบานตะไทเป็นพิเศษ ทำจนร่างออกแสงได้แล้วตอนนี้5555 อีกสองอาทิตย์หน้าๆ มีไปค่ายกับโรงเรียน ถ้าไม่ติดอะไรผมจะมาอัพปกตินะครับ แต่ถ้าผมหายไปโปรดรู้ไว้รักนะแต่ค่ายไม่ยอมปล่อย ;-;


เรื่องอื่นๆ นอกจากอสูรโฉมงามไว้จะค่อยๆ อัพทีหลังนะครับ ปิดเทอมเมื่อไหร่จะนั่งแต่งให้รวมร่างกับเก้าอี้ไปเลย ว้าก


5555555 สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณนักอ่านทุกท่านเหมือนเดิมครับ

เจอคำผิดเดี๋ยวค่อยแก้นะตะเอง

บุย






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 291 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #1999 J'Sun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 01:50

    ถ้าเป็นเกมก็คือทุกคนมองจิ้นฝูเป็นนางเอก ส่วนท่านชายเป็นนางร้ายอ่ะ คือชอบครต.แบบมีมิตินะคะ เเต่ครต.แบบจิ้นฝูคือเราฝังใจมากไปหน่อย เลยแอบกลัว 5555

    #1,999
    0
  2. #1960 FernNAlls (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 07:53
    เอ็นดูวน้องโว้ยยยยเมื่อไรจะโต แต่คุณชายก็แอบเห็นใจเค้าเหมือนกันนะ สงสารรรร โอ๋ๆนะท่าน
    #1,960
    0
  3. #1845 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 16:23
    น้องน่าร้ากกกกก
    #1,845
    0
  4. #1750 Par_dao (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 10:09

    จิ้นฝูรีบโตเถอะ ได้โปรด

    #1,750
    0
  5. #1660 kunpirom0825 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 11:09
    ไม่ชอบจิ้นฝ฿เลยตกลงเป็นพระเอกรึนายเอก
    #1,660
    0
  6. #1601 bb.smile (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 23:38
    จิ้นฝู~ นางน่าร้ากกก
    #1,601
    0
  7. #1454 ผู้ไร้สีสัน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 11:28
    พายเรือเก่าๆ ของหลวงพี่อย่างเดียวดาย เหม่อมองเรือยอร์ชที่แล่นผ่านหน้าไป
    #1,454
    0
  8. #1307 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 14:09
    5555 ไม่ต้องห่วง!!! ต่อให้เรือล่มเป็นไททานิคเราก็จะจมไปกับมานนนน เกาะเสากระโดงเรือหนูจิ้นอย่างเหนียวแน่น
    #1,307
    0
  9. #1255 zeta- (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 12:36
    เลือกไม่ได้ 3พีได้ป่าวว
    #1,255
    0
  10. #1231 redlotus (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 15:17
    ถ้าอาเฟยได้คบกับจิ้นฝูก็ดี จิ้นฝูชอบอาเฟยที่เป็นตัวอาเฟยเองตั้งแต่แรกขนาดเป็นอสูรอยู่ยังรักเลย ถึงท่านชายน้อยน่าสงสารก็จริงแต่ก็มองอาเฟยที่ภายนอกอ่ะ ก่อนหน้านั้นยังขับไล่อสูรบอกว่าอัปลักษณ์อย่างนู้นอย่างนี้ พอได้เห็นร่างจริงของอาเฟยถึงค่อยชอบ ส่วนเจ้านักบวชก็ละทางโลกไปขนาดนี้แล้วก็ปล่อนเขาไป อย่างที่เป็น~ 555+
    #1,231
    1
    • #1231-1 nwyxa529(จากตอนที่ 17)
      23 พฤษภาคม 2564 / 01:44
      ไม่ใช่ชอบตั่งแต่เด็กแต่แค่ซึนนะ
      #1231-1
  11. #1148 nisha0429 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 18:01
    เลือกเรือไม่ถูกเลยตอนนี้ (*´艸`*)
    #1,148
    0
  12. #553 แฝดจอมซน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 19:05
    มีด้ายแดงผูกไว้สามคนนี่เจ้าคะ ข้าจำได้นะ *ชูป้ายไฟ*
    #553
    0
  13. #281 momo-moon (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:42
    เจ้าก้อนสำลีไป๋เยว่ตัวเท่านี้หวง’คู่’ของตัวเองแล้ว หมิงเล่อยังบื้อต่อไปแบบนี้ไม่นานโดนจับกินแน่
    #281
    0
  14. #209 Andoris (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 18:14
    อยากให้อาเฟยเป็นคนเร็วๆจัง~~~
    #209
    0
  15. #205 hyun_park22 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 10:36
    เมื่อไหร่อาเฟยจะเป็นคนนนน ฮึ่มมมมม ถ้าเป็นคนได้นะน้ำส้มหกทั้งไหแน่
    #205
    0
  16. #204 cantus1011 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 23:25
    ลุ้นมาก หัวใจจะวายเเร้ว เมื่อไรร่างนางจะเผยอ่า จิ้นฝูทำคะเเนนทิ้งห่างเพิ้ลแร้วลูก
    #สงสารชายน้อยมาก ลุ้นตลอดเรยว่าเมื่อไร่อสูรปอมๆจะยอมเปิดใจสักที
    #204
    0
  17. #203 Raina. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 22:20
    หมิงเล่อ-ไป๋เยว่ ตกลงคู่.....หู? แหง่ววววว
    #203
    0
  18. #202 norinamfon188 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 22:00
    จิ้นฝูคือดีงาม!ปล่อยท่านชายน้อยไปแล้วมาเอาจิ้นฝูดีก่าาาาา!!!
    #202
    0
  19. #201 Narh_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 21:51
    จ้าา..อาเฟยเจ้าผ่านประสบการณ์อันโชกโชนมาแล้วทำไมเจ้าถึงไม่รู้ว่าท่านชายน้อยคิดอะไรอยู่!!55 ดูน่ารักๆใสๆดีค่ะ จิ้นฝูก็มาแรงแซงทางโค้งไปเลยค่ะ ฮาา ส่วนหลวงพี่เมื่อไรจะมีบทกับเขานะ?ทำไมชอบมาๆหายๆเหมือนสัญญาณอินเตอร์เน็ตจังคะ555
    เอาเป็นว่าสู้ๆนะคะ รอเรื่องอื่นทุกเรื่องของไรท์อยู่นะค่าาา
    #201
    0