อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 16 : น้ำส้มสายชู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 355 ครั้ง
    21 ม.ค. 61

น้ำส้มสายชู 

 

เหตุการณ์ปรากฏตัวของท่านชายใหญ่สั่นสะเทือนพรรคอสูรทั้งพรรคจนแผ่นดินแทบถล่ม ไม่พ้นวันดีก็มีม้าเร็วจากพรรคใหญ่แจ้งข่าวไปยังเหลียงจิวซินที่นั่งกินป่อเปี๊ยะสดฝีมือจิ้นอวี๋ในสวนสบายใจเฉิบ ข่าวใหญ่นั้นเล่นเสียประมุขพรรคถึงกับป่อเปี๊ยะติดคอ เขานั่งไม่ได้นอนไม่หลับ ร้อนรนใจจนจะถลาออกจากพรรคไปตามหาลูกชายคนโตตลอดเวลา ถ้าไม่ติดว่าเมื่อเตรียมตัวจะเดินทางออกพรรคพบกับผู้เฒ่าหั่วจู้เจียง เซียนที่เร้นตัวหลบซ่อนความวุ่นวายในโลกมนุษย์มาปรากฏตัวปรามไว้เสียก่อน เพราะผู้เฒ่าหั่วกลิ่นกายหวนราวดอกไม้คนนี้เป็นหนึ่งในคนเก่าแก่ตั้งแต่ก่อตั้งยุทธภพและเป็นผู้กำหนดฤกษ์วันพิธีเชื่อมจิตวิญญาณให้ท่านชายน้อย เหลียงจิวซินจึงยอมลดความใจร้อนลง แล้วยอมหยุดอยู่ในพรรคตามคำกล่าวเตือนของหั่วจู้เจียง หากไม่ใช่ท่านผู้เฒ่า เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้ก็คงฉุดชายผู้นี้ไม่อยู่

ในอีกด้าน ขบวนเดินทางของท่านชายน้อยจำต้องหยุดชะงักลงระหว่างทาง นอกจากรถม้าที่ใช้เดินทางถูกทำลายและของกำนัลถวายแด่ฮ่องเต้สูญหายแล้ว ร่างกายของเหลียงหลวนเซียนก็ยังไม่สู้ดีนัก เขามีไข้เป็นพักๆ และนอนหลับยาวไม่ได้สติไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ หนึ่งในม้าเร็วที่ติดตามขบวนท่านชายน้อยควบแล่นไปบอกข่าวให้ฮ่องเต้ทราบก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะไปร่วมงานเลี้ยงล่าช้าเพราะเกิดปัญหาสุขภาพระหว่างทาง เหตุที่ไม่กล่าวตามจริงไปว่าพบท่านชายใหญ่ของพรรคที่แปรผันไปเป็นหนอนบ่อนไส้หันคบดาบทำร้ายพี่น้องร่วมสายเลือด คงเพราะอยากป้องกันความวุ่นวาย พรรคอสูรเป็นพรรคที่เรียนวิชามาร หาใช่พรรคคุณธรรมอะไรมากมาย ย่อมต้องมีพวกพรรคที่เหม็นขี้หน้าอยู่เยอะ ฉะนั้นพวกที่จ้องฉวยโอกาสเองก็เยอะเช่นกัน หากข่าวรั่วไหลออกไปว่ามีพรรคศัตรูใหม่ที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นโจมตีพรรคอสูรเข้าคงมิวายพ่วงร่างแหใส่พรรคยิบย่อยอีกหลายพรรคที่จ้องโจมตีพรรคอสูร รีบจับมือเข้าร่วมกับพรรคที่พี่ชายเหลียงหลวนเซียนพำนักอยู่อย่างแน่นอน

ระหว่างรออะไรๆ เข้าที่เพื่อเตรียมตัวจะออกเดินทางอีกครั้ง พรรคอสูรก็ได้ส่งคนติดตามมาเพิ่มให้ท่านชายน้อย หนึ่งในนั้นคือหมิงเล่อ เจ้านักฆ่าจอมเซ่อซ่าที่ไม่ได้เห็นหน้าเสียพักใหญ่

หมิงเล่อเจอผมก็ดีใจกระโดดโลดเต้น วิ่งถลาเข้ามาหาจนเกือบจะล้มหน้าคว่ำ

“นึกว่าท่านอาจารย์จะตายไปแล้วซะอีก ยังมีชีวิตอยู่สินะ ดีใจจริงๆ!

มาถึงปุ๊บปากก็แช่งผมปั๊บ แต่เจตนาไร้สิ่งใดแฝงทำให้ถึงอยากโกรธก็โกรธไม่ลง ผมหวดอุ้งมือฟาดเข้ากลางกะบาลหมิงเล่อด้วยความเอ็นดูทีหนึ่ง

“ใช้ความเจ็บของเจ้ายืนยันก็แล้วกันว่าข้าตายหรือยัง”

“โอย มือหนักขนาดนี้ อีกนานแน่ๆ กว่าจะตาย” หมิงเล่อลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ กระนั้นก็ยังคงหัวเราะยินดี

“เจ้ามากับขบวนเดินทางใหม่ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าเจ้าจะรอกินของในเทศกาลคืนทมิฬหรอกเหรอ”

เทศกาลคืนทมิฬ คือเทศกาลที่จัดกันในพรรคอสูร เป็นวันที่พระจันทร์ถูกสุริยุปราคาบังจนมืด ผมเองก็ไม่รู้ว่าแกนของโลกนี้หรือจักรวาลของโลกที่นี่จะเหมือนกับโลกเดิมสักแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเกือบทุกสี่เดือนในพรรคจะเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาบ่อยมาก ชาวพรรคอสูรก็ถือเป็นพรรคที่ชอบความครื้นเครง เลยจับเอาทุกวันที่สุริยุปราคาขึ้นบังดวงจันทร์เป็นวันเทศกาลเสียเลย

งานเทศกาลที่จัดกันเองในพรรคไม่ต่างอะไรกับงานเทศกาลในโลกเดิมของผมมากนัก มีร้านขายของริมข้างทาง ซุ้มของเล่นสำหรับพวกชาวบ้านกับเด็กๆ ที่ไม่ได้มีวรยุทธ ส่วนสำหรับพวกที่มีกำลังภายในก็จะจัดประลองฝีมือกันสนุกๆ

หมิงเล่อถึงจะเป็นนักฆ่าแต่ก็ไม่ได้มีปราณกำลังวิเศษวิโสอะไร จึงถูกจัดอยู่ในหมวดคนธรรมดา แม้เจ้าตัวจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรับใช้ของผมก็ตาม นอกจากทำงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ออกเดินเล่นเที่ยวหาอะไรอร่อยๆ กินไปทั่ว บางวันยังโดดงานไปนอนกลางวันอีกต่างหาก ได้ยินว่าเทศกาลคืนทมิฬมีการขายลูกพลับกวน หมิงเล่อถึงได้อยู่รออย่างใจจดใจจ่อ

“ก็ว่าจะอยู่รอหรอก แต่ข้าอยากมาเห็นว่าท่านอาจารย์ไม่เป็นอะไรน่ะสิ ตอนที่มีคนมาแจ้งข่าวในพรรค ข้ากับจิ้นอวี๋กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยนะ...”

“คนที่กินไม่ได้นอนไม่หลับน่ะมีแต่จิ้นอวี๋เถอะ”

“หยาบคายจริง ข้าเองก็ห่วงท่านกับจิ้นฝูไม่แพ้นางหรอก” หมิงเล่อเบ้หน้าไม่ชอบใจ ผมหัวเราะเบาๆ ตบไหล่เขาขอบคุณในความใจดี

“ขอบคุณแล้วกันที่อุตส่าห์แจ้นมาดูข้าถึงนี่ แล้วนี่เจ้าจะกลับพรรคใหญ่หรือไม่ กลับไปบอกข่าวให้จิ้นอวี๋รู้ว่าข้ากับจิ้นฝูยังสบายดี”

“ไม่ล่ะ มีม้าเร็วกลับไปแจ้งข่าวแล้ว ข้าจะไปๆ กลับๆ ทำไม อยู่เดินทางไปพร้อมกับท่านอาจารย์เนี่ยแหละ”

“เจ้าจะไม่ได้กินลูกพลับกวนเชียวนา ทนได้รึ”

ผมแสร้งทำเป็นแหย่ สีหน้าเสียดายแบบไม่ปิดบังของหมิงเล่อแสดงออกชัดแก่สายตาจนผมนึกอยากขำ

เขาเม้มปากแน่น สุดท้ายถึงได้จำใจโพล่งออกมาเสียงสั่นๆ “ไม่ได้มีครั้งเดียวนี่ ช่างมันปะไร!

เห็นทีผมคงต้องซื้อลูกพลับกวนสักสองลังมาปลอบใจเจ้าตะกละคนนี้เสียแล้ว ว่าไปรอบตัวผมก็มีแต่คนชอบกินแฮะ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผมเองก็เริ่มรู้สึกจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าแล้วเหมือนกัน

ผมนั่งคุยเรื่อยเปื่อยกับหมิงเล่อ จวบจนก้อนนิ่มๆ ก้อนหนึ่งวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา

ไป๋เยว่ในสภาพที่ไม่ต่างจากลูกหมาเลยสักนิดพุ่งตัวเข้าหาขาของอสูรมารดำ ลำคอส่งเสียงงี้ดๆ อ้อนให้อุ้มตามเคย

“อ้าว หมิงเล่อนี่นา”

จิ้นฝูเดินถือตะกร้าผลไม้ตามหลังเจ้าก้อนสำลีน้อยมาติดๆ ใบหน้าหวานช้อยคลี่ยิ้มส่งให้หมิงเล่อ ก่อนเดินมายื่นผลผิงกั่วในตะร้าส่งให้เขา “ไม่พบกันนานเลย”

“จริงด้วย...โห นี่เจ้าโตขึ้นเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” หมิงเล่อเบิกตาโตกว้าง มองจิ้นฝูไล่จากล่างขึ้นบนไปมา ดูท่าการเปลี่ยนแปลงของหนุ่มน้อยจะเยอะพอตัว ถึงขนาดหมิงเล่อเมินของกินในมือ เอาแต่มองหน้าจิ้นฝูจนเกือบจะเข้าสิงอยู่แล้ว “เห็นล่าสุดตอนฝึกยิงธนูในลาน เจ้าสูงขึ้นหรือเปล่า ผิวคล้ำขึ้นด้วยรึ”

“ก็นิดหน่อย อาจารย์หวังชอบให้ข้าปฏิบัติมากกว่าท่องทฤษฏีน่ะ แต่ก็ยังต้องฝึกอีกเยอะเลย” จิ้นฝูผงกหัวยิ้มๆ

“ท่านอาจารย์ไม่ตกใจบ้างรึ เด็กน้อยสูงแค่เอวท่านโตมากขนาดนี้แล้ว” หมิงเล่อกระตุกขนแขนถาม “เขาหลับตายิงธนูแม่นมาก ท่านว่าเขาพัฒนาขึ้นไหม”

“หะ? หลับตายิงธนู”

“อ้าว เจ้าไม่ได้เล่าอวดท่านอาจารย์เลยรึ อุตส่าห์ฝึกทั้งวันทั้งคืน” หมิงเล่อยังคงจ้อไม่หยุดปาก “จิ้นอวี๋ตกใจแทบตายตอนเจ้าอยู่บนหลังม้าแล้วต้องปิดตายิงธนูแต่ร่วงลงมาเสียกว่าสิบรอบ ฮ่าๆ”

ผมเหลือนัยน์ตาเหลืองอ่อนจนทบถลนมานอกเบ้า จิ้นฝูตกจากหลังม้า? เรื่องแบบนี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย เพราะไม่ว่าจะถามว่าฝึกเป็นยังไงก็มักจะได้รับรอยยิ้มสดใสพร้อมน้ำเสียงคึกคักว่าสนุกอยู่เสมอ ทำไมมีเรื่องอะไรแบบนี้เขากลับไม่ยอมบอกผมอีกแล้วล่ะ...

เมื่อลองคิดย้อนดูดีๆ อีกครั้งผมก็พบว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย จิ้นฝูมักจะไม่ค่อยเอ่ยเล่าสิ่งใดให้ฟังเลยสักอย่าง อย่างเรื่องตั้งแต่ตอนที่ผมโดนเผาไม่ได้สติแล้วเขารับเป็นหนูทดลองแทน หรือกระทั่งเรื่องที่ว่าตนเป็นที่ชื่นชอบของใครมากเท่าไหร่ก็ไม่เคยอวด แล้วมีหรือเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างตกจากหลังม้าหรือได้รับบาดเจ็บขนาดฝึกซ้อมจะมาถึงหูผมได้ เขาเอาแต่ปิดบังเรื่องของตัวเองอยู่เสมอจนบางทีผมก็นึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้...ไม่ใช่ว่าผมต้องรู้ทุกๆ เรื่องของเขาหรอกนะ แต่บางครั้งผมก็อยากจะให้เขาเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองให้ผมฟังบ้างก็เท่านั้น ผมเป็นอสูรขนฟูของเขานะไม่ใช่ใครคนอื่น...

จิ้นฝูยิ้มฝืดๆ ส่งผลไม้ในตะร้าใส่มือหมิงเล่ออีกหลายลูก ก่อนหันมาทำตาหวานใส่

ไม่ต้องมาทำหน้าทำตาน่ารักเลยนะ จะโกรธจริงๆ แล้วด้วย...

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะอาเฟย”

“ไม่รู้จริงเหรอ”

“ใช่ ท่านอาจารย์ ทำหน้าเหมือนจะไปฆ่าคนตาย”

หมิงเล่อแหวแทรกขึ้นมาจนผมหน้าชาไปวูบหนึ่ง ถ้าใครสักคนจะตายก็คงเป็นเจ้าปากมีรูรั่วคนนี้นี่แหละ ไม่เห็นเหรอว่าอารมณ์ผมขุ่นขนาดไหนแล้ว

จิ้นฝูกับหมิงเล่อมองหน้ากันตาปริบๆ เมื่อผมเมินหน้าหนีไปอีกทางโดยอุ้มเจ้าก้อนมากอดไว้แนบตัว

“ท่านอาจารย์เป็นอะไรเหรอ”

“เปล่า”

“อาเฟย?”

“เปล่า”

...หยุดนะเจ้าความงี่เง่า เรากำลังงอนในเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่นะ แต่ถึงพร่ำพูดกับตัวเองมากเท่าไหร่ผมก็ยังไม่ยอมหันหน้าไปพูดกับทั้งสองคนดีๆ เสียที

แค่บอกว่าไม่ชอบใจเรื่องอะไรมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ แน่นอนว่ามันไม่ยาก...แต่ผมก็อยากให้จิ้นฝูพูดออกมาด้วยตัวเอง ไม่อยากกลายเป็นคนจุ้นจ้านแต่ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่เลย

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยเสียของผมคือขี้น้อยใจแล้วงอนเงียบ เรื่องขี้ประติ๋วแค่ไหนก็ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ได้ ให้ตายสิ ตัวเองที่เป็นแบบนี้ขนาดผมยังหงุดหงิด รู้ว่าสักวันต้องเผลอแสดงนิสัยปัญญาอ่อนอย่างนี้ออกมาใส่จิ้นฝูแน่ๆ ก็หวังว่าเขาจะไม่โกรธผมจนพาลเป็นเรื่องใหญ่ไปก่อนนะ

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนก้มลงวางไป๋เยว่บนพื้น

เจ้าก้อนคงจับอารมณ์มัวๆ ของผมได้ มันถึงไม่กระโดดโยเยขอให้กลับไปอุ้มอีก แต่เดินเตาะแตะหลบไปอยู่ข้างเท้าจิ้นฝูแทน เมื่อไป๋เยว่ไม่เข้ามาวุ่นวายแถวข้างเท้า ผมจึงเริ่มออกเดินจากไปเงียบๆ ใจคิดแค่อยากสงบอารมณ์ของตัวเองเท่านั้น หากยังยืนหัวโด่อยู่ต่อคงมิวายพลั้งปากพูดถ้อยคำระคายหูให้ต้องผิดใจกันแน่ๆ

จิ้นฝูไม่แม้แต่จะเอ่ยทักว่าไปไหน เขาเพียงมองส่งผมเฉยๆ เท่านั้น

...

 

“ท่านอาจารย์โกรธอะไรกันนะ หรือว่าจะโมโหที่ข้าทักว่าหน้าเหมือนจะฆ่าคนตาย”

หมิงเล่อบ่นปอดแปดอย่างไม่สบายใจกับเด็กหนุ่มหน้าสวยข้างตัว จิ้นฝูกัดผลผิงกั่วในมือเงียบๆ อย่างไร้บทสนทนา บนตักมีไป๋เยว่นั่งคู้อยู่ เจ้าก้อนกลมสีขาวท่าทางซึมเซาลงไปไม่น้อยเมื่อหม่าม้าของมันอารมณ์ไม่ดี แต่เพราะกลัวว่าถ้าเข้าไปออดอ้อนจะโดนสวนกัดเหมือนที่หม่าม้าคนเก่ากัดมัน เจ้าตัวเล็กถึงได้มานั่งสั่นนั่งเศร้าอยู่บนตักของมนุษย์ที่มีกลิ่นกายของหม่าม้าติดตัวอยู่

“ท่านอาจารย์ก็เหลือเกินนะ เป็นอสูรแท้ๆ กลับมีนิสัยเหมือนมนุษย์ซะเหลือเกิน”

“ไม่รู้สิ...”

“ท่านอาจารย์ไม่ได้โกรธเจ้าหรอกน่า เขาโกรธข้าต่างหาก อย่าเศร้าไปเลย เจ้ากับท่านอาจารย์ไม่ทะเลาะกันหรอก ก็ท่านอาจารย์ออกจะรักเจ้าขนาดนั้น” หมิงเล่อเห็นเด็กหนุ่มสีหน้าไม่สู้ดีจึงรีบปลอบโยน แต่ยิ่งพูดสีหน้าสวยสะคราญยิ่งหม่นลงเรื่อยๆ ราวกับมีเมฆดำหนาลอยอยู่เหนือศีรษะ

จิ้นฝูมักจะฉีกยิ้มกว้างเฉพาะตอนอยู่กับท่านอาจารย์เท่านั้น เรื่องนี้หมิงเล่อเริ่มสังเกตมาได้สักพักแล้ว แต่เพราะคิดว่าถึงทักไปก็คงไม่มีประโยชน์เลยเลือกแอบดูท่าทีของหนุ่มน้อยเงียบๆ แทน

หมิงเล่อจับใต้คางคิด...จิ้นฝูรักท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็รักจิ้นฝู? แล้วทั้งสองคนเป็นคนรักกันอย่างนั้นหรือ บางความรู้สึกหมิงเล่อก็คิดว่าไม่น่าใช่ แต่อีกใจหนึ่งก็ใคร่สงสัยว่าแล้วเหตุใดจิ้นฝูถึงได้...

...ถึงได้พยายามกีดกันท่านชายน้อยพรรคอสูรไม่ให้เข้ามาใกล้อี้เฟย

                หมิงเล่อไม่คิดรังเกียจอี้เฟยที่เป็นอสูร และไม่คิดแคลงใจเรื่องที่อสูรจะมีความรักกับมนุษย์ไม่ได้ถึงแม้อี้เฟยจะเป็นอสูรซ้ำยังเพศผู้ก็ตาม

                “จะว่าไปท่านอาจารย์ก็ไม่รู้ตัวนะ เรื่องที่ท่านชายน้อยแอบย่องเข้าไปในห้องตอนหลับ”

                จิ้นฝูหยุดมือที่กำลังคว้าผลผิงกั่วกึก สีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันควัน

                “ข้าเคยขอร้องหมิงเล่อแล้วนี่นาว่าไม่ให้พูดเรื่องนี้กับอาเฟย”

                “ข้าสงสัยนี่...เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือไงว่าทำไมท่านชายน้อยถึงได้แอบเข้าไปในห้องท่านอาจารย์ดึกๆ ดื่นๆ ทั้งที่ถ้าอยากขโมยของก็คงทำไปนานแล้วแต่ก็ไม่ทำ เพียงแค่เข้ามามองท่านอาจารย์นอนหลับท่าอุบาทว์แล้วก็ไป...”

                สีหน้าที่แข็งกระด้างพลันอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นบางๆ “อาเฟยไม่ได้นอนท่าน่าขำสักหน่อย”

                เห็นจิ้นฝูกลับมาสดชื่นขึ้นนิดๆ หมิงเล่อค่อยรู้สึกหายใจเต็มปอดบ้าง ไม่รู้เด็กหนุ่มจะรู้สึกตัวหรือไม่ว่าเขาปล่อยรังสีอาฆาตออกมาจนคนใกล้ตัวเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลัง

                แต่เพียงขณะเดียวประกายแววตาก็กลับมาคุดังเดิม “ข้าไม่เห็นอยากรู้เลยว่าท่านชายน้อยเข้าไปหาอาเฟยตอนหลับทำไม”

                “เจ้าไม่อยากรู้?”

                “...ก็ถ้ารู้ขึ้นมา คนที่ลำบากจะเป็นข้านี่นา”

                หมิงเล่อไม่เข้าใจคำพูดแฝงนัยยะของจิ้นฝู รู้เพียงตอนนี้ใบหน้าของเด็กหนุ่มกลับมายิ้มแย้มตามเดิมแล้ว เห็นอีกฝ่ายสามารถโปรยยิ้มได้ความสงสัยและไม่สบายใจก็อันตรธานหายตามไปด้วย   

                “ใช่ แล้วเจ้าตัวที่นั่งอยู่บนตักเจ้านั่นมันอะไรน่ะ” มาถึงตรงนี้หมิงเล่อถึงเพิ่งสังเกตว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมา เจ้าก้อนกลมสีขาวที่ดูรู้ว่าเป็นลูกอสูรมารดำตัวเท่าลูกหมาเงยหน้ามองชายหนุ่มตาแป๋ว จมูกสีชมพูรูปหัวใจขยับฟุดฟิด ดูไร้เดียงสามาก

                หมิงเล่อเป็นคนรักสัตว์เป็นทุนเดิม เห็นเจ้าตัวเล็กนี่ก็นึกอยากอุ้มขึ้นมาแต่เพราะมีบรรยากาศไม่สู้ดีจึงยังไม่ได้เอ่ยปาก ตอนนี้หายใจโล่งปอดเลยเริ่มเพ่งความสนใจไปยังเจ้าก้อนกลมสีขาวนุ่มนิ่ม

                “นี่ไป๋เยว่ อาเฟยพามาด้วยตอนถูกพวกอาภรณ์สีเหลืองจับไปน่ะ เรียกอาเฟยว่าหม่าม้าๆ...ตอนนี้ข้ายืมตัวมาเล่น พยายามฝึกให้มันเรียกว่าป๊ะป๋าอยู่”

                ได้ยินถึงตรงนี้หมิงเล่อก็ได้แต่เงียบกริบ...เห็นจิ้นฝูใจดีกับเจ้าลูกอสูร ความจริงแล้วมีแผนการชั่วร้ายอยู่นี่เอง...แน่ล่ะว่าเรื่องนี้หมิงเล่อพูดอะไรไม่ได้ เขายื่นนิ้วไปจิ้มจมูกไป๋เยว่ “ไงตัวเล็ก”

                ดวงตาสีทับทิมประกายชมพูมองหมิงเล่อสลับกับนิ้วมือที่ยื่นมาหา ไป๋เยว่ชะโงกหน้าดมเรียวนิ้วฟุดฟิด จนหมิงเล่อทนท่าทางน่ารักของมันไม่ไหว ยื่นมือขอมาอุ้ม

                จิ้นฝูส่งไป๋เยว่ให้ถึงมือ เส้นขนสีขาวนุ่มยิ่วกว่าไหมแท้ชวนให้สัมผัสชวนเคลิ้มเหลือเกิน เห็นตัวกลมขนาดนี้ที่จริงมีแค่ขนเท่านั้นที่พองออกมา เนื้อตัวจริงๆ ของเจ้าตัวเล็กผอมมาก มิน่าถึงได้กินทุกอย่างไม่มีเกี่ยง ตอนถูกจับตัวไปถูกทรมานอดอาหาร ลูกอสูรตัวน้อยรู้ซึ้งถึงคุณค่าอาหารจากใจจริง

                เพราะฉะนั้นถ้าขึ้นชื่อว่าของกินแล้วล่ะก็ ไป๋เยว่ตัวนี้ไม่มีวันพลาด ทันทีที่มันไปนั่งแหมะอยู่บนตักหมิงเล่อ ต่อมรับกลิ่นหมวดแสวงหาอาหารจึงทำงานสำรวจตัวชายหนุ่มทันทีว่ามีของกินติดตัวมาบ้างหรือไม่

                และมีรึบุรุษนามหมิเล่อจะไม่มีของกิน...ไม่มีทาง! ข้าวของที่ขนมาหลายหีบนั่นน่ะของกินทั้งนั้น

                “หม่ำ”

                “พูดได้ด้วย”

                อุ้งมือจิ๋ววางแปะลงบนลำตัว หมิงเล่อจ้องตอบดวงตาใสๆ ที่จ้องไม่วางตานั่น รู้สึกถูกชะตาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                “หม่ำ หิว”

                เมื่อน้ำเสียงเล็กแหลมเอ่ยบอกความต้องการอีกครั้ง หมิงเล่อก็ถูกความน่ารักจู่โจมหัวใจ ยอมงัดของกินที่เก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมา

                “นี่เป็นยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาล ข้าพกกินเล่นเป็นประจำ เหลือเม็ดสุดท้ายแล้วแต่จะยอมยกให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษแล้วกันนะ”

                ขวดกระเบื้องเล็กๆ ส่งเสียงกรุ้งกริ้งไพเราะยามเทเขย่า หมิงเล่อมองยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลเม็ดกลมอย่างรู้สึกเสียดาย แต่เมื่อมองเลยไปเห็นสายตาอีกคู่ที่จับจ้องเขาอยู่หัวใจก็พลันอ่อนตาม เขายื่นส่งขนมสุดรักให้ไป๋เยว่อย่างเต็มใจ

                ไป๋เยว่มองของกินที่มีขนาดเล็กจิ๋วนั่นนิ่งๆ มันเสียใจนิดๆ ที่ของกินที่คนผู้นี้พกมามีขนาดเล็กนิดเดียว แต่เพราะเป็นของที่กินได้มันจึงอ้าปากงับทันที

                เมื่อยาลูกกลอนเม็ดกลมสัมผัสถึงปลายลิ้น ความหวานหอมก็แผ่ซ่านกระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก รสชาติหวานล้ำอร่อยเสียจนเจ้าอสูรน้อยตะลึงงัน มันไม่เคยกินขนมหวาน...ไม่เคยทานสิ่งไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน!

                นี่มันอะไรกัน อร่อยยิ่งกว่าเนื้อกวางขาว ยิ่งกว่าปลาเทพห้าหัว ยิ่งกว่าเนื้อยิ่งกว่าเลือดของสิ่งมีชีวิตใดบนโลกเสียอีก!  

                “ฮะๆๆ อร่อยขนาดนั้นเชียวเหรอ เจ้าตัวเล็ก”

                น้ำเสียงเจื้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเจ้าก้อนตาเป็นประกายวิบวับ ตัวแข็งแต่ปากขมุบขมิบรัวเร็ว หมิงเล่อยกมือขึ้นลูบศีรษะขนาดเท่าฝ่ามือเบาๆ หนึ่งที

                ไป๋เยว่ได้สติหลุดจากภวังค์ความหวานอร่อย มันเงยหน้ามองหมิงเล่อ ราวกับเห็นแสงประกายระยิบระยับลอยออกมาจากใบหน้าหล่อเหลาของชายชาวมนุษย์ที่ฉีกยิ้มให้มันอยู่ หัวสมองอื้ออึงไปหลายชั่วขณะ ยิ่งเพ่งมองใบหน้าซื่อๆ ที่ส่งยิ้มให้มาจากด้านบน ผนวกกับความหวานที่ค้างคาอยู่ตรงปลายลิ้น ไป๋เยว่ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ก่อเกิดขึ้นมาในใจ...

                คนๆ นี้มีของอร่อย...ของอร่อย

                “คู่!

                “หืม?”

                “คู่” จบคำเจ้าก้อนสีขาวก็โถมร่างเกาะอยู่กับเสื้อไม่ยอมปล่อย

                “หมดแล้วนะมีแค่อันเดียว อะไรกัน...แกะ...ไม่ออก”

                หมิงเล่อพยายามดึงเจ้าลูกหมาน้อยที่อยู่ดีๆ ก็ใช้เล็บเกี่ยวเกาะตัวเขาไม่ปล่อย พลันหันไปขอความช่วยเหลือจากจิ้นฝู

                หนุ่มน้อยเท้าคางมองยิ้มๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ ตัดความหวังสุดท้ายของหมิงเล่อไม่ใยดี

                ...

 

                ผมเดินมาไกลแค่ไหนกันนะ

                รู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งเขี่ยดินเล่นในป่าเสียแล้ว ทั้งที่คิดว่าอยู่คนเดียวจิตใจน่าจะสงบมากกว่า แต่ผมคิดผิด ยิ่งอยู่คนเดียว ความเงียบความเหงาก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเศร้า

                รนหาเรื่องแท้ๆ มันไม่ใช่ความผิดของใคร จิ้นฝูมีสิทธิ์ที่จะไม่เล่าเรื่องอะไรของตัวเองให้ผมฟังเลยก็ได้ และผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่มย่ามวุ่นวายอะไรเรื่องของเขา แต่ผมมันก็เป็นอย่างนี้...พอรู้ว่าอีกฝ่ายมีใจก็ชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อยากรู้เรื่องอีกฝ่ายไปเสียทุกเรื่อง พอไม่รู้ก็งอน พอเขาไม่บอกก็งอน งอนอะไรมากมายวะเนี่ย หงุดหงิดตัวเอง

                ทางที่ดีคือผมต้องระงับความคิดปัญญาอ่อนให้ได้ก่อน ขืนกลับไปตอนนี้มีหวังทำให้จิ้นฝูอึดอัดใจแน่ๆ

                แต่มันน่าน้อยใจนี่นา! มีแต่ผมที่เล่าเรื่องของตัวเอง มีแต่ผมที่ถามไถ่เขาอยู่ฝ่ายเดียว มันไม่แฟร์เลย จิ้นฝูควรเป็นฝ่ายตั้งหัวข้อสนทนาบ้างสิ...ทำตัวเป็นเด็กไปได้ ผมเนี่ยแหละทำตัวเป็นเด็กไปได้ อายุปาไปยี่สิบกว่าแล้วทำตัวงี่เง่ากว่าเด็กอายุสิบห้าซะอีก

                ปลายเล็บดำเขี่ยเกลี่ยเป็นรูปจิ้นฝูบนดิน พิศมองไปมองมาก็ลบปากที่โค้งยิ้มให้คว่ำลง จำต้องถอนหายใจแรงๆ ระบายความอัดอั้น ลบรูปบนดินนั้นแล้วเริ่มต้นวาดใหม่ คราวนี้เป็นรูปหน้าตัวเองในโลกใบเก่า

                แกรบ

                เสียงเหยียบใบไม้ดังขึ้นที่พุ่มหญ้าด้านหน้า ผมเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นร่างสีขาวร่างหนึ่งก็หลุดพลุบออกมาจากพุ่มไม้!

                บนใบหน้างามคล้ายเทพสลักเปรอะฝุ่นดิน เหนือสันจมูกโด่งมีใบไม้ร่วงแปะอยู่ดูน่าตลกไม่หยอก ผมจ้องประสานตากับผู้มาใหม่ ทันใดนั้นหัวสมองก็แล่นปรากฏภาพคนคนหนึ่งขึ้นมา

                “ท่านนักบวช?”

                เพราะตอนเจอกันคราวที่แล้วอีกฝ่ายเล่นใส่หมวกปิดหน้าราวกับโจร คราวนี้ไม่มีหมวกสวมคลุมจึงทำให้ผมมองเห็นใบหน้าฝ่ายตรงข้ามเสียที ขอบอกตรงนี้เลยว่าหน้าตาเขาเหมือนไม่ใช่มนุษย์โลก...ว่าไงดีล่ะ เอาเป็นว่ามันเป๊ะ พอดีไปหมดทุกส่วนจนน่าตกใจ ไม่ใช่ว่าเขาหน้าตาไม่ดีแต่เพราะเขาหน้าตาดีมากเกินไป...จนคิดว่าถ้าจับไปยืนเฉยๆ คงคิดว่าเป็นรูปปั้น ไม่มีทางคนแน่ๆ เพราะนอกจากชุดที่ขาว เส้นผมยังเป็นสีเงินยวงยาว ต่างจากมนุษย์ทั่วไปบนโลกนี้โดยสิ้นเชิง

                หน้าตาคมสัน ชัดไปหมดทุกสัดส่วน ผิวกายขาวสะอาดตา เสียเพียงว่าทั้งชุดทั้งตัวเปื้อนไปด้วยดินและหญ้าแห้ง ไม่รู้อีกฝ่ายไปตกหลุมบ่อที่ไหนมา บั่นทอดรัศมีความงดงามจนหายเกลี้ยงขนาดนี้

                “อสูรมารดำ?”

                ว่าจบเขาก็เดินกะเพลกๆ ออกมาจากพงหญ้า แต่ดันสะดุดรากพุ่มไม้ล้มคะมำ เห็นท่าทางโงนเงนของอีกฝ่ายผมก็ตกใจถลาตัววิ่งไปรับได้ทันเวลา ท่อนแขนในชุดสีขาวถูกฝ่ามืออสูรดึงให้ล้มเข้ามาใส่ดงขนสีดำนุ่มแทนพื้นดินด้านล่าง

                “อ๊ะ!

                น้ำเสียงประสานขึ้นมาพร้อมกัน ผมรีบปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระแล้วถอยร่นไปไกล เพราะเกรงว่าจะทำให้ท่านนักบวชตกใจเป็นลมหมดสติที่อสูรดุร้ายพุ่งเข้ามาสัมผัสตน

                ท่านนักบวชไม่ได้ตกใจแผดเสียง เขายังคงรักษาท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิมไว้ได้อย่างดี ผงกหัวขอบคุณผมเก้ๆ กังๆ “ขอบคุณนะ”

                “มะ...ไม่เป็นไร ท่าน...แปลกจริง ไม่กลัวข้าเลยรึ เมื่อครู่ข้าเพิ่งจับตัวท่านไป”

                เรียวคิ้วสีเทาเข้มขมวดหากันน้อยๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจ “เจ้าช่วยไม่ให้ข้าล้ม ข้าจะกลัวทำไม”

                นั่นสิ...จะกลัวทำไม

                ไม่สิ ต้องกลัวอยู่แล้ว ก็นี่น่ะอสูรทั้งตัวเลยนะ ถ้าเห็นอสูรร่างใหญ่ขนดำพุ่งเข้ามา สิ่งแรกที่สมองมนุษย์จะคิดคือ มันจะต้องเข้ามาทำร้ายแน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีทางยืนเฉยแบบนี้ได้หรอก ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้แปลกตั้งแต่ภายนอกยันภายใน แปลกในที่นี่ไม่ใช่ความหมายเชิงลบ ผมเพียงแค่รู้สึกว่าเขาแตกต่างจากคนในโลกนี้เท่านั้น

                “ท่านดูคุ้นชินกับอสูรนะ”

                “ไม่หรอก ข้าเพิ่งเคยเจออสูร เจ้าเป็นตัวแรก”

                “ข้าน่ะรึ ตัวแรกอีกด้วย ท่านไม่กลัวข้าเลยเหรอ” ผมอดถามแปลกใจไม่ได้ ชายหนุ่มผมเงินสั่นศีรษะตอบ

                “เจ้ามีอะไรน่ากลัวรึ”

                ถามมาได้...

                “ช่างเถิด ข้าก็แค่ประหลาดใจเท่านั้น ถ้าท่านไม่กลัวข้าก็แล้วไป”

                “เจ้ามาทำอะไรแถวนี้”

                “ท่านต่างหากมาทำอะไรแถวนี้ แล้วยังสภาพนั้นอีก ชุดขาวๆ ของท่านเลอะไปหมดเลย”

                ท่านนักบวชรูปงามก้มลงมองเสื้อตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นมาพยักหน้าสีหน้าจริงจัง “จริงด้วย”

                ถ้าขำออกไปคงเสียมารยาท...เพราะฉะนั้นอดทนเอาไว้ก่อนนะ...

                “หมวกท่านไปไหนแล้วล่ะ”

                “ตอนนั่งสมาธิ ลิงป่ามาหยิบไป”

                ลิงป่า...นี่ไปนั่งอยู่ตรงไหนกันแน่เนี่ย

                “แล้วท่านไม่ไปตามคืนหน่อยหรือ สัตว์ป่ามันก็แค่อยากรู้อยากเห็น ถ้าไม่ใช่ของกินเดี๋ยวมันก็ทิ้ง”

                “ไม่ล่ะ การให้ก็เป็นกุศลอย่างหนึ่ง หากมันอยากเอาข้าก็ยกให้ไป แม้มันจะเป็นเดรัจฉานก็ตามที สุดแล้วแต่ว่ามันจะเอาไปใช้ทำอะไร”

                ทุกตารางในสมองผู้ชายคนนี้เต็มไปด้วยแต้มบุญเหรอ เป็นนักบวชในโลกนี้ต้องละต่อโลกขนาดนี้เลยรึเปล่าเนี่ย ดีไม่ดีถ้าผมขอเสื้อผ้าเขาเขาคงถอดพรวดออกมาให้เดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่านะ

                “แล้วตกลงท่านมาทำอะไรแถวนี้ เสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมดเลย”

                “ข้าแค่อยากหาที่นั่งสมาธิที่ใหม่...แต่ว่าหลงทาง” น้ำเสียงช่วงหลังจ๋อยลงจนน่าสงสาร

                “ถ้ารู้ว่าจะหลงทางท่านจะเข้าป่ามาคนเดียวแบบนี้ทำไมล่ะ...”

                “ไม่ได้มาคนเดียว มากับคณะติดตาม”

                “ก็น่าจะนั่งอยู่แถวๆ คณะติดตามนะท่าน”

                “คณะติดตามชอบส่งเสียงดัง ซ้ำยังรับใช้ให้ความสะดวกสบายโดยไม่จำเป็น”

                “...ก็เลยแอบหนีออกมาเหรอ”

                “ใช่”

                “แล้วก็หลงทาง”

                “ใช่”

                “...”

                “ใช่”

                “ยังท่าน”

                “ข้าแค่เดาสีหน้าเจ้าออกว่าเจ้าจะถามสิ่งใดต่อไป เลยตอบไว้ก่อน”

                ผมปวดหัวจี๊ดขึ้นมาแปลกๆ ท่านนักบวชคนนี้ไม่รู้ว่าละทางโลกหรือไม่สนใจโลกกันแน่ นั่นไง เผลอแวบเดียวจะเดินตามผีเสื้อไปแล้ว...

                ถ้าปล่อยเอาไว้มีหวังตกตายในป่าแน่ๆ ผมตัดสินใจคว้าแขนเขาก่อนจะเดินหลงไปกับผีเสื้อ “ข้าจะช่วยท่านหาคณะเดินทางของท่านแล้วกัน อย่าเดินไปไหนมั่วอีกเลย”

                แพขนตาสีเดียวกับเส้นผมกะพริบปริบๆ ไม่ได้ดูตื่นตระหนกที่ถูกอสูรมารดำประชิดจับตัว แต่กำลังฉายแววตื้นตัน “เจ้าใจดีจัง”

                “ไม่ได้ใจดีหรอก แต่แค่ทำใจปล่อยท่านเดินหลงเข้าป่าลึกกว่านี้ไม่ได้ต่างหาก ถือซะว่าตอบแทนที่ท่านช่วยจิ้นฝูเอาไว้ก็แล้วกัน”

                ผมออกแรงดึงให้ท่านนักบวชเดินไปข้างหน้า สายตาก็เหลือบเห็นรอยขีดสีแดงข้างข้อเท้าขาวเข้า “ท่านเป็นแผลนี่”

                “น่าจะโดนกิ่งไม้ข่วน ช่างเถอะเดี๋ยวก็หายเอง”

                คนในยุคนี้คงไม่รู้จักแผลติดเชื้อ และคงไม่รู้จักตัวไรเลือดที่อยู่ในป่าสินะ ชั่ววินาทีที่ผมมองใบหน้าราวรูปสลักงามเลอะดินนั่น ผมก็ตระหนักได้แค่อย่างเดียวว่าผู้ชายคนนี้น่าเป็นห่วงเหลือเกิน...

                นับว่าโชคดีไม่น้อยที่เมื่อใช้ดวงตาสอดส่องมองรอบๆ ก็พบเข้ากับต้นสมุนไพรต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ใต้ต้นไม้เข้า ผมจำดอกไม้สีขาวของสมุนไพรชนิดนี้ได้ มันมีคุณสมบัติสมานแผล เด็ดดอกสีขาวมาขยี้ให้ป่นแล้วพอกใส่ผ้าทิ้งไว้จะช่วยรักษาให้แผลหายเร็วขึ้น ผมจำมาจากตำราสมุนไพรที่จิ้นฝูยกให้เล่มนั้นได้ ตอนอ่านคุณสมบัติ ผมก็เดาเอาว่าเจ้าดอกนี้น่าจะฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย

                คงเป็นบุญของท่านนักบวชล่ะมั้งที่เจอผมแถมยังเจอสมุนไพรในเวลาเดียวกัน ไม่อย่างนั้นคงหลงทางหายเข้าป่าไปอยู่กับลิงแล้วล่ะ

                “ยื่นเท้ามาสิท่าน”

                “จะทำอะไรรึ”

                “พอกสมุนไพรน่ะสิ”

                ดอกไม้สีขาวถูกแรงอสูรบดขยี้จนเละได้ภายในครั้งเดียว ผมก้มมองสภาพเสื้อของท่านนักบวชแล้วได้แต่ส่ายหัว ยอมฉีกกางเกงผ้าของตัวเองมาใช้แทน

                ผมจัดการโปะสมุนไพรลงบนแผล แล้วใช้เศษผ้ามัดพันรอบหนึ่งลวกๆ ฝีมือปฐมพยาบาลของผมเข้าขั้นย่ำแย่แต่ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลยล่ะนะ

                “ไว้กลับที่พักแล้วค่อยดูแลใหม่อีกทีนะท่าน...ท่าน?”

                เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบว่าถูกฝ่ายนั้นก้มลงจ้องอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาของเขาใสกระจ่างอย่างหาได้ยากยิ่ง ใสเสียจนมองเห็นเงาสะท้อนร่างอสูรชัดแจ๋วเต็มสองดวงตา

                “เจ้าแปลกจริงๆ”

                “ท่านต่างหากที่แปลก” เพราะอีกฝ่ายดูไม่มีพิษไม่เป็นภัยผมถึงได้เริ่มปากกล้าสวนย้อนคืนไป ถ้าเป็นมนุษย์ปกติถูกพูดแบบนี้ใส่คงโมโหบ้างไม่มากก็น้อย แต่ท่านนักบวชดันกะพริบตาปริบๆ คล้ายยอมรับว่าเห็นด้วย

                “ไปเถอะ ข้าจะใช้ใบหูอสูรช่วยหาพรรคพวกให้ท่าน”

                “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณมาก”

                “ท่านเดินไหวหรือไม่”

                “ถ้าบอกว่าไม่ไหวล่ะ”

                “ข้าก็จะอุ้มไปไง”

                ดวงตากระจ่างขยับมองไปยังอุ้งมือและขนสีดำนุ่มของอสูร “ไม่ล่ะ ความสบายจะทำให้ข้าติดใจ”

                นอกจากจะไม่โกหกว่าไม่ไหวยังปฏิเสธด้วยเหตุผลตรงไปตรงมา เกิดมาก็เพิ่งจะเคยพบคนแบบนี้เป็นครั้งแรก ท่านนักบวชผู้นี้ไม่เลวเลยทีเดียว ถึงจะอุปนิสัยแปลกไปหน่อยแต่ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหลือเกิน เขาเดินกะโผลกกะเผลกไปข้างหน้าได้ไม่กี่ก้าวก็ทำท่าจะล้มหัวทิ่มหัวตำอีกครั้ง จนผมทนไม่ไหวเดินไปประคองไม่บอกกล่าว

                “จะทรมานตัวเองไปเพื่ออะไรกันน่ะท่าน พิลึกจริง”

                ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่ในเจตนาก็ไม่ได้หวังจะตำหนิอะไร เพียงแค่คิดว่าคนผู้นี้ตลกดี ท่านนักบวชใช้สีหน้าเรียบนิ่งมองผมอีกครั้ง ก่อนจะผินหน้ากลับช้าๆ พร้อมเอ่ยขอบคุณเสียงเบา

                ...

 

                ตะวันตกดินจนลับฟ้า กระนั้นเงาร่างหนาสีดำก็ยังไม่กลับมา...

                เหลียงหลวนเซียนรู้สึกตัวตื่นขึ้นในเวลาเกือบยามสิบเอ็ด (19.00 - 20.59 น.) แล้วก็แทบอยากจะแกล้งหมดสติต่อไปอีกยาวๆ เพราะความวุ่นวายจากภายนอกที่ถาโถมเข้ามา บิดารู้แล้วว่าพี่ชายใหญ่กลับมาแล้ว ขบวนเดินทางก็ถูกส่งมาเพิ่ม วุ่นวายไปอีกหลายเท่าทวีคูณ เหลียงหลวนเซียนทันทีที่รู้สึกตัวก็ถูกลูกน้องในพรรคที่บิดาส่งมาเพิ่มเค้นถามข้อมูลเสียการใหญ่ หากเขาไม่ทำเป็นรำคาญและระเบิดอารมณ์ขึ้นมา เห็นทีคงลากยาวไปถึงเช้า

                เหนื่อยกายยังมาเหนื่อยใจ เหลียงหลวนเซียนไม่รู้ตัวเองทำกรรมใดเอาไว้ถึงได้มาเกิดเป็นลูกประมุขพรรคเช่นนี้ นอกจากรบราฆ่าฟังก็วุ่นวายกับการฝึกปรือฝีมือ เป็นยอดหนึ่งในยุทธภพหรือ...ตลก เขาจะไปคว้าเอาตำแหน่งแข็งแกร่งอะไรนักหนา เขาเพียงแค่อยากใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างสบายใจเท่านั้นเอง

                แต่โชคชะตากลับไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้นได้ เหลียงหลวนเซียนยกกาน้ำขึ้นซดดับกระหายหลังจากแผดเสียงด่าไล่พวกคนในพรรคให้ออกไป เขาก็หมดแรงจะเล่นละคร เดินพาร่างหนักอึ้งออกมาสูดอาการด้านนอกเงียบๆ หลังกระโจมแทน ปรากฏว่าเมื่อไปถึงแทนที่จะได้พักสมใจ กลับต้องเหนื่อยหน่ายหนักกว่าเดิม เพราะจำต้องเจอกับคนที่ไม่ค่อยอยากพบเสียก่อน

                ...ศิษย์รักหลิ่วก้านลู่

                จิ้นฝูเดินหลบมาพักหนีความวุ่นวายและมารออี้เฟยกลับมา เขาหันหน้าไปเห็นท่านชายน้อย ก็ส่งยิ้มยอบตัวคำนับให้ตามมารยาทแล้วหันหลังเดินหลีกทันที

                “เดี๋ยว ศิษย์หลิ่วก้านลู่”

                ปลายรองเท้าชะงักกึก จิ้นฝูค่อยๆ เบนหน้ากลับมาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมมารยาท

                “ขอรับ ท่านชายน้อย”

                “...อสูรมารดำไปไหนเสียล่ะ”

                “ไม่ทราบขอรับ ขอตัว”

                “เจ้านี่ไม่อยากเสวนากับข้าขนาดนั้นเชียวรึ”

                คราวนี้จิ้นฝูทนยิ้มต่อไปไม่ไหว เขาค่อยๆ หุบยิ้มลง แต่ทว่าก็ไม่จ้องหน้าหาเรื่องเหลียงหลวนเซียน ก้มหน้าหลบสายตาฝ่ายตรงข้ามไปแทน “มิกล้าขอรับ”

                “หยุดพินอบพิเทาเสียที เจ้ากับข้า ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ อยากพูดอะไรก็พูดมา”

                เหลียงหลวนเซียนยียวนไม่ไว้หน้า จิ้นฝูยังคงก้มหน้าลงต่ำ กระนั้นท่านชายน้อยก็สัมผัสได้เลาๆ ว่าเด็กหนุ่มเริ่มไม่พอใจขึ้นมาแล้ว

                “ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดเลยขอรับ”

                “ทำไมเจ้าต้องนอบน้อมใส่ข้าทั้งที่เจ้าไม่อยาก เจ้าไม่เหนื่อยรึไงที่ต้องทนแสดงละครตลอดเวลาแบบนี้”

                “ท่านชายน้อยพอเถอะขอรับ ข้าเป็นเพียงคนติดตามมาอาศัยอยู่ในบ้านท่านเท่านั้น”

                “ไหนเจ้าเงยหน้าขึ้นมาสิ”

                “...”

                “เงยขึ้นมา”

                จิ้นฝูขบกัดริมฝีปากก่อนกล้ำกลืนเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งเหลียงหลวนเซียน

                เหลียงหลวนเซียนยิ้มเย้ย เป็นไปตามคาด จิ้นฝูในยามนี้กำลังแสดงสีหน้าโกรธาเคียดแค้น ไม่ได้หวาดกลัวตามสุ้มเสียงท่าทาง ทันทีที่เห็นแววตาเคืองขุ่นคู่นั้น ดวงหน้างามล้ำก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าชั่วร้ายอย่างไม่ยากเย็น เหลียงหลวนเซียนเลิกคิ้วขัน นี่น่ะหรือเด็กดีที่เจ้าอสูรนั่นชื่นชมนักหนา

                เจ้าเด็กขี้อิจฉานี่น่ะเหรอ?

                “ไหนล่ะความเกรงกลัวของเจ้า หน้าเจ้าบ่งบอกทุกอย่าง”

                “ท่านชายน้อยอย่าล้อข้าเล่นอีกเลย ท่านต้องการสิ่งใดจากข้า ข้าไม่มีให้ท่านทั้งนั้น”

                “หรือต่อให้เจ้ามีเจ้าก็ไม่คิดจะยกให้”

                จิ้นฝูปิดปากเงียบแล้วคลี่ยิ้มหวานแทนคำตอบ

                “ข้าจะยกให้ท่านได้อย่างไร...ในเมื่อมันไม่ใช่ของท่าน”

                “จะเป็นของของข้าหรือไม่ เจ้ามีสิทธิใดมาตัดสิน”

                “คนตัดสินไม่ใช่ข้า” จิ้นฝูโปรยยิ้มไร้เดียงสา แต่ไม่รู้ทำไมกลับเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้หงุดหงิดเหลือเกิน

                “ฉะนั้นเจ้าก็อย่ามาขวางข้า” เหลียงหลวนเซียนกัดฟัน

                “ขวาง?...ข้ารึขอรับ ผิดแล้ว ข้าไม่ได้ขวางสักหน่อย นี่ไง ท่านก็ยังเดินผ่านตัวข้าได้ ข้ายินดีหลบให้ท่าน”

                “เจ้านี่มัน...หึ!

                “ท่านต่างหากมาคิดทวงเอาป่านนี้”

                “แล้วอย่างไร มันเคยเป็นของข้า มันก็จะเป็นของข้าต่อไป”

                “เลิกอ้อมค้อมเถอะขอรับ อาเฟยเป็นอสูร ท่านเกลียดไม่ใช่หรือไง” ในที่สุดจิ้นฝูก็เปิดประเด็นขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว “วันนั้นในสระบัว วันเกิดของข้า...ข้าถือตะเกียงไปรับอาเฟย แต่เขาอยู่กับท่านที่สระบัว ข้าได้ยิน...ท่าน...เห็นอาเฟยเป็นมนุษย์”

                เหลียงหลวนเซียนผงะถอยหลัง ด้วยไม่คิดว่าจิ้นฝูจะรู้เรื่องนั้นด้วย ตอนนั้นตนเอาแต่ตกใจจึงไม่ทันมองรอบข้าง

                จิ้นฝูแปรรอยยิ้มเป็นเหี้ยมเกรียม เอ่ยต่อน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านชมว่าเขาสวย...แต่สำหรับข้าเขางดงามมาตั้งนานแล้ว ท่านเล่า หากเขาไม่เป็นมนุษย์ สถานะก็คงยังเป็นอสูร อัปลักษณ์ ใช่หรือไม่”

                ท่านชายน้อยจนคำพูด จิ้นฝูโค้งศีรษะลา แต่ในจังหวะจะผละเดินหนีเหลียงหลวนเซียนกลับไม่ยอมพ่ายไปง่ายๆ

                “เชิญพร่ำให้พอเถอะจิ้นฝู...สุดท้ายแล้วเจ้ามันก็เป็นแค่คนนอก”

                “...”

                “เจ้าไม่ได้...รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ”

                “ข้าจะไปเตรียมมื้อเย็นรออาเฟย ขอตัวก่อนขอรับ”

                .............

 

                “เหนื่อยเป็นบ้าเลย”

                ผมเดินสะโหลสะเหลกลับกระโจมพรรค ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกนักบวชจะหาตัวยากมากขนาดนี้ กว่าจะหาที่พักให้ท่านนักบวชพบก็ปาไปหลายยามเลยทีเดียว พอหาเจอก็ถูกท่านนักบวชสั่งแกมขอร้องให้เดินกลับโดยการใช้ทางอ้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ กว่าจะลากร่างกลับมาก็ตะวันลับฟ้าอย่างที่เห็น

                ผมไม่รู้จะไปพักเหนื่อยที่ไหนก่อนเพราะมองตรงไปในพรรคขบวนเดินทางเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เลยแอบหลบมางีบอยู่ในกระโจมของท่านชายน้อย โชคดีจริงๆ ที่พอมาถึงเขาก็ไม่อยู่ แถมข้างตั่งยาวยังมีไก่ย่างสับทั้งตัววางใส่จานอยู่อีก! ท้องผมร่ำร้องโหยหวนน่าสงสาร เพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง รู้ว่าถ้าฉกไก่ท่านชายไปกินคงมิวายโดนด่า แต่ถ้ายังไงก็โดนด่าาอยู่แล้วงั้นจิ๊กมากินสักน่องให้สมค่าด่าหน่อยแล้วกัน ว่ะฮ่าๆ

                ผมนั่แหมะลงแทะไก่อยู่บนตั่งไม่สนใจโลก จวบจนท่านชายน้อยเลิกกระโจมกลับเข้ามา ผมยังอยู่ในสภาพนั่งแทะไก่ชาวบ้านหลักฐานคามือ จึงทำได้เพียงหน้าด้านหน้าทนแทะกินต่อไปเท่านั้น ไหนๆ โดนจับได้คาหนังคาเขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องอาย วันนี้ยางอายผมเยอะเป็นพิเศษ จะด่าอะไรก็ด่ามาเถอะ อสูรหิว!

                ผมนั่งกินไก่รอแล้วรออีกเหลียงหลวนเซียนกลับไม่ตวาดด่าผมอย่างเคย สิ่งที่เขาพูดขึ้นมากลับเป็นอย่างอื่น

                “ที่ข้างๆ เจ้ายังเหลือให้ข้าหรือไม่”

                เหลียงหลวนเซียนหลุบตาลง ผมวางไก่ย่างในมือ แล้วหันมองตั่งข้างเตียงด้านข้างที่นั่งอยู่ ก่อนขยับถอยหนี

                “ถ้าท่านไม่รังเกียจล่ะก็ เชิญเลย”

                รอยยิ้มขื่นขมปรากฏพรายบนใบหน้า เหลียงหลวนเซียนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างเงียบๆ ระยะห่างที่ว่างเว้นไว้ถูกร่างสูงโปร่งทดแทน ผมหันมองดูสีหน้าค่าตาของเขา สุดท้ายเพราะอดใจไม่ไหวจึงเผลอปากสอดถามไป

                “ทำไมทำหน้าเช่นนั้นเล่า...ข้าพูดสิ่งใดไม่เข้าหูท่านอีกแล้วเหรอ”

                ท่านชายน้อยไม่ตอบในทันที จนผมคิดไปว่าคำถามของตนคงถูกเขาเพิกเฉยอีกตามเคย จึงเบนความสนใจกลับไปที่ของกินในมือต่อ

                แต่แล้วน้ำเสียงเบาหวิวก็เอื้อนเอ่ยขึ้นมาล่องลอย...

                “ข้าก็แค่เจ็บแผลเท่านั้นเอง”


____________________________________________________


ในขณะที่สองพระเอกจะตีกันตาย หลวงพี่ก็หลงทางหายไปเข้าป่า555555555555555

น้ำส้มสายชู เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงหึงหวงครับ

ตามเดิมว่าเจอคำผิดเดี๋ยวจะค่อยๆ กลับมาแก้นะครับ ปวดหลังเหลือเกิน ;-; โอ๋ที.....


ขอบคุณนักอ่านทุกท่านทั้งไม่เงาและเงา ทุกคนทำให้ผมรู้สึกดี๊ด๊า ขอบคุณทุกกำลังใจนะครับผม ชื่นใจมากๆ ที่ยังอยู่ด้วยกัน ตอนนี้งานการเรียนกับเรื่องดราม่าในชีวิตทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโดนัท...ทำไมต้องโดนัท เพราะมันอร่อยไงล่ะ5555 (ไม่เกี่ยวแล้ว ถถถถถถถ)


และหลังจากที่ผมนั่งคิด นอนคิด ยืนคิด หลับคิด ผมก็ตัดสินใจได้แล้วว่าเรื่องนี้...


ไม่ฮาเร็มนะ....


เจอกันใหม่นะครับ

อิอิ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 355 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2109 Ployly (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 23:34
    ไม่ฮาเร็ม แต่เรือทุกคู่แล่นไปไกลแล้วค่ะไรท์555
    #2,109
    0
  2. #2106 Lemon_lime1 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 03:28
    โอ๋ๆนะคะ เลาต้อสู้ อย่าให้backpainคิลคุณได้ค่ะ!!!
    #2,106
    0
  3. #2070 Defxx_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 08:13
    ตอนแรกไม่เข้าใจหรอก -น้ำส้มสายชู หรือเต้าหู้ อะไรนั่น พออ่านนิยายจีนย้อนยุคมากๆถึงเข้าใจ 55555
    #2,070
    0
  4. #2062 jkooktaev (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 20:53
    อ้าวววไม่ฮาเร็มหรอออ ;(
    เอ็นดูความละทางโลกและก็มึนๆของหลวงพี่ ชอบความขี้อ้อนความทำตัวน่ารักแต่ขี้หึงนิดๆ(ไม่นิดนาจา) แต่ความซึนความลึกลับดูมีอะไรในอดีตที่ปกปิดไว้ก็น่าค้นหา เลือกลงเรือไม่ถูกอ่าาา
    #2,062
    0
  5. #1998 J'Sun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 01:39

    ฮือออออออ เอ็นดูหลวงพี่มากกก ท่านชายคะ หนูทีมท่านนะคะ ตัวละครนี้มีมิติและดูลึกลับมาก ใครไม่ชอบเราชอบเองค่ะ!

    #1,998
    0
  6. #1979 Furrow (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 20:01

    สาระไหมพระเอก3คนสองคนก้จะบ้าตายเเล้ว///เลือกข้างไม่ถูกจิงๆ

    #1,979
    0
  7. #1959 FernNAlls (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 06:25
    หลวงพี่ ตอนนี้หลวงพี่ได้ซีนไปเต็มๆเลยค่ะ แง้ ทำไมหลวงพี่น่ารักแบบนี้อ่ะ เอ็งดูววววว
    #1,959
    0
  8. #1910 thifu:') (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 22:23
    กริ๊ดดด ชั้นลงเรือจิ้นฝู
    #1,910
    0
  9. #1903 RUNY 10VELY J. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 20:37
    หลวงพี่คะ จะมาแย่งคะแนนจิ้นฝูยากดิช้อนแบบนี่ไม่ด้ายยยย แง้งง ชอบนาง
    #1,903
    0
  10. #1815 BaiChaKung (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 18:22

    แปลกดีเราชอบจิ้งฝูนะ เราก็ชอบหลงพี่ แต่ทำม้าย ทำไม ถึงได้ไม่ชอบหลวนเซียนกัน... อคติละมั้งคะ555 (พาทนี้เทคะแนนไปให้หลวงพี่55 ซื่อๆใสๆ อืมม จะว่าไปแล้ว ตอนแรกก็ไม่ชอบจิ้งฝูนี่น่า แต่เพราะอ่านมาถึงตอนนี้มั้ง เลยชอบตัวละครนี้55 /ขี้อิจฉาแล้วไง ขี้อิจฉาแล้วงายยยห๊าาาาาาาาา ลูกท่านประมุขขี้ซึนเอ๊ย!)

    #1,815
    1
  11. #1808 อสูรเงาปีศาจ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 21:27
    ยัน ซึน มึน โคตรครบ
    อาฝู -ยัน
    ท่านชายเล็ก-ซึน
    ท่านนักบวช-มึน
    โอ๊ยยยยยยย นายเอกปกติสุดหละ
    #1,808
    0
  12. #1799 tasuyu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 08:32
    ชายน้อยคู่กับหลวงพี่ไปละกันเนอะจะได้ครบคู่55555
    #1,799
    0
  13. #1749 Par_dao (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 09:53

    ท่านนักบวชเป็นมิตรกับสิางแวดล้อมอะไรเช่นนี้

    ถึงอาฝูขี้อิจฉา ข้าก็รัก!

    #1,749
    0
  14. #1740 9SRAM (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 03:54
    เรือจิ้นฝูอาเฟยของเราต้องรอดดดดดด
    #1,740
    0
  15. #1703 TAT47 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 18:17

    แงงง เพิ่งมาอ่านแล้วเจอคำว่าไม่ฮาเร็ม มันเจ็บกระดองในอิช้อยเหลือเกินเจ้าค่ะ TT

    /นิยายสนุกมากค่ะ

    #1,703
    0
  16. #1663 Siribxx (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 18:58
    เสียใจมากที่ไม่ใช่ฮาเร็มT T
    #1,663
    0
  17. #1600 bb.smile (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 23:24
    เก็บเอาไว้ทั้งสามคนนนนนนนน~~~
    #1,600
    0
  18. #1530 nidta2003 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 20:17
    อยากเก็บไว้หมดเลยอ่ะ. เลือไม่ถูกว่าจะเอาใครดีต่อใจหมดเลย
    #1,530
    0
  19. #1494 NaYae Towa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 02:41
    อาาา .. T_T อ่านไปอ่านมาชอบชายน้อยเฉยเลยอ่ะ เศร้า 55
    #1,494
    0
  20. #1442 ni_ky (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 20:56
    ลงเรือหลวงพี่อ่ะ ชอบบบ คือน่ารักมาก แต่ไม่ใช่ฮาเร็มเราดีใจอ่ะ ตอนแรกเห็นบอกผูกใส่3ดวง ก็ทำใจเพราะเรื่องมันสนุกก เป็นฮาเร็มก็เอา แต่พอไม่เป็นฮาเร็มนี่ขอจุดพลุ่
    #1,442
    0
  21. #1306 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 13:36
    ใช่แล้ว มาเห็นค่าตอนนี้ก็สายไปแล้ว ชิๆๆๆๆๆ
    #1,306
    0
  22. #1305 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 13:36
    ใช่แล้ว มาเห็นค่าตอนนี้ก็สายไปแล้ว ชิๆๆๆๆๆ
    #1,305
    0
  23. #1276 Wan_asl3 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 08:21
    หลวงพี่น่ารัก5555
    #1,276
    0
  24. #1251 bloodc2 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 11:06
    คำว่าเจ็บแผลนี่มีอะไรแอบแฝงปะคะ--
    #1,251
    0
  25. #1230 Preanuan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 11:41
    ไม่ใช่ฮาเร็มมมฮือออดีใจ เราหวั่นตั้งแต่เปิดตัวชายน้อยแล้วฮือออรักไรท์
    #1,230
    0