อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 15 : พร่าเลือน เพรียกหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,544
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 353 ครั้ง
    23 มี.ค. 61

พร่าเลือน เพรียกหา 



ราตรีดึกสงัด ท่ามกลางกลิ่นอายเย็นชื่นของน้ำค้าง กระโจมสีดำใหญ่ถูกกางตั้งขึ้นกลางป่าเพื่อเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว คณะคนชุดดำเหนื่อยอ่อนจากการตามหาจิ้นฝูทั้งวี่วัน อสูรมารดำช่างใจร้อนและใจร้าย ใช้แรงงานเคี่ยวเข็ญจนคนไม่ได้พักหายใจ เดิมทีทุกคนก็เพลียจากการเดินทางมากอยู่แล้ว...ซ้ำยังต้องดวงตก เจอกับกลิ่นศพงูเจ็ดพิษ พลังกายพลังใจของพวกเขาล้วนถูกกลิ่นไม่พึงประสงค์บั่นทอนพละกำลังยุทธ์ไปมากกว่าครึ่ง แต่เพราะคำสั่งเสียงเฉียบกับใบหน้าดุดัน ทำให้แต่ละคนถึงอยากจะพักมากขนาดไหนก็ต้องกัดฟันทน ลุยป่าหาเด็กน้อยเลือดตาแทบกระเด็น

ผมรู้ว่าทุกคนเหนื่อยมากขนาดไหน แต่ก็ยังจิกหัวใช้งานไม่ไว้หน้า รู้สึกผิดอยู่หรอก...แต่จิ้นฝูทั้งคนหายไป เพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ต่อให้เป็นคนใจเย็นสักแค่ไหนก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้ ผมขอโทษขอโพยเหล่าแรงงานชุดดำในใจ สวมหน้ากากอสูรหน้ายักษ์ออกปากสั่งระดมกำลังหาแทบพลิกผืนป่า

จนตะวังล่วงเลยลอยหายลับสายตา ก็ยังไม่มีวี่แววจะหาเขาพบ ทุกคนเหนื่อยล้าอย่างมาก ผมเห็นท่าทีแต่ละคนแล้วก็ได้แต่ปลงตก พอรัตติกาลมาเยือน ผมก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพัก

ตัวผมคิดจะออกลุยหาต่ออีกสักหน่อย เสียงหนึ่งในสมาชิกพรรคก็ร้องตะโกนเรียก

ท่านอสูร!

ผมจำต้องหยุดฝีเท้าหันกลับไปมอง

ท่านชายน้อยฟื้นแล้วขอรับ!

ฟื้นแล้วรึ...ผมลังเลอยู่สักพักว่าจะไปทางไหนดีระหว่างออกเดินลุยป่าตามหาจิ้นฝูกับย้อนไปดูอาการของเหลียงหลวนเซียน สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจหักเท้าเดินกลับกระโจม แม้ใจจะลอยลิ่วหายเข้าไปอยู่ในป่า แต่ท่านชายน้อยก็เป็นผู้มีพระคุณ เขาอุตส่าห์รุดหน้ามาช่วยอสูรมารดำที่ตนเกลียดแสนเกลียด ถ้าเขาไม่เข้ามาขวาง สั่งให้ผมยั้งมือ...ไม่รู้ว่าผมจะเป็นยังไงบ้าง คงพลั้งมือฆ่าคนเยอะกว่านี้จนเสียสติไปเลยก็ได้ ถ้าจะใจดำไม่ไปดูเขาหน่อยก็ออกจะเสียมารยาท  

มีหลายเรื่องที่ผมต้องการคุยกับเขา ก็ได้แต่หวังว่าจะสามารถคุยกันได้โดยที่เขายอมตอบคำถามผมน่ะนะ

ท่านชายน้อยผมเลิกผ้ากระโจมขึ้น เดินไปหาร่างที่นอนแผ่อยู่บนตั่งยาว เป็นอย่างไรบ้าง...

ช่วงอกเปลือยเปล่าถูกผ้าขาวพันรอบ รอยเลือดขึ้นแถบแนวยาวจางๆ ผมจ้องมองแผลนั้นด้วยอารามที่อธิบายไม่ถูก

เหลียงหลวนเซียนค่อยๆ เปิดเปลือกตาเผยนัยน์ตาสีเทาที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตายาวช้าๆ ใบหน้าอิดโรยทว่ายังคงเค้าหล่อเหลาหันมามองอสูรมารดำที่ยืนขนฟูอยู่ไม่ไกลจากตัว ผมเกือบจะเผลอยื่นมือไปจับมือเขาอยู่แล้วเชียว ท่าทางเหมือนคนป่วยอาการสาหัสของเขากระตุ้นต่อมบางอย่างในตัวของผมขึ้นมา

จะว่าเป็นตราบาปที่ติดตัวก็ไม่ผิดนัก ท่าทางของเหลียงหลวนเซียนที่นอนซมพิษแผลทำให้ผมอดหวนคิดถึงผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมา...เขาชื่อเฉินอี้ ผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ ดาษดื่นคนหนึ่ง แต่กลับมีเสน่ห์เวลายิ้มจนทำคนมองละสายตาไม่ได้

  เขาไม่ใช่เกย์...แต่กลับตกกระไดพลอยโจนมาหลงรักผมเข้าอย่างจัง

ผมในตอนนั้นจะเรียกว่าเลวก็ได้ ผมรู้ว่าเขาหลงผมมาก ถึงได้ถือไพ่หัวใจใบนั้นเรียกร้องนู่นนี่นั่นอย่างเอาแต่ใจ เฉินอี้ให้ผมทุกอย่าง แม้ว่าสุดท้ายเขาจะไม่ได้เป็นแฟนของผมก็ตาม...แต่เขาก็ยังให้ ให้ ให้ ทั้งหมดทั้งมวลเพียงเพื่อให้ผมมองเห็นเขาอยู่ในสายตา

ในตอนนั้นผมคิดว่าเฉินอี้ช่างเป็นคนโง่อะไรอย่างนี้ ผมทำตัวเอาแต่ใจขนาดนี้เขาก็ยังตามผมต้อยๆ ไม่รู้ในหัวคิดอะไรอยู่กันแน่ ทุ่มสุดตัวมากเท่าไหร่มือผมเขายังไม่กล้าจับเลย ตัวผมจะถลำลึกลึกซึ้งกับเฉินอี้ก็ได้ไม่มีปัญหา (ตอนนั้นผมยังไม่เจอหยางหมิง) แต่ในใจลึกๆ ผมรู้ดีว่าความรู้สึกของเขาล้ำเกินคำว่าหลงรูปไปไกลแล้ว...เขารักผม และถ้าหากผมจะมีอะไรกับเขาเพียงเพราะสงสารหรือเห็นแก่ของที่เอามาประเคนให้ คนที่ต้องน้ำตาตกในมากที่สุดก็คือเฉินอี้ แต่ไม่ว่าผมจะพยายามไล่หรือแสดงออกแย่ๆ เพื่อให้เขาตัดใจมากเท่าไหร่ เขาก็ยังโผล่มาหาผมอยู่เรื่อยๆ

ผมไม่เข้าใจความคิดของเขา แล้วก็ไม่คิดจะเข้าใจด้วย สุดท้ายผมก็เบื่อเขา ไม่ว่าเขาจะพยายามทำอะไรให้เท่าไหร่ ผมก็ไม่เคยเห็นเฉินอี้ในสายตาอีกเลย

จนสุดท้ายวันหนึ่งผมก็รู้ข่าวว่าเขาประสบอุบัติเหตุ...ในวันเกิดของผม

เขาเสียใจที่ถูกผมเมิน เลยดื่มไปซะเยอะ อาศัยความกล้าจากแอลกอฮอล์บึ่งรถเอาของขวัญมาให้ผมในวันเกิด

แต่เฉินอี้ก็ไม่ได้มา...เขาขับรถชนตอหม้อบนทางด่วน ครั้งนั้นเป็นวันเกิดที่บัดซบที่สุดในชีวิต ผมขอร้องหยางหมิงให้ขับรถพาไปส่งโรงพยาบาลที่เฉินอี้รักษาตัวอยู่ ทันทีที่ผมเห็นสภาพเขา น้ำตาผมก็ร่วงผล่อย

เขาต้องตัดขาทิ้งไปข้างหนึ่ง และกลายเป็นคนพิการโดยสมบูรณ์ เฉินอี้กล่าวสีหน้าราบเรียบว่าไม่ใช่ความผิดของผมหรอก อย่าเสียใจไปเลยนะ...เป็นเขาที่โง่เอง เขาพูดพลางหัวเราะเจื่อนๆ ยื่นกล่องของขวัญบู้บี้มาให้ ผมไม่กล้าเปิดมันจนกระทั่งตอนนี้ มันถูกเก็บเอาไว้ที่ชั้นวางของส่วนที่ลึกที่สุด ทุกครั้งที่ผมมองไปตรงชั้นวางของ ก็มักจะเห็นใบหน้ายิ้มเศร้าๆ ของเฉินอี้แทรกผ่านมาเสมอ

เหตุการณ์ครั้งนั้นจะบอกว่าไม่สะเทือนใจเขาเลยก็คงไม่ใช่ เขาซึมเศร้าไปหลายวัน กินอะไรไม่ได้ไปพักใหญ่ ทุกคนในครอบครัวเป็นห่วงเขาจากหัวใจ จนถึงขนาดที่แม่ของเขาโทรมาหาผม ขอร้องให้ผมไปดูแลเฉินอี้ให้ที ผมไปหาเฉินอี้ตามที่แม่ของเขาขอร้อง อยู่ดูแลเฉินอี้จนจิตใจเริ่มกลับมาปกติ แม้จะเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนกว่าๆ แต่ช่องว่างระหว่างผมกับเฉินอี้ก็กระเถิบใกล้เข้ามาหากันมากขึ้น ผมทุ่มเทดูแลเขาอย่างดีประหนึ่งคนเป็นแฟนกัน...กระนั้นความสัมพันธ์ไร้ชื่อของผมกับเขาก็สิ้นสุดลงทันทีที่เขาออกจากโรงพยาบาล

“ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดีๆ นะอาเฟย ถ้ารู้ว่าเจ็บขึ้นมาแล้วเธอจะใส่ใจฉันมากขนาดนี้ รู้งี้ยอมขาเดี้ยงไปตั้งนานแล้ว” เฉินอี้พูดลาติดตลก

เฉินอี้ตัดใจจากผม ปล่อยให้ผมกลับไปอยู่กับหยางหมิง ไม่โผล่หน้ามาให้ผมเห็นอีกเลย

หลังจากจบเรื่องนั้น ทุกครั้งที่ผมเห็นคนป่วยหรือคนที่นอนซมในโรงพยาบาลผมมักคิดถึงเฉินอี้และสะเทือนใจอย่างแรงทุกครั้ง คล้ายกับเห็นเฉินอี้นอนอยู่ตรงนั้นซ้อนทับกับเหลียงหลวนเซียน ผมยอบกายลงนั่งข้างๆ ดึงผ้าห่มที่ตกหล่นจากข้างตัวมาคลุมคืนเบาๆ

“...น้ำ”

ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริก ผมกุลีกุจอเทน้ำจากกาส่งให้

เหลียงหลวนเซียนรีบดื่มจนสำลัก ผมช่วยลูบหลังเบาๆ อยู่ดีๆ ก็เผลอไผลสัมผัสตัว หวังว่าเจ้าท่านชายขี้โวยวายจะไม่เอาเรื่องแค่นี้หรอกนะ

“พอแล้ว...”

                ผมผละอุ้งมือนุ่มสีดำออกจากแผ่นหลังกว้างทันที รีบนั่งเขยิบตัวออกห่างอย่างรู้ทัน เหลียงหลวนเซียนปรายตาฉ่ำเชื่อมมองผม ทำหน้าหงุดหงิดราวกับคนปวดฟันคุด ทว่าก็ไม่ได้อ้าปากพ่นคำด่าแสบหูออกมา

                “หม่าม้า” เสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งดังแหวกบรรยากาศมาคุ เจ้าก้อนสำลีตัวจิ๋วนั่นเอง มันมุดออกมาจากใต้ตั่งยาวที่ท่านชายน้อยนอนอยู่ แล้วใช้ขาสั้นๆ ปุยๆ วิ่งติ้วๆ มาซุกขนสีดำหนาแน่น สองขาหน้าเล็กๆ ชูชะเง้อเหมือนต้องการให้กอด

                ตั้งแต่ตั้งกระโจมพักให้ท่านชายน้อยเสร็จ ผมก็ใช้อภิสิทธิ์มืดบังคับให้คนในพรรครักษาอสูรมารเผือกน้อยพร้อมกับเหลียงหลวนเซียน แม้จะรักษาไปบ่นเป็นหมีกินผึ้งไปว่า นี่มันอสูรอัปมงคลนะขอรับ แต่ก็ขัดใจผมไม่ได้ รักษาเสร็จผมก็จัดการยัดเจ้าก้อนสีขาวให้นอนพักอยู่กับท่านชายน้อย เป็นเด็กดีกว่าที่คิดอีกแฮะเจ้านี่ นึกว่าพอรู้สึกตัวตื่นจะตกใจวิ่งแจ้นหนีไป แต่มันกลับรออยู่ที่เดิมจนผมกลับมา

                “ข้าไม่ใช่แม่เจ้าหรอกนะ”

                “หม่าม้า หม่าม้า”

                เอากับเจ้าก้อนนี่สิ...ไม่รู้ว่ามันจงใจเมินประโยคเมื่อกี้หรือเชื่อไปแล้วว่าผมเป็นแม่มัน ถึงได้กระโดดเย้วๆ ใส่ตัก อ้อนขอให้อุ้มอยู่นั่นแหละ

                ปากก็ร้องเรียกแต่หม่าม้าๆ จนผมใจอ่อนยวบ ยอมรวบร่างมันเข้ามากอดบนตัก ได้ทีสำลีน้อยก็รีบซุกหน้าเข้าใส่ มุดๆ แล้วก็เงียบนิ่งไป...ก่อนดวงตาทับทิมประกายใสจะเงยขึ้นมามองจนคอแอ่น

                “นม!

                ไม่มีโว้ย...

                เหลียงหลวนเซียนถึงขั้นส่งเสียง อุบ!’ แล้วเบนหน้าหนีไปอีกทาง ไหลสั่นงกๆ กลั้นเสียงหัวเราะเต็มที่

                เจ้าก้อนสำลีตะเกียดตะกายคุ้ยขนสีดำเป็นการใหญ่ จนสุดท้ายไม่รู้มันเป็นอสูรหรือแมวบ้านกันแน่ ถึงได้กางเล็บเกี่ยวปีนขึ้นตามตัวอสูรมารดำ ผมนั่งงงอยู่เป็นหมาเอ๋ออยู่พักหนึ่ง จวบจนเจ้าก้อนสีขาวไต่มาถึงช่วงอก จมูกสีชมพูรูปหัวใจก็ดมๆ ดุนๆ มุดหน้าเข้าใส่ขนอ้าปากงับจนร่างใหญ่สะท้านเฮือก!

                “ท่านชายน้อย ท่านยังขำอีกรึ!” ผมกรีดร้องในลำคอ พยายามดึงร่างขาวปุยออกจาก...หัว...นม...บ้าที่สุด! ขนออกจะหนาปานนี้ยังอุตส่าห์มุดเจออีกนะเจ้าก้อน! ไม่สิ...ว่าไปจิ้นฝูก็เคยคลำหาเจอนี่นา เดี๋ยว นี่ผมสติแตกไปแล้วเรอะ ว้าก เจ้าก้อนขนดูดดุนอย่างรุนแรง สัมผัสเปียกชื้นจากลิ้นน้อยๆ พยายามรีดเค้นให้มีน้ำนมไหลออกมา ซ้ำยังเกาะเหนียวแน่นหนึบเป็นจิ้งจก ดึงแรงก็กลัวเผลอทำตาย แต่ไม่ทำอะไรเลยคงเป็นผมที่แย่ เจ้าท่านชายน้อยก็พึ่งได้ซะเหลือเกิน นั่นปะไร นั่งกุมท้องหัวเราะก๊ากลืมเจ็บไปแล้ว “หยุดขำแล้วช่วยข้าก่อนเซ่!

                “ไม่”

                บันเทิงจังโว้ย

                ผมปล่อยมือออกจากร่างสีขาว แม้จะปล่อยมือออกแล้วปากก็ยังคาบยอดอกผมไม่ปล่อยจนตัวห้อยต่องแต่ง เหลียงหลวนเซียนแทบลงไปชักดิ้นชักงอ อ้าปากหัวเราะน้ำตาเล็ดหมดสภาพคนหล่อไปโดยปริยาย

                “เออ คาบได้คาบไปเจ้าก้อน” ผมสบถอย่างเหลืออด ก้มมองร่างจิ๋วที่ยังงับหัวนมทำตาแป๋วไม่สำนึก

                “ใช่ มันจะคาบอยู่อย่างนั้นไม่ปล่อยถ้าไม่มีน้ำนมออกมาให้มัน แม้จะต้องตายมันก็จะอยู่ท่านั้นไปจนตาย”

                “หะ จริงเหรอ” ผมตาลีตาเหลือก หันมองหน้าเหลียงหลวนเซียนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนทำหน้าขึงขังอยู่ ไม่ตลกนะ จะให้ใช้ชีวิตในร่างอสูรต่อจากนี้โดยมีเจ้าจิ๋วห้อยต่องแต่งแบบนี้งั้นเหรอ นี่ขนฟูเป็นหมาปอมยังไม่สาแก่ใจใช่มั้ย ถึงต้องมีเจ้าก้อนสำลีพ่วงติดมาอีกเนี่ย! กลัวขนดำมันมืดเกินไปหรือไงถึงต้องมีสีขาวแซมเข้ามาอีก ผมก่นด่าเป็นชุดใส่โชคชะตา พาลไปจนถึงตาแก่เชี่ยซื่อเสวียนที่เป็นผู้กุมชะตาอสูรบนสรรค์ ด่าเอาให้ลืมผมหงอก ป่านนี้จามจนหัวทิ่มบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วมั้ง

                ผมสวดส่งสาปแช่งงึมงำๆ แต่แล้วกลับได้ยินเสียงหัวเราะลั่นลอยเข้าหูมาอีกครั้ง

เหลียงหลวนเซียนหัวเราะตัวงอจนเกือบตกจากตั่ง เขานั่งหัวเราะเสียงหอบเหมือนคนจะหมดลมหายใจรอมร่อ ฝ่ามือยกกุมแผลจนน้ำตาเล็ดแต่กลับยังหยุดหัวเราะไม่ได้

ท่ามกลางอารมณ์โมโหว่าจะขำอะไรมากมาย...คือความแปลกใจจนตัวเองลืมโกรธ

เขาหัวเราะมากขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่พบกัน...

ถึงเรื่องที่เขาหัวเราะจะมาจากความโชคร้ายของเจ้าอสูรหมาปอม แต่ใบหน้าที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวยภายในปาก และดวงตาหยีเป็นเป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยวสะกดสายตาผมนิ่งงัน เสียงทุ้มเข้มที่ปกติมักเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวหงุดหงิดกำลังหัวเราะร่าอย่างสดใสไร้เดียงสา จนเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเสียงเดียวกับเสียงที่มักก่นด่าผมอยู่เสมอ

ฉับพลันดวงตาของผมก็ประสานกับเขาอย่างไม่ตั้งใจ ผมตกใจเหลอหลา รีบกลับไปวางท่าโกรธอย่างเงอะงะ

“ขะ...ขำอะไรของท่าน ใจดำที่สุด”

เหลียงหลวนเซียนเอียงคอมองผมด้วยสายตายิ้มๆ เป็นครั้งแรก ก่อนจะพ่นเสียงหัวเราะเบาๆ ส่งท้าย

“มันนามว่าอะไร”

“อะไร” ผมกระชากเสียงใส่

เขาถอนหายใจส่งสายตาเหนื่อยหน่ายว่าขี้น้อยใจชะมัด แล้วยกนิ้วขึ้นชี้เจ้าก้อนสำลีตรงหน้าอก

“ลูกเจ้าน่ะ”

“ไม่ใช่ลูกข้า!

“อาอ๊า (หม่าม้า)”

...ดูมัน ปากคาบแท้ๆ ยังมิวายแก้ต่างหัวชนฝาให้ตัวเองอีก ถ้ายังตอบได้แบบนี้งั้นก็คายออกมาสิหัวนมน่ะ คายออกมา!

จะมาให้ตั้งชื่อปุบปับ...ผมก้มลงมองเจ้าก้อนอีกครั้ง แล้วตอบส่งไปอย่างเอือมๆ “ไป๋เซ่อ (สีขาว)”

“สิ้นคิดชะมัด”

“งั้นท่านตั้งเองสิ”

ผมสวนกลับ แต่เหลียงหลวนเซียนดันจับใต้คางมองเจ้าก้อนครุ่นคิดจริงจัง

“นี่หุบเขาเยว่สือ งั้นชื่อเยว่สือไปแล้วกัน”

“อะไรของท่าน มาว่าข้าสิ้นคิด...ตัวเองก็เป็นเหมือนกันนี่” ผมยอกย้อนกลับไป มันต่างจากผมที่ตั้งชื่อตามสีขนเจ้านี่ตรงไหนไม่ทราบ

เหลียงหลวนเซียนหน้าเสีย กระนั้นก็ยังคงท่าอวดดีไม่เปลี่ยน “งั้นไหนเจ้าลองเสนอชื่อที่ควรค่าแก่สติปัญญาอสูรในตำนานออกมาซะสิ”

พูดกันได้ไม่กี่คำผมกับเขาก็ต้องมานั่งเถียงกันอีกแล้ว ทำไมพวกเราถึงคุยกันดีๆ ไม่ได้สักทีเนี่ย ผมว่าผมก็ยอมอ่อนข้อให้เขาตั้งมาแล้วนะ สุดท้ายก็วกมาด่ากันได้เหมือนเดิม ไม่รู้ความผิดอยู่ที่ผมหรืออยู่ที่เขากันแน่ ได้แต่บอกตัวเองให้ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจเย็น ผมได้เห็นโฉมหน้าวิญญาณของเขาจากพิธีเชื่อมจิตวิญญาณ วิญญาณของเขายังคงรูปเด็กชายวัยแก่นเซี้ยวอยู่เลย อย่างไรเสียเหลียงหลวนเซียนก็เด็กกว่า ซ้ำนิสัยยังเด็กตามไปด้วย ผมซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทั้งในโลกเดิมและโลกนี้ก็ควรทำตัวเยือกเย็น ไม่มานั่งเถียงกับเขาไม่ดีกว่าหรือ

“ถ้าอย่างนั้น...ไป๋เยว่? ดีหรือไม่ เอาชื่อที่ข้ากับท่านตั้งมารวมกัน”

“ทำไมชื่อที่ข้าตั้งต้องอยู่หลังชื่อเจ้า”

ปวดกบาลเหลือเกิน ใครก็ได้ลากไอ้เด็กนี่ไปที ผมจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว...

                ผมก้มหน้าถอนหายใจเหนื่อยหน่าย จึงไม่ทันสังเกตรอยยิ้มบางๆ บริเวณมุมปากของเหลียงหลวนเซียน...พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าท่านชายน้อยก็กลับมาราบเรียบกวนประสาท

                “ก็ได้ๆ เยว่ไป๋”

                “ไม่เห็นเพราะ ไป๋เยว่ดีกว่า”

                อ้ากกกก...

                ขอประทานอภัยอย่างสูงลิ่วที่พาร่างขนดกเข้ามาในกระโจมป่วยๆ นี่ สำนึกผิดแล้ว ได้โปรดเถอะพระโพธิสัตว์พระอวโลกิเตศวร พระถังซัมจั๋ง หรือจีซัสก็ได้ ซาตานก็ดี พาผมไปให้พ้นจากผู้ชายคนนี้ที เส้นประสาทผมกำลังจะแตกแล้ว

                เหลียงหลวนเซียนยักไหล่ไม่สนใจผม เขาชะเง้อหน้าเรียกเจ้าก้อนเสียงนุ่ม “ไป๋เยว่”

                แรงดูดจ๊วบๆ ชะงักเล็กน้อย บ่งบอกว่าเจ้าตัวเล็กรู้ว่านั่นคือนามของมัน เหลียงหลวนเซียนพรายยิ้มตาพร่า เอ่ยชื่อมันอีกครั้ง “ไป๋เยว่เอ๋ย”

                ไป๋เยว่น้อยเหลือบตาสีทับทิมสุกมอง แต่ปากนุ่มหยุ่นยังคงคาบส่วนยอดอกไม่ปล่อย เหลียงหลวนเซียนเอื้อมมือไปลูบขนนุ่มสีขาวเบาๆ แล้วตะโกนเรียกผู้ติดตามด้านนอก “ใครอยู่บ้าง!

                “ขอรับ” เงาสีดำปรากฏตัวแทบจะทันที เหลียงหลวนเซียนเอนหลังพิงหมอนอิงท่าทางเกียจคร้าน สะบัดมือไล่ออกคำสั่ง

                “ไปหานมมาให้ไป๋เยว่”

                ชายผู้มารับคำสั่งทำหน้าอึกอักเล็กน้อยใต้ยันต์ผีดิบที่แปะหน้าอยู่ “...นม ท่านชาย...นี่อสูรมาดำขนสีขาว...อัป...”

                “ข้าสั่งไม่ได้ยินรึ” น้ำเสียงกดต่ำ ดวงตาสีเทาเฉียบคม แทบจะแล่เนื้อคนสบตาให้ขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ เพียงเท่านี้คนโดนสั่งก็ไม่กล้าขัดคำสั่งอีก เขาผงกศีรษะปลกๆ แล้วหายแวบไปอย่างรวดเร็ว

                ผมมองคนวางท่าขี้เกียจบนตั่งด้วยแววตาซึ้งนิดๆ ตอนแรกเขายังบอกว่าเจ้าก้อน...ไม่สิ ไป๋เยว่เป็นอสูรอัปมงคล ไม่สมควรเก็บไว้ใกล้ตัวอยู่เลย แต่นี่ทั้งช่วยตั้งชื่อ (ถึงแม้จะปั่นหัวผมแทบตาย) และยังหานมให้มันอีก ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่ผมคงต้องมองเขาใหม่สักนิดแล้ว

                บางทีนิสัยปากเสียคงแก้ไม่หาย...แต่เนื้อในลึกๆ น่าจะเป็นคนใจดีไม่น้อย ผมอมยิ้มขึ้นมาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเจ้าเด็กตรงหน้า...ก็...น่ารักดี

                “ยิ้มอะไรไม่ทราบ” เหลียงหลวนเซียนตวัดตามอง

                “ดูออกได้ยังไงว่ายิ้ม ข้าแยกเขี้ยวอยู่หรือเปล่า” ผมแก้ตัวหน้าเซ่อ แปลกใจนิดๆ ที่เขามองออกมาหน้านี้คือยิ้ม ผมอยู่ร่างมันมาตั้งนานส่องคันฉ่องแต่ละทียังแยกสีหน้ามันไม่ออกเลยว่ายิ้มหรือเศร้า เห็นแต่อสูรหน้าโหดแยกเขี้ยวแห่ๆ

                เหลียงหลวนเซียนไม่ต่อปากต่อคำ เขานั่งเอนพิงหมอนไม่สนใจผมอีก พอไม่เถียงกันแล้วผมถึงได้สำนึกขึ้นมาได้ว่าเข้ามาเพราะมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเขานี่หว่า

                “ท่านชายน้อย...ข้าอาจจะรบกวนเวลาพักผ่อน แต่ท่านช่วยอธิบายอะไรหลายๆ อย่างทีได้ไหม”

                มือเรียวที่จับปลายผมเล่นอยู่พลันชะงักกึก เหลียงหลวนเซียนเหลือบตาขึ้นมองผม

                “งูเจ็ดพิษ มันคืออะไรกัน ไม่ใช่แค่ข้าแต่ทุกคนในพรรคดูอิดโรบกลับเจ้ากลิ่นนี่กันหมดเลย”

                “...มันเป็นกลิ่นศัตรูตามธรรมชาติของมารดำ ปกติแล้วงูเจ็ดพิษจะอยู่ในใต้ดินลึก หากินอยู่แต่ในดิน ไม่โผล่ออกมานอกรังง่ายๆ ถึงจะกล่าวว่าเป็นศัตรูตามธรรมชาติ แต่ในบันทึกของอสูรมารดำในพรรค กลับพบเจอเหตุการณ์ปะทะระหว่างงูเจ็ดพิษได้น้อยมาก”

                เหลียงหลวนเซียนยอมตอบคำถามของผมดีผิดคาด นึกว่าจะโดนกวนสักหน่อยแล้วตอบส่งๆ มาเสียอีก ผมหุบปากเงียบ ไม่พูดอะไรขัดหูเหลียงหลวนเซียน เขาพูดต่อ

                “พวกเราในพรรคยึดถือพลังและความสามารถของอสูรมารดำ ลอกเลียนความสามารถนั้นมาปฏิบัติทุกกระเบียดนิ้ว แต่แข็งแกร่งอย่างไรก็ยังมีจุดด้อย ยิ่งเหมือนก็ยิ่งไม่ดี ราวกับดาบสองคม กลิ่นงูเจ็ดพิษที่อสูรมารดำพ่าย พวกเราพรรคอสูรก็พ่ายด้วยเช่นกัน”

                “อย่างนี้นี่เอง...แล้วมันอันตรายมากไหม”

                “เจ้าโดนไปกับตัว เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เขาย้อนถาม ในสีหน้าแววตาไม่ฉายแววประชดประชัน

                “...ก็ไม่น่าถึงกับตาย แต่เวียนศีรษะแรงมากๆ หนำซ้ำพละกำลังในกายมันก็...”

                “ใช่ อย่างมากก็ทำได้แค่หมดสติหลายชั่วยาม...หรือหากโดนมากเข้าก็หลายปี อาจจะสิบปีหรือร้อยปีเลยก็ยังได้ แต่ไม่อาจฆ่าให้ตายได้ ถึงอย่างนั้นแรงกายจะถูกช่วงชิง ลุกลามไปถึงปราณในร่าง”

                “...ว่าแล้วเชียว” ผมพึมพำกับตัวเอง เหลีบงหลวนเซียนจ้องผมนิ่งๆ

                “...เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของพรรคอสูร มีเพียงคนในพรรคเท่านั้นที่รู้ เพราะนั่นเป็นจุดอ่อนที่ใช้ตัดกำลังพวกเราได้เพียงอย่างเดียว”

                “ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไม...อ๊ะ”

                “...”

                ผมกำลังจะปากไวถามไปว่า แล้วทำไมพวกมันถึงรู้ได้ ก็จะไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อคนบงการคือพี่ชายของเหลียงหลวนเซียน...

                เขาเป็นคนที่เคยอยู่ในพรรค จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าจุดอ่อนของพรรคคืออะไร...

                “พี่ชายของเจ้าก็น่าจะได้กลิ่นมันนี่”

                “...ใช่ แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย นั่นเป็นปัญหาอย่างแรกที่ข้าก็อยากรู้”

                รวมถึงซากศพที่ลุกขึ้นมาได้อีก...เขาพึมพำต่อเสียงเบา

                แววตาสีเทาสะท้อนประกายเศร้าสร้อย เรื่องพี่ชายคงสะเทือนใจเหลียงหลวนเซียนอย่างมาก “เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้องหารือกับท่านพ่อ...อา แค่คิดหัวก็ปวดไปหมดแล้ว”

                ไหล่ที่มักยืดตรงสง่าผ่าเผยงองุ้มลีบลงราวกับคนแก่อายุครึ่งร้อย เหลียงหลวนเซียนเซตัวล้มลงนอนแหมะ เป็นจังหวะที่มีคนปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับชามนม

                ไป๋เยว่หูคอตั้งจนผละปากออกจากผม หันมองชามนมในมือของสมาชิกพรรคตาเป็นมัน เพียงพริบตาเดียวร่างเล็กสีขาวก็วิ่งพรวดไปหาของกิน...

                อสูรมารดำเห็นแก่กินทุกตัวเนี่ย...อืม คงไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นแล้วล่ะมั้ง

                ขนฟูตรงหน้าอกเปียกชื้นหน่อยๆ ผมก้มมองเจ้าก้อนก้มหน้ากินนมด้วยท่าทางน่าเอร็ดอร่อย ท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของมันทุเลาความหนักอึ้งรอบๆ ให้เบาบางขึ้นมาเล็กน้อย ผมหันไปหาเหลียงหลวนเซียนอีกครั้งเพื่อพูดคุย แต่ท่านชายน้อยกลับหลับตาพริ้มนอนหลับไปแล้ว เขาคงเหนื่อยล้ามากจริงๆ

                ถึงเหนื่อยก็ยังถ่างตามานั่งคุยกับผม พอคิดแบบนี้แล้วก็ได้แต่หัวเราะฝืดเฝื่อน เดินไปก้มมองดวงหน้างดงามเกลี้ยงเกลาหลับอุตุไม่รู้เรื่องด้วยความคิดที่เปลี่ยนไปนิดหน่อย

                มีเรื่องที่ยังอยากถามเจ้าตัวอยู่ตั้งมาก ทั้งเรื่องที่เขาแอบเข้ามาห้องผมดึกๆ ดื่นๆ หรือเรื่องที่เขาแอบไปดูผมตอนไม่ได้สติ ทว่าวันนี้คงต้องพอแค่นี้ แบตท่านชายปากดีหมดเสียแล้ว ผมหัวเราะครืด มองเห็นริมฝีปากแดงก่ำหยักสวยของท่านชายน้อยที่เผยอขึ้นนิดๆ กำลังเคี้ยวปอยเส้นผมที่ตกลงมาเกลี่ยหน้าอยู่

                ฝันว่ากำลังกินอะไรอยู่ล่ะสิท่า ผมยิ้มนิดๆ ก่อนใช้ปลายเล็บเกี่ยวเส้นผมที่เขาเคี้ยวให้ออกจากปากอย่างเบามือ โดยระวังไม่ให้เผลอไปถูกโดนตัวเหลียงหลวนเซียนเข้า

                “...วันนี้ขอบคุณมากนะ ฝันดีหลวนเซียน”

                ผมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ หันไปหาเจ้าก้อนสำลี ปรากฏว่าไป๋เยว๋กินนมจนพุงป่องนอนแอ้งแม้งคาชาม เห็นทีวันนี้คงต้องทิ้งมันไว้กับเหลียงหลวนเซียนแล้วสิ

                เอาล่ะ ในเมื่ออะไรๆ ก็ไม่มีปัญหา เหลียงหลวนเซียนไม่เป็นอะไร ไป๋เยว๋นอนหลับสบายตัวกลมดิ๊ก คนในพรรคแยกย้ายไปหาที่นอนกันหมด งั้นคงถึงเวลาที่ผมจะออกตามหาจิ้นฝูต่อแล้ว

                ...

               

                แผ่นหลังสีดำฟูฟ่องเดินตะคุ่มๆ กลืนหายไปกับความมืด เหลียงหลวนเซียนค่อยๆ เปิดเปลือกตาอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครรู้ว่าในใจท่านชายน้อยกำลังขบคิดสิ่งใดอยู่ วันนี้มีเรื่องหลายเรื่องประดังประเดมากจนเกินไป ทำให้เรี่ยวแรงมหาสานถูกสูบไปจนแทบหมด โดยเฉพาะเรื่องพี่ชายที่ปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะศัตรู ทั้งๆ ที่หายตัวไปนานกว่าสิบปี จนคิดว่าตายไปแล้ว กลับโผล่มาได้อย่างนี้ แค่เขาจินตนาการถึงความวุ่นวายที่จะตามมาในไม่ช้า เหลียงหลวนเซียนก็เพลียจนไม่อยากขยับตัว

                “...ฝันดีหลวนเซียนเหรอ”

                น้ำเสียงทุ้มแหบแห้งราวกับขู่ขวัญผู้คนอยู่ตลอดเวลาดังสวนความว้าวุ่นในจิตใจ มุมปากหยักยิ้ม หลวนเซียนถอนหายใจเบาๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

                “...ในที่สุดก็เรียกชื่อข้าสักที เจ้าบ้า”

                ...

                ........

 

                ผมแหงนหน้ามองพระจันทร์ดวงโตที่ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆ แสงจากดวงดาวส่องระยับพราวราวจะเปล่งประกายแสงอวดกับดวงจันทร์ อากาศรอบกายเย็นสบาย ว่าแล้วเชียวว่าบนภูเขาต้องอากาศดีมากกว่าที่ไหนๆ ผมสูดหายใจลึก หวนคิดถึงบ้านกลางเขา เสียดายจากใจที่มันถูกหญิงขี้อิจฉาเผาไป

                เมื่อคิดถึงบ้านก็พานคิดถึงเจ้าของบ้าน ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ...ผมทิ้งเขาเอาไว้กลางป่า แม้ในตอนนี้จิ้นฝูจะมีวิชาต่อสู้ติดตัว จากเสียงเล่าชมจากคนในพรรคและสาวๆ ที่กรี๊ดกร๊าดเขาเป็นแถวๆ ก็พอจะวางใจได้หน่อยว่าอย่างน้อยฝีมือน่าจะมากกว่าคนปกติ ใบหน้าเขาสวยหวานหยด ถ้าไม่โชคร้ายบาดเจ็บแล้วเจอคนชั่วลักพาตัวไปก็ดีหรอก

                ไม่ใช่ว่าผมแข็งแกร่งจนไม่รู้สึกเหนื่อยล้า แต่เพราะจิ้นฝูสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ผมถึงได้ยังฝืนตัวเองวิ่งเร่าออกตามหาเขาทั้งกลางดึกสงัดหนาวน้ำค้างอย่างนี้ จนถึงตอนนี้ผมรับรู้ได้ว่าร่างกายเจ้าอสูรเริ่มไม่ไหวแล้ว

                ทนอีกนิดไม่ได้หรือ...ผมบ่นปอดแปด ก้าวขาหนักอึ้งไปข้างหน้าอย่างอดกลั้น

                “จิ้นฝู!

                เสียงดังก้องสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนจะค่อยๆ สะท้อนเลือนหายไป ผมร้องเรียกชื่อนี้มากี่ร้อยรอบแล้วนะ วันนี้ทั้งวันผมตะโกนชื่อเขามากกว่าช่วงเวลาที่เจอกันทั้งหมดเสียอีก

                สายตาเริ่มจับโฟกัสภาพทับซ้อนกันเหมือนคนใส่แว่นค่าสายตาไม่ตรงเลนส์ ผมขยี้ตาแรงๆ พลางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นขาข้างหนึ่งกลับเหยียบพลาด ผมไถลลื่นตกลงเนินร่วงลงมา “เหวอ!

                ร่างขนหนากำลังจะร่วงหล่น ความสูงไม่มากแต่หล่นลงไปจริงๆ คงน็อกหมดสตินอนอยู่ถึงเช้าแน่ๆ อุ้งมือสีดำตวัดคว้าไปมากลางอากาศด้วยสัญชาตญาณ ไม่หวังจะคว้าจับสิ่งใดยึดเหนี่ยวได้ แต่กลับมีฝ่ามือหนึ่งยื่นจับกลับมา...

                “อาเฟย!

                “จิ้นฝู!

                ร่างหนาหนักอึ้งถูกร่างเล็กๆ ดึงฉุดกลับขึ้นมา ผมเสียหลักถลาล้มลงคร่อมทับร่างของเขา...นี่เขามีแรงดึงอสูรตัวใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...แต่ก่อนหน้านั้นที่จะมีคำถามใดลอดออกมา ผมก็กอดเขาไว้แน่นเต็มสองแขนแล้ว

                “เจ้ากลับมาแล้ว!” ผมกู่ร้องด้วยความยินดีล้นปรี่เต็มหัวใจ ใช่เขาจริงๆ จิ้นฝูไม่เป็นอะไร ขอบคุณสวรรค์ ผมนึกว่าจะหาเขาไม่เจอแล้ว “ข้าตามหาเจ้าเสียทั่ว ไปอยู่ที่ไหนมา ไม่เป็นอะไรใช่ไหม ให้ตายสิ...โอ๊ย”

                ผมดีใจจนเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก จิ้นฝูยกยิ้มหวานหยดชวนใจละลาย ยกมือลูบหลังผมราวจะปลอบโยนเบาๆ น้ำเสียงเล็กทุ้มใสปานกระดิ่งแก้วต้องลมเอ่ยคลอเบาๆ

                “ข้าปลอดภัยดี อาเฟยต่างหากไม่เป็นไรใช่ไหม”

                “ข้าไม่เป็นไร” ผมผละตัวออกมามองหน้าเขา ดีใจจนลืมความเหนื่อยทั้งวัน สวมกอดเขาอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามใจได้

                “อาเฟย...เท้าเจ้าบวมมากเลย”

                จิ้นฝูก้มลงมองเท้าผม ก่อนจะใช้ฝ่ามือเล็กประคองจับอย่างแผ่วเบา “นี่อาเฟย...วิ่งตามหาข้าไม่พักเลยเหรอ”

                “อ๋อ แค่นี้เอง ไม่เป็นไร สบายมาก”

                พระเจ้า...มันบวมขนาดนี้เลยรึเนี่ย ผมเอาแต่วิ่งลูกเดียวจนไม่ทันได้ก้มดู พอเห็นว่าอุ้งเท้าหนาบวมพองจนเหมือนน้ำเหลืองจะปริแตก ความเจ็บปวดก็ตามมาติดๆ

                ผมพยายามเก็บสีหน้าแล้วยิ้มแป้น แต่จิ้นฝูไม่ยอมยิ้มตามเหมือนปกติ เขานิ่วหน้าก้มมองฝ่าเท้าของผม ลูบไล้ส่วนปลายเท้าที่พองบวมไม่รังเกียจ “ข้าขอโทษ”

                “ขอโทษทำไมกัน”

                จิ้นฝูล้วงห่อบางอย่างออกมาจากสาบเสื้อ แล้วบรรจงทาให้ผมเบาๆ “ข้าไม่รู้จะพูดยังไง...ทำให้อาเฟยต้องเดือดร้อนแบบนี้ สมุนไพรนี่ข้าพอกไว้ให้นะ มันจะช่วยบรรเทาอาการอาเฟยได้”

                เขาพูดขอโทษผมซ้ำไปซ้ำมาราวกับแผ่นสะดุด สีหน้าแววตาหม่นมองไม่ปิดบัง นาทีนั้นคงไม่มีใบหน้าของใครเจ็บปวดได้เท่ากับจิ้นฝูอีกแล้ว ทั้งที่ผมเป็นคนเจ็บแท้ๆ กลับต้องมานั่งปลอบจิ้นฝูเสียเอง คิดแล้วก็แอบตลกอยู่นิดๆ

                “ระหว่างที่เจ้าหายตัวไป เจ้าไปอยู่ไหนมา” ผมถาม

                “เรื่องนั้น...”

                “เจอแล้วรึ”

                จู่ๆ ก็มีบุคคลที่สามปรากฏกายขึ้น ผมเงยหน้าละจากใบหน้าสวยหวานเศร้าสร้อย มองสบกับผู้มาใหม่ที่กำลังเยื้องเท้าเดินราวกับลอยเข้ามา เขาใส่ชุดสีขาวสว่างทั้งตัว ยิ่งมายืนอยู่ใต้พระจันทร์ยิ่งขับให้ร่างนั้นราวกับส่องแสง ผมกระพริบตาปริบๆ เมื่อเริ่มมองเห็นคนมาใหม่ชัดขึ้น เขาใส่หมวกผ้าทึบคลุมหน้า น่าแปลกที่ผมไม่สามารถใช้ดวงตาอสูรมองลอดส่องดูใบหน้าของเขาได้เหมือนปกติ

                “เอ่อ...เขาช่วยข้าไว้...ท่านนักบวชน่ะ”  จิ้นฝูหันไปมองผู้มาใหม่ ก่อนอ้อมแอ้มเสียงเบาแนะนำเขา

                ผมชะเง้อคอมองรอบๆ ก็ไม่เห็นใครนอกจากท่านนักบวช จึงผงกศีรษะทักทายด้วยความงุนงงนิดๆ

                ...เห็นอสูรมารดำแต่ไม่ยักตกใจกลัว เป็นนักบวชที่จิตแข็งแกร่งอะไรอย่างนี้เนี่ย...

                “ข้า...เอ่อ ขอบคุณที่ดูแลจิ้นฝู”

                “เจ้าเป็นอสูรมารดำรึ”

                “อา...ใช่”

                ชวนคุยหน้าตาเฉยอีก ผมขมวดคิ้วมองนักบวชคนนี้ แล้วก็รู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจดจ้องอยู่เหมือนกัน ต่างฝ่ายจ้องกันไปจ้องกันมา ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดหรือเป็นศัตรู แต่รู้สึกงงและสับสนซึ่งกันและกันอย่างประหลาด

                “ข้าว่าจะพาเขากลับมาส่งทันที แต่เพราะต้องจัดการกับพวกอสูรที่ถูกขังอยู่ในกรงน่ะ”

                “ท่าน...ไปที่นั่นด้วยเหรอ”

                “ใช่ ไปช่วยเจ้า”

                “ช่วยข้า?...จิ้นฝูขอร้องหรือ”

                “ใช่” อีกฝ่ายผงกหัวหงึกหงัก

                ผมอับจนคำถามไปหลายอึดใจ รู้สึกเอ๋อๆ เหมือนสมองไม่ทำงานยังไงชอบกล...

                “ขะ ขอบคุณท่านมาก”

                “ยินดี แต่คงคลาดกับเจ้า พอไปถึงก็เหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้และอสูรที่ถูกขังอยู่ในกรง ประตูกรงเปิดอ้าอยู่และไม่มีตัวไหนถูกจับมัด แต่ก็ยังมีบางตัวสับสนและหวาดกลัว ข้าจึงรั้งช่วยพวกมันก่อน ก่อนจะพาเขามาส่งคืนเจ้า”

                ก็จริงของเขา เหลียงเหวินหลาง พี่ชายบังเกิดเกล้าคนนั้นยกอสูรที่จับได้ทั้งหมดในกรงให้เหลียงหลวนเซียน แต่พวกพรรคอสูรก็ไม่รู้จะเอาอสูรที่ไม่ใช่อสูรมารดำไปทำอะไร เลยจัดการปลดผนึกและทำลายกรงปล่อยพวกมันไว้ก่อนจากมา ไม่ได้หันไปมองอีกว่าพวกมันได้ออกมาหรือไปที่ไหน

                “เพราะอย่างนั้นข้าเลยหาเจ้าไม่เจองั้นรึ...เฮ้อ โล่งอกไปที” ผมถอนหายใจยาวยืดแล้วกอดจิ้นฝูใหม่เหมือนจะยืนยันให้แน่ชัดว่าเขาไม่ใช่ภาพลวงตา “ขอบคุณท่านนักบวช ข้าไม่มีอะไรตอบแทนท่าน...”

                “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้อยากได้อะไร” เสียงนุ่มตอบกลับมาผ่านหมวกผ้าทึบ “กำลังละทางโลกอยู่”

                ...ว้อท

                “อย่างนั้นหรือ...” ผมงึมงำตอบ ทำไมยิ่งคุยยิ่งรู้สึกงงๆ

                “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน” กล่าวจบเขาก็เดินจ้ำอ้าวจากไป ทิ้งให้ผมกับจิ้นฝูมองหน้ากันตาปริบๆ

                “นี่เจ้าไปอยู่กับใครมากันแน่เนี่ย”

                “นั่นสินะ” จิ้นฝูยิ้มนิดๆ แล้วลุกขึ้นยืนส่งมือมาทางผม “ลุกไหวมั้ย”

                ผมจับฝ่ามือเล็กตอบ กลั้นเสียงเจ็บแสบแล้วยันตัวลุกขึ้น “เจ้าแรงเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

                “ไม่รู้เหมือนกัน...ไว้ฝึกมากกว่านี้อีกนิดข้าขอลองอุ้มอาเฟยหน่อยสิ”

                “ไม่กลัวโดนทับตายรึ”

                “โดนอาเฟยทับ...น่าดีใจออก”

                “จิ้นฝู!

                “จ๋า” จิ้นฝูยิ้มจนตาปิด เดินมากอดแขนผมแน่น ก่อนจะออกเท้าเดินไปด้วยกัน “พระจันทร์สวยจังเลยเนอะวันนี้ เหมือนคืนแรกที่ข้าเจออาเฟยเปี๊ยบเลย”

                “คืนนั้นข้าต่อสู้กับยุงอยู่ ไม่ทันได้มองเลยแฮะว่าพระจันทร์เป็นอย่างไร”

                “ว่าไปอาเฟยนอนที่ไหนเหรอ”

                “...นั่นสิ น่าจะรอบๆ กระโจมของท่านชายน้อยเหมือนคนในพรรคคนอื่นๆ ที่กางกระโจมเองบ้าง นอนตามต้นไม้กับหินบ้าง แต่เจ้าเป็นคนติดตามท่านชายน้อย สามารถนอนในกระโจมเขาได้...อ๊ะ”

                ผมตีป๊าบเข้าที่บริเวณหลังคอ เพราะเอาแต่วิ่งวุ่นเลยลืมไปเลย ไอ้ยุงป่า ไอ้เลว!!

                ผมครางเสียงโอดโอย “ฮือ...นี่ข้าต้องนอนตากยุงอีกแล้วรึเนี่ย!

                “ไม่เป็นไรหรอกอาเฟย ข้าพกเอา...อ๊ะ” จิ้นฝูยิ้มค้าง ก่อนค่อยๆ ลดเสียงลงเบาๆ “ของหล่นหายไประหว่างหลบหนี”

                งั้นแบบนี้ก็นอนตากยุงด้วยกันสิเนี่ย...จิ้นฝูเปรยต่อพลางหัวเราะร่วน ผมมองใบหน้ายิ้มแย้มที่ส่องกระทบแสงจันทร์นวลอ่อนโยน พลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมา “ตากยุงด้วยกันสองคนก็คงไม่เลวร้ายหรอกเนอะ”

                “แต่มันคงหนาวน่าดู” จิ้นฝูพูดเปรยเสียงอ้อนๆ

                “พูดมาเลยดีกว่า ขนาดนี้แล้ว” ผมแกล้งใช้อุ้มมือนิ่มผลักแก้มเขา ปรากฏว่าถูกดวงตาสุกใสกับใบหน้าเล็กน่ารักเอียงซบเข้าหาอย่างออดอ้อน

                “ขนฟูๆ อาเฟยเป็นของข้า”

                “งั้นคงต้องใช้ให้คุ้มซะหน่อย”

ผมหัวเราะร่วน เดินจูงมือเขากลับที่พักพลางเงยหน้ามองพระจันทร์ด้วยกันไปตามทาง


________________________________________

สวัสดีทุกท่านคร้าบ ;-;

หากเจอคำผิดพลาดใดเดี๋ยวกระผมจะกระดึ๊บกลับมาแก้นะ...ตอนนี้แวบไปทำการบ้านต่อก่อน อะเหื้อ//สำลัก


หลวงพี่โผล่มาแล้ว...แต่ดันปิดหน้า ปิดหน้าไม่พอ ยังทำชาวบ้านเขางงกันเป็นแถบๆ5555555


เจอกันตอนหน้าครับ

บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 353 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2061 jkooktaev (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 20:29
    จิ้นฝูนี่นายรู้มั้ยว่าการบอกว่าพระจันทร์สวยน่ะ คนญี่ปุ่นหมายถึงการบอกรัก .///.) ส่วนหลวงพี่นั้น ...ไม่มีอะไรอยากบอกนอกจากขอให้ละทางโลกตามที่หวังไว้ได้สำเร็จนะ
    #2,061
    0
  2. #1986 ŁØVƏ MØST (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 17:39
    หลวงพิ๊!! หลวงพี่ควรเป็นตัวโจ็กของเรื่อง ฮื่ออ55555555 สาธุบุญค่ะ ขอให้ละทางโลกได้เร็วๆนะคะ---
    #1,986
    0
  3. #1958 FernNAlls (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 22:44
    หลวงพี่โอ้ยย อะไรเนี่ย55555
    #1,958
    0
  4. #1902 RUNY 10VELY J. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 20:17
    สาธุบุญค่ะหลวงพี่ ขอให้ละทางโลกได้ไวๆ นะคะ 5555555
    #1,902
    0
  5. #1843 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 11:14
    หลวงเพ่!55
    #1,843
    0
  6. #1599 bb.smile (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 23:14
    โอ้ย ขำ ละทางโลก 55555
    #1,599
    0
  7. #1497 nidta2003 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 15:59
    จะบ้าตายกับหลวงพี่ ข้ากำลังละทางโลก what!! ตลกอ่ะ 5555555
    #1,497
    0
  8. #1441 ni_ky (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 20:33
    หลวงพี่โอ้ยยย ขำ555555 ชอบอ่ะ ชอบจริงๆ ข้ากำลังละทางโลกอยู่ โอ้ยย หลวงพี่เอ้ยยย กลับมาเข้ารูทก่อนนน
    #1,441
    0
  9. #1322 statice46 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 23:55
    ไม่ใช่ว่าแบบ หลวงพี่ท่านเห็นวิญญาณข้างในจริงๆ หรอกนะ // เพิ่งมาอ่านค่ะ ติดงอมแงมเลย ฮื่อออ
    #1,322
    0
  10. #1303 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 12:17
    เราเชียร์น้องจิ้น ดีใจที่อาเฟยมั่นคง สู้ๆๆๆๆๆ
    #1,303
    0
  11. #1252 Daw Prdz KS (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 18:06
    หลวงพี่นี่สุดอ่ะ555555
    #1,252
    0
  12. #1247 bloodc2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 18:38
    หมาหม้า โอ๊ย 5555
    #1,247
    0
  13. #969 ZeHn GungnanG (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 07:07
    องค์ชายน้อยกับอาเฟยมีลูกด้วยกันแล้วหรอ555
    #969
    0
  14. #769 ohjesus (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 17:00
    คิดว่าหลวงพี่คืออาหมิงรึเปล่า หลุดมาอยู่ในร่างนี้แล้วด้วยความผิดในใจต่ออาเฟยต่างๆเลยละทางโลก + บำเพ็ญเพียรให้น้องเฟยเพราะคิดว่าน้องตายแล้ว !?
    #769
    0
  15. #550 Alisona Janes Curse (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 11:32
    อนุโมทนานะพระขอให้ละทางโลก(ไม่)สำเร็จ
    #550
    0
  16. #198 Narh_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 11:43
    เห็นด้วยกีบคห.ที่161ค่ะ5555
    #198
    0
  17. #164 Tear(tear) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 23:15
    โอย~อ่านจบรวดเดียวเลย ช่างเป็นนิยายที่ดีงามยิ่งนักติดงอมแงมเลย

    ตอนแรกอยู่เรือจิ้นฝูนะ แต่อ่านๆไปแล้วเริ่มเอียงมาทางคุณชายน้อยล่ะ เรารู้สึกว่าถ้าจิ้นฝูได้ตัวอาเฟยไปมันไม่แฟร์กับหลวนเซียนเลยเพราะเจ้าตัวเจอหมาปอมของเรามาก่อนนะ และดูๆแล้วเจ้าตัวไม่น่าจะเกลียดหมาปอมเราหรอก แต่ตัวอาเฟยดันจำเรื่องราวทั้้งหมดไม่ได้เอง เราเลยคิดว่าถ้าตอนจบกลายเป็นคู่กับจิ้นฝู คุณชายน้อยจะน่าสงสารมากๆเลย

    แต่จะให้คุณชายน้อยได้หมาปอมไปแล้วทิ้งจิ้นฝูไว้กลางทางก็ใช่ที่ ความรักที่มีให้กับหมาปอมเรามั่นคงและรุนแรงมาก นางไม่สนว่าจะอยู่ร่างไหนไม่รังเกียจด้วยซ้ำ คนที่รักหมาปอมเราสุดใจขนาดนี้จะให้ทิ้งไปมันจะใจไม้ไส้ระกำไปหน่อยมั้ง

    สรุป.... ขอฮาเร็มเถอะค่ะ ทั้งสองคนต่างก็รักหมาปอมทั้งคู่(แม้รายแรกออกแนวนายซึนก็เถอะ) จะให้ตัดใจเลือกใครคนเดียวก็สงสารอีกฝ่ายเหลือเกิน ฉะนั้นเหมาโลดค่ะอาเฟย!! 


    ส่วนตัวหลวงพี่ ไม่รู้สินะเรามองว่าอาจจะเป็น"อาหมิง"หลุดมาเข้าร่างแบบอาเฟยก็ได้ เพราะการมุ่งมั่นกับการบำเพ็ญแถมบอกจะละทางโลก เรามองว่ามันค่อนข้างผิดปกตินิดหน่อยกับคนที่เป็นถึงประมุขของพรรคอันดับต้นในยุทธภพ อีกอย่าง ฮาเร็มทั้งสองของอาเฟยมีอิทธิพลมากต่ออาเฟย(คนแรกมีอิทธิพลต่ออดีตร่างหมาป้อม คนสองมีอิทธิพลต่อปัจจุบันของหมาป้อม) ฉะนั้นถ้าหลวงพี่ไม่มีปมอะไรเลยกับอาเฟย จะเข้ามาแทรกเป็นอีกฮาเร็มมันก็น่าจะยากนะ แต่ทั้งนี้ก็แค่คาดเดาอะนะ555 อาจจะเป็นแค่ความคาดหวังของเราที่อยากให้"อาหมิง" หลุดมาในโลกนี้ด้วยเท่านั้นเอง ไม่รู้สิ รู้สึกว่าพี่แกตายง่ายไปหน่อย อยากรู้ใจจริงด้วยว่าคิดยังไงกับอาเฟยกันแน่ เราเห็นแต่มุมมองของอาเฟย ยังไม่เคยเห็นของอาหมิงเลยนิน่า


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 มกราคม 2561 / 23:18
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 9 มกราคม 2561 / 23:19
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 10 มกราคม 2561 / 01:10
    #164
    1
  18. #163 kaopunb (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 20:36
    55555หลวงมาสร้างความบันเทิงชัดๆ555555
    #163
    0
  19. #161 punch98line (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 23:13
    ตลกกกกก ฮืออ กำลังละทางโลกอยู่ โว้ยยยรี่คือคนที่จะมาเป็นเนื้อคู่คนที่3จริงๆใช่มั้ยเนี่ย?!!555555
    #161
    0
  20. #160 donejaija (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 21:29
    เจ้าก่อนน้อย ไม่ต้องไปดูดหาน้ำนม หัวนมนางบอด 55555555
    #160
    0
  21. #159 Davilna (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 17:53
    เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนหลวงพี่กลับมาก่อนอย่าพึ่งไปสิกลับมาจีบมาเป็นสามีเขาก่อนหลวงเพ่ อย่าพึ่งปายยยยยย
    #159
    0
  22. #158 dear16505 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 02:21
    55555 หลวงพี่ไม่รอดแน่นอน
    #158
    0
  23. #157 ดารุมะ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 01:53
    ปิดหน้าไม่ว่า ปิดทางเรือด้วย555 หลวงพี่อย่าพึ่งละทางโลก มาสร้างเรือแข่งกับจิ้นฝูและท่านชายน้อยก่อน555
    #157
    0
  24. #156 Raina. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 23:17
    อ่านแล้วนึกถึง Monster Inc พี่หมีขนฟูกับเด็กแบ้วๆจอมป่วน อิอิ
    #156
    1
    • #156-1 Raina.(จากตอนที่ 15)
      13 มกราคม 2561 / 17:12
      หมายถึงเจ้าก้อนกับหม่าม้าของเขานะคะ 555
      #156-1
  25. #155 hyun_park22 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 22:38
    เฟยเฟยนี่สับรางเก่งจริงๆ อยู่กับท่านชายน้อยเสร็จก็แวบมาหาจิ้ฝู //โดนตบ
    #155
    0