อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 14 : ซ่อนหัวใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,471
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 333 ครั้ง
    2 ม.ค. 61

 

ซ่อนหัวใจ 

 

            “...หายโกรธพี่หรือยัง”

                ร่างเปลือยเปล่าใต้นวมผ้าขยับเล็กน้อย แสงสีเทาส่องลอดม่านหน้าต่างเข้ามา บรรยากาศเย็นๆ อึกครึมภายนอกทำให้รู้ว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า ผมนอนหันหลังใส่ ปิดปากเงียบทำเป็นไม่รับรู้สิ่งที่เขากำลังจะพูด

                ช่วงเอวบางถูกแขนพาดกอด ร่างของผมถูกคนที่นอนประกบด้านหลังดึงรั้งไปหา ผมจิ๊ปากรำคาญ ดันใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นเข้ามาออดอ้อนออกไป

                “พี่หมิง หยุด...”

                รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์คลี่ขึ้นบางๆ เพียงแค่มอง ใจคุกกรุ่นก็พลันเย็นวาบ ทำไมต้องมายิ้มแบบนี้ด้วยนะ รู้ทั้งรู้ว่าผมแพ้รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา...เขาก็ยังใช้ประโยชน์จากใบหน้านั่นมาหลอกผมซ้ำๆ แน่นอนว่าผมก็ต้องยอมอ่อนข้อ หลงลืมความเจ็บปวดที่ทับถมอยู่ในใจ ซุกตัวเข้ากับอกกว้าง ต่อว่านิดๆ หน่อยๆ แล้วเราก็จะกลับไปคืนดีกันเหมือนเดิม...

                ...แต่มันไม่ใช่ ผมไม่ได้ต้องการแบบนี้

                “บอกเลิกมันไปไม่ได้เหรอ...พี่”

                ไม่มีคำตอบกลับมาจากปากผู้ชายใจร้ายคนนั้นอีกตามเคย ผมไม่ดีตรงไหนกันนะ...หรือว่าลีลายังเด็ดไม่พอ หรือเพราะผมไม่ยอมเล่นกับเจ้าของเล่นวิตถารที่หยางหมิงซื้อมากัน แต่ใครจะไปทำใจใช้มันลงเล่า หน้าตาแต่ละอย่างไม่น่าไว้ใจสักนิด ลำพังแค่ต้องรองรับอารมณ์ป่าเถื่อนเหมือนหมาบ้าของเขาผมก็แทบจะร่างแหลกอยู่แล้ว มีไอ้พวกนั้นเข้ามาอีก ผมไม่ต้องลุกออกจากเตียงกันพอดีเหรอ

                “ไม่เห็นเป็นอะไรเลย พี่ก็เคยบอกแล้วไงล่ะ ระหว่างพวกเรา...สนุกกับใครก็ได้ อาเฟยจะไปมีคนอื่นนอกจากพี่ก็ได้ เพราะสุดท้ายยังไงสำหรับพี่อาเฟยก็เป็นที่หนึ่ง แบบนี้ไม่ดีหรือครับ? หืม”

                บ้าบอชะมัด! เขาเห็นผมเป็นคนที่จะนอนกับใครก็ได้หรือยังไง ก็จริงที่ผมผ่านสนามมาไม่น้อย ก็ใครใช้ให้ผมทั้งหน้าทั้งรูปร่างราวกับลอกออกมาจากเกย์รับในอุดมคติกันล่ะ แต่รูปลักษณ์ภายนอกผมจะเป็นยังไงก็ไม่เห็นเกี่ยว อาจจริงที่ว่าในอดีตเคยหลงตัวเองมากจนคบซ้อนกับใครหลายๆ คน ทำให้คนที่หลงรักต้องเจ็บปวด แต่ผมก็หยุดแล้วนี่ ผมคบกับใครก็คบทีละคน ไม่ได้อยากเหนื่อยสลับรางอย่างในอดีตอีกแล้ว

                มือกำผ้าห่มแน่น ระหว่างรับสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบไล้ข้างแก้มอยู่ ในหัวใจรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า

                ผมอยากฆ่าเขาชะมัด...เห็นว่าว่ายน้ำไม่แข็ง คงดีไม่น้อยถ้าจะผลักเขาตกลงไปในแม่น้ำเชี่ยวๆ

                “คิดอะไรชั่วร้ายอยู่น่ะ”

                “ไม่ใช่สักหน่อย”

                “จริงเหรอ? แล้วรอยยิ้มชั่วร้ายน่ารักนี่มันอะไรกันล่ะ”

                “พอเถอะน่า หยุดแกล้งผมสักที”

                ผมปัดป่ายมือที่กำลังซุกไซร้ไล่ซนอยู่บนตัว ทั้งๆ ที่กำลังหงุดหงิดแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะร่า เหมือนว่างานอดิเรกหลักของเขาคือการทำให้ผมอารมณ์เสีย ริมฝีปากอิ่มหนาประทับจูบลงที่ข้างกกหู สอดลิ้นเข้ามาไล้เลียจนผมต้องสะบัดตัวหนี อุณหภูมิในร่างร้อนผะผ่าวตามจังหวะยั่วเย้า

                “อีกครั้งไหม”

                “บอกก่อนสิว่าจะเลิกกับมัน”

                “...อืม เอาไงดีน้า”

                ราวกับเห็นม่านสีขาวบางๆ ซ้อนทับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา หยางหมิงใช้หลังมือลูบไปตามเรือนร่างบาง สุดท้ายเมื่อใกล้ถึงจุดต่ำที่สุดของลำตัว เขาก็ชักมือกลับไป ปล่อยผมที่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าท้องเบิกตาแปลกใจ

                “ไม่ได้หรอก ถ้าบอกเลิกไปตอนนี้อีกฝ่ายคงร้องไห้น่าสงสารแน่ๆ พี่ไม่ชอบเห็นน้ำตาซะด้วยสิ เพราะฉะนั้นยังเลิกตอนนี้ไม่ได้หรอก ขอโทษนะ”

                ยอมรับว่าผมโกรธจนตัวสั่นสะท้าน ลุกขึ้นผลักเขาให้ลุกไปจากเตียงกว้าง...สุดท้ายก็อย่างนี้! ลังเลไม่เคยเปลี่ยน ไม่ปล่อยมือจากใครสักคน เอาแต่ใช้คำหวานพร่ำเพรื่อ พอผมโกรธมากๆ เข้าก็แบกหน้าเศร้ามาหา สรรหาของนู่นของนี่ที่ผมเคยบ่นว่าอยากได้เอามาง้อ จบลงที่เรื่องบนเตียง อยู่กับผมไม่ถึงสองวันดีแล้วก็มีคนใหม่เข้ามาอีก ระหว่างเรามันเป็นอะไรกันแน่ ทำไมเขาถึงไม่ยอมทำให้มันชัดเจนสักทีล่ะ!

                ทุกอย่างคงจบลงด้วยดีถ้าผมเอ่ยปากขอเลิกแค่คำเดียว...แต่ผมก็รู้ดีอีก สันดานอย่างหยางหมิงไม่แคร์อะไรผมอยู่แล้ว แค่ผมเอ่ยปากว่าไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก เขาก็จะไม่โผล่มาให้ผมเห็นหน้าอีกเลย นับประสาอะไรกับการขอเลิก เพียงแค่ผมพูดเขาก็พร้อมจะเลิกกับผมเสมอ ตัวสำรองที่รอแทนที่ผมมีอีกเป็นบือ จะมาสนใจอะไรกับของเล่นเก่าๆ ที่เล่นซ้ำจนเบื่อกันล่ะ

                ผมโมโหแต่ก็ต่อว่าอะไรไม่ออก จะประชดว่าเลิกกันไปเลยสิก็ทำไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าหยางหมิงจะไปจากผมจริงๆ...และผมก็ยังไม่พร้อมจะปล่อยมือจากเขา ผมไม่รู้ว่าผมหลงใหลอะไรในตัวของเขามากมายนัก ผมเสียใจที่ยังนั่งโง่โดนหลอกซ้ำๆ เหมือนหมาที่ไม่ว่าเจ้าของจะเลวร้ายยังไงก็ยังกระดิกหางเข้าใส่

                น้ำตาไหลร่วงลงมาด้วยความอัดอั้น หยางหมิงทำสีหน้าลำบากใจขณะจะยกมือมาเช็ดน้ำตาให้...แต่ทันใดนั้นมือถือของเขาก็สั่นขึ้นมา

                เบอร์ที่ขึ้นโชว์หลาเป็นเบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อ แต่ดูท่าผู้ชายชั่วร้ายจะจำได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร เขาหันกลับไปรับโทรศัพท์แทน

                “อ๋อ...อืม อยู่บ้านเพื่อน”

                เพื่อน?

            “ฮ่าๆ งั้นเหรอๆ เอาสิ...กี่โมง”

                “พี่...”

                “อื้อ คิดถึง ไว้เจอกันนะ”

                ผมหน้าชา กล่าวอะไรไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ใจผมมันระเบิดจนไม่มีอะไรจะปะทุออกมาอีกแล้ว ผมมองตามร่างที่ลุกขึ้นเก็บเสื้อผ้ากองหล่นบนพื้นขึ้นมาใส่ช้าๆ ได้แต่มองตามตาละห้อยเป็นหมาซึมเซา ไม่มีแรงเอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำอ้อนวอนว่าไม่อยากให้เขาไป หยางหมิงหันหน้ามามองผม สีหน้าดูกังวลไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นเท้าก็ยังไม่หยุดเดินไปที่ประตู...

                “ไว้เจอกันใหม่นะ”

                เสียงปิดประตูเบาๆ ดังขึ้นตามหลัง ห้องกว้างขนาดสี่คนอยู่เหลือทิ้งไว้เพียงร่างเปลือยร่างหนึ่งที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงเท่านั้น เวลาเลื่อนลอยไหลผ่าน ผมหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ

                “หึหึ...ฮ่าๆๆๆ!!

                เจอกันใหม่...ไม่ ผมไม่อยากเจอเขาอีกแล้ว ไม่สิ ผมไม่อยากรับรู้ความรู้สึกอัปยศอดสูน่าสมเพสขนาดนี้อีกแล้ว ไม่เอาแล้ว

                “ฮึก...”

                ไม่เอาอีกต่อไปแล้ว...

                เป็นอีกครั้งที่ผมต้องรู้สึกว่าเหลือตัวคนเดียวบนโลก เงาสะท้อนผ่านกระจกตรงประตูตู้ไม้สีขาวส่องร่างผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่ง ผิวขาวจัดเนียนละเอียดระเรื่ออมชมพู ใบหน้าเล็กกระจ้อย ไม่ว่าจะมือหรือเท้าก็เล็กบอบบางไปเสียหมด เส้นผมสีดำนุ่มตัดเข้ารับกับใบหน้า ดวงตากลมโตเอ่อเต็มไปด้วยน้ำตา ปลายสันจมูกเล็กบวมแดง ผมนั่งมองเงาของตัวเองตอนที่ร้องไห้ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังมองเกย์โง่ๆ คนหนึ่งที่ไม่รู้จัก

                รอยแดงบนตัวที่ถูกทำทิ้งไว้เหมืนตราประทับบาป ผมลองแสร้งพยายามส่งยิ้มให้ตัวเองผ่านเงา ด้วยหน้าตาแบบนี้ ร่างกายแบบนี้...น่าถะนุทนอมสินะ น่าเข้าใกล้ใช่ไหมล่ะ แล้วทำไม...ข้างกายผมถึงได้ไม่มีใครเลย

                ผมเปิดมือถือ เลื่อนดูเบอร์ที่เมมไว้เรื่อยๆ กว่าครึ่งเป็นเบอร์ที่ผมไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร เพื่อนที่คบกันอยู่จะเรียกว่าเพื่อนหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ พอย้อนคิดดูกลับรู้สึกว่าไม่ได้สนิทสนมกับใครเลย หัวใจหนักอึ้งราวกับถูกลูกตุ้มเหล็กถ่วงไว้ เมื่อเลื่อนไปจนถึงคำว่า พ่อ นิ้วของผมก็หยุดชะงักลง

                ...ผมไม่ได้ติดต่อเขามานานแค่ไหนแล้วนะ ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน น่าจะตอนที่เขาไล่ผมออกจากบ้าน หรือว่าจะเป็นตอนที่เขาพาเมียน้อยอายุเท่าๆ ผมเข้ามาอยู่ในบ้านกันนะ ผมจำไม่ได้เลยว่าคุยกับพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง...จากข่าวคราวที่ญาติเล่าให้ฟังผ่านในไลน์ สิ้นเดือนนี้จะจัดงานแต่งงานกับผู้หญิงแพศยาคนนั้นแล้ว ผมไม่ได้ถูกรับเชิญ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เขาคงรู้แหละว่าดื้อชวนผมไปงานคงมีแต่จะไปพังงานให้ล่มไม่เป็นท่า

                หน้าแกอย่างกับแม่!’

                ‘แกไม่น่าเกิดมาเลย!’

                แสงสีฟ้าที่สะท้อนจากจอมือถือคล้ายจะทะลุผ่านม่านดวงตาของผมไป เสียงพ่อที่ชี้หน้าด่ากราดยังฝังลึกแน่นอยู่ในความทรงจำ แม่คนนั้นที่ตายจากไปตั้งแต่ผมยังเด็กได้ทิ้งเสียงก่นด่ามากมายไว้ข้างหลัง ผมซึ่งมีหน้าตาเหมือนแม่จึงรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่ต้องส่องกระจก...หลายคนบอกว่าผมน่ารัก แต่สำหรับพ่อ ผมช่างหน้าตาอัปลักษณ์เหลือเกิน

                อุดอู้อยู่แต่ในห้องคอนโดหรูก็มีแต่จะทำให้ซึมเศร้า รู้สึกตัวอีกทีผมก็มายืนหนาวอยู่หน้าสะพานข้ามน้ำเสียแล้ว

                ด้านล่างเป็นคูน้ำใส ผมจำไม่ได้ว่าคลองน้ำนี่ชื่ออะไร แต่เห็นว่าลึกอยู่ไม่ใช่เล่นๆ ผมลองมองชะเง้อลงไปด้านล่าง เห็นเงาหน้าของตัวเองที่ร้องไห้จนตาบวมเป่งสะท้อนกลับมา

                ถ้าตกลงไปจะตายไหมนะ?...

                ความคิดบ้าๆ แล่นชั่ววูบ ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ผมปีนขึ้นไปยืนบนขอบสะพาน กางแขนทั้งสองออกกว้าง ปล่อยลมเย็นปะทะใส่ผิวแก้ม เวลาดึกดื่นป่านนี้เหมาะเจาะปลอดคน ด้านหลังเส้นแบ่งส่วนคนเดินไม่มีรถขับผ่านเลยสักคัน ผมสูดหายใจเข้ารับอากาศบริสุทธิ์เจือกลิ่นแม่น้ำจนชุ่มปอด ผมรู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด คล้ายโซ่เหล็กที่พันธนาการผมค่อยๆ ถูกกัดกร่อนออกไปจากใจช้าๆ

                อยากเป็นอิสระ...เป็นอิสระจากเรื่องราวทั้งหมดนี่ เพียงแค่ก้าวขาออกไปเพียงก้าวเดียว ความทรมานทั้งหมดของผมก็จะหายไป

                “เธอ?”

                เสียงทุ้มใสเสียงหนึ่งดังขึ้น ฉุดเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปได้ทันเวลา ผมหันไปมองด้วยสายตาเลื่อนลอย เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ห่างจากตัวผมนัก ใบหน้าสวยจนนึกว่าเป็นผู้หญิง แต่เมื่อมองเพ่งดูอีกครั้งถึงรู้ว่าเป็นผู้ชาย เขาไว้ผมยาวถึงไหล่โดยใช้ยางมัดไว้หลวมๆ ปัดเสมาข้างขวา ตัวสูงสง่า กะด้วยสายตาแล้วอายุน่าจะไม่น้อยกว่าผมเท่าไหร่ มือข้างหนึ่งถือถุงอาหารสุนัข ยืนทำท่าเงอะงะเหมือนจะก้าวเข้ามาหาก็ไม่กล้า แต่ก็ยังทำใจเดินหนีไปจากตรงนี้ไม่ได้

                ...ใคร

                “ทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ มันอันตรายนะ”

                ผมกระพริบตาถี่ๆ ภาพที่เห็นค่อยๆ บิดเบี้ยวกลายเป็นสถานที่อื่นที่ไม่ใช่สะพานข้ามแม่น้ำ ผีเสื้อสีเหลืองตัวหนึ่งบินตัดผ่านดวงตา ผู้ชายหน้าสวยคนนั้นตัวหดเหลือนิดเดียว ซ้ำยังนั่งตัวสั่นงันงก สวมเสื้อผ้ายุคโบโรณเก่าขาด ตามเรียวน่องมีน้ำสีใสไหลซึมลงมาจากกางเกง

                เด็กหน้าตาน่ารักนั่งน้ำตาไหลพรากๆ แถมยังฉี่ราด ผมเอื้อมมือออกไปหาเขา ทว่ามือที่ยื่นออกไปกลับไม่ใช่มือของผม มันกลายเป็นอุ้งมือสัตว์ป่าที่มีขนสีดำปุกปุย

                “อะ...”

                ผมรำลึกอะไรบางอย่างออก

                ใช่...ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นอี้เฟยคนนั้นอีกแล้ว

                ............

                ...

               

                ตึง!!

            เสียงกระแทกอะไรสักอย่างดังใกล้หู ผมสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมาช้าๆ ประสาททั้งร่างยังรู้สึกชาไม่หาย ในหัวอื้ออึงไปหมด กว่าจะสามารถปรับสมดุลในร่างให้กลับมาเป็นปกติก็ใช้เวลานานทีเดียว ไม่รู้ว่าตอนนี้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ผมหอบหายใจแฮก รำลึกเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างช้าๆ

                รู้สึกว่าจะโดนจับมาโดยพวกใส่ชุดสีเหลืองสลับดำ เครื่องแบบคล้ายคลึงกับพรรคอสูร พวกมันบุกเข้ามาโจมตีรถม้า ฆ่าคนในพรรคที่ขัดขวางพวกมันจนศีรษะหลุดกระเด็นไปคนหนึ่ง ผมหอบจิ้นฝูขึ้นบ่าหนีไป โชคไม่ดีที่ถูกพวกนั้นโจมตีจนเสียหลัก ผมได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหนีไม่ไหว...อย่างน้อยก็โชคดีที่จิ้นฝูหนีไปได้

                ปอดทั้งสองข้างของผมเหมือนลูกโป่งใกล้แตก แค่สูดหายใจเบาๆ ยังสะเทือนไปทั้งร่าง ท่าทางจะเป็นผลกระทบจากกลิ่นปริศนานั่น

                ท่ามกลางสติที่เริ่มเข้าที่ ผมระลึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองฝันบางอย่าง...เหมือนจะฝันเห็นเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะเรียกหยางหมิงมาคุยแล้วเผลอผลักเขาตกน้ำ ผมไปยืนเหม่ออยู่ที่สะพานนั่น...แต่หลังจากนั้นกลับจำอะไรไม่ได้เลย

                นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ฝันเห็นโลกเก่าของตัวเอง บางทีที่ผมยอมรับร่างอสูรหมาปอมได้เร็วอาจจะเป็นเพราะโลกเดิมของผมมันไม่ได้น่าอยู่ก็ได้ โลกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ยืนอย่างแท้จริง แม้ตัวจะมีครบทุกอย่างกลับรู้สึกว่าขาดสิ่งสำคัญตลอดเวลา แตกต่างจากตอนที่ได้เป็นอสูรมารดำ แม้จะเป็นที่น่าหวาดกลัวของใครต่อใคร แต่กลับมีความสุขเสียจนแทบสำลัก

                พูดถึงสำลัก...ของเหลวในช่องท้องก็ไหลทะลักขึ้นมาเลย อุแหวะ!!

                “แค่ก!

                ผมสำรอกออกมาจนร่างกายแอ่นโค้ง ก้อนสีม่วงปริศนาขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกร่วงผล็อยลงมาจากปาก ไม่แน่ใจว่านั่นมันก้อนขนหรือก้อนอะไร แต่พอมันออกมาจากร่าง ความทรมานทุกอย่าก็ทุเลาลงทันตา

                หรือว่านี่จะเป็นพิษ? ถ้าเทียบกับร่างกายมนุษย์ให้เข้าใจง่ายหน่อยอาจจะเป็นเหมือนกลไกดักจับเชื้อโรคอะไรทำนองนั้น ร่างของเจ้าอสูรมารดำอาจจะดักจับสิ่งแปลกปลอมแล้วกำจัดออกในรูปแบบก้อนกลมๆ นี่ก็ได้ ผมสรุปกับตนเอง เมื่อร่างกายปลอดโปร่งขึ้นสมองก็เริ่มแล่น จับต้นชนปลายสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว

                รูม่านตาเรียวแหลมราวกับสันดาบขยายใหญ่กว้าง รอบกายมืดสนิทไร้แสงสว่าง แม้แต่หน้าต่างสักบานก็ไม่มี สถานที่ที่อยู่ตอนนี้จะว่าเหมือนกรงขังก็ไม่ผิดนัก รอบร่างขนฟูถูกโซ่แปลกๆ พันธนาการไว้อย่างแน่นหนา โดยมียันต์ตัวอักษรประหลาดเขียนกำกับแปะทับไว้อีกชั้น ยิ่งคิดทำลายโซ่ยิ่งรัดรุนแรงมากขึ้น ผมหยุดอยู่นิ่งๆ เมื่อลองคิดทำลายแล้วไม่ได้ผล พลางบังเกิดเสียงขู่ประหลาดดังขึ้นรอบๆ ตัว

                ผมใช้รูม่านตาที่ขยายเต็มที่เพ่งมองไปยังความมืดในส่วนต่างๆ ภาพที่ปรากฏทำผมช็อกจนต้องกลั้นหายใจไว้...นี่มันอะไรกัน เจ้าพวกนี้...สัตว์อสูรทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ

                ไอ้หยา ท่าทางตัวผมจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายเข้าอีกแล้ว สัตว์อสูรมากมายหลายประเภทถูกจับมัดเช่นเดียวกับผม บางตัวเหมือนถูกถลกหนังไปจนเหลือแต่ผิวเนื้ออ่อนสีแดงนอนพังพาบอยู่กับพื้น ดวงตาไร้แววน่าเวทนา บางตัวไม่มีขนแต่มีเกล็ดเหมือนมังกร แต่ที่ทึ่งคือมีอสูรบางตัวที่รูปลักษณ์ผสมปนเปกับมนุษย์ พวกมนุษย์ครึ่งม้า มนุษย์ครึ่งนก อะไรเทือกนี้ก็ถูกจับมาขังรวมประปราย สัตว์อสูรมากมายหลายประเภทถูกจับมาแบบนี้...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย

                ผมมองภาพรอบข้างชะงักงัน จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีก้อนขนนุ่มนิ่มมุดขนอยู่...

                “นะ...นี่มัน...”

                ก้อนขนสีขาวปุกปุยขนาดเล็กเท่าลูกหมากำลังซุกอยู่ตรงข้างขา เจ้าก้อนสำลีท่าจะรู้สึกตัวว่าผมมองมันอยู่เลยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมกับส่งเสียงเล็กแหลมว่า...

                “หม่าม้า...”

                บันเทิงระดับสิบจุดแปด...

                สาเหตุที่ไม่ปัดเป็นสิบเอ็ดเพราะ หนึ่ง ผมยังตั้งสติไม่ทัน และสอง....เห็นกลางขามั้ยว่านี่อะไร ตัวผู้โว้ย ตัวผู้!! ปั๊ดฟาดปากแตก

                เจ้าก้อนสำลีถูกมัดเช่นเดียวกับผม แต่ตัวของมันเล็กมาก มัดเพียงนิดเดียวก็ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้แล้ว เจ้าตัวเล็กอาศัยถดตัวกระดึ๊บๆ เหมือนตัวหนอน ค่อยๆ กระเถิบร่างเข้ามาซุกหาความอบอุ่นจากร่างอสูรมารดำ ร่างจิ๋วสั่นเทา ไม่รู้เพราะหนาวหรือกำลังหวาดกลัว ผมมองเพ่งพินิจเจ้าตัวน้อยอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจกับการค้นพบครั้งใหม่ เพราะเจ้าตัวจิ๋วที่ซุกผมอยู่นั้นคืออสูรสายพันธุ์เดียวกับผม...อสูรมารดำ

                เป็นอสูรมารดำแต่กลับมีขนสีขาวปลอดทั้งตัว ดวงตาสีแดงอมชมพูดุจเม็ดทับทิบอ่อนกลมโตประกายวิบวับ จมูกสีชมพูรูปทรงค้ลายหัวใจดวงเล็กๆ มีสีน้ำตาลแต้มอยู่ตรงปลายเป็นวงกลม เวลามันก้มหน้างุดๆ มองจากมุมผมนี่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากก้อนขนกลมๆ สีขาวก้อนหนึ่ง คงเป็นอสูรมารดำเผือกล่ะมั้ง ในโลกเก่าก็มีพวกสัตว์เผือกที่ผลิตเม็ดสีบกพร่องเยอะอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าสภาวะผิวเผือกจะเกิดขึ้นได้ในโลกนี้ แถมยังกับอสูรอีก

                ตัวของมันเล็กกระจิ๊ดเดียวเมื่อเทียบกับขนาดตัวอันมโหฬารของอสูรมารดำ ตัวเล็กแค่นี้...หรือเจ้านี่จะยังเด็กอยู่ เด็กแบบเด็กมาก ท่าทีที่ไม่มีแววดุร้ายอะไรเลยทำให้นึกถึงแต่ลูกหมายังไม่หย่านม หางปุกปุยสั่นดิ๊กๆ มุดหน้าเข้ามาหาผมเหมือนหาที่พักพิง

                ผมไม่เข้าใจระบบครอบครัวของอสูรมารดำเสียด้วยสิ...จากความทรงจำของมัน ตั้งแต่จำความได้มันก็อยู่ตัวเดียวมาตลอด ไม่ปรากฏว่ามีพ่อหรือแม่ แล้วไหงไอ้อสูรมารเผือกตัวนี้ถึงเรียกผมว่าหมาม้าได้กัน

                “หงิง...”

                ก้อนสำลีน้อยส่งเสียงครางหงิงราวลูกหมาไปแล้ว ผมได้แต่มองมันโดยไม่สามารถยกมือขึ้นลูบปลอบขวัญอะไรได้ ตัวผมตอนนี้ก็ถูกมันอยู่เช่นกัน จึงได้แต่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอุปมาว่าผมเป็นแม่ของมันต่อไป

                สถานการณ์ตรงหน้าช่างชวนให้สับสน ผมถูกลักพาตัวมาทั้งยังถูกมัด และถูกยันต์แปลกๆ ผนึกพละกำลังเอาไว้ เมื่อลองสูดดมกลิ่นในมวลอากาศ ผมยังสามารถสัมผัสกลิ่นคลื่นเหียนเจือจางเหมือนกลิ่นจากตะเกียงแก้วนั่นได้อยู่ ดูเหมือนคนที่จับพวกสัตว์อสูรมาจะจงใจใช้กลิ่นน่าอ้วกนี่ตัดกำลังของพวกมัน แต่ถ้าใช้มากเกินไปคงเป็นอันตราย จึงยังรักษาปริมาณไม่ให้เยอะเกินไป พอให้แค่มีสติแต่มึนๆ ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนั่งนิ่งๆ เท่านั้น เจ้าก้อนสำลีน้อยซุกดงขนสีดำนุ่มหลับไปแล้ว ท่าทางดั่งลูกสัตว์แรกคลอดอ่อนแอต่างจากชื่ออสูรมารดำผู้แข็งแกร่งโดยสิ้นเชิง ตอนที่อสูรหมาปอมยังเด็กมันขี้อ้อนอย่างนี้หรือไม่หนอ...อดีตของมันเป็นยังไงกันแน่นะ จะขมขื่น เหงาหงอย หรือโดดเดี่ยวมากเพียงไหน ผมอยากล้วงลึกเข้าไปในความทรงจำของมันชะมัด แม้สุดท้ายแล้วจะพบเพียงแค่เรื่องของกิน และภาพป่าเขาซีดจางเหมือนหนังม้วนเก่าเท่านั้น

                เข้าร่างมันมาแรกๆ ผมยังนั่งยันนอนยันอยู่เลยว่าไม่อยากรู้เรื่องอะไรของมันมากถ้ามันไม่อยากให้รู้ โดยเฉพาะความทรงจำที่เหมือนมันจะปิดผนึกเอาไว้ลึกที่สุดในหัวใจ แต่ตอนนี้ดูท่าผมคงต้องกลืนน้ำลายตัวเองลงคอเสียแล้ว ถ้าผมรู้ความคิดและเรื่องราวที่ผ่านมาของมันสักหน่อย อะไรๆ คงง่ายกว่านี้ เช่นว่าสิ่งใดที่มันแพ้บ้าง หรือเคล็ดลับอะไรที่ทำให้มันชนะศัตรู...

                หรือบางทีผมอาจจะแค่อยากรู้ว่าระหว่างความทรงจำเก่าโง่ๆ ของผม กับความทรงจำเหงาๆ ของเจ้าอสูร อะไรจะน่าเวทนามากกว่ากัน

                “คนของเราจับอสูรมารดำได้ถึงสองตัว?”

                ผมลืมตาพรึบ ในหูได้ยินบทสนทนาเนื้อหาอันตรายไม่ไกล

                “อีกตัวเป็นอสูรมารดำต้องสาป ร่างขาวปลอดไปทั้งตัว ผิดลักษณะอสูรตั้งแต่หัวจรดหาง ถูกแม่ทิ้งเอาไว้กลางเขา เสียดายที่แม่ของมันตายไปก่อนจะขนกลับมาที่นี่...”

                “ตายหรือ! รู้หรือไม่ว่าถ้าท่านผู้นั้นทราบว่าเผลอทำให้อสูรมารดำตาย...”

                “ชู่ว! ตอนนี้มีของดียิ่งกว่าแม่ของเจ้าอสูรผิดแผกนั่นอีก...”

                “อย่างไร”

                “ข่าวนั้นอย่างไรเล่า...อสูรมารดำในพรรคอสูรตัวนั้น”

                “จับ...จับมารึ!

                “ใช่แล้ว! ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะจับมาได้ง่ายปานนี้ มันไม่ได้อยู่กับท่านชายน้อยประจำพรรคเสียด้วย หวานหมูเสียยิ่งกว่าอะไรดี”

                “ข้าได้ยินข่าวลอยมาว่ามันเป็นอสูรที่แปลก...”

                เสียงสนทนาหยุดลง พร้อมกับแสงสว่างจากภายนอก ผมหรี่ตาเบนหน้าหลบ ประตูไม้ขั้นสีดำถูกชายที่คุยกันตั้งแต่เมื่อครู่กระชากเปิดออก แสงสว่างจ้าสีขาวส่องสาดเข้ามาทำลายความมืดในกรงขังทันที เสียงหวีดร้องแหลมสูงของเหล่าสัตว์อสูรดังระงมก้องเป็นทอดๆ

                โซ่พันธนาการตัวของผมถูกชายชุดเหลืองดึงกระชากให้ลุกขึ้นพร้อมกับเจ้าก้อนสำลีน้อย มันร้องงี๊ดๆ ปานลูกหมาจะโดนเชือด ในขณะที่ผมแค่เปล่งเสียงสักคำยังต้องเค้นแล้วเค้นอีก นับว่าเป็นลูกอสูรที่ร่างกายแข็งแรงไม่ใช่เล่น แต่เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างมันก่อนเถอะ ผมต้องรู้ให้ได้ว่านี่มันที่ไหน แล้วใครกันที่เป็นคนบงการเรื่องนี้

                “มันจะไม่ทำอะไรใช่ไหม...แววตามันอันตรายยิ่ง”

                “ไม่หรอก กลิ่นสาปศพของงูเจ็ดพิษยังใช้การได้ ตอนนี้แค่มันขยับร่างอย่างเดียวก็เต็มกลืนแล้ว”

                งูเจ็ดพิษ...คำนี้แม้แต่ในสมองของอสูรมารดำก็ยังไม่ปรากฏว่าเคยได้ยิน แล้วเจ้าพวกนี้ไปเอางูเจ็ดพิษมาจากไหน แล้วรู้ได้ยังไงว่าอสูรมารดำแพ้กลิ่นศพของมัน ยิ่งฟังก็ยิ่งมีแต่เรื่องใหญ่ระดับคอขาดบาทตาย หรือคนพวกนี้จะเป็นพรรคอริศัตรู ผมคิดว่าข้อนี้มีความเป็นไปได้สูง จากท่าทีและชุดเครื่องแบบที่ไม่ธรรมดา คงเป็นหนึ่งในพรรคใหญ่ของยุทธภพที่มีเรื่องวิวาทะกับพรรคอสูรเป็นแน่ ให้ตายเถอะเจ้าพรรคบ้า ทำไมมีเรื่องกับคนเขาไปทั่วเลยหะ อยากจะร้อง...

                เห็นทีกลับไปผมต้องงัดอำนาจในมือที่มีอยู่เปลี่ยนให้พรรคอสูรกลายเป็นพรรคอนุบาลเด็กดีเสียแล้ว ขืนยังปล่อยให้มีเรื่องกับพรรคนู้นพรรคนี้ สร้างศัตรูไปเรื่อยๆ เห็นทีแววคนซวยคงไม่พ้นเจ้าอสูรหมาปอม กี่ครั้งแล้วเนี่ยที่ผมต้องมาเสี่ยงตายในร่างมัน สอง...สองครั้งแล้วนะ! ครั้งแรกเพราะไฟเผาบ้าน ครั้งที่สองเพราะเจ้าพวกชุดเหลือง จะปล่อยให้มีครั้งที่สามอีกไม่ได้ แข็งแกร่งดุจหินผาแค่ไหนแต่ชีวิตมีครั้งเดียว เสียไปอีกคงไม่โชคดีไปสิงร่างไหนอีกแล้ว

                เริ่มแรกคงต้องเปลี่ยนระบบความคิดใหม่หมด แล้วก็ค่อยไล่ไปขอสมานฉันท์กับพรรคอื่นๆ ท่านชายน้อยไม่สนใจตำแหน่งผู้นำ งั้นอำนาจก็อยู่ในมือผมแล้วสินะ...ดี โลกจะสวยด้วยอสูรหมาปอม พร้อมกับแผนการล้างสมองคนในยุทธภพ...

                “ขังมันไว้ในนี้ก่อน!

                ถ้ามีชีวิตรอดกลับไปทำล่ะก็นะ!!

                ผมถูกดึงกระชากผลักเข้าไปในกรงขังพร้อมกับเจ้าสำลีน้อย มันรีบกระดึ๊บตัวเข้ามาซุกขาผม ร่างเล็กจิ๋วสั่นอย่างรุนแรง รอบกรงถูกแปะยันต์ประหนึ่งกันผีเอาไว้เต็มไปหมด ผมเขม่นดวงตาสีอำพันอ่อนใส่เจ้าพวกที่ลากผมมาขัง ก่อนจะแยกเขี้ยวขู่เต็มที่

                พวกเขาถอยหลังกันทันที ผมพุ่งตัวกระโจนไปกัดซี่กรงทันที แต่ไม่ว่าจะลงแรงกัดเท่าไหร่กรงก็ไม่มีวี่แววจะหักเลยสักนิด ขยับสักหน่อยก็ไม่...ผมเริ่มตระหนักถึงอันตรายมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้ายังพอกระหย่อมใจว่าอสูรมารดำมีพลังทำลายล้างแข็งแกร่ง ไม่น่าจะคณามือเท่าไหร่ แต่ผมลืมไปว่าพวกมันมีอาวุธลับที่ตัดกำลังได้อย่างกลิ่นศพงูเจ็ดพิษอะไรสักอย่างนั่น เรี่ยวแรงที่ถูกกลิ่นบั่นทอดออกไปทำให้อสูรโหดร้ายเป็นแค่อสูรกระจอกไร้เรี่ยวแรงเช่นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ยิ่งคิดยิ่งแค้น ผมตวาดใส่หน้าพวกมันอย่างเกรี้ยวกราด

                “พวกแกเป็นใคร!!

                “เหวอ!

                จากปฏิกิริยาที่โต้ตอบกลับมาทำให้ผมรู้ว่าพวกตรงหน้าไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกับสัตว์อสูรดุร้าย หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกที่ลอบโจมตีตรงรถม้า ถ้าจะข่มขู่ให้กลัวก็คงมีแค่ตอนนี้ โอกาสมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย คิดได้ดังนั้นผมก็ปลุกเรี่ยวแรงที่หลงเหลือทั้งหมดในกายออกมาทำลายโซ่ที่รัดรอบตัวอยู่

                “มะ...มันทำลายโซ่”

แขนทั้งสองข้างกลับเป็นอิสระอีกครั้ง ผมคว้าลูกกรงด้วยฝ่ามือประดับเล็บแหลม เพิ่มแรงเขย่าซี่กรงอย่างบ้าคลั่ง ทำหน้าประหนึ่งหิวเลือด ถ้าออกไปได้พวกเอ็งตายแน่!

                “นี่ที่ไหน ตอบ!” อาศัยลูกบ้าในตัวจนเลือดเดือดพล่าน เรี่ยวแรงในกายค่อยๆ เพิ่มกลับมาทีละนิดหน่อย ไม่รู้ว่าเพราะอยู่ไกลจากห้องขังรวมด้วยหรือเปล่า กลิ่นคลื่นเหียนที่ลอยถึงเริ่มเบาบางลง สวนทางกับพละกำลังที่อาศัยแรงฮึดกลับคืนมา

                “ทะ ทะ ทำไงดี มันคลั่งแล้ว”

                “ใจเย็นไว้น่า มันออกมาไม่ได้หรอก”

                “แต่...”

                ขนด้านหลังพองฟูขยายลำตัวที่ใหญ่อยู่แล้วให้ยักษ์ขึ้นไปอีก ผมออกแรงกำซี่ลูกกรง พยายามอย่างมากที่จะง้างมันให้ออกห่างจากกัน

                แข็งเป็นบ้า! ทั้งที่ปกติแค่ดีดนิ้วเฉยๆ ต้นไม้ก็แทบล้มลงมาแล้ว เห็นทีกลิ่นศพงูเจ็ดพิษจะเป็นกลิ่นต้องห้ามสำหรับอสูรมารดำยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ ผมต้องรู้ให้ได้ว่านี่มันกลิ่นอะไรกันแน่

                ปริ....

                เสียงคล้ายบางอย่างปริแตกทำให้คนชุดเหลืองทั้งสองคนหน้าซีดราวไก่ต้ม พากันผงะถอยหลังกันคนละก้าวสองก้าว

                “มะ...หมดเวลาแล้วรึ”

                “ไม่จริงน่า...เหลืออีกตั้งหลายชั่วยาม...”

                เส้นเลือดดำข้างแขนใต้ขนดกหนาปูดโปน ผมเขม่นหน้ากลั้นหายใจง้างซี่ลูกกรงจนกล้ามเนื้อยึดไปหมดทั่วร่าง เจ้าก้อนสำลีน้อยส่งเสียงงี้ดๆ เชียร์อยู่ไม่ห่าง ทันใดนั้นแรงดันมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากส่วนในของร่างกาย ลูกกรงที่กำไว้ทั้งสองมือถูกง้างออกจากกันบิดเบี้ยวไปคนละทิศ ขยายช่องว่างจนกว้างมากพอจะให้อสูรขนฟูฟ่องลอดตัวออกไป

                “มันออกมาได้!

                “คำนวณเวลาผิดพลาดรึ”

                ผมกลั้นลมหายใจหอบ เงยหน้าขึ้นกู่ร้องคำรามสุดเสียงจนพสุธาสะเทือนกร้าว

                ขนอ่อนทั้งตัวพลันลุกซู่ เพียงแค่ได้ยินเสียงกู่ร้องวิญญาณก็เหมือนจะหลุดลอยออกไป สองคนเสื้อเหลืองหน้าเปลี่ยนสีพอๆ กับสีเสื้อ กอดร่างเข้าหากันขาสั่นเทา

                เงาดำคลืบคลานเข้าหา ทาบร่างมนุษย์แสนอ่อนแอจนมิดทั่ว ดวงตาสีเหลืองอ่อนแสงสะท้อนซีดจนเรือนรอนราวกับส่องแสงได้ กล้ามเนื้อกระดูกส่งเสียงกร็อบไปกร็อบมา ผมเพียงแค่ทำท่าข่มขวัญ ไม่คิดฆ่าให้ตายในเวลานี้

                ศีรษะบางถูกอุ้งมือใหญ่ดึงกระชากขึ้นจนร่างลอย ดึงทึ้งตัวเข้าหาให้ระยะประชิดไม่ห่างจากใบหน้า จับจ้องไปยังร่างของเหยื่อเสมือนจะปลิดลมหายใจผ่านทางสายตา

                ชายในชุดเหลืองเหลือกดวงตาโตกว้าง น้ำลายตีฟองฟอดเพราะความหวาดกลัวในความตายไหลซึมเอ่อย้อยลงจากมุมปากล่าง ผมแค่นยิ้มชวนสยอง เอ่ยเสียงแหบแห้งที่ทำให้คนฟังขวัญฝ่อ

                “ข้าจะปลิดชีพแกด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุด....ตอบมาเสีย ที่นี่ที่ไหน”

                เมื่ออีกฝ่ายยังช็อกไม่ตอบ แรงบีบกะโหลกก็เพิ่มตามไปกับความเงียบ เหยื่อในอุ้งมืออสูรดิ้นขลุกขลัก หวีดร้องเสียงแหลมเสียดแก้วหู

                “เขาแค่ชาวบ้านธรรมดา...ได้โปรด....”

                อีกคนหนึ่งที่ได้สติกลับมาก่อนยื้อยุดฉุดร่างคนที่ถูกอุ้งมือบีบรอบศีรษะ แต่ท่าทางจะเป็นคนโง่มากพอตัว ถึงได้ดึงยื้อจากด้านล่าง ยิ่งทำเช่นนั้นยิ่งเร่งเวลาตายให้คนที่ถูกบีบมากขึ้น ผมเบนสายตากลับไปจ้องเขา พลางออกแรงเหวี่ยงชายชุดเหลืองในมือไปที่พื้นจนเขากระอักเลือด

                “ข้าถามพวกแกว่าที่นี่ที่ไหน!

                “นะ...ในหุบเขาเยว่...”

                “หุบเขาเยว่...เยว่สือ?” ผมทวน

                “...ถูกต้องตามนั้น”

                ชื่อหุบเขานั่นติดอยู่ตรงปลายลิ้น ผมเพียงแค่พูดออกมาตามเขาเท่านั้น หุบเขาที่มองเห็นดวงจันทร์ได้ใหญ่โตราวกับได้มองซูเปอร์มูนได้ทุกค่ำคืน พลันความทรงจำบางอย่างก็แล่นหวือเข้ามา

                หุบเขาเยว่สือ...หุบเขาเยว่สือ เสียงเล็กท่องชื่อหุบเขานี้เป็นทำนองเพลงเอื่อยๆ

                ในมือถือกิ่งไม้ เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล เจ้าอสูรเดินตามหลังเด็กคนนั้น ท่าทางของมันมีความสุขมาก แม้สุดท้ายเพียงแค่ถูกเรียกใช้มาถือของ

               

            “หุบเขาที่อยู่ใกล้กับดวงจันทร์ จนได้ชื่อว่าหินในภูเขาเป็นหินที่หล่นมาจากดวงจันทร์”

 

            เสียงเล็กเจื้อยแจ้วอธิบายปร๋อ พลางกางแผนที่ในมือออกวางกับพื้นหญ้า

                อสูรมารดำขานรับตอบถ้อยคำนั้น ตั้งมั่นในใจเงียบๆ ว่าสักวันหนึ่งจะเดินทางไปพร้อมกับเด็กน้อย

                เหลียงหลวนเซียน...

 

            “เจ้าไม่เปลี่ยนไปเลย”

                น้ำเสียงห้วนแหบเอ่ยแทรกดึงสติของผมให้คืนกลับมา พร้อมกันนั้นปลายมีดสั้นนับสิบเล่นก็แล่นผ่านเสี้ยวขนอย่างฉิวเฉียด ผมกระโดดร่างหนีตั้งหลักและตั้งท่ารับขับสู้กับผู้มาเยือนคนใหม่ที่นำขบวนคนชุดเหลืองมาอีกนับสิบคน แต่คราวนี้มีเพียงชายผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเท่านั้นที่สวมหน้ากากรูปทรงคล้ายครึ่งหน้าจิ้งจอก ส่วนพวกที่เหลือแปะยันต์ประหนึ่งผีดิบตามเคย

                ผมจับจ้องร่างชายชุดเหลืองที่อยู่ด้านหน้าสุด หน้ากากจิ้งจอกปิดบังครึ่งใบหน้า เผยริมฝีปากที่กำลังเหยียดยิ้มอยู่ชัดเจน น้ำเสียงชายปริศนาคนนี้คุ้นหูนักแต่ผมกลับนึกไม่ออกว่าเสียงนี้คือเสียงของใคร...

                “แกเองสินะตัวบงการ” ผมเปรยถาม

                “...งั้นรึ ข่าวลือจริงหรือนี่”

                “ข่าวอะไรของแก”

                อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่สะบัดมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องด้านหลังบุกเข้าโจมตีผมทันที

                เล่นอย่างนี้ก็สวยสิ ผมแค่นหัวเราะในใจ แล้วจัดการจับทุ่มพวกที่กรูเข้ามาจู่โจมด้วยความเร็วชนิดมองด้วยตาเปล่าไม่ทัน แต่ละคนถูกไฟสีฟ้าเกรี้ยวกราดเผาไหม้จนร่างเกรียม กระเด็นกระดอนหลุดโผไปไกลกว่าร้อยหลา

                ภาพรอบกายคล้ายถูกย้อมด้วยโลหิตเต็มทั้งสองม่านตา อาการที่เส้นประสาททั้งร่างสั่นสะท้านจนแทบยั้งไม่อยู่เป็นอย่างไร มาตอนนี้ผมก็เพิ่งจะรู้สำนึกได้ ควันสีขาวลอยลิ่วผ่านร่องเขี้ยวเจือหายขึ้นไปกับอากาศ เล็บคมทั้งมือและเท้าจิกลึกลงพื้น ขนทั่วตัวตั้งชันไปตั้งแต่แผงคอ ปัดป่ายฆ่าฟันชีวิตจนร่วงโรยภายในพริบตา

                ภาพมนุษย์ที่ล้มตายราวกลีบดอกไม้เหี่ยวเฉาสะท้อนเข้าใจอย่างจัง ทว่าผมกลับฉุดร่างตัวเองไม่ได้ หนทางเดียวที่จะทำให้ผมยังมีสติรับรู้คือทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

                “อสูรมารดำแสนแข็งแกร่ง อสูรมารดำในตำนาน”

                ชายหน้ากากจิ้งจอกเอ่ยราวกับต้องมนต์

                หนึ่งในสมุนด้านหลังไม่ร่วมวงเข้าต่อสู้ ในมือถือตะเกียงแก้วที่เป็นจุดกำเนิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

                “แก!

                กำลังจะตะโกนด่าว่าเล่นขี้โกง เจ้าก้อนสำลีที่ไม่รู้หลุดจากบ่วงโซ่เมื่อไหร่กลับวิ่งปราดไปกัดกระชากข้อมือคนที่ถือตะเกียงคนนั้นเข้าแล้ว ผมอึ้งจนต้องเผลอหันเหความสนใจจากสงครามล้างเลือดตรงหน้า จ้องมองเจ้าอสูรตัวเล็กกัดข้อมือจนแทบทะลุ เขี้ยวซี่คมเจาะหลอดเลือดใหญ่แตกกระเซ็นซ่าน เปรอะเปื้อนขนสีขาวพิสุทธิ์เป็นวงกว้าง เจ้าตัวเล็กกัดแน่นไม่ปล่อย นัยน์ตาแดงขุ่นคลั่กประกายราวเลือดกน ย้ำความจริงที่ถึงเป็นแค่ลูกอสูรก็ยังดุร้ายได้ดีนัก มันถูกพวกหมาหมู่ที่เหลือรุมเอาอาวุธทำร้ายโจมตี กระนั้นปากก็ยังไม่ยอมปล่อยจากข้อมือคู่ต่อสู้  

ตะเกียงแก้วหล่นร่วงลงจากมือชายลูกสมุน ตกแตกกระจายเพล้ง!

กลิ่นชวนคลื่นเหียนที่ควรจะฟุ้งลอยเมื่อปะทะกับอากาศด้านนอกกลับระเหยหายไปทันที ผมคลั่งได้ที่สูดลมหายใจโล่งปอดมากขึ้น วิ่งฝ่าเหล่าผีดิบเสื้อเหลืองเข้าไปหาชายในหน้ากากจิ้งจอก

ทั้งที่ผมปราดเข้าไปหมายจะปลิดชีวิตของเขา แต่เขากลับยืนนิ่งทำหน้าเปื้อนยิ้มไม่ขยับ กอดอกมองผมที่กระโจนเข้ามาโจมตีท่าทางบ้าคลั่งราวกับกำลังมองของเล่นชิ้นหนึ่ง

“อสูรมารดำ...”

น้ำเสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้นยามผมประชิดใกล้ร่าง เงื้อกงเล็บหมายจะฟันคอให้ขาดในฉับเดียว

“หยุดนะ!

ผมสะดุดกึกในจังหวะนั้น รวมถึงสติที่แตกกระเจิงก็กลับมารวมใหม่อีกครั้ง ทันใดนั้นหน้ากากจิ้งจอกของชายตรงหน้าก็ถูกอะไรบางอย่างคล้ายสะเก็ดหินดีดชนออก เผยใบหน้าที่ซ่อนเอาไว้ปรากฏเต็มสองตา

ดวงตาสีเทา...

สมองตื้อมึน ผมจับจ้องใบหน้านั้นอย่างลืมตัว “เหลียง...”

“เหลียงเหวินหลาง!

กำแพงโถงถูกเจาะทำลาย เหลียงหลวนเซียนยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับคณะคนอาภรณ์สีดำในเครื่องแบบพรรคอสูร ดวงตาหงส์สีเทาเช่นเดียวกับชายหน้ากากจิ้งจอกบูดเบี้ยวยากจะบรรยาย ถ้าผมจำไม่ผิด...ครั้งหนึ่งเหลียงจิวซิน ประมุขพรรคเคยบอกเรื่องที่เหลียงหลวนเซียนมีพี่ชายเอาไว้...แต่แล้ววันหนึ่งกลับหายจากพรรคไป นามนั้นคือ เหลียงเหวินหลาง

เหตุที่คนทั้งพรรคเรียกขานเหลียงหลวนเซียนว่าท่านชายน้อย นั่นเพราะยังมี ท่านชายใหญ่ อยู่นั่นเอง

หลายครั้งที่เหลียงหลวนเซียนมักตัดพ้อว่าหากพี่ชายยังอยู่ อะไรๆ คงดีกว่านี้...นั่นคือคนผู้นี้หรอกหรือ

คนที่...ลักพาตัวสัตว์อสูรมากักขังรวมกัน

ผมจ้องมองไปที่เหลียงหลวนเซียนอีกครั้ง แล้วก็ต้องเห็นว่าในตอนนี้สภาพของเขาสะบักสะบอมไม่ต่างจากผมเท่าใดนัก แผลเล็กแผลสดกระจายทั่วทั้งตัวและใบหน้า ท่าทางเขาคงตรากตรำไม่น้อยกว่าจะบุกมาถึงตรงนี้

“เจ้าอัปลักษณ์...” เหลียงหลวนเซียนเอ่ยเรียกผมเสียงแผ่ว สีหน้าดูโล่งใจเมื่อเห็นผมยังปลอดภัยและมีชีวิตอยู่

เขา...เขามาช่วยผมเหรอ

 “ตามมาได้ถึงขนาดนี้ เจ้ากับอสูรมารดำเข้าพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกันแล้วสินะ” เหลียงเหวินหลางกล่าว

“ท่านพี่” ใบหน้าเหลียงหลวนเซียนจืดเจื่อน เขาทำท่าราวกับอยากอธิบายอะไรสักอย่างกับเหลียงเหวินหลาง แต่สุดท้ายก็หุบเงียบไป “ท่านหายตัวจากพรรคไป เพื่อมาทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้รึ!

เหลียงเหวินหลางหัวเราะครืด จนผมชักหงุดหงิดขึ้นมาว่ามันมีอะไรน่าขำหรือไง ก่อนจะทำท่าเตรียมขยุ้มคอเต็มที่ แต่เหลียงเหลวนเซียนกลับตะโกนขัดรวดเร็ว

“อย่าทำร้ายเขา!

ผมจะไม่ทำตามก็ได้ แต่ร่างกายดันหยุดชะงักตามคำสั่งท่านชายน้อยซะนี่...ผมตกใจกับสภาพร่างแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ของตนเอง คนที่บงการเรื่องวุ่นวายอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถจัดการได้ทำเอาอยากกราดด่าเหลียงหลวนเซียนสักสิบๆ ชุด

รู้ไหมว่าข้าต้องเจออะไรบ้าง ไอ้ท่านชายน้อยปากปีจอ!

“เอาอย่างไรดีขอรับ...ท่านชายน้อย” คนติดตามจากพรรคอสูรโน้มร่างกระซิบถามเหลียงหลวนเซียน นัยน์ตาสีเทาหม่นแสงเศร้าเหลือบกลับมองพี่ชายร่วมสายเลือดที่ยืนทำหน้าระรื่นน่าหงุดหงิด

สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องยังคงเกาะกุมจิตใจของท่านชายน้อยอย่างเหนียวแน่น ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยอมเอ่ยคำสั่งออกมา

“ปล่อยไป”

“ทะ ท่านชายน้อย...แต่ว่า!

“ยังใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ หลวนเซียน” เหลียงเหวินหลางพูดไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไป พลางหันหลังหัวเราะร่า เขาตวัดนิ้วหนึ่งที ศพคนตายอาภรณ์เหลืองที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ก็พากันลุกขึ้นยืน

ยืนทั้งๆ ที่ขาขาดบ้าง แขนขาดบ้าง หัวขาดบ้าง!

“อสูรในกรงพวกนั้นข้ายกให้เจ้าเลยก็แล้วกัน...ไว้พบกันใหม่”

จบคำร่างเหลียงเหวินหลางก็วูบหายไปทันที เหลือทิ้งไว้เพียงเศษซากแขนขาของลูกสมุนผีดิบเท่านั้น ผมมองเหม่อไปตามอากาศ ณ ที่ตรงนั้นเคยมีสมรภูมิฆ่าฟันกันไม่นาน มาตอนนี้กลับหายวับไปอย่างรวดเร็วเราวจะเป็นภาพลวงตา นี่เหลียงหลวนเซียนกล้าปล่อยให้ตัวอันตรายแบบนั้นหนีไปได้ง่ายๆ อย่างงี้เลยรึ! ถึงจะเป็นพี่น้องกันแต่ก็ต้องมีขอบเขตบ้างสิ

“ท่านชายน้อย”

“ไว้จะอธิบายให้ฟังทีหลัง...” เหลียงหลวนเซียนเดินกะเผลกๆ เข้ามาหา

“จริงด้วย เจ้าก้อนสำลี!” ผมหันซ้ายหันขวามองหาร่างปุกปุย ก็เห็นว่ามันกำลังนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ใต้ซากหิน ท่าทางร่อแร่ปางตายเต็มแก่ ผมอุ้มมันขึ้นมากระชับกับขนฟู “ท่านชายน้อย ทำอย่างไรดี มันจะตายแล้ว”

“อสูรมารดำขนสีขาว?...อัปมงคล”

“อัปมงคลกะผีสิ! รู้มั้ยว่ามันวิ่งพุ่งเข้าไปกัดคนถือตะเกียงแก้วจนมีสภาพแบบนี้ ถ้าไม่ได้เจ้าตัวเล็กนี่ล่ะก็ข้าคง...ใช่กลิ่นศพงูเจ็ดพิษ ท่านรู้จักหรือไม่”

“ถามทีละอย่างได้ไหมเจ้าบ้า...ข้าปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ศพงูเจ็ดพิษก็คือ....กลิ่น...”

“ท่านชายน้อย!

เหลียงหลวนเซียนเซล้มลงใส่ตัวผมเหมือนคนไร้กระดูก ผมใช้มือข้างที่เหลือรับร่างอ่อนเปลี้ยนั่นไว้ เขย่าไหล่เขาเบาๆ

“เฮ้ อย่ามาหมดสติเอาตอนนี้ได้ไหม...”

“ท่านชายน้อยรุดเดินทางมาที่นี่ไม่ได้พักเลยคงล้าเป็นธรรมดา...ซ้ำมาถึงยังต้องต่อสู้กับกลิ่นศพงูเจ็ดพิษ จะเพลียก็ไม่แปลกขอรับ...” คนในพรรคอสูรปรี่เข้ามาช่วยประคองร่างเหลียงหลวนเซียน

“รุดเดินทางมารึ เขารู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ที่นี่”

“คิดว่าคงเป็นเพราะพิธีเชื่อมจิตวิญญาณด้วย ที่ทำให้ท่านชายน้อยรับรู้ถึงอันตรายของอสูรมารดำ ส่วนที่ว่าทำไมรู้ว่าอยู่ตรงไหน ข้าน้อยก็อธิบายไม่ได้เช่นกัน”

เขาโค้งตัวตอบอย่างนอบน้อม ประคองร่างท่านชายน้อยจากไป ว่าไปแล้วตอนที่ผมคิดว่าแค่อยากจะหาตัวเหลียงหลวนเซียน ขามันก็เดินไปเลย แทบไม่ต้องไตร่ตรองด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ตรงไหน...หรือนี่ก็เป็นเพราะพิธีเชื่อจิตวิญญาณด้วยเหมือนกัน

เขาเกลียดอสูรมารดำ...เกลียดผม แต่ก็ยังมาช่วย

บ้าชิบ ใต้ตาร้อนขึ้นมาซะดื้อๆ...

ร่างสีขาวปุกปุยในวงแขนขยับยุกยิก ผมรีบวิ่งตามขบวนคนชุดดำขึ้นไป

“เอาเจ้านี่กลับไปด้วยได้ไหม”

“แต่มันเป็นอสูรมารดำขนสีขาว...”

“ช่างเถอะน่า! ท่านชายน้อยก็ยังไม่ฟื้น งั้นข้าใหญ่ที่สุดสิ”

“แต่ถ้าท่านชายน้อยฟื้นแล้วบอกว่าไม่ได้ต้องทิ้งไว้ที่นี่นะขอรับ”

“อะ...ตกลง อย่างนั้นก็ได้” ผมพยักหน้าตอบ “ใช่ ระหว่างทางพวกเจ้าเจอจิ้นฝูหรือไม่”

“ศิษย์ท่านหมอหลิ่วรึขอรับ...ไม่พบตัว แต่เราพบสิ่งนี้...”

รองเท้าข้างหนึ่งถูกยื่นมาให้ผม นี่มันอย่าบอกนะว่า... “ของจิ้นฝู”

“คิดว่าใช่ขอรับ มันตกอยู่แถวโคนต้นไม้ในป่าที่เราใช้เป็นทางผ่านไปวังหลวง...แต่เราไม่พบตัวเขา”

ใจผมหล่นวูบตกไปตาตุ่ม อย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้เชียวนะ! ถ้าจิ้นฝูหายไป...หรือเป็นอะไรไปใครจะมารับผิดชอบ เขามีแค่คนเดียว ผมกระชากคอเสื้อหนึ่งในคนที่เดินนำหน้าอย่างลืมตัว

“เราต้องตามหาเขาเดี๋ยวนี้!

“แต่...งะ งาน...”

“ช่างหัวงานมันสิ!” ผมตะโกนแว้ด “ข้าเพิ่งโดนพี่ชายเจ้านี่ลักพาตัว ยังมาสบายใจไปงานเลี้ยงอะไรนั่นอีกเหรอ ยังไงก็ต้องตามหาตัวให้เจอก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องออกจากป่านี่!

“ท่านอสูร...”

เสียงกรีดร้องดังระงมกึกก้อง


______________________________________________________________________________


แฮ่ คราวนี้มาเร็ว ต้อนรับปีใหม่ครับ!


ตอนนี้ยังไม่มีฉากกิ้วก้าวใจเบย หลวงพี่ค่าตัวแพงอีกแล้ว ออกมาเมื่อตอนก่อน ตอนนี้กลับไม่โผล่มาซะงั้น=___= คนหล่อก็เงี้ย เล่นตัว 5555555555


ตอนนี้นอกจากเปิดตัวตัวโกง(?) ก็มีเจาะลึกอาเฟยนิดหน่อย สภาพก่อนจะมาเข้าร่างอสูรมารดำ รู้สึกรู้จักตัวละครตัวนี้เพิ่มขึ้นมานิดนึง 

มีใครยังจำได้มั้ยว่าหลวนเซียนมีพี่ชายนะะะะ เคยบอกแล้วว จำกันได้ใช่ไหมครับ ;-; //อย่าหลบตาผมสิ...

ตอนนี้ใช้ชื่อตอนว่าซ่อนหัวใจ เพราะแต่ละตัวละครในตอนนี้โดยเฉพาะอาเฟยกะท่านชายน้อยรวมถึงจิตใจลึกๆของอสูรหมาปอมต่างมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ อาเฟยมีความหลังขุ่นๆ ท่านชายมีเรื่องบางอย่างกะพี่ชาย ส่วนอสูรซ่อนเรื่องราวที่มีต่อท่านชายน้อยเอาไว้

เจอคำผิดอะไรตรงไหนบอกผมได้นะ ขอบคุณมากเลยนะครับผม

อาจจะหายไปนานๆ บอกไม่ได้ว่าจะโผล่มาอีกเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นต้องขออภัยทุกๆท่านล่วงหน้าก่อนเลย....


ขอบคุณนักอ่านทุกท่านเช่นเคยครับ รักทุกคนนะ

บุย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 333 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #1955 FernNAlls (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 15:04
    ชีวิตอาเฟยเหมือนเก็ทเขื่อมโยงที่ยังไม่สมบูรณ์เลยอ่ะ แง้
    #1,955
    0
  2. #1909 thifu:') (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 21:56
    หรือคนที่เจ้าอสูรอยู่ด้วยของพี่ชาย ไม่ใช่น้องชาย
    #1,909
    0
  3. #1775 Overwhelm (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 12:02
    ชีวิตอาเฟยในโลกจริงน่าสงสารมาก แงงงง -หยางหมิง!!!
    #1,775
    0
  4. #1440 ni_ky (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 19:37
    เอ้ะ เดี่ยวนะ ทำไมจากเรือไม้ของท่านชายน้อย กลายเป็นเรือยอร์ดล่ะ55555
    #1,440
    0
  5. #1266 Wan_asl3 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 23:47
    เรือจิ้นฝูจะจมแล้ว เรือท่านชายน้อยแล่นเร็วมาก
    #1,266
    0
  6. #1246 bloodc2 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 17:23
    สลบเลยองค์ชายน้อย
    #1,246
    0
  7. #768 ohjesus (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 16:40
    หลวงพี่ โบกผ้ารอต้อนรับ
    #768
    0
  8. #505 ploybrf2 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 02:25
    สงสารคุณชายน้อย
    #505
    0
  9. #153 Karath (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 21:39
    ไม่ค่อยชอบบางนิสัยของจิ้นฝูเลยย
    ณ ตอนนี้ทีมหลวงพี่นะ55555
    #153
    0
  10. #152 Narh_ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 16:54
    มีเจ้าก้อนเพิ่มขึ้นอีกด้วยย! น่ารักๆ รีบๆมาต่อไวๆนะคะ!
    #152
    0
  11. #147 Raina. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 01:52
    กลายเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งแบบไม่ทันตั้งตัว 555 // จิ้นฝู รอก่อนน้า ปอมกำลังจะไปหาแล้วววว
    #147
    0
  12. #146 dear16505 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 13:32
    รอต่อนะคะ สนุก
    #146
    0
  13. #145 TunasanG (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:20
    สนุกมากค่ะ รอตอนต่อไป
    #145
    0
  14. #144 kami-chun (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:18
    รอออออออ
    #144
    0
  15. #142 Mihoro Ki U (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 18:46
    โอยยยย~ มีเจ้าก้อนขนเพิ่มขึ้นอีกตัวเเล้วววว~~~ ❤
    #142
    0
  16. #141 kaopunb (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 07:54
    งุ้ยยยยเจ้าก้อน~~~~
    #141
    0
  17. #140 cantus1011 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 07:50
    ติดง่อมแง่ม ( - - )/
    #140
    0
  18. #139 Davilna (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 02:32
    เย้ จะได้เจอครบกันทั้งสามคนแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปนะอยากอ่านต่อแล้วอ่าาาาาาา ไรท์จ๋าาาาาา มาต่อเร็วๆนะคะ นอนรออยู่
    #139
    0
  19. #138 ดารุมะ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 01:49
    ฮืออออ คิดถึง#บอกตรงๆว่าลืมเรื่องพี่ชายไปแล้ว ฮา(หลบสายตา555)#รอไรท์กลับมาค่าาาา#สวัสดีปีใหม่ค่าา^^
    #138
    0
  20. #136 T1101 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 01:17
    นี่สินะพรหมลิขิต
    #136
    0