อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 13 : คะนึงหาไอรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,026
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 377 ครั้ง
    1 ม.ค. 61

คะนึงหาไอรัก 

 

            “ฮัดชิ่ว!!

                ร่างเล็กที่นั่งเบียดอยู่ใกล้ๆ ยกมือขึ้นป้องปากจามเสียงน่ารัก ผมหันไปมองยิ้มๆ แล้วยกมือขึ้นบีบจมูกของเขาไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว

                “เห็นไหมล่ะว่าอย่าแช่น้ำนาน ข้าเตือนไม่ยอมฟัง”

                “อะ...อื้อ” จิ้นฝูหลับตาปี๋ ระหว่างที่ใบหน้าเล็กส่ายไปมาตามแรงที่ผมบีบจมูกหยอกล้อ “ก็ไม่อยากขึ้นนี่นา...อาบน้ำกับอาเฟยรู้สึกดีขนาดนั้น...”

                ผมรีบปล่อยมือออกทันทีราวกับมีไฟฟ้าสถิตออกมาจากร่างของเขา ไม่รู้ทำไมแต่ใบหน้ากลับรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา “เจ้าเด็กลามก”

                นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมเผลอต่อว่าจิ้นฝู แต่ยิ่งผมพูด นายเทวดาน้อยที่เริ่มจะกลายเป็นนายจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวันๆ ก็ยิ่งมีสีหน้าพึงพอใจ เขาแกล้งทำหน้าสำนึกผิด ใช้ดวงตาหวานกลมโตของตัวเองกระพริบขนตาใส่ผมปริบๆ เหมือนอยากขอความเห็นใจ ริมฝีปากสีชมพูธรรมชาติเบะน้อยๆ พวงแก้มเนียนละเอียดขึ้นสีชมพูเปล่งปลั่ง ในดวงตาทั้งคู่คลอน้ำปริ่ม ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าน่ารักจนแทบจะห้ามใจไม่ไหวอยู่แล้ว ภาพที่เขาเป็นหนุ่มน้อยใสซื่อเจ้าน้ำตายังคงติดอยู่ในความทรงจำของผม แม้ว่าตอนนี้จะรู้ดีแก่ใจว่าจิ้นฝูแกล้งทำเป็นน่าสงสารเพื่อเรียกคะแนนความน่าเอ็นดู แต่ผมก็ยังโง่พอจะหลงเชื่อกับดักเดิมๆ ดึงเขาเข้ามากอดซุกขนฟูนุ่มอยู่ดี

                “อาเฟย” เสียงหวานอู้อี้เอ่ยเรียก ผมก้มลงมองตามความเคยชิน

                “อะไรหรือ”

                “...เปล่า” จิ้นฝูเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “ก็แค่เวลาที่ได้กอดกันแบบนี้ข้ารู้สึกดีเท่านั้นเอง”

                “ข้าด้วย”

                “โดยเฉพาะตอนอยู่ในห้องน้ำด้วยกัน...”

                ผมปล่อยอ้อมกอดแล้วรีบดันตัวหนีทันที...ให้ตายสิ เจ้าเด็กคนนี้ เผลอเป็นไม่ได้ต้องลวนลามผมตลอด! ถึงจะขนหนาแต่ก็รู้หรอกนะว่าเมื่อครู่จิ้นฝูจับอะไรอยู่ถ้าไม่ใช่ก้นผมน่ะ!

                “เจ้าเด็กลามก!” ผมตวาดหมายจะดุให้เขาสำนึกผิด ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มหวาดหยดย้อยปานจะล่อให้คนสบตาเป็นเบาหวานตาย

                “จ๋า~

                แพ้ราบคาบ...อี้เฟยคนนั้นต้องมาแพ้เด็กอายุสิบห้าราบคาบ ผมกล้ำกลืนความพ่ายแพ้ลงไปในลำคอ แล้วกัดเขี้ยวกรอด โถมตัวลงกระโจนใส่ร่างเล็กที่ผายมือรอด้วยความรู้สึกเหมือนอกกำลังจะแตก

                “มาจ๊ะมาจ๋า คิดว่ากำลังพูดกับใครอยู่ไม่ทราบ”

                จิ้นฝูหัวเราะร่วน กระหวัดท่อนแขนเล็กโอบรอบลำคอหนานุ่ม “ก็ต้องท่านอสูรในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ”

                เขี้ยวคมเสียดสีเฉียดไปตามลำคอให้คนโดนหยอกล้อจักจี๋จนต้องเบนศีรษะเข้าใส่ ผมเก็บเล็บและระวังไม่ให้เขี้ยวไปเฉาะโดนเนื้อเข้าจริงๆ เอาแค่พอให้รู้สึกหวาดเสียวก็พอ มองจากสายตาคนนอกคงเห็นเหมือนอสูรกำลังขยุ้มคอเด็ก แต่จิ้นฝูรู้ดีว่าผมแค่เล่นกับเขา ไม่มีทางกัดจริงๆ เขาเลยยังหัวเราะอารมณ์ดีแบบนี้ได้

                 ผมจักจี๋เขานานมาก จนนายเทวดาน้อยหัวเราะแทบหมดแรงนั่นแหละถึงได้ยอมปล่อยไป ทว่าภาพที่ต้องเห็นกลับทำให้ผมรู้สึกอยากตบหัวตัวเองสักหลายๆ รอบ...เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ถูกขยุ้มจนหลุดลุ่ย เส้นผมยาวสีดำสยายยุ่งเหยิงแต่กลับดูเร้าใจอย่างประหลาด ดวงตาฉ่ำวาวหวานหรี่ปรือมองผม จิ้นฝูหัวเราะจนหน้าแดง หอบหายใจแรงจนได้ยินเสียงชัดเจน

                สภาพแบบนี้มันเหมือนกับ...ไม่ ไม่ได้นะ ห้ามคิดเด็ดขาด!

                แต่สายตาเจ้ากรรมกลับไม่ยอมผละออกไปจากร่างของเขาเลย เมื่อวานอาบน้ำด้วยกันก็เห็นจนหมดเปลือกแล้วแท้ๆ เพิ่งจะมาตื่นเต้นเอาตอนนี้นี่ไม่ช้าไปหน่อยเรอะ

                “อาเฟย” เสียงแหบพร่าหลังการหัวเราะติดกันฟังแล้วเซ็กซี่จนใจสั่น ผมตัวสะดุ้งเบาๆ ก้มหน้าลงมองจิ้นฝู

                “อะไรเหรอ”

                “มานี่”

                ภายในหัวใจบางส่วนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมายามถูกเขาพูดเหมือนกำลังออกคำสั่ง ผมคลานเข้าไปหาฝ่ามือของเขาที่ยื่นขึ้นมาแต่โดยดี จิ้นฝูลูบใบหน้าของเจ้าอสูรมารดำ ฉีกยิ้มพลางรั้งดึงให้โน้มต่ำลงช้าๆ ผมยอมโอนอ่อนไปตามแรงอย่างว่าง่าย พอก้มลงมากๆ เข้าลมหายใจอุ่นร้อนของจิ้นฝูที่นอนหอบอยู่ด้านล่างก็ปะทะเข้ากับใบหน้าเบาๆ

                “ถ้ามีใครมาเห็นสภาพตอนนี้เข้าคงคิดว่าข้าทำมิดีมิร้ายเจ้าอยู่แน่ๆ” ผมพูดขึ้นขำๆ

                จิ้นฝูยิ้มหวานส่งให้อีกครั้ง ดวงตาสีดำเข้มมองสะท้อนใบหน้าของเจ้าอสูรชัดแจ๋วราวกับกระจกชั้นดี

                “ถ้าอย่างนั้น...ไม่ทำให้มันเป็นจริงไปเลยล่ะ”

                ผมตัวแข็งทื่อให้กับประโยคเชิญชวน แต่จิ้นฝูกลับหัวเราะคิกคัก “ล้อเล่น!

                ว่าจบเขาก็ดันผมให้ออกห่าง ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้ายับเยินของตัวเองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามเดิม ทิ้งให้ผมมองตามเอ๋อๆ สมองถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ จิ้นฝูหันมามองผมขณะยกมือขึ้นรวบเส้นผม ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างสีหน้ายิ้มๆ

                “เจ้าอสูรลามก”

                กล่าวเสร็จก็เดินหัวเราะเสียงใสออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมต้องหน้าแดง อับอายกับการเอาคืนของเขาเพียงคนเดียว ผมเอาหน้าตัวเองอุดกับหมอน แล้วกู่ร้องในลำคออย่างต้องการหาที่ระบาย...จิ้นฝู เจ้าจิ้งจอกน้อย!

                “คอยดูเถอะ เจ้าโตเมื่อไหร่เห็นดีกับข้าแน่!!

                ก็แค่ไม่อยากรังแกเด็กให้ร้องไห้เท่านั้นแหละน่า อย่างจิ้นฝูน่ะไม่คณามือผมหรอก ถึงตอนนี้ผมจะเป็นแค่อสูรหมาปอมท่าทางไม่ประสีประสา...แต่อย่ามาดูถูกอดีตรับที่ผ่านศึกราตรีมาอย่างโชกโชนเชียวนะ ใช่ว่าผมไม่เคยจัดการเด็กอายุสิบห้าสิบหกสักหน่อย ครั้งแรกของผมก็ตอนสิบหก ตอนนี้เขาสิบห้า ถ้ายึดตามกราฟชีวิตผมก็เหลืออีกแค่ปีเดียว ทีนี้ล่ะจะมาขอร้องให้หยุดก็อย่าหวัง ผมคิดแผนชั่วร้ายร้อยแปดอย่างที่จะจัดการกับจิ้นฝูในอนาคต จนในที่สุดเมื่อจินตนาการถึงภาพเขาร้องไห้อ้อนขอให้ผมหยุดทรมานเขา อารมณ์จึงเริ่มกลับมาดีขึ้นหลายส่วน ถึงความจริงผมจะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางทำร้ายหรือใช้เทคนิคเลวๆ กับจิ้นฝูลงก็เถอะ แต่ขอแค่จินตนาการก็ยังดี ขอเอาคืนให้กับความน่ากินที่จับต้องไม่ได้หน่อยเถอะ

                หมิงเล่อเดินถือถาดชาโม่ลี่ฮวา (ชามะลิ) เข้ามาถึงกับชะงักเท้า

                “หัวเราะอะไรของท่านอาจารย์น่ะ น่ากลัวจริง”

                ผมรีบอุดปากตัวเองเอาไว้ แล้วด่าหมิงเล่อแก้เก้อเสียงดัง “ไม่เห็นหัวซะนาน โผล่หน้ามาทีไม่เคยพูดอะไรรื่นหูเลยสักครั้งเจ้าบ้านี่”

                หมิงเล่อเดินมาวางถาดชาบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าผม แล้วฉวยโอกาสยกซดแก้วหนึ่ง ผมซึ่งชินกับความไร้มารยาทของเขาจึงไม่ได้ตำหนิอะไร ความจริงผมไม่ได้มองเขาเป็นลูกน้องหรือลูกศิษย์แต่มองเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งมาตั้งแต่แรก พอเริ่มสนิทกันมากเข้า หมิงเล่อก็ดูเหมือนจะเริ่มลืมไปแล้วว่าผมไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ในโลกเก่าผมก็มีเพื่อนที่เป็นชายแท้อยู่ไม่น้อย การปฏิบัติตัวจึงดูเป็นธรรมชาติไม่เก้อเขิน

                “จิ้นฝูออกไปตรวจคนไข้อีกแล้วหรือ” หมิงเล่อถาม

                “น่าจะ”

                หมิงเล่อจิบชาเหลือบมองผมนิ่งๆ สุดท้ายเมื่อยกจนหมดถ้วยเขาถึงเริ่มพูดต่อ

                “ท่านอาจารย์น่ะคิดยังไงกับจิ้นฝูเหรอ”

                “ทำไมถามอะไรแบบนั้น เจ้ามองก็น่าจะรู้นี่...”

                นายนักฆ่าฟังคำตอบของผมก็ย่นคิ้วขมวดใส่ ทำหน้าเหมือนยังไม่ได้ขับถ่ายช่วงเช้าออกมา

                “ข้าไม่รู้หรอก”

                ไม่รู้...ไม่รู้อะไรของเขา ผมว่าผมก็แสดงออกชัดเจนนะว่าผมชอบจิ้นฝูมากขนาดไหน ซ้ำตัวพวกเรายังติดกันแทบจะตลอดเวลา ใครมองก็น่าจะรู้ทั้งนั้นว่าเขาเป็นคนพิเศษสำหรับผม...

                ผมไม่ได้ชอบจิ้นฝูเพราะว่าหน้าตาของเขาสวยได้รูปหมดจด หรือเพราะความเก่งกาจระดับอัจฉริยะหรอกนะ แรกๆ ผมยังมองว่าเขาเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งด้วยซ้ำ อย่างมากก็แค่น้องชาย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเริ่มมองเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ บางทีผมอาจจะใจอ่อนไปตั้งแต่ตอนที่เขาสารภาพรักครั้งแรกกับผมแล้วก็ได้ หรือบางทีอาจจะครั้งแรกที่พบกันตรงแม่น้ำ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมอธิบายไม่ได้จริงๆ

                เขาไม่ใช่สไตล์ของผมสักนิด ผมไม่เคยตกลงปลงใจกับคนอายุน้อยกว่ามาก่อนด้วยซ้ำ ขนาดในผับถ้าเป็นเด็กหรือคนที่อายุน้อยกว่าผมมานัว ต่อให้หน้าตาถูกจริตผมยังปฏิเสธเลย

                แต่จิ้นฝูไม่เหมือนกับคนพวกนั้น อย่างนี้ไม่เรียกคนพิเศษจะให้เรียกว่าอะไรเล่า...

                “ท่านอาจารย์?”

                “อะ...ขอโทษที ข้าเหม่อไปหน่อย” ผมหัวเราะแห้งๆ ทว่าหมิงเล่อกลับยังทำหน้างุนงงสงสัยใส่ผมไม่หาย “เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า”

                “เปล่า...แค่มีคืนหนึ่ง...ข้า”

                “คืนหนึ่ง...ทำไม เจ้าทำอะไร”

                เห็นท่าทางอึกอักของหมิงเล่อผมก็รู้สึกถึงกลิ่นไม่ชอบมาพากล นายนักฆ่าหน้าหล่อทำปากพะงาบๆ เหมือนปลากระดี่ขาดน้ำ เขามองหน้าผมหลุกหลิกไม่เต็มตาจนผมต้องจับไหล่เขาเขย่าแล้วเค้นถาม

                “มีอะไร พูดมาเร็วๆ”

                “ขะ...ข้า” หมิงเล่อหลับตาแน่น “ข้าซ่อนของกินเอาไว้บนเพดานห้องท่าน”

                หะ...

                “หรือว่ากลิ่นขนมที่ลอยเข้าจมูกข้าตั้งหลายวันนั่นเป็นฝีมือเจ้างั้นเรอะ!” ผมแทบอยากจะบีบคอขาวๆ นั่นให้หักคามืออยู่แล้ว ถ้าหมิงเล่อไม่ชิงพูดประโยคถัดมาก่อน

                “ข้าเจอท่านชายน้อยอยู่ในห้องท่าน!

                แรงทรมาทรกรรมของผมหยุดชะงัก ปล่อยท่อนแขนกำยำที่จับอยู่ออกช้าๆ ดวงตาสีเหลืองอ่อนแสงเพ่งมองหน้าคนพูดใหม่เหมือนไม่เชื่อรูหูตัวเอง

                “ห้องข้า?” น้ำเสียงแหบถามเบาหวิว แทบจะเลือนหายไปกับมวลอากาศ

                “ข้ามุดเพดานไปเอาขนมที่ซ่อนเอาไว้เหนือหัวนอนท่านอาจารย์ แต่ว่าในคืนนั้นพระจันทร์สว่างนัก ข้าพบร่างใครอีกคนยืนอยู่ข้างเตียงของท่าน ท่านอาจารย์กำลังหลับสนิทไม่รู้สึกตัว แต่ปากกลับละเมอพึมพำอะไรสักอย่างออกมา”

                “ข้าละเมอ...แล้วท่านชายน้อยมาทำอะไรที่ห้องของข้า”

                ใจผมสั่นระรัวปานกลองหนัง สวนทางกับความเจ็บปวดในศีรษะที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

                “เขา...แค่เข้ามาดูท่านอาจารย์ ทำท่าอยากจะแตะตัวท่านอยู่หลายครั้ง แต่ก็ชักมือกลับไปทุกครั้ง” หมิงเล่อหลุบตาลงหนี เม้มริมฝีปากแน่น “บางครั้งท่านอาจารย์ก็ละเมอชื่อท่านชายน้อยออกมา”

                “ข้าเนี่ยนะ” ผมแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่หมิงเล่อพูด แต่เขาไม่ใช่คนประเภทโกหกพร่ำเพรื่ออยู่แล้ว คำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักไม่น้อยใจในของผม “เจ้ามั่นใจรึว่าไม่ได้ฟังผิด”

                “ใช่ แต่ก็น่าแปลกที่ท่านชายน้อยจะแอบเข้ามาในห้องของท่านแค่ตอนที่จิ้นฝูไม่อยู่กับท่านด้วยเท่านั้น...ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าท่านชายน้อยคงไม่ได้เกลียดท่านอย่างที่เขาแสดงออก”

                “เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร ข้ากับเขา เราเถียงกันตีกันแทบตาย ตั้งแต่ลืมตาตื่นมา เขาทำดีกับข้านับครั้งได้”

                “ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ข้ายังไม่ได้บอก แล้วก็คิดว่าจิ้นฝูก็คงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับท่าน แต่ในตอนที่ท่านถูกไฟเผาไม่ได้สติ ท่านชายน้อยจะแอบมาดูอาการของท่านทุกวัน...ข้า...เอ่อ...ข้าคิดว่าเขา...”

                ผมพูดอะไรไม่ออก...เสียงมันไม่ออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ มีคำถามมากมายลอยว่อนอยู่เต็มไปหมด แต่สุดท้ายมันก็เหลืออยู่แค่คำถามเดียวเท่านั้น เหลียงหลวนเซียน ตกลงเจ้าคิดอย่างไรกับอสูรมารดำกันแน่

                เขาเกลียดมัน ด่ามัน ไล่มันอย่างกับอะไรดี ในความทรงจำที่ผมได้รับมามันมีแต่เรื่องน่าเจ็บปวดทั้งนั้น หรือเขาจะรู้สึกผิดที่ทำให้มันต้องตาย แต่ถ้าเขารู้สึกผิดจริงๆ เขาก็ควรจะทำตัวดีกับผมมากกว่านี้สิ ไม่ใช่มานั่งแขวะหรือเมินกันทุกครั้งที่เจอหน้า ผมปวดหัวตุบๆ คล้ายกับมีไม้หนามขั้นอยู่กลางสมองส่วนความทรงจำ สิ่งที่เด่นชัดที่สุดที่ผุดหลามาคือใบหน้าในวัยเยาว์ของเหลียงหลวนเซียน บุรุษร่างสูงที่แต่ก่อนเป็นเพียงเด็กน้อยหน้าบึ้ง เขาสวมอาภรสีดำเข้ม มัดผมหางม้าสูง เวลาเดินหรือวิ่งเร็วๆ ผมทรงหางม้ามักสะบัดไปตามแรงซ้ายทีขวาทีราวกับมีชีวิต น้ำเสียงเล็กที่ยังไม่แตกส่งเสียงฟึดฟัดใส่เจ้าอสูรมารดำ

                กระนั้นนัยน์ดวงตาสีเทากลับฉายแววอบอุ่น เป็นเพียงความรู้สึกดีแสนบางเบาที่หลงเหลืออยู่ ผมฉุดตัวเองออกมาจากความทรงจำของเจ้าอสูรอีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเหงื่อเม็ดโตผุดพรายไปทั่วร่างใหญ่ เสียงหอบหายใจดังถี่คล้ายกับเหนื่อยล้าจากอะไรบางอย่าง หมิงเล่อสีหน้าตกใจไม่น้อย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาส่งให้แต่ผมปัดออก  

                “ข้าจะไปถามท่านชายน้อยให้รู้เรื่อง”

                “เดี๋ยวก่อนท่านอาจารย์!

                ผมไม่สนใจคำคัดค้านของหมิงเล่อ ยันร่างปุกปุยสีดำลุกขึ้นเดินดุ่มๆ ออกจากห้องไป สาวเท้าก้าวยาวๆ ไปตามทาง เพียงแค่คิดว่าอยากรู้ว่าเหลียงหลวนเซียนอยู่ที่ใดในปราสาท ร่างของผมก็เหมือนถูกดึงให้เดินไปตามทางที่ถูกกำหนดไว้ให้อย่างรวดเร็ว กว่าจะมาคิดได้ว่าเจอหน้ากันแล้วผมจะถามสิ่งใดออกไป จู่ๆ จะโพล่งถามขึ้นว่าคิดอย่างไรกับข้า ก็คงจะถูกสายตาเหยียดหยามมองกลับมาพร้อมกับคำด่าเจ็บแสบอย่างแน่นอน แต่ถ้าถามไปตรงๆ ว่าแอบเข้าห้องข้าทำไมดึกๆ ดื่นๆ ผมก็คงถูกเขาด่าว่าเพ้อเจ้อ แล้วก็ถูกหลบหน้าไปอีกพักใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

                เหลียงหลวนเซียนจะคิดยังไงผมไม่เห็นต้องไปสนใจก็ได้แท้ๆ ยังไงซะผมก็ยังมีจิ้นฝูอยู่ทั้งคน เด็กคนนั้นทั้งซื่อตรง ทั้งจริงใจ คิดสิ่งใดก็พูดออกมาหมด ชอบผมก็บอกว่าชอบ แม้จะขี้งอนหรือขี้หึงแต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ เขาซึ่งเป็นมนุษย์อุตส่าห์ทุ่มใจให้อสูรที่แม้แต่คนก็ไม่ใช่แถมยังเป็นเพศผู้ ต่อให้ตายไปอีกสิบรอบ ก็ไม่รู้ว่าจะหาคนดีๆ อย่างนี้ได้ที่ไหนอีก แม้แต่หยางหมิงที่ผมว่าชอบที่สุดในบรรดาคนที่ผมคบมาทั้งหมด ยังถูกเจ้าเด็กหน้าสวยคนนั้นโค่นตำแหน่งในใจลงอย่างง่ายดาย

                แล้วทำไม...ผมถึงต้องรู้สึกร้อนรนราวกับไฟสุม ไม่สามารถควบคุมตนเองได้มากขนาดนี้

                สิ่งนี้เป็นความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจของเจ้าอสูรมารดำหรือ? ความรู้สึกรักผูกพันอันรุนแรงที่มันมีต่อลูกชายประมุขพรรคมารยังคงตกค้างอยู่ในห้วงความรู้สึกตลอดมา ถึงวิญญาณจะหายไปแล้ว แต่หัวใจลึกๆ ก็ยังคงเฝ้าเรียกหา

                แม้ว่าผมจะไม่ชอบเขา แต่ร่างกายก็ยังไม่ปฏิบัติตาม...ผมควรทำยังไงดี

                “ไม่!

                เสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากห้องห้องหนึ่ง ผมหยุดฝีเท้า รู้ได้ทันทีว่านั่นคือเสียงเหลียงหลวนเซียน ก้อนเนื้ออกซ้ายเต้นไม่เป็นจังหวะ ใช้ดวงตาอสูรมองทะลุกำแพงฉากกั้นลายวิจิตรเข้าไป ด้านในมีเหลียงหลวนเซียนและประมุขพรรคมาร พร้อมทั้งคนสนิทอีกประมาณสามคนนั่งอยู่ ใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยกระดาษและภาพวาดเหมือนของหญิงสาวตามด้วยประวัติเล็กๆ น้อยๆ

                “เจ้าอายุสิบแปดแล้ว ถึงเวลาแต่งงานเสียที...ความจริงเจ้าต้องแต่งกับคุณหนูตระกูลจ้าวแห่งพรรคราชหงส์ตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ติดว่าช่วงเวลาเหมาะสมครั้งนั้นเราพบอสูรมารดำเสียก่อน เจ้าก็คงเป็นฝักเป็นฝาไปเรียบร้อย ตอนนี้ก็ถึงเวลาอันดี...พ่อว่าเจ้าควรรีบ...”

                “ก็บอกว่าไม่ไงเล่า!

                เหลียงหลวนเซียนขึ้นเสียงใส่เหลียงจิวซินไม่ไว้หน้า ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มขึ้นสีแดงเดือดจัด ดวงตาสีเทาฉายประกายแววคุกกรุ่นพร้อมอาละวาดตลอดเวลา “จะคุณหนูตระกูลไหนข้าก็ไม่เอาทั้งนั้น”

                ผมยืนฟังอยู่เงียบๆ ทันใดนั้นประโยคเสมือนตัดพ้อก็ลอยเข้ามา วันนั้นผมเจอกับเขาที่ศาลาอุทยานสระดอกบัว เขาพูดประโยคทำนองว่า “ยิ่งข้าหนีก็ยิ่งเจอ ทำไม...ทำไมเจ้าชอบมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าในเวลาแบบนี้ทุกที!

            ทุกทีของเขา...หมายถึงแบบนี้เองเหรอ

                เพราะผมปรากฏตัวขึ้น เขาเลยรอดไม่ต้องแต่งงานกับคุณหนูที่ถูกยัดเยียดใส่ การที่ต้องรู้สึกว่าถูกสิ่งที่เกลียดช่วยเหลือไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าคงบั่นทอนจิตใจคนหยิ่งผยองไม่ใช่น้อย ผมกำมือแน่น อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

                คิดว่าอยากช่วยนักหรือไง ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากเจอคนที่ทำให้เจ้าอสูรต้องจมน้ำตายหรอก คนใจดำแบบเหลียงหลวนเซียนที่มองอะไรแค่ภายนอกไม่คู่ควรกับอสูรมารดำสักนิด...อสูรมารดำก็โง่เหลือเกิน ไปหลงรักเจ้าคนหยาบคายเช่นนี้เข้าไปได้ยังไง เพียงแค่เริ่มรักก็ไม่มีวี่แววจะสมหวังแล้ว ผมรู้ดี เกมรักใครที่เริ่มรู้สึกก่อนจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผมในครั้งยังเป็นมนุษย์รู้สึกมีความสุขเสมอเวลาถูกคนที่หลงใหลวิ่งตามขอความรัก ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดแทบขาดใจเมื่อคนที่ผมทุ่มเทใส่ใจไม่เหลียวแลผมที่เอาแต่นั่งคอย

                ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่ทำให้ผมเข็ดขยาดกับการนั่งรอความรักอย่างโง่งมคือหยางหมิง บุคคลที่ผมผลักตกน้ำและทำให้ต้องทะลุมิติมาเข้าร่างอสูรมารดำ เขาเป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมที่ทำให้ผมตระหนักถึงความโง่เง่าของตนเอง และตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่กลับไปวิ่งตามความรักอีกต่อไปแล้ว ถ้าผมไม่ใช่ผู้ได้เปรียบ ผมจะไม่ยอมเจียดหัวใจลงไปเด็ดขาด ตอนนี้ถึงตัวจะยังอยู่ในร่างขนฟูหนา แต่ปณิธานก็ยังคงเป็นปณิธาน ผมไม่คิดจะเปลี่ยนมันง่ายๆ

                ประตูถูกเปิดออกอย่างแรง แผงขนหนานุ่มถูกร่างหนึ่งชนเข้าอย่างจัง

                “เจ้า!

                เหลียงหลวนเซียนผงะถอยหลังทันที ผมก้มใบหน้าลงมองเขา ดวงตาพลันประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ ส่วนลึกที่สุดนัยน์ตาฉายแววตื่นตระหนก

                ร่างของผมถูกผลักออกไปให้พ้นทางจนเกือบเซล้ม เหลียงหลวนเซียนผลุนผลันวิ่งออกไปหายวับราวกับขนนก

                “มีอะไรหรือท่านอสูร” เหลียงจิวซินเดินตามออกมาสีหน้ายิ้มแย้มปกติ วางท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมยกยิ้มแห้งๆ ส่ายหน้าส่ง

                “เปล่า...แค่วันนี้อยากกินเนื้อกวางขาวเท่านั้นแหละ”

                .....

 

                ผมกับเหลียงหลวนเซียน พวกเราไม่คุยกันอีกเลยหลังจากนั้น

                แต่เดิมก็ไม่ค่อยสนทนาอะไรกันอยู่แล้ว แต่ยิ่งนานวันยิ่งไม่พูดอะไรใส่กันเลย กระทั่งทักทายตามมารยาทยังไม่ทำ เดินสวนกันก็เหมือนเดินผ่านอากาศ หน้าก็ไม่มองสักเสี้ยว เราต่างคนต่างทำตัวเหมือนไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา จนถึงวันที่รถม้าจากวังหลวงมารับ ผมกับเขา...เราก็ยังไม่คุยกัน

                “ท่านชายน้อยหายไปไหน ได้เวลาออกเดินทางแล้วขอรับ”             ขันทีนามซุนเหยาเวิ่นที่เคยมาพบผมครั้งก่อนถามขึ้นสีหน้ากระวนกระวาย

                “เอ่อ...ท่านชายน้อยติดภารกิจบางอย่าง จะตามไปทีหลังขอรับ”

                ผมหัวเราะหึในลำคอ...ตามไปทีหลังรึ แค่อยากหลบเจ้าอสูรล่ะสิไม่ว่า

                ทั้งที่ไม่ได้ทะเลาะกันตรงๆ หรือเถียงใส่หน้ากันรุนแรง แต่กำแพงบางๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างผมกับเขากลับยิ่งทวีขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ย้ำกับผมว่าพวกเราไม่มีทางดีกันได้อย่างเด็ดขาด เขาเอาแต่หนี ส่วนผมก็เอาแต่เฉยชา ไม่มีใครอ่อนข้อให้กัน แล้วแบบนี้จะไปดีกันได้อย่างไร

                ขี้ขลาดอะไรอย่างนี้ ผมต่อว่าเหลียงหลวนเซียนในใจ เขาผิดต่อผมและอสูรมารดำแท้ๆ กลับเอาแต่เชิดหน้าไม่ยอมขอโทษ อย่างน้อยผมก็ไม่ใช่คนใจดำ ถ้าเขาทำท่าเหมือนแคร์อสูรหมาปอมสักหน่อย ผมก็พร้อมจะพูดดีๆ กับเขาแท้ๆ

                คิดตกไปก็เท่านั้น ทั้งผมและเขา เราไม่ใช่คนที่ยอมอ่อนข้อใส่กันหรอก...

                “นี่แหนะ”

                “อะ...”

                แก้มถูกหยิกดึงเบาๆ ผมเอนหน้าไปตามแรง จิ้นฝูยิ้มหวานส่งให้แล้วกอดแขนผมเอนศีรษะเข้าซบ

                “เหม่ออะไรอยู่เหรออาเฟย”

                “จะ...จิ้นฝู? เจ้าเข้ามานั่งในรถม้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องไปพร้อมกับท่านชายน้อยรึ”

                จิ้นฝูน้อยทำตาเป็นประกาย ฉีกยิ้มกว้างแล้วไถศีรษะเล็กไปมา ออดอ้อนเหมือนลูกแมวตัวน้อยให้คนถูกลูกออเซาะหัวใจละลายเป็นน้ำ “จริงๆ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ แต่จู่ๆ เขาก็เข้ามาบอกให้ข้าไปพร้อมกับอาเฟย”

                เข้ามาบอกให้ไปพร้อมกับผม...

                “ก็เอะใจอยู่หรอก แต่ดีใจเลยไม่คิดอะไรต่อ” จิ้นฝูหัวเราะเสียงสดใส มุดร่างเข้ามาหาแล้วหนุนนอนตักผมพลางจับอุ้งมือบีบเล่น

                ผมบีบมือตอบไป ไม่ช้าฝ่ามือเล็กก็กระชับเข้ากับอุ้งมือหนาสีดำนุ่ม ระหว่างร่องนิ้วประกบแนบกันแน่น จิ้นฝูดึงมือผมไปคลอเคลียกับใบหน้าเล็กนวล ก่อนที่ริมฝีปากเรียวบางเหมือนกลีบดอกไม้จะประทับลงมาด้วยท่าทางอ้อยอิ่ง

                กลิ่นหอมเจือจางจากสมุนไพรธรรมชาติลอยอบอวลขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ปกคลุมไปทั่วภายในของรถม้าที่เริ่มออกเคลื่อนไปเรื่อยๆ เสียงควบม้า เสียงผู้คนด้านนอกคล้ายจะค่อยๆ ลอยห่างออกไป หลงเหลือเพียงผมกับเขาเท่านั้นที่ยังนั่งหัวเราะเบาๆ อยู่ด้วยกัน

                ม่านหมอกในหัวใจราวกับถูกปัดเป่าออกไปด้วยริมฝีปากเล็กๆ ของเด็กชายตรงหน้า ผมกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง ก้มหน้าลงหยอกล้อเล่นกับคนที่นอนหนุนตักตัวเองไปมา แกล้งจักจี๋เอวบ้าง ถูกบีบจมูกเบาๆ คืนบ้าง เอาหน้าผากมาชนกัน ผลัดกันหัวเราะ ปล่อยให้ความวุ่นวายด้านนอกล่องลอยออกไป แล้วหยุดเวลาแห่งความสุขเอาไว้ในรถม้า

                “อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

                จิ้นฝูถามน้ำเสียงนุ่มนวล เมื่อเห็นผมกลับมาหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง สัมผัสเบาบางอ่อนโยนลูบไปมาอยู่ตรงข้างริมฝีปากนุ่ม ผมก้มหน้างุด รู้สึกเลือดอังอยู่ตรงแก้มจนร้อนผะผ่าว

                “ถามอะไรอย่างนั้น...”

                “เห็นเอาแต่ทำหน้าเครียดมาตั้งหลายวันนี่นา ข้าเองพอใกล้ถึงวันเดินทางก็ถูกอาจารย์หวังเร่งฝึกหนักตลอดทุกวันๆ ไม่มีเวลาไปหาอาเฟยเลยได้แต่มองอยู่ห่างๆ มีเรื่องไม่สบายใจอะไรเหรอ...แต่ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไรนะ”

                ถูกเอาใจใส่มากกว่าที่คิด...ผมไม่รู้จะพูดขอบคุณจิ้นฝูยังไงดี แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอะไรออกไป เพราะขนาดผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่ากำลังไม่สบายใจเรื่องอะไร มันขุ่นมัวไปหมด อาจจะเพราะหนึ่งในนั้นไม่ใช่ความรู้สึกของผม...แต่เป็นความรู้สึกตกค้างของอสูรหมาปอมที่มีต่อเหลียงหลวนเซียน เพราะฉะนั้นถึงอยากระบายมากแค่ไหนก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตั้งแต่ตรงไหนก่อนดี สุดท้ายเลยจบด้วยการขอบคุณออกไป

                หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ผมกล้ำกลืนความรู้สึกพร่าเลือนทั้งหมดแล้วยกยิ้มให้จิ้นฝู

                “เรื่องของท่านชายน้อยจริงๆ สินะ...”

                จิ้นฝูเปรยขึ้นขณะยกมือลูบใบหน้า ผมยิ้มค้าง เอ่ยอะไรไม่ออกเป็นนาน ฝ่ามืออุ่นที่ลูบไล้ไปตามกรอบหน้าคล้ายจะมีหนามซี่เล็กๆ เกาะเกี่ยวอยู่ ใจรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบขึ้นมา

                เพราะอาการนิ่งอึ้งเป็นคำตอบยืนยันอย่างดีว่าจิ้นฝูเดาถูก นายเทวดาน้อยคลี่ยิ้มขื่นขม สวนทางกับน้ำเสียงที่ยังคงอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง

                “ไม่ชอบที่ถูกเขาทำเย็นชาใส่เหรออาเฟย”

                “เปล่า...ไม่ใช่”

                ใช่...

                เสียงหนึ่งตอบดังสวนขึ้นมาในความคิด ผมเบ้หน้าจะร้องไห้ นี่ผมถูกเด็กคนนี้มองทะลุปรุโปร่งไปถึงแค่ไหนกันนะ

                “อาเฟยชอบท่านชายน้อยเหรอ...หรือแค่ไม่ได้เกลียด?”

                ไม่ว่าจะคำถามไหนผมก็ตอบไม่ได้สักอย่าง เรื่องราวระหว่างผมกับเขาไม่มีอะไรดีเลย ความดีที่เขาทำให้ผมอย่างเดียวคือตอนที่บุกเข้ามาในห้องแล้วช่วยขีดรายชื่อให้เท่านั้น แต่เรื่องแค่นั้นจะเป็นความประทับใจมันก็ไม่ใช่ ร่างนี้ไม่ใช่ของของผม ผมกำลังถูกอะไรบางอย่างบังคับให้ต้องรู้สึกดีกับคนที่ไม่ได้ชอบ

                ผมจ้องหน้าจิ้นฝูเป็นคำตอบ ในดวงตาสีอำพันเหลืองอ่อนสะท้อนดวงหน้าสวยหวานใส ใบหน้าอสูรมารดำบิดเบี้ยวเจ็บปวด ผมชอบจิ้นฝู...แต่กลับพูดออกไปอย่างเต็มปากไม่ได้ คนที่ผมชอบคือเขา แต่ผมกลับตอบคำถามของไม่ได้สักอย่าง

                คนประเภทที่ผมเกลียดที่สุดคือคนโลเล แล้วตอนนี้ผมก็กำลังทำตัวเป็นอสูรโลเลอยู่ ลังเลในเรื่องที่ไม่น่าลังเล เป็นบรรยากาศที่แย่ที่สุดเลย...

                จิ้นฝูรอฟังคำตอบอยู่นานแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเอ่ยออกมาจากปาก เขาถอนหายใจเบาๆ ตัดสินใจลุกขึ้นสวมกอดผมแทน

                “อย่าทำหน้าแบบนี้ได้ไหม...ข้าไม่ชอบเลย” จิ้นฝูเอ่ย

                วงแขนเล็กกระชับโอบแน่นขึ้น ผมซุกไซร้หน้าลงไปที่ข้างลำคอขาว ยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นโอบตอบจนรอบร่าง

                “ข้า...ขอโทษ”

                จิ้นฝูเงียบไปจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ แถวข้างหู ขนบริเวณลำคอถูกขยำนิดๆ

                “ถ้าข้าแข็งแกร่งมากกว่านี้...เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ”

                “เอ๋ หมายความว่าอย่างไร” ผมกระพริบตาปริบๆ มองใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามืองุนงง

                จิ้นฝูขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงน่ารักน่าเอ็นดู

                “ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนที่ไหนสักแห่ง”

                “หา? เดี๋ยวสิ...ข้า...กับข้า”

                “ข้าจะเลี้ยงอาเฟย” จิ้นฝูโปรยยิ้มหวานชวนให้หัวใจอุ่นวาบ ความสับสนทุกอย่างคล้ายถูกละอองน้ำกัดเซาะออกไปทีละนิด “จำสัญญาได้ใช่ไหม ที่บอกว่าจะทำให้มีความสุข จะหาของดีๆ มาให้ จะทำให้ความดีของอาเฟยไม่เงียบ คิดว่าข้าพูดปากเปล่าหรือไง”

                “...”

                “ข้าอยากรู้ทุกเรื่องของอาเฟย อยากเข้าไปในใจของอาเฟย รู้ตัวว่าเป็นเด็กไม่ดีแบบนี้...อาเฟยอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่มันอดไม่ได้นี่ ข้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันนะ! ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าจิตใจของอาเฟยซ่อนเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง...ในนั้นมีข้าบ้างหรือเปล่า ตอนนี้ยังบอกข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอร้องเถอะนะ...อยู่กับข้า คิดถึงแต่เรื่องของข้าไม่ได้เหรอ”

                “จิ้นฝู...”

                ผมถูกดึงเข้าไปกอดแรงๆ อีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่ผมที่กำลังสับสนจนหัวแทบระเบิด จิ้นฝูก็เป็นไปกับผมด้วย การทำให้เด็กคนนั้นที่วางทาสุขุมอยู่ตลอดร้อนใจได้ขนาดนี้ ผมคงมีอิทธิพลต่อใจไม่ใช่เล่นๆ ทั้งดีใจทั้งเสียใจไปพร้อมๆ กัน

                “เมื่อถึงตอนนั้นข้าสัญญาว่าจะเป็นภรรยาที่ดีให้เจ้าก็แล้วกัน”

                “ภะ...ภรรยา!?

                ท่าทางตื่นเต้นเกินหน้าเกินตาแสนหาได้ยากยิ่งทำเอาผมหัวเราะตัวงอ จิ้นฝูเบิกตาโตกว้างเท่าไข่ห่าน ใบหน้ายุ่งเหยิงถูกแทนที่ด้วยใบหน้าจะยิ้มก็ไม่ได้จะร้องไห้ดีใจก็ไม่ออก ดูตลกมากเสียจนเสียดายที่ไม่มีกล้องมาถ่ายเก็บเอาไว้

                “ในอนาคตข้างหน้าข้าจะกลายเป็นมนุษย์ เมื่อถึงตอนนั้นเราค่อยออกไปด้วยกัน ใช้ชีวิตอยู่สงบๆ จนแก่เฒ่า แบบนี้ดีหรือไม่”

                “...อะ...อาเฟย”

                “แต่ก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าจะเป็นมนุษย์เมื่อไหร่...”

                “ต่อให้เจ้าไม่ใช่มนุษย์ ข้าก็ยังชอบอยู่ดี”

                “เรื่องนั้นน่ะ...รู้ตั้งนานแล้ว”

                กับเจ้าเด็กหน้าสวยที่เห็นหน้าผมคราแล้วแล้วฉี่ราด...ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะหลงรักผมได้

                ระยะห่างค่อยๆ ลดลงช้าๆ จิ้นฝูนั่งชันเข่าคร่อมตักผม ประคองใบหน้าเอาไว้ด้วยฝ่ามือเล็กๆ ไออุ่นเป่ารดกันจนเกิดเป็นไอน้ำบางๆ จิ้นฝูจ้องหน้าด้วนแววตาสั่นไหวระริก พอมองใกล้ๆ แล้วขนตาของเขายาวมากกว่าที่คิดเสียอีก เวลาทำหน้าลำบากใจแบบนี้ก็ดูน่ารัก...เขาเอียงหน้าไปมาเหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมนั่งนิ่งไม่ขยับอย่างใจเย็น ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งหรอกนะ...ก็แค่คิดว่าเรื่องนี้ให้เขาเริ่มก่อนก็คงดีกว่า

                “ละ...หลับตาไม่ได้เหรอ” จิ้นฝูเปรยถามขึ้น

                “ก็ได้” ผมหลับตาอย่างว่าง่าย อยากจะแอบปรือตามองหน้าจิ้นฝูเหมือนกัน แต่ถ้าถูกจับได้คงโดนงอนแน่ๆ

                ปล่อยทุกอย่างไว้แล้วหลับตาลง ผมสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจและเสียงกลืนน้ำลาย เสี้ยวหนึ่งในหัวใจผมเต้นแรงเหมือนย้อนกลับไปสมัยมีจูบแรก ผมในตอนนั้นตื่นเต้นมากเท่าตอนนี้หรือเปล่านะ...

                ทันใดนั้นใบหูกลับได้ยินเสียงประหลาดขึ้นมา ไวเท่าความคิด ผมลืมตาขึ้นแล้วฉุดร่างจิ้นฝูลงพื้นทันที!

                “เกิดอะไรขึ้น!” จิ้นฝูถามเสียงหลง แต่แล้วรถม้าก็เสียหลัก ผมใช้ตัวเองเป็นเบาะกันกระแทก กอดจิ้นฝูเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

                รถม้าคว่ำหรือ...เป็นไปไม่ได้! เสียงประหลาดเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงธรรมดา ผมพยุงตัวลุกขึ้นโดยมีจิ้นฝูเกาะอยู่ในแขน ในหัวมึนงงไปหลายขณะ จมูกที่มีต่อมรับกลิ่นไวเป็นพิเศษได้กลิ่นฉุนบางอย่างจนเวียนเศียร

                “แค่ก!” ผมไอออกมาจนเจ็บปอด เหล่าคนติดตามเสื้อดำในพรรคอสูรกรูกันเข้ามาพยุงผมที่ติดอยู่ในซากรถม้าให้ลุกขึ้น “นี่มันอะไร...”

                “ถูกโจมตีขอรับ!

                ไม่ทันสิ้นประโยค ธนูไฟสายหนึ่งก็ถูกยิงฟาดอากาศเข้าเสียบร่างชายผู้นั้นจนล้มพับลงกับพื้นภายในคราวเดียว เลือดสีเข้มกลิ่นคล้ายสนิมเหล็กกระเซ็นผ่านหน้าเปรอะไปทั่วบริเวณ ผมตะลึงงัน กดหน้าจิ้นฝูให้อยู่กับตัวไม่ห่าง

                ไม่ทันไรรอบตัวก็ถูกกลุ่มคนในชุดอาภรณ์สีเหลืองสลับดำเดินล้อมวงเข้ามา เหล่าคนจากพรรคอสูรล้อมตัวจับอาวุธเป็นแถวๆ รวมถึงทหารองครักษ์ที่ฮ่องเต้ส่งตัวมา แม้จะมีท่าทีประหวั่นตกใจยามไม่น้อย แต่ก็ยังจับอาวุธแน่นไม่หนีไปไหน

                รอบๆ ตัวเป็นป่ามืดแห่งหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน...บรรยากาศวังเวงน่าขนหัวลุก คงเป็นทางหรือทางเลี่ยงเมืองไปวังหลวง เพราะต้องขนสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ไปด้วยจึงหลีกเลี่ยงเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน กลับต้องดวงตกมาเจอโจรเขาแทน...

                ไม่ใช่ พวกนี้ไม่ใช่โจรเขาธรรมดา ผมจับจ้องไปยังพวกชุดเหลืองอีกครั้ง เครื่องแต่งกายของพวกนั้นคลับคล้ายกับคนของพรรคอสูรหลายส่วน โดยเฉพาะยันต์ผีแปะหน้าเหมือนผีจีน หนึ่งในกลุ่มคนพวกนั้นถือตะเกียงแก้วสีส่งกลิ่นประหลาดออกมา ผมแทบจะสูดหายใจไม่ได้เพราะมึนศีรษะจนตาเบลอ โลกรอบตัวหมุนไปหมุนมา สภาพถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนตอนเมา แต่มันเป็นการเมาที่ยังมีสติ เพราะฉะนั้นมันจึงทรมานจนแค่อ้าปากพูดสักคำอ้วกก็แทบพุ่งรอมร่อ

                นี่มันบ้าอะไร! พวกมันปรุงกลิ่นที่ทำให้อสูรมารดำพ่ายแพ้ได้ ประเด็นสำคัญคือพวกมันรู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ในรถม้า ไหนว่าการเดินทางของผมเป็นความลับไม่ใช่เรอะ

                “อาเฟย เป็นอะไรมั้ย” จิ้นฝูถามเสียงลนลาน

                รอบกายเริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผมถูกตัดกำลังไปเพราะกลิ่นฉุนประหลาดที่ดูเหมือนจะมีเพียงผมเท่านั้นที่รับรู้ได้ ซ้ำยังไม่สามารถปล่อยจิ้นฝูออกจากแขน ถ้าเขาต้องถูกลูกหลงแล้วเป็นอะไรเข้าล่ะก็...

                “ข้าฝึกการต่อสู้มาแล้ว อาเฟยปล่อย...”

                “มะ...ไม่ได้...” ผมเค้นเสียงตอบแหบแห้ง “พวกนี้...ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เจ้าต่อกรได้...เจ้า จะ...จะตาย อึก”

                “อาเฟย!

                ผมอ้วกออกมาท่าทางน่าสมเพช กลิ่นมันชักจะแรงขึ้นทุกทีแล้วนะ...ศีรษะของหนึ่งในคนพรรคอสูรกลิ้งหลุนๆ มาชนมือ ผมหน้าซีดหนักกว่าเก่า สภาพตอนนี้เราเสียเปรียบมาก นี่มันเรื่องอะไรกัน

                “ท่านอสูรหนีไป!

                เสียงหนึ่งในคนที่กำลังต่อสู้อย่างบ้าระห่ำตะโกนกู่ร้องบอกสุดเสียง แม้จะมึนงงเท่าไหร่แต่ก็ยังจับใจความได้ชัดเจน พวกเขาพากันต่อสู้กันไม่ให้เจ้าพวกเสื้อเหลืองนั่นเข้ามาพาตัวผมไป ผมพยุงตัวลุกขึ้น รวบตัวจิ้นฝูขึ้นบ่าแล้วใช้กำลังภายในทั้งหมดส่งไปปลายเท้า ดีดตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว

                “พรรคอริเหรอ” จิ้นฝูถามขึ้น

                “ไม่รู้...แค่กๆ”

                “ข้ามันน่าสมเพชจริงๆ เวลานี้กลับช่วยอะไรไม่ได้!

                “อย่าโทษตัวเองเลย”

                ผมวิ่งสลับเหาะไปมา รู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าครั้งไหนๆ เพราะต้องใช้พลังมากกว่าปกติหลบหนีศัตรูปริศนา กลิ่นรุนแรงนั่นบั่นทอนกำลังและสติของผมไปจนเกือบหมด แค่ยังรั้งร่างให้ขยับไปตามสมองได้ก็เต็มกลืนแล้ว...

                “ระวัง!

                ไม่ทันได้ถามจิ้นฝูว่าระวังอะไร เท้าข้างหนึ่งก็ถูกอะไรสักอย่างยิงทะลุเนื้อขึ้นมา เจ็บแต่เสียงไม่ออก ผมเสียหลักร่วงลงกลางอากาศตกลงไปด้านล่างทันที ลำตัวกระแทกกับหินและดินจนเกิดเสียงตุบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า เกิดเป็นหลุมวงกลมขนาดย่อม ใจกลางมีผมนอนแผ่หงายเลือดซึม โชคดีที่จิ้นฝูปลอดภัยเพราะผมพลิกให้ร่างเขาอยู่ด้านบน ผมเจ็บเหมือนจะตายให้ได้ กระดูกในร่างอสูรร้าวป่นจนขยับเขยื้อนลำบาก

                “อะ....อา...”

                “หนี...ไป”

                ผมเค้นเสียงตอบเขาได้แค่นี้ จิ้นฝูพยายามจะลากร่างผมขึ้น แต่เพราะผมตัวหนักเกินไปและเขายังฝึกวิชาไม่ถึงขั้นจะยกของหนักกว่าตัวเองไหว พยายามเทาไหร่ผมก็ไม่ขยับ ในหูได้ยินเสียงฝีเท้ามามากกำลังเดินมา คาดว่าคงเป็นเสียงของเจ้าพวกอาภรณ์เหลืองพวกนั้น...ผมไอแค่ก สำรอกเลือดออกมาครั้งหนึ่ง ใช้แรงที่เหลือทั้งหมดคว้ามือจิ้นฝูมาจับ

                “หนีไป...หนีไปเดี๋ยวนี้”

                “ไม่ ข้าไม่ไป”

                “เจ้าจะตาย”

                “ก็ตายไปสิ!

                “ไม่ได้” ผมรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทิ้งผมไว้ แต่ถ้าผมจะเป็นสาเหตุทำให้คนดีๆ ต้องตาย ผมเองก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเขาตายไปแล้วจิ้นอวี๋เล่า “ถ้าเจ้ายังรั้งอยู่กับข้า...เจ้า...จะไม่ได้เห็นข้าอีกต่อไป”

                น้ำตาเม็ดโตไหลผล็อยลงมา จิ้นฝูสะอื้นฮึก ปวดใจเป็นบ้า อยากดึงมากอดปลอบ...แต่แค่นี้ผมก็แทบจะไม่ไหวแล้ว

                “เจ้าไม่ได้ทิ้งข้า...ไป...ไปตามคนมาช่วย....”

                เร็วเข้า...พวกบ้านั่นจะเดินมาถึงแล้ว

                จิ้นฝูมองตาผม เยื่อใยมากมายที่อธิบายผ่านคำพูดไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาผ่านทางสายตา ในเวลากระชั้นชิด ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตัดใจปล่อยมือจากผม แล้ววิ่งเข้าป่าไปได้ทันเวลาที่พวกอาภรณ์เหลืองโผล่ออกมาพอดิบพอดี เสียงวิ่งเตาะแตะค่อยๆ ห่างไป แทนที่ด้วยปลายรองเท้าสีดำของพวกเลวทรามพวกนั้น

                “เด็กที่อยู่กับมันหายไปแล้ว...”

                “ช่างเด็กนั่นเถอะ ดูอย่างไรก็ไม่สำคัญ เอาไปด้วยคงน่ารำคาญเปล่าๆ ทิ้งไว้แถวนี้เดี๋ยวก็ตายอยู่ดี”

                คนที่ถือตะเกียงแก้วโชยกลิ่นคลื่นเหียนก็อยู่ด้วย ผมขบฟันกรอด สาปแช่งพวกมันจนถึงขั้วกระดูกดำ ก่อนสติทั้งหมดจะลอยหายไปพร้อมกับกลิ่นจากตะเกียงนั่น

                ...........

                .........................

 

                จิ้นฝูวิ่งกระหืดกระหอบมาไกลมาก ตรงนี้อยู่ที่ไหนเขาก็ไม่รู้จัก แม้จะเคยอยู่ในป่าเขามาก่อนแต่ก็เป็นป่าที่เขารู้จัก ตอนนี้การเดินไปเรื่อยๆ ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย หากถูกปล่อยให้หลงป่าแบบนี้ต่อไปสักวันคงต้องตายอยู่ที่นี่ จิ้นฝูยันมือกับต้นไม้ ปาดเหงื่อที่ไหลโซมอาบใบหน้า อาเฟยจงใจบอกให้เขาทิ้งตัวเองไว้เพื่อจะให้เขารอดชีวิต เรื่องที่จะให้หาใครมาช่วยเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ กลางป่าแบบนี้จะไปมีคนอยู่ได้อย่างไร...ทั้งหมดก็แค่อุบายหลอกเด็กเพื่อให้เขาจากมา

                แค่ตายน่ะไม่เท่าไหร่ ที่ตอกลงกลางหัวใจคือสายตาคู่งามนั่นต่างหากที่ทำให้จิ้นฝูตัดใจวิ่งออกมา...สายตาที่สื่อสารว่าอาเฟยรักเขา ถ้าเขาตายไปทั้งๆ อย่างนั้น แล้วคำสัญญาที่อุตส่าห์ได้มาเล่า แม้ความหวังจะริบหรี่เพียงไหน แต่ถ้าจิ้นฝูยังมีชีวิตอยู่ก็ยังสามารถไปช่วยอาเฟยได้เสมอ ในสมองแล่นคิดวุ่นว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครดีที่สุด ทางที่เห็นชัดที่สุดคือพึ่ง เหลียงหลวนเซียน ที่จะเดินทางตามมาทีหลัง แต่หากเขาไม่ได้ใช้ทางเดินม้าเส้นทางนี้เล่า จิ้นฝูคิดต่อไปอีก

                อย่างแรกเลยคือถ้าเขาชักช้าแล้วอาเฟยเป็นอะไรไป จิ้นฝูคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าจะให้รั้งอยู่ในป่านานก็ไม่ได้อีก หรือควรหาทางออกจากป่า? ยิ่งคิดก็ยิ่งพบแต่ทางตัน

                ถึงจะเหลือแต่ศพ เขาก็ต้องไปทวงอสูรขนฟูคืนมาให้ได้

                …………….

                ...

               

                ...

                “ยังไงก็ต้องเลี่ยงคนเยอะๆ”

                “นั่นสินะ...คนน้อยๆ ย่อมดีกว่า...”

                เหล่าศิษย์ชุดขาวสว่างคุยกันไปเรื่อยๆ แบกเกี้ยวของใช้นำขบวนกันไป ชมนกชมไม้ไปพลาง หางตาก็เหลือบมองไปยังรถม้าด้านหลัง

                “อากาศก็ดีนะ ท่านประมุขไม่ยักออกมา”

                “คงนั่งทำสมาธิอยู่กระมัง”

                ก็คงเป็นเช่นนั้น...ชายชุดขาวหัวเราะฮ่าๆ

                ตั้งแต่ออกเดินทางมาจากพรรค ท่านประมุขก็เก็บตัวอยู่แต่ในรถม้าไม่ย่างเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว ขนาดนำอาหารไปให้ยังต้องส่งผ่านช่องลมเล็กๆ ทำตัวราวกับนักโทษในคุกคุมขัง จำกัดอิสระตนเองจนน่าเป็นห่วง ตกดึกก็จะได้ยินเสียงสวดมนต์ยาวยันเช้า แม้จะอยู่นอกพรรค แต่ก็ยังเคร่งครัดปฏิบัติตนทุกวี่ทุกวัน สาวกเลื่อมใสในตัวของท่านประมุขอยู่หรอก แต่ก็มากพอกับเป็นห่วงนั่นแหละนะ...

                ยังคุยกันได้ไม่เท่าไหร่ อยู่ดีๆ กลับมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ เล่นซะหนึ่งในคนที่หามเกี้ยวอยู่เสียหลักล้ม

                “อะไรน่ะ!

                เพ่งมองดีๆ จึงรู้ว่าเป็นมนุษย์...เสื้อผ้าขาดวิ่น ตัวเขรอะไปด้วยดินและฝุ่น ใส่รองเท้าเพียงข้างเดียว เส้นผมพันกันจนยุ่งฟู...บนเขาร้างก็ยังมีขอทานอาศัยอยู่หรือ พวกเขาพากันครุ่นคิด

                “โยนอาหารให้ก็พอ...”

                “พวกท่าน!

                ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด เจ้าขอทานตัวน้อยก็โพล่งเสียงดังออกมาขัด ยามเงยใบหน้าขึ้นมาชวนให้คนพบเห็นต้องเผลอหุบปากไปตามๆ กัน...นี่ขอทานหรือ เหตุใดใบหน้าถึงได้งดงามหมดจนเพียงนี้!

                จิ้นฝูจ้องมองเครื่องแบบของคนชุดขาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ หนึ่งในตำรากำราบศัตรูที่อาจารย์หวังให้ศึกษามีภาพเขียนพู่กันของชาวพรรคเซียนสวรรค์อยู่ เขาจำได้แม่นว่าคนเหล่านั้นแต่งกายกันอย่างไร เมื่อนำมาเทียบกับของจริงตรงหน้าจึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือคนของพรรคเซียนสวรรค์

                นี่คงเป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิตแล้ว จิ้นฝูเตร่อยู่ในป่าเกือบสองวัน โชคดีเหลือเกินที่ได้พบขบวนเดินทางพรรคเซียนสวรรค์...แต่ก็โชคร้ายไปในตัวเพราะเป็นพรรคศัตรูฉกาจที่มีเรื่องบาดหมางกันมาอย่างยาวนาน

                “เพื่อนของข้าถูกจับตัวไประหว่างเดินทางไปงานเชื่อมสำพันธ์ยุทธภพ พวกท่านโปรดเมตตา!

                “ยุทธภพ..เจ้าเป็นชาวยุทธ์หรือ”

                พวกเขาจ้องมองหนุ่มน้อยรูปงามสภาพคล้ายขอทานท่าทางสนอกสนใจ

                 “เจ้ามาจากพรรคไหน”

                “ระ...เรื่องนั้น...”

                จิ้นฝูชะงักไป สองจิตสองใจว่าควรจะพูดความจริงหรือโกหกดี ถ้าโกหกก็เหมือนหลอกให้พวกพรรคเซียนสวรรค์ไปช่วยศัตรู อาจจะสุมไฟเพิ่มความเคียดแค้นให้ก็ได้ ดีไม่ดีอาจจะหันไปร่วมมือกับเจ้าพวกอาภรณ์สีเหลือง...ไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าพูดความจริงไปแต่แรกคงดีกว่า ช่วยไม่ช่วยคงต้องวัดดวงกันอีกครั้ง

                เข้าตาจนจริงๆ คงต้องใช้ลูกตื้อ จิ้นฝูถอนหายใจเฮือก

                “พรรคอสูร! ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็นพรรคเซียนสวรรค์...แต่อสูรมารดำถูกลักพาตัวไป เห็นแก่งานเชื่อมสำพันธ์ที่ฮ่องเต้จัดขึ้น ได้โปรดช่วยเหลือด้วยเถิด”

                “หา! พรรคอสูรรึ” ท่าทีของพวกชุดสีขาวเปลี่ยนไปทันตาเห็น ทุกคนจับกระบี่ข้างตัว จ้องมองจิ้นฝูที่นั่งหมอบกราบอยู่ตรงพื้นสายตาชิงชัง “เจ้าหนู...ข้าว่าเจ้าโชคร้ายแล้ว”

                จิ้นฝูกำหญ้าแห้งที่ขึ้นเสียดบนดินแน่น ศีรษะยังคงโค้งก้มเช่นนั้นไม่ย่อท้อ

                เสียงก่นด่าเซ็งแซ่ปนไปกับเสียงสาปแช่ง จิ้นฝูหลับตาปี๋ เตรียมใจไว้แล้วตั้งแก่อนกระโจนออกมาว่าต้องถูกทุบตี แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อให้พวกเขาใจอ่อน แม้ไม่รู้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือจริงหรือไม่ก็ตาม เสียงไม่พอใจทวีความดังมากขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ จิ้นฝูพยายามไม่ฟังอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องจิตตก แต่แล้วกลับมีเสียงเย็นๆ เสีงหนึ่งดังแหวกเสียงด่าทอขึ้นมา

                “หยุด”

                ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูของรถม้า ทุกสายตาหันไปจับจ้องบุรุษผมเงินยวงยาว อาภรณ์ขาวสว่างบริสุทธิ์ราวส่องแสงได้ ใบหน้าเสมือนเทพสลักรูปปั้น จิ้นฝูมองคนผู้นั้นตาค้าง ปลายรองเท้าสีขาวที่ก้าวลงจากบันไดคล้ายจะไม่แตะพื้นดิน

                บุรุษผู้นั้นเดินราวกับลอยได้เข้ามาหาเขา ก้มใบหน้านิ่งเรียบน่าเกรงขามลงมอง

                “อสูรมารดำเป็นเพื่อนเจ้าแล้วถูกจับตัวไป?”

                “...ขอรับ”

                เขาเพ่งมองจิ้นฝูอยู่หลายอึดใจ ไม่มีใครพูดแทรกเขาขึ้นมาเลยแม้แต่คนเดียว จิ้นฝูระวังตัวเงียบๆ ยอมนั่งนิ่งให้คนผู้นั้นจ้องมองตนจนพอ

                “...ได้”

                “ว่าอย่างไรนะขอรับ” เหล่าผู้ติดตามถามหน้าเหลอหลา

                “ไปช่วยอสูรมารดำ...เด็กคนนี้ไม่ได้พูดปด”

                “แต่อสูรมารดำเป็น...”

                เพียงแค่ชายคนนั้นตวัดสายตามองปราดเดียวทุกคนก็พากันหุบปากฉับ จิ้นฝูจับมือที่เขายื่นมาให้พยุงตัวลุกขึ้นยืน นี่หรือประมุขพรรคอริ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองผิดคาด...ดูเป็นมิตรมากกว่าท่านชายน้อยซะอีก

                “ทำกุศลบุญแก่ศัตรูคือหนทางหลุดพ้นอย่างหนึ่ง...เจ้าชื่ออะไร”

                “จิ้นฝูขอรับ”

                “งั้นรึ...ไหนเจ้าลองบอกเรื่องราวทั้งหมดมาหน่อยสิ”  



________________________________________________________________________________


นี่มันสุดยอดไปเลย----หลวงพี่ออกมาแล้ว!! แค่กๆ55555555


กลับมาแล้วครับ ขอโทษที่หายไปเสียนาน


ผมวุ่นวายกับงานจนแทบจะขาดใจตายเลยจริงๆครับ ขอโทษที่ปล่อยให้ทุกท่านรอคอยกัน ขอบคุณที่ยังติดตามกันมาจนถึงตอนนี้นะครับ


ตอนนี้มีเรื่องที่ว่าท่านชายน้อยคิดยังไงกับอสูรหมาปอมกันแน่โผล่ขึ้นมาแล้วหนึ่ง...ชอบหรือมั่วชั่วร์หรือไม่ มาติดตามคนซึนเดเระกัน ถถถถถถ


จิ้นฝูแน่นอนกับอสูรมาปอมมาก เป็นเด็กที่ซื่อตริงดีจริงๆ


ส่วนหลวงพี่ยังไม่มีบทกับอสูรหมาน้อย ทำไมเห็นแววชวนกันไปเข้าวัดก็ไม่รู้55555555555555//ล้อเล่นนะอย่าเชื่อเชียว....


สุดท้ายนี้สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะครับผม ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทั้งปีนี้และปีหน้าๆเลยนะครับ


ด้วยรักส์

//ปาใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 377 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #1954 FernNAlls (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 12:19
    อนุโมทนาบุญด้วยนะคะหลวงพี่
    #1,954
    0
  2. #1901 RUNY 10VELY J. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 19:11
    สาธุบุญโยเรค่ะหลวงพี่ ช่วยอธิฐานให้น้องอ่านทันก่อนไรท์ลบเรื่องด้วยนะเจ้าคะ
    #1,901
    0
  3. #1841 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 10:37
    หลวงพี่น่าร้ากกก
    #1,841
    0
  4. #1807 อสูรเงาปีศาจ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 19:33
    สองคำที่กลั่นออกมาจากใจเลยคับ

    'สาธุ' 5555
    #1,807
    0
  5. #1798 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2561 / 07:19
    ละ หลวงพี่
    #1,798
    0
  6. #1774 Overwhelm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 11:41
    ท่านพี่คนดี55555
    #1,774
    0
  7. #1597 bb.smile (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:58
    โอ้ยยยยย
    #1,597
    0
  8. #1520 mumuninnin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 02:59
    ปวดใจรอเลยได้มะ รู้สึกจะมีดราม่าใหม่รออยู่
    #1,520
    0
  9. #1439 ni_ky (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 19:17
    หลวงพี่มาแล้วคงไม่ชวนหมาน้อยของเราไปเข้าวัดหรอนะ55555
    #1,439
    0
  10. #1302 Ameba(ครับผม) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 10:45
    ห๊ะ!! หลวงพี่!?
    #1,302
    0
  11. #1245 bloodc2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 17:05
    ช่างมีคนจิ้นได้เยอะเหลือเกิน เอื้อ
    #1,245
    0
  12. #1094 JutapornPimon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 16:26
    ถึงจิ้นฝูจะเป็นคนดี..มากๆ แต่ชุ้นอยู่ทีม #ท่านชายน้อย เจ้าค่ะ
    #1,094
    1
    • #1094-1 nwyxa529(จากตอนที่ 13)
      23 พฤษภาคม 2564 / 01:14
      ใช่ เราก็เหมือนนนกันนน จิ้นฝู

      รุกแรงไปนะเราว่า
      #1094-1
  13. #1033 at2017 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 22:44
    แทบตัดสองคนนี้ทิ้ง พระเอกคงไม่ใช่เหลือแค่นายน้อยเหลียงหรอกใช่ไหม?
    #1,033
    0
  14. #534 Sei-chan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 15:16
    นมัสการหลวงพี่--
    #534
    0
  15. #352 ภูตเงา [Doppelganger] (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 15:13
    ทำไมรู้สึกเชื่อสุดใจเลยอ่ะว่าหลวงพี่กับอสูรหมาน้อยจะชวนกันไปเข้าวัด555555
    #352
    0
  16. #232 Blueheart (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:47
    เปิดตัวหลวงพี่
    #232
    0
  17. #197 Narh_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 11:20
    ช่วยหมาปอมนะเพคะ!!!
    #197
    0
  18. #133 Farenze (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 19:48
    หลวงเพ่!!!!!! ช่วยหมาปอมด้วยยยยยยยย
    #133
    0
  19. #131 BenTo@Love.com (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 15:00
    แง อสูรหมาปอม อย่าเพิ่งตายนะ TTT
    สวัสดีปีใหม่ค่า ชอบเรื่องนี้มากเลย อ่านรวดเดียว ไรท์แต่งต่อนะคะ เรื่องงานก็สู้ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้
    #131
    0
  20. #122 kaopunb (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 08:23
    สวัสดีค่ะหลวงพี่!!!
    #122
    0
  21. #121 new นิวน้อย (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 23:09
    อยากให้ถึงตอนเจอตอนกายร่างแล้งงะ
    #121
    0
  22. #120 cantus1011 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 22:56
    นานมาก คิดถึงเรื่องนี้จริงๆ (T T)
    รอตลอดเรยว่าเมี่อไรจะอัพ ในที่สุดก้มาสักที่ ตอนนี้มีปมของชายน้อยที่อยากรู้มักๆ กับ ท่านเจ้าอาวาสที่จะเคร่งในศีลซะเหลือเกิน ไม่รุ้ว่าจะตกหลุมรักอสูรปอมๆของเรายังไง 555
    #เรือจิ้นฝู
    #120
    0
  23. #119 ดารุมะ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 22:16
    หลวงพี่มาแล้วววว555#ยังคงเชียร์จิ้นฝู่#สายยันก็ลำบากหน่อยนะท่านชายน้อย หมาปอมไม่เข้าใจ555
    #119
    0