อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 12 : ระยะห่างที่ใกล้ขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 397 ครั้ง
    12 มิ.ย. 61

ระยะห่างที่ใกล้ขึ้น

  

            ...หัวผมกำลังจะแตกแล้วระเบิดตู้ม

                ไม่ได้พูดเล่นนะ พูดจริงๆ หัวผมกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว! เดิมทีก็ไม่ใช่คนความจำดีอะไร ซ้ำยังเกลียดการท่องจำมากกว่าสิวอักเสบอีกด้วย แล้วการที่ต้องมานั่งท่องกฎวังมันก็ไม่ใช่วิสัยของอสูรไม่ใช่หรือ แล้วผมจะไปนั่งท่องจำยศลำดับ คำกล่าวอวยพรบ้าๆ บอๆ พวกนี้ไปทำไมกัน...อ๋อ ใช่ เพราะฮ่องเต้ที่มีนามว่าจินหลงคนนั้นต้องการจะคุยสนทนากับเจ้าอสูรมารดำอย่างไรล่ะ...

                เรื่องที่ต้องเข้าวังเป็นเรื่องที่หนีไม่ได้อันนั้นผมก็รู้อยู่หรอก...แต่ตัวผมในตอนนี้น่ะไม่ใช่มนุษย์นะ ถ้าจะทำเนียนเป็นเดรัจฉานไร้สำนึก แล้วเนียนนอนเฉยๆ เน้นโชว์ตัวจนงานจบแล้วกลับๆ เลยก็น่าจะเป็นไปได้อยู่ ตอนแรกผมก็กะจะใช้แผนแกล้งทำเป็นอสูรโง่พูดภาษาคนไม่ได้ แล้วนั่งขดตัวใช้แผงขนหนาสีดำฟูนุ่มหนุนต่างหมอนนอนแผ่สบายๆ อยู่แต่ในกรงคลุมผ้าปัก ไม่ออกไปสู่สายตาของใครนอกจากฮ่องเต้ที่ต้องการยลโฉมตัวอสูร แต่สุดท้ายก็ต้องพับแผนนี้หนีไป หนึ่งเพราะผมกลัวถูกจับได้ และสองโดนข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง แต่เดิมวิญญาณผมก็เป็นมนุษย์ทั้งแท่ง ปากก็พูดปร๋อ เข้าใจวัฒนธรรมมนุษย์เป็นอย่างดี จะมาตบตาคนเอาป่านนี้ก็คงสายไปแล้ว ในเมื่อวิญญาณมีความเป็นมนุษย์เต็มเปี่ยม ฮ่องเต้ที่ชื่นชอบสนใจสัตว์ในตำนานเล่าขานต้องอยากสนทนาด้วยเป็นแน่ เหลียงจิวซินจึงขอร้องแกมบังคับ ยัดเยียดม้วนกฎวังหลายปึกมาให้อ่าน...เขากล่าวว่ากันพลาดไว้ก่อนดีกว่า อยู่กับฮ่องเต้เหมือนอยู่กับเสือ อย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่ใช่ชาวยุทธ์ เขาย่อมไม่เข้าใจชาวยุทธ์หมดจด ถ้าผมทำให้ฮ่องเต้ถูกใจได้ นั่นก็นับเป็นผลดีกับพรรคอสูรอย่างยิ่ง แต่ในทางกลับกัน ถ้าเผลอทำตัวไม่สมควรเข้าไปสักหน่อย แม้ตัวผมไม่โดนลงโทษอะไรมาก แต่หลังจากจบงานพรรคทั้งพรรคก็คงอยู่ยาก หนำซ้ำยังอาจจะเผยช่องโหว่ให้พรรคเซียนสวรรค์ที่เป็นพรรคอริกับพรรคอสูรอาศัยความไม่พอใจในตัวฮ่องเต้มาใช้อ้างจู่โจมขับไล่พรรคอสูรก็เป็นได้

                เมื่อราวกับว่าอนาคตคนทั้งพรรคหล่นใส่หัวอสูรผู้น่าสงสาร ผมก็จำต้องงัดความแมนที่มีอยู่น้อยนิดขึ้นมา นั่งจดจำคำพูดสวยหรูยืดยาวดีๆ และเรื่องที่จะนำมาใช้สนทนากับฮ่องเต้คนนั้นจนในหัวเหมือนโดนปั่นจนเหลว ครั้งแรกที่เห็นม้วนกระดาษกฎวัง ผมก็ยังชื้นใจอยู่บ้างว่าน่าจะพอไหว...แต่เจ้ารายชื่อพรรคที่เป็นอริกับพรรคอสูรนี่ต่างหากเล่าที่ไม่โอเคอย่างแรง! ขอโทษทีเถอะ แต่นี้พรรคเรานิสัยแย่ขนาดไหนกันแน่เนี่ย ทำไมถึงได้มีพรรคที่ตั้งตัวเป็นศัตรูอยู่เยอะขนาดนี้ ให้ท่องจำให้หมดหรือ...จะบ้าเรอะ! ชื่อยาวยืด คลี่ออกมาทีปลายม้วนงี้กลิ้นขลุกๆ ไปชนกับของกำแพงอีกฝั่งของห้องด้วยซ้ำ ประสาชื่อแฟนเก่าผมยังจำไม่ค่อยจะได้ นับอะไรกับชื่อพรรคกว่าร้อยชื่อที่ผมต้องระวังพวกนี้

                เป็นอสูรสบายใจมาก็หลายเดือน เพิ่งจะมามีเรื่องประสาทแตกเอาก็วันนี้

                หรือนี่จะเป็นค่าตอบแทนของการอยู่ดีกินดีทั้งหมด...แลกกับข้าวอร่อยๆ และที่ซุกหัวนอนดีๆ คือแรงงานทาสที่เอาชีวิตเข้าแลกโดยการแบกรับความเป็นอยู่ของคนทั้งพรรค ผมถอนหายใจยาวเหยียด เอนตัวพิงกับหมอนอิง ทำปากขมุบขมิบท่องนู่นท่องนี่คนเดียวต่อไปเงียบๆ...เอาวะ อย่างน้อยถ้าไม่ใช่เพื่อคนทั้งพรรค...งั้นเพื่อจิ้นอวี๋...หมิงเล่อ และจิ้นฝูก็ยังดี...

                จิ้นฝูนับจากวันก่อนนั้นก็ยุ่งจนไม่มีเวลามาหาผมเท่าไหร่...เขาต้องเจียดเวลาไปฝึกซ้อมกับอาจารย์ที่เหลียงจิวซินจัดหามาให้ ไหนจะยังต้องออกตระเวนไปกับหลิ่วก้านลู่ บางครั้งต้องไปที่หมู่บ้านห่างไกล กว่าจะกลับก็หลายวัน กลับมาแทนที่จะได้พักก็ต้องวิ่งวุ่นไปหาอาจารย์ฝึกวรยุทธ์...รู้สึกจะนามว่าหวังซิ่น ผมเคยพบคนผู้นี้อยู่นับครั้งได้ ดูภายนอกเป็นชายวัยกลางคนหน้าจืดๆ ท่าทางซื่อๆ มีเสน่ห์ตรงที่ยิ้มกว้างอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่หวังซิ่นเริ่มตั้งกระบวนท่าต่อสู้หรือเริ่มร่ายรำดาบเมื่อใด ท่าทางชายซื่อจะปลิวหายไปทันที ได้ยินมาว่าเขาเป็นอาจารย์ของท่านชายน้อยคนนั้นเช่นกัน ฉะนั้นฝีมือคงไม่ใช่เล่นๆ เป็นแน่

                ทั้งหลิ่วก้านลู่ ทั้งหวังซิ่น อาจารย์มากฝีมือและความสามารถสองคนต่างถูกอกถูกใจจิ้นฝู เลยยื้อแย่งเวลาว่างทั้งหมดของเขาไป ทำให้ช่วงนี้ผมไม่พบเขาเลย แค่เงาหลังก็ยังไม่เห็น...ล่าสุดที่พบกัน จิ้นฝูคล้ำลงไปเยอะ ผิวขาวผ่องเริ่มเป็นสีทอง แม้จะดูสวยและมีเสน่ห์ต่างไปอีกแบบ แต่สีหน้าของเขาดูเหนื่อยมาก เจอกันผมจะเป็นฝ่ายชวนเขาคุยมากกว่า พยายามทำตัวร่าเริงเต็มที่ ส่วนฝ่ายจิ้นฝูส่วนมากจะมานั่งจับมือส่งยิ้มให้อย่างเดียว แป๊บๆ ก็ต้องผละตัวจากไปแล้ว

                เหงา...อืม ก็คงใช่

                ผมละสายตาออกจากตัวหนังสือยุบยับตรงหน้าเพื่อพักสายตาล้าๆ แล้วหันไปหยิบตำราสมุนไพรเล่มหนึ่งขึ้นมาแทน

                ขอบมุมกระดาษหลายส่วนถูกเพลิงไฟเผาไป แต่เนื้อหาด้านในยังดีอยู่ เมื่อคิดถึงรอยยิ้มและน้ำเสียงหวานใสของเจ้าของหนังสือ มุมปากของผมก็กระตุกยกขึ้นอย่างอ่อนโยน เล็บแหลมเขี่ยไปเปิดหน้าหนังสือที่คั่นด้วยดอกไม้แห้งเอาไว้ ดอกไม้ที่จิ้นฝูมอบให้ในวันนั้น ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงซากดอกไม้แห้งๆ สีน้ำตาลกรอบไปเสียแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมยังคงเห็นมันสวยเหมือนครั้งที่จิ้นฝูเด็ดมามอบให้ อยากหาซองพลาสติกมาใส่เอาไว้ชะมัด...น่าเสียดายที่ในยุคนี้ไม่มี คงต้องสอดเก็บเอาไว้อย่างระมัดระวังไปพลางๆ ค่อยหาวิธีเก็บรักษาที่ดีกว่านี้ก็แล้วกัน

                ผมถอนหายใจเหม่อมองดอกไม้แห้ง รู้สึกเหงาจับจิตที่ไม่มีใครมาคุยด้วย เคยเรียกหมิงเล่อเข้ามาสนทนาแก้เหงาอยู่บ้าง แต่รายนั้นยิ่งคุยยิ่งเครียดเลยไล่ไปไกลๆ ตอนนี้เจ้านักฆ่าจอมเด๋อคงไปเที่ยวเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง ฝ่ายจิ้นอวี๋ก็ยุ่งอยู่กับงานในโรงครัว เหล่าคนอื่นในพรรคก็พินอบพิเทาผมเสียจนคุยเล่นกันไม่ได้ ผมฟุบตัวลงนอนหมอบ หมุนดอกไม้แห้งในมือไปมาเบื่อๆ

                ทันใดนั้นแสงจากหน้าต่างก็ถูกอะไรบางอย่างบดบังเป็นเงาสีดำทาบลงมา

                ผมเหลือบดวงตาอ่อนแสงขึ้นมอง เห็นร่างสูงโปร่งในชุดดำล้วนกำลังนั่งชันเข่ามองมาจากขอบหน้าต่างก็ตกใจจนเกือบปาม้วนกระดาษข้างมือใส่

                “ท่านชายน้อย!

                มาเงียบๆ ไม่ให้ซุ่มให้เสียง เกือบนึกว่าเป็นผีแล้วไหมล่ะ! ผมล่ะอยากเปลี่ยนเครื่องแบบผีดิบจีนของคนในพรรคนี้เหลือเกิน “มา...เอ่อ...มีอะไรหรือ”

                แล้วทำไมต้องมาทางหน้าต่าง...ผมย่นคิ้วฉงน กล่าวถึงเหลียงหลวนเซียน ผมกับเขาไม่ได้มีปากเสียงใส่กันมาพักใหญ่ ไม่สิ ต่างฝ่ายต่างไม่คุยกันเลยจะดีกว่า ผมมักเดินสวนกับเขา หรือเจอเขาในพรรคถี่ขึ้น แต่นอกจากมองกันไปมองกันมา ผงกหัวคำนับใส่กันตามมารยาทก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย เขามีพวกของเขาผมมีพวกของผม เรียกได้ว่าต่างคนต่างอยู่ แม้จะผ่านพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกันมาแล้ว แต่ความสำพันของผมกับเขาก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะดีขึ้น วันนี้ผีเข้ารึไงถึงได้โผล่มาตรงหน้าต่างห้องอสูรได้

                คงไม่ได้จะมาหาเรื่องกันหรอกมั้ง...ผมมองเหลียงหลวนเซียนเกรงๆ เห็นเขายังนั่งเต๊ะเท่อยู่บนขอบหน้าต่างไม่ยอมเข้ามาดีๆ ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

                “เข้ามาข้างในไหมท่านชายน้อย?”

                “ไม่ล่ะ” เหลียงหลวนเซียนตอบเสียงแข็ง “ก็แค่นึกอยากมาดูเจ้าอสูรหัวทึบเท่านั้นแหละ”

                เอออออออ ขอโทษ เอออออ

                “เช่นนั้นก็คงสมใจท่านชายน้อยแล้วล่ะ” ผมแอบยู่ปากใส่ ยกม้วนกระดาษยาวขึ้นมาปิดหน้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นร่างสูงสง่าของท่านชายน้อยปากเสียคนนั้นอีก

                สุดท้ายก็มาเพื่อหาเรื่องเยาะเย้ยกันเท่านั้นเองมิใช่เรอะ!

                “ท่านพ่อบอกกับข้าว่าอีกสามวันคนในวังจะมารับเราแล้ว”

                “อีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงวันจัดงานมิใช่รึ” ผมตอบเขาไป แต่ยังไม่ยอมลดม้วนกระดาษลงจากหน้า

                “ก็นะ อสูรอย่างเจ้าคงไม่รู้จักคำว่าเตรียมตัวก่อนเวลา”

                เส้นเลือดข้างขมับผมเต้นตุบๆ...ทนไว้อี้เฟย ทนไว้...อดปากไม่ต่อปากต่อคำมาได้ตั้งหลายวัน ไหนจะยังต้องไปงานด้วยกันอีก จะมาแตกเอาตอนนี้ไม่ได้ อะไรที่พอหยวนๆ ก็ปล่อยไปเถอะ...

                “ชะ...ใช่ ท่านชายน้อยกล่าวได้ถูก”

                ผมได้ยินเสียงหัวเราะหึแกมดูถูกดังขึ้นมา ทนไว้โว้ย...ทน...

                “ใช่ ข้าพูดถูกอยู่เสมอ แล้วยังไงเล่า สามวัน...ท่องไปได้เท่าไหร่แล้วล่ะ ท่านอสูรในตำนาน”

                ผมสะอึก ความโกรธมาจุกอยู่ตรงลำคอและกำลังแปรเปลี่ยนเป็นไฟสีฟ้าเตรียมจะพ่นออกมาใส่ใบหน้าหล่อเหลายียวนของเหลียงหลวนเซียน

                “ก็...ไม่เท่าไหร่” ผมกัดฟันกรอด พยายามจะไม่ระเบิดความเครียดออกมาเผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่ทว่าก็ยังไม่อาจซ่อนประกายเปลวไฟสีฟ้าเล็กๆ ที่เล็ดรอดออกมาผ่านดงเขี้ยวไว้ได้

                ฉับพลันร่างของท่านชายน้อยตรงริมหน้าต่างก็หายวับแล้วมาปรากฏตัวยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความเร็วเพียงแค่กระพริบตา ผมสะดุ้งเล็กน้อยตอนที่เห็นเขามาอยู่ใกล้ตัวด้วยความไม่ชิน แม้จะไม่ใกล้กันมาก แต่ผมก็อดจะขยับตัวถอยหนีนิดหน่อยด้วยท่าทางเก้อๆ ไม่ได้

                “อะไร....” ผมถามสีหน้างงงวย

                “จะถอยไปไหนของเจ้า มานี่” เหลียงหลวนเซียนหันมาเอ็ดใส่ผม ก่อนจะดึงม้วนรายชื่อไปจากมือ “ให้ตายเถอะเจ้า โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้นเสมอต้นเสมอปลาย”

                “มะ...หมายความว่าอย่างไรไม่ทราบ” ผมถามขณะค่อยๆ เขยิบตัวไปใกล้ๆ เหลียงหลวนเซียนกลอกตาเบื่อหน่าย แล้วเป็นฝ่ายทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างจนไหล่ชนกันอย่างไม่ตั้งใจ

                “สมัยก่อนเจ้าก็เป็นเช่นนี้ ข้าพูดสิ่งใดเจ้าก็ไม่เคยเข้าใจ” เหลียงหลวนเซียนบ่นหงุดหงิด นัยน์ตาสีเทาเลื่อนอ่านรายชื่อยาวยืดในมืออย่างรวดเร็ว ท่าทางคล่องแคล้ว

                “สมัยก่อนข้าจะเป็นอย่าไรก็ช่างสิ ข้าจำได้เสียที่ไหน” ผมอดปากเถียงกลับไปไม่ได้ อย่างน้อยตัวผมในตอนนี้เนื้อในก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่อสูรที่แต่เดิมมีแค่สัญชาตญาณดิบเถื่อนสักหน่อย

                เหลียงหลวนเซียนนิ่งไปหลายอึดใจ ม้วนกระดาษในมือลดลงมาช้าๆ

                “...จำไม่ได้?”

                “ใช่ เจ้ายังไม่รู้หรือ ข้านึกว่าเจ้ารู้ตั้งแต่ตอนที่ท่านประมุขแบกร่างไหม้ๆ ของข้ามาแล้วเสียอีก”

                “ตอนนั้นก็ได้ยินผ่านๆ แต่ไม่ได้สนใจ...เจ้าก็ยังจำข้าได้ไม่ใช่หรือไง”

                “ก็จริง แต่จำได้ไม่หมดหรอก จำได้แค่ว่าเคยพบเจ้าเมื่อตอนเจ้ายังเด็ก ข้าตามติดเจ้า...เจ้ารำคาญข้า แกล้งข้า สุดท้ายเจ้าก็ย้ายบ้านหายไปเท่านั้น”

                ดวงตาหงส์สีเทาเหลือกโตกว้าง เหลียงหลวนเซียนทำท่าเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็มีเพียงเสียงลมเบาบางที่ออกมาจากริมฝีปากหยักสวยเท่านั้น

                “เมื่อก่อนเจ้ามันโง่” สุดท้ายเหลียงหลวนเซียนก็กลับมาทำสีหน้าสุขุมตามเดิม “ตอนนี้ดูเหมือนจะฉลาดขึ้นมาหน่อย...แต่สุดท้ายก็โง่เหมือนเดิม”

                ผมไม่ตอบอะไรกลับไป เหลียงหลวนเซียนก็ไม่ด่าอะไรออกมาอีก เขานั่งอ่านรายชื่อในม้วนกระดาษยาวเหยียดไปเรื่อยๆ จนความยาวของมันค่อยๆ หดสั้นลง ผมไม่รู้ว่าเขาจะมาแย่งผมดูทำไม แต่สุดท้ายเพราะขี้เกียจจะเถียงด้วยเลยหันหน้าเท้าคางหนี อ้าปากหาวออกมาสักที แล้วหลับตาพริ้มฟังเสียงนกด้านนอกเล่นแทน

                เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ช่วงไหล่ที่นั่งเบียดกันอยู่โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนยอมกระเถิบหนีขยับเสียดสีกันน้อยๆ จวบจนกระทั่งขนแขนของผมถูกดึงกระตุกเบาๆ

                “อย่าบอกนะว่าเจ้าหลับ” เหลียงหลวนเซียนส่งเสียงเอ็ด

                “งี่เง่า ใครจะไปหลับลง มีท่านชายน้อยมานั่งเบียดอยู่อย่างนี้ ข้าเพียงแค่หลับตาฟังเสียงนกเท่านั้น”

                เหลียงหลวนเซียนยกไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ ม้วนกระดาษที่เขาอ่านตอนนี้ถูกม้วนเก็บเรียบร้อย พร้อมกับโยนมาใส่บนตักผม “อะไร...”

                “ข้าขีดรายชื่อที่จำเป็นต้องจำจริงๆ เอาไว้ให้ จำไปแค่ที่ข้าขีดก็พอ”

                “มะ....มาทำดีกับข้าทำไม หรือนี่คือการแกล้งของท่านชาย?”

                “เห็นข้าเป็นนักเลงข้างถนนหรือ! อย่างเจ้านี่มันไม่สมควรเสียเวลาช่วยเลยจริงๆ ข้าก็แค่นึกเวทนาสมเพชสติปัญญาของเจ้าต่างหาก หรือเจ้ามีความสามารถจะจำเจ้ารายชื่อไร้สาระนี่หมดภายในสามวันเจ้าก็เอาซี่”

                เหลียงหลวนเซียนตะวาดใส่หน้าอย่างเดือดดาล พลางทำท่าจะแย่งม้วนกระดาษไป แต่ผมไวกว่า เลยรีบฉวยมันแล้วกอดซุกไว้ในขนสีดำหนาๆ จนมิด

                “ข้าแค่ปากพล่อย ขอบคุณท่านชายน้อย”

                “เหอะ...” เหลียนหลวนเซียนส่งสายตาเย็นชามาให้ แล้วหยัดกายลุกขึ้นเดินหนีไปทางหน้าต่าง ก่อนจะปีนออกไป...

                ...ประตูมีไว้ทำไมกันนะ

                “ข้าไม่ได้อยากจะช่วยเจ้าหรอกนะ แต่ถ้าเจ้าทำตัวหน้าขายหน้ามันลำบากข้า” เหลียงหลวนเซียนยังมิวายหันมาตะโกนแว้ดใส่ผมครั้งสุดท้าย จบคำร่างในชุดอาภรณ์ดำก็หายวับไปราวกับเวทมนต์

                “รู้แล้วล่ะน่า...” ผมขมุบขมิบปากก่อนจะแลบลิ้นใส่ไล่หลัง ลดทิฐิในใจลงแล้วเปิดม้วนรายชื่อที่ถูกท่านชายน้อยขีดกำกับให้ลดลงมากกว่าครึ่งอ่านต่อ...

                ...

 

                เตรียมตัวก่อนเวลา’…เรียกได้ว่าประโยคเหน็บแนมนี้ของท่านชายน้อยช่างทำนายได้แม่นยำยิ่งนัก เป็นปากอัปมงคลราวกับอีกาไม่มีผิด!

                “นี่คือคนของกรมวังหลวง นามว่าซุนเหยาเวิ่น และคณะผู้ติดตามทั้งห้า พวกเขามาเพื่อพบปะกับท่านอสูร...”

                ผมมองคนที่วังหลวงส่งมา พบปะ ด้วยสายตายิ้มแหยๆ เพราะตอนนี้นายข้ารับใช้จากวังหลวงคนนั้นกำลังยืนแข้งขาสั่นพั่บๆ เตรียมจะเป็นลมล้มพับลงไปทุกเมื่อ

                ดูก็รู้แล้วว่าฮ่องเต้จินหลงคนนั้นน่ะอยากจะเจอผมมากขนาดไหน ถึงกับส่งข้ารับใช้มาหาก่อนเวลาแบบนี้! หรือไม่ถ้าผมไม่ได้มองเข้าข้างตัวเองมากไป ชายคนนี้ก็คงถูกสั่งให้มาสังเกตอสูรมารดำก่อนเข้าวัง อย่างไรความปลอดภัยของคนในวังก็ต้องมาก่อน ผมกำลังถูกตรวจสอบอย่างมีมารยาทว่าไม่ได้มีท่าทีดุร้ายหรือเป็นอันตรายอะไรใช่หรือไม่ แต่ดูท่าทางจะเป็นลมเป็นแล้งของซุนเหยาเวิ่นและคณะติดตามที่ตัวสั่นงันงก ผมว่าผมไม่น่าจะผ่านเกณฑ์แล้วล่ะ...

                ผมมองสำรวจซุนเหยาเวิ่น เขาใส่เครื่องแบบขันที ใบหน้ากลมสีขาวป้อมเหมือนพระจันทร์ ดวงตาก็หรี่เรียวแหลมเฉียงขึ้นเหมือนใช้ก้านธูปขีดเส้นบางๆ เอาไว้ คิ้วบาง มุมปากยกขึ้น...หน้าตาเขาเหมือนแป๊ะยิ้ม...ใช่ เจ้าตัวมาสคอตยอดฮิตของตรุษจีนหน้าตาแบบหมอนี่เป๊ะเลย

                ส่วนคณะที่เหลืออีกห้าคน แค่ผมเหลือบตามองแวบเดียวก็เป็นลมน้ำลายฟูมปากไปแล้ว...ขอโทษครับ

                “นะ...นะ...นี่หรืออสูรมารดำ....นะ...นะ...ในตำนาน....นาน...”

                ผมฟังไปลุ้นไปจริงๆ นะว่าเขาจะพูดจบประโยคหรือไม่ สู้ๆ สิเพื่อน! ไม่มีไอ้นั่นใช่ว่านายจะหมดความชาญชัยในฐานะบุรุษเสียหน่อย...ผมแอบกำมือเอาใจช่วย

                แต่ไม่รู้ทำหน้าดุไปหรือยังไง คนพูดเลยน้ำตาไหลนองหน้าไปแล้ว

                “ฮือ...ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!” ซุนเหยาเวิ่นทรุดลงคำนับผมเหมือนคนหมดความหวังที่จะมีชีวิตต่อ ผมอึ้งจนพูดไม่ออก พลางได้ยินเสียงกลั้นขำจากที่ไหนสักแห่ง...เหลียงหลวนเซียนแอบเบือนหน้าขำผมอยู่

                บันเทิงเริงรมย์เหลือเกินนะท่านชายน้อย ผมยกมือขึ้นนวดขมับ แต่แค่ผมขยับ เหล่าคณะจากวังหลวงก็สะดุ้งตัวโยนเป็นแถบๆ

                “ลุกขึ้นเถอะ...ข้าไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นหรอกนะ” ผมพยายามทำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะเสียงเจ้าอสูรมันทั้งแหบทั้งต่ำ เหมือนขู่คำรามอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะดีขึ้นจึงแย่ลงภายในพริบตาเดียว

                ผมกำลังจะประสาทแตกอย่างห้ามไม่อยู่ ยามเห็นใบหน้าขลาดกลัวของผู้คนที่มองผมเหมือนเห็นผีร้ายถือดาบเตรียมจะฆ่าคนทุกเมื่อ เพราะอยู่ในพรรคอสูรที่มีแต่คนชื่นชอบ พอมาเห็นท่าทางร้องห่มร้องไห้ของกลุ่มคนปกติตรงหน้าช่วยกระชากสติผมกลับมาดีนักแล ใช่สินะ...ยังไงผมในตอนนี้ก็น่ากลัว ไม่ได้น่ารักเป็นมิตรเสียหน่อย

                จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาดื้อๆ ถ้าตอนนี้ผมอยู่ในร่างเดิม คนพวกนี้คงไม่ร้องไห้หน้าดำหน้าแดงแบบนี้ใช่ไหม แค่เปิดปากพูดก็ไล่คนไปได้ไกลร้อยลี้ แค่ขยับตัวคนก็เป็นลมล้มพับสติแตกกันอย่างง่ายดาย ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วถอยออกมาช้าๆ การถูกตัดสินจากภายนอกเป็นเรื่องไม่น่าให้อภัยจริงๆ แต่ผมก็คงว่าพวกเขาไม่ได้ เพราะถ้าผมเป็นคนปกติ เห็นเจ้าอสูรเข้าก็คงเป็นอย่างพวกเขา ดีไม่ดีคงวิ่งหนีไปก่อนที่จะได้เผชิญหน้าด้วยซ้ำ

                ผมไม่คิดจะแก้ตัวอะไร ดีเสียอีก ให้พวกเขาไปรายงานว่าอสูรโหดร้ายน่ากลัว ผมจะได้ไม่ต้องแบกร่างหนักๆ ขนหนาๆ ออกจากพรรคไปไหน ถึงจะแอบเสียดายว่าจำกฎและจำรายชื่อที่ต้องระวังตัวไว้ได้เยอะแล้วก็เถอะนะ

                ผมปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร แต่หลังของผมกลับชนเข้ากับร่างของเหลียนหลวนเซียนที่โผล่มาตอนไหนก็ไม่ทราบเข้า

                เหลียงหลวนเซียนเหลือบมองผมด้วยสายตายิ้มๆ เขาคงอยากเยาะเย้ยผมเต็มแก่แล้วสินะที่ผมหน้าตาน่ากลัวอัปลักษณ์ ทำให้ใครต่อใครรังเกียจได้อย่างง่ายดายแบบนี้

                แววตาสีเหลืองอ่อนของเจ้าอสูรวูบไหว ม่านน้ำตาบางๆ เอ่อขึ้นมา

                เหลียงหลวนเซียนชะเง้อหน้ามอง สายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยื่นมือเรียวขึ้นคว้าปากผมจับจากด้านหลัง

                “พวกท่านโปรดวางใจเถิด อสูรตนนี้มีดีแค่หน้าตาน่ากลัวเท่านั้น”

                ปากผมถูกบีบ แล้วดึงลงขยับไปมาเหมือนพยักหน้าหงึกหงัก

                อะ...อะไรของเจ้านี่กัน

                พวกคณะเดินทางจากวังหลวงหยุดร้องไห้แล้วแอบเหลือบตามองกล้าๆ กลัวๆ เหลียงหลวนเซียนปั้นหน้ายิ้ม อาศัยใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์หลอกล่อให้เหล่าคนพวกนั้นตายใจมองเคลิ้มๆ ท่านชายน้อยเจ้าปัญหาแกล้งดัดเสียงนุ่มหู สุภาพอ่อนน้อม แล้วเอ่ยต่อ

                “เจ้าอสูรตนนี้ได้เข้าพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกับข้าแล้ว พวกท่านโปรดไว้วางใจ หากมีข้าอยู่ด้วย มันไม่กล้าทำอะไรพวกท่าหรอก”

                เออดี เอาเข้าไป ผมไม่ได้มีอันตรายอะไรอยู่แล้วแท้ๆ กลับถูกเจ้าคุณชายผีนี่พูดจาเหมือนผมเลวร้ายมาก แต่เพราะคำพูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วเข้าคนอื่นของท่านชายน้อย นายขันทีทั้งหลายที่วังหลวงส่งมาจึงเริ่มหยุดสะอื้น ประคองกันลุกขึ้นยืนเหมือนมีสติมากขึ้น

                “ขะ...ขอบพระคุณท่านชายน้อย”

                “หามิได้ๆ”

                แม้จะลุกขึ้นยืนกันได้แล้วแต่ท่าทางยังหวาดกลัวกันมากไม่น้อย เหลียงหลวนเซียนจึงใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวแขนอีกข้างของผมเอาไว้

                “หากพวกท่านไม่ไว้วางใจ ข้าจะจับมันไว้ให้”

                สีหน้าของเหล่าผู้มาเยือนดีขึ้นเล็กน้อย

                “หรือถ้าท่านยังไม่วางใจ หรือแบบนี้ดีกว่า?”

                “เฮ้ย!

                ผมถูกอ้อมแขนของเหลียงหลวนเซียนโอบกอดจากข้างหลังอย่างไม่ทันตั้งตัวจนเผลอหลุดเสียงออกมา นี่เขาคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย จะเล่นละครก็น่าจะให้มันมีขอบเขตบ้างสิ

                ผมก้มมองเหลียงหลวนเซียนอย่างต้องการคำตอบ ปกติเดินผ่านยังไม่คิดจะใกล้กันแท้ๆ คุยกันแต่ละวันนับคำได้ ไม่จำเป็นก็ไม่พูด อยู่ดีๆ มาโดนกอด บอกตรงๆ เลยว่าตั้งตัวไม่ทัน

                ไม่รู้ว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน ระหว่างผมกับเหลียงหลวนเซียน...ท่านชายน้อยยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้มประดุจเทพบุตรผู้ใจดี มองสีหน้าโล่งอกโล่งใจของซุนเหยาเวิ่นและคณะผู้ติดตาม

                ท่าทางเหลียงหลวนเซียนจะเป็นที่ไว้วางใจอยู่มากทีเดียว พอเขารวบจับตัวผมไว้ ซุนเหยาเวิ่นถึงกล้าขยับเขยื้อนตัวและพูดขึ้นบ้าง

                “ทนไปก่อน”

                เสียงกระซิบเบาๆ เป็นลมรอดไรฟันดังขึ้น เหลียงหลวนเซียนกระซิบพูดกับผม

                “รู้แล้วน่า...”

                ผมพึมพำตอบออกไป เขาแอบพยักหน้าเล็กน้อยส่งตอบ

                ...ไม่คิดเลยว่าจะโดนช่วยแบบนี้ ช่างเถอะ นิสัยอย่างเหลียงหลวนเซียน อย่างมากก็คงแค่รำคาญพวกจากวังหลวงที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้เท่านั้นแหละ ผมสรุปกับตัวเอง ยอมเป็นอสูรหมาหน้าโง่โอนอ่อนให้ท่านชายน้อยใส่ร้ายป้ายสีเต็มที่

                แต่การต้องเดินไปเรื่อยๆ โดยมีเหลียงหลวนเซียนจับตัวอยู่มันไม่ชินเสียเลย ไม่รู้ว่าผมหรือเขาที่อึดอัดมากกว่ากัน แต่ตลอดทางส่วนมากคนที่ต้องรับหน้าจะเป็นเหลียงหลวนเซียน คอยตอบคำถามต่างๆ ของซุนเหยาเวิ่น

                ห้องรับรองของพรรคอสูรใหญ่โตพอจะให้ผมไปหลบอยู่มุมมืดไกลๆ สายตาของคนจากวังหลวงได้โดยที่ไม่ต้องระเห็จตัวเองออกจากห้อง พอพวกนั้นไม่เห็นผม สีหน้าโล่งใจก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไร้มารยาทสุดๆ ถึงกระนั้นก็ยังมีสำนึกได้ว่าผมเพียงแค่หลบ ไม่ได้ออกไปจากห้อง

                เหลียงหลวนเซียนรับหน้า ส่งยิ้มแย้มเปี่ยมไมตรีจิต ระหว่างรอน้ำชามาเสิร์ฟ ก็ชวนคุยสนทนาเล็กๆ คลายเครียด

                เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเป็นระยะ ผมนั่งดึงขนคันตัวเองไปได้หลายเส้น จนกระทั่งน้ำชาและขนมชั้นดีถูกยกมา ประเด็นเรื่องที่คุยก็เริ่มมีสาระสำคัญมากขึ้น

                “ท่านชายน้อยรับประกันได้ใช่ไหมว่าอสูรของท่านควบคุมได้และปลอดภัย” ขันทีซุนเหยาเวิ่นถาม

                “แน่นอน เห็นเช่นนั้น ความจริงก็เป็แค่อสูรโง่เท่านั้น ไม่ได้น่ากลัวหรอก”

                ปึ๊ด! ขนคันหยิกหย็อยถูกเล็บแหลมดึงออกมา ผมดีดมันทิ้งแล้วเริ่มคุ้ยหาเส้นใหม่...

                “หากท่านว่าอย่างนั้นก็ดี ฮ่องเต้ของเราชื่นชอบสัตว์อสูรมาก ท่านพยายามผูกมิตรกับพวกมันมาหลายเผ่าแล้ว แต่เหล่าสัตว์อสูรนั้นถือตัวและหาพบยากยิ่ง วันหนึ่งท่านก็วุ่นอยู่แต่กับกองฎีกาที่ล้นมือทุกวี่วัน จะประพาสออกนอกวังสักครั้งก็วุ่นวายนัก ครั้นจะเชิญอสูรสักตัวเข้าวังก็ยากลำบากเหลือเกิน พวกที่มีสติปัญญาหน่อยก็ถือตัว พวกไม่มีสติปัญญาก็กลัวจะเป็นอันตรายต่อท่าน...”

                ซุนเหยาเวิ่นถอนหายใจจนไหล่ตก

                “ท่านชายน้อย...ข้าเคยได้ยินมาว่าอสูรมารดำดุร้ายเป็นอันดับต้นๆ ของยุทธภพ ท่านแน่ใจจริงๆ ใช่ไหมว่ามันจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะหากเกิดอันตรายขึ้นกับคนในวังหลวงเข้า ค่าชดใช้มันเกินกว่าชีวิตของคนทั้งพรรค”

                เหลียงหลวนเซียนจ้องหน้าซุนเหยาเวิ่น ดวงตาสีเทาหลุบลงเล็กน้อย

                “อืม...ทุกอย่างก็คงเป็นไปอย่างที่พวกท่าน สืบ กันมานั่นแหละ” เหลียงหลวนเซียนแสร้งทำหน้ายิ้ม แต่รอยยิ้มที่ส่งให้เริ่มกลายเป็นแสยะใส่ ต้นร้ายปลายดีอย่างหมอนี่ สุดท้ายก็ทนเล่นละครไม่ไหวหรอก สุดท้ายเขาก็พูดตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผย “แต่อสูรตัวนี้ค่อนข้างจะ...แตกต่าง”

                “แตกต่าง...ดีหรือไม่ดี”

                เหลียงหลวนเซียนชะงักนิดๆ ดวงตาสีเทาคู่นั้นเหล่มองมองหาผมที่นั่งแหวกหาขนคันอยู่ในมุมมืด มุมปากสวยกระตุกยิ้ม

                “...สำหรับข้า...เจ้าอสูรนั่นน่ะงี่เง่า”

                คณะซุนเหยาเวิ่นทำหน้างงไปตามๆ กัน รอประโยคถัดไปจากคุณชายน้อย แต่เขาก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรมากกว่านั้นจึงต้องลงความเห็นสรุปกันว่า ดี

                “ท่านอสูรจำเป็นต้อง...เอ่อ มีของอะไรต้องใช้เป็นประจำหรือเปล่า พวกข้าจะได้ไปหามาให้”

                “ไม่หรอก อย่างเจ้านั่นแค่มีที่ซุกหัวนอน จะเป็นก้อนหินธรรมดาก็ไม่มีปัญหา...แต่ก็ต้องใช้ของที่แข็งแรงหน่อยล่ะนะ”

                ซุนเหยาเวิ่นพยักหน้าหงึกหงัก หันไปสั่งคนติดตามให้จดบันทึกลงไปอย่างรวดเร็ว

                “ท่านอสูรสามารถกินและไม่กินสิ่งใดได้บ้าง กินได้แต่เนื้อดิบหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นคงร่วมโต๊ะงานเลี้ยงไม่ได้ ต้องขอให้ท่านอสูรแยกไปทานเดี่ยวๆ”

                “กินได้ทุกอย่าง”

                “ดีเหลือเกิน อย่างนั้นแล้วท่านอสูรชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ”

                “เนื้อกวางขาว”

                ผมหยุดชะงักมือที่กำลังจะจัดการเจ้าขนคันของตัวเอง เผลอเงยหน้าขึ้นมองเหลียงหลวนเซียนด้วยความแปลกใจ...

                ผมยังจำได้ดีถึงวันแรกที่โผล่มาอยู่ในร่างของอสูรมารดำ ผมพยายามค้นความทรงจำที่เป็นประโยชน์ของมัน แต่กลับไม่พบอะไรเลยนอกจากเรื่องกินกับกิน และหนึ่งในเรื่องที่พบคือเรื่องที่มันชอบกินเนื้อ...โดยเฉพาะเนื้อกวางขาว แม้ในความทรงจำนั้นจะไม่ปรากฏเหลียงหลวนเซียน อาจจะเพราะเจ้าอสูรปิดผนึกความทรงจำที่มีร่วมกันทุกอย่างกับเขาเอาไว้ หรืออาจจะเป็นเพราะในตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่ด้วย แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรผมก็แปลกใจอยู่ดี

                ....เขาใส่ใจจะจำเรื่องของมันด้วยหรือ

                ถ้ามันยังอยู่...มันจะดีใจไหมนะ

                หัวใจในร่างอสูรเต้นตุบๆ ผมยกมือขึ้นจับด้วยความประหลาดใจ

                “ดี! ดี! เราจะจัดเนื้อกวางขาวอย่างดีให้ท่านอสูร” ซุนเหยาเวิ่นยิ้มกว้าง

                พวกเขาคุยเรื่องผมกันต่ออีกหลายคำถาม เช่นเรื่องที่พัก เรื่องการกินการอยู่ เพราะก่อนวันเปิดงานผมต้องเดินทางไปก่อนเวลา นั่นหมายความว่าผมต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงสักพัก ซึ่งมันค่อนข้างจะลำบากพอสมควร เพราะในวังหลวงเต็มไปด้วยสนมนางในของฮ่องเต้ ไหนจะองค์หญิงองค์ชาย องค์ชายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่องค์หญิงแสนบอบบางคงสติแตกหมดความเป็นกุลสตรีกันหมดแน่ สุดท้ายจึงร่วมลงความเห็นว่าผมต้องไปพักอยู่ใน ตำหนักเย็นร้าง ชั่วคราว

                ...สถานที่ที่ดีกว่าคุกมาหน่อยหนึ่ง สถานที่ที่ใช้กักขังเหล่าสนมที่ทำผิดร้ายแรงจนถูกลงโทษให้ไปอยู่ในนั้น ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ได้เก็บผมเอาไว้ในคุกมืด

                เมื่อเรื่องของผมจบลง ประเด็นใหม่ก็ตามมาทันที

                “ท่านชายน้อยคงทราบแล้วว่าวังหลวงได้เชิญพรคคเซียนสวรรค์มาร่วมงานด้วย”

                “ใช่ นอกจากพรรคเซียนสวรรค์ พรรคเทพวิหก หรือพรรคจิตรจุล และพรรคอื่นๆ อีกราวสามสิบห้าพรรค ที่ล้วนเป็นพรรคอริกับเราต่างถูกเชิญไปร่วมงาน” เหลียงหลวนเซียนพยักหน้าเบาๆ ท่าทางเหมือนไม่ได้พูดถึงเรื่องสลักสำคัญอะไร

                “อยากให้ท่านชายน้อยเข้าใจ...จุดประสงค์ของงานครั้งนี้มิใช่เพียงเพราะฮ่องเต้อยากพบอสูรมารดำ ส่วนหนึ่งก็อยากรวมยุทธภพให้เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน”

                สีหน้าเหลียงหลวนเซียนไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่ เขาหยิบขนมขึ้นมากินเล่นไม่ใคร่ใส่ใจ

                “ข้าไม่สนใจพวกนั้นอยู่แล้ว”

                “แต่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทางวังหลวงสัญญาว่าจะช่วยเหลือท่านเต็มที่”

                “แม้จะมีเรื่องกับพรรคเซียนสวรรค์น่ะหรือ?”

                ซุนเหยาเวิ่นหน้าเจื่อนเล็กน้อย กว่าจะทำใจพยักหน้ารับได้ก็ต้องใช้เวลาทำใจหลายวินาที

                “แน่ใจรึ ไม่ใช่ว่าพระญาติไทเฮาเป็นคนของพรรคนี้หรือ?” เหลียงหลวนเซียนลอยหน้าลอยตา แต่จงใจพูดจี้ปิดทางหนีซุนเหยาเวิ่นไม่ไว้หน้า

                ผมทำท่าขออภัยแทนท่านชายน้อยปากหมาประจำพรรคในความมืด ไม่คิดเลยว่าขันทีแป๊ะยิ้มที่ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมก็ยังมิวายโดนจิกกัดอย่างไม่ไว้หน้า

                เหล่าคณะผู้มาเยือนมีท่าทีกระสับกระส่ายกันน่าสงสาร

                “กะ...ก็เป็นเช่นนั้นจริง”

                “เช่นนั้นก็คงมีแต่ขอให้พวกท่านอยู่ฝ่ายข้าแล้ว”

                “พะ...พวกข้าหรือ?”

                “ใช่ พวกท่าน ทั้งหมด

                รวมถึงคนที่ส่งพวกเจ้ามาด้วย...เหลียงหลวนเซียนบอกคำนี้ผ่านทางสายตา

                หน้าของแต่ละคนซีดเซียวจนแทบจะกลายเป็นกระดาษ ใครเล่าที่ส่งพวกเขามาได้ ถ้าไม่ใช่ฮ่องเต้ ผมส่ายหน้าไปมาให้กับความร้ายกาจของท่านชายน้อย ยังไม่ทันไปงานก็ประกาศสงครามใต้น้ำเรียบร้อย แล้วแบบนี้จะทนไม่ตีกันไหวหรือ กับพรรคเซียนสวรรค์นั่นน่ะ

                “ข้าได้ยินมาว่าพรรคเซียนสวรรค์เปลี่ยนประมุขแล้ว พวกท่านทราบหรือไม่” ซุนเหยาเวิ่นรีบเปลี่ยนประเด็นไปทางอื่น แต่ไม่รู้ว่าเรื่องที่ชวนคุยนั้นจะผลักตัวเองให้ตกหลุมไปมากกว่าเดิมหรือไม่

                เหลียงหลวนเซียนทำเป็นจับศีรษะครุ่นคิด “ก็...ได้ยินมาบ้าง แต่ไม่รู้เบื้องลึกหรอก”

                โกหกชัดๆ ผมแอบแลบลิ้นใส่

                “ประมุขคนใหม่ของพรรคเซียนสวรรค์นั่น ข้าได้ยินมาว่าเป็นคนรักสงบและค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว ซ้ำยังไม่ชอบเข้าสังคม คิดว่าคงไม่สร้างปัญหาระหว่างพวกท่านเป็นแน่”

                “ก็ไม่รู้หรอก” เหลียงหลวนเซียนปั้นสีหน้ายิ้มแย้ม

                “ข้าทราบมาว่าเขาใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนฝึกปรือตัวเองอยู่แต่ในห้องจนผมกลายเป็นสีเงิน นอกจากนั้นยังสนใจแค่เรื่องสมาธิ และเรื่องที่จะบรรลุสัจธรรมของโลก เขาแตกต่างจากประมุขพรรคคนอื่นๆ เพราะไม่ต้องการแสวงหาอำนาจ เช่นนั้นทำไมท่านไม่ใช้โอกาสนี้ดึงเขามาเป็นพวกเล่า เขาคนนั้นไม่สนใจเรื่องราวบาดหมางในอดีต ซ้ำยังไม่สนใจโลก หากได้พบอสูรมารดำ เขาต้องเกรงกลัวพรรคของท่านอย่างเท่าทวี ไม่ฉวยโอกาสนี้ดึงเขามาเป็นพวก ผนึกกำลังของเขา เสริมให้พรรคอสูรแข็งแกร่งขึ้น”

                เห็นหน้าเหมือนแป๊ะยิ้ม ไม่คิดเลยว่าเจ้ามีความคิดเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างร้ายกาจ เห็นทีผมคงประเมินขันทีผู้นี้ต่ำไปไม่น้อย

                “พรรคเซียนสวรรค์มีการนับถือพระพุทธ และคำสอนของลัทธิเต๋า นอกจากนั้นไม่นับถือสิ่งใดเป็นเทพอีก ไม่มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรประจำพรรค แต่ท่านมีอสูรมารดำแสนแข็งแกร่ง”

                นี่เป็นข้อเสนอที่ดีไม่ใช่น้อย ผมแอบมองเหลียงหลวนเซียนนิ่งๆ ใจอยากรู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร สำหรับคนที่ไม่ต้องการเป็นประมุขพรรคอย่างเขาแล้ว การตอบตกลงก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เลว...

                เหลียงหลวนเซียนเหมือนยิ้มจนเมื่อยหน้า ตอนนี้มุมปากรับแขกที่ยกยิ้มจนถึงเมื่อครู่จึงค่อยๆ หุบลง

                “ข้าคิดว่า...อืม...มันยังไม่ถึงเวลา”

                “อย่างนั้นหรือ”

                “ข้าไม่สนใจหรอกว่าประมุขพรรคคนใหม่ของพรรคอริจะเป็นใคร อุปนิสัยอย่างไร ขอเพียงในงานเลี้ยงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นกับพวกข้า เท่านั้นพวกข้าก็พอใจ”

                ธุระที่ต้องคุยก็คุยกันไปหมดแล้ว พวกคนจากวังจึงขอตัวกลับกันไปอย่างเป็นระเบียบ เหลียงหลวนเซียนเดินไปส่งแขกด้วยรอยยิ้ม เมื่อรถม้าของวังหลวงลิบไปจนสายตา รอยยิ้มงดงามของท่านชายน้องก็หายวับไป

                “น่ารำคาญเป็นบ้า”

                ผมเดินตามออกมายังต้องสะดุ้งกับเสียงหงุดหงิดของเขา

                ตรงกันข้ามกับเหลียงจิวซินที่ยืนหัวเราะร่าอยู่ วันนี้ทั้งวันประมุขพรรคอย่างเขากลับหายตัวเข้ากลีบเมฆ ปล่อยให้ลูกชายเผชิญหน้ากับคนจากวังหลวงอยู่คนเดียว ชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลายกมือขึ้นตบไหล่ลูกชายแก้วตา ที่เพิ่งจะทำตัวถูกใจบิดาเป็นครั้งแรก

                “วันนี้เจ้าระงับอารมณ์ตัวเองได้ดีนัก หลวงเซียน พ่อภูใจในตัวเจ้ามาก”

                “เช่นนั้นรึ? สารภาพมาตามตรงเถอะ ว่าท่านพ่อก็ไม่อยากต้อนรับขันทีเสียงแหลมพวกนั้น” เหลียงหลวนเซียนหันหน้าหนี

                ทว่าแววตากลับเจือประกายยินดีที่ถูกบิดาชม...ผมแอบมองสีหน้าลิงโลดเงียบๆ ของเขาแล้วเผลอยิ้มบางๆ ออกมา

                “ลำบากท่านอสูรแล้ว ถูกทำตัวเสียมารยาทเช่นนั้น” เหลียงจิวซินกล่าว

                “ไม่หรอก ในวังหลวงคงต้องเจอหนักกว่านี้อีกเยอะแน่ๆ ดีเสียอีกฝึกไว้ก่อน บางครั้งเวลาข้าเห็นสีหน้าหวาดกลัวของผู้คน ข้าก็นึกอยากแกล้งให้พวกนั้นหัวใจวายเหมือนกัน ไปอยู่ในวังหลวง ท่านประมุขว่าข้าจะทำคนหมดสติสักกี่คนต่อวันดี”

                “ฮ่าๆ” เหลียงจิวซินหัวเราะอารมณ์ดี “ท่านอสูรไปพักผ่อนเถิด วันนี้รบกวนมาทั้งวันแล้ว”

                “พักผ่อนอะไรกันเล่า ขึ้นห้องไปข้ายังต้องท่องรายชื่ออีก...แต่ก็ดีล่ะนะ ท่านชายน้อยมาช่วยขีดไว้ให้ จำได้เกือบหมดแล้วล่ะ”

                ผมตอบเสียงเบิกบาน เหลียงจิวซินยิ้มค้าง เหลียงหลวนเซียนไหล่สะดุ้ง

                อะ....อ่าว ห้ามพูดเหรอ...

                “เจ้าไปช่วยท่านอสูรหรือ” เหลียงจิวซินรีบหันไปถามลูกชาย แต่เจ้าท่านชายน้อยตัวดีก็วิ่งหนีหายไปจากตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว... “เดี๋ยวสิหลวนเซียน!

                บิดารีบส่งข้ารับใช้ฝีเท้าดีไปตามจับลูกชายกลับมาดังเช่นทุกที ผมมองภาพนั้นก่อนจะส่ายหัวขำๆ จนขนปลิว

 

                ผมแยกย้ายกับเหลียงจิวซิน บิดาผู้นั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เคยตามฝีเท้าลูกชายทัน สุดท้ายจึงต้องตัดใจแล้วหันมาถามผมแทน ในแววตาเจือความหวังว่าผมกับเหลียงหลวนเซียนจะเริ่มญาติดีกันบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อรู้ความจริงว่าเพราะเหลียงหลวนเซียนแค่กลัวผมทำให้ตัวเขาเสียหน้า สีหน้าดีใจของท่านประมุขก็หม่นหมองลง เดินผละกันไปด้วยท่าทางอ่อนล้า

                ผมเดินกลับมายังห้องของตัวเอง เหล่มองไปที่กองม้วนกระดาษ...เหนื่อยมาทั้งวัน ไว้ค่อยอ่านทบทวนก่อนนอนน่าจะดีกว่า คิดเช่นนั้นจึงเดินไปที่ห้องอาบน้ำที่หมิงเล่อยกมาเทเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ก่อนผมกลับมา วันนี้ไม่เห็นเจ้าตัวตั้งแต่เช้า สงสัยคงจะโผล่มาแค่ตอนเทน้ำร้อน แล้วก็หนีไปตะลอนหาอะไรกินอีกตามเคย

                น้ำในอ่างใหญ่ยังคงอุ่นอยู่ ผมลงแช่น้ำด้วยความสบายใจสบายตัวอย่างที่สุด น้ำอุ่นๆ ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าทั้งวันได้ดีเยี่ยม ผมกวักน้ำขึ้นล้างหน้า ขนสีดำหนาๆ เปียกน้ำจนลู่แฟบลงไปหลายส่วน พอขนไม่พองก็ไม่คุ้นตา ผมมองเงาสะท้อนภาพเจ้าอสูรด้วยความขบขัน ตอนนี้กลายเป็นอสูรหมาปอมขนร่วงไปแล้ว ตลกชะมัด

                ทันใดนั้นดวงตาของผมก็ถูกอะไรบางอย่างยื่นมาปิดจากด้านหลัง!

                “อะ

                “คิก...”

                ตามมาด้วยความรู้สึกที่มีบางอย่างนาบแนบชิดอยู่ที่แผ่นหลัง พอขนไม่ฟู สัมผัสก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เสียงหัวเราะใสคล้ายกระดิ่งแก้วเล็กๆ อันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พอสติสตังกลับมา ผมก็ค่อยๆ เอ่ยชื่อของเจ้าโจรตัวน้อยที่แอบลอบเข้าห้องอาบน้ำคนอื่นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

                “จิ้นฝู...?”

                “ถูกต้อง อาเฟยเก่งจังเลย”

                เจ้าตัวดีปล่อยมือออกจากดวงตาทั้งสองข้าง แต่ก็ยังไม่ยอมผละลำตัวที่แนบอยู่กับหลังของผมออก แล้วผมก็ค่อยๆ รู้สึกตัว...ตอนนี้จิ้นฝูไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยสักชิ้นเดียว

                นายเทวดาน้อยเคลื่อนมือลงจากใบหน้าของผม แล้วสอดไปข้างใต้แขน สวมกอดอย่างแนบชิดจนร่างเบียดแทบจะเป็นเนื้อเดียว ผมพยายามตั้งขันติให้อยู่ในศีลในธรรม พยายามไม่จับโฟกัสไปยังจุดล่อแหลม อุณหภูมิของน้ำที่ร้อนอยู่คงไม่น้อยไปกว่าใบหน้าของผมในยามนี้นัก เสียงหัวใจที่เต้นตุบๆ ราวจะหลุบผลุบออกมานอกอกดังก้องไปทั้งใบหู ...ไม่สิ หัวใจของเจ้าอสูรดวงใหญ่ ตอนนี้คงเต้นดังออกมาแล้วล่ะ

                ยิ่งคิดผมก็ยิ่งอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี จิ้นฝูไม่รู้หรือไงว่าทำแบบนี้มันอันตรายแค่ไหน!

                “จะ...เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”

                “เข้ามาอะไรกัน...ข้าแช่อยู่ก่อนตั้งนานแล้ว”

                ผมหันไปมองจิ้นฝูอย่างห้ามใจไม่ไหว แล้วก็ต้องรีบหันหน้ากลับมาทันที...สายตานั่นมันอะไรกันน่ะ จะฆ่ากันหรือไง! ผมรู้สึกร่างกายร้อนผะผ่าวขึ้นมาทั้งร่าง

                “แต่ข้า...ไม่เห็นใครเลย”

                “จริงหรือ แสดงว่าที่ข้าฝึกไว้ก็เริ่มแสดงผลแล้วสินะ ดีใจจัง”

                “ฝึกอะไรไว้หรือ”

                “ลบตัวตน ประมาณนี้น่ะ อาจารย์หวังเพิ่งสอนให้ข้า เห็นว่ามันจะมีประโยชน์เวลาต่อสู้หรืออะไรเนี่ยแหละ”

                ใช้สำหรับต่อสู้...แต่เจ้ากลับเอาวิชาสุดยอดนั่นลอบเข้าห้องอาบน้ำเพื่อลวนลามข้าเนี่ยนะ! ผมอยากตะโกนคำนี้สุดใจ

                อยากดุแต่ก็ทำใจดุไม่ลง แค่เห็นหน้าจิ้นฝูผมก็พูดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากคำว่า “คิดถึง”

                “อื้ม ข้าก็เหมือนกัน”

                จิ้นฝูประทับริมฝีปากลงมาเบาๆ ซบหน้าลงกับแผ่นหลังเปียกชื้นของผม ผมก้มลงมองท่อนแขนที่เริ่มจะโอบรอบตัวผมถึง คิดแล้วก็แปลกใจ เมื่อก่อนแขนของเขาทั้งผอมทั้งบาง เล็กนิดเดียวราวกับจะหักได้ง่ายๆ แต่ในตอนนี้กลับเริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้น และเริ่มจะสมชายชาตรีขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะลบภาพเด็กผู้ชายหน้าสวยในความทรงจำไปจนหมดสิ้น

                “วันนี้ตอนกลับมา ป้าเหอที่อยู่บ้านตรงเกือบถึงประตูทางเข้าพรรคบอกว่าอยากยกลูกสาวให้ข้าด้วย” จิ้นฝูพูดขึ้น

                “วะ ว่าไงนะ!” ผมรีบหันไปมองจิ้นฝู

                จะว่าไปแล้วจิ้นฝูก็อายุสิบห้าแล้ว...โลกเดิมคงถือว่าเร็ว แต่โลกนี้ออกเรือนตอนสิบห้าเป็นเรื่องปกติ

                จิ้นฝูมองผมที่ทำสีหน้าเหลอหลาด้วยสายตาใสซื่อ

                “อาเฟยว่าข้าตอบไปว่าอย่างไร”

                “ก็....เอ่อ...ก็...”

                ผมอ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปหลายชั่วขณะ จิ้นฝูเห็นผมตอบเขาไม่ถูกก็หลุดเสียงขำน่ารักออกมาเป็นการใหญ่

                “ข้าถามป้าเหอว่าลูกสาวของป้าเป็นคนอย่างไร”

                “อืม...”

                “ถามว่าตัวสูงไหม”

                “อืม”

                “กินเก่งไหม”

                “อืม”

                “เล็บยาวมั้ย”

                “....อือ”

                “ตาสีเหลืองหรือเปล่า”

                “...หะ”

                “สุดท้ายคือขนฟูไหม”

                “เดี๋ยว”

                จิ้นฝูขำพรืดออกมาเสียจนตัวโยก กอดตัวผมแน่นแล้วซุกหน้าหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ อาเฟย ทำไมเจ้าน่ารักอย่างนี้ล่ะ”

                “เจ้าต่างหาก ไปถามอะไรป้าเหอแบบนั้น สตรีที่ไหนจะขนฟูกัน”

                ไม่สิ...มนุษย์ไม่มีขนด้วยซ้ำ! ถ้าไม่ใช่ขนก็ต้องผม แต่ใครจะปล่อยให้ลูกสาวตัวเองผมฟูชี้โด่ชี้เด่ แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว

                “ป้าเหอไม่โกรธเจ้าแย่รึ” ผมถาม

                “นั่นสินะ โกรธหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ตอนนี้อยากกอดอาเฟยเท่านั้นเอง”

                “ถ้าอย่างนั้นก็กอดสิ...”

                “...”

                “กอดแน่นๆ ไปเลย”


________________________________________________________________________


ว้ากกกกกกกกกกกกกก//สะบัดหัวแบบชาวร็อก


กลับมาแล้วครับทุกคน ขอโทษจริงๆที่ให้รอนาน คิดถึงทุกคนมากครับ


ตอนนี้ก็ดูเหมือนความสำพันธ์ของอาเฟยกะจิ้นฝูจะพัฒนา--- กับหลวนเซียนก็ดูจะดีขึ้น (จิ๊ดนึง) ส่วนอีกคนนึงยังบวช---แค่ก ยังถือศีลอยู่ออกมาไม่ได้55555555 เดี๋ยวอาบัติ ปล่อยหลวงพี่แกบวชต่อไปก่อน


12ตอนแล้ว...อาเฟยก็ยังไม่มีวี่แววเป็นคนสักที//ล้มโต๊ะ เมื่อไหร่จะกลายร่าง อีกพักหนึ่งครับ มาช่วยส่งใจกันเถอะ ผมเองก็อยากลัดให้กลายร่างเร็วๆ แต่มันยังไม่ถึงเวลาจริงๆ ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆเลยครับ


ขอบคุณทุกคนมากที่ชอบเรื่องนี้กัน ผมยังอ่อนด๋อย ผิดพลาดอะไรตรงไหนขออภัยทุกๆ คน รักทุกคนมากเลยครับ มีกำลังใจแต่งเพราะทุกๆคนเลย


ช่วงนี้ผมมาๆหายๆ อาจจะทำให้ทุกคนรอนานกันไปหน่อย แต่ผมะพยายามนะ <3


ร้าก

บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 397 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2060 jkooktaev (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 15:50
    เหม็นความรักมากจ้า ทั้งสองคนเลย อีกคนก็แบบซึนๆ ส่วนอีกคนนี่อ้อนเต็มที่แถมหยอดเก่งมาก แต่คนสุดท้ายนี่สิมาช้าทีหลังเพื่อน ยังไม่มีโมเม้นเลยไม่ใช่ว่าเห็นแปลกใหม่เลยชวนกันไปสวดมนต์นะ55555555
    #2,060
    0
  2. #1953 FernNAlls (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 07:59
    เหม็นความรักมากค่ะ ท่านผู้โชมมมมมมมมมมม
    #1,953
    0
  3. #1900 RUNY 10VELY J. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 18:46
    55555 อีกคนยังบวชอยู่ ขำ
    #1,900
    0
  4. #1884 ผมก็เป็นเด็กดีน่ะ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 18:28
    สำพัน>>>>สัมพันธ์
    #1,884
    0
  5. #1840 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 10:13

    โอ้ยยยยย
    #1,840
    0
  6. #1781 bunyarat462 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 10:33
    สนุกมากกก ชอบมากกก อ่านกันไปยาวๆ เม้นอะไร.....ไม่ต้อ-แค่กๆ กดใจให้ทุกตอนนะ นับว่าไม่เงาได้ใช่มั้ย ฟฟฟ เป็นกำลังใจใหัค่ะ
    #1,781
    0
  7. #1773 Overwhelm (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 10:49
    เฟยขี้อ่อยอ่ะ5555
    #1,773
    0
  8. #1748 Par_dao (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 08:29

    เห้อออ ยังไงก็จิ้นฝูอยู่ดี คนดีของพี่

    #1,748
    0
  9. #1596 bb.smile (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:47
    อาเฟยเอ้ยยย ไมน่ารักอบบนี้
    #1,596
    0
  10. #1503 sudauy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 09:12
    เฟยเฟยเป็นนายเอกชิมิ เราจะได้จิ้นถูก
    #1,503
    0
  11. #1438 ni_ky (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 18:56
    โอ้ยยย ปวดแก้มมมม ทำไมน่ารักงี้อ่ะะ งื้อออ
    #1,438
    0
  12. #1356 El Dorado Bz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 20:04
    กรี๊ดดดดดด
    #1,356
    0
  13. #1320 shiori:D (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 13:43
    หงานมาก โอ๊ย น้ำตาลขึ้น
    #1,320
    0
  14. #1262 SUNOBA (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 21:39
    น่ารักๆๆๆ
    #1,262
    0
  15. #1244 bloodc2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:54
    พายเรือให้ว่อง!!!!!
    #1,244
    0
  16. #1110 Takgy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 20:35
    ว้ายยย. ว้ากก น่ารักงุงิฟินๆกันไป
    #1,110
    0
  17. #1097 jariya srirod (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 13:26
    คู่กับจิ้นฝูเหอะๆๆๆๆ
    #1,097
    0
  18. #653 benyapasuk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 12:59
    ลงเรือจิ้นฝู งุ้ยยยย เค้าหวานกันด้วยแหละตัวเธอว์
    #653
    0
  19. #486 secret secret (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 22:26
    งื้ออออออ จิ้นฝูมันร้ายยยยย ใสๆไม่มีจริง
    #486
    0
  20. #483 ploybrf2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 20:33
    ดันๆๆๆๆๆ
    #483
    0
  21. #282 MashiroTH (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:03
    คนนึงก็สายซึน อีกคนก็สายเนียน
    #282
    0
  22. #279 momo-moon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:22
    เขิลแทน จิ้นฟูรุกหนักเข้าทุกที
    #279
    0
  23. #231 Blueheart (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:31
    ฮืออออ ไม่อยากให้ฮาเร็มเลย บ่นไปงั้นแหละ
    #231
    0
  24. #151 Narh_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 16:31
    งุ้ยยยย น่ารักก
    #151
    0
  25. #130 BenTo@Love.com (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 14:41
    เขิน แง /เอามือปิดหน้า
    #130
    0