อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 11 : ผันแปร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,998
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 417 ครั้ง
    30 ธ.ค. 60

ผันแปร

 

            รอยยิ้มเย็นๆ ของจิ้นฝูติดอยู่ในความทรงจำ...ตามหลอกหลอนผมจนกระทั่งผมเก็บเอาไปฝัน ซ้ำยังเป็นฝันร้ายเสียด้วย! ไม่รู้ทำไมภาพที่เขายืนยิ้มถือตะเกียงสลัวๆ ในความมืดมันถึงได้สะท้อนเข้าใจผมนัก สายตาของเขาเย็นชามากจนอากาศรอบตัวเย็นเฉียบขึ้นมา ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อธิบายไม่ถูก คล้ายกับตอนสมัยผมยังเป็นวัยรุ่นคึกคะนอง มีแฟน แล้วก็ถูกแฟนจับได้ว่าคบซ้อน...มันจะจุกนิดๆ หน้าชาหน่อยๆ แล้วก็เป็นใบ้พูดไม่ออกไปอีกสิบนาทีกว่าๆ

                จนกระทั่งผมเก็บเอาสีหน้ายิ้มเย็นไปฝันติดกันสามคืนนั่นแหละถึงได้เพิ่งรู้สึกตัวว่า...ผมถูกจิ้นฝูโกรธเข้าซะแล้ว ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากก็เถอะว่าพวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ผมเป็นอสูร ส่วนเขาเป็นหนุ่มน้อยรูปงาม ท่าทางไม่น่าจะบรรจบกันได้ แต่ความจริงก็คือจิ้นฝูไม่ได้คิดกับผมแค่เพื่อนก็ไม่ได้เปลี่ยนไป...ผมก็ไม่ใช่ผู้ชายซื่อบื้อเซ่อซ่า ที่ดูไม่ออกว่านายเทวดาน้อยคิดอะไรกับตัวเอง เห็นเขาเดินตามเตาะแตะตั้งแต่อยู่บนบ้านกลางเขา ผมก็พอจะรู้สึกได้หรอกว่าเขาชอบผมพอสมควร ยิ่งมาตอนนี้ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เขาหึงผมแรงมากแต่แค่ไม่พูดออกมา หลายวันหลังจากวันนั้นผมรู้สึกได้มาตลอด ว่าจิ้นฝูไม่ปล่อยโอกาสให้ผมอยู่สองต่อสองกับใครง่ายๆ อีกแล้ว แม้กระทั่งหมิงเล่อที่ดูไม่มีพิษมีภัยมากที่สุดก็ไม่เว้น

                เหลียงหลวนเซียนหลังจากวันที่แช่อยู่ในสระบัว ไม่รู้เมาดอกบัวหรือยังไงถึงได้ไม่ปากเสียร้ายแรงใส่ผมอีก เอาจริงๆ ผมกับเขาก็ยังด่ายังจิกกัดกันอยู่ แต่แค่ไม่ถึงขั้นตีกันรุนแรงจนปราสาทพรรคพังอีกแล้วเท่านั้นเอง บางทีผมยังแอบรู้สึกเหมือนถูกดวงตาสีเทาคู่นั้นจ้องอยู่เป็นพักๆ แต่พอหันไปมอง เหลียงหลวนเซียนก็ไม่ได้แสดงท่าทีกระโตกกระตาก หนำซ้ำยังถือวิสาสะจ้องมากกว่าเดิมอีกต่างหาก!

                ปวดหัว....ปวดหัวสุดๆ ไปเลย

                ผมนั่งมองเงาสะท้อนร่างอสูรผ่านคันฉ่องทองในห้องของตัวเองที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จไปเมื่อสองวันก่อน หันซ้ายหันขวา มองขนดกๆ หนาๆ สีดำเข้มปลิวสะบัดไปตามแรงขยับ มองหน้าดุๆ ที่แม้แต่คนก็ยังไม่ใช่ มองดวงตาสีเหลืองทองเรืองรอนสว่างอ่อนแสงอย่างน่ากลัว มองเขาที่งอกโค้งออกมาจากศีรษะและหูแหลมๆ...ไม่ว่าอย่างไรนี่มันก็อสูรรูปลักษณ์คล้ายกับปิศาจร้าย ไม่มีมุมไหนดูน่าพิศวาสเลยสักที่ ผมไม่ใช่อี้เฟยคนนั้นอีกแล้ว ไม่น่ามีเสน่ห์ตรงไหนจะดึงดูดสองคนนั้นได้เลยนี่นา! แล้วทำไมกันล่ะ...

                ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ! ไม่เข้าใจสองคนนั้นเลยสักนิดเดียว

                ผมจับคันฉ่องด้วยสองมือแล้วเขย่าไปมา ยื่นหน้าเข้าส่องดูใกล้ๆ ราวกับจะกลายร่างเป็นอสูรผีแล้วสิงข้าวของ

                “ไม่ว่ามุมไหนอาเฟยก็ดูดีอยู่แล้วล่ะ”

                ผมสะดุ้งโหยง ค่อยๆ หันไปมองเจ้าของต้นเสียงหวานที่ยืนกอดอกยิ้มชวนฝันอยู่ตรงประตู

                “จะ...จิ้นฝู”

                “ข้าซื้อหมั่นโถวจากเมืองฟางหรงมาด้วยนะ อาเฟยชอบหรือเปล่า มากินด้วยกันเถอะ”

                จิ้นฝูเพิ่งกลับจากออกตระเวนตรวจคนนอกพรรคกับหลิ่วก้านลู่ชูถุงใส่ของกินไปมา รอยยิ้มขี้เล่นระบายเต็มสองแก้ม

                “มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย” ผมรีบกลับไปนั่งอย่างสำรวม ยามมองร่างเล็กเดินก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาหา

                ทันทีที่จิ้นฝูเดินยิ้มเข้ามาประชิดตัว สองมือบางก็นาบเข้าข้างแก้มผมทันที

                “ตั้งแต่ที่นั่งส่องเงาแล้วทำหน้าตาน่ารักนั่นแหละ เพราะอยากดูต่อเลยอดใจไม่ทักสักทีน่ะ ขอโทษนะ”

                ช่วงนี้จิ้นฝูมักจะชมว่าผมน่ารักอย่างงั้น น่ารักอย่างงี้อยู่บ่อยๆ สายตาเวลาชมก็เริ่มหยาดเยิ้มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังชอบฉวยโอกาสแตะนู่นจับนี่ผมอยู่เสมอ แต่เพราะเมื่อก่อนจิ้นฝูก็ชอบเข้ามากอดผมอยู่แล้วผมเลยไม่ค่อยคิดอะไรมาก...แต่ช่วงหลังๆ มานี่ผมว่ามันชักไม่ใช่แล้วล่ะ จากประสบการณ์บ้ากามในโลกเก่า การโอบเอวเดินมันไม่ใช่วิสัยของเพื่อน การจับหน้าจับตัว หอมมือหอมแขนในที่สาธารณะ...มันคือการประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

                นั่นไงล่ะ คิดไม่ทันจบ กลีบริมฝีปากสีชมพูเรื่อก็ประทับลงพวงแก้มขวาผมแล้ว

                เสียงลมหายใจแรงๆ ที่สูดเข้าเต็มปอดส่งเสียงฟอด จิ้นฝูส่งยิ้มหวานราวกับดอกไม้ผลิบาน

                “เอ้า อ้าม”

                “ข้ากินเองได้น่า”

                ผมเบนหน้าหนีจากหมั่นโถวในมือจิ้นฝูด้วยความกระดากอาย ทว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ดวงตากลมโตเอ่อน้ำขึ้นมาเต็มสองตา เล่นซะผมเหงื่อแตกพลั่ก รีบอ้าปากงับเจ้าหมั่นโถวกลมๆ เข้าปากในคราวเดียว

                “อร่อยมั้ย”

                “อะอ่อย....(อร่อย)”

                “ฮิฮิ” เสียงหัวเราะน่ารักหลุดลอดออกมาจากลำคอขาวผ่อง ผมนั่งนิ่งเป็นอสูรเชื่อง อ้าปากงับทุกอย่างที่นายเทวดาน้อยยื่นมาให้

                ก็ซึ้งใจอยู่หรอกนะ จิ้นฝูไปที่ไหนเมืองใดก็จะต้องหิ้วของกินมาให้เสมอ แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมคงไม่ได้ตัวใหญ่เพราะขนฟูอีกแล้วล่ะ แต่คงจะใหญ่ไปทั้งตัวแน่ๆ

                ผมนั่งกลืนลูกหมั่นโถวนุ่มหอมลงคอไปเรื่อยๆ จนหมด ไขมันรอบพุงขยายตัวกว้างขึ้น จนเริ่มจับตัวกันเป็นชั้นๆ แล้ว เลยตัดสินใจเงยหน้าขึ้นเพื่อพูดความในใจว่าต่อจากวันนี้ไปอยากให้จิ้นฝูช่วยหยุดซื้อของกินมาให้ผมสักพักหนึ่ง ถึงมันจะอร่อยก็ตามแต่ผมจะบวมมากกว่านี้ไม่ได้...

                “จะได้ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายกับอาเฟยเนอะ”

                ...เหมือนผมถูกอ่านใจ คำพูดขอร้องทุกอย่างถูกลูกชิ้นหมูที่จิ้นฝูงัดขึ้นมาขุนผมเพิ่มจ่อปากให้กลืนลงท้องไปพร้อมๆ กัน

                .................

 

                ผมเดินเชื่องช้าออกมาจากห้องด้วยในท้องหนักอึ้งโดยมีจิ้นฝูคอยเกาะแขนชวนคุยอารมณ์ดี พอออกมาผมก็ก้มหน้าลงหาคนที่นั่งรอรับใช้อยู่ เพิ่งสังเกตเห็นถุงของกินในมือหมิงเล่อ จิ้นฝูคงซื้อมาเผื่อเขาด้วยล่ะมั้ง ตอนนี้นายนักฆ่าเป็นคนใช้ประจำตัวของผม เขามักนั่งรอรับใช้อยู่หน้าห้องนอน ปกติถ้าเจ้าตัวนึกอยากโผล่พรวดพราดเข้าห้องผมเขาก็จะเข้ามาเลยแบบไม่คิดอะไรมาก แต่ช่วงหลังมานี้เหมือนจะรู้มารยาทมากขึ้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ ถึงได้นั่งรอเป็น เคาะประตูเป็นกับเขาบ้างแล้ว พอเห็นผมเดินพุงนำออกมา หมิงเล่อก็รีบสวาปามของกินในมือรวดเดียว แล้วลุกขึ้นเดิมตามผมไปทั้งขนมเต็มปาก

                กะจะไปนั่งย่อยอยู่ในสวมหย่อม กลับต้องมาผงะกับสายตาเขม็งของใครบางคนเสียก่อน

                “อ้วนขึ้นเหรอ”

                “...”

                เออ! ใช่ แล้วทำไม จะทำไม

                ผมเขม่นตาตอบเหลียงหลวนเซียนที่เดินสวนกันตรงทางเดิน พลันฝ่ามือเล็กๆของจิ้นฝูที่เดินมาด้วยกันก็แอบยื่นมาบิดข้างพุงผมหน้าตาชื่นบาน

                เหลียงหลวนเซียนหลุบตามองมือขาวที่ยื่นมาจับพุงผม ก่อนเจ้าตัวจะเดินสะบัดเสื้อดำขลิบด้ายทองเข้ามาหาผมบ้าง ยังไม่ทันจะคิดไตร่ตรองว่าจะถูกหาเรื่องอะไร นิ้วเรียวยาวก็มาหยิกเข้าที่ข้างแขนผมเรียบร้อยแล้ว

                “อุก!

                “ขนหนาแล้วยังจะอ้วนอีกเหรอเจ้าน่ะ”

                เหล่าผู้ติดตามชุดคล้ายผีดิบจีนของท่านชายน้อยอ้าปากตกใจกันพะงาบๆ กลัวผมกับเหลียงหลวนเซียนจะต่อสู้กันอีก แต่ยังไม่ทันได้มีใครอ้าปากร้องห้าม เหลียงหลวนเซียนก็เป็นฝ่ายปล่อยมือออกไปก่อน

                “ก็นุ่มนิ่มดี”

                นะ...นุ่มนิ่ม

                แล้วทุกคนในที่นั้นก็เหมือนโดนลากลงหลุมดำ ตกอยู่ในสภาวะเงียบฉี่กันหมด ขนาดหมิงเล่อปกติจะพูดจาไม่รู้สถานการณ์ยังสัมผัสได้เลยว่ามีบางอย่างแปลกๆ...ทุกสายตาจับจ้องมายังผมกับท่านชายน้อย ความจริงผมแปลกใจมาตั้งแต่ตอนที่เขาเอ่ยปากทักผมแล้วล่ะ แต่แค่ไม่คิดว่าจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาด้วยได้

                ปกติต้องด่าสิ มาพูดงี้ผมต่อบทสนทนาไม่ถูกเลย

                เหลียงหลวนเซียนยังคงทำหน้าตาย ไม่สนใจสายตาเหลือกหลนของทุกคนรอบๆ ท่านชายน้อยยักไหล่ท่าทางไม่สนใจ แล้วเบนนัยน์ตาสีเทาอ่อนมองใบหน้าเล็กที่กอดเอวผมอยู่นิ่ง

                “เจ้า...ศิษย์ท่านหมอหลิ่ว” เสียงเหลียงหลวนเซียนเย็นลงเหมือนจงใจกดดันเด็กหนุ่มที่ยืนกอดผมอยู่

                จิ้นฝูเงยหน้ามองชายหนุ่มที่สูงกว่าตนเองหลายฉื่อ (เทียบหน่วยไทยเป็นศอก) แล้วส่งยิ้มไปให้...แต่ทว่ารอยยิ้มกลับเจือไปด้วยประกายมาคุ ดวงตาหวานจับจ้องตอบไม่ยอมยิ้มไปตามริมฝีปาก แรงที่โอบผมอยู่รัดแน่นขึ้นมาดื้อๆ

                “จิ้นฝูขอรับ ท่านชายน้อย”

                ผมรู้สึกได้ว่าจิ้นฝูไม่ได้อยากเป็นมิตรกับท่านชายน้อยประจำพรรค แต่ก็ยังคงน้ำเสียงอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมกับส่งรอยยิ้มแบบ มารยาทสุดๆ ไปให้

                เหลียงหลวนเซียนยกยิ้มมุมปากส่งคืนให้จิ้นฝู แล้วก็เดินสะบัดชายเสื้อจากไปโดยไม่พูดอะไรทิ้งท้ายอีก

                พวกผมมองตามเงาร่างสีดำสูงสง่าของเหล่าพลพรรคท่านชายน้อยจากไป ทันใดนั้นรอยยิ้มของจิ้นฝูก็ค่อยๆ จางหายจากใบหน้า เป็นภาพหาดูได้ยากที่น่ากลัวมากกว่าเห็นผีเจียงซือเดินถอดหัวตอนกลางวันเสียอีก

                “...ผิดคาด”

                ริมฝีปากเล็กขมุบขมิบบ่นแบบไร้เสียง แต่เพราะดันเป็นอสูรหูดีเลยได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ก็ต้องทำหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยินน้ำเสียงติดจะฉุนเฉียวนิดๆ พอเงาร่างคณะชุดดำหายจนลับสายตา รอยยิ้มสดใสถึงค่อยกลับมาระบายเต็มใบหน้าเล็กอีกครั้ง จิ้นฝูคว้ามือผมจับเดิน ชวนคุยเสียงเจื้อยแจ้วราวกับอารมณ์หงุดหงิดที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา

                ผมเคยโดนจิ้นฝูโกรธอยู่ครั้งหนึ่ง...ไม่สิ อันนั้นน่าจะเรียกว่างอนมากกว่า ในตอนที่หมิงเล่อตามผมมาเป็นลูกศิษย์ จิ้นฝูหน้าบูดหน้าง้ำ ทว่ายังคงติดกลิ่นอายเด็กน่ารักๆ เขาแค่งอนไม่ได้โกรธ แต่เมื่อครู่คือ (น่าจะ) โกรธเห็นๆ...ไม่โกรธก็คงขุ่นๆ ผมอยู่กับเขามาร่วมหลายเดือน ถ้าเขาไม่ได้ออกไปรักษาคนไข้กับหลิ่วก้านลู่ก็ตัวติดกันเป็นตังเม จึงเริ่มจะจับทางอารมณ์ของจิ้นฝูได้ไม่น้อย

                ผมเกิดความรู้สึกนึกอยากลองของ เลยจงใจถามแหย่จิ้นฝูออกไป

                “เจ้ามาอยู่ในพรรคตั้งหลายเดือน...ไม่เคยคุยกับท่านชายน้อยบ้างเลยเหรอ”

                จิ้นฝูชะงักฝีเท้ากึก แล้วเงยหน้ามองผมสายตาเยียบเย็น ทว่าริมฝีปากคลี่ยิ้ม

                “ข้าเคยเห็นเขาผ่านๆ แต่ว่าไม่เคยคุยกันหรอก รู้แค่ว่าเป็นท่านชายน้อยเท่านั้นเอง”

                น้ำเสียงที่ตอบกลับมายังคงนุ่มละมุน หากไม่รู้จักสังเกตสีหน้าสีตาคงเข้าใจไปแล้วว่าเขาอารมณ์ดีอยู่

                คำตอบที่ตัดบทแบบนิ่มๆ ของเขาก็ทำให้คนถามถามต่อไม่ได้ ผมที่อยากเห็นจิ้นฝูฟึดฟัดเลยต้องแอบคอตกยอมแพ้ไปในใจ ยามมองศีรษะเล็กเอียงคอเหมือนถามว่ามีอะไรอยากถามถึงคนเมื่อครู่อีกไหมผมก็ได้แต่ส่ายหน้าแทน นานๆ ทีจะเห็นนายเทวดาน้อยแสนดีเหม็นหน้าคนครั้งแรกทั้งที กลับโดนสกัดคำพูดจนถามต่อไม่ออก

                “ว่าไปอาเฟยก็ชักจะอวบขึ้นมากไปแล้วนะ” จู่ๆ จิ้นฝูก็พุ่งตัวมากอดหมับจากด้านหลัง แล้วหยิกท้องผมเหมือนหยอกล้อ แต่น้ำเสียงดันจริงจังจนคนฟังตกใจ “หลังจากวันนี้ออกกำลังกายด้วยนะ สุขภาพจะได้แข็งแรง...จะได้ไม่นุ่มนิ่มมากกว่านี้”

                เสียงคำว่านุ่มนิ่มเน้นหนักแน่นเกินไปแล้ว! ผมขนลุกวาบๆ อย่าบอกนะว่าที่ชอบหอบของกินกลับมาให้นั่นคือกะจะขุนผมให้อ้วนจะได้ไม่ต้องมีใครมาแย่งน่ะ! เห็นหน้าซื่อตาใสไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังรอยยิ้มพิมพ์ใจจะมีแผนร้ายซ่อนอยู่ ผมว่าผมก็เชี่ยวสนามพอสมควรนะ กลับมาตกม้าตายให้กับเด็กอายุสิบห้าคนเดียว! เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังจะมีใครเชื่อ

                จิ้นฝูคงรู้แล้วล่ะว่าผมจับความคิดเขาได้แล้ว ถึงแสร้งยิ้มหวานกลบเกลื่อนออกมา

                “ข้าก็จะออกไปพร้อมๆ กับเจ้านะ พวกเราจะได้สุขภาพแข็งแรงไปด้วยกันไง”

                ...เฮ้อ ให้ตายสิ เมื่อไหร่ผมจะเลิกใจอ่อนกับรอยยิ้มของเขาสักทีนะ

 

                ตกเย็นวัน ในขณะที่ผมกำลังนั่งโซ้ยเป็ดพะโล้ด้วยปริมาณที่น้อยกว่าปกติเท่าหนึ่งกับจิ้นฝูอยู่นั้น อยู่ดีๆ เงาสีดำตะคุ่มๆ ของคนในพรรคอสูรก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ท่าทางร้อนรนมาก เรียกให้ผมไปเข้าพบประมุขพรรคเสียงลนลาน ผมเองก็จับใจความอะไรไม่ค่อยได้ รู้เพียงแค่ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ท่านอสูรต้องไปพบท่านประมุขเดี๋ยวนี้

                เพราะจู่ๆ ก็มาโดนเร่งให้เข้าพบ จิ้นฝูจึงขอติดตามเข้าไปด้วยและนั่นทำให้คนบอกข่าวผู้นั้นแปลกใจพอสมควร เพราะปกติถึงมีเรื่องอะไรจิ้นฝูก็จะอยู่ในส่วนของคนธรรมดา ไม่เคยใช้อภิสิทธิ์พิเศษใดๆ ติดตามเข้าที่ประชุมมาก่อน แต่เพราะเขาเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการรับรองจากหลิ่วก้านลู่ การที่เขาขอตามผมไปด้วยเลยไม่เสียหายอะไร

                ผมไต่กำแพงลมไปเรื่อยๆ โดยมีจิ้นฝูเกาะอยู่ข้างหลัง ไม่นานก็มาถึงห้องโถงประชุมของพรรค เหลียงจิวซินนั่งรออยู่บนเก้าอี้ประธานแล้ว ผมอดเหลือบตาแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นเหลียงหลวนเซียนอยู่กอดอกพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่

                “ท่านอสูร” เหลียงจิวซินหยัดกายลุกขึ้นยืนต้อนรับ สีหน้าของท่านประมุขพรรคไม่ได้ดูหมองคล้ำอย่างที่ผมคิด ผมที่พะวงกลัวเป็นเรื่องร้ายแรงเลยถอนหายใจโล่งอก

                เหลียงหลวนเซียนเหลือบมองผมสีหน้านิ่งๆ ประกายตาเจือแววประหลาดใจกับการเห็นจิ้นฝูเกาะหลังผมตามเข้ามา

                “เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ผมถาม

                “ข่าวการปรากฏตัวของท่านอสูรและพิธีเชื่อมจิตวิญญาณของพรรคอสูรกระฉ่อนดังไปทั่วยุทธภพ ตอนนี้ข่าวดังไปถึงหูฮ่องเต้แล้ว”

                ฮะ...ฮ่องเต้เรอะ!

                เหมือนผมเห็นเงามืดครึ้มลอยหวือเป็นเมฆรอบศีรษะของเจ้าอสูรมารดำ ปากกับมือพลางสั่นงันงกอย่างห้ามไม่อยู่

                ประมุขพรรคว่าพีคแล้ว...แต่นี่ประมุขแผ่นดิน อื้อหือ!

                “ข้า...ข้าจะโดนฆ่าเหรอ?”

                “เหลวไหล! ฮ่องเต้กับยุทธภพไม่เคยมีเรื่องพิพาทกัน แต่ก็ให้ความเคารพซึ่งกันและกันมาโดยตลอด วังหลวงไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายชาวยุทธ์ ในขณะเดียวกันชาวยุทธ์ก็ไม่เคยไปวุ่นวายกับวังหลวง...ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ ฮ่องเต้จินหลงที่ปกครองรัชกาลปัจจุบันนั้นมีความชื่นชอบในยุทธภพและสัตว์อสูร เมื่อท่านทราบเรื่องของท่านอสูรเข้า ถึงได้อยากเห็นตัว จัดงานเลี้ยงเชื่อมสำพันธ์กับชาวยุทธ์ขึ้นมาน่ะสิ”

                จิ้นฝูกับผมอ้าปากค้างไปตามๆ กัน นี่ผมต้องเข้าวังเหรอ...บ้าไปแล้ว

                “ที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือในงานนั่น พวกเจ้าจะต้องได้พบเจอกับคนในพรรคเซียนสวรรค์ พรรคอริของเราอย่างแน่นอน” เหลียงจิวซินหันหน้าไปหาลูกชายที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกล “ถ้าเจ้าพวกนั้นเห็นท่านอสูร พวกมันจะต้องระสับระส่ายเป็นแน่”

                “แล้วปัญหาก็จะตามมา” เหลียงหลวนเซียนแค่นเสียงหึ

                “ข้า...ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหม” ผมอึกอักพูดแทรกขึ้นมา แค่คิดถึงวังหลวง พวกหนังหรือนิยายจีนย้อนยุคแนวแย่งชิงบัลลังก์ก็ลอยหวือเข้ามา ไหนจะพวกความเหี้ยมโหดของคนในวังเอย ตำหนักเย็นเอย คุกลงทัณฑ์เอย ห้องลับเอย สารพัดสารเพชวนให้คลื่นเหียนก็ลอยเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไหนจะหลักขนบธรรมเนียมยุบยับ ถ้าเผลอทำผิดไปสักข้อสองข้อหัวจะไม่หลุดจากบ่าใช่ไหม

                ถึงตัวเป็นอสูรแต่จิตใจก็ยังเป็นมนุษย์ ผมไม่อยากเข้าวังหลวงอย่างแรง แต่พอมีคำว่าฮ่องเต้ประทับป๊าบลงไป ถึงไม่อยากไปก็คงทำไม่ได้

                “เจ้าก็ต้องไปด้วยเช่นกัน” เหลียงจิวซินกดเสียงต่ำใส่ลูกชาย เหลียงหลวนเซียนกลอกตามองบน แล้วบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน “ในฐานะที่เจ้าต้องขึ้นเป็นประมุขพรรคคนต่อไป และในฐานะคนที่เชื่อมจิตวิญญาณกับท่านอสูรแล้ว”

                “ข้าปฏิเสธได้หรือ” เหลียงหลวนเซียนแค่นหัวเราะ ก่อนจะเหล่มองมาทางผมแวบหนึ่ง

                บรรยากาศอึกครึมปลิวว่อนเต็มอากาศ ผมกุมแขนเครียดไม่รู้จะทำยังไงดี ถึงจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อนเหมือนไม่คิดอะไร แต่ความจริงแล้วผมเครียดมากนะ...ถ้าวันหนึ่งโป๊ะแตกว่าเป็นอสูรเก๊ขึ้นมาล่ะก็ถึงมีเก้าหัวก็คงไม่พอ แล้วนี่อะไร...ฮ่องเต้! โอรสสวรรค์ เทพมังกร สารพัดสมมุติเทพ อยากเจออสูรหมาปอมจนถึงขนาดจัดงานเลี้ยงเชื่อมสำพันยุทธภพบังหน้า ขอโทษเถอะแต่ชีวิตผมมันจะบันเทิงไปไหน

                ฝ่ามือเล็กเคลื่อนมากุมมือที่กำลังสั่นอย่างขี้ขลาดเบาๆ ผมสะดุ้งมอง เห็นจิ้นฝูยืนส่งยิ้มให้อยู่ใกล้ๆ

                “หากข้าขอไปกับอาเฟยด้วยจะได้หรือไม่” จิ้นฝูค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม กล่าวน้ำเสียงรื่นหูกับเหลียงจิวซิน

                “มันเป็นงานของจอมยุทธ์” เหลียงจิวซินเอ่ยตอบเหมือนลำบากใจ

                “เช่นนั้นข้าจะฝึกวรยุทธ์”

                “ก็ได้อยู่หรอกเจ้าหนูหน้างดงาม...แต่เวลากระชั้นแค่นี้อย่างมากก็คงได้แค่ขั้นพื้นฐาน”

                “เช่นนั้นข้าสามารถไปกับอาเฟยในฐานะใดได้บ้างขอรับ”

                นอกจากจะไม่ยอมแพ้ยังใช้ไม้อ่อนตะล่อมไปเรื่อยๆ ต่อให้ใจแข็งขนาดไหนเจอสายตาอ้อนเข้าไปเป็นใครก็ต้องมีใจอ่อนกันบ้างแหละ เหลียงจิวซินมีท่าทีอึกอักกับท่าทางน่าสงสารของจิ้นฝู แต่ผมที่โดนเขากุมมือแน่นอยู่รู้ดีแก่ใจว่าจิ้นฝูไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าตัวแสดงออก

                “...ถ้าจะจะไปในฐานะสหายของท่านอสูร..อืม ก็ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย ท่านอสูรเป็นอสูรที่ดูจะแปลกแตกต่างจากอสูรปกติทั่วไปนัก หากเจ้าเป็นสหายของท่านอสูร ทุกคนก็คงคิดเอาว่าเจ้าเป็นผู้เลิศยุทธ์ ถ้าถูกท้าประลองฝีมือเข้าคงลำบาก...”

                “คนติดตามข้าเป็นอย่างไร”

                เหลียงหลวนเซียนที่เอาแต่ยืนฟังเงียบมานานเอ่ยแทรกขึ้นมา แล้วเดินท่าทางองอาจเข้ามากลางวงสนทนา จิ้นฝูเบิกดวงตาแลกใจเล็กน้อย มือที่กระชับกุมกันอยู่บีบแน่น

                “อย่างไรข้าก็เป็นท่านชายน้อยผู้แสนเก่งกาจ หากจะมีข้ารับใช้เป็นเด็กชายปกติก็คงไม่แปลกใจนัก เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”

                เหมือนผมจะได้ยินคำว่าข้ารับใช้ดังเป็นพิเศษกว่าคำอื่นๆ แต่ถ้าเป็นคนปกติที่ไม่มีกำลังภายในคงฟังไม่ออกเป็นแน่ จิ้นฝูจ้องมองร่างระหงที่มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของตนเอง แววตาวาวโรจน์อย่างที่ไม่เคยเป็น

                “เข้าวังไปในฐานะข้ารับใช้ของข้า เช่นนั้นดีหรือไม่”

                เหลียงหลวนเซียนถามย้ำคล้ายจงใจตอกใส่ ผมคงไม่ได้คิดไปเองสินะว่าเจ้าท่านชายน้อยคนี้กำลังยั่วโมโหจิ้นฝูอยู่

 

                ดูซิว่าเจ้าจะทำตัวเป็นเด็กดีไปได้ถึงเมื่อไหร่ เหลียงหลวนเซียนแสยะยิ้มใส่

 

                ข้าไม่ได้โง่หลงติดกับการยั่วยุง่ายๆ เช่นนั้นหรอก จิ้นฝูก้มหน้างุดๆ ราวกับกระต่ายน้อย

 

                ...แน่นอนว่าผมไม่อาจได้ยินเสียงค่อนแคะในใจของแต่ละฝ่าย เพราะแค่ปัญหาหนักอึ้งตรงหน้าก็แทบทำผมเป็นสิ้นปัญญาแล้ว! เฮ้อ...อาเฟยน้ออาเฟย ดวงมากับดาวมฤตยูหรืออย่างไรกันนะ ต้องเสี่ยงตายอีกกี่รอบถึงจะสาแก่ใจ

                “วันที่ 23 เดือนนี้ แม้จะลำบากใจสักหน่อย แต่ก็ขอให้ช่วยเตรียมตัวเข้าวังกันด้วย” เหลียงจิวซินตัดบททุกอย่าง ก่อนหันมาหรี่ตาใส่เหลียงหลวนเซียน “เจ้าก็เช่นกัน อย่าได้หนีไปไหนเชียว”

                “ข้ายังจะหนีไปไหนได้อีก แค่เข้าพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกับเจ้าขนดกนั่น ดวงชะตาของข้าก็ถึงฆาตไปตั้งนานแล้ว” เหลียงหลวนเซียนแค่นหัวเราะแต่ก็ยังมิวายแอบกัดผมตามประสาพวกปากไม่ดี “ว่าอย่างไรเจ้าหนู...หากอยากเข้าวังมากขนาดนั้น จะพึ่งข้าก็ได้นะ ข้าใจกว้างอยู่แล้ว”

                ใช่...ใจกว้างเท่ากับบ่อน้ำขังหน้าสวนหย่อมเลยล่ะ...

                จิ้นฝูก้มหน้าเงียบเชียบราวกับกำลังใช้ความคิดไตร่ตรองอยู่ เหลียงหลวนเซียนก็ไม่ได้เร่ง ยืนอมยิ้มปรายตามองจิ้นฝูที่สูงไม่พ้นไหล่ตัวเองด้วยหน้าตากระหยิ่มยิ้มย่อง

                ตอนผมสลบไปสองคนนี้ไม่ถูกกันมานานแล้วเหรอ...ผมคิดระหว่างเหลือบมองท่าทางของทั้งสองคน

                ในที่สุดก็คล้ายว่านายเทวดาน้อยจะคิดตกแล้ว เขาเงยดวงหน้าเล็กสวยขึ้นช้าๆ ด้วยรอยยิ้มเต็มไปด้วยปีติ เอ่ยเสียงนุ่มหูตอบท่านชายน้อยออกไป

                “เช่นนั้นข้าก็คงต้องขอรบกวนท่านชายน้อยแล้ว บุญคุณครั้งนี้จะไม่ลืม”

                “ไม่ถือเป็นบุญคุณหรอก ข้าแค่เห็นเจ้าอยากเข้าวัง คงหวังผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ใช่หรือไม่ ก็นะ...หน้าตางดงามอย่างเจ้า อาจจะถูกใจองค์ชายหรือองค์หญิงสักคนในวังก็เป็นได้”

                ผมก็ไม่คิดว่าเจ้าคุณชายปากหมานั่นจะปากเสียอะไรได้มากขนาดนี้ นั่นเป็นคำพูดที่ดูถูกจิ้นฝูถึงขีดสุด ถ้าเขารักสบาย เขาก็คงทิ้งจิ้นอวี๋ไปอยู่กับบิดาตั้งนานแล้ว ไม่มาทนลำบากเหงื่อโซมกายตั้งแต่เล็กหรอก ผมกำลังจะอ้าปากด่าเหลียงหลวนเซียนไปสักประโยค แต่ทว่าจิ้นฝูกลับบีบฝ่ามือนุ่มห้ามไว้ คำพูดจึงติดอยู่ตรงแค่ปลายลิ้นไม่เอื้อนเอ่ยออกมา

                “เพียงได้อยู่กับอาเฟย ข้าก็ไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว ขอบคุณท่านชายน้อยขอรับ”

                จิ้นฝูส่งยิ้มเย็นให้หนึ่งที แล้วก็ไม่สนใจเหลียงหลวนเซียนอีกเลย นายเทวดาน้อยหันกลับไปก้มหัวข้อร้องผู้เป็นประมุขพรรคที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้แทน

                “ข้าอยากฝึกวรยุทธ์อย่างจริงจัง หากไม่รบกวนมากเกินไป ช่วยหาอาจารย์ให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ ข้าจะขยับหมั่นเพียร ไม่ละทิ้งการฝึกอย่างแน่นอน”

                “เดิมทีเจ้าก็ต้องตระเวนไปทั่วสารทิศกับหลิ่วก้านลู่อยู่แล้ว เจ้าจะไม่เหนื่อยแย่รึ” เหลียงจิวซินลูบเคราถาม

                “ไม่ขอรับ” จิ้นฝูตอบกลับไปแทบจะทันที

                “เช่นนั้นก็ดี พรุ่งนี้ยามสี่ (05.00-06.59 น.) เจ้ามาพบข้าที่นี่ ข้าจะฝากฝังเจ้ากับหวังซิ่น”

                “อาจารย์หวังรึ...” เหลียงหลวนเซียนเบิกตาโตกว้าง

                “ขอบพระคุณขอรับ” จิ้นฝูไม่แสดงอาการดีใจลิงโลดใดๆ เขาเพียงแค่ทรุดกายลงคำนับขอบคุณด้วยความจริงใจเท่านั้น ท่าทางอ่อนน้อมของเขาทำให้มุมปากและแววตาของเหลียงจิวซินดูถูกใจไม่ใช่น้อย

                จะ...จิ้นฝูจะฝึกวรยุทธ์ ผมทึ่งอยู่ในใจเป็นนาน นี่เขาตั้งใจจะฝึกปรือตัวเองเป็นยอดคนหรืออย่างไร บุ๋นก็รู้ บู๊ก็ยังจะรู้อีกหรือ ตอนนี้เขายังไม่ร่ำเรียนวรยุทธ์ผมก็ยังเชื่อเต็มหัวใจเลยว่าเขาต้องทำได้อย่างแตกฉานแน่ อนาคตเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ผมว่าผมพจะจินตนาการออกแล้วล่ะ

                เหลียงหลวนเซียนนิ่งเงียบมองจิ้นฝูคล้ายกำลังประเมินอีกฝ่ายอยู่ สุดท้ายก็หัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ใช้ความสามารถแดกดันชาวบ้านชาวช่องของตัวเองพ่นพิษใส่จิ้นฝูอีก

                “เจ้า...ชื่ออาเฟยรึ”

                “หะ...หา”

                ผมสะดุ้งน้อยๆ ยามถูกยับน์ตาสีเทาจดจ้องในระบะไม่ไกลกันมากนัก ก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ เชิงไว้ตัว...

                ...คงไม่ได้จะหันมาเล่นงานกันใช่ไหม

                เหลียงหลวนเซียนรับคำว่าอ้อ แล้วก็ออกเท้าเดินผ่านตัวผมออกจากห้องโถงไปเหมือนหมดความสนใจ...อะไรของท่านชายน้อยคนนั้นกันล่ะเนี่ย

                “เช่นนั้นก็แยกย้ายเถิด เตรียมตัวพร้อมเข้าวัง วันงานจะมีคนจากวังหลวงมารับพวกเจ้า” เหลียงจิวซินเอ่ยเสร็จก็เดินหายเข้าไปกับความมืด ทิ้งผมกับจิ้นฝูให้ยืนจับมือกันอยู่สองคน

                “วันนี้ก็นอนด้วยกันนะ” จิ้นฝูหันมายิ้มหวานใส่

                “ได้สิ” ผมยิ้มแห้งๆ ตอบไป

                เราสองคนจับมือกันเดินมองดวงจันทร์ไปเรื่อยๆ แสงสีนวลขับให้ทุกอย่างรอบตัวดูอ่อนโยนเหลือเกิน

                .........................

                ...

 

                ขณะเดียวกันในพรรคเซียนสวรรค์

                ตำหนักใหญ่กำลังวุ่นวายกันจนถึงขีดสุด หลังจากมีราชโอการเทียบเชิญจากฮ่องเต้ให้ไปร่วมงานเชื่อมสำพันยุทธภพกับราชสำนัก พรรคทั้งพรรคก็วุ่นวายแทบแตก แต่ละคนต่างมีเรื่องกระสับกระส่ายของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วเรื่องใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ อสูรมารดำ

                “ใครก็ได้ไปหาท่านประมุขที!

                “ทะ...ท่านสวดมนต์ นั่งสมาธิและฝึกกำลังภายในอยู่....หะ...หากเข้าไปตอนนี้....”

                บุรุษร่างโปร่งชุดขาวสองคนพากันเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาหน้าประตูห้องบำเพ็ญศีลของท่านประมุข ไฟร้อนสุมใจจนทำให้ทุกคนอยู่กันไม่สุข ในขณะที่กำลังร้อนรนใจ ประตูห้องสวดมนต์ก็เปิดอ้าออก

                ยวงผมสีเงินยาวปรากฏแก่สายตาเป็นอย่างแรก บุรุษชุดขาวทั้งสองที่เถียงกันอยู่รีบก้มลงคำนับประมุขพรรคเซียนสวรรค์เป็นการใหญ่ ปากก็พร่ำขอโทษที่ทำตัวเสียงดังเสียมารยาท

                ชายหนุ่มผมสีเงินยาวระถึงต้นขาก้มลงมองคนทั้งสอง ใบหน้านิ่งสนิทราวรูปสลักงดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกันไม่ปรากฏสีหน้าใดๆ ออกมาเลย ในมือถือลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ส่วนมืออีกข้างประคองม้วนคัมภีร์หนาเอาไว้ แววตาสีน้ำตาลเข้มขุ่นมัวนิดๆ บ่งบอกอารมณ์หงุดหงิดที่ถูกรบกวนขณะปฏิบัติศีลภาวนา

                “ราชโองการ...”

                “...งานเลี้ยงหรือ?”

                ชายหนุ่มผมเงินขมวดคิ้วเรียวนิดๆ แต่ทว่ากลับถูกผู้ติดตามทั้งสองส่ายหน้าพัลวัน

                “เลวร้ายยิ่งกว่างานเลี้ยงอีกขอรับ”

                แค่ได้ยินคำว่าเลวร้ายกว่างานเลี้ยง สีหน้างามเสมือนรูปสลักก็ยับยู่ขึ้นมาดื้อๆ

                “งานเลี้ยงสำพันของยุทธภพ...พรรคอสูรนั่น กับอสูรมารดำจะต้องปรากฏตัวขึ้นแน่”

                “...ไม่ไปได้ไหม”

                “ไม่ได้ขอรับ”

                “แต่ข้ายังต้องสวดมนต์อีกสี่ร้อยสามสิบห้าบท และบำเพ็ญเพียรในถ้ำอีกสามสิบหกวัน”

                “ไม่ได้ขอรับ”

                “...”

                “ไม่ได้ขอรับ”

                เสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจากเปลวเทียนอย่างสิ้นหวัง สุดท้ายท่านประมุขพรรคเซียนสวรรค์ก็ไม่ได้พูดจาต่อต้านอีก เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วหายกลับเข้าไปสวดมนต์ต่อเท่านั้น

                เขาเข้าไปนั่งประจำที่ เงยหน้ามองพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แล้วค่อยก้มลงมองหยดน้ำตาเทียนที่ลอยระอยู่บนผิวน้ำ...

                อืม...ชะตาบอกว่ากำลังจะมีด้ายแดงเข้ามา...มันหมายความอย่างไรกันนะ


____________________


การบ้านเยอะมาก แวบมาอัพได้แค่นี้ ฮือ55555


ไว้ว่างๆจะวาดทุกคนนะครับ ตอนนี้วุ่นวายระดับสิบล้าน ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะครับ


บ๊ายบายยยย T___T

                  

 

                               

               

               

               

               

 

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 417 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2108 Ployly (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 19:16
    ฮาเร็มใช่ไหมนิ
    #2,108
    0
  2. #2085 artificial_love (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 17:23
    คนที่สามใช่มั้ยนี่ โอ้ย
    #2,085
    0
  3. #2059 jkooktaev (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 15:24
    มาแล้วจ้าสามหนุ่มสามสไตล์ในคอลเลคชั่นของอาเฟยผู้มีขนแสนนุ่มนิ่ม คนนึงปากคอเราะร้าย คนนึงหน้าตางดงาม(ที่โตไปน่าจะหล่อมาก)กับนิสัยขี้หึงร้ายเงียบ ส่วนคนสุดท้ายอีกนิดนึงน่าจะบรรลุธรรมแล้วล่ะ
    #2,059
    0
  4. #2006 JutakanWhanyan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 11:45
    จะสงสารหรือหัวเราะอาเฟยดีนะ555
    #2,006
    0
  5. #2001 Achila (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 15:23

    นี้มัน4p

    #2,001
    0
  6. #1977 Alinas (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 20:41

    เห็นเค้าความวุ่นวายมว้ากกกกก

    #1,977
    0
  7. #1952 FernNAlls (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 22:21
    เดี๊ยวววววววววววววววววว นี่มันอะร๊ายยยยยยย
    #1,952
    0
  8. #1908 thifu:') (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 17:49
    แต่ละคนนี่ตัวท๊อปทั้งน้าน
    #1,908
    0
  9. #1898 ^-^girl lino (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 12:06
    มีแววยี่งเหยิงจริงๆ
    #1,898
    0
  10. #1883 ผมก็เป็นเด็กดีน่ะ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 18:26
    ❌สำพัน>>>สัมพันธ์✔️
    #1,883
    0
  11. #1838 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 03:57
    คนใหม่นี่ได้อยู่555 แต่ดีนะคนสุดท้ายละ สงสารจิ้นฝู่จะแย่แว้ว
    #1,838
    0
  12. #1806 อสูรเงาปีศาจ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 18:03
    แต่คนสุดท้ายนี้ ก็จะเอาแต่สวดมนต์จำศิล อย่างเดียวใช่ไหม
    #1,806
    0
  13. #1805 อสูรเงาปีศาจ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 18:02
    มาแหละอีกคนหนึ่ง ครบสาม เป็น4P
    #1,805
    0
  14. #1797 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 10:45
    จิ้นฝู-เด็กยัน
    เจ้าบ่าว-เด็กซึน
    ฮาเร็มคนใหม่-พระ
    #1,797
    0
  15. #1784 Paperheart96 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 13:07
    ไม่นะ ตำแหน่งของจิ้นฝู อย่าเพิ่งสั่นคลอนนน
    #1,784
    0
  16. #1772 Overwhelm (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 10:27
    คนนี้สินะ อยากได้อ่ะ ชอบบบ55555
    #1,772
    0
  17. #1766 RhongTood (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 22:25
    ไม่รู้ค่ะ เอาทุกคน 555555
    #1,766
    0
  18. #1730 ANTCAH-VIP (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 01:59
    อาเฟยจะเอาใครก็ได้ แต่จะเอาหลวงพี่ไม่ได้
    #1,730
    0
  19. #1595 bb.smile (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:32
    เจออีกคนแล้วสินะ คนนี้ท่าจะไม่ง่ายนะ
    #1,595
    0
  20. #1501 sudauy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 23:07
    พระเอกคนสุดท้ายชิมิ
    #1,501
    0
  21. #1493 NaYae Towa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 00:35
    ชอบคนนี้จังเลยค่ะ 5555
    #1,493
    0
  22. #1436 ni_ky (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 15:52
    เดี่ยวนะ คนที่สวดมนตร์อีก300กว่าบทนี่เป็นพระเอกหรออ ลุคหลวงพี่มาก555545
    #1,436
    0
  23. #1265 Wan_asl3 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 22:04
    อยากเก็บเธอไว้ทั้งสามคน55555
    #1,265
    0
  24. #1261 SUNOBA (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 21:18
    อาเฟยใช่ไหมมมมม!!! ขอทั้งสามคนเลยจะได้หรือไม่ งานดีมั้งนั้นเลย
    คนนี้น่าจะดูมึนๆหน่อยๆมั้ง ครบสามแล้ววววว กรี๊ดกร๊าดอย่างยิ่ง
    #1,261
    0
  25. #1249 Daw Prdz KS (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 07:53
    แต่ละคนดีๆทั้งนั้นอ่ะอาเฟยยยย55555
    #1,249
    0