อสูรโฉมงามกับความป่วงของเขา สนพ. xingbooks [Yaoi]

ตอนที่ 10 : ชะตาเชื่อมผูกพัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,890
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 446 ครั้ง
    20 พ.ย. 60

 

ชะตาเชื่อมผูกพัน 

 

            แต่ละวันผ่านไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้เห็นท่านชายน้อยพรรคอสูรอีก คิดว่าหลังจากวันที่ทะเลาะกับประมุขพรรควันนั้น เขาก็คงหนีออกจากบ้าน...ในขณะที่ผมใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยความสุข กินนู่นกินนี่ ออกสำรวจรอบพรรคอสูรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ว่างๆก็เดินเตรี่เที่ยวดูนู่นดูนี่กับจิ้นฝู ตกกลางคืนก็ไปหาของกินอร่อยๆในพรรคกิน นั่งเรือชมจันทร์ ทำทุกอย่างที่อยากทำ เพราะคนที่นี่นับถือผมเหมือนเทพ จะอยากเดินไปไหนก็ได้ทั้งนั้น จนบางครั้งผมก็ลืมไปเลยว่าตัวเองไม่ใช่คนปกติ

                จิ้นฝูตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ผมไม่ทันสังเกต รู้ตัวอีกทีจากหนุ่มน้อยที่สูงเท่าเอว ตอนนี้ก็สูงเกือบถึงหน้าอกอสูรแล้ว ใบหน้าสวยเริ่มมีเค้าคมเข้มขึ้น โดยเฉพาะดวงตาของเขา ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันแพรวพราวกว่าเดิมเยอะมาก...แถมเหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะมีวรยุทธ์หรือไม่มี ก็เริ่มมองเหล่จิ้นฝูกันเป็นตาเดียว ตอนนี้เวลาเขาเดินออกมาเที่ยวกับผม สาวๆก็เหลียวมองกันคอแทบเคล็ด หัวเราะคิกคักผลักกันไปผลักกันมา เหมือนอยากทักเขาแต่ก็ไม่กล้า

                จิ้มฝูเพียงแค่หันไปมอง...ส่งยิ้มละลายใจให้หนึ่งที แล้วจับมือผมเดินต่อโดยไม่หันไปมองสาวๆที่กรี๊ดกร๊าดจะเป็นจะตายยามถูกยิ้มพิฆาตใจของเขาโจมตี หญิงสาวในพรรคอสูรก็ใช่จะหน้าตาธรรมดาที่ไหน แต่ละคนสวยเทียบนางในวังหลวงกันได้เลย! แรกๆผมก็แอบกังวลนะว่าจิ้นฝูจะแบบ...มีมาพัวพันสักคนสองคน ผมหลับไปตั้งสามเดือนกว่าเขาจะไม่มีเหยื่อบ้างเลยหรือไง ปรากฏว่าไม่มีเลยสักคน จิ้นฝูวางตัวเป็นมิตรต่อทุกคน...แต่ไม่มีใครสนิทกับเขาแม้แต่คนเดียว แถมเมื่อไม่นานมานี้ผมก็เผลอรู้ชื่อเสียงของจิ้นฝูที่เหล่าสาวๆเริ่มพากันปลาบปลื้มโดยบังเอิญ นั่นคือเด็กหนุ่มหน้าสวย จิตใจดีที่มีดีกรีพ่วงเป็นถึงศิษย์ของหลิ่วก้านลู่ แล้วเป็นศิษย์ของนายหมอหลิ่วนั่นมันพิเศษยังไงน่ะเหรอ...หึ

                นายหมอคนนั้นที่ผมแสนเหม็นขี้หน้า (รองจากท่านชายน้อย) ความจริงแล้วอายุอานามแก่เกินกว่าประมุขพรรคเสียอีก เรียกได้ว่าแก่รุ่นทวด แต่สำเร็จวิชาคงกระพันธ์ หน้าเลยหยุดอยู่แค่วัยหนุ่ม ถึงตัวจะเป็นคนพรรคอสูรแต่ความเก่งเป็นที่ยอมรับของคนทั้งยุทธภพ ขนาดพรรคเซียนสวรรค์ที่เป็นอริกับพรรคอสูรมายาวนานยังไม่อยากมีเรื่องกับนายหมอคนนี้ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงอย่างให้เกียรติ แล้วคนระดับตำนานคนนั้นดันยอมรับจิ้นฝูเป็นศิษย์คนแรก!...ดีกรีนักเรียนเทพก็มากพอแล้วที่จะทำให้หลายคนสนใจจิ้นฝู แล้วพอได้มาเห็นหน้าสวยๆ เสียงนุ่มๆ กับท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นใครบ้างไม่ตกหลุมรัก...

                เอาตรงๆ..ผมก็เพิ่งรู้ ว่าจิ้นฝูเป็นคนดังเมื่อสองวันที่แล้ว ที่ผมกับเขาจับมือกันไปหาเกี๊ยวกินที่ร้านแผงลอยในพรรคตอนเช้า แล้วถูกคนนู้นคนนี้มารุมล้อมทักทาย สาวน้อยวัยแรกแย้มเขินจนเป็นลม ล้มพับไปคาชามเกี้ยวเท่านั้นเอง...

                แต่เรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการรู้ว่าเขาเป็นหนุ่มฮอตนั่นก็คือ วันที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งก็คือเดือนนี้ เป็นวันเกิดของจิ้นฝู! ผมดีใจทั้งยังตั้งตารอมากกว่าเจ้าตัวเสียอีก

                “อีกไม่กี่วันก็วันเกิดเจ้าแล้ว” ผมยิ้มหน้าบาน มองปฏิทินจีนที่แขวนอยู่ข้างผนังด้วยความตื่นเต้น “เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ”

                จิ้นฝูมองผมยิ้มๆ แล้วก้มลงปอกผลผิงกัว (แอปเปิ้ล) ในมือให้ผมต่อ

                “ตอนนี้ 14 แล้วล่ะ”

                “ถ้าอย่างนั้นเมื่อถึงวันเกิดเจ้าก็อายุ 15 แล้วสิ” ผมเบิกตาโต ตอนแรกที่เจอกันเขาตัวเล็กมาก ซ้ำยังผอมบาง ผมก็ได้แต่คาดคะเนเอาเองว่าเขาน่าจะอายุ 13-14 แต่ใจผมก็เอนเอียงไปที่ 13 มากกว่า พอรู้ว่าเขากำลังจะอายุ 15 ในไม่ช้านี้...หัวใจผมก็ชักรู้สึกแปลกๆ

                อายุ 15 นี่...ถือว่าเป็นผู้ใหญ่รึยังนะ...

                บ้าเรอะ! เด็กผู้ชายจีนสมัยก่อนต้องอายุ 20 แล้วเข้าพิธีสวมหมวกก่อนนู่นถึงจะนับเป็นผู้ใหญ่ได้! อายุ 15 เทียบกับโลกเก่าผมก็แค่เด็ก ม.3 เอง...แล้วทำไมผมต้องมานั่งลุ้นให้เขาโตเร็วๆด้วยเนี่ย จิตใจอกุศลทำผมละอายายใจ เม้มปากเป็นเส้นตรงแล้วนั่งจ้องกำแพงลงโทษตัวเองที่คิดไม่ซื่อ

                เมื่อก่อนจิ้นฝูเป็นเด็กตัวเล็ก แต่พอผมก้าวเข้าไปยุ่มย่ามในชีวิตของเขากับแม่ อาหารการกินดีขึ้น บ้านดีขึ้น พอชีวิตดีขึ้น ร่างกายก็เริ่มเติบโตตามที่มันควรจะเป็น ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เขาไม่ใช่เด็กน้อยหน้าหวานที่คอยวิ่งชูมือมากอดเอวผมอีกแล้ว ตอนนี้พอหันไปมองเขาอีกที ร่างกายบอบบางก็เริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นมาเพราะต้องออกเดินทางตะลอนท้าแดดไปกับหลิ่วก้านลู่ ผิวขาวคล้ายกับหยกเริ่มกรำแดดหน่อยๆ ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น และใบหน้าคมเข้มสะดุดตา

                ยิ่งโตยิ่งหล่อ...บวกกับเค้าหน้าสวยเข้าไปอีก นี่มันจะเพอร์เฟ็กต์เกินไปแล้วนะ

                ผมสะดุ้งโหยงเมื่อจิ้นฝูช้อนดวงตากลมโตสีดำขลับขึ้นมองตอบ บ้าเอ๊ย นี่เราเผลอตัวจ้องคนอื่นขนาดนี้ไปได้ยังไงเนี่ย

                มุมปากจิ้นฝูกระตุกยิ้มนิดๆ ก่อนจะเลื่อนจานใส่ผิงกัวมาให้

                “ขะ ขอบคุณ” ผมรีบหยิบมากินแก้เก้อ ก้มหน้าก้มตากินไม่กล้ามองหน้านายเทวดาน้อยอีก

                “ชอบมั้ยอาเฟย”

                “ชอบๆ!

                “ชอบเหมือนกัน”

                หือ...

                ผมเผลอเงยหน้าขึ้นมองเพราะน้ำเสียงติดจะกรุ้มกริ่มนิดๆของจิ้นฝู แล้วก็ต้องปะทะกับสายตาพราวเสน่ห์ของเขาที่กำลังนั่งท้าวคางมองผมอยู่

                ผมตกใจจนเผลอกัดเหงือกตัวเอง จิ้นฝูหัวเราะเบาๆ แล้วยอมหลุบตาหนีให้

                “ชอบผิงกัวน่ะ”

                “กะ...ก็ต้องเป็นผิงกัวอยู่แล้วสิ...” แล้วทำไมผมต้องเสียงสั่นด้วยล่ะเนี่ย! โอย...กัดปากตัวเองเข้าจนได้ เลือดไม่ออกใช่ไหมนะ...

                หน้ารู้สึกร้อนขึ้นมาดื้อๆ ผมนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยมากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ปากที่ปกติจะเคี้ยวอย่างออกรสออกชาติตอนนี้ได้แต่ปิดสนิทแล้วเคี้ยวช้าๆอย่างมีมารยาท จู่ๆตัวผมก็กลายเป็นอสูรสำรวมเสียอย่างนั้น

                เพราะเอาแต่นั่งก้มหน้ากิน เลยไม่ทันรู้ตัวว่าจิ้นฝูขยับมานั่งอยู่หน้าผมในระยะประชิดแล้ว นิ้วเรียวสวยยกสะกิดเบาๆ แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจากตัวเขาลอยมา

                “อร่อยมากขนาดนั้นเลยเหรอ กินไม่มองข้าเลย”

                “อื้อ...อร่อยมาก”

                “ชอบขนาดนี้เชียว ไว้จะหามาให้อีกนะ” จิ้นฝูกระซิบเสียงนิ่มให้ผมได้ยินแค่คนเดียว ถึงตอนนี้จะมีแต่ผมกับเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องก็เถอะ แต่การมาพูดเสียงเบาเหมือนบอกความลับให้รู้กันแค่สองคนก็ทำให้หัวใจจักจี๋แปลกๆ “ป้อนข้าบ้างสิ”

                “ได้ๆ” ผมรีบใช้ไม้จิ้มผลไม้ส่งยื่นให้เขา

                จิ้นฝูยกยิ้มหวานอย่างดีใจ ท่าทางของเขายังใสซื่อเหมือนเดิมทำให้ผมแอบโล่งใจเปลาะหนึ่ง แต่ในตอนที่เขาเอียงศีรษะมาจะงับผิวกัว เขากลับชะงักนิ่ง แล้วถดหน้าออกนิดหน่อย

                “เป็นอะไรไปเหรอ” ผมถามอย่างสงสัย

                ริมฝีปากสีชมพูสวยธรรมชาติของเขาเหยียดยิ้ม ก่อนที่ปลายลิ้นสีชมพูอมแดงจะยื่นออกมา แล้วตะวันเลียชิ้นผลไม้สีเหลืองนวลฉ่ำน้ำ

                ผมอ้าปากค้าง มองเรียวลิ้นเล็กที่เลียขึ้นเลียลงตามชิ้นผลไม้อย่างสติหลุด สายตาเจ้ากรรมปะทะกับดวงตาของนายเทวดาน้อยที่เหลือบขึ้นจ้องผมเหมือนจงใจ ปลายลิ้นสีชมพูไล้วนเวียนไปมาอยู่ตรงกลางชิ้น ก่อนจะย้อนกลับมาดูดกินน้ำของมัน แต่กลับไม่ยอมเคี้ยวดีๆ สักที เอาแต่ใช้กลีบริมฝีปากแตะจูบพรมไปทั่วจนเส้นน้ำลายสีขาวบางๆยืดติด สายตาจอมเจ้าเล่ห์ไม่ยอมละออกไปจากผม เสียงดูดจุ๊บที่ดังขึ้นคล้ายจะแกล้งให้คนไม่รู้เรื่องได้ยินคิดไปไกลนั่นทำเอาผมหน้าร้องจี๋

                “ยะ อย่าเล่น กินดีๆสิ”

                ผมทนอึดอัดกับความรู้สึกหวิวๆนี่ไม่ไหวแล้ว! ผมผิดเองที่คิดว่าเขาเป็นเทวดาน้อยใสซื่อ...ตอนนี้ในใจบางส่วนชักไม่เชื่อแล้วว่าเขาจะเป็นผ้าขาวจริงๆ

                พอผมออกปากดุ จิ้นฝูก็อ้าปากงับไปเคี้ยวกินดีๆ ด้วยรอยยิ้มละมุนละไม แล้วกลับไปทำหน้าตาน่ารักน่าชัง เคี้ยวหงับๆ พูดเสียงใสว่าอร่อยจริงด้วย ก่อนจะอ้อนเสียงหวานจ๋อยให้ผมป้อนอีกแล้วอ้าปากรอเหมือนลูกนกตัวน้อย

                ท่าทางของเขากลับไปเป็นเหมือนเดิม ราวกับว่าที่จงใจเลียผิวกัวจนชุ่มเมื่อครู่เป็นภาพลวงตา รู้สึกตัวอีกทีเจ้าเด็กหน้าสวยก็มานอนหนุนตักผมยิ้มหวาน ซุกไซร้ใบหน้ากับขนสีดำหนาๆ แล้วหลับกลางวันอย่างสบายอกสบายใจ ทิ้งให้ผมนั่งตัวแข็งทื่อจิตใจไม่อยู่กับตัว มองเสี้ยวหน้าสวยที่นอนหนุกตักตัวเอง ต่อสู้กับจิตใจชั่วช้าไม่ให้ก้มลงฉวยโอกาสหอมสักฟอดต่อคนเดียว

                ...........

 

                “เจ้าโดนจิ้นฝูแกล้ง?”

                “ใช่”

                จิ้นอวี๋หันมาถามเสียงแปลกใจ แล้วก้มหน้านวดแป้งทำปาท่องโก๋ต่อ หมิงเล่อที่ตีเนียนตามผมเข้ามาในครัวด้วย พลางแอบหยิบซาลาเปาลูกเล็กกินหงุบหงับ

                “แล้วเขาแกล้งอะไรท่านอาจารย์เหรอ” หมิงเล่อถามทั้งที่ปากยังเคี้ยวอยู่

                “ก็เลีย...” ผมตอบไปแทบจะทันที แต่สุดท้ายก็ตกใจแล้วหุบปากฉับ!

                “เลีย?” หมิงเล่อเอียงคอถาม แต่ผมก็เงียบไม่ตอบ เจ้าอดีตนักฆ่าเหลอหลาเลยเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเพราะคิดว่าผมไม่ได้ยิน “เลียอะไรเหรอท่านอาจารย์!! ท่านอาจารย์โดนจิ้นฝูเลียตรงไหนเหรอ!!!

                พรึบ! สายตาของทุกคนในครัวหยุดมือแล้วหันมามองผมเป็นตาเดียว

                “เจ้าจะตะโกนหาอะไร!” ผมรีบพุ่งไปตะปบปากเจ้าบ้านั่นไว้แน่น อยากจะฆ่านายนี่สักสิบรอบ “ข้าไม่ได้โดน...โถ่เว้ย”

                “อู้อี้ๆๆๆ” หมิงเล่อถึงโดนปิดปากอยู่ก็ยังไม่ยอมหยุดพูด ผมถลึงตาใส่จนเบ้าตาแทบถลนออกมานั่นแหละเขาถึงได้เงียบสักที

                “ประมาณว่าเจ้าก็อธิบายไม่ถูก แต่รู้ว่าโดนแกล้ง แต่ไม่ได้แกล้งแรงอะไรอย่างนั้นใช่ไหม” จิ้นอวี๋คุยไปปั้นแป้งไป

                “ใช่ อย่างนั้นแหละ”

                “อยากให้ข้าเรียกเขามาดุไหม”

                “ไม่ต้องหรอก...ข้าก็แค่อยากหาที่ระบายเฉยๆ”

                “แต่ก็แปลกดีนะ” จิ้นอวี๋หันมายิ้มให้ “จิ้นฝูไม่เคยแกล้งแหย่ใครมาก่อนเลย ข้าเลี้ยงเขามาถึงได้รู้ว่าเขาเป็นเด็กที่จริงจังกับทุกอย่าง ตอนยังอยู่บ้านใหญ่ เขาก็ไม่เคยออกไปเล่นสนุกแบบเด็กๆสักครั้ง เขาแทบจะไม่ยิ้มกับคนอื่นนอกจากข้า เรื่องพูดเล่นพูดหยอกยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จนข้ากังวลว่าเขาอาจจะเป็นเด็กผิดปกติด้วยซ้ำ”

                “แต่เขาก็ยิ้มให้ข้านะ” หมิงเล่อที่ถูกปล่อยปากเป็นอิสระบอก “แต่จะว่าไป...กว่าเขาจะยิ้มให้ข้าก็นานเหมือนกัน”

                หมิงเล่อทำท่านึกถึงตอนที่เขาตีหน้าเซ่อมาขออาศัยอยู่ด้วย ตอนนั้นจิ้นฝูก็ไม่ยิ้มไม่คุยกับเขาเท่าไหร่ แถมยังตีหน้าขรึมไม่ร่าเริง แต่หลังจากวันที่เขาเมา...อืม เมาแล้วมาลวนลามผม เขาก็เริ่มทำดีกับหมิงเล่อ จนสุดท้ายก็ยอมเปิดใจให้อีกฝ่าย

                ถ้าจะบอกว่าเขาเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงลิ่วก็คงไม่ผิดสักนิด

                “แต่พอเขาได้พบอาเฟย เขาก็ดูสมเป็นเด็กขึ้นเยอะเลยล่ะ” จิ้นอวี๋หัวเราะเบาๆ

                “ข้าเหรอ?”

                “เขาเล่นกับเจ้า เที่ยวกับเจ้า กินนู่นกินนี่กับเจ้า นอนกับเจ้า” จิ้นอวี๋พูดยาวเหยียด แล้วแอบลดเสียงประโยคสุดท้าย “หึงเจ้า”

                “เขาไม่เคยโกรธใครก็โกรธ ไม่เคยน้อยใจใครก็น้อยใจ เจ้าเข้ามาทำให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนไป หากเขาจะนึกอยากแกล้งอยากแหย่เจ้านิดๆหน่อยๆ ข้าก็เริ่มไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะสำหรับจิ้นฝู...อาเฟยเป็นคนพิเศษมากขนาดนี้” จิ้นอวี๋ก้มหน้างามลงปั้นแป้งอย่างตั้งใจ “แต่ถ้าเขาแกล้งเจ้าแรงเกินไปก็มาบอกข้านะ”

                ผมซาบซึ้งในคำพูดของจิ้นอวี๋เหลือเกิน ถ้าจะบอกแบบไม่กั๊ก ผมก็แอบดีใจไม่น้อยที่เป็นคนเดียวที่จิ้นฝูแหย่เล่นด้วย การได้เป็นคนพิเศษของใครสักคนทำให้ผมรู้สึกดีเสมอ อย่างที่เคยบอกว่าผมมีนิสัยแย่ๆอยู่หลายอย่าง แล้วอย่างหนึ่งก็คือการเป็นอันดับหนึ่งของใครสักคนโดยที่ไม่มีคนมาต่อแถวเป็นอันดับสอง ได้รับความสำคัญจากใครสักคนแค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว

                “ใกล้ถึงวันเกิดจิ้นฝูแล้ว ข้าจะให้ของขวัญอะไรเขาดี” ผมถาม “จัดงานวันเกิดให้เขากันไหม”

                “ถ้าถามข้า ข้าว่าแค่เจ้าอยู่กับเขาแค่นี้เขาก็มีความสุขแล้วล่ะ” จิ้นอวี๋แซว

                “แต่ข้าอยากให้อะไรเขาบ้างนี่นา”

                “งั้นอาจารย์ก็หาเชือกสีแดงมาผูกตัวแล้วไปหาจิ้นฝูสิ”

                ผมเกือบยั้งมือไม่อยู่ตบหัวกลวงๆของนายอดีตนักฆ่าแล้วไหมล่ะ! “ไสหัวไปไหนก็ไปเถอะเจ้าน่ะ!

                “อ้าว ข้าพูดอะไรผิด” หมิงเล่อประท้วง

                “ก็จริงนะ ทำแบบที่หมิงเล่อบอกสิอาเฟย”

                “แม้แต่เจ้าก็ด้วย...!?

                ผมมองสองคนหัวเราะกันตัวโยนแล้วรู้สึกหน้าแดงขึ้นมา นี่ถ้าไม่มีขนปกคลุมผมคงอายมากกว่านี้แน่ๆ ให้ตายสิ! เรารึอุตส่าห์มาปรึกษาอย่างจริงจังแท้ๆ แต่ขนาดตัวแม่เขายังพูดเล่นใส่ ผมที่เขินมาตั้งแต่โดนจิ้นฝูแกล้งเลยระเบิดเอาง่ายๆ งอนขนพองเดินหุนหันออกจากโรงครัวทันที ได้ยินเสียงขอโทษกลั้วหัวเราะของสองคนนั่นดังไล่หลังมา ผมก็อายจนแทบตัวแตก

                แต่เดินหนีออกมาจากโรงครัวไม่เท่าไหร่ คนของพรรคอสูรก็โผล่ออกมาขวางทางไว้

                “ท่านอสูร!

                ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังไม่ชินกับเครื่องแบบกึ่งๆผีดิบจีนของคนพวกนี้สักที เห็นชุดดำๆ กับยันต์กันผีแปะหน้าทีไร ขนหางก็ฟูเอาๆ

                “อะไรกัน ตกใจหมด”

                “ตามมาเร็วขอรับ เราจับตัวท่านชายน้อยได้แล้ว”

                “...หา?”

                ผมใช้วิชาตัวเบาเดินไต่หลังคาตามคนส่งสารไปติดๆ ในห้องโถงเปิดกว้างของปราสาทที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ปรากฏร่างในชุดสีน้ำเงินเข้มลายเมฆมงคลโดนจับมัดไพล่หลังอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายเทพเซียนบูดบึ้ง ในปากถูกยัดผ้าเอาไว้ เป็นสภาพน่าสังเวชใจสุดๆ

                เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าคณะคนชุดสีดำและประมุขพรรคอสูร เหลียงจิวซิน บิดาของท่านชายน้อยกำลังพากันก้มมองเหลียงหลวนเซียนท่าทางกระอักกระอ่วน พอเห็นผมไต่กำแพงลมลงมาก็ฉีกยิ้มส่งเสียงโล่งใจกันเป็นแถบๆ

                ผมเหล่มองร่างท่านชายน้อยแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายจ้องผมด้วยสายตาเหมือนผมไปขี้อยู่บนเตียงเขาอย่างนั้นแหละ

                “เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้ว งั้นก็มาเริ่มวางแผนพิธีเชื่อมจิตวิญญาณกันเลยเถอะ” เหลียงจิวซินยิ้มอบอุ่น ผายมือเชื้อเชิญคณะชุดดำให้นั่งประจำที่กัน มองข้ามหัวลูกชายที่ถูกมัดปิดปากโต้งๆ

                เชือกที่ใช้มัดไพล่หลังท่านชายน้อยมียันต์สีแดงเขียนอักขระยึกยือแปะอยู่ ผมเดาว่าคงเป็นยันต์กันพลังอะไรสักอย่างของคนในพรรคที่ใช้สะกัดวรยุทธ์ของพวกเขา มิน่าเล่าท่านชายน้อยที่แสนเก่งกาจถึงได้ไม่มีปัญญาแก้เชือกหนีไป

                เหลียงหลวนเซียนดิ้นจะเป็นจะตาย จนผมอดเอ่ยปากสอดขึ้นมาไม่ได้

                “เอ่อ...ปล่อยท่านชายน้อยก่อนไหม”

                “ไม่ได้หรอกขอรับท่านอสูร ขืนปล่อยอีกล่ะก็ได้หนีเตลิดแน่ กว่าพวกเราจะค้นตัวเจอ กว่าจะจับได้ มันยากลำบากมากเลยนะขอรับ” คนในพรรคคนหนึ่งค้อมศีรษะเอ่ยตอบเสียงนอบน้อม

                นี่ท่านชายหรือหมาหลุด ผมปลงตกในใจ มองเจ้าหนุ่มเลือดร้อนดิ้นแด่วๆ เป็นหนอนโดนทอดบนพื้น

                “อย่างน้อยเอาผ้าที่ยัดปิดปากออกเถอะ น่าสงสารท่านชายนะ”

                คนในพรรคมองหน้ากันไปมาอย่างลำบากใจ เห็นเหลียงจิวซินนั่งเงียบบนเก้าอี้ประธานไม่คัดค้าน จึงยอมผงกหัวตกลง พลางเอ่ยเสียงเครือ “เตือนแล้วนะขอรับ”

                ....เตือน?

                หนึ่งในหน่วยกล้าตายเดินไปดึงผ้าที่อุดปากเหลียงหลวนเซียนออก ทันใดนั้นพลังเสียงระดับทำลายแก้วหูจนป่นปี้ก็ดังแว้ดออกมา!

                “ปล่อยข้า!!!

                ผมได้ยินเสียงวี๊ดก้องอยู่ในหูอสูร ยิ่งเป็นพวกหูดีกว่าชาวบ้าน บอกเลยว่าทรมานสุดใจ กินนกหวีดเป็นอาหารหลักเหรอเจ้าบ้านี่

                “ไอ้ตัวอัปลักษณ์! คิดจะมาสงสารข้าเหรอ สงสารตัวเจ้าเองเถอะที่มีสภาพน่าเกลียดแบบนี้น่ะ!

                แค่อ้าปากก็วอนเท้าผมแล้ว ขอคารวะความปากหมาท่านชายน้อยสักสิบจอกทีเถอะ

                “ไม่อยากได้ยินคนที่มีสภาพเหมือนดักแด้ด่าหรอกนะ”

                “ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!

                เสียงแหกปากของเหลียงหลวนเซียนทำลายแก้วหูของคนในที่นี่กันถ้วนหน้า แต่ละคนหน้าเขียวหน้าเหลือง อยากยกมือปิดหูก็กลัวจะเสียมารยาท ยิ่งท่านชายน้อยมีกำลังภายในไม่ใช่หมูหมา ยิ่งตะเบ็งเสียงตะโกนเท่าไหร่ ระดับความน่ารำคาญก็เพิ่มทวีเท่านั้น กระทั่งประมุขพรรคเหลียงจิวซินยังอดทนรักษาความเยือกเย็นไม่ไหว ตะวาดกร้าวเสียงสะเทือนปฐพี

                “เงียบ!

            เหลียงหลวนเซียนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะยอมหุบปากลงช้าๆ แล้วนอนหน้างออยู่บนพื้นท่าทางน้อยใจเต็มที  

                ทันใดนั้นประตูที่เปิดกว้างอยู่เสมอก็ปรากฏเงาสีดำของคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ผมได้กลิ่นคล้ายดอกหั่วจู้เจียง (ดอกดาหลา) ลอยคลุ้งเต็มอากาศ พอหันไปมองร่างเจ้าของกลิ่น ก็เห็นเป็นท่านผู้เฒ่าหนวดยาวเกือบถึงพื้นคนหนึ่ง เดินหลังค่อมถือไม้เท้าเข้ามา ใบหน้าของชายชราดูใจดี ดวงตาทั้งคู่ยิ้มจนหยีปิดอยู่ตลอด...แต่แล้วเมื่อเขาลืมตาขึ้น ผมก็ต้องตกใจเกือบเสียขวัญ เพราะตาดำทั้งสองข้างของเขาเป็นสีเทาซีดจนเกือบจะเป็นสีขาว

                ในลกของผม กล่าวให้ใกล้เคียงก็คงต้อหินระดับรุนแรง...แต่ถ้ามันขาวขนาดนี้คนป่วยคงมองไม่เห็น เดินไม่ได้เช่นนี้แล้ว แถมชายชรายังมาคนเดียวเปลี่ยวๆ ไม่มีคนคอยประคองหรือตามมาเลยสักคน

                “ท่านผู้หยั่งรู้” เหลียงจิวซินผู้เป็นประมุขพรรคถึงขั้นย่อกายทำความเคารพ รู้สึกตัวอีกทีรอบข้างผมก็เต็มไปด้วยร่างหมอบกราบ ขนาดเหลียงหลวนเซียนที่โดยมัดนอนกับพื้นอยู่ยังโค้งหัวให้อย่างกลัวเกรง

                อ่าว...ก้มกันหมด ยืนขนฟูฟ่องตัวเดียวก็ไม่ดีสิเนี่ย

                ผมตั้งท่าจะรีบล้มตัวลงหมอบทำความเคารพเขาเหมือนคนอื่นๆ แต่ชายชราเฒ่ากลับเอ่ยเสียงเย็นขัดขึ้นมาก่อน

                “เจ้าไม่ใช่อสูรนี่”

                “!?

                ผมตกใจชะงัก จ้องมองร่างแก่ชรานัยน์ตาซีดขาวนิ่ง ท่านผู้เฒ่าหัวเราะเสียงเย็นๆ แล้วเดินค้ำไม้เท้าเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะสั่งให้ทุกคนเลิกหมอบทำความเคารพเขา

                เมื่อครู่ผมได้ยินชายชราบอกว่า....ผมไม่ใช่อสูร เขารู้เหรอ! หัวใจซีกหนึ่งสั่นไหวขึ้นมา หากคนพวกนี้รู้ว่าผมไม่ใช่อสูรตัวจริง...ผมจะโดนทำอะไรไหม ไม่สิ ผมไม่เป็นไร แต่ถ้าพวกเขาทำอะไรพวกจิ้นฝูล่ะก็...

                “ไม่มีใครได้ยินคำพูดเมื่อครู่หรอก...สบายใจได้”

                ท่านผู้เฒ่าพูดเหมือนอ่านใจผมออก ผมตัวเกร็ง ยามชายชราเดินผ่าน ความกลัวที่ผมไม่รู้จักก็แผ่ขยายไปทั้งใจ

                “ท่านหั่วจู้เจียง” เหลียงจิวซินเอ่ยทักอย่างนอบน้อม ลูกน้องคนหนึ่งเตรียมที่นั่งสำหรับชายชราอย่างรวดเร็ว ก่อนเชื้อเชิญให้ชายชราไปนั่งตรงนั้น

                ท่านผู้เฒ่าหนวดยาวมีนามเดียวกับกลิ่นตัวหรอกหรือ ผมมองไปที่ชายแก่ด้วยความหวั่นๆ รู้สึกได้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา

                เหมือนก่อนหน้านั้นผมจะได้ยินเหลียงจิวซินเรียกเขาว่าผู้หยั่งรู้ หรือนี่จะเป็นคนที่บำเพ็ญตะบะจนกลายเป็นเซียนอย่างที่พวกตำนานเก่าแก่ชอบเอ่ยอ้างถึง

                เมื่อหั่วจู้เจียงหยัดกายลงนั่งบนเก้าอี้นุ่มสบาย รอยยิ้มพึงพอใจก็ฉายชัดเต็มใบหน้า

                “ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะได้มีวาสนาเห็นอสูรในตำนาน...ดีใจยิ่งที่บำเพ็ญเพียรครบสองร้อยปี”

                สะ...สองร้อยปี

                ผมมองชายชราอย่างทึ่งๆ เหมือนเขาจะรับรู้ถึงสายตาของผม เลยเบนหน้ามาถามเหมือนต้องการหยอกล้อ

                “โลกของเจ้า คนมีอายุขัยไม่ถึงใช่หรือไม่”

                เขารู้จริงๆด้วย...ผมแอบกลอกตามองผู้คนรอบๆ เห็นแต่ละคนยังทำสีหน้าปกติกันอยู่ เลยพยักหน้าตอบชายชราไปช้าๆ

                “เจ้าคือประมุขพรรคคนต่อไปหรือ...อ๋อ....อย่างนี้นี่เอง...พี่ชายของเจ้า หึหึ” หั่วจู้เจียงละความสนใจไปจากผม แล้วหันไปจัดการท่านชายที่โดนเชือกมัดอยู่แทน ทันทีที่เขาได้ยินคำว่าพี่ชาย สีหน้าเหลียงหลวนเซียนก็ดำคล้ำ หลบตาหนีคล้ายไม่อยากยอมรับ

                “เพราะท่านชายน้อยหนีไปก่อน  ฤกษ์ดีที่กำหนดไว้ถึงหมดไป วานท่านหั่วจู้เจียงกำหนดฤกษ์ใหม่ให้ด้วย” เหลียงจิวซินคำนับมือ

                หั่วจู้เจียงลูบเคราขาว พลางมองผมสลับกับเหลียงหลวนเซียน ทันใดนั้นดวงตาสีเทาซีดก็ดูเจือความประหลาดใจหน่อยๆ เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังออกมาจากลำคอเหี่ยว...ยิ่งผมมองชายแก่คนนี้มากเท่าไร่ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีมากเท่านั้น พลันกลิ่นดอกหั่วจู้เจียงที่ลอยอยู่ในอากาศก็เริ่มรู้สึกหอมจนฉุน ผมไอออกมาเบาๆ แล้วปาดจมูกตัวเองไปมา

                “วันที่ 2 เดือนนี้ เป็นวันดี...จัดวันนั้นสิ”

                “ไม่ได้!” ก่อนที่สมองจะทำงานปากผมก็ตะโกนโพล่งออกไปแล้ว...ก็วันที่ 2 น่ะเป็นวันเกิดของจิ้นฝู ผมกะจะฉลองวันเกิดให้กับเขานี่นา แต่กระทั่งของขวัญก็ยังไม่ได้เตรียมเลย ถ้าไปจัดวันนั้นผมก็ไม่มีเวลาไปจัดวันเกิดให้จิ้นฝูพอดี

                ทุกคนในห้องประชุมมองผมเป็นตาเดียว เหมือนอยากคาดคั้นถามทางสายตาว่าทำไมถึงจัดวันนั้นไม่ได้

                ตลอดมาเป็นท่านชายน้อยที่ต่อต้าน ตอนนี้กลายเป็นผมก็ต่อต้านไปด้วยแล้วหรือ แต่จะให้บอกว่าเพราะมันชนกับวันเกิดของจิ้นฝู คนพวกนี้ก็คงไม่เห็นความสำคัญของวันเกิดเขาอยู่ดี...ถึงเขาจะเป็นศิษย์รักของหลิ่วก้านลู่ แต่จิ้นฝูไม่ใช่บุคคลสำคัญระดับพรรค ผมทราบคำตอบดีแก่ใจ ว่าพูดไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ เลยยอมถอยก้าวหนึ่งด้วยความอัดอั้น

                จิ้นฝูคงไม่น้อยใจกับเรื่องแค่นี้ คงมีแต่ผมที่รู้สึกเสียใจที่จัดวันเกิดให้เขาไม่ได้ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้ว

                “เปล่า...ไม่มีอะไร”

                “เช่นนั้นก็ตามที่ข้าบอก วันที่ 2...” หั่วจู้เจียงหัวเราะ ชี้นิ้วไปที่คนจดบันทึกการประชุม ให้จัดการจดวันจัดพิธีลงไปเสีย

                “ขะ...ข้าไม่อยากเข้าพิธี” ในขณะที่ทุกอย่างกำลังราบรื่น เหลียงหลวนเซียนที่ทำตัวเป็นไม้แข็งมาตลอดก็เอ่ยปากพูดแทรกขึ้นมา ท่าทางเหมือนคนรวบรวมความกล้าอยู่นานนั้นเงยหน้าสบตาหั่วจู้เจียง “ท่านผู้หยั่งรู้”

                หั่วจู้เจียงปรายตามองร่างที่ถูกมัดอยู่ เขาลูบเคราขาวทีหนึ่ง แล้วส่งยิ้มไมตรีให้

                “ท่านมีชะตาต้องเป็นประมุขพรรค...”

                เหลียงหลวนเซียนหน้าเปลี่ยนสี จับจ้องใบหน้าฉาบยิ้มของชายชราเงียบ ราวกับหลอดเสียงที่ชอบตะวาดว้ากเสมอนั่นถูกชายผู้นี้ตัดออก เพียงแค่เขาลืมเปลือกตาขึ้นโชว์ดวงตาสีเทาซีดๆ วิญญาณของคนถูกจ้องก็เหมืนจะโดนสูบออกมา

                “เข้าพิธีเสีย...แล้วชะตาท่านจะเปลี่ยนไป”

                หั่วจู้เจียงเอ่ยเพียงแค่สั้นๆกับท่านชายน้อย เหลียงหลวนเซียนอึ้งแล้วนิ่งไปเหมือนตุ๊กตา คล้ายว่าท่านผู้เฒ่าได้เอ่ยตอบคำถามคาใจที่ทับหัวใจมานานออก เหลียงหลวนเซียนพยักหน้านิดๆ ท่าทางสงบเสงี่ยมของเขาทำทุกคนแปลกใจมองหน้ากันเลิกลั่ก

                เมื่อหมดธุระกันแล้ว หั่วจู้เจียงก็ยันไม้เท้าลุกขึ้นเตรียมตัวไปทันที เหลียงจิวซินเอ่ยเชิญให้ชายชราอยู่พักจนถึงวันพิธี เพราะอย่างไรวันพิธีก็ต้องพึ่งหั่วจู้เจียงอยู่แล้ว แต่ชายชราก็ปฏิเสธ กล่าวว่าก่อนหน้านั้นมีธุระต้องสะสางจึงขอลาไปก่อน พบกันอีกทีวันจัดพิธีดีกว่า

                หั่วจู้เจียงเดินพาร่างชราออกจากห้องประชุมไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีใครห้ามเขาได้ จึงพากันแยกย้ายไปทางใครทางมัน เหลียงหลวนเซียนถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว ทันทีที่ถูกแก้มัด ร่างสูงสง่าของท่านชายน้อยก็หายแวบไปกับอากาศ เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายของประมุขพรรค

                ผมมองซ้ายขวา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามร่างชราที่เดินออกจากการประชุมไปก่อน

                ร่างค่อมๆ เดินนำอยู่ไม่ไกล เหมือนชายชราตั้งใจเดินให้ช้าลง ผมดีดตัววิ่งไม่กี่ทีก็ไปหยุดอยู่ข้างหลังหั่วจู้เจียง เขาหันหน้ามามองผมคล้ายรู้อยู่แล้วว่าผมจะต้องตามมา

                “เจ้าอยากรู้สิ่งใด”

                “...ท่าน...รู้ว่าข้าไม่ใช่อสูร”

                “ข้าเห็นดวงวิญญาณของเจ้า”

                “จะเป็นอย่างไรถ้าคนในพรรครู้ว่าข้าเป็นอสูรตัวปลอม...”

                “...เจ้ากลัวคนพวกนั้นทำอะไรเด็กที่ชื่อจิ้นฝูคนนั้นหรือ”

                ผมขนลุกวาบ ไม่คิดว่าจะถูกชายชราทักชื่อนี้ออกมา แต่ก็นับว่าเขาเดาได้ถูกทีเดียว ไม่ใช่แค่จิ้นฝู แต่จิ้นอวี๋กับหมิงเล่อก็เช่นกัน คนพวกนั้นตามผมมาที่นี่หากพวกต้องได้รับอันตรายเพราะผม ผมจะต้องรู้สึกผิดไปจนตาย

                “ก่อนที่เจ้าจะห่วงคนอื่น เจ้าห่วงตัวเจ้าเองเถิด...อสูรมารดำ เดิมทีดวงของเจ้าต้องผูกพันกับเด็กที่ชื่อหลวนเซียน...แต่เพราะเจ้าเข้ามา ชะตาของเจ้ากับอสูรถึงได้พัวพันยุ่งเหยิงกับดวงวิญญาณถึงสามดวง...”

                “สามดวง...ท่าน...กำลังจะบอกอะไรกันแน่”

                “ความปรารถนาของอสูรมารดำคือกลายเป็นมนุษย์แล้วอยู่กับคนที่มันรัก...เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”

                “ข้า...”

                ผมยังไม่ทันเอ่ยปากครบประโยค กลับมีลมกระโชกแรงพัดสนั่นจนต้องหลับตาหนี ลืมตาอีกที ร่างของหั่วจู้เจียงก็หายไปเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้แค่เศษฝุ่นว่างเปล่า และคำถามหนักอึ้งเท่านั้น

                ชะตาที่พัวพันกับดวงวิญญาณสามดวง...ถ้าให้ผมเดาว่า ดวงวิญญาณพวกนั้นน่าจะเป็น จิ้นฝู เหลียงหลวนเซียน...แล้วอีกดวงใครกัน หมิงเล่อเหรอ? หรือจิ้นอวี๋? ไม่...ไม่น่าใช่ทั้งสองคนนั้น เพราะจากที่หั่วจู้เจียงพูด ดวงวิญญาณพวกนั้นต้องเป็นดวงที่มีชะตาต้องเป็นคนรักกับผม แล้วสองคนนั้นก็ไม่ได้เข้าข่าย หมิงเล่อซื่อบื้อเกินไปและผมเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกรักเขาเชิงชู้สาว ส่วนจิ้นอวี๋เป็นแม่ของจิ้นฝู ผมเห็นเธอเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง

                ทำไมจะเป็นมนุษย์ทั้งที่ต้องวุ่นวายมากขนาดนี้ล่ะเนี่ย! ไม่ต้องเป็นมันซะดีมั้ย อยู่ขนหนาๆแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว เฮ้อ!!

                .............

 

                วันที่สอง ต้นเดือนพฤษภาคม.

                ผมตากระตุก มองพิธีเชื่อมจิตบ้าบอคอแตกที่โดนบังคับคลุมหัวมาร่วมพิธี แล้วก็ได้แต่อยากจะพ่นไฟสีฟ้าออกจากปาก ทำลายงานนี่ให้มันพังพินาศไปซะ!!

                เชื่อมจิตวิญญาณหอยหลอด...นี่มันพิธีสมรสชัดๆเลย (โว้ย)

                เดิมทีจัดตอนโพล้เพล้ก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ...วันงานตื่นมาเจอของตกแต่งสีแดงแป๊ดแทบจะทิ่มหน้า ผมก็ตกใจจนหน้ามืดเกือบเป็นลมล้มหัวฟาดให้วิญญาณออกจากร่างไปอีกรอบ

                เริ่มแรกเลยคือไอ้พิธีการที่แห่แหนกันมาหน้าห้องนอนผมเหมือนมารับเจ้าสาว จับผมแต่งตัวชุดสีแดงคาดดำ (ชุดที่หมิงเล่อบอกนั่นแหละ...) จะไม่อ้าปากด่าเลยนะถ้ามันไม่มีอีผ้าคลุมหน้าติดมาด้วยเนี่ย! ผ้าคลุมหน้าบ้าอะไร ผ้าคลุมหน้าศพพวกเจ้าไหมล่ะ! ผมเกือบจะฉีกชุดพังยับอยู่แล้วตอนที่เห็น ถ้าไม่ได้จิ้นอวี๋คอยเป็นเสียงสวรรค์เป่ารดหูให้ใจเย็นๆอยู่ข้างๆ นางได้รับมอบหมายจากเหลียงจิวซินให้เข้ามาช่วยผมแต่งตัว นอกจากนั้นยังมีนางกำนัลอีกมากมายที่แปะยันต์จีนกลางหน้ามาช่วยผมแปรงขนกันเต็มไปหมด

                โชคดีที่ไม่มีพิธียกน้ำชาคารวะผู้ใหญ่...แต่มีพิธีที่ให้คนในพรรคมายกน้ำชาคารวะผมกันแทน เออ สลับมันให้หมด! ดี...ดีนัก

                ผมนั่งจมจ่อมอยู่บนเก้าอี้บัลลังก์ของพิธี ถัดไปทางขวาคือหั่วจู้เจียงที่โผล่มาในชุดสีแดงแสบตา ถ้ารู้วามันจะเป็นพิธีที่คล้ายกับพิธีแต่งงานมากขนาดนี้ผมจะยอมลงเรือลำเดียวกับเจ้าเด็กปากปีจอคนนั้น แล้วขัดขวางงานทุกวิถีทาง ไม่ยอมเออออมาด้วยมากขนาดนี้หรอก ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ได้แต่ใช้ดวงตาสีอ่อนแสงมองลอดผ้าคลุมหน้าสีแดงจ้องอาหารมงคล 10 อย่างที่ตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะแก้เครียด...แต่ยิ่งมองยิ่งเครียดกว่าเดิม วุ้นเส้นเอย ผัดหมี่เอย เห็ดหอมเอย ผักกุยช่ายเอย...อาหารมงคลสมรสทั้งนั้น!! ไอ้บ้า ไม่กิน จับกรอกปากให้ตายก็ไม่กิน!!

                ผมเบนดวงตากลับมาทอดมองรอบๆ อย่างละเหี่ยใจเหมือนเดิม...แล้วก็คิดถึงจิ้นฝูขึ้นมา วันนี้วันเกิดของเขาแท้ๆ แต่ผมกลับไม่เห็นเขาเลยตั้งแต่เช้า แถมยังมีพิธีบ้าๆ ที่เหมือนพิธีแต่งงานนี่อีก ไม่รู้ว่าเขาจะไปไหน แล้วก็รู้สึกอะไรอยู่ ตอนที่ผมบอกเขาเรื่องที่ไม่สามารถจัดวันเกิดให้เขาได้แล้ว จิ้นฝูยังคงยิ้มเอ่ยว่าไม่เป็นไร ก่อนวันจัดงานวันนี้เขาขอแค่ให้ผมไปนอนด้วย แต่พอผมตื่นขึ้นมา จิ้นฝูก็หายตัวไป เป็นครั้งแรกที่ผมลืมตาตื่นแล้วไม่เห็นเขา ความรู้สึกว่างโหวงมากมายก็เข้ามาแทนที่อยู่ข้างใน

                เสียงเป่าแตรดังขึ้นประกาศว่าเหลียงหลวนเซียนมาถึงแล้ว ผมมองเบื่อๆ จำต้องลุกขึ้นยืนต้อนรับเขา แรกๆ ผมคิดว่าเขาจะต้องมาด้วยสภาพน่าละเหี่ยใจเช่นถูกจักมัดหรือถูกจับลากมา แต่ที่ไหนได้เขากลับปรากฏตัวขึ้นด้วยการขี่ม้าสีดำอ้วนพีท่าทางแข็งแกร่งตัวหนึ่งเข้างาน ชุดคล้ายเจ้าบ่าวสีแดงคาดดำเข้าคู่กับผมซะเหลือเกิน ตอนกระโดดลงจากตัวม้าก็เท่ซะไม่มี ผมเกลือกตามองบนใต้ผ้าคลุมหน้า ในใจคิดบ่นว่าเหน็บกินตูดแล้วรีบๆเดินมาซะทีเถอะพ่อคุณ

                ฝ่ายเหลียงหลวนเซียนก็ไม่ได้มีสีหน้าดีไปกว่าผมนัก เขาออกจะลำบากมากกว่าด้วยซ้ำเพราะถึงจะอยากทำหน้าเบื่อแค่ไหนก็ต้องกลั้นไว้สักหน่อยให้ไม่น่าเกลียด ถึงชุดเขาจะมีผ้าคลุมหน้าเหมือนกันแต่ก็แค่ครึ่งหน้าแถมเป็นสีขาวและบางมาก แต่ผมมีเป็นผ้าคลุมทั้งหน้า สีก็แดงเข้ม จะแอบแลบลิ้นทำตาเหล่แค่ไหนก็ได้

                กลีบดอกไม้โปรยปราบตลอดทาง เหลียงหลวนเซียนจำต้องเงยหน้าขึ้นมองผม แต่แล้วเขาก็ชะงักฝีเท้าด้วยท่าทางตกใจมาก...

                ตกใจอะไรเล่า! ชุดมันหนาโว้ย ไม่ได้อ้วนขึ้นหรอกน่า!

                “เอ่อ...เจ้า อสูร”

                อะไรของมันฟะ...

                หั่วจู้เจียงเดินมาอยู่ตรงกลางรอแล้ว เหลียงหลวนเซียนดูงงหน่อยๆ เขาจ้องผมตาไม่กระพริบ คิ้วเข้มขมวดเป็นปมไม่คลาย

                ชายชราพ่วงตำแหน่งบาทหลวงเลาๆ มอบจอกเหล้าให้ผมกับท่านชายน้อยคนละจอก ก่อนจะสั่งให้ผมกับเขากรีดเลือดตัวเองหยดลงไปในเหล้าสามหยด เข็มสำหรับจิ้มนิ้วสีทองแหลมเปี้ยวถูกเตรียมมาให้ทั้งคู่ ผมจงใจยกนิ้วกลางขึ้นใส่หน้าเขาก่อนจะจิ้มจึ้กลงไป แล้วเค้นเลือดนิ้วตัวเองใส่เหล้าด้วยในใจสาปแช่งคนคิดค้นต้นกำเนิดงานชนิดไม่ไว้หน้าประมุขพรรครุ่นหนึ่ง

                พอต่างจนต่างหยดเลือดเสร็จก็ต้องแลกกันดื่มจอกเหล้าของกันและกันโดยต้องให้หมดภายในรวดเดียว รสชาติแปร่งคอไม่ถูกปากจนผมนึกอยากเบ้หน้าหนีเต็มแก่ หลังจากนั้นหั่วจู้เจียงก็ใช้เชือกสีดำพันรอบมือขวาของผมกับเหลียงหลวนเซียน ก่อนจะท่องบทสวดบางอย่างด้วยน้ำเสียงแหบต่ำชวนขนลุก...

                เชือกสีดำที่พันรอบอยู่ค่อยๆแปรสภาพกลายเป็นสีแดงเลือดนก...ผมตกใจเกือบดึงมือออก แต่หั่วจู้เจียงท่องบทสวดปริศนานั่นเสร็จพอดี เชือกนั่นจึงกลับมาเป็นสีดำเหมือนเดิม

                “เอาล่ะ เชิญท่านทั้งสองเปิดผ้าคลุม ดูหน้ากันและกัน...”

                เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันจะมาเปิดดูอีกรอบเพื่ออะไรกันนะ ผมบ่นในใจ แต่ก็ยอมตามน้ำเปิดผ้าคลุมแค่ครึ่งหน้าของอีกฝ่ายลวกๆ

                อืม...คิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย หน้าเขาดูเด็ก...ไม่สิ หมอนี่หน้าเด็กขนาดนี้เลยเหรอ เห้ย ไม่จริงมั้ง!

                เขาอายุ 18-19 แล้วนะ! ไม่มีทางหน้าโตกว่าจิ้นฝูแค่นิดเดียวแบบนี้หรอก!

                ผมอ้าปากอึ้ง หัวคิดแล่นไปว่าหรือเจ้าตัวจะหนีไปแล้ว และเด็กนี่ก็เป็นไม้กันหมามางานแทน แต่ผมมั่นใจมากว่าหล่อระดับโลกพังมีแค่เขาคนเดียว จะหาคนหน้าเหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย เคยได้ยินวิชาเปลี่ยนหน้าของคนในพรรคอยู่หรอก แต่จะปั้นให้เนียนก็ไม่ง่ายเลย แล้วถ้าจะหาตัวแทนสักทีทำไมจะต้องเลือกเด็กมาล่ะใช่ไหม ไม่เนียนสักนิด

                ผมว่าผมทำหน้าเหวอแล้วนะ เจ้าเด็กหน้าเหมือนเหลียงหลวนเซียนเวอร์ชั่นละอ่อนก็อ้าปากกว้างไม่แพ้กัน ดวงตาสีเทาจ้องหน้าผมนิ่ง ในแววตาส่วนลึกสั่นไหวอย่างประหลาด ปากพะงาบๆ เหมือนต้องการพูดอะไรสักอย่าง...แต่อึ้งจนเสียงหาย

                “เจ้า...เจ้า...”

                ต่างคนต่างตกตะลึง เป็นหั่วจู้เจียงที่เอ่ยขัดออกมา

                “เอาล่ะ ตอนนี้พิธีเชื่อมจิตวิญญาณก็สิ้นสุดลงแล้ว เชิญทั้งสองคนช่วยปิดหน้าแต่ละฝ่ายด้วย”

                ผมอึกๆอักๆ ดึงผ้าขึ้นปิดครึ่งหน้าเขาเหมือนเดิม...อะไรล่ะเนี่ย พอผ้ากลับมาปิดครึ่งหน้า เขาก็กลับมาดูเป็นชายหนุ่มวัยคะนองปกติ...ผมเหนื่อยจนเพี้ยนเหรอ อืม...เป็นไปได้

                เหลียงหลวนเซียนดึงผ้าคลุมให้ผมเช่นกัน ผมจัดการคลุมให้เสร็จ เขาก็ยืนมองผมเงียบไป ไม่โวยวายอะไรทั้งสิ้น

                “พิธีเสร็จสิ้น! เชิญทุกท่านดื่มฉลองกันเถิด!” เหลียงจิวซินยืนขึ้นชูแก้ว

                “เฮ!

                เสียงสนุกครื้นเครงของเหล่าคนในพรรคดังตามมาติดๆ...

                .......

                ...

                ทุกคนกำลังสนุกกันอยู่...ยกเว้นคนผู้หนึ่ง

                จิ้นฝูยืนร่วมงานอยู่ด้านหลังสุด พยายามหลบอยู่ในมุมที่เขาคิดว่าอาเฟยคงมองไม่เห็น เขา...ไม่อยากให้อาเฟยเห็นสีหน้าเขาตอนนี้...สีหน้าที่กำลังคับแค้นใจถึงขีดสุด

                หากเขาอยากไปอยู่ร่วมงานแถวหน้าๆเหมือนจิ้นอวี๋และหมิงเล่อเขาก็สามารถทำได้ แต่เพราะกลัวยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งเก็บสีหน้าไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะยืนอยู่ในที่ไกลสุดดีกว่า...เดิมทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาร่วมงานตั้งแต่แรก แต่สุดท้ายก็ทนห้ามใจไม่ได้ พาตัวเองมายืนอยู่ในงานจนได้ พิธีนี้มันเหมือนกับพิธีสมรสมากจริงๆ มากจนหัวใจของเขาเจ็บแปลบปลาบ ทั้งที่มันควรจะเป็นวันเกิดที่เขามีความสุขที่สุดในรอบหลายปีแท้ๆ แต่เพราะมีงานสำคัญมาดึงตัวอาเฟยไป วันนี้ทั้งวันถึงได้เงียบเหงาเหลือเกิน

                ถึงจะรู้แก่ใจว่ามันไม่ใช่พิธีแต่งงาน แต่การมาเห็นอาเฟยใส่ชุดนั่น หัวใจเขาก็ได้แต่คิดแค้นเป็นครั้งแรกว่าทำไมถึงไม่ใช่ตัวเองที่ได้เห็นอาเฟยในชุดนั้นก่อนใคร...กลับกลายเป็นใครอีกคนแทน

                จิ้นฝูรู้ดีว่าไม่ควรโกรธ...เขาจะไม่น้อยใจในเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว...แต่มันเจ็บใจ

                เจ็บใจเหลือเกิน

                ..........

                ...

 

                จบพิธีผมก็เดินหลบออกมาจากงานทันที ปล่อยให้พวกในพรรคฉลองกันไป ส่วนผมทำหน้าที่เสร็จแล้วก็รีบหนีออกมา ถึงจะฉิวเฉียด แต่ผมก็เตรียมของขวัญวันเกิดให้จิ้นฝูทันเวลา ตอนนี้มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องเรียบร้อย ผมถอดชุดนั่นออก แล้วเดินดุ่มๆ ตามหาจิ้นฝูทั่วปราสาท

                พยายามใช้ใบหูอสูรจับเสียงของเขา แต่ดันไม่ได้ยินอะไรที่ต้องการเลย เพราะตอนนี้มีงานฉลอง เสียงรบกวนจึงดังเป็นพิเศษ พอเพ่งสมาธิมากๆ อาการเริ่มปวดหูก็เริ่มตามมา ถ้าฝืนใช้กว่านี้หูคงได้เลือดออก ผมถอนหายใจแห้ว จำใจเดินเท้าออกตามหาโดยไม่พึ่งพลังของมัน

                หรือจิ้นฝูจะโกรธผมเข้าจริงๆนะ...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมจะง้อเขายังไงดี หรือผมจะจับตัวเองมัดแล้วเป็นของขวัญให้เขาแบบที่หมิงเล่อบอก...อืม ตอนนี้ชักรู้สึกว่าเป็นวิธีขอโทษที่ไม่เลวซะแล้ว

                ตู้ม!

                เสียงคล้ายของหนักตกน้ำไม่ไกลเท่าไหร่ทำผมใจสั่น รีบวิ่งกุลีกุจอไปหาต้นเสียงทันที ตอนนี้คนในพรรคฉลองกันอยู่ข้างหน้าปราสาท บริเวณรอบข้างเงียบสงัดไร้ผู้คน ถ้าจะมีคนอยู่ล่ะก็หรือว่าจะเป็นจิ้นฝู!

                ผมวิ่งไปมาอย่างรวดเร็วจนถึงต้นเสียง แล้วก็พบว่าคนที่นั่งจมจ่อมอยู่ในสระบัวไม่ใช่จิ้นฝู...แต่เป็น...

                “หลวนเซียน...”

                เขายังอยู่ในชุดพิธี ยกมือขึ้นกวักน้ำลูบหน้าแล้วหันมามองผม สีหน้าแววตาไม่ได้ฉายแววหาเรื่องอะไร

                “ทำไมไปนั่งอยู่ในบ่อล่ะท่านชาย”

                “...ข้าแค่รู้สึกร้อนๆ อยากทำให้หัวเย็นลง”

                โอ้...ยอมตอบดีๆ กับเขาเป็นด้วยแฮะ

                พอลองมองรอบๆ ถึงได้รู้ว่าตรงนี้มันอุทยานที่ผมเจอเขาก่อนที่เขาจะหายไปนี่นา ผมจำศาลากลางน้ำตรงนั้น แล้วก็จำสระบัวชมพูตรงนี้ได้

                “ขึ้นมาเถอะท่านชายน้อย เดี๋ยวเป็นหวัดเอา...”

                “ทำไมเจ้าถึงเป็นมนุษย์”

            เหลียงหลวนเซียนพูดแทรกไม่ปล่อยให้ผมได้ตั้งรับทัน คำถามของเขาก็ทำผมใจหล่นวูบ ขนตั้งไปตั้งแต่ศีรษะยันปลายเท้า

                “เป็น...เป็นมนุษย์อะไร”

                “ข้า...ตั้งแต่เข้ามาในงาน ข้าไม่เห็นเจ้าเป็นอสูรสักนิด ตอนแรกคิดว่าท่านพ่อคงยอมสงสารข้า แล้วส่งคนอื่นมาแทนเจ้า แต่พอมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นใครแสดงสีหน้าประหลาดใจสักนิด ทุกคนยังเรียกเจ้าว่าอสูร...นั่นทำให้ข้ารู้สึกแปลกๆ ว่านี่มันอะไรกัน หรือมีแต่ข้าที่เห็นว่าเจ้าไม่ได้เป็นอสูร” เขาจ้องตาผมจนเหมือนจะทะลุเข้ามาสิงร่าง ผมผงะถอยหลังไปหลายก้าว

                “ขะ...ข้าเองก็เห็นว่าหน้าเจ้าเป็นเด็ก...”

                หรือการเปิดผ้าคลุมหน้านั่นจะไม่ใช่แค่การเปิดพอให้พิธีดูไม่ว่างเสียแล้ว...ท่าทางมันเหมือน...เปิดดูโฉมหน้าจิตวิญญาณของอีกฝ่าย! ผมตะลึงงัน ถ้าอย่างนั้นการที่ผมเห็นหน้าเขาเป็นเด็ก ก็น่าจะแปลว่าเขายังมีจิตวิญญาณที่ใสซื่อเหมือนกับเด็กอยู่...ส่วนผม...ผม

                ผมตัวชาวาบไปทั้งตัว ในหัวอื้อตันคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

                เดิมทีจิตวิญญาณของอสูรควรจะเป็นหน้าอสูร...แต่ผมเป็นมนุษย์...ไม่...ไม่เอาน่า...

                ถ้าเขารู้ว่าผมไม่ใช่อสูร แล้วเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศแล้วล่ะก็ ผมไม่โดนคนทั้งพรรครุมประชาทัณฑ์ข้อหาหลอกลวงเหรอ! ผมจะตายไปอีกรอบก็ช่าง แต่คนที่ตามผมมาเล่า

                “ขะ ข้า!!

                “เจ้าสวย!

                ผมกำลังอ้าปากกว้างเตรียมจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย แต่คำพูดเพียงสองประโยคของท่านชายน้อยทำผมเป็นใบ้

                “...เจ้าสวย...สวยมาก”

                เสียงทุ้มเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ แล้วหายไปกับอากาศ ผมมึนงง จ้องร่างที่แช่อยู่ในสระบัว กวักน้ำล้างหน้าตัวเองหลายๆทีด้วยอาการนิ่งค้าง เหลียงหลวนเซียนไม่ยอมหันมาพูดหรือมองหน้าผมอีก และผมก็...ไม่มีเรื่องจะพูดกับเขาแล้วเหมือนกัน ก่อนไปเลยได้แต่ทิ้งท้ายเฉยๆ เท่านั้น

                “อย่า...แช่นานนักล่ะ”

                “อืม...” เหลีงหลวนเซียนงึมงำตอบกลับ

                ผมหันหลังเดินผละออกจากอุทยาน แต่เมื่อมองตรงไปกลับเห็นจิ้นฝูเดินถือตะเกียงยืนยิ้มรออยู่ข้างหลัง




____________________________


ศึก---ชิง---นาย---แค่กๆๆๆๆๆ


กลับมาแล้วครับบบบ ผู้อ่านที่น่ารักทุกคน คิดถึงจังเลยครับ

ตอนนี้ก็แอบบอกใบ้ ว่านอกจากนายเทวดาน้อยกับท่านชายน้อย ยังจะมีผู้ท้าชิงโผล่มาอีกคนนึง (วุ่นวายไม่พอใช่ไหม5555)


ตอนนี้อสูรหมาปอมก็ยังไม่ยอมเป็นคนซะที//เขิน 

อีกไม่นานเกินรอครับ สัญญาด้วยขนอันฟูฟ่องของอาเฟยเลย ว่าเดี๋ยวจะสะลัดมาดหมายักษ์แล้วกลายเป็นมนุษย์โฉมงามเหมือนชื่อเรื่องให้จงได้55555 

แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็มีหนึ่งในพระเอกเห็นร่างจริงของอาเฟยเเล้ว---!! ท่าทางอาการปากจัดยังดีขึ้นอีกด้วย อานุภาคความสวยนี่มันได้ผลดีจริงเชียว...


จิ้นฝูดูเริ่มเป็นหนุ่มขึ้น พัฒนาจากเด็กขี้อ้อน เริ่มมีอารมณ์หึงหวง โมโห ขี้อ่อย และเติบโตขึ้นแล้ว อาห์ โชตะน้อยๆ ถถถถถ


เจอกันใหม่ตอนหน้าครับผม

บ๊ายบาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 446 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,125 ความคิดเห็น

  1. #2112 Kily (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 13:37
    หวังว่าเรื่องนี้จะเฮฮาเนื่อเรื่องไม่หนักเหมือนเรื่องอื่นๆ เรื่องอื่นถึงจะดูฮาเบาสมองแต่ก็หนักหน่วงอยู่ดี ฮือ
    #2,112
    0
  2. #2091 9w9ifidi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 18:03
    โอ้! นี้มัน4pรึเนี่ยชอบบบบบบบ
    #2,091
    0
  3. #2084 artificial_love (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 17:10
    โอ้ยย ปวดหัวแน้ววว
    #2,084
    0
  4. #2069 Defxx_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 13:12
    บอยเลิฟคือนิพพาน ฮาเร็มคือนิพพาน 4Pคือนิพพาน!!!
    #2,069
    0
  5. #2058 jkooktaev (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 15:08
    น่านนนนน เอาแล้วววว
    ผูกกันสามดวงวิญญาณงั้นน่าจะเป็นท่านชายน้อย จิ้นฝู และพี่ชายของท่านชายน้อยอ่ะ(มั้งนะ) ถ้ามันเลือกยากนักก็ไม่ต้องเลือก ควบสามไปเลยเป็นไร
    #2,058
    0
  6. #1982 未来 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 20:23
    สามคนนนนนยิาพบไยินิาาิ
    #1,982
    0
  7. #1951 FernNAlls (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 22:11
    อย่าทำร้ายน้อง!!!! ม่ายยยยย เราจะงอแงแล้วนะ ฮือออออ
    #1,951
    0
  8. #1897 ^-^girl lino (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 11:32
    อึ้งไปดิ​ 555
    #1,897
    0
  9. #1837 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 03:36
    จิ้นฝูเถอะ!น้องดีขนาดนั้นละ รักมาเป็นปีรับได้ถึงจะเป็นอสูร นังชายน้อยก็ดูแค่หน้านี่แหละฮุ่ยยยย
    #1,837
    0
  10. #1747 Par_dao (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 01:16

    ปวดใจแทนอาฝูอ่าาาาา ไม่ชอบแบบนี้เลย

    #1,747
    0
  11. #1739 9SRAM (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 02:24
    เรือจิ้นฝูอาเฟย จะต้องรอดดด เราเชื่ออย่างนั้น อย่าล่มเรือเราาาาาา
    #1,739
    0
  12. #1702 Naruthaik1972 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 17:09
    แหมท่านชายน้อยพออาเฟยสวยล่ะพูดดีด้วยเลยนะ ไม่เหมือนอาฝูไม่ได้มองที่รูปลักษณ์ชอบอาเฟยมาตั้งแต่เป็นอสูร
    #1,702
    0
  13. #1594 bb.smile (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 22:24
    อะไรยังไง โอ้ยยยย
    #1,594
    0
  14. #1496 JuniBellzium (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 07:34
    อาเฟยจะสวายเเล้ววววว
    #1,496
    0
  15. #1242 bloodc2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:27
    กลิ่นความน่ากลัวมันลอยมา--
    #1,242
    0
  16. #1223 No10051 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 12:36

    มองเห็นแต่ความสวยงามภายนอก ไม่ชอบใจคนแบบนี้เล๊ยยยยย จิ้นฝูสิดีที่สุดแล้ว

    #1,223
    0
  17. #1116 ชอบวีวี่จ้ะ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 13:43
    สามสี่พีไปเลยค่ะ555555555 แต่ไม่ได้ก็ปักธงลงเรือจิ้นฝู มาก่อนต้องไปน้องหมาปอมไปเลี้ยง55555555
    #1,116
    0
  18. #1109 Takgy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 19:44
    โหหย. ไอคนมองคนที่ภายนอกก. สู้น้องจิ้นมะได้. น้องจิ้นสุดน่ารักเจ้าเล่น้อยๆ(●´з`)♡
    #1,109
    0
  19. #845 0930653088 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:48
    3พี พลีชชชข
    #845
    0
  20. #710 Phatranooch Piyanirun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 00:29
    ข​อบคุณค่ะ
    #710
    0
  21. #548 Alisona Janes Curse (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 07:02
    ฮาเร็มหนอ อาเฟยหนอ จะแหกไหมหนอ สงสารหนอ เฮ้อ4p
    #548
    0
  22. #532 Sei-chan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 14:25
    ยังมีคนที่3อีกเรอะ!?โอยยยยย ปอมๆของแม่ ฮืออออออ
    #532
    0
  23. #531 Sei-chan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 14:25
    นายน้อยเป็นแค่ผัวน้อยไปสะเถอะ!? นัมเบอร์วันของหมาปอมน่ะจิ้นฝูต่างหาก! คนที่เริ่มมาชอบเพราเห็นหน้าจริงๆน่ะไม่มีทางเชียร์หรอก!
    #531
    0
  24. #484 secret secret (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 20:40
    เหอะ ชอบเพราะสวย เนี้ยยยย เกลียดคนแบบนี้ว่ะ
    #484
    0
  25. #480 ploybrf2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 19:23
    จัดฮาเร็มไปเลย
    #480
    0