พ่อมดดวงซวยกับนายแวมไพร์อยากเป็นคน

ตอนที่ 3 : ปฏิบัติการเป็นมนุษย์ฉบับที่ 2 : ค่ำคืนแรกกับดยุคแวมไพร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    6 ส.ค. 61

ปฏิบัติการเป็นมนุษย์ฉบับที่ 2

ค่ำคืนแรกกับดยุคแวมไพร์

 

            ทันทีที่ข้อตกลงระหว่างแซคและท่านดยุคสิ้นสุด ข้าวของทุกอย่างของแซคก็ถูกภูติรับใช้ของโลกเวทมนต์ยกมาขนกองไว้หน้าหอพักนักเรียนพ่อมดอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ได้จะไล่กันใช่มั้ย

                แซคได้แต่ยืนมองข้ารับใช้แวมไพร์ของท่านดยุคขนข้าวของตัวเองไปเงียบๆ นับต่อแต่นี้ไปเขาจะต้องย้ายไปอยู่เคียงข้างท่านดยุคแวมไพร์ ถึงจะตื่นเต้นอยู่บ้างแต่ก็อดปลงไม่ได้ ถ้าท่านดยุครู้ว่าการเอาเขามามันไร้ประโยชน์ขนาดไหน สักสามวันแซคก็คงโดนเฉดหัวไล่ออกมาแล้วล่ะ พอคิดได้แบบนี้ ความตึงเครียดในใจก็ค่อยเบาบางลงหน่อย (ถึงจะต้องมาเหนื่อยใจเรื่องกลายเป็นของเล่นหมาสามหัวต่อก็ตาม)

                “มีอะไรไม่พอใจหรือเปล่า”

                “ทะ...ท่านดยุค!” ยังคิดเรื่องเก่าไม่ทันจบ ท่านดยุคก็โผล่พรวดมาจับไหล่เขาจากด้านหลังแล้ว “ไม่มีเลยครับ! ผมแค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่”

                “คิดอะไรรึ?”

                ทะ...ทำไมชวนคุยต่อซะงั้น แซคยกยิ้มแห้งๆ แล้วตอบออกไปแบบตะกุกตะกัก

                “คะ...แค่คิดว่าตัวเองโชคดีจังน้า...อยู่ๆ ก็ได้มาอยู่กับท่านดยุค...” แซคระวังคำพูดคำจาเต็มที่ ถึงแม้ตัวเอ็ดเวิร์ดจะยอมให้เขาเสมอเทียบเท่าตน แต่แซคก็ตกลงใจว่าอย่าเสี่ยงเลยดีกว่า เดี๋ยวท่านดยุคหมั่นไส้ว่าเขาเหลิงขึ้นมาเมื่อไหร่หัวได้หลุดออกจากบ่าก่อนกลับมาเป็นของเล่นให้เจ้าเซอร์เบอรัสแน่

                “งั้นรึ...เจ้าดีใจที่ได้มาอยู่กับข้าใช่ไหม”

                “คะ...ครับ” แซคยิ้มกว้างพยักหน้าระรัว แต่ก็ต้องหน้าเจื่อนเมื่อมองข้ามไหล่ท่านดยุคไปเห็นพ่อบ้านแวมไพร์ผมดำเขม่นตามาทางเขา...เวรแล้วไง

                แซครีบผงกหัวทักทาย แต่ไม่รู้ไปกระตุกต่อมโมโหอีกฝ่ายอีท่าไหน พ่อบ้านคนนั้นถึงได้เส้นเลือดปูดขึ้นหน้าผาก เดินอาดๆ มาทางนี้ราวกับจะมาฆ่าแกงกัน

                “ท่านเอ็ดเวิร์ด ตอนนี้ก็ใกล้จะยามสายแล้ว แสงกำลังจะร้อนขึ้น รีบกลับขึ้นรถม้าเถอะครับ” พ่อบ้านรีบบอก

                “อา...นั่นสินะ ขอบใจเจ้ามาก...แซค นี่ลีวาน คนรับใช้คนสนิทของเรา”

                “สะ...สวัสดีครับ”

                “รีบไปขึ้นรถม้าเถอะครับท่านเอ็ดเวิร์ด ผิวท่านกำลังจะไหม้แล้ว” ลีวานเมินคำทักทายของแซค แล้วหันไปผายมือเชื้อเชิญผู้เป็นนายให้รีบกลับขึ้นรถม้าแทน

                “แล้วสนทนากันใหม่แซค” เอ็ดเวิร์ดหันมากล่าวลาด้วยท่าทีสุขุม ก่อนจะเดินสะบัดผ้าคลุมดำออกไปขึ้นรถม้าที่รูปทรงยาวเหมือนโลงศพใหญ่ๆ อย่างไรอย่างนั้นโดยที่มีข้ารับใช้สองคนกางผ้าบังแสงมารับ

                เมื่อท่านดยุคเดินจากไปแล้ว ในที่นี้ก็เหลือแต่แซคกับพ่อบ้านลีวาน ที่ดูท่าทางจะไม่ถูกชะตากับเขาเลย

                “ตามมาหน่อย” จู่ๆ ลีวานที่ทำท่ารังเกียจก็หันมายิ้มหวานใส่เขา แต่น้ำเสียงกลับไม่ยินดีเหมือนหน้าเลยสักนิด แซคเสียวสันหลังวาบว่าต้องมีเค้าลางอะไรซวยๆ อีกแน่ แต่ก็ยอมพยักหน้าตามไปโดยดี ถึงไม่โดนเรียกไปคุยตอนนี้ อนาคตก็คงถูกเรียกไปอยู่ดี จะโดนขู่โดนด่าอะไรก็โดนมันตั้งแต่ตอนนี้เลยเถอะ

                แล้วก็เป็นไปตามคาด ลีวานเดินนำเขาไปที่รถม้าคันหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายขบวนและปลอดคน ทันทีที่เข้าไปจะนั่ง ก้นยังไม่ทันติดเบาะดี มือแข็งแกร่งข้างหนึ่งก็ผลักเขาทั้งตัวลงไปนอนราบกับพื้นแล้ว!

                “อย่าคิดว่าพูดประจบไปแบบนั้นจะได้เป็นคนสนิทใกล้ชิดเชียวล่ะ อย่าถือดี”

                “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรอย่างนั้นเลยนะครับ”

                “คิดว่าคำโกหกพื้นๆ นั่นจะตบตาข้าได้งั้นเหรอ เจ้าไม่ได้ดีใจเลยที่ได้มาอยู่กับท่านเอ็ดเวิร์ด แค่วันแรกเจ้าก็หาได้มีความจริงใจไม่ น่ารังเกียจเสียจริงเจ้าเลือดผสม!

                แรงกดที่ข้อมือเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจนแซคเผลอร้องครางออกมาอย่างเจ็บปวด

                “ผมขอโทษ...”

                “เจ้านี่กระจอกยิ่งกว่าที่ข้าสืบมาอีก...หึ นอกจากจะใช้เวทมนต์ไม่ได้แล้ว ยังไม่มีแรงต่อสู้อีก แค่ข้ากดเจ้าแค่นี้เจ้ายังต่อต้านอะไรไม่ได้ ไร้น้ำยาเสียจริง”

                “...”

                “แต่นี่แหละดี” ลีวานยิ้มเยาะ “เพราะเจ้าไม่มีปัญญาเปลี่ยนท่านเอ็ดเวิร์ดเป็นมนุษย์ได้อยู่แล้ว ข้าถึงได้ยอมให้เขามาหาเจ้า”

                ในฐานะคนดูแลและพ่อบ้านคนสนิทของดยุคแวมไพร์ ไม่มีทางอยู่แล้วที่ลีวานจะยอมรับเรื่องที่เอ็ดเวิร์ดต้องการเป็นมนุษย์เพื่อหนีจากตำแหน่งและลาภยศสูงส่งที่มีอยู่ เพราะหลังจากวันนั้นเมื่อห้าปีก่อนที่เอ็ดเวิร์ดหนีการดูตัวไปที่โลกมนุษย์ และเอ่ยถึงพ่อมดเลือดผสมในโลกเวทมนต์ ลีวานก็ก้มหน้าก้มตาสืบเรื่องของแซคอย่างละเอียดถี่ถ้วน รู้กระทั่งเรื่องจิปาถะอย่างชอบกินที่ชอบหรือเกลียดอะไรด้วยซ้ำ แน่นอนว่าต้องทราบเรื่องความสามารถอันต่ำต้อยของแซคด้วยเช่นกัน

                เมื่อพ่อมดเลือดน้ำเงินที่นายเหนือหัวตั้งความหวังไว้เป็นพวกใช้การไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องขัดขวาง ดีเสียอีก เพราะเอ็ดเวิร์ดมีนิสัยดื้อเงียบแล้วก็หัวแข็ง ใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตนเอง เลยต้องปล่อยให้รู้เองแบบนี้แหละถูกแล้ว รีบรู้ไปเร็วๆ จะได้ล้มเลิกความตั้งใจที่อยากจะเป็นมนุษย์ไปด้วย เสียเวลากับนายพ่อมดนี่นิดเดียว แต่ได้ผลตอบแทนระยะยาว มีหรือลีวานจะขัด

                แต่แน่นอนว่าลีวานไม่ขัดนายเหนือหัว...แต่จะขัดนายพ่อมดนี่แทน

                ต่อให้พ่อมดกระจอกรายนี้สรรหาวิธีเปลี่ยนเอ็ดเวิร์ดได้ ก็ลีวานเนี่ยแหละจะเป็นคนคอยขัดขวางเอง 

                ลีวานยิ้มเยาะใส่สีหน้าซีดๆ ของแซค ก่อนจะปล่อยข้อมือทั้งสงข้างของพ่อมดน้อยออก แล้วลุกจากรถม้าไป ทิ้งทวนคำพูดดูแคลนเจ็บแสบไว้กับเขา เพื่อย้ำให้แซครู้ตัวว่าต่อให้พยายามทำให้ได้หรือทำได้ โชคชะตาของเขาก็ไม่มีทางราบรื่นอยู่ดี

               

                การเดินทางกลับปราสาทแวมไพร์ของเอ็ดเวิร์ดความจริงนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน แต่ก็ได้อธิการบดีของโลกเวทมนต์มาให้เกียรติเปิดประตูมิติให้ พวกแซคเลยได้วาร์ปมาปราสาทก่อน แล้วค่อยรอขบวนข้าวของตามมาทีหลัง

                ปราสาทแวมไพร์ของท่านดยุคใหญ่โตสมฐานะ คงเพราะเป็นโลกของพวกแวมไพร์ด้วยกระมังบรรยากาศรอบๆ ถึงได้มืดสลัว เหมือนกับหมอกลงอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ตัวปราสาทกว้างใหญ่ทำจากหินภูเขาสีดำแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตร รอบปราสาทเต็มไปด้วยสวนกุหลาบสีน้ำเงินชวนพิศวง ให้ความรู้สึกคล้ายปราสาทในเทพนิยายต้องสาปยังไงชอบกล แซคแหงนหน้ามองที่อยู่ใหม่ด้วยความรู้สึกไม่คุ้น 

                ข้างในปราสาทตกแต่งสวยงามชวนตะลึง ให้ความรู้สึกสูงส่งจนไม่กล้าแตะกล้าเฉียดของอะไรในปราสาทนี้ด้วยซ้ำ ไอ้รูปปั้นหัวสิงโตปีศาจพ่นน้ำพุนี่ก็ชวนสยองไม่ต่างกัน ทั้งสวยทั้งน่ากลัวเหมือนเจ้าของปราสาทไม่มีผิด แซคแอบถอนหายใจเบาๆ บอกตามตรง เขาไม่ถูกกับของน่ากลัวสักเท่าไหร่ หวังว่านอกจากพ่อบ้านขี้เหวี่ยงคนนั้นจะไม่มีอะไรน่ากลัวไปมากกว่านี้แล้วนะ

                “เป็นอย่างไร ปราสาทของข้าถูกใจเจ้าไหม”

                เป็นอีกครั้งที่เอ็ดเวิร์ดเดินมาจับไหล่แล้วถามเขาจากด้านหลัง แซคเกือบจะตอบไปตามมารยาทแล้วว่าถูกใจมาก แต่พอคิดถึงคำพูดที่ลีวานว่าใส่ตน แซคก็กลืนคำพูดประจบพวกนั้นลงคอไป

                “ก็ดีครับ...แต่ผมว่ามันดูน่ากลัวไปหน่อย”

                “งั้นรึ” เอ็ดเวิร์ดเปรยขึ้นเสียงเรียบ สีหน้านิ่งสนิทงดงามไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ จึงคาดเดาได้ยากว่าไม่พอใจอยู่หรือเปล่า “มนุษย์ไม่ถูกกับความมืดสินะ”

                “มะ...ไม่หรอกครับ มันก็แล้วแค่คน”

                “แล้วเจ้าชอบความมืดหรือเปล่า”

                “ก็...ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ครับ”

                “เดี๋ยวข้าจะปรับเปลี่ยนปราสาทให้สว่างมากกว่านี้” เอ็ดเวิร์ดว่าหน้านิ่งๆ ก่อนจะเดินนำหน้าเขาไป “ข้าจะพาไปที่ห้องของเจ้า ตามมาสิ”

                ....นั่น...โกรธอยู่หรือเปล่านะ แซคเดินตัวลีบตามหลังท่านดยุคไปเงียบๆ พอแอบลอบมองสังเกตแผ่นหลังสง่างามที่เดินสะบัดผ้าคลุมสีดำอยู่ข้างหน้า แซคก็อดกังขาไม่ได้ว่าทำไมดยุคแวมไพร์รูปงามตนนี้ถึงได้อยากเป็นมนุษย์

                ในโลกที่แบ่งมิติได้หลากหลาย มิติของโลกมนุษย์นั้นเป็นมิติที่อยู่ระดับล่างสุด ถูกจัดให้อยู่ในหมวดเดียวกับสัตว์เดรัจฉานเสียด้วยซ้ำ กับมิติของโลกปีศาจที่มีทั้งเวทมนต์และความเป็นอมตะ โลกมนุษย์ที่ไม่มีพรวิเศษอะไรเลยจึงดูด้อยค่าไม่ต่างจากก้อนกรวด ยิ่งคิดแซคยิ่งไม่เข้าใจ ว่าทำไมท่านดยุคถึงได้อยากกลายเป็นสิ่งที่มีฐานะต่ำกว่าตนเอง

                ระหว่างทางเดินหินอ่อนสีดำเมี่ยมที่ทอดยาว ขนาบสองข้างทางด้วยรูปภาพบรรพบุรุษและแจกันโบราณหลายร้อยสมัย แซคก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าในปราสาทนี้เงียบเกินไปหรือเปล่า

                “ท่านดยุค ปราสาทนี่กว้างใหญ่เอามากๆ มีคนอยู่เยอะเหรอครับ” ทันทีที่เอ่ยเสียงถาม ชายหนุ่มร่างโปร่งก็หยุดเดินกึก! แล้วหันใบหน้านิ่งเรียบมาช้าๆ “ผะ...ผมขอโทษ! ผมแค่สงสัย...คือ...ปราสาทนี้กว้างดี ผมก็เลยอยากรู้ว่ามีคนอยู่เยอะหรือเปล่า...”

                “...ไม่มีหรอก”

                “ครับ?...”

                “ในปราสาทสัตตะราตรีแห่งนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากข้า”

                “เอ๋...แล้วคุณพ่อบ้านลีวาน ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอครับ”

                “ไม่ เขากับคนใช้คนอื่นพักอยู่คฤหาสน์คนรับใช้ที่ตั้งอยู่ข้างหลังปราสาท”

                “อ้าว ปราสาทก็ตั้งกว้าง ทำไมไม่ให้เขามาอยู่ด้วยกันล่ะครับ” ไม่รู้ว่าแซคคิดไปเองหรือเปล่า แต่ท่านดยุคดูนิ่งๆ ไป หรือว่าเขาจะถามมากไปแล้วสินะ...แย่ล่ะสิ ขอโทษทันมั้ยเนี่ย “ผะ...ผมขอ...”

                “ปราสาทนี้สร้างมาเพื่อให้แวมไพร์สายเลือดระดับสูงอยู่ได้เท่านั้น มันเป็นกฎที่ไว้ใช้แบ่งฐานะ”

                “อะ...เอ่อ...แล้วผมมาอยู่ที่นี่...จะ...จะดีแล้วเหรอครับ ให้ผมไปอยู่กับคนใช้...”

                “อยู่ที่นี่กับข้า” เอ็ดเวิร์ดสวนตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว จนแซคได้แต่กะพริบตาปริบๆ “เจ้าเป็นแขกของข้า ไม่จำเป็นต้องไปพักที่ไหนไกล”

                ในวินาทีนั้นแซคเข้าใจว่าดยุคแวมไพร์ให้เกียติตนเพียงไร การลดขั้นตัวเองไปเสมอคนรับใช้คงเหมือนไปหักหน้าท่านดยุคเข้า เขาเลยรีบโค้งศีรษะขอโทษขอโพยว่าไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกอะไร ก็แค่อยากเจียมตัวเอาไว้เท่านั้นเอง

                ห้องใหม่ของแซคใหญ่มากพอจะขนรถม้ามาไว้ในนี้ได้กว่าห้าคัน คือมันกว้างมาก กว้างจนน่ากลัว เตียงสี่เสาที่ใหญ่จนนอนกับคนได้อีกสี่คนยังเหลือที่ว่างนั่นคือจะเอามาทำอะไรเยอะแยะ ตู้ไม้สีขาวใหญ่โต โซฟาหนังสีแดง พรมขนสัตว์นุ่มเท้าและอุปกรณ์ของใช้ที่มากมายเกินความจำเป็นถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม แซคอ้าปากค้างมองห้องใหม่ที่เหมือนจะเป็นบ้านใหม่กรายๆ แต่พอเขาจะหันไปค้านว่าขอห้องที่เล็กกว่านี้ไม่ได้เหรอ ก็กลัวว่าจะทำให้เอ็ดเวิร์ดหงุดหงิดเข้า เลยเจี๋ยมเจี้ยมเงียบปากไป

                “อาจจะเล็กไปหน่อย เจ้าอยู่ได้ใช่ไหม”

                นี่เล็กเรอะ!

                “อยู่ได้ครับๆๆ ขอบคุณท่านดยุคมากครับ”

                “ถ้าถึงเวลาอาหารจะมีคนรับใช้มาเรียกเองนะ เจ้าจะนอนพักรอหรือจะไปกับข้า...”

                “ผะ...ผมง่วงมากเลยครับ ขอนอนพักแล้วกัน”

                “...อืม ในมิติปีศาจโซนนี้ไม่ค่อยมีแสงเท่าไหร่ เจ้าอาจจะหลงเวลาได้ ยังไงดูนาฬิกาตรงนั้นเอานะ”

                “ขอบคุณครับ”

                เหมือนท่านดยุคแวมไพร์จะพยายามเข้าหาเขา แต่ก็เป็นแซคเสียเองที่ถอยตัวหนีออกไปเรื่อยๆ

                เมื่อร่างสูงสง่าหายออกไปจากห้อง แซคก็เดินสะโหลสะเหลหอบร่างของตัวเองไปนอนหมดแรงอยู่บนเตียง ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ทิ้งตัวลงใส่เตียงนุ่มมากขนาดนี้ มันสบายซะจนแค่นอนหลับตาเล่นๆ สักห้านาทีก็คงหลับปุ๋ยไปได้เลย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหลับไปแล้วจะฝันร้ายหรือเปล่าน่ะสิ เรื่องในวันนี้มันเยอะมากซะจนแซคทำตัวไม่ถูก เหมือนว่าเขาจะโชคดีที่อยู่ๆ คนใหญ่คนโตของมิติปีศาจก็มาหา แต่ถ้าลองตีลังกาดูอีกทีนี่มันมหาอับโชคชัดๆ! ต่อจากนี้ไปความเป็นความตายของแซคจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของดยุคหนุ่มรูปงาม เกิดวันไหนเขาทำพลาดให้เอ็ดเวิร์ดโมโห วันนั้นคงเป็นวันตายของเขาแน่ๆ ไหนจะอีตาพ่อบ้านที่มาหาเรื่องกันอีก พวกข้ารับใช้คนอื่นในปราสาทก็ดูเหมือนหุ่นยังไงก็ไม่รู้ นี่เขาคุยกับใครได้บ้างนะ?

                อยู่ดีๆ แซคก็คิดถึงเซลิเซียและพ่อผู้เป็นมนุษย์ของตัวเองขึ้นมา เขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่มิติของมนุษย์ ตัวเขาจะมีความสุขมากกว่านี้ไหมนะ

                ในโลกปีศาจ ลูกครึ่งมนุษย์อย่างเขานั้นแปลกแยก แซคไม่เคยมีเพื่อนสักคน ความสามารถก็ไม่มีคุยกับใครก็โดนหัวเราะเยาะ แล้วจะมีไหมนะ วันที่เขาจะมีความสุขเหมือนใครเขาบ้าง...

                แซคข่มตาลงด้วยความเหงา จนเผลอน้ำตาร่วงผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ตัว...  

                ....

 

                “ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงสินะ ท่านดยุคเอ็ดเวิร์ด”

                หลังจากที่ท่านดยุคเอ็ดเวิร์ดตระกูลเอดิสันส่งพ่อมดเลือดผสมเสร็จ ก้าวขาพ้นประตูไปได้ไม่กี่ก้าว แขกผู้มาเยือนคนใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น

                เอ็ดเวิร์ดเคลื่อนดวงตาสีแดงชาดไปที่บุคคลผู้เป็นต้นเสียง เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผมสีดำเข้มราวกับไม้มะเกลือ และผิวกายขาวดุจหยกชั้นดี ใบหน้าเปื้อนยิ้มทรงเสน่ห์ แต่แฝงความเหี้ยมไว้ได้อย่างน่ากลัว ดวงตาสีทองแวววับสุกกาวทุกครั้งที่ได้สบมอง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ความจริงว่าแววตาของแวมไพร์ตนนี้ชวนสยองแค่ไหน

                ...เป็นแวมไพร์ไม่กี่ตนที่เอ็ดเวิร์ดพอจะเรียกว่า สหาย ได้ ถึงจะไม่รู้อีกฝ่ายเห็นเขาเป็นสหายหรือไม่ก็เถอะ

                “...ถ้าจะมาทำไมไม่บอกก่อนล่ะ เมเดน” เอ็ดเวิร์ดว่าเสียงนิ่ง แล้วออกเท้าเดินไปอย่างไม่สนใจ

                เสียงหัวเราะสดใสไล่หลังมา เมเดน เมฟารอสกี้ หรือผู้ครองตำแหน่งมาควิสในตำแหน่งขุนนางของเหล่าแวมไพร์สาวเท้าเดินหัวเราะตามเอ็ดเวิร์ดมาอย่างอารมณ์ดี

                “แหม ทำเรื่องสนุกตั้งขนาดนี้ กลับไม่คิดจะบอกสหายเก่าแก่อย่างข้าบ้างเลยเหรอเอ็ด?”

                “...ไม่เห็นต้องบอก”

                “ได้ยังไงกันเล่า” เมเดนทำเสียงงอแงเป็นเด็กๆ แล้วคว้าไหล่ของเอ็ดเวิร์ดมาโอบอย่างสนิทสนม “มนุษย์ในฟาร์มของข้าน่ะจู่ๆ ก็พากันป่วยใกล้ตายกันหมด...ตอนนี้ข้ากำลังอยากหาของเล่นใหม่อยู่เลย”

                “...”

                แวมไพร์ยังคงเป็นปีศาจที่ต้องดื่มเลือดมนุษย์ แม้ในปัจจุบันนี้พวกแวมไพร์จะวิวัฒนาการตนเองให้ไม่ต้องดื่มเลือดของมนุษย์อีกแล้วก็ตามโดยการหาสารอาหารอย่างอื่นมาทดแทน แต่ก็ยังมีแวมไพร์ไม่น้อยที่ยังคงใช้มนุษย์เป็นอาหาร และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเลือดของมนุษย์รายใหญ่ในตอนนี้ก็คือเมเดน แม้ว่ากฎหมายตอนนี้จะประกาศว่าเลือดมนุษย์และการมีมนุษย์ในครอบครองเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่เพราะตัวจริงของคนชักใยเป็นท่านมาควิสเมเดน เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาเลย

                   นอกจากจะใช้มนุษย์เป็นสัตว์ปศุสัตว์ ยังมีรสนิยมชอบทรมานสิ่งมีชีวิตอีกด้วย เอ็ดเวิร์ดเองก็เคยเกือบตกเป็นเหยื่อของมาควิสคนนี้เหมือนกัน โชคดีหน่อยที่หมอนี่ได้สติก่อนว่าทำไปแล้วไม่คุ้มถึงได้หยุด

                “ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องพ่อมดเลือดน้ำเงินอยู่เหมือนกัน บอกตรงๆ เลยว่าสนใจสุดๆ...ติดแค่ว่าตอนนั้นเขายังอยู่โลกเวทมนต์ ข้าเลยไปเอามาเล่นไม่ได้ แต่ตอนนี้พ่อมดน้อยนั่นมาอยู่ในอาณาเขตของเราแล้ว...นี่ เอ็ด...ถ้านายสนุกจนเบื่อแล้ว ขอได้มั้ย”

                “ข้าไม่ได้พาเขามาเพื่อทำอะไรแบบนั้น แล้วก็ห้ามยุ่งกับเขาเด็ดขาด!” เอ็ดเวิร์ดหันไปขึ้นเสียงใส่เมเดน เพื่อหวังจะให้เขาสำนึกว่าอย่าพูดจาแบบนี้อีก แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงเบิกตาให้โตขึ้น แล้วทำท่าตกใจปลอมๆ ก่อนหัวเราะออกมาเท่านั้น

                “ว้าว สุดยอดเลย เจ้าโกรธด้วย ฮะๆๆๆ”

                “ข้ากำลังจริงจัง เจ้าห้ามทำอะไรเขาเด็ดขาด...เพราะ...”

                “พ่อมดน้อยนั่นเป็นคนเดียวที่จะทำให้เจ้ากลายเป็นมนุษย์งั้นเหรอ?”

                “ลือไปเร็วเหลือเกินนะ”

                “แตกตื่นพอสมควรเลยล่ะ พวกไวเคาด์พากันนินทาสนุกปาก กำลังเถียงอยู่เชียวล่ะว่าจริงหรือปลอม แต่ส่วนมากจะเชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงแนวใหม่ของเจ้าซะมากกว่า”

                “จะเข้าใจอะไรไปยังไงก็ช่าง แต่เจ้าห้ามทำอะไรเขาก็พอ”

                “...นี่เจ้าอยากเป็นมนุษย์มากขนาดนั้นเชียว?”

                “มันเรื่องของข้า”

                “...งั้นเหรอ” เมเดนตอบรับพลางยกยิ้ม แต่ดูจะเป็นรอยยิ้มเย็นที่ชวนดับลมหายใจเหลือเกิน “...ถ้าเจ้ากลายเป็นมนุษย์เมื่อไหร่...คงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยถ้าข้าจะขอเล่นด้วย”

                “เมเดน!

                “เจ้าก็น่าจะรู้ตัวอยู่นี่นาว่าข้าหลงใหลเจ้ามากขนาดไหน” เมเดนไม่สนเสียงโวยวายนั่น เขาเดินสาวเท้ายาวๆ เข้าไปประชิดตัวเอ็ดเวิร์ด ด้วยส่วนสูงที่มากกว่าอีกฝ่ายเกือบสิบเซ็น ทำให้ในเวลานี้เอ็ดเวิร์ดต้องเงยหน้าขึ้นมองเมเดนที่ก้มหน้าลงมาด้วยสายตาหยอกเย้า “ความใฝ่ฝันสูงสุดของข้าคือได้ลองทรมานเจ้าดูสักครั้ง ในบรรดาแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ เจ้าไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าเจ้ามันแปลกแค่ไหน?”

                “...”

                “แวมไพร์ที่เหมือนไม่ใช่แวมไพร์...ฮะๆ เจ้านี่มันช่างน่ารักเสียเหลือเกิน ท่านดยุค”

                “ธุระของเจ้ามีแค่นี้ใช่ไหม ข้าขอตัว”

                ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่เอ็ดเวิร์ดมักทนคุยกับเมเดนได้ไม่นาน ถ้าไม่นับเรื่องที่คนยศเท่าๆ กันต้องคบค้ากัน เอ็ดเวิร์ดคงไม่ต้องมาทนทุกข์คบแวมไพร์ตนนี้เป็นสหายหรอก เมเดนรู้ดีว่าเอ็ดเวิร์ดรำคาญตัวเองมากแค่ไหน แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งเห็นท่าทีกระฟัดกระเฟียดนั่น ยิ่งเหมือนกระตุกต่อมบางอย่างในตัวเขาให้รู้สึกอยากกวนประสาทเข้าไปอีก

                “เอ้อ...ใช่ เอ็ด ข้ามีบางอย่างจะบอกเจ้า...เรื่องสำคัญนะ พวกเบื้องบนเขาเริ่มคุยเรื่องคู่หมั้นคนใหม่ของเจ้าแล้ว”

                “...”

                “เห็นทีถ้าเจ้าไม่รีบกลายเป็นมนุษย์เร็วๆ...เจ้าคงได้แต่งงานกับน้องสาวของตัวเองแน่”

                “เรื่องนั้นอีกแล้วรึ”

                “อะไรกัน นึกว่าจะตกใจมากกว่านี้ซะอีก น่าผิดหวังนิดๆ นะเนี่ย ข้าว่าเจ้ารีบๆ หาท่านหญิงสักคนมาแต่งงานบังหน้าดีกว่าไหม...จะได้ไม่ต้องมาทำอะไรๆ กับน้องสาวสายเลือดเดียวกับตัวเอง...เหมือนพี่สาวกับน้องชายของเจ้าไง”

                รอยยิ้มแสนอบอุ่นที่กำลังมองตรงมาหาเอ็ดเวิร์ดให้ความรู้สึกชวนขนลุกและน่าขยะแขยงไปพร้อมๆ กัน แต่เอ็ดเวิร์ดก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากมองตอบกลับไปโดยไม่พูดอะไรอีก

                เขาไม่รู้ว่าปีศาจสายเลือดอื่นจะเป็นอย่างนี้ไหม แต่เพื่อรักษาสายเลือดบริสุทธิ์เอาไว้ ก็มีหลายคราที่คนในครอบครัวต้อง แต่งงาน กันเอง ไม่มีแวมไพร์ตนใดเคยเอ่ยว่ามันผิด แต่ความรู้สึกในใจลึกๆ ของเอ็ดเวิร์ดกลับรู้สึกว่ามันช่างผิดแปลกและสุดจะวิปลาส

                ดยุคหนุ่มรูปงามเลือกที่จะพยักหน้าเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนีไป เขาไม่อาจตอบโต้อะไรเมเดนไปได้มากกว่านั้น คติถือของพวกแวมไพร์ส่วนมากนั้นสวนทางกับเขามานานแล้ว ในขณะที่พวกแวมไพร์ต่างพากันเยินยอเชิดชูชาติกำเนิดของตน เอ็ดเวิร์ดกลับไม่ได้รู้สึกภูมิใจมากมาย เขาไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแวมไพร์ผู้สูงศักดิ์ ไม่ได้อยากเป็นผู้ครอบครองสายเลือดบริสุทธิ์...

                ...เขาไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแบบนี้เลย...

                ...

 

                เสียงระฆังเล็กๆ ดังก้องกังวานใสอยู่ในหูไม่หยุด จนคนที่หลับใหลอยู่ในนิทราต้องฝืนความง่วงแล้วลืมตาตื่นขึ้นมา

                กว่าจะรวบรวมสติได้ แซคก็ใช้เวลาไปมากทีเดียว พอสำนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่ที่บ้านแต่เป็นปราสาทของท่านดยุคแวมไพร์ ความเพลียก็หายเป็ดปลิดทิ้ง สปริงตัวขึ้นมาจากเตียงนุ่นทันควัน

                “จะ...จริงด้วย มื้อค่ำ!

                มานอนอยู่ปราสาทเขาแล้วยังตื่นสายอีก เขาก็อุตส่าห์บอกแล้วว่าจะมีคนมาเรียก แต่แซคดันหลับแล้วไหลลึกไปไม่รู้สึกตัวเลย ต้องโดนโกรธแหงๆ ต้องโดนโกรธแน่ๆ ทำยังไงดี!

                “กี่โมงแล้วเนี่ย!” แซคลุกลี้ลุกลนหันไปจะดูนาฬิกา แต่ก็ต้องผงะเกือบหน้าทิ่มเมื่อพบใครบางคนนั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านดยุค!!

                มาตั้งแต่เมื่อไหร่ มาตอนไหน มานานหรือยัง นี่เขาคงไม่ได้เผลอละเมอด่าอะไรท่านดยุคออกไปใช่ไหม มากมายล้านคำถามลอยว่อนอยู่ในหัว แต่กลับเปล่งถามออกมาไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว แซคลดมือที่สั่นเทาลงช้าๆ ก่อนจะนั่งงุ้มตัวอย่างรู้สึกผิด

                ดยุคเอ็ดเวิร์ดใช้ดวงตาสีเลือดนกมองมาที่เขานิดหน่อย แน่นอนว่าเจ้าของริมฝีปากสวยไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียง เดินไปหยิบอะไรบางอย่างจากโต๊ะกลมมาให้

                มันคือถาดอาหาร ในนั้นมีชุดอาหารตะวันตกท่าทางน่าอร่อยจัดวางอย่างสวยงามอยู่ เป็นอาหารรสเลิศชั้นดีอย่างไม่ต้องสงสัย แซคมองอาหารเหล่านั้นแล้วกลืนน้ำลายเอื้อกๆ

                “...มันอาจจะเย็นหมดแล้ว”

                เสียงไพเราะของท่านดยุคดึงสามัญสำนึกของแซคให้กลับมา นายพ่อมดน้อยรีบจัดท่าทางให้เรียบร้อยแล้วคุกเข่าก้มหัว

                “ผมขอโทษที่ตื่นไม่ทันเวลาอาหารค่ำครับ!

                “ไม่เป็นไร” ว่าแล้วเอ็ดเวิร์ดก็ยื่นถาดอาหารให้แซค

                แซคมองอาหารพวกนั้นแล้วคิดวิตกว่ามันคงไม่ได้มียาพิษใช่ไหม แล้วจำใจกลืนมันลงคอ

                ...อร่อยจนหยุดไม่ได้ แบบนี้ต่อให้มียาพิษก็ช่างมันแล้วกัน

                “ถูกปากไหม” เอ็ดเวิร์ดถามเสียงเบา แล้วหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียงที่เดิม

                “อร่อยมากเลยครับ เพิ่งเคยกินอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย!

                แซคหันกลับไปก้มหน้ากินต่ออย่างมีความสุข โดยลืมตัวไปว่าตอนนี้กำลังมีสายตาจ้าวเสน่ห์วาววับคู่หนึ่งมองอยู่ จนกระทั่งเขาทานหมดทุกอย่างจนพุงออกก็ยังไม่รู้สึกตัว

                “ทานเสร็จแล้วสินะ เดี๋ยวเอาไปวางไว้ที่โต๊ะก่อนก็ได้ ตอนเช้าจะมีข้ารับใช้มาเอาไปเอง”

                “ขอบคุณมากครับ”

                “เดี๋ยวข้าเอาไปวางให้ เจ้าอยู่บนเตียงไปเถอะ”

                ดยุคแวมไพร์ไม่รอให้แซคตอบตกลง แต่แย่งไปถือแล้วเอาไปวางไว้ให้เองเลย แซคมองท่านดยุคอึ้งๆ เพราะไม่คิดว่าแวมไพร์สูงศักดิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหยิ่งจะปฏิบัติกับเขาเช่นนี้

                แล้วอะไรคือวางเสร็จแล้วเดินมานั่งจุ้มปุ๊กข้างเตียงอีกรอบเนี่ย...นึกว่าจะเดินออกจากห้องไปแล้วซะอีก แล้วสายตาที่กำลังจ้องเขม็งมาทางแซคคืออะไร ดยุคคนนี้ต้องการอะไรจากเขากัน

                “...เอ่อ...ท่านดยุค” แซคลองเอ่ยเสียงเรียกดู ผลคืออีกฝ่ายยิ่งจ้องมาอย่างตั้งใจมากขึ้น “มะ...มีอะไรอยากคุยกับผมเหรอครับ มะ...มาจ้องแบบนี้มันรู้สึกแปลกๆ...”

                “ข้าทำให้เจ้าอึดอัดเหรอ” เอ็ดเวิร์ดไหล่ตกเล็กน้อยแล้วดูหงอยไปทันตา เล่นซะฝั่งพ่อมดน้อยวางหน้าไม่ถูก

                “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ! ผมไม่บังอาจ...คือ ผมแค่อยากรู้ว่าท่านดยุคมีอะไรอยากคุยกับผมหรือเปล่า อย่างพวกเรื่องการวางตัวในปราสาท ตารางเวลา หรือผมทำอะไรไม่สมควร...อะไรแบบนี้น่ะครับ”

                “...ก็มีอยู่หรอกแต่ไม่ใช่อะไรแบบนั้น”

                หรือจะเป็นบทลงโทษ! แซคขนหัวลุกขึ้นมาอีกแล้ว เหงื่องี้ไหลปุดๆ เหมือนไปตกอ่างอาบน้ำหมาที่ไหนมาเลย นี่สินะนิสัยแวมไพร์ ชอบหลอกว่าใจดีด้วยแล้วมาเตะกันตกม้าตายทีหลัง แสดงว่าจะต้องมีพวกข้ารับใช้คอยแอบอยู่ที่ไหนด้วยแน่ๆ รอจังหวะเหมาะๆ แล้วลากคอเขาไปทรมานแหงๆ แซคจินตนาการภาพตัวเองถูกทรมานแล้วอยากปลงอย่างเดียว

                “ครับ...จะอะไรก็มาเถอะ...”

                “ถ้าอย่างนั้น...”

                “อึก...”

                “พวกเรา...มาใช้เวลาคืนนี้ด้วยกันได้ไหม...” แล้วดยุคหนุ่มก็ขอร้องเขาด้วยใบหน้าแดงเรื่อเป็นครั้งแรก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #6 หมีกินผึ้ง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 00:11

    เดี๋ยวนะท่าน โปรดขยายความด้วย! น้องมันคิดไปไกลแล้วว(รึป่าว?)

    #6
    0
  2. วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 05:20
    จะใช้ทำอะไรดนีเย ท่านดยุคคค
    #5
    0