คำสาปดวงจันทร์

ตอนที่ 9 : 8 : งานเฉลิมฉลองวันเก็บเกี่ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ส.ค. 63

8



            หลังจากครั้งนั้น เจ้าหญิงก็หาทางหลบหลีกหาทางขึ้นทางลับหอคอยไปดูดวงจันทร์คนเดียวได้อีกหลายครั้ง ทุกครั้งเธอก็ตกตะลึงและประทับใจกับความงาม แสงและความไม่แน่นอนของดวงจันทร์ เธอคิดว่าดวงจันทร์เป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่เข้าใจยาก เดายากว่าจะมาเวลาไหนทิศใด บางครั้งมาแล้วแต่ก็ไม่ปรากฎชัดเจน บางทีก็สว่าง บางทีก็มืด แต่ก็เป็นเพื่อนที่รับฟัง ไม่ต่อว่าขัดแย้ง เป็นเพื่อนที่สวยงามและมั่นคง

เจ้าหญิงพบว่ายากขึ้นเรื่อยๆที่จะแอบไปดูดวงจันทร์ เธอเริ่มหมดหนทางและข้ออ้างในการแยกตัวออกจากคนอื่น เธอสรุปได้ว่าทางออกเดียวคือ ต้องบอกให้ทุกคนรู้ว่าเธอมองดวงจันทร์ได้โดยไม่ถูกพาไป เจ้าหญิงมีแผนอยู่ในใจแล้วแต่ก็กลัว เสียงตวาดในห้องเสวยครั้งนั้นยังดังอยู่ในความทรงจำ เธอกลัวถูกลงโทษ เธอกลัวคนอื่นจะพลอยถูกลงโทษไปด้วย เจ้าหญิงพยายามเชื่อว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เธวางแผน ความกังวลความระแวงของเสด็จพ่อเสด็จแม่จะหายไปและเธอจะได้มีชีวิตเหมือนคนอื่นๆสักที


“ชีน่า ไปห้องอาวุธเก่ากัน” เจ้าหญิงกระซิบหลังจบคาบเรียนภูมิศาสตร์

“ไปทำอะไรเหรอ” ชีน่าพับหนังสือและเก็บเข้าชั้น

“เรามีอะไรให้ดู” เจ้าหญิงพูดติดหัวเราะ เธอยกมือห้ามไม่ให้พี่เลี้ยงตามมาแล้วจูงมือเพื่อนเดินไปยังห้องอาวุธเก่าและนำเข้าไปยังทางลับอย่างรวดเร็ว

“ฮูกน้อย ฉันไม่ชอบทางเดินนี้เลย” ชีน่าบ่นเมื่อคะมำเป็นครั้งที่สาม

“เอาน่า เรารับรองว่าคุ้มค่า” เจ้าหญิงเดินนำเพื่อนไปเรื่อยๆ

“รอ...รอเราด้วยสิ” ชีน่าเริ่มหอบ แสงที่ลอดตามซอกหินไม่ได้ช่วยให้มองเห็นได้ชัดนัก

“เร็วๆสิ มาเร็ว” เสียงเจ้าหญิงฟังห่างออกไป ชีน่ารีบก้าวแม้น่องขาเริ่มรู้สึกตึง เธอดันตัวเองไปถึงจุดที่ผ่านไม่ได้ แต่เธอก็ไม่เห็นเจ้าหญิง

“ฮูกน้อย เธออยู่ไหนน่ะ” ชีน่ามองรอบตัว แม้จะแน่ใจว่าเจ้าหญิงไม่มีทางสวนทางมาด้านหลังโดยที่เธอไม่เห็น

“ฉันอยู่นี่ ตามมาสิ” เสียงเจ้าหญิงแว่วจากอีกด้านของช่องแคบ

“เธอก็รู้ว่าฉันผ่านไม่ได้” ชีน่าขมวดคิ้ว

“เธอผ่านได้ ชีน่า มาสิ ฉันมีอะไรให้ดู” เสียงเจ้าหญิงยิ่งเบาลง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเคลื่อนห่างออกไป

“ไม่เอาน่า กลับกับเถอะ ฉันไม่ชอบที่นี่เลย”

ชีน่าเงี่ยหูแต่ไม่ได้ยินเสียงอะไร ทั้งเสียงพูดและเสียงเดิน

“เจ้าหญิง เจ้าหญิง” ชีน่าพูดดังเท่าที่กล้า

แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบ

“บ้าจริง” ชีน่าดันเอียงตัวและดันไหล่ข้างซ้ายเข้าไปก่อน เธอพยายามเกร็งหดตัวให้เล็กที่สุดแล้วออกแรงดัน ครึ่งตัวบนผ่านไปได้แล้วแต่ท่อนกระโปรงหนาทำให้เธอต้องออกแรงถีบ

ชีน่าถลาไปอีกฝั่งและพบว่าทางเดินกลับมากว้างอีกครั้ง เธอร้องเรียกเจ้าหญิงซ้ำแต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบ ชีน่าจึงได้เพียงรีบเดินขึ้นทางลาดไปเรื่อยๆ


“เหนื่อยไหมชีน่า” เจ้าหญิงยืนรออยู่ที่ปลายทางเดิน ใบหน้าสงบ ยิ้มบางๆ ไหล่ยืดกุมมือนิ่ง

“นี่เรื่องอะไรกันแน่ฮูกน้อย”ชีน่าเท้าเอว

เจ้าหญิงไม่ตอบ แต่เอื้อมมือไปเปิดกลไกที่กำแพงแทน แสงอาทิตย์ใกล้ตกเย็นสาดเข้ามาจนชีน่าตาหยี

“ไม่นะเจ้าหญิง ปิดเดี๋ยวนี้” ชีน่าเอามือป้องแสง เธอพยายามคลำทางไปหา

“เธอมองเราสิชีน่า” เจ้าหญิงกล่าวเสียงนิ่ง

ตาชีน่าเริ่มชินกับแสง เธอมองดูเด็กสาวเบื้องหน้าที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“เฮ้อ โชคดี พระจันทร์คงยังไม่ขึ้น” ชีน่าโล่งใจ “แต่รีบปิดเถอะนะเจ้าหญิง พระจันทร์อาจจะใกล้ขึ้นแล้วก็ได้”

“พระจันทร์ขึ้นแล้วชีน่า เราดูปฏิทินดาราศาสตร์และคำนวณเวลาที่จะมองเห็นได้ผ่านช่องนี้” 

ชีน่าเดินเข้าใกล้ช่องเปิด ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ครึ่งวงกลมสีนวลจางๆลอยอยู่เหนือเทือกเขา ดูไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ในตอนนี้เพราะแสงอาทิตย์ยังคลุมฟ้าอยู่

ชีน่าหันกลับมามองเจ้าหญิงที่ยังคงยืนอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะลอยหายไปไหน

“เราไม่เป็นไร เห็นไหมชีน่า ดวงจันทร์ไม่ได้พาเราไปไหนสักหน่อย”

ชีน่าจับมือเพื่อนเพื่อให้แน่ใจ “ทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้ เรากลัวมากเลยนะ ถ้าเธอถูกพาไป เราจะทูลพระราชาราชินียังไง”

“เราขึ้นมาดูจันทร์หลายรอบแล้วชีน่า ไม่เคยเป็นอะไรเลย” เจ้าหญิงยิ้ม

“แล้วทำไมครั้งนี้ถึงพาเราขึ้นมาล่ะ”

“เพราะเรามีอะไรให้ชีน่าช่วย”

 

ส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวันเก็บเกี่ยวคือการแสดงรอบกองไฟในตอนกลางคืน งานในปีนี้ก็จัดที่ลานกลางเมืองเช่นเคย ในสมัยก่อน กองไฟจะใช้เศษฟางเศษไม้ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวเป็นเชื้อ มีอาหารที่ปรุงจากพืชผลสดใหม่ ในงานประดับผ้า ดอกไม้และโคมไฟ มีการเต้นรำชุดใหญ่ในเสื้อผ้าสีสันสดใสเป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งความอุดมและการแสดงละครให้รื่นเริงใจ

ผู้คนกลุ่มเดียวที่จะสวมใส่เสื้อผ้าไม่สวยงามมาร่วมงานคือกลุ่มนักแสดงที่ต้องออกมาเต้นรำรอบกองไฟในบทบาทภูติผีที่จ้องจะขโมยหรือทำให้พืชผลเน่าเสีย เมื่อแสดงแล้วก็ต้องไปนั่งที่โต๊ะที่จัดไว้ให้ ล้อมด้วยรั้วเชือกสีขาว โดยจะมีคนนำอาหารมาให้ นักแสดงกลุ่มนี้ต้องอยู่ในบทบาทจนกระทั่งไฟมอด ทั้งหมดเป็นการเอาเคล็ดเพื่อป้องกันไม่ให้ภูติผีจริงๆมาก่อความวุ่นวาย

สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรซีรีคาลเป็นเพียงหมู่บ้าน และแม้ว่าความเชื่อเรื่องเทพและภูติผีของผู้คนจะน้อยลงมาก แต่ก็ยังเป็นประเพณีที่ปฏิบัติมาตลอด ประชาชนซีรีคาลรอคอยงานฉลองวันเก็บเกี่ยวมาทั้งปี เพราะเหมือนเป็นรางวัลแก่การลงแรง ทุกวันนี้ กองไฟก่อจากไม้ฟืนเรียงสลับเป็นทรงสี่เหลี่ยม เนื้อสัตว์พืชผักผลไม้ได้รับการควบคุมการปรุงโดยเหล่าพ่อครัวของห้องเครื่อง การแสดงมีทั้งการเต้นรำจากนักแสดงโรงละคร การร้องเพลงประสานเสียง การแสดงกายกรรมและการแสดงแปลกๆที่จ้างมาจากอาณาจักรอื่น เมื่อการแสดงทุกอย่างจบลงก็จะมีการจุดพลุและล้อมวงร้องเพลงแสดงความขอบคุณกันและกัน

พระราชาเองก็ตั้งตารอการฉลองนี้ไม่แพ้ใคร เพราะถือเป็นโอกาสที่จะได้พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด แคสเทลไปร่วมงานทุกปีตั้งแต่ยังเป็นเจ้าชาย เขาสั่งให้จัดโต๊ะของเขาและราชวงศ์ให้เป็นแบบเดียวกันกับคนทั่วไป เขาไม่อยากดึงความสนใจ เพราะเป็นเหล่าเกษตรกรที่ทำงานหนัก ผลิตอาหารมาตลอดปี ไม่ใช่เขา

ส่วนราชินีก็ควบคุมการแสดงเดียวจากในวังอย่างแข็งขัน นั่นก็คือการเต้นรำภูติผี ในปีนี้ราชินีเลือกใช้ข้ารับใช้และพี่เลี้ยงหญิงในการแสดง โดยกำหนดเดินเข้างานเป็นสองแถวตอน นำโดยครูพี่เลี้ยงและชีน่า หัวแถวพาเลี้ยวคนละด้านเพื่อล้อมกองไฟและเริ่มการเต้น การแต่งกายปีนี้เป็นชุดผ้าชีฟองสีเทาหลายชั้น แต่ละชั้นมีการไล่ความเข้มไม่เท่ากัน ผมรวบตึงประดับด้วยขนนกหลากสีหลากพันธุ์อย่างไม่เป็นระเบียบ สวมหน้ากากเรียบสีขาว เจาะช่องไว้เพียงดวงตาสองรู เมื่อแต่งแล้วยืนเรียง ดูสวยงามและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นที่พอใจของราชินี

 

ในที่สุดวันงานก็มาถึง ผู้คนในเมืองหลั่งไหลกันเข้ามาที่ลานกลางเมือง กองฟืนตั้งอยู่ตรงกลาง โต๊ะอาหารจัดเรียงอยู่ริมด้านนอกของลานและเชื่อมต่อไปบนถนนรอบด้านเพื่อรองรับผู้มาร่วมงานจำนวนมาก เกษตรกรต่างขนพืชผลเนื้อสัตว์ที่คัดมาอย่างดีของตนมาร่วม โรงหมักก็นำเครื่องดื่มมาสมทบ ร้านอบขนมก็ส่งขนมปังและของหวานมาเป็นจำนวนมาก คนไหนที่ไม่มีอาหารมาก็ช่วยแบ่งปันอุปกรณ์และจัดแต่งสถานที่อย่างแข็งขัน เป็นบรรยากาศแห่งการแบ่งปันและเสียงหัวเราะที่เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่

ตะวันเลื่อนลับขอบฟ้า แสงโคมไฟนับร้อยห้อยระย้าส่องแสงเรือง พระราชาเดินไปยืนข้างกองฟืน ทหารเป่าแตรเป็นสัญญาณ ประชาชนที่ยืนกันอยู่แน่นขนัด ทั้งในลาน บนถนนและบนตึก เงียบเสียงลง

“ปีนี้แม้ฝนจะไม่มากเท่าที่หวังไว้ แต่ก็ยังถือว่าอุดมสมบูรณ์ดี” พระราชาผายมือออก “เป็นเพราะพลเมืองซีรีคาลที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีมาตลอดทั้งปี เราขอชื่นชมและขอบคุณทุกๆคน พวกท่านจงมีความภูมิใจในตนเองและบ้านเกิดเมืองนอนนี้เถิด”

เสียงปรบมือโห่ร้องดังก้อง พระราชายิ้มกว้าง ก่อนที่จะยกมือ ขึ้นสูงข้างหนึ่งเพื่อพูดต่อ

“เราก็ขอฝากความหวังไว้กับพวกท่านที่จะดำรงความดีต่อไปในปีหน้าและปีต่อๆไป เพื่อความสุขสบายและเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรซีรีคาล”

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะเบาลงเล็กน้อย พระราชาแคสเทลยกมืออีกครั้ง

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่พูดยืดยาวให้เสียเวลา บัดนี้งานฉลองวันเก็บเกี่ยวได้เริ่มขึ้นแล้ว” พระราชารับคบเพลิงจากทหารและจรดลงที่กองฟืน ไฟลามเลียไปตามเชื้อที่ทาไว้ เปลวลุดโชดช่วง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องยินดี ดนตรีบรรเลงเพลงจังหวะสนุกสนาน บอกการเริ่มการฉลองอย่างเป็นทางการ


ผู้คนหลายฐานะหน้าที่ ร่วมกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน พระราชาเองก็แทบไม่ได้นั่งติดโต๊ะ แคสเทลเดินพบปะประชาชนเท่าที่จะทำได้ ส่วนราชินีนั่งสนทนากับขุนนางชั้นผู้ใหญ่และแขกจากต่างอาณาจักรที่สนใจมาร่วมงาน ทาเลียใช้เวลานี้เชื่อมสัมพันธ์และเก็บเกี่ยวข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เรียกได้ว่าขณะที่คนส่วนใหญ่พักผ่อน นางกำลังทำงานหนัก

หากแต่ส่วนหนึ่งในใจเธอก็คิดไปถึงลูกสาวที่ไม่เคยได้มาร่วมงานสนุกสนานนี้ นางนึกภาพเจ้าหญิงกำลังนั่งอ่านหนังสือ หรืออาจจะกำลังวาดภาพ หรืออาจนอนหลับไปด้วยความเบื่อหน่าย

ส่วนเจ้าชายก็ใช้เวลานี้พูดคุยถามไถ่เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก แต่เขาเองก็คิดถึงน้องสาว ไมเคิลเสนอตัวอยู่เป็นเพื่อนน้องในวังแต่ก็เจ้าหญิงก็ยืนยันว่าเธอไม่อยากเป็นสาเหตุให้พี่ชายพลาดงานสนุกๆนี้ หลังจากยืนยันอยู่หลายครั้ง ไมเคิลจึงยอมออกมางาน

ไม่นานนักหลายคนที่ทานอาหารเสร็จแล้วก็มาจับจองที่นั่งที่ยืนดูการแสดงรอบลานกลางเมือง พระราชาและราชินีกลับมานั่งที่เดิมเพื่อที่การแสดงแรกจะได้เริ่ม


ชุดการแสดงภูติผีเริ่มเป็นชุดแรก หญิงในชุดพลิ้วไหวเดินเข้างานมาแถวคู่ หัวแถวฝั่งซ้ายเป็นร่างระหงของครูพี่เลี้ยงและฝั่งขวาเป็นร่างเล็กกว่าและค่อนข้างท้วมของชีน่า คนในลานหยุดนิ่ง เป็นธรรมเนียมที่จะไม่ปรบมือหรือแสดงความยินดีใดๆกับการแสดงนี้ เสียงจังหวะกลองทุ้มดังให้จังหวะ หญิงสาวสามสิบคน เดินล้อมรอบกองไฟและเริ่มวาดแขนเป็นท่าทางแบบเดียวกัน แสงกองไฟสว่างด้านหลังทำให้ร่างที่เคลื่อนไหวเหล่านั้นดูเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง เงาทอดยาวทำให้ดูใหญ่ขึ้น หน้ากากที่ไร้ความรู้สึกทำให้ดูลึกลับ ทุกคนจับจ้องการแสดงนี้เหมือนถูกต้องมนต์ โดยเฉพาะการเต้นของชีน่า ที่มีรูปร่างไม่ผอมเพรียวเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ แต่การเคลื่อนไหวมีความพลิ้วไหว ชัดเจน รุนแรงและเปี่ยมพลัง

จังหวะกลองหยุดลงพร้อมกับการเต้น หญิงสาวสามสิบคนยืดตัวตรงและเดินเป็นแถวเรียงสองไปยังโต๊ะอาหารล้อมเชือกที่จัดเตรียมไว้ให้ เมื่อคนสุดท้ายนั่งลง เสียงเพลงจังหวะร่าเริงจึงเริ่มบรรเลงขึ้น ในลานและตามถนนกลับมาคึกครื้นอีกครั้ง การแสดงแต่ละชุดผ่านไป การเต้นก็เริ่มขยายจากเพียงนักแสดงไปยังคนดูด้วย ทุกคนสนุกสนานอย่างเต็มที่ ท้องฟ้าก็เป็นใจ เปิดโล่งให้เห็นดวงจันทร์ดวงดาวสวยงาม


ในที่สุดการแสดงสุดท้ายก็จบลง ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้านเพื่อพักผ่อน พระราชาและราชินีก้าวจากโต๊ะไปยังกองไฟที่ตอนนี้เป็นเพียงท่อนไม้เรืองสีแดงกรุ่นๆ มีเปลวไฟหย่อมเล็กๆอยู่ตรงกลาง แคสเทลเตรียมกล่าวปิดงานและให้สัญญาณในการจุดพลุ

ทว่าหนึ่งในนักแสดงชุดภูติผี คนที่ตัวเล็กและอวบที่สุด กลับลุกขึ้นจากโต๊ะ กระโดดข้ามเชือกและวิ่งมาขวางหน้าทั้งสองไว้

“เจ้าทำอะไรน่ะ” พระราชากล่าว เสียงงึมงำดังขึ้นรอบด้าน ผู้ที่แสดงเป็นภูติจะต้องไม่ออกจากเชือกจนกว่าไฟจะดับ

“กลับเขาไปในเชือกเดี๋ยวนี้นะชีน่า” ราชินีดุ แต่เด็กสาวกลับไม่ตอบ “ทำไมยังยืนนิ่งอยู่ เจ้ากำลังทำงานเสียนะชีน่า”

“หม่อมฉัน” เสียงใสดังขึ้นจากหลังหน้ากาก “หม่อมฉันไม่ใช่ชีน่า”

มือเล็กเปิดหน้ากากออก

“หญิงน้อย!” พระราชาและราชินีกล่าวขึ้นพร้อมกัน ในพริบตาทั้งสองพุ่งเข้าหาลูกสาว ต่างดึงแขนเจ้าหญิงไว้คนละข้างและเงยหน้ามองดวงจันทร์

งานฉลองเก็บเกี่ยวจัดตรงวันเพ็ญเสมอ คืนนี้ยังเป็นจันทร์ทรงกลด วงแหวนเหลือบแดงอิฐล้อมรอบทำให้เหมือนมีดวงตาเบิกกว้างอยู่บนท้องฟ้า

“เสด็จพ่อเสด็จแม่ มองข้าสิ” เสียงน้อยๆกล่าว

“ลูก” ราชินีอ้ำอึ้ง “สลับตัวกับชีน่าตอนไหนกัน”

“ตั้งแต่เริ่มแสดงเพคะ เป็นหม่อมฉันที่เดินนำออกมาและเต้นรอบกองไฟและนั่งทานอาหารอยู่ในล้อมเชือก” เจ้าหญิงปลดชุดออกชั้นหนึ่ง ที่เธอใส่ไว้ให้มีรูปร่างคล้ายชีน่า

“แต่ว่า” พระราชายังคงก้มเงยมองลูกสาวสลับพระจันทร์อยู่

“เพคะ หม่อมฉันอยู่ใต้ดวงจันทร์เพ็ญตลอดงาน ไม่ได้ถูกพาไปเพคะ หม่อมฉันต้องขอสารภาพว่าหม่อมฉันแอบดูพระจันทร์คนเดียวมาหลายเดือนแล้วเพคะ ไม่ว่าจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรม กลางวันหรือกลางคืน หม่อมฉันก็ไม่เคยถูกพาไปเลยสักครั้ง ขอโปรดเถิดเพคะ หม่อมฉันไม่อยากเป็นนักโทษที่ถูกขังในห้องทึบไปตลอดชีวิต เมตตาหม่อมฉันด้วย ให้หม่อมฉันได้เห็นฟ้าบ้างเถิด”

เจ้าหญิงไม่ได้ตะโกน แต่ผู้คนรอบข้างเงียบสนิท ราชินีมั่นใจว่าคนที่อยู่ในลานได้ยินชัดมากกว่าครึ่ง นางมองสวามีอย่างมีความหมาย ทั้งสองลองปล่อยมือจากลูกสาว โดยที่ยังเตรียมพร้อมจะตะครุบหากเห็นท่าไม่ดี เมื่อไม่เกิดอะไรขึ้น ทาเลียจึงโผกอดลูกสาว

“ได้สิ หญิงน้อยของแม่ ช่างน่ายินดีเหลือเกิน” ราชินีกล่าว แคสเทลก้มลงโอบหญิงทั้งสอง ประชาชนรอบด้านปรบมือกับภาพความอบอุ่นของครอบครัว รวมถึงการได้ยลโฉมเจ้าหญิงเป็นครั้งแรก


ไม่มีใครสังเกต การกระพริบของดวงตาบนฟ้า

 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

credit

theme : CHERMADA

 photo :Pexels 


 

 

 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น