คำสาปดวงจันทร์

ตอนที่ 7 : 6 : คำขอของเจ้าหญิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    15 ส.ค. 63

6



            การรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการที่ตนไม่ได้เห็นดวงจันทร์ ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกพอใจกึ่งหนึ่ง รู้สึกค้างคาอีกกึ่งหนึ่ง


            เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่มั่นใจแล้วว่าเทพีดวงจันทร์จะพาเอาเธอไปจริง แก้ปัญหาโดยการไม่ให้เธอเห็นดวงจันทร์ ถึงกับกักขังเธอไม่ให้เห็นท้องฟ้า ไม่ว่าเวลานั้นจะมีดวงจันทร์หรือไม่

            เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จพ่อเสด็จแม่จึงไม่ยอมให้เธอได้รับการปกป้องจากนางฟ้า หรือวิหารเทพีดวงจันทร์ เมื่อไม่มีทางแก้ที่ดีกว่านั้น

            สิ่งที่เธอไม่เข้าใจที่สุดคือการปิดบัง การโกหก การปัดคำถามด้วยคำสั่งและการใช้อำนาจบังคับให้พี่ชาย ครูพี่เลี้ยงและคนอื่นๆทำต่อเธอเช่นกัน ทั้งๆที่การพูดความจริง ทำให้ตัวเจ้าหญิงยินดีจะปฏิบัติตามคำสั่งมากกว่าข้ออ้างเสียอีก

 

ชีน่ารู้สึกภูมิใจที่สามารถดึงความจริงจากปากเจ้าชายได้ เธอรู้สึกสนุกที่ได้จี้จุดรัชทายาทเล่น แม้จะรู้ว่าไม่ควรนัก แต่เธออยากเก็บเกี่ยวเวลานี้ไว้ก่อนที่เจ้าชายจะได้สืบราชบัลลังก์ เมื่อตอนนั้นเธอคงไม่สามารเล่นหัวกับไมเคิลได้อีกแน่นอน

แต่ความภูมิใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน ชีน่าสังเกตว่าฮูกน้อยของเธอถามคำถามเกี่ยวกับดวงจันทร์น้อยลง ซึ่งช่วงแรกชีน่ารู้สึกว่าดี แต่เจ้าหญิงก็ถามคำถามเกี่ยวกับท้องฟ้าและโลกภายนอกน้อยลงด้วย จากที่พูดคุยเล่นกับเธอเป็นประจำ เจ้าหญิงเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียวมากขึ้น เวลาที่อยู่ด้วยกัน เจ้าหญิงมักเหม่อลอย บางทีที่พูดคุยกันอยู่ เจ้าหญิงก็เงียบไปเฉยๆ ฟังการสอนของราชินีและครูพี่เลี้ยงน้อยลง ไม่วิ่งเล่นหรือสำรวจทางลับวังเหมือนเคย เสียงใสร้องท่วงทำนองเพลงที่มักขานในห้องโถงวังยามเช้าตรู่และค่ำไม่ดังให้ได้ยิน ภาพวาดสีน้ำถูกลงสีไว้เพียงครึ่งเดียว ถาดสีและปลายพู่กันแห้งผาก จากที่ทานน้อยอยู่แล้ว เจ้าหญิงแทบจะไม่แตะอาหาร มื้อไหนที่ทานกับชีน่า เธอก็จะยกให้ชีน่าทานเสียส่วนใหญ่ ส่วนมื้อไหนทานกับพระราชาราชินี เจ้าหญิงก็จะทานมากกว่าหน่อย แต่ก็จะแอบซ่อนแอบทิ้งทุกจังหวะที่ทำได้

ไม่ใช่ว่าชีน่าไม่ถาม เธอแสดงความเป็นห่วงหลายครั้ง แต่ก็ได้รับคำตอบเพียงรอยยิ้มและคำว่า ไม่เป็นไร

 

“เราไม่เป็นไรชีน่า” เจ้าหญิงยิ้มด้วยริมฝีปาก แต่ถอนหายใจอยู่ภายใน เธอเบื่อคำถามจากเพื่อน ถึงจะรู้ว่ามาจากความรักและเป็นห่วง คำถามเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้

จริงๆแล้วเธอไม่อยากออกจากห้องด้วยซ้ำ เธอรู้สึกหน่ายและเหนื่อย เธอรู้สึกหิวตามเวลา แต่เมื่ออาหารวางตรงหน้าก็รู้สึกไม่อยากทานอะไร บางคืนเธอก็นอนไม่หลับ แต่บางคืนเธอหลับตั้งแต่กลับถึงห้องจนพี่เลี้ยงต้องเข้ามาปลุก

“โกหก” ชีน่ากล่าวเสียงแข็ง เด็กสาวจ้องหน้าเจ้าหญิงคล้ายเสือจ้องตะครุบเหยื่อ

“ขอโทษเราเดี๋ยวนี้นะชีน่า” เจ้าหญิงยืดตัว เชิดคาง ซึ่งแม้จะตัวเล็กกว่า แต่ก็มีความสง่าน่าเกรงขามที่ได้มาจากราชินีทาเลีย “เธอลืมไปรึเปล่าว่าเราเป็นใคร แล้วเธอเป็นใคร”

“เธอคือเพื่อนของเราและเราคือคนที่เป็นห่วงเธอ“ ชีน่าไม่หวั่นไหว เธอจะหาทางช่วยเพื่อนให้ได้แม้ว่าเจ้าหญิงจะทำร้ายจิตใจเธอก็ตาม

“เราไม่เป็นไร” เจ้าหญิงหลบตาแล้วกลับไปมองหนังสือในมืออีกครั้ง

ชีน่าคว้าหนังสือเล่มนั้นทิ้งลงบนพื้น ก่อนที่เจ้าหญิงจะต่อว่า ชีน่าคว้าข้อมือบางแล้วกึ่งจูงกึ่งลาก เข้าไปยังชั้นหนังสือที่สองถัดจากด้านในสุดแล้วดึงเล่มสันสีครีมบนชั้นล่างสุดออกเกือบสุดและดันกลับเข้าไปครึ่งเล่ม เสียงกลไกดังเบาๆแล้วบานประตูก็แกว่งเปิดออกเป็นช่องเล็ก ปกติแล้วชีน่าต้องเอียงตัวเข้าช้าๆเพราะช่องนี้ค่อนข้างแคบ แต่ตอนนี้ชีน่าพุ่งผ่านเข้าไปไม่สนใจความอึดอัด เมื่อตัวเจ้าหญิงเข้ามาในช่องลับแล้ว ชีน่ายื่นมือดึงบานประตูปิดแล้วพาเดินลึกเข้าไปเพื่อไม่ให้เสียงลอดออกไปด้านนอก 

 “ฮูกน้อย เธอหลอกเราไม่ได้หรอก เรารู้ว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจ ขอร้องล่ะ บอกเราได้ไหม เราไม่รู้หรอกว่าเราจะช่วยได้หรือเปล่า แต่เราก็จะช่วยให้ถึงที่สุด” เด็กสาวกุมมือเจ้าหญิงไว้ทั้งสองข้าง

เจ้าหญิงไม่ได้ตอบ ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เธอกำลังทบทวนตัวเองเป็นครั้งแรกและเพิ่งเห็นว่าเปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหน

ความเงียบระหว่างเด็กสาวทั้งสองน่าอึดอัด แต่ชีน่าก็อดทนรอ จนกว่าเจ้าหญิงจะพร้อม


“เราอยากเห็นดวงจันทร์”

ชีน่าชะงัก

“เรารู้ว่าไม่ควร” เจ้าหญิงพูดหงอยๆ “เรารู้ว่าประตูหน้าต่างปิดทืบไว้เพื่อปกป้องเรา แต่เราก็ยังอยากเห็นดวงจันทร์ลอยบนท้องฟ้าด้วยตาของเราเองบ้าง คนอื่นๆก็ได้เห็นทั้งนั้น เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็ได้เห็น ไมเคิลก็ได้เห็น ชีน่าเองก็ได้เห็น ใครๆในอาณาจักรก็ได้เห็นทั้งนั้น ทำไมถึงมีเราคนเดียวที่ไม่ได้เห็นล่ะ เราเพียงอยากมองนิดเดียวเท่านั้น”

ชีน่าหลบตาแล้วชักมือกลับด้วยความรู้สึกผิด โดยไม่ได้สังเกตใบหน้าเจ็บปวดของเจ้าหญิงเมื่อเธอทำเช่นนั้น “เธอก็รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้และเราไม่สามารถช่วยเธอได้”

องค์หญิงมองตาของเพื่อนแม้อีกฝ่ายไม่มองกลับ เธอกลืนน้ำลายก่อนที่จะตอบด้วยเสียงเกือบสดใส “เราเข้าใจ ชีน่า ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เราก็เป็นแบบนี้แหละ คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย อย่าเอาเป็นสาระเลยนะ เราเริ่มหิวแล้วล่ะ ไปหาขนมกินกันเถอะ”

เจ้าหญิงคว้ามือเพื่อนแบบเดียวกับที่โดนคว้าเมื่อครู่ แล้วจูงไปยังทางออกเดิม

 

เจ้าหญิงนั่งมองเพื่อนตักเค้กเชอร์รี่เข้าปาก เธอยิ้มให้เมื่อชีน่าหันมามอง แต่ลอบตักเค้กส่วนของตนซ่อนไว้ใต้ผ้าเช็ดปาก จิตใจลอยไปถึงเวลาอาหารเย็น

 

พระราชานั่งลงที่โต๊ะยาวในห้องเสวย ราชินีนั่งทางซ้าย อีกฝั่งมีเพียงเจ้าหญิงเพราะเจ้าชายไปทำงานต่างเมือง เจ้าหญิงมองพระราชาแล้วเห็นว่ายิ้มแย้มดี เมื่อเห็นว่าทานของหวานเสร็จ (เจ้าหญิงก็ยังคงแอบซ่อนอาหารครึ่งหนึ่งไว้ตามผ้าเช็ดปากและขอบภาชนะ) เจ้าหญิงจึงกล่าวขึ้น

“เสด็จพ่อเพคะ วันนี้หม่อมฉันอ่านหนังสือที่เสด็จพ่อแนะนำจบแล้วเพคะ”

นอกจากมื้อเย็น พระราชาได้ดื่มไวน์ไปแล้วสามแก้ว จึงตอบลูกสาวด้วยแก้มแดงและเสียงหัวเราะกลั้ว “ดีมากลูกหญิงของพ่อ สนุกดีไหมล่ะ”

“เพคะ สนุกมาก” เจ้าหญิงไขว้นิ้วใต้โต๊ะพร้อมอธิษฐานให้พระราชาไม่ถามอะไรต่อ เพราะจริงๆแล้วยังเหลือที่ไม่ได้อ่านอีกเกือบครึ่งเล่ม ส่วนที่อ่านไปแล้วก็เพียงผ่านตา จำเนื้อหาไม่ได้แม้แต่น้อย

“ดูลูกสาวของเราสิทาเลีย วิชาการก็เก่ง อ่านหนังสือก็คล่อง กิริยามารยาทก็เพรียบพร้อมสมฐานะ ยิ่งโตก็ยิ่งสวย นี่ก็เริ่มจะเข้าวัยสาวแล้ว ดีไม่ดีจะสวยกว่าเจ้าอีกนะ”

“หญิงวัยป้าอย่างข้าไม่มีอะไรไปสู้เด็กสาวๆหรอก” ราชินีพูดเหมือนงอน แต่พระราชาก็รู้ว่าเพียงหยอก

“ลูกสาวสวยได้ก็เพราะแม่สวย” พระราชาขยิบตาเจ้าเล่ห์จนราชินีต้องเมินหนี “ยังไงเจ้าก็เป็นหญิงที่สวยที่สุดในสายตาข้าอยู่ดี”

ก่อนที่การหยอกเอินนี้จะเลยเถิด เจ้าหญิงตัดสินใจพูดขัดขึ้นก่อน

“เสด็จพ่อเพคะ หม่อมฉันจะขอทูลถาม”

“มีอะไรรึตัวน้อย” แคสเทลละสายตาจากทาเลียมายังลูก

“วันพรุ่งนี้ หม่อมฉันขอตามเสด็จไปตกปลาที่ลำธารกับเสด็จพ่อได้ไหมเพคะ”

พระราชาลังเล บรรยากาศการหลอกล้อเมื่อครู่หายไปฉับพลัน แคสเทลมองภรรยาแต่นางไม่มองตอบ ทาเลียเพ่งมองอากาศตรงหน้า

“หม่อมฉันอยากรู้ว่าการจับปลาจริงๆเป็นอย่างไร หม่อมฉันไม่เคยเห็นปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำเลยเพคะ เคยเห็นแต่ที่นอนนิ่งอยู่บนจานเท่านั้น” เจ้าหญิงพูดติดตลก พยายามให้บรรยากาศไม่กดดัน

“เอ พรุ่งนี้พ่อคงไม่ไปตกปลาแล้วล่ะ เพราะว่า” พระราชาอ้ำอึ้ง “มีเอกสารที่ต้องตรวจดูค้างอยู่”

“ไปวันไหนแทนหรือเพคะ” เจ้าหญิงถามเสียงหวาน

“เอ่อ ยังไม่รู้หรอก เพราะมะรืนพ่อก็ยังมีงานต้องดูแล” พระราชายกแก้วไวน์ขึ้นดื่มแม้จะแทบไม่มีไวน์เหลือในแก้วแล้ว

“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันรอได้ จะเสด็จวันไหน เรียกหม่อมฉันด้วยนะเพคะ”

“องค์หญิง อย่ารบกวนเสด็จพ่อ แค่นี้ก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้วนะ เป็นกิริยาที่ไม่ดีเลย” ราชินีดุ แต่เจ้าหญิงก็ฟังออกว่าเป็นเพียงการหลบเลี่ยง

“หามิได้เสด็จแม่ หม่อมฉันเพียงแค่อยากตามเสด็จเมื่อเสด็จพ่อเสด็จตกปลาเพื่อพักผ่อน หม่อมฉันคงจะเพียงมองอยู่ห่างๆอย่างเงียบๆ สัญญาว่าจะไม่ส่งเสียงหรือวุ่นวายให้ปลาหนีหายไปแน่นอนเพคะ”

“ทันทีที่ออกไปข้างนอก ลูกก็จะโดนลม จะตากแดด แล้วลูกก็จะไม่สบาย” ราชินีเสียงเริ่มแข็ง “แล้วก็จะต้องให้ผู้ติดตามมาพยาบาล มาดูแลจนไม่ได้รับใช้เสด็จพ่อ”

“หม่อมฉันสัญญาว่าจะสวมเสื้อหนาๆเพคะ สัญญาว่าจะอยู่ในร่ม หากเริ่มรู้สึกไม่ดี หม่อมฉันก็จะรีบกลับก่อน ไม่รบกวนการพักผ่อนของเสด็จพ่อแน่นอนเพคะ”

“ข้าไม่ให้เจ้าไป” พระราชาประกาศเสียงดังกว่าที่จำเป็น “นี่เป็นคำสั่ง จบเรื่องแค่นี้เข้าใจไหม”

“หม่อมฉันไม่เข้าใจ” เจ้าหญิงสวนกลับอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เธอใช้จังหวะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตะลึงในการพูดต่อ “หม่อมฉันแข็งแรงดี แทบไม่เคยป่วยไข้ ทำไมหม่อมฉันจะออกไปข้างนอกเหมือนคนอื่นๆบ้างไม่ได้เพคะ ต่อให้จะป่วยจริงๆ จะร้ายแรงสักเพียงไหนเชียว หมอหลวงพยาบาลก็พร้อมทำงานอยู่ตลอด”

“หยาบคายยิ่งนัก” ราชินีกล่าวดังไม่แพ้กัน “ขอพระราชทานอภัยโทษจากเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้”

“หม่อมฉันทราบเรื่องหมดแล้วเพคะ” เจ้าหญิงเริ่มน้ำตารื้น เธอกำมือแน่น สูดหายใจก่อนพูดต่อ “เรื่องตอนวันที่หม่อมฉันเกิด เรื่องนางฟ้าและคืนที่เสด็จแม่คว้าตัวหม่อมฉันได้ทัน”

แคสเทลและทาเลียหน้าซีด พระราชากล่าวขึ้นก่อน “ลูกรู้มาจากไหน”

“จากไหนก็ไม่สำคัญหรอกเพคะ สำคัญที่ว่า ทำไมหม่อมฉันจึงไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์เสด็จพ่อเสด็จแม่” เธอกดปลายเล็บให้จิกลงฝ่ามือ เพื่อให้ความเจ็บนั้นหยุดน้ำตาไว้

“ยิ่งรู้แล้วก็ยิ่งน่าจะเข้าใจนี่ ลูกพ่อ ว่าทำไมถึงให้ออกไปข้างนอกไม่ได้” พระราชาพูดเสียงอ่อนลง

“หม่อมฉันอยากเห็นโลกภายนอกบ้างเพคะ อยากเห็นท้องฟ้า อยากเห็นดวงจันทร์ หม่อมฉันไม่เคยต้องการอะไรมากเช่นนี้ ผ่านไปแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งเพิ่มพูน หม่อมฉันซาบซึ้งเพคะ ที่เสด็จพ่อเสด็จแม่ปกป้องคุ้มครองหม่อมฉันมาโดยตลอด แต่หม่อมฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยเพคะ มีแต่ความรู้สึกอยากจะเห็นเพียงเท่านั้น หากได้มองเพียงสักนิดก็คงจะหาย หม่อมฉันจะไม่ขอร้องอะไรอีกไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เพคะ ขอเพียงได้มองดวงจันทร์เพียงอึดใจเท่านั้น”

“แล้วหากอึดใจนั้น ดวงจันทร์ดึงลูกไปเล่า เจ้าอยากจะไปกับดวงจันทร์อย่างนั้นหรือ เจ้าไม่รักพ่อแม่ของเจ้า พี่ชายของเจ้า บ้านเมืองของเจ้าอย่างนั้นหรือ ถึงได้จะทิ้งทุกสิ่งไป เพียงเพราะความต้องการแบบเด็กๆของเจ้า” ราชินีโต้

“มัดหม่อมฉันไว้เพคะ” เจ้าหญิงตอบด้วยความมุ่งมั่น “ดึงรั้งไว้ด้วยเชือกหนา หรือจะขังไว้ในกรงก็ทำได้ เพียงแค่ได้มองเพคะ แค่นั้นจริงๆ”

“บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้” พระราชาทุบโต๊ะเสียงสนั่นก้องทั่วห้อง “เถียงคำไม่ตกฟาก ลูกไม่รักดี พ่อแม่สั่งว่าอย่างไรก็ต้องทำเช่นนั้น พวกข้าเลี้ยงดูเจ้ามาจนโตเท่านี้เหนื่อยยากแค่ไหน เจ้ากล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้ เจ้ากลับไปที่ห้องเจ้าเดี๋ยวนี้ แล้วไม่ต้องมาให้เห็นหน้าจนกว่าจะสำนึกผิด”

เจ้าหญิงรู้สึกชาตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวโดนสายฟ้าฟาด เธอตกใจและเจ็บปวดเกินกว่าน้ำตาจะไหล เธอเหลือบตามองผู้เป็นแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้อะไรกลับมานอกจากใบหน้าสงบนิ่ง เจ้าหญิงพลังทั้งหมดในร่างกาย ยันตัวลุกขึ้นตรง ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมเสด็จแม่ แล้วเดินออกจากห้องเสวยไปเงียบๆ

 

คืนนั้นเจ้าหญิงนอนร้องไห้ทั้งคืน ไม่ได้สะอึกสะอื้นหรือโหยหวน เธอเพียงแต่นอนราบอยู่กับเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลลงใบหน้าสองข้างราวลำธารน้อยๆ ดวงตาจ้องมองเพดาน นึกภาพวงกลมสีนวลบนท้องฟ้า เธอไม่รู้ว่าวันนี้เป็นข้างขึ้นหรือข้างแรม ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนบนฟ้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นสีนวลแบบที่เธอนึกภาพหรือเปล่า แต่เธอก็จ้องมองตรงขึ้น พยายามสัมผัสไอของดวงจันทร์ผ่านจิตใจ

เสียงไก่แว่วขันปลุกเธอจากภวังค์ เจ้าหญิงลุกขึ้นนั่ง น้ำตาได้แห้งเหือดไปนานแล้ว เธอลงจากเตียง ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อ หวีผม ประพรมน้ำหอม ตบแต่งใบหน้าปิดบังดวงตาที่บวมน้อยๆ เธอตรวจสอบตนเองในกระจกบานใหญ่ เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องเครื่อง เหล่าคนครัวประหลาดใจที่องค์หญิงลงมาขอปรุงอาหารเช้าให้พระราชาด้วยตนเอง เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงยกชุดอาหารของแคสเทลเดินนำข้ารับใช้ไปยังห้องเสวยด้วยใจเด็ดเดี่ยว

เธอจะขอพระราชทานอภัยโทษอย่างที่แม่สั่ง เธอจะทำให้พวกท่านเชื่อว่าเธอเสียใจ ว่าเธอรู้ตัวว่าคิดผิดไป ว่านั่นเป็นเพียงความคิดของเด็กน้อยที่ต้องได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ ว่าเธอจะไม่ทำอะไรเช่นนั้นอีก เธอจะพูดด้วยเสียงอ่อนหวานที่สุด ด้วยใบหน้ารู้สึกผิดที่สุด ด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมที่สุด

เธอตั้งใจว่า เมื่อทำทุกสิ่งนั้นเสร็จแล้ว เธอจะหาทางมองดวงจันทร์ ไม่ว่าจะมีใครอนุญาตหรือไม่ก็ตาม

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

credit

photo : Yoonsuh Park

theme : CHERMADA


 

 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น