คำสาปดวงจันทร์

ตอนที่ 17 : 15 : สู่ทะเลทรายเพเดรีล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ก.ย. 63

TB

15



หลังจากทานมื้อเช้า ชีน่าจัดแจงเก็บของและยกขึ้นหลังม้า ส่วนเจ้าชายรับหน้าที่ผ่าฝืนเติมจากที่ได้ใช้ไป ตามธรรมเนียมสำหรับผู้ที่มาใช้กระท่อมนี้เพื่อพร้อมให้นักเดินทางรายต่อไปได้ใช้ เขายังแบ่งเนื้อตากแห้งที่อยู่ได้นานใส่ไว้ในตู้ด้านใน

บรรยากาศการขี่ม้าวันนี้ต่างไปจากวันแรก เจ้าชายและหญิงสาวพุดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ถึงเรื่องสินค้าผ้าไหมปักลายที่กำลังเป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาว งานกีฬาประเพณีระหว่างเมืองที่กำลังจะมาถึง สภาพเศรษฐกิจของเมืองท่า ทุ่งดอกไม้หลากสีริมทะเลสาบในฤดูใบไม้ผลิ อาหารสูตรใหม่ที่ปรับปรุงจากอาหารขึ้นชื่อของอาณาจักรเคียงข้าง เรื่องราวสัพเพเหระ มีสาระบ้างไร้สาระบ้าง ไมเคิลและชีน่ารู้สึกเหมือนกลับไปสมัยที่ชีน่าเข้าวังใหม่ๆ ได้เล่นสนุกหยอกล้อด้วยกัน ก่อนที่ภาระหน้าที่จะดึงพวกเขาไปคนละทาง

เวลาบ่ายแก่ทั้งสองก็เดินทางถึงเมืองฮาบิสอันเป็นเมืองรองของอาณาจักร เจ้าชายจงใจไม่ได้แจ้งขุนนางหรือนายพลใดให้มารับ เพียงส่งข่าวผ่านพิราบมาล่วงหน้าให้ตระเตรียมพระราชวังฤดูหนาวไว้ให้พักแรมหนึ่งคืน

ทว่าเมื่อเจ้าชายเข้าไปถึงโถงด้านในของวัง ก็พบเจ้าเมือง ขุนนาง เหล่านางพลนายกองยืนเรียงแถวอยู่ ไมเคิลกล่าวทักทายและอธิบายว่าตนมาธุระส่วนตัว ไม่ได้มาว่าราชการจึงไม่น่าต้องลำบากมาต้อนรับ

“เหล่าข้าใต้ฝ่าบาทปลาบปลื้มยินดีในการรับเสด็จพะยะค่ะ ไม่ได้ลำบากใดๆเลย” เจ้าเมืองกล่าว “เหล้าข้าใต้ฝ่าบาทโศกเศร้าเป็นอันมากเมื่อได้ข่าวขององค์หญิง ทุกหน่วยทุกฝ่าย ประชาชนทุกครอบครัวในเมืองฮาบิสเตรียมพร้อมเต็มใจถวายงานเพื่อช่วยให้องค์หญิงได้เสด็จกลับอาณาจักรพะยะค่ะ”

ไมเคิลรู้สึกจุกตันขึ้นในคอ จึงเพียงกล่าวขอบคุณเบาๆแล้วขอตัวพักผ่อน

 

“ท่านเรียกพบข้าหรือ” ชีน่าเดินเข้ามายังห้องเสวย เห็นเจ้าชายนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ

“มาทานด้วยกันสิ ข้าให้ห้องเครื่องเตรียมเผื่อแล้ว” ไมเคิลผายมือไปยังชุดจานตั้งซ้ายมือของตน

“ข้านึกว่าท่านจะร่วมโต๊ะกับเหล่าขุนนางเสียอีก” ชีน่านั่งลงตามที่เชิญ

“ข้าเห็นด้วยว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ทั้งยังดูเหมือนว่าพวกเขามีความเคารพให้ข้ามากกว่าที่เคย” เจ้าชายถอนใจ “แต่ตอนนี้ พวกเขามองเห็นข้าเป็นเจ้าชายที่สูญเสียน้อง ข้าไม่อยากจะต้องฟังการแสดงความเสียใจหรือเห็นใจตลอดค่ำนี้หรอก เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว”

เจ้าชายกับชีน่าทานอาหารในความเงียบ แต่ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด เสียงมีดและส้อมเงินกระทบจานเซรามิกคล้ายเสียงโมบายโลหะแขวนอยู่ไกลๆ ทั้งสองสลับลอบมองกันเป็นพักๆ บางจังหวะก็สบตาโดยไม่นัดหมาย ไม่มีใครหลบตาหนีหรือเอ่ยพูดอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางที่ส่งระหว่างกัน เมื่อทานเรียบร้อยแลัวทั้งสองก็แยกย้ายเข้านอน

 

            ม้าทรงของเจ้าชายถูกสวมบังเหียนและอานพร้อมด้วยสัมภาระพร้อมรอรับเมื่อเจ้าชายเตรียมตัวเสร็จ ตรงข้ามกับเจ้ากาเทาที่ไม่ยอมให้พนักงานคอกม้าแตะ ต้องให้ชีน่าเป็นผู้ตระเตรียมเอง ทั้งสองออกเดินทางพร้อมคำอวยชัยจากข้าราชบริพารของวังฤดูหนาว

            ยิ่งลงใต้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น ชีน่าชินกับความร้อนของเมืองท่าที่มีความชื้นและลมทะเลพัดตลอดเวลา แต่ครั้งนี้เป็นความร้อนอบแห้งผาก จึงทำให้ต้องลดความเร็วลงและให้ทั้งม้าทั้งคนหยุดพักบ่อยขึ้น ผืนหญ้าใบสั้นสีเขียวอมเหลืองแต่งแต้มด้วยต้นไม้พุ่มเตี้ยเป็นระยะ ไมเคิลและชีน่ามุ่งหน้าไปทางเทือกเขาที่โอบเป็นเส้นชายแดนภาคตะวันออกของอาณาจักรซีรีคาล

            พระอาทตย์คล้อยต่ำเมื่อทั้งคู่เดินทางถึงจุดต่อระหว่างขอบอาณาเขตเมืองรองและเวิ้งทะเลทรายเพเดรีล ป้อมปราการชั้นนอกสุดนี้ยังมีทหารประจำการอยู่ พวกเขาให้การต้อนรับ แสดงความเสียใจและเป็นห่วงราชวงศ์ทุกองค์ ก่อนที่จะนั่งล้อมกองไฟเล่าถึงความลำบากของการประจำการที่ห่างไกล ครอบครัวที่บ้าน ลามไปถึงความทรงจำสมัยเด็ก แต่ละอย่างเป็นสิ่งที่ทหารไม่ควรนำมาคุยกับเจ้าชาย การใช้ราชาศัพท์ก็กระท่อนกระแท่น หมูป่าย่างเสียบไม้นั้นก็ห่างจากอาหารปรุงชั้นเลิศจากห้องเครื่องนัก แต่ไมเคิลกลับสนุกอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน ชีน่าเองก็ไม่นั่งนิ่ง เธอนำการร้องเพลง พูดคุยหัวเราะกับเหล่าทหารอย่างเป็นกันเองจนถึงเวลาเข้านอน

                         

รุ่งขึ้นเช้า เจ้าชายและหญิงสาวกรอกเติมน้ำในกระบอกจนเต็ม หยิบเสื้อผ้าผัดเปลี่ยนและของที่ไม่จำเป็นจริงๆออกจากย่ามเพื่อเอาอาหารสำหรับม้าใส่เข้าไปเพิ่ม หัวหน้าหมู่ทหารถามเจ้าชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออกเดินทาง

“เจ้าชายจะเสด็จเข้าทะเลทรายเพื่อตามหาวิหารเทพีดวงจันทร์จริงหรือพะยะค่ะ” เมื่อเจ้าชายยืนยัน หัวหน้าหมู่จึงพูดต่อ “มันอันตรายนักพะยะค่ะ เท่าที่เหล่าทหารเก่าเล่าให้ฟังมา ยังไม่เคยเห็นใครเดินทางออกจากทะเลทรายผ่านมาเลย ถ้าหากว่าวิหารมีอยู่จริงก็อาจจะร้างไปแล้วก็ได้พะยะค่ะ”

“เราขอบคุณที่เจ้าเป็นห่วง แต่หากเราไม่ตามหา ไม่ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ก็คงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้หรอก”

“เช่นนั้น ข้าใต้ฝ่าบาทจัดทหารพร้อมม้าตามเสด็จไปสองนายพะยะค่ะ”

“อย่างนั้นไม่ได้หรอก ตามกฎการป้องกันบ้านเมือง ม้าของป้อมก็ต้องประจำการที่นี่” ไมเคิลยกมือห้าม “หรือถ้าให้ทหารติดตามโดยไม่มีม้า ก็จะทำให้เราเดินทางช้าลง พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ให้ดีเถิด”

            เจ้าชายและชีน่าทำการบอกลาและมุ่งหน้าเข้าทะเลทราย

 

            อากาศของพื้นที่นี้ไม่ได้ร้อนมากเท่าที่คิด พื้นในช่วงแรกเป็นดินแห้งที่ม้ายังเดินได้ง่าย แต่ค่อยๆกลายเป็นทรายละเอียดเมื่อยิ่งลึกเข้าไป การไร้ร่มเงาให้หยุดพักก็ทำให้เหนื่อยเปลี้ยเร็วกว่าปกติ ทรายฝุ่นปลิวจนต้องพันผ้าปิดจมูก ทะเลทรายไม่มีแผนที่หรือถนนทางเดินให้ใช้ เจ้าชายจึงต้องงัดวิชานำทางออกมาใช้เต็มที่ โดยมีแผนที่คร่าวๆบอกตำแหน่งวิหารที่ดึงมาจากหนังสือตำนานกึ่งนิทานในหอสมุดเก่าไว้อ้างอิง

            ชีน่ามองดวงตะวันตกดินเป็นครั้งที่สี่ตั้งแต่ออกเดินทางมา ผิวขาวอมเหลืองของเธอเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในส่วนที่พ้นเสื้อผ้า เส้นผมหมดความเงางาม กล้ามเนื้อเมื่อยเปลี้ย เจ้ากาเทาเองก็เช่นกัน ดวงตาดำขลับดูหมอง ขนแห้ง กีบเท้าสึก

            เจ้าชายมองดูหญิงสาวก็รู้สึกผิดที่พามาลำบาก แม้แต่ตัวเขาเองที่เคยได้รับการฝึกคล้ายกันมาก่อนยังรู้สึกเหนื่อย กระนั้นชีน่าก็ยังไม่บ่นให้ได้ยิน ไมเคิลปักไม้เพื่อตั้งกระโจมผ้าและสุมไฟ ขณะที่ชีน่าให้น้ำและอาหารม้า เป็นการแบ่งหน้าที่โดยไม่ต้องเอ่ยคำ

            เวลากลางคืนในทะเลทรายหนาวเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ ไมเคิลจำเป็นต้องเอาผ้าของกระโจมไปคลุมให้ม้าของเขาอุ่น ส่วนกาเทานั้นดูไม่สนใจอากาศ เดินดมพุ่มไม้แห้ง เขี่ยกองทรายสบายใจ ชีน่าและไมเคิลนั่งห่อในผ้าห่มหน้ากองไฟตรงข้ามกัน ด้านหน้าของทั้งสองนั้นอุ่นดี แต่แผ่นหลังจะเป็นน้ำแข็งเอาให้ได้

            หญิงสาวลุกขึ้นยืน เดินอ้อมกองไฟไปกระชากผ้าห่มของเจ้าชายมาถือ เธอซ้อนมันกับของตัวเอง ลงนั่งชิดไมเคิลแล้วพาดผ้าห่มสองชั้นทับทั้งสองคน

            “เสด็จแม่เห็นเจ้าทำแบบนี้คงกริ้วไม่น้อย” ไมเคิลหัวเราะ

            “ข้าสงสัยมานานแล้ว ทำไมท่านต้องใช้ราชาศัพท์กับพ่อแม่ของตัวเองด้วย” ชีน่าวางหัวลงบนไหล่ไมเคิล

            “เพราะพวกพระองค์เป็นพระราชาและราชินีเป็นอันดับหนึ่ง เป็นพ่อแม่ข้าอันดับสอง” ไมเคิลยื่นมืออังไฟ “คงจะเป็นความเคยชินด้วยอีกอย่าง แต่บางครั้งถ้าเข้าเฝ้าเป็นส่วนตัว ก็เรียกว่าพ่อ แม่และลงท้ายประโยคด้วยครับเหมือนกัน”

            “นึกภาพไม่ออกเลย” ชีน่าเงยหน้ามองฟ้ามืด

            “เจ้าอยากจะมีโอกาสเรียกพระราชาและราชินีว่าพ่อแม่บ้างไหมล่ะ” เจ้าชายลอบยิ้ม

            “อะไร” ชีน่าคิ้วขมวด

            “หมายถึงว่าถ้าเจ้าเป็นลูกสะใภ้ของพระราชาและราชินีก็จะมีสิทธิ์เรียกพวกพระองค์ว่าพ่อแม่อย่างไรล่ะ” ไมเคิลเหลือบมองหญิงสาวด้วยหางตา แต่กลับเห็นอีกฝ่ายยังเงยหน้ามองฟ้าอยู่

            “นั่นมันอะไรน่ะ” ชีน่าชี้มือขึ้น

            “นี่เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยเหรอ” เจ้าชายหันมองชีน่า “ข้ากำลังขอเจ้า-”

            คำพูดของเขาถูกตัดด้วยมือนิ่มของหญิงสาวหนีบเข้าที่คางแล้วจับเงยขึ้น

            ดวงจันทร์เสี้ยวลอยสูงอยู่กลางฟ้า ทอดแสงขาวเรืองเป็นเส้นลากจรดหลังเนินทรายสูงเบื้องหน้า

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

credit

photo : Matteo Di Iorio

theme : CHERMADA


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น