คำสาปดวงจันทร์

ตอนที่ 15 : 13 : พายุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.ย. 63

13



บรรยากาศอึดอัดจากคำถามที่พูดไม่ได้ปกคลุมทั่วเมืองหลวงเลคีล งานฉลองแสดงความยินดีแก่คู่แต่งงานใหม่ถูกยกเลิก โคมไฟและผ้าสีประดับทั่วเมืองถูกปลดลง ประตูรั้ววังปิดสนิทนิ่ง เหล่าคนที่ยังเยาว์ตกใจกับการตัดอารมณ์ความรื่นเริงลงฉับ ส่วนคนที่มาอายุมากพอต่างนึกถึงครั้งสุดท้ายที่ทั้งเมืองเงียบงันเช่นนี้ เมื่อคราวที่พระราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ หากแต่คราวนี้ไม่ได้มีประกาศพระราชวัง ไม่มีการลดธงครึ่งเสา หรือการแขวนผ้าไว้ทุกข์แต่อย่างใด ข่าวจากเมืองหลวงส่งต่อไปยังเมืองและหมู่บ้านอื่นๆในอาณาจักรโดยไม่มีคำอธิบาย ประชาชนของซีรีคาลจึงได้แต่ใช้ชีวิตไปตามปกติอย่างสงบ

ตรงกันข้ามกับบรรยากาศภายในวังที่ราวมีพายุหมุนสองลูกวนเวียนภายในกำแพงอย่างไร้ทิศทางยากจะรับมือ

พายุลูกแรกคือพระราชา ซึ่งได้เรียกเหล่าอำมาตย์เสนาแม่ทัพทุกนายเข้าประชุมเพื่อหาทางชิงเอาเจ้าหญิงกลับมาจากดวงจันทร์ให้ได้ แคสเทลแสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็น คาดเค้นเอาคำตอบเอาวิธีการได้ลูกสาวคืนมาจากผู้เข้าเฝ้า มิได้สนว่าเดิมทีใครทำหน้าที่อะไร เหล่าอำมาตย์เสนาน้อยใหญ่มองหน้ากันด้วยไม่รู้จะต้องพูดหรือทำอย่างไรจึงจะสนองพระราชาได้ตามที่สั่ง ตลอดประวัติศาสตร์อาณาจักรตั้งแต่ก่อตั้งมา ไม่เคยมีการบันทึกการติดต่อหรือรบพุ่งกับดวงจันทร์เลยสักครั้ง ไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เพราะการต่อสู้กับสิ่งที่อยู่บนฟ้าย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“เร็วๆเข้าสิ มัวแต่อมน้ำลายอยู่นั่น” พระราชาตบโต๊ะ “นั่งหน้าสลอนกันอยู่นี่ ไม่มีใครมีสมองมีความคิดเพียงสักนิดเลยรึ”

 “กราบทูลพระราชา” เสนาวัยกลางคนคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นเส้นเลือดบนหน้าผากพระราชาเริ่มกระตุก “หากเอาปืนใหญ่ลำใหญ่ที่สุดที่มี นำขึ้นไปยังยอดเขารีคบิน อันเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแคว้น เพื่อยิงใส่พระจันทร์ อาจจะทำให้จันทร์ยอมคืนองค์หญิงมาก็เป็นได้”

ทุกคนในห้องรวมทั้งคนพูดเห็นตรงกันว่าความคิดนี้ไร้สาระสิ้นดี ยกเว้นก็เพียงพระราขา

“ได้ สั่งการให้ไปเตรียมการทันที” คาสเทลหายใจหนัก “ให้หมู่ทหารที่แข็งแกร่งที่สุดลากปืนใหญ่ขึ้นยอดเขาภายในวันนี้”

“พระอาญาไม่พ้นเกล้า” แม่ทัพกองปืนกล่าว “ปืนใหญ่ที่ให้ระยะยิงไกลที่สุดนั้นไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน ด้วยไม่ได้มีการรบพุ่งกับอาณาจักรใด จึงต้องทำการบูรณะและทดสอบก่อนที่จะนำกลับมาใช้ได้พะยะค่ะ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์”

“ไม่ได้เรื่อง ควบคุมอาวุธกองทัพแบบนี้ได้อย่างไร สมควรเอาเจ้าไปลงโทษนัก” พระราชาตวาด

“พระอาญาไม่พ้นเกล้า” แม่ทัพคนเดิมกล่าวเสียงสั่น “ข้าใต้ฝ่าพระบาทกล่าวพลาดไป ใช้เวลาเพียงสองวันเท่านั้นก็พร้อมใช้พะยะค่ะ ระหว่างนี้จะให้เอาปืนใหญ่สภาพพร้อมขึ้นไปก่อนพะยะค่ะ”

แคสเทลยังดูไม่ใจเย็นลง

“เวลาการยิงก็เป็นข้อสำคัญ” อำมาตย์อีกคนเสริม “ควรจะยิงช่วงที่พระจันทร์ลอยใกล้ขอบฟ้าจะมีโอกาสโดนมากกว่าและเจ้าหญิงจะได้ไม่ต้องเสด็จลงมาจากที่สูงมาก”

            ทุกคำที่ถูกกล่าวช่างไร้สาระ เจ้าชายไมเคิลกัดลิ้นตัวเองไม่ให้พูดขัด

“ใช่ จงทำตามนั้น” พระราชากล่าว “ทำให้รวดเร็วที่สุด หาตัวเลือกวิธีอื่นไว้ด้วย งานอย่างอื่นทิ้งไปเสีย ห้ามทำอะไรนอกจากหาทางพาลูกของข้ากลับมา”

แคสเทลเดินจากไป ทิ้งห้องโถงเงียบตะลึงงัน เหล่าอำมาตย์เสนาแม่ทัพขยับตัวจะแยกย้าย

“รอก่อนทุกท่าน” เจ้าชายไมเคิลลุกขึ้นยืน “เรื่องยิงปืนใหญ่จงทำตามอย่างที่พระราชารับสั่ง หากแต่ต้องคำนึงความปลอดภัยของทหารและประชาชนด้วย การปีนถึงยอดเขารีคบินก็มีอันตรายมากพออยู่แล้ว การขนปืนใหญ่ขึ้นไปด้วยยิ่งเพิ่มความอันตรายเป็นเท่าตัว อีกทั้งการจุดดินระเบิดอันสร้างความสั่นสะเทือนอาจจะทำให้เกิดหิมะถล่ม จงยิงให้น้อยที่สุดไปในทิศทางที่ไม่มีผู้ใดจะได้รับอันตราย

ยิ่งไปกว่านั้น ห้ามพวกท่านละทิ้งหน้าที่ของตนเองเป็นอันขาด บ้านเมืองยังต้องมีการบริหารจัดการเช่นดังปกติ”

“อาญาไม่พ้นเกล้าเจ้าชายไมเคิล” หนึ่งในเสนากล่าวขึ้น “เราเหล่าข้าใต้ฝ่าบาทไม่สามารถขัดพระบัญชาของพระราชาได้พะยะค่ะ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างสูงที่สุด”

“เราเข้าใจและทราบซึ้งในความภักดีต่อบัลลังก์และเสด็จพ่อของเรา” เจ้าชายกวาดตามองเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ “แต่พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการรับใช้ประชาชนให้มีความสุข สงบ อุดมสมบูรณ์อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นข้า เจ้าชายไมเคิล คาเทอร์ เอ็มเม็ท กัลเทน ผู้ว่าราชการแทนพระองค์ในพระราชาแคสเทล ฟิลิปป์ นาเอล กัลเทน ขอสั่งให้ผู้มีอำนาจตำแหน่งบริหารทำหน้าที่มิให้ขาดตกบกพร่อง หากผู้ใดจะได้รับโทษทัณฑ์จากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เราจะเป็นผู้รับโทษนั้นด้วยตัวเอง”

เหล่าอำมาตย์เสนาแม่ทัพมองเจ้าชายหนุ่มด้วยสายตาที่ไมเคิลไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาโค้งคำนับแล้วทยอยออกจากโถงว่าราชการไป

 

เจ้าชายเดินไปรับมือกับพายุลูกที่สองซึ่งคือมารดา


“ออกไปให้พ้นหน้าข้าเลยนะ” เสียงภาชนะกระเบื้องแตกดังออกมาจากห้องบรรทมของราชินี ข้ารับใช้หญิงสองคนถอยหลังกรูดออกจากประตูจนเกือบชนไมเคิล

“ขอประทานอภัยเพคะเจ้าชาย” ทั้งสองพูดพร้อมถอนสายบัว

“ไม่เป็นไรหรอก” ไมเคิลยิ้ม “พวกเจ้าไปพักเถอะ เดี๋ยวเราดูแลเสด็จแม่เอง”

เจ้าชายเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู ผู้เป็นแม่ยังอยู่ในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้ามิได้เสริมแต่งจนมองเห็นริ้วรอยได้ชัด ไมเคิลแปลกใจตนเองที่ไม่เคยได้สังเกตว่าแม่ของตนอายุมากแค่ไหนแล้ว

“อย่าพูดออกมาเชียวนะ” ทาเลียนั่งอยู่ที่เก้าริมหน้าต่าง “อย่าพูดคำโกหกออกมาให้แม่ได้ยินอีกนะ”

เจ้าชายก้มเก็บเศษถ้วยและจานรองที่พื้นวางบนโต๊ะแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม “หม่อมฉันเกรงว่าไม่ใช่เรื่องโกหก”

“น้องของลูกยังอยู่ที่นี่ไมเคิล ที่ไม่มีใครเห็นเพราะน้องไม่สบายเล็กน้อย ยังนอนอยู่ในห้องเท่านั้นเอง” ราชินีจ้องหน้าลูกชายคนโต

“การปฏิเสธจะเชื่อไม่ได้ทำให้มันไม่เป็นจริงหรอกนะพะยะค่ะ”

“แล้วจะมาบอกแม่ว่าน้องถูกพระจันทร์ดูดขึ้นฟ้าไปเหมือนอย่างที่คนอื่นๆพูดอย่างนั้นเหรอ” ราชินีแค่นหัวเราะ “เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร พวกเจ้าพี่น้องรวมหัวกันแกล้งแม่ใช่ไหม หรือว่าเป็นแผนหนีการแต่งงานล่ะ ต้องใช่แน่ๆ น้องเจ้าไม่อยากแต่งงานก็เลยเล่นกลหายตัวไป”

ไมเคิลลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปนั่งคุกเข่าข้างแม่ของตนแล้วกล่าว “แม่ครับ เราทุกคนอยู่ที่นั่นเมื่อน้องถูกพาไป แม่ก็เห็นกับตาตัวเองนี่ครับ”

“แล้วทำไมถึงเธอถึงไม่ช่วยน้องล่ะ” ทาเลียน้ำตาไหลพรากในทันที มือเรียวบางที่สั่นระริกเมื่อครู่กำแน่น ทุบตีไหล่ของลูกชายหลายครั้ง “เป็นพี่ชายประสาอะไร ทำไมไม่ปกป้องน้อง ทำไมปล่อยให้น้องถูกดวงจันทร์พาไป ทำไมไม่ได้เรื่องแบบนี้ พ่อของเจ้าก็ด้วย เป็นพระราชาประสาอะไร ปกป้องลูกตัวเองไม่ได้”

ไมเคิลไม่หลบมือแม่ ปล่อยให้นางได้ระบายจนพอใจ เมื่อราชินีหยุด เขากึ่งประคองกึ่งอุ้มราชินีไปที่เตียงแล้วห่มผ้าให้ ทาเลียหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยอ่อน แล้วเจ้าชายก็เดินออกมา

 

พลันสายตาเหลือบมองเห็นขบวนเสด็จของราชวงศ์แห่งอาณาจักรสโตเควัสกำลังออกจากเขตพระราชวัง ไมเคิลรีบวิ่งลงไปด้านล่างพุ่งเข้าหาน้องเขยขี่ม้าอยู่รั้งท้าย

“เจ้าชายอันเดรส กำลังจะเสด็จไปไหน”

“หม่อมฉันตามเสด็จเสด็จพ่อเสด็จแม่กลับอาณาจักร” ใบหน้าผ่องผมทองเสยตอบกลับ

“แต่ว่า” ไมเคิลตะลึงจนคิดทำพูดแทบไม่ออก “เจ้าหญิง ภริยาของพระองค์ได้ถูกลักพาตัวไปนะพะยะค่ะ พระองค์ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น”

อันเดรสถอนใจ ลอบมองขบวนที่ค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ “ทราบดีพะยะค่ะ เป็นเรื่องที่โศกเศร้ามาก หม่อมฉัน เสด็จพ่อ เสด็จแม่และราชวงศ์ทุกองค์ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพระราชาแคสเทลแล้ว เราไม่อยากจะรบกวนให้พวกพระองค์ต้องจัดหาดูแลพวกเราในเวลาอันวุ่นวายนี้ จึงต้องขอทูลลากลับก่อน หากต้องการกำลังคนหรือเครื่องมือใดๆที่จะช่วยได้ หม่อมฉันจะส่งมาเต็มที่”

ไมเคิลเริ่มเมื่อยคอจากการเงยคุยแต่อีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะลงจากม้า “พระองค์จะไม่ประทับอยู่ช่วยในการตามหาเจ้าหญิงหรือ”

“หม่อมฉันขอพูดตรงๆแล้วกัน เพราะดูเหมือนเจ้าชายจะไม่เข้าพระทัย” อันเดรสกล่าวโดยมีความรำคาญปนมาในเนื้อเสียง “น้องสาวของพระองค์ไม่ได้แค่ถูกใครที่ไหนลักพาตัวไป แต่ถูกกลืนหายไปบนฟ้า ซึ่งก็เหมือนกับตายไปแล้ว คำสัญญาในงานอภิเษกมีผลถึงความตาย ดังนั้นหม่อมฉันกับเจ้าหญิงไม่ได้เป็นคู่สมรสกันแล้ว ไม่ได้มีความผูกพันธ์หรือภาระใดๆต่อกัน

อีกอย่างหนึ่ง หม่อมฉันเพิ่งได้ทราบมาใหม่ๆว่า เจ้าหญิงได้ถูกประกาศดวงชะตาตรงดังเหตุการณ์เกิดขึ้นคืนก่อนไว้หลายปีมาแล้ว จึงแปลกใจนัก ทั้งการมิได้มีการป้องกัน ทั้งการที่หม่อมฉันไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบ ดังนั้นทุกอย่างจึงหาใช่ความรับผิดชอบของหม่อมฉันไม่”

ไมเคิลหน้าชากับสิ่งที่ไม่คิดแม้แต่น้อยว่าจะได้ยิน “ที่อาณาจักรสโตเควัส จัดการเรื่องแบบนี้อย่างนี้เองหรอกหรือ”

“หม่อมฉันจะคิดเสียว่าไม่ได้ยินที่พระองค์พูด” อันเดรสกล่าวตาขวาง “ขอลาก่อน”

เจ้าชายต่างแดนบังคับม้าเดินออกจากปราสาทไป

 

ไมเคิลกลับห้องของตนโดยไม่รับอาหารเย็น แต่ก็ไม่ลืมที่จะสั่งให้ห้องเครื่องปรุงอาหารโปรดของราชินีไปถวายถึงที่ห้องบรรทม เขาถอดเสื้อเครื่องแบบว่าราชการชั้นนอกและเสื้อคอปกเพื่อเตรียมชำระร่างกาย

“ข้าไม่รู้ว่าท่านทำได้ยังไง” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง

คราวนี้เจ้าชายไม่สะดุ้ง เพียงแต่ตอบด้วยคำถาม “ทำอะไร”

“คงมาดการเป็นเจ้าชาย ทำหน้าที่ต่อเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ” ชีน่านั่งเอนอยู่บนเก้าอี้นวมมุมห้อง

“ดูเป็นอย่างนั้นหรือ” ไมเคิลนั่งลงปลายเตียง หันหน้ามองหญิงสาว “งั้นก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นอาณาจักรจะมีใครเป็นที่พึ่ง”

“ถึงตอนนี้ก็ยังพูดเรื่องงาน” ชีน่าเท้าคาง “บางทีข้าก็สงสัยว่าท่านมีความรู้สึกหรือเปล่า”

“มีสิ มีไม่น้อยเลยด้วย” เจ้าชายหลับตาลง “ตอนนี้หัวใจข้าแตกเป็นหลายชิ้นแล้วเข้าทิ่มแทงทุกส่วนภายในกาย ข้าอยากกรีดร้อง อยากทำลายข้าวของ อยากทิ้งตัวลงไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น แต่ข้าทำไม่ได้เพราะยังมีประชาชนมากมายที่ต้องดูแล ตอนนี้พ่อข้าก็คลุ้มคลั่ง แม่ข้าก็ร่ำไห้ ต่อให้ข้ารู้สึกสิ้นหวังเพียงใดก็แสดงออกมาไม่ได้ ข้าต้องเข้มแข็งพอสำหรับทุกคน”

ไมเคิลรู้สึกถึงน้ำหนักกดลงข้างๆ ตามมาด้วยมืออ่อนนุ่มบีบมือของเขา เจ้าชายเอนตัวเพื่อพิงไหล่กับชีน่า หญิงสาววางศีรษะลงบนไหล่ของเขา

ชายหนุ่มรู้สึกถึงเม็ดน้ำหยดลงบนบ่า เขาลืมตาขึ้นมอง ชีน่าขบกรามเม้มปากแน่น คิ้วพันยุ่ง ตาปิดสนิท ทว่ามีสารธารเล็กไหลออกมาเปื้อนแก้ม

ไมเคิลเบือนหน้าหนี เขาเองก็มีน้ำไหลจากตาเช่นกัน

ทั้งคู่นั่งอยู่ในความเงียบอยู่พักหนึ่ง

 

“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” ชีน่าถามขึ้น

“ถามอะไรโง่ๆ” เจ้าชายสวนจนชีน่าสะดุ้งตัวหนี

“ข้าตั้งใจมาปลอบท่านนะ ทำไมถึงว่าข้าแบบนี้”

“ตั้งแต่เข้ามา เจ้าไม่ได้ปลอบข้าสักคำ” เจ้าชายกลอกตา “เจ้าจำนางฟ้าที่ปรากฎตัวในวันครบหนึ่งเดือนของเจ้าหญิงได้ไหม”

ชีน่าอ้าปาก ทำหน้าฉงน

“ข้าลืมไป ตอนนั้นเจ้าไมได้อยู่ในวัง” ไมเคิลเล่าต่อ ไม่สนใจหน้าบูดบึ้งของอีกฝ่าย “นางฟ้าปรากฎตัว ประกาศว่าเจ้าหญิงมีชะตาต้องถวายตัวกับเทพีดวงจันทร์และพูดถึงวิหารของผู้บูชาดวงจันทร์ที่อาจจะพอช่วยได้ หากจะมีใครรู้วิธีการพาน้องข้ากลับมา ก็ต้องเป็นคนเหล่านั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะออกเดินทางไปที่วิหารนั่น”

“แล้วใครจะอยู่เป็นที่พึ่งบ้านเมืองกันล่ะ”

“ข้าจัดการฝากงานไว้แล้ว เสด็จพ่อเสด็จแม่คงกลับมาทรงงานตามเดิมได้ไม่ช้า พวกพระองค์เข้มแข็งและมีเหตุผลมาก เพียงตอนนี้ความรู้สึกผิดยังครอบงำพระทัยอยู่”

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเดินทางไปกับท่านด้วย” ชีน่ายืดอกเท้าเอว

“ไม่ได้” เจ้าชายรีบปฏิเสธ “ข้าจะขี่ม้าไปคนเดียว ไม่พาข้ารับใช้ไปด้วย ไม่มีใครมาคอยดูแลเจ้าหรอกนะ ระยะทางก็ไกล ห่างจากที่นี่มากกว่าเมืองท่าบ้านเกิดเจ้าเสียอีก ตัววิหารตั้งอยู่กลางทะเลทราย เจ้าทนลำบากขนาดนั้นไม่ไหวหรอก”

“ไมเคิล” หญิงสาวจ้องตาเจ้าชาย “เจ้าหญิงเป็นเพื่อนรักที่สุดของข้า ข้าจะไปด้วย”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

credit

photo :  Kat Jayne

theme : CHERMADA


 

 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น