คำสาปดวงจันทร์

ตอนที่ 10 : 9 : อิสรภาพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 ส.ค. 63

9



ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ไม่เพียงสำหรับเจ้าหญิงเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนๆที่อยู่ในพระราชวังด้วย ประตูหน้าต่างถูกเปิด บานไม้บังกระจกไว้ถูกถอด ลมจากเทือกเขาพัดผ่านระบายความอับภายในวัง แสงสว่างส่องเรืองอาบนวลทั่วห้องหับ

เจ้าหญิงตื่นเช้าก่อนตะวัน เธอแต่งตัวอย่างรวดเร็วแล้วรุดไปนั่งรอข้างหน้าต่าง ท้องฟ้ายังมืด ลมพัดเย็นบอกการมาถึงของฤดูหนาวแต่เจ้าหญิงก็ไม่หลบ เธอมองฟ้าที่ดูแสนธรรมดาด้วยดวงตาเป็นประกาย เจ้าหญิงวางแขนทาบขอบหน้าต่างแล้ววางคางลงบนมือ จ้องมองขอบฟ้าที่เริ่มเป็นสีเหลืองส้ม เงากระพือของปีกนกโบยบินขึ้นจากต้นไม้ เธอทำแบบนี้ทุกเช้าติดต่อกันมาเกือบสัปดาห์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเบื่อ

บทเรียนช่วงนี้นอกจากจะมีเรื่องราชพิธี กิริยามารยาทและความรู้ทั่วไปแล้ว ยังเพิ่มเติมการเรียนที่ไม่มีโอกาสได้ทำมาก่อนอย่างวิชาการเกษตร (เพื่อให้เข้าใจประชาชนไม่ใช่เพื่อทำเอง) การสังเกตฝนฟ้า วิชายิงธนูและวิชาที่เจ้าหญิงชอบที่สุด วิชาขี่ม้า

ตรงกันข้ามกับชีน่า ที่ขยาดการขี่ม้าเป็นที่สุด ยิ่งเธอรู้สึกเช่นนั้น ม้าก็ยิ่งสัมผัสได้และไม่ทำตามที่เธอสั่ง

เจ้าหญิงสามารถบังคับม้าให้ก้าว วิ่ง กระโดดได้อย่างคล่องแคล่วภายในไม่กี่บทเรียน


เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดปีที่สิบสี่ พระราชาเดินนำเจ้าหญิงไปยังคอกม้าพระราชวัง ม้าในนี้แตกต่างจากม้าที่ใช้ฝึกขี่เป็นอย่างมาก แม้ม้าที่ใช้ฝึกเป็นม้ารูปร่างดีและแข็งแรง แต่เมื่อเทียบกับอาชาสายพันธุ์ดีเหล่านี้ ม้าฝึกดูเป็นลาไปทีเดียว

เจ้าหญิงเดินมองไล่ไปตามคอก มองดูหัวม้าที่ใหญ่กว่าลำตัวของเธอ ขนบนหลังคอสลวยพลิ้วเงางาม ความสูงหลังที่อยู่สูงกว่าหัวของเธอ เสียงพ่นลมและย่ำเท้าดังเป็นจังหวะ เจ้าหญิงยิ้มกว้างกับความสวยงามและพลังของม้าพันธุ์แท้หลากสี

“เอ้า เลือกได้เลย พ่อยกให้หนึ่งตัวเป็นของขวัญ”

สายตาเจ้าหญิงถูกดึงไปยังตัวที่ใหญ่ที่สุดที่คอกแรก ทั้งตัวของมันขาวปลอด ดวงตากลมโต กล้ามเนื้ออกดูใหญ่และแข็งแรงจนแทบทะลุผิวหนัง เด็กสาวชี้มือพร้อมหันหน้ามองพระราชา

“ลูกรัก ตัวนั้นของพ่อเอง คงให้ไม่ได้” พระราชาหัวเราะ

เจ้าหญิงผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็คิดได้ว่าตนคงควบคุมม้าตัวนั้นได้ยาก เจ้าหญิงเดินมองอีกครั้ง เหล่าอาชาผงกหัวมองตามเด็กสาว


ม้าหนุ่มตัวเล็กกว่าตัวอื่น (แต่ก็ยังใหญ่กว่าม้าฝึกอยู่มาก) ที่ในคอกด้านในสุดสะบัดแผงขนคอพาดกับกำแพง กระทืบเท้าหน้ากับพื้นเสียงดังเมื่อเจ้าหญิงเดินเข้าใกล้ ทหารองครักษ์และพนักงานคอกม้ารีบเข้าหาเจ้าหญิงเพื่อป้องกันอันตราย แต่เจ้าหญิงยกมือห้ามไว้

“ตัวนี้ชื่ออะไรรึ” เจ้าหญิงถามโดยไม่ละตาจากม้าที่เริ่มดีดขาไปมาในคอก

“กาเทาพะยะค่ะองค์หญิง” พนักงานตอบ “เป็นม้าที่มีลักษณะดี แข็งแรง ว่องไวเพรียวลมและข้อขามั่นคงพะยะค่ะ แต่ยังถือว่าเด็ก ไม่เชื่อง อารมณ์แปรปรวน ยังต้องฝึกอีกมากพะยะค่ะ”

“ข้าว่าไม่ใช่หรอก” เจ้าหญิงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำขลับ ขนตายาวเรียงเป็นแพ เจ้ากาเทาผงกหัวขึ้นลงหลายครั้ง เด็กสาวมองไล่จากปลายจมูกสีเกือบดำ ไล่ไปยังหู คอ ลำตัวสีเทาด่างลายคล้ายเมฆฝน ไปถึงพวงหางยาว “เขาเพียงไม่ชอบถูกขังเท่านั้น”

เจ้าหญิงก้าวเข้าไปเปิดคอกก่อนที่ใครจะห้ามทัน กาเทาเห็นดังนั้นก็กระโดดออกมา ยกสองขาหน้าขึ้นสูงและย่ำลงพื้น ส่งเสียงร้องดังจนม้าตัวอื่นๆสะดุ้งและส่งเสียงดังกลับ เจ้าหญิงไม่ได้แสดงความตกใจ เธอยืนนิ่งเบื้องหน้าม้าพยศ  องครักษ์พุ่งตัวเข้าหาเจ้าหญิงหมายจะปกป้อง แต่กลับทำให้เจ้ากาเทาดีดยิ่งกว่าเดิม พนักงานคอกม้าจึงเรียกให้องครักษ์ถอยและเคลื่อนตัวเข้าหาม้าอย่างสงบแต่รวดเร็ว

ทว่าขณะนั้นเอง กาเทาก็หยุดนิ่ง มันก้มหัวให้เจ้าหญิงลูบอย่างว่าง่าย ใช้จมูกดันไซ้แขนเด็กสาวเบาๆเชิงหยอกล้อ มันทรุดตัวลงกับพื้นแล้วสะบัดหน้าด้านข้างหนึ่งจังหวะ เจ้าหญิงจรดมือลงบนคอด้านข้างของม้าแล้วลูบไปถึงช่วงไหล่ เธอเขย่งเหวี่ยงขาขึ้นคร่อมหลังเปล่าของกาเทา เมื่อเจ้าหญิงทรงตัวได้ กาเทาก็ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

ผู้ใหญ่ในคอกม้าทุกคนตะลึงนิ่ง แม้แต่ม้าตัวอื่นๆเองก็เบาเสียงลง

“หม่อมฉันเลือกได้แล้วเพคะ”


เจ้าหญิงดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ได้กาเทาเป็นม้าส่วนตัว เจ้าหญิงเห็นมันเป็นเพื่อนมากกว่าพาหนะและจะไม่ฝืนขี่หากกาเทาไม่พอใจ เธอชอบขี่แบบไม่มีอานหรือบังเหียนและชอบปล่อยให้กาเทาวิ่งเล่นอย่างสบายใจ เจ้าหญิงน้ำหนักเบาจนกาเทาแทบไม่รู้สึก แต่มันก็ไม่เคยกระดกตัวจนเจ้าหญิงได้รับอันตรายเลยสักครั้ง วันไหนที่กาเทาอารมณ์ดีเป็นพิเศษจนยอมใส่บังเหียนและอาน วันนั้นมันจะวิ่งเร็วและกระโดดสูง เพราะรู้ว่าเจ้าหญิงมีที่จับที่มันคง

หากแค่วันใดที่ราชินีเฝ้าดู ก็จะเป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับเจ้าหญิงและกาเทา คนขี่ก็ต้องนั่งไพล่ให้สมเป็นกุลสตรี ม้าก็ต้องเดินย่องเป็นจังหวะให้สวยงาม ทั้งสองอึดอัดไม่แพ้กัน

 

เจ้าหญิงมีความสุขกับอิสรภาพ แม้จะยังต้องมีคนติดตามอยู่ตลอดก็ตามที ราชินียังไม่มั่นใจเต็มที่ว่าดวงจันทร์จะไม่พาลูกสาวของนางไป จึงให้มีพี่เลี้ยงและข้ารับใช้คอยห้อยตามเจ้าหญิงตลอดเวลาและให้ลงกลอนหน้าต่างเวลาเข้านอน แม้จะยังน่าอึดอัดอยู่ แต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ดีกว่าเดิมอยู่มากแล้ว

เจ้าหญิงมีโอกาสได้ออกนอกพระราชวังเป็นครั้งแรก เธอตื่นตาตื่นใจกับอาคารบ้านเรือนแปลกตา แผงลอยร้านค้า เด็กเล็กเด็กโตทำกิจกรรมตามวัย เธอมีโอกาสได้ไปตกปลากับพระราชา ไปออกงานการกุศลกับราชินี ได้ไปดูกีฬากับเจ้าชายและได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกันที่เป็นเพื่อนกับชีน่า


เวลาผ่านไปหลายเดือน ความหวั่นใจของพระราชาและราชินีไม่เกิดขึ้น เจ้าหญิงสามารถอยู่ใต้แสงจันทร์อย่างไม่มีปัญหา จากช่วงแรกๆที่ชอบจ้องมอง เจ้าหญิงแทบจะไม่สังเกตการมาหรือการไปของพระจันทร์เลย

คืนหนึ่ง ขณะที่เจ้าหญิงกำลังเตรียมตัวเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เบาๆ

“มีอะไรคะ” เจ้าหญิงรวบชุดคลุมกระชับ หันหน้าไปมองทางเสียง

“แม่เองจ้ะ ขอเข้าไปหน่อยนะ”

“สักครู่นะเพคะ” เจ้าหญิงรีบลุกไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ เอื้อมมือเลื่อนปิดอย่างแผ่วเบาที่สุด กรอบไม้เสียดสีวงกบไม่วายเกิดเสียง เจ้าหญิงอธิษฐานไม่ให้ลอดออกไปข้างนอก เธอรีบเขย่งเท้าไปเปิดประตู ราชินียืนอยู่คนเดียว ไม่มีข้าติดตาม นางเดินเข้าห้องลูกสาว เหลือบตามองหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทแล้วนั่งลงปลายเตียงลูกสาว เจ้าหญิงปิดประตูแล้วหันตัวกลับ

“มานั่งนี่มา” เธอตบเตียงเบาๆเป็นการเรียก

 “เพคะ” เจ้าหญิงเดินเข้าหาแล้วถอนสายบัวก่อนที่จะนั่งข้างราชินี เธอนั่งยืดหลัง ฝ่าเท้าราบกับพื้น หน้าตรง ตามองพื้น

“ไม่ต้องพิธีอะไร มีแค่เราสองคนแม่ลูก” ราชินีหัวเราะ ก่อนที่จะขยี้ผมเจ้าหญิงเบาๆ

เด็กสาวมองหน้าแม่ ราชินีทาเลียยังคงความงดงามเหมือนในรูปวาดที่โถงบันได้ แต่เจ้าหญิงก็สังเกตเห็นริ้วรอยและความหย่อนคล้อยอันเกิดจากกาลเวลาและงานหนัก เจ้าหญิงเอนตัวลงนอนตักแม่ นานๆทีจะมีโอกาสแบบนี้เธอจึงรีบคว้าไว้ ทาเลียปาดเส้นผมออกจากใบหน้าลูกสาว

“รู้สึกเหมือนเมื่อวานนี้เอง ที่แม่ได้อุ้มร่างน้อยๆของลูกในสองแขน ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะโตขนาดนี้แล้ว” ราชินีก้มจุมพิตหน้าผากเจ้าหญิง “ไม่เท่าไหร่ก็สูงกว่าแม่เสียแล้ว นี่ก็เริ่มมีทรวดทรงองค์เอวมีน้ำมีนวลสมเป็นสตรี อีกไม่นานก็คงจะมีคุณชายเข้ามารุมล้อมขอความรักไม่หยุดหย่อน”

“ไม่เอาหรอกค่ะ หนูไม่ให้ความรักกับใครที่ไหนนอกจากท่านพ่อ ท่านแม่ ไมเคิลและชีน่าหรอก” เจ้าหญิงย่นจมูก

“ตอนนี้ก็พูดอย่างนั้นแหละ พอได้เปิดหูเปิดตาแล้วจะเปลี่ยนใจ” ทาเลียหัวเราะ

“แต่หนูก็เปิดหูเปิดตาแล้วนี่คะ” เจ้าหญิงเงยหน้ามองแม่เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงอะไร

“ออกไปตลาดนอกวังพร้อมพี่เลี้ยงและข้ารับใช้หญิงน่ะไม่นับหรอกจ้ะ” ทาเลียยิ้ม “หลังจากงานเปิดตัว ลูกก็จะได้ไปร่วมงานสังสรรค์อย่างเป็นทางการ งานที่มีผู้หลักผู้ใหญ่และลูกชายของพวกเขา ทั้งในเมืองหลวง เมืองรองและเมืองท่า แล้วก็จะได้ไปงานสำคัญของอาณาจักรอื่นๆและได้สังสรรค์กับเจ้าชายมากมาย ไม่แน่ลูกอาจต้องตาองค์ชายรูปงามก็ได้นะ แต่ห้ามเป็นรัชทายาทล่ะ ไม่งั้นเจ้าก็ต้องไปอยู่อาณาจักรเขา”

เจ้าหญิงเอียงหัวกลับ เธอพยายามไม่คิดถึงงานเปิดตัวที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า ในวันเกิดปีที่สิบห้า หญิงสาวในสังคมชั้นสูงจะทำการเปิดตัวเพื่อเป็นการประกาศว่าได้พ้นจากวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ได้โอกาสในการคบค้าสมาคมและเข้าร่วมกลุ่มกับคนวัยเดียวกันฐานะใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการเชื่อมเครือข่ายสังคมให้เหนียวแน่น เจ้าหญิงไม่ตื่นเต้นกับงานนี้เท่าที่แม่ของเธอรู้สึก 

“ไมเคิลเองก็เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่คนนั้นได้เชื้อพ่อมาเยอะ เอาแต่ทำงาน ดูแลบ้านเมือง ควบคุมกองทหาร การค้าขายต่างชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่ค่อยเงยหน้ามามองหญิงสาวชั้นสูงสวยๆรอบตัวเลย เจ้าหญิงอาณาจักรอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง จำชื่อได้สักกี่คนก็ไม่รู้ เวลาว่างก็เอาไปเล่นกีฬาบ้าง ล่าสัตว์บ้าง ขี่ม้าบ้าง แม่ละเหนื่อยใจจริงๆ”

เจ้าหญิงไม่ตอบ เพราะรู้ว่าแม่คงเพียงต้องการพูดระบายเท่านั้น

“ว่าแต่ชีน่าเอง ก็เริ่มเพรียวขึ้นบ้างแล้ว รายนี้ก็ดูจะไม่สนใจหาสามีเลย พอลูกเปิดตัวก็ไม่ต้องมีครูพี่เลี้ยงอีก สองแม่ลูกก็คงจะกลับเมืองท่า ชีน่าก็คงไปเป็นครูเหมือนราบีนา ลูกคงจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆเหมือนเดิมแล้วนะ แต่ก็ไม่แน่ พอหนูมีลูกของตัวเอง ก็อาจจะได้ชีน่ามาเป็นครูพี่เลี้ยง เป็นแบบนั้นก็คงดีไม่น้อยเลย” 

            เจ้าหญิงหลับตาแน่น ควบคุมลมหายใจเข้าออกให้นิ่ง เพื่อไม่ให้ราชินีรู้ว่าเธอตระหนกแค่ไหนกับสิ่งที่นางพูด เธออึดอัดในอก อยากจะกระโจนออกนอกหน้าต่าง ขี่เจ้ากาเทาหนีไปจากพระราชวังและไม่กลับมาอีกชั่วชีวิต

            “เอ้าอะไร หลับแล้วเหรอลูก” ราชินีก้มมองเมื่อไม่มีเสียงตอบ “โถ หญิงน้อยของแม่ สบายตัวล่ะสิ”

            เจ้าหญิงไม่พูดไม่ขยับ เธอไม่รู้สึกสบายตัวแม้แต่น้อย แต่ก็ต้องพยายามทำให้ดูผ่อนคลายเหมือนเคลิ้มไปจริงๆ

            “ลุกก่อนนะลูก ลุกนอนบนเตียงดีๆ”

            เจ้าหญิงแกล้งงัวเงียเพื่อให้น้ำตาที่รื้นขึ้นดูเหมือนมาจากความง่วง เธอรับจุมพิตจากมารดาอีกครั้งก่อนที่จะซุกตัวเข้าผ้าห่มและวางหัวบนหมอน

            ราชินีลุกไปงับหน้าต่างให้แน่น ดับโคมไฟ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่ลืมปิดประตู ทันทีที่เสียงฝีเท้าราชินีห่างจนไม่ได้ยิน เจ้าหญิงพุ่งออกจากเตียงไปเหวี่ยงเปิดหน้าต่าง อ้าปากกรีดร้องโดยไม่มีเสียง แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวสาดส่องเข้ามาในห้อง เจ้าหญิงทรุดนั่งบนขอบหน้าต่าง เอนหัวพิงผ้าม่าน


            จ้องมองดวงจันทร์และดวงดาวจนถึงเช้า

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

credit

photo : rihaij

theme : CHERMADA


 

 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น