นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

เที่ยวบินสุดท้าย

โดย Laurea_Parma

เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินสุดท้าย...หรือ?

ยอดวิวรวม

338

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


338

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 ก.ย. 60 / 09:40 น.
นิยาย ǺԹش

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เพื่อการอ่านที่ได้อรรถรส
ควรอ่านเรื่อง   "บอลลูน"   ก่อนค่ะ

ตามลิงค์นี้เลย
http://writer.dek-d.com/laurea-parma/story/view.php?id=634742

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 ก.ย. 60 / 09:40


เที่ยวบินสุดท้าย

            “พลอากาศทุกนาย รายงานตัวที่โรงเก็บเครื่องบิน พลอากาศทุกนาย รายงานตัวที่โรงเก็บเครื่องบิน...” เสียงประกาศดังขึ้นทั่วค่าย ผมกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงเก็บเครื่องบินอยู่แล้ว และรู้ว่าเพื่อนผมอีกหลายคนยังแต่งตัวไม่เสร็จจึงไม่ได้รีบร้อน ผมมักจะก้มมองพื้นข้างหน้าเวลาเดิน แต่ก็ไม่เคยชนคนหรือสิ่งของใดๆ ผมคิดว่าผมคงจะมีสัมผัสพิเศษถึงสิ่งที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ หรืออาจจะมีตาที่สามอยู่โดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้ใส่ใจหรือเห็นเป็นสำคัญ

            แต่นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมได้เป็นพลอากาศ

            และอาจจะเป็นเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันนี้

            พื้นดินที่ผมเหยียบย่างนั้นแห้งผาก ฝุ่นสีส้มฟุ้งขึ้นทุกครั้งที่มีสิ่งใดๆตกกระทบ ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์ยิ่งแล้วใหญ่ นอกจากฝุ่นละอองที่คลุ้งราวกับหมอก เศษหินเศษกรวดก็พาลจะกระเด็นตามขึ้นมาด้วย นานๆครั้งจะมีการเอาน้ำราดพื้น แต่ก็ได้ผลไม่นานนัก พวกเราทุกคนจึงอดทนกับมันไป

            ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

            เราทุกคนยินดีจะสูดฝุ่นเข้าปอดทุกวัน ถ้านั่นหมายถึงการที่เรายังมีลมหายใจ

            “ไง ดีบี เดินมองหาเหรียญอีกแล้วเรอะ”   เสียงชายหนุ่มดังก้องอยู่ข้างหู ตามมาด้วยฝ่ามือตบอย่างแรงบนไหล่ซ้าย ผมรู้สึกเจ็บแต่ก็ชินเสียแล้ว การตบบ่าก็เท่ากับการทักทายของที่นี่ เพียงแต่การตบอย่างหนักหน่วงและเสียงตะโกนข้างหูเช่นนี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากเพื่อนสนิทของผม

            “ไง จาเร็ด” ผมตอบงึมงำ สายตายังไม่ละจากพื้น มือของเขาที่วางอยู่บนไหล่เลื่อนขึ้นมาผลักหัวผมจนเซ ผมคว้าหมวกไว้ทันก่อนที่จะตกพื้น จาเร็ดเป็นคนตัวไม่ใหญ่แต่แรงเยอะจนไม่น่าเชื่อ ผมรู้ว่าเขาเพียงหยอกเล่น จึงไม่ได้เอาเป็นอารมณ์

            “ถามจริงเหอะ ทำไมถึงชอบเดินก้มหน้างุดๆวะ” จาเร็ดถาม เขาขยี้ผมผมก่อนที่จะล้วงกระเป๋ากางเกง ผมเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วก็เห็นพลอากาศนายอื่นๆเดินตามมาไม่ไกล ผมจึงเร่งฝีเท้าขึ้น

            “ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ” ผมตอบเนือยๆแล้วก้มลงมองพื้นอีก ผมเป็นคนพูดน้อย จนบางคนคิดว่าผมหยิ่ง บางคนถึงกับคิดว่าผมเป็นใบ้ ผมไม่มีอารมณ์จะเปลี่ยนความคิดของพวกเขา ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเสียเวลา

            เพราะคนเหล่านั้น อาจจะไม่ได้มีชีวิตเพื่อเข้าใจผมมากไปกว่าหนึ่งวัน

            แค่ผมมาสนิทกับจาเร็ด สตีฟและชอน มันก็มากพอแล้ว แต่สามคนนี้เป็นคนประเภทที่ใครก็เกลียดไม่ลง พวกเรามาจากศูนย์ฝึกเดียวกัน พักห้องเดียวกัน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน ผมเหลือบตามองจาเร็ดอีกครั้งแล้วจึงเห็นว่าเพื่อนอีกสองคนเข้ามาสมทบ

            จาเร็ดตัวสูงกว่าผมเล็กน้อย รูปร่างล่ำสัน มีผิวสีแทน ตาของเขาลึกพร้อมๆกันกับคิ้วที่เข้มหนาจนดูเหมือนเป็นส่วนเดียวกัน เขามีลักยิ้มที่ปรากฎแม้เวลาหลับและมีฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ชอบตบไหล่คนไปทั่ว

            สตีฟตัวสูงกว่าจาเร็ดแต่ผอมกว่า เขามีผิวขาวตกกระ ท่าทางดูเก้งก้างเงอะงะ แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็น เขาเป็นคนที่พึ่งพาได้ เขามักจะมีรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า และขัดรองเท้าได้สะอาดเงาที่สุดในค่าย

            ชอนเป็นคนตัวเล็กแต่คล่องแคล่วว่องไวมาก เขาวิ่งได้เร็วกว่าทหารที่มีช่วงขายาวกว่าเขาหลายคน เขามีริมผีปากที่โค้งลงจนดูเหมือนจะบูดบึ้งตลอดเวลา แต่ที่จริงแล้วชอนเป็นคนตลกและมองโลกในแง่ดี

            ผมโชคดีที่มีเพื่อนดีๆ ท่ามกลางไฟสงครามที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น ความรู้สึกกระตือรือร้นเมื่อครั้งอาสาสมัครมารับใช้ชาติมันเหือดหายไปทุกครั้งที่ขึ้นบิน หายไปกับทุกกระสุนที่สาดยิง หายไประเบิดที่ปล่อยทิ้งลงสู่เบื้องล่าง และหายไปกับเพื่อนทหารที่จากไปในสนามรบ

           

            ลมหนาวพัดวูบมา ผมเอามือล้วงกระเป๋าเพื่อความอบอุ่น สัมผัสถึงแผ่นกระดาษแข็งภายใน ผมไม่ต้องหยิบออกมาเพื่อดูก็รู้ดี ว่ามันคือรูปถ่ายของมาเรียและโทนี่ ผมใช้นิ้วโป้งลูบไปบนรูป ปล่อยให้ความคิดล่องลอย นึกถึงบ้านสีครีมกับรั้วเตี้ยสีขาว หน้าบ้านมีต้นโอ๊คใหญ่แผ่กิ่งก้าน พุ่มไม้เตี้ยถูกแต่งอย่างมีระเบียบ ผมเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อหยิบหนังสือพิมพ์ เพื่อนบ้านคนหนึ่งกำลังตัดหญ้า มีหญิงสาวกำลังจูงสุนัขเดินเล่น ชายหนุ่มแต่งตัวออกไปทำงาน คุณตากำลังเปิดหน้าต่างรับวันใหม่

            ผมเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน มาเรียกำลังเตรียมอาหารเช้า เธอใส่ผ้ากันเปื้อนสีส้มลายดอกสีขาว เธอมักฮัมเพลงไปด้วยเบาๆ และเหลือบตามองโทนี่อยู่บ่อยๆ เด็กชายกำลังระบายสีรูปเครื่องบินรบอย่างตั้งใจ เขาขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อเห็นว่าไม่ดีเท่าที่คิดไว้ ผมเดินเข้าไปลูบหัว เขาหันมายิ้มให้ แล้วผมก็เดินไปหามาเรียซึ่งเตรียมมื้อเช้าเสร็จพอดี ผมประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบานุ่มนวล ผมสูดหายใจเข้า ผมได้กลิ่นสบู่หอม กลิ่นเหงื่อจางๆและกลิ่นของความรัก

           

            ชอนใช้ศอกสะกิดผมเบาๆเมื่อเห็นว่าผมเริ่มล่องลอยไปไกล ผู้บัญชาการกำลังพูด แม้ว่าผมจะกลับมาจากฝันกลางวันแต่ผมก็ไม่ตั้งใจฟัง ผมเหนื่อยหน่ายเต็มที

 

            “เป็นอะไรรึเปล่าวะ ดีบี” สตีฟถามผมพร้อมๆกับที่ขัดรองเท้าอย่างตั้งใจ ผมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่ผมเปิดกางไว้แต่ไม่ได้อ่าน ในห้องมีทหารหลายนาย บ้างก็เล่นไพ่ บ้างก็พูดคุยกัน ควันจากบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งเหมือนเมฆ ผมไม่ได้ตอบสตีฟ ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ

            “วันนี้มึงเงียบเป็นพิเศษ ถ้ามีอะไรก็คุยกันได้ มึงก็รู้ใช่ไหม” สตีฟพูดต่อ ใช่ ผมรู้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถคุยกับสตีฟได้ เขาไม่ใช่คนช่างคุยและสามารถเก็บความลับของทุกคนได้ราวกับตู้นิรภัย บางคนเรียกสตีฟว่าบาทหลวงของหน่วยด้วยซ้ำไป

            “ก็เรื่องเดิมๆ” ผมตอบแล้วก้มมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ สตีฟไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาไม่เคยเซ้าซี้หาความ ต่างจากจาเร็ดที่อยากรู้ไปเสียหมด แต่ผมก็ไม่ได้ชอบจาเร็ดน้อยไปกว่าสตีฟ หรือชอนที่มักทำให้ผมสบายใจด้วยมุขตลก จาเร็ดเป็นคนที่ไม่คิดมาก บางทีดูเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเลยและเถรตรงเสียทุกเรื่อง ไม่มีใครคิดมากในการกระทำของเขา แต่บางครั้ง คนที่เก็บตัวอย่างผมก็ต้องการคนที่นั่งด้วยเงียบๆในเวลาที่ทุกข์ร้อน

            ผมรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ไหล่ขวา จึงหัวเราะออกมาเบาๆ เขาว่าเข้าป่าอย่าถามถึงเสือ จาเร็ดนั่งลงข้างๆและเริ่มบ่นถึงเงินที่หายไปกับวงโป๊กเกอร์ ผมไม่แปลกใจเลย ต่อให้จาเร็ดเล่นกับเด็กสิบขวบก็คงแพ้ลุ่ยกลับมา ด้วยการที่ไม่เก็บสีหน้าเลยของเขา ชอนเดินตามมาติดๆพร้อมแก้วน้ำในมือ เรานั่งเป็นวงเล็กๆในที่ประจำของพวกเรา

            พวกเรามาทำอะไรกันที่นี่ พวกเรามาสู้รบเพื่ออะไร ทำไมต้องมีสงคราม เมื่อไหร่มันจะจบสิ้นไปเสียที คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ไม่มีใครมีคำตอบ ไม่มีใครอยากตอบ ทุกคนอยากถาม แต่ก็ถามไม่ได้

            “ตอนนี้ข้าวสาลีคงออกรวงเต็มทุ่ง” จาเร็ดพูดขึ้น ที่บ้านทางใต้ของเขาทำอาชีพเกษตรกรรม “อยากให้พวกมึงไปเห็น ท้องฟ้าสีครามตัดกับทุ่งสีทอง มีแนวป่าสีเขียวคั่นตรงกลาง ลมเย็นๆพัดจากทางเหนือ เบียร์อร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะ” ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นจากภาพเหล่านั้น

            “เบียร์มึงกินที่ไหนก็อร่อยตลอดแหล่ะว่ะ” ชอนพูด “ก็เมาอ้วกตลอด” พวกเราหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

            “ไม่เหมือนโว้ย ไม่เหมือน” จาเร็ดเถียง “มันต้องมีบรรยากาศ แล้วก็อาหารดีๆ”

            “พูดถึงบรรยากาศดีๆ ก็ต้องเป็นภูเขาสิวะ” สตีฟพูดขึ้น “นั่งในป่า เอาขวดแช่ในลำธาร ปิ้งปลาที่เพิ่งจับได้ใหม่ๆกินกัน มองแสงอาทิตย์ลอดผ่านต้นไม้ อากาศนิ่งๆแต่ก็เย็น ฟังเสียงจักจั่นร้อง...”

            “แล้วก็โดนหมีกิน” ชอนพูดขัดขึ้น พวกเราหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของห้องที่เงียบลง ผมเห็นจากหางตาว่ามีหลายคนกำลังฟังพวกเราอยู่

            “ทะเล ทะเลเท่านั้น” ชอนพูด “กุ้ง ปู ปลาตัวใหญ่ๆ พระอาทิตย์ที่กำลังจมลงผืนน้ำ เสียงนกนางนวลร้องอยู่ไกลๆ เสียงน้ำทะเลสาดเข้าฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า แล้วก็สาวๆในชุดว่ายน้ำ” ชอนเอามือลูกปาก คนในห้องโห่ฮากันเกรียว บ้างก็แสดงความเห็นด้วย บ้างก็เดินมาตบหัวเบาๆด้วยความหมั่นไส้

            “ดีบีล่ะ” จาเร็ดถาม “มึงว่าที่ไหนกินเบียร์อร่อยที่สุด” ผมเงียบไปจังหวะหนึ่งแล้วจึงพูดขึ้นช้าๆ

            “ไม่ต้องมีทั้งนั้นแหล่ะ จะทุ่งหรือท้องฟ้า ลำธารหรือจักจั่น ตะวันหรือผู้หญิง” ผมพูด ทุกคนในห้องพากันเงียบฟัง “แม้แต่เบียร์ก็ไม่ต้องมี ขอแค่มีบ้านและคนในบ้านอยู่ด้วยก็พอแล้ว” ภาพของมาเรียและโทนี่ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ผมสะบัดหัวเบาๆเพื่อกลับมายังปัจจุบัน ผมคาดว่าจะได้ยิ่งเสียงหัวเราะหรือล้อเลียนกับคำตอบที่ไม่มีความสร้างสรรค์ของผม อย่างน้อยก็ต้องมีชอนที่ตอบโต้มา ทว่าทั่วทั้งห้องเงียบกริบ ทุกคนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ต่างก็มีภาพของบ้านและผู้คนที่พวกเขาจากมาอยู่ในหัว ข้อนี้ผมแน่ใจ

 

            เสียงสัญญาณดังสนั่นขึ้นในตอนเช้า ฐานทัพของเราถูกโจมตี พวกเรารีบเตรียมตัวเอาเครื่องขึ้นราวกับพายุ อีกหนึ่งการสู้รบที่ต้องเข้าร่วม อีกหนึ่งความตายที่จะพรากหลายชีวิตของพวกเราไป

            ผมบินหมู่เดียวกับเพื่อนทั้งสาม พวกเราสังกัดหน่วยอัลฟา ซึ่งหมายความว่าเป็นแถวหน้าของการสู้รบ พวกเราทะยานขึ้นเป็นหน่วยแรกๆ และเข้าประจันหน้ากับข้าศึกด้วยความรวดเร็ว ผมจำไม่ได้ว่าผมบินอยู่นานแค่ไหน หรือทำอะไรลงไปบ้าง ที่ผมจำได้คือเครื่องของผมถูกยิงเข้าที่หาง เครื่องหมุนอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตัวฝ่าอากาศอย่างไร้ทิศทาง เสียงสัญญาณในเครื่องดังปะปนไปกับเสียงของเพื่อนของผมที่ตะโกนเรียกชื่อผม ตอนนั้นผมไม่มีเวลาใส่ใจอะไรทั้งสิ้น

            สิ่งหนึ่งที่เหล่านักบินเครื่องบินรบได้รับการสั่งสอนจนขึ้นหัว คือไม่ว่าจะเกิดอะไร คุณต้องรักษาเครื่องบินของคุณให้ได้ ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม

            ผมพยายามอย่างที่สุดที่จะประคองเครื่องลงให้ดีที่สุด ภาพของพื้นดินที่พุ่งเข้าหาทำให้ผมทำอะไรแทบไม่ถูก วินาทีก่อนที่จะกระแทกพื้น ผมได้แต่อธิษฐานเท่านั้น

 

            เพดานห้องสีน้ำตาลหม่นเปรอะไปด้วยฝุ่น ใบพัดขนาดใหญ่หมุนอย่างเหนื่อยหน่าย แสงดวงไฟสว่างเรือง ผมกระพริบตาช้าๆสองสามครั้ง ผมขยับตัวไม่ได้เลย รู้สึกราวกับโดนก้อนหินที่มองไม่เห็นทับร่างไว้ ผมกลอกตามองไปรอบตัว นี่คือโรงพยาบาล ข้างๆผมนั้นเรียงรายไปด้วยเตียงผู้ป่วย เหยียดยาวไปมากกว่าสิบเตียงทั้งสองข้าง และยังมีฝั่งตรงข้ามอีกแถวหนึ่ง ไม่มีเตียงไหนว่าง ผมมองเห็นเหล่าทหารที่ถูกพันไปด้วยผ้าราวกับที่นี่เป็นห้องทำมัมมี่ ผ้าสีขาวบางส่วนเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด บางคนกำลังหลับ บางคนครางด้วยความเจ็บปวด บางคนกำลังอ่านหรือดูอะไรบางอย่าง ผมไม่แน่ใจ แพทย์และพยาบาลจำนวนเพียงหยิบมือกำลังพยายามช่วยทุกคนอย่างเต็มที่

            ผมละสายตากลับมามองที่ตัวเอง ผมมองมือและแขนทั้งสองข้างที่วางอยู่เหนือผ้าห่มที่คลุมตัวผม นอกจากบาดแผลที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าหลายจุดนั้น ก็ไม่มีความผิดปกติอะไร ผมพยายามขยับแขนอย่างยากลำบาก แต่ในที่สุดก็สำเร็จ ผมยกมือขึ้นมาลูบศีรษะ ซึ่งก็มีผ้าพันอยู่เช่นกัน ผมรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาจนต้องหลับตา หลังจากที่ผมนึกถึงความทรงจำของการบินครั้งสุดท้าย ผมจึงเริ่มสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้ง ส่วนลำตัวรู้สึกฟกช้ำแต่หายใจได้เป็นปกติดี ซึ่งหมายความว่าซี่โครงไม่ได้หัก ผมลืมตาอีกครั้ง ผมมองไปขาที่ผ้าคลุมอยู่ ผมโยกขาทั้งสองข้างช้าๆ เป็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยที่ต้องใช้ความพยายามอย่างไม่น่าเชื่อ จากใต้เข่าลงไปทั้งสองข้างเข้าเฝือกขนาดใหญ่ไว้ทำให้ลำบากขึ้นมาก ผมพยายามขยับด้วยต้นขาและพยายามขยับนิ้วเท้าไปมา ผ้าห่มของผมค่อนข้างสั้น มันจึงเลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นส่วนปลายของเฝือกและนิ้วที่พ้นออกมา

            ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บ ไม่ได้รู้สึกเจ็บทางร่างกาย

            แต่ความเจ็บไหลทะลักเข้ามาอย่างไม่ได้คาดไว้

            ผมมองเห็น มีเพียงนิ้วเท้าที่ขาขวาเท่านั้นที่กำลังขยับ ส่วนอะไรบางอย่างที่อยู่เคียงข้างมันนั้น ได้แต่นิ่ง

 

            หลังจากที่พูดคุยกับแพทย์เป็นเวลานาน เขาก็ทำให้ความเจ็บปวดที่แย่ที่สุดที่ผมเคยได้รับนั้นลดลง หากผมตั้งใจทำกายภาพบำบัด ผมก็จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง อาจจะไม่สะดวกเหมือนก่อน จะต้องผ่านช่วงเวลาที่ทรมานและยากลำบาก แต่กลับมาเดินได้อย่างแน่นอน

            “ครับ ผมจะทำตามอย่างที่หมอสั่ง” ผมตอบเสียงเบา เขายิ้มให้ผมน้อยๆ สายตายังจดจ่อกับเอกสารในมือพร้อมกับที่จดอย่างตั้งใจ หมอดูเหนื่อยล้ามาก มีทหารบาดเจ็บมากเหลือเกิน นั่นรวมทั้งแพทย์ทหารส่วนหนึ่งด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ในส่วนโรงพยาบาลยิ่งลดลงไปอีก

            ทันใดนั้น โธมัส เพื่อนร่วมหมู่บินของผมก็เดินเข้ามาหา เขามีบาดแผลหลายแห่งแต่ดูไม่ร้ายแรงนัก เขามองหน้าหมออย่างมีความหมายบางอย่าง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนมีคำถามแต่ไม่ได้พูดอะไร ผมหันไปมองหมอ ซึ่งเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร หมอก็ขมวดคิ้วเช่นเดียวกัน ดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนที่จะพยักหน้าน้อยๆให้โธมัส หมอหันมายิ้มให้ผมก่อนที่จะเดินไปตรวจคนอื่น

            โธมัสลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงผม ผมไม่แน่ใจว่าผมหมดสติไปนานแค่ไหน อาจจะวันหรือสองวัน แต่โธมัสดูราวกับจะแก่ลงไปสี่ห้าปีเลยทีเดียว

            “รู้สึกยังไงบ้าง” เขาถามผม

            “ยังมีชีวิต” ผมตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ ผมรู้สึกดีและขอบคุณที่มีชีวิตอยู่ โธมัสไม่ได้ตอบ ดูเหมือนเขากำลังใช้ความคิด ผมพอจะเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เดาได้ว่าทำไมโธมัสมาคนเดียว และการส่งสายตาอย่างมีความหมายบางอย่างกับหมอ ผมเดาได้ แต่ผมจะยังไม่ยอมรับมัน ผมจึงพูดขึ้น

            “จาเร็ด สตีฟ ชอน ล่ะ” โธมัสขบกรามแน่น เม้มปากสนิท ทันใดที่ผมเห็นน้ำเริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตาของเขา ผมก็ไม่ต้องการคำตอบใดๆ

            ผมไม่ต้องการจะรับรู้สิ่งใด ผมไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะคิด ผมไม่ต้องการให้บาดแผลหาย ผมไม่ต้องการให้ขากลับมาใช้งานได้ ไม่อยากนั่ง ไม่อยากนอน ไม่อยากกิน ไม่อยากหายใจ

 

            ในที่สุดผมก็หลุดพ้นจากคอร์สกายภาพบำบัด มันเจ็บปวดมากกว่าที่คิด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผมจากที่เป็นคนเงียบอยู่เดิม ก็กลายเป็นไม่พูดอะไรกับใครเลยถ้าไม่เห็นว่าจำเป็น จนกระทั่งตัวผมเองกลัวว่าจะลืมวิธีพูดไปแล้ว แต่ในระหว่างการพักฟื้น ผมได้ติดต่อกับที่บ้านทางจดหมายมากกว่าที่เคย โทนี่บอกว่ามาเรียดีใจจนร้องไห้ เมื่อได้ข่าวว่าผมจะได้กลับบ้าน แต่เธอไม่ได้บอกกับผม เพราะเหตุผลคือผมถูกปลดจากกองทัพเนื่องจากความพิการของร่างกาย ความจริงผมคงไม่รู้สึกแย่ถ้าเธอบอก ผมไม่ได้อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามอีกต่อไปแล้ว ผมเสียอีกที่ควรจะเป็นคนดีใจจนร้องไห้

 

            ล้อรถรถฮัมวี่ขนาดใหญ่บดลงบนถนนกรวด เส้นทางไม่เรียบนักแต่ไม่มีหลุมบ่อ ผมนั่งก้มหน้าอยู่ข้างกระเป๋าเสื้อผ้า สองนายทหารที่มาด้วยก็ไม่ได้ชวนผมคุย พวกเขาอาจจะไม่พอใจกับการที่ต้องทำภารกิจน่าเบื่ออย่างการมาส่งทหารหมดสภาพกระมัง พวกเขายังหนุ่มนัก อาจจะอายุมากกว่าลูกชายของผมไม่กี่ปี เลือดของความกระหายในการรับใช้ชาติคงสูบฉีดทั่วร่างกาย มันบ่งบอกในสีหน้าของพวกเขา ผมได้แต่แอบถอนใจ

            การรักชาติเป็นสิ่งสำคัญ การเสียสละตนเองเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง การปกป้องอธิปไตยของอาณาจักรเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ผมเห็นด้วยในทุกข้อที่ว่ามา รวมถึงสิ่งที่ผู้บัญชาการระดับสูงได้ปราศรัยให้เราฟัง แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านทั้งหลายที่เก่งเรื่องการปลุกใจนั้น เคยต้องเผชิญกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญหรือเปล่า

            ในจังหวะที่มีความตายจ้องอยู่ตรงหน้า จังหวะที่มองเห็นหายนะที่ไม่สามารถวิ่งหนีหรือหลบซ่อน ในจังหวะที่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเราได้ ชาติ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ชัยชนะ ไม่มีความหมายไปมากกว่าคำพูดลอยๆเลย

            ผมรู้ดี

            ในที่สุดแล้วเราจะทำสงครามกันไปทำไมกัน ในที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ ในที่สุดแล้วผู้ชนะจะได้อะไรไป สำหรับผู้ออกคำสั่งผมไม่รู้ ความยิ่งใหญ่อย่างนั้นหรือ เขาจะเอาอำนาจการปกครองไปทำไม ถ้าสิ่งที่อยู่ใต้การปกครองคือกองศพ

แต่สำหรับพวกเราที่อยู่กลางสนามรบมีเพียงสองอย่างที่เราจะได้เอากลับไป และไม่ใช่สิ่งที่เราจะเลือกตามใจชอบได้

            ธงชาติคลุมโลง หรือ ชีวิต

            ผมโชคดีที่ไม่ได้อย่างแรก

ในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงที่เป็นถนนลาดยางของเขตชุมชน ผมมองเห็นหญิงในชุดเดรสสีขาวและเด็กชายที่ตัวสูงเท่าไหล่ของเธอกำลังยืนชะเง้ออยู่บนทางเดินหน้าบ้าน ทันใดที่พวกเขาเห็นผมก็ตะโกนด้วยความยินดี หัวใจของผมพองโตจนแทบรู้สึกเจ็บ ราวกับว่ามันได้รับเลือดเป็นครั้งแรกในเวลานานแสนนาน ทันทีที่รถจอดสนิทพวกเขาเข้ามาสวมกอดผม เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมร้องไห้

 

................................................................................................................................................................

 

            ผมมองไม้เท้าแล้วก็ถอนใจ มันยังดูแข็งแรงดีแต่ก็เก่าเหลือเกิน เหมือนกับตัวผม แต่ละวันผมเดินกระย่องกระแย่งไปทั่วบ้าน พยายามจะทำตัวเป็นประโยชน์ แต่ด้วยวัยเกือบเจ็บสิบกับขาที่ดีเพียงข้างเดียวพาผมไปไม่ได้ไกล

            มาเรียเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีที่แล้วด้วยโรคหัวใจ ผมกับลูกชายอยู่ด้วยกันมาสองคนตั้งแต่นั้นมา โทนี่นั้นเอาแต่รักๆเลิกๆ ไม่เคยเป็นจริงเป็นจังกับการสร้างครอบครัว จนอายุใกล้เลขสี่แล้วก็ยังเฉยเมย ยิ่งด้วยความที่มาเรียจากไป เขาจึงต้องมาดูแลผมมากกว่าเดิม

            แต่ช่วงนี้เขาต้องไปทำงานที่ต่างเมือง อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีชายหนุ่มเพื่อนบ้านที่คอยดูแลผม หลังจากที่ผมกลับจากค่ายทหาร ผมไปทำงานที่ห้องสมุดซึ่งมีหญิงสาว(ในตอนนั้น) ที่ชื่อเอเลน่าทำงานอยู่ บ้านของเราอยู่ติดกัน แต่เอเลน่าก็เสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งลูกสาวของเธอที่ย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ก็เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ คนที่อยู่บ้านนี้คือตัวลูกเขย มาร์ค ช่างซ่อมใหญ่

            ผมเห็นมาร์คเหมือนเป็นลูกชายของผมอีกคนหนึ่ง ด้วยเรื่องราวชีวิตรักของเขาที่ไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้ผมรู้สึกสงสารเขาอย่างจับใจ บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจวิธีคิดของคนในเมืองนี้เลย หรือแม้แต่วิธีคิดของหนูลิซซี่ก็ตามที ในเมื่อรักกัน ก็น่าจะอดทนได้ไม่ใช่หรือ ปัญหาดูเหมือนจะใหญ่และมาจากทุกด้านนั้น เมื่อเทียบกับความตาย การจากลาตลอดไปนั้น มันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่หรือ

            ผมแน่ใจว่ามาร์คไม่ได้มีเจตนาจะแกล้งผม แต่งานอดิเรกใหม่ของเขามันกวนใจผมจริงๆ เล่นลอยบอลลูนผ่านไปผ่านมาอย่างสบายใจ ไม่เคยคิดจะชักชวนบ้างเลย ผมร้องเรียกก็แล้ว ขอร้องก็แล้ว เขากลับทำเป็นไม่สนใจ

            เขาคงไม่เข้าใจกระมัง อาจจะไม่เข้าใจความปรารถนาของผมที่มันมากไปกว่าอยากจะเล่น แต่ผมคิดถึงการที่ได้อยู่บนท้องฟ้า การเป็นอิสระ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่มีใครจ้องจะยิงให้ตก

 

            วันหนึ่งมาร์คเอาบอลลูนขึ้นอีก ผมรีบคว้าไม้เท้าแล้วเดินออกไปที่สนามหลังบ้าน ผมพยายามโบกมือข้างที่ไม่ได้จับไม้เท้าให้เขา บอลลูนไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ผมตะโกนขอขึ้นด้วยอย่างเคย มาร์คโบกมือกลับมา แต่แล้วผมก็เห็นว่าเขาไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวบนนั้น ผมต้องเพ่งจึงดูออกว่าเป็นใคร หากว่าไม่ใช่คนนี้ ผมคงโกรธมาร์คที่ให้คนอื่นขึ้นบอลลูนก่อนผม

            เรเชล ลูกสาวคนเดียวของมาร์คและลิซซี่นั่นเอง ใบหน้าของสาวน้อยคล้ายกับแม่ของเธอมากจนไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้

            ผมรู้ว่าเรเชลป่วย ป่วยอย่างที่แม่ของเธอป่วย และแม่ของเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว ผมรู้สึกตีบตันขึ้นในคอ ผมมองมาร์ค แม้ว่าเขาจะไม่แสดงออก แต่ผมมองเห็นทะลุเข้าไปในดวงตาของเขาว่าเขาเป็นทุกข์เพียงไร ตั้งแต่ลิซซี่พาเรเชลหนีไป เขาก็ไม่เคยหัวเราะจากใจจริงสักครั้ง ยิ่งพอความตายพรากคนที่เขารักไปทีละคน ทีละคน เขาก็ยิ่งหดหู่ลงกว่าเดิม ราวกับหุ่นยนต์ที่ทำงานไปวันๆ

            เรเชลกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มาร์ครู้สึกอย่างไร มีความสุขที่เธอมาอยู่ในอ้อมอกของเขา หรือทุกข์ที่อีกไม่นานเธอก็ต้องจากไป ผมแน่ใจว่าคนดีอย่างมาร์คคงแสดงเพียงส่วนที่เป็นความสุขให้เรเชลเห็น ผมเองได้รู้จักกับเรเชลเพียงเมื่อเธอยังเล็กๆ แต่ถึงตอนนั้นเธอก็มีความเข้มแข็งมาก เธอสวยเหมือนแม่แต่นิสัยเหมือนพ่อ หรืออาจจะพ่อและยายผสมกัน ผมไม่มีหลานแท้ๆ จึงทำให้ผมเสียใจไม่น้อยที่ตอนนั้นเธอย้ายไปที่อื่น แต่ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว ผมดีใจเหลือเกิน

 

            บอลลูนลอยไปไกล ผมจึงเดินเข้าบ้าน เมื่อเดินผ่านห้องเก็บของ สายตาก็พลันเหลือบเป็นของตกแต่งเทศกาลคริสต์มาสที่กองสุมกันอยู่ ทันใดนั้นผมก็เกิดความคิด ผมจัดแจงรื้อและปัดฝุ่นเพื่อที่จะเอาออกมาตกแต่งบ้าน ผมตั้งใจจะจัดเป็นงานต้อนรับกลับบ้านให้เรเชล ผมหยิบโน่นแปะนี่อย่างเชื่องช้า พระอาทิตย์ค่อยๆต่ำลง ผมได้ยินเสียงบอลลูนผ่านมาอีกครั้ง ผมเร่งมือเท่าที่จะเร่งได้แต่ไม่เร็วขึ้นนัก ผมรู้ว่าต้องใช้เวลาในการเก็บบอลลูนพอสมควร จึงคิดว่าน่าจะทันเวลาที่พ่อลูกจะเริ่มกินมื้อเย็น

            เมื่อแต่งบ้านเสร็จผมก็เดินออกจากประตูด้านหลังบ้าน ด้วยความรีบร้อน ผมสะดุดขอบบันไดชานพัก ตัวของผมฟาดลงกับพื้นหญ้า เสียงไม้เท้ากระทบบันไดไม้เสียงดัง ผมเจ็บแขนและไหล่ขวา แต่รู้สึกจุกเสียมากกว่า ผมนอนนิ่งอยู่จังหวะหนึ่ง พยายามสำรวจด้วยความรู้สึกถึงส่วนต่างๆของร่างกายว่าไม่มีส่วนไหนหัก ขณะที่ผมกำลังจะยันตัวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงตะโกน

            “คุณลุงแดนนี่ เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงของมาร์คใกล้เข้ามา ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา ผมอยากจะบอกเขาว่าไม่เป็นอะไร แต่ก็จุกจนพูดไม่ออก ผมรู้สึกถึงมือของมาร์คที่เข้ามาประคอง

            “มาครับ ผมจะพาไปโรงพยาบาล” มาร์คพยุงผมขึ้น ผมโบกมือปฏิเสธ

            “ไม่ต้องๆ ไม่ได้เจ็บอะไรมาก นอนพักก็หาย” ผมพูดแต่ไม่เป็นผล รู้ตัวอีกทีผมกำลังนั่งรถของมาร์คไปโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอย่างที่ผมคิด นอกจากรอยฟกช้ำก็ไม่ได้มีการบาดเจ็บอะไรร้ายแรง ผมเคยผ่านเรื่องเลวร้ายกว่านี้มาแล้ว แค่นี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก อย่างไรก็ดี แพทย์ก็สั่งให้ผมค้างโรงพยาบาลในคืนนั้น

 

            วันรุ่งขึ้น ผมกำลังกังวลว่าจะกลับบ้านอย่างไร แต่ก็ต้องประหลาดใจที่พบมาร์คกับเรเชลเดินมาที่ห้องพักของผม ผมได้มองเรเชลใกล้ๆเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เธอสวยขึ้นจริงๆ โครงหน้ารูปไข่ ผิวขาว แก้มเปล่งปลั่งและริมฝีปากที่เรียวบาง เหมือนแม่ของเธอไม่มีผิด ยกเว้นดวงตาและคิ้วที่เหมือนมาร์ค ใบหน้าซึ่งตอนนี้มีรอยแดงปื้นไล่ลงไปจากแก้มซ้ายถึงคอ ผมมองมือซ้ายที่โผล่พ้นเสื้อแขนยาวของเธอที่ดูมีรอยแดงชัด เธอทักทายผมและเมื่อเห็นว่าผมกำลังมองรอยแดงของเธอ เรเชลยิ้มเขินๆ

            “หนูโดนน้ำร้อนลวกตอนต้มสปาเก็ตตี้ค่ะ” สาวน้อยพูด ผมเหลือบเห็นสีหน้าของมาร์คที่ดูเครียดและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน “หนูซุ่มซ่ามเองล่ะค่ะ พ่อบอกว่าจะทำให้แต่หนูไม่ฟังเอง” เรเชลรีบพูด คงกลัวว่าผมจะต่อว่ามาร์คกระมัง

            แต่ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่าคนที่ควรถูกตำหนิคือผม ทำไมเรเชลถึงจะต้องยกของหนักๆ หากมาร์คอยู่ตรงนั้น เป็นเพราะผมไม่ระวัง หรืออาจจะเป็นสัมผัสพิเศษถึงสิ่งที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ หรือตาที่สามที่ผมคิดว่าผมมีมันไม่ทำงานเสียแล้ว ผมล้ม มาร์คพาผมมาโรงพยาบาลแล้วเรเชลก็โดนน้ำร้อนลวกจากหน้าจนถึงมือ นั่นคือเท่าที่ผมเห็น มันอาจจะมากกว่านั้น

 

            ผมเดินไปเยี่ยมเรเชลบ่อยๆ ร่างกายเธออ่อนแอลงเรื่อยๆ ตรงข้ามกับสภาพจิตใจของเธอที่ดูจะเข้มแข็งได้ไม่มีที่สิ้นสุด มาร์คดูแลทุกเรื่องในการใช้ชีวิตของเธอ แต่เรเชลดูแลความรู้สึกของมาร์ค หลายครั้งที่ผมเห็นว่าเธอเจ็บ เธอมักจะเม้มปากแน่นและทิ้งตัวบนเตียงหรือโซฟาเพื่อแกล้งทำเป็นนอน เธอซ่อนความเจ็บปวดจากมาร์คมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะซ่อนจากผมพร้อมๆกันนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะอย่างไรผมก็อาบน้ำร้อนมาก่อนเธอนานเหลือเกิน

            “คุณตาแดนนี่คะ” เธอพูดกับผมในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่มาร์คออกไปซื้อยาและของที่จำเป็น ผมจะมาอยู่กับเรเชลเวลาที่มาร์คออกไปข้างนอกทุกครั้ง

            “ว่าไงหรือ เรเชล” ผมตอบ เรเชลพยายามยันตัวขึ้นให้นั่งตรงกว่าเดิม

            “คุณตาอย่าบอกพ่อนะคะ” เธอว่าดังนั้นแล้วก็หยิบกระดาษและปากกาออกมา เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ เรเชลเขียนอยู่พักหนึ่ง ผมมองเห็นข้อความในกระดาษแล้วก็รู้สึกตีบตันขึ้นในลำคอกระทันหัน

            เด็กสาวอายุ16 กำลังเขียนจดหมายสุดท้าย ถึงพ่อของเธอ

            ถึงอย่างนั้น เธอยังพูดถึงผม ขอร้องมาร์คแทนผมเรื่องการขึ้นบอลลูน ถ้าหากผมไม่กลัวว่าเธอจะตกใจ ผมคงร้องไห้ไปแล้ว เรเชลพับและสอดเข้าไปในซองจดหมายสีน้ำเงินแล้วยื่นให้ผม

            “หนูรบกวนฝากคุณตาจดหมายให้พ่อ หลังจากที่หนูตายนะคะ” ผมอึ้งกับคำพูดของเธอ ผมเห็นความเศร้าบนสีหน้าของเธอ แต่เธอก็ยังยิ้มให้ผม ไม่มีความลังเลใจ ความโกรธหรือความเจ็บปวดในขณะที่พูดถึงความตายของตัวเอง ผมไม่เข้าใจเธอเลย ผมนึกถึงคราวที่ผมเกือบตายบนเครื่องบินนั่น ตอนนั้นเป็นเวลาที่ผมกลัวมากที่สุดในชีวิต หากผมต้องตาย ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ผมจะไม่ยอมแลกเพื่อที่จะรอดกลับมาอีกครั้ง แต่เรเชลที่บอบบางคนนี้ ดูจะไม่ใส่ใจเรื่องนั้นเลย เธอห่วงพ่อของเธอมากกว่าสิ่งใด เธอห่วงผมด้วยเช่นกัน ผมไม่เข้าใจเธอเลยจริงๆ

            ลำคอผมแห้งผาก จึงได้แต่พยักหน้าและรับจดหมายมา เธอยิ้มกว้างให้ผม

 

................................................................................................................................................................

 

            ผมกลับมาจากพิธีฝังศพของเรเชล ผมมองมาร์คขับรถออกไปและกลับมาอีกทีในตอนเย็นโดยที่ไม่ได้บอกอะไรกับผม

            ตัวบ้านของเราอยู่ห่างกันพอสมควร ผมจึงรู้ว่ามาร์คอยู่ในความทรมานมากแค่ไหนเมื่อผมได้ยินเสียงคร่ำครวญของเขา ผมอยากจะไปช่วยปลอบเขาเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่ลง ผมรู้ว่า ความรู้สึกของการสูญเสียใครไปนั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องก้าวข้ามด้วยตัวเอง

            ผมจึงรู้สึกแปลกใจที่ในวันรุ่งขึ้น ที่เห็นมาร์คเตรียมบอลลูน

            ผมไม่มีโอกาสที่จะให้จดหมายก่อนหน้านี้ เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลา ผมอยากให้เป็นจดหมายนี้เป็นส่วนตัวที่สุด ไม่อยากให้ใครมาถามมาร์คหรือผมว่ามันเขียนว่าอย่างไร ผมออกไปยืนรอตรงจุดที่บอลลูนมักจะผ่าน ผมกำจดหมายไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาว

            “มาร์ค มาร์ค” ผมตะโกนเมื่อบอลลูนมาถึง สีหน้าของเขาเหม่อลอยว่างเปล่า ไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินหรือไม่ “ลงมานี่ก่อนสิ” ผมตะโกนต่อ มาร์คมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย แต่เขาก็บังคับลงจอดแต่โดยดี ผมเดินไปหาเขาและเขาก็รีบเดินเข้ามาหาผมเช่นกัน “เมื่อไหร่จะให้ลุงขึ้นเสียทีล่ะ แต่เอาไว้ก่อนแล้วกันนะ นี่ๆ ลุงมีอะไรจะให้ ของเรเชล เขาฝากไว้ให้เธอ”

            มาร์คอึ้งไปเมื่อผมส่งจดหมายนั้นให้เขา ผมเห็นมือของเขาสั่นเทา ผมตบไหล่ของเขาเบาๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รับรู้สิ่งรอบข้างแล้ว เขาเปิดซองและคลี่จดหมายออกช้าๆ สายตาไล่ไปตามตัวหนังสือ น้ำตาไหลหยดลงพื้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว มาร์คอ่านอยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่จะขอบคุณผมแล้วจากไป

 

            ราวกับมีเวทมนตร์ในจดหมาย มาร์คออกจากบ้านไปด้วยความกระตือรือร้นและกลับมาพร้อมกับสุนัขตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เขาบอกผมว่าเขาตั้งชื่อให้มันว่า ราเคล เป็นชื่อแบบสเปนและสะกดเหมือนเรเชล หลังจากลาออกมานาน เขาบอกผมว่าเจ้าของอู่รับเขาเข้าทำงานใหม่ และเขาจะพาผมขึ้นบอลลูน

            ในที่สุดความหวังของผมก็เป็นจริง บอลลูนลอยขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกถึงลมเย็นที่ปะทะผิวหน้า การมาและการจากไปของเรเชลเปลี่ยนเราทั้งคู่จริงๆ ผมเห็นมาร์คยิ้มจากหางตา เป็นรอยยิ้มที่ออกมากจากหัวใจ ผมใช้มือซ้ายจับขอบตะกร้าไว้แน่นและยกมือขวาที่กำไม้เท้าอยู่นั้น กวัดแกว่งเป็นการขอบคุณสาวน้อยที่เปลี่ยนมุมของผมในการมองความสวยงามของชีวิต

ผลงานอื่นๆ ของ Laurea_Parma

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 / 09:46
    จะพยายามค่ะ
    แต่ตอนนี้อยากแต่งโรงแรมง่ะ
    แหง่ววววววว
    #2
    0
  2. วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 / 00:05
    เป็นเรื่องของมุมมอง ด้านบอลลูนก็มุมมองที่เปลี่ยนไป เพราะมีอะไรบางอย่างอยู่เสมอ

    อยากอ่านเรื่องสั้นของคุณหุย อีกจังเลยค่ะ

    แต่งอีก นะนะนะนนะนะ
    #1
    0